351210 สังคมขยะกับอารยธรรม โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์.docx

โฟลเดอร์2535 รอตรวจอักษร
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์356 KB
วันที่แก้ไข10 มกราคม 2569

เนื้อหาในไฟล์

351210 สังคมขยะกับอารยธรรม โดย พ่อท่านสมณะโพธิรักษ์ ณ สวนธรรมชาติอโศก อ.พะโต๊ะ ชุมพร

สังคมขยะกับอารยธรรม โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ก่อนฉัน วันที่ 10 ธันวาคม 2535 ณ สวนธรรมชาติอโศก อ.พะโต๊ะ ชุมพร

อาตมาไปนั่งอยู่นั่นน่ะ ไปเห็นหนังสือเพลงของสมัยนี้เขาละนะ หนังสือเพลงหลายเล่ม อาตมาก็เอามาเปิดอ่านดูด้วยความใช้ปัญญาที่มี อ่านดูเนื้อหาเนื้อความ ภาษาเพลงของเขานะ คืออาตมานี่ เป็นนักฉันทลักษณ์นะ เป็นนักประพันธ์โคลงกลอนมา แล้วก็สนใจชอบนะชอบหัดคำโคลง คำกลอนอะไรพวกนี้เรื่องกวี-กานท์อะไรพวกนี้ เล่นมาตั้งแต่เด็กๆ อายุ 11 เริ่มต้นแต่งโคลง แต่งกลอน แต่งกลอนแล้ว อายุ 11 - 12 นี่ อาตมา ส.ค.ส. นี่ อาตมาแต่งโคลง แต่งกลอนเอง ส.ค.ส.อวยพรโน่นนี่ หรือว่าไอ้โน่นอะไรต่ออะไรต่างๆนานา อาตมาเขียนมาตั้งแต่อายุ 11 ตั้งแต่อยู่ม. 3 ม. 3 ม.4 นี่ อาตมาหัดเขียนแล้ว ม.3 สมัยก่อน ไม่ใช่ม.3 สมัยนี้นะ ม 3.สมัยก่อน มันเท่ากับ ป.7 ใช่ไหม จาก ป.4 แล้วก็ 1-2-3 ป.7 ม.2 ก็ ป.6 ม 3. นี่ ป.7 ป.7 แล้วก็ม.4 ก็ ม.1 เท่านั้นเอง ถ้าเทียบเท่าสมัยนี้ละนะ เทียบเท่าสมัยนี้ก็อยู่ อยู่ ป. 7 อยู่ ม.1 เท่านั้นละ อาตมาแต่งโคลง แต่งกลอนแล้ว แล้วก็แต่งมา แล้วก็หัดศึกษาอ่าน ขนาดแต่งโคลงแต่งกลอน ไม่ใช่แต่งธรรมดานะ แต่งถึงขนาดเป็นกลบท แต่งถึงขนาดกลบท ฉันทลักษณ์ ซึ่งเวลาแต่งนี่ต้องเปิดปทานุกรมศัพท์ แต่งกันเลยนะ ฉันทลักษณ์นี่ คนอ่านแล้วรับรองไม่ค่อยรู้เรื่องหรอก เพราะว่าภาษาของมันนี่ โอ้โห ส่วนมากก็เอาศัพท์ลึกๆ มาเล่นกัน เพราะว่าภาษาเวลาแต่งฉันทลักษณ์ มันมีครุ ลหุ มันมีคำสั้น คำยาว มันมีคำหนัก คำเบา อะไรที่จะต้องมีความรู้ในด้านพวกนี้ แล้วก็เวลาแต่งแล้ว ก็จะต้องใช้ฉันทลักษณ์ ซึ่งเวลาใช้ลหุ ครุ ซึ่งเป็นแบบแผนของฉันทลักษณ์ โอย แต่ง

อ่านต่อ

ยาก แต่ก็ชอบแต่ง แล้วโอ้โฮ แต่งแล้วก็สนุก ก็ภาคภูมิน่ะ หายไปไหนหมดไม่รู้นะ ต้นฉบับไอ้พวก อาตมาแต่งพวกนี้ ทิ้งขว้าง มันไม่เหลือน่ะ นี่ อาตมาก็ไปอ่านดูเพลง แหม สมัยนี้ เขาก็เพลงดังฮิตนะ เป็นราคาล้านๆนะ หลายล้านนะ นักร้องดังที่แต่งนี่ เพลงกลอนอะไรต่างๆนานา ที่เขาทำ พูดก็พูดเถอะ อาตมามัน จะหาว่าอาตมาดูหมิ่นดูแคลนก็ตาม จะว่าอาตมามองตามภูมิปัญญาของอาตมาว่ามันไม่ได้เรื่องเลย โคลงกลอนไม่มีสภาพของศิลปะ ในด้านของวรรณกรรมอะไรเลย และเนื้อหาก็ไม่มีเลย มีแต่ไอ้อะไรก็ไม่รู้ ขึ้นต้นลงท้าย กลางไม่มีแบบแผน ไม่มีโครงสร้าง ไม่มีเนื้อหา ไม่มีเป้าหมาย ไม่อยู่ในเชิงของศิลปะ แล้วอาตมาก็เรียนศิลปะโดยตรงด้วย ย่อมรู้จักโครงสร้างของศิลปะ จะมีอะไรต่ออะไร ยังไง จุดอะไรต่ออะไรของมัน องค์ประกอบมันมีอะไรต่ออะไรยังไง composition มันเป็นยังไง อะไรต่างๆ ก็ต้องมีความรู้ทั้งนั้น นี่เละเลย แต่ดังเป็นเงินล้านอยู่ในประเทศ แล้วก็โอ้โห พิมพ์ออกมาขายเป็นเล่มๆ เล่มหนึ่ง 30 บาท 60 บาทอะไรเท่านี้ๆ นี่แสดงถึงคุณค่าของสังคมทุกวันนี้นี่ เด็กรุ่นใหม่นี่ คนสมัยใหม่นี่ ไร้สาระ แล้วก็เปลืองผลาญ ลงทุนนะ ไม่ใช่ไม่ลงทุนนะ ลงทุน ลงแรง แล้วเขาก็นึกว่าเขาเองนี่ เขาอื้อหือ มอบชีวิตจิตใจให้กับสิ่งนี้มากมายนะ โอ้โห เสียดายหยาดน้ำเหงื่อจริงๆ เวลาเขาทำอะไรนี่เขาเต้น เขาอะไรนี่ อื้อหือ เหงือไหลไคลย้อยนะ อื้อหือ เห็นแล้วมันน่าเสียดาย เหงื่อพวกนี้ แหม เอามา กวาดขี้หมาแถวนี้บ้าง ก็ยังจะเป็นประโยชน์กว่าจริงๆ มันไม่ได้เรื่องเลยจริงๆ ไม่มีสาระอะไรเลย น้ำเน่า ไม่รู้จะเน่าขนาดไหน มันเป็นมลภาวะชนิดหนึ่ง ซึ่งตีกลับ อาตมาว่า แล้วเขาก็เรียกมันว่าเป็นศิลปะ แล้วเขาเรียกศิลปิน นะ ศิลปินเดี่ยว พอเปิดไอ้ออกเทปมา อัลบั้มหนึ่งออกมา ก็เป็นศิลปินเดี่ยวเลย ศิลปินเดี่ยว เป็นอะไรต่ออะไรใหญ่โตมโหฬาร แต่อาตมาดูแล้วนี่ มันห่างไกลเหลือเกิน ห่างไกลคำว่าศิลปะ ห่างไกลคำว่าจะเป็นศิลปิน แต่เขาก็โมเมกัน นอกจากจะไม่เป็นศิลปินแล้ว ยังเป็นคนทำลายศิลปะด้วย ฟังกลับให้ดี นอกจากจะว่าตัวเองอวดอ้าง หลงตัวว่าตัวเองเป็นศิลปิน ไม่ใช่แล้ว ยังกลายเป็นพวกทำลายศิลปะเสียด้วยซ้ำ แล้วยังหลงตัวว่าเป็นศิลปิน คือมันเหลวเละเลย ถ้าคนเข้าใจว่าอย่างนี้ศิลปะแล้วก็เมืองไทยนี่แย่เลย ในความหมายของภาษาศิลปะต่างๆที่เขามีหลักวิชา มีโครง- สร้างมีอะไรต่ออะไรของมัน มันไม่ได้เข้าเรื่องเลย เนื้อหาก็ไม่มีอะไรนอกจากเรื่องเมถุน ใช้ไอ้แสลง ใช้ภาษามายั่วๆ เย้าๆกันไป อะไรต่ออะไรกันไป ไอ้เนื้อภาษาโคลงกลอน ก็ โอ้โอ ไม่ใช่ว่าอาตมาหลงตัวเองหรือว่า ยกตัวยกตนอะไรมากเกินไปนะ ดูแล้วมันแย่แต็มทีเลย ไม่รู้จะไปไอ้นั่นยังไง เพราะเท่าที่รู้ความจริงนี่ มันเกิดความจริงขึ้นมาในสังคมนะ มันเป็นความจริงของสังคม ซึ่งเราไม่มีฤทธิ์มีแรง อาตมาเห็นว่า ไม่มีฤทธิ์มีแรงพอที่จะไปต้านทานอะไรได้เลย ห้ามไม่หยุดนะ ดึงไม่อยู่นะ จะไปกันหนักหน้าเลย จะไปอย่างนี้กันไปเลย อาตมาบางทีเพลงอาตมาอ่านตั้งแต่เนื้อคำแรก จนกระทั่งถึงคำสุดท้าย นะ ในเนื้อหามันยังไม่สัมพันธ์กันเลย คำอะไรอั๊วจะออกมา ภาษาอะไรก็ใส่ไว้ โอ๊ เยอะๆแยะๆไปอะไรๆ ไอ้โน่นอะไรก็ไม่รู้ ภาษามันไม่ได้สัมพันธ์กันเลย ไม่ได้มีความหมายอะไรต่อเนื่องเลย ตั้งแต่ต้นจนจบ ไม่รู้จะว่าอะไร แล้วก็ไปจับคำๆหนึ่ง มาตั้งชื่อ ตั้งชื่อเพลง อะไรก็ไม่รู้ ตั้งชื่อเพลงเป็นคำๆหนึ่ง หรือว่าวลีหนึ่งๆ เอามาตั้งชื่อเพลง แล้วในเนื้อหานั้น ไม่รู้มันหมายถึงอะไร ไม่รู้อาตมาโง่ หรือเขาโง่ ก็ไม่รู้ แหม มันไม่หวาดไม่ไหวจริงๆ นี่ มันไม่ได้หวังอะไรเลย เพราะว่ามันไร้สาระอย่างนี้ แล้วเป็นเรื่องเป็นราวอยู่ในสังคมนะ ทีนี้ เยาวชนรุ่นต่อๆมา ก็จะต้องรับซับซาบสิ่งเหล่านี้ แล้วรับซับซาบสิ่งที่ไม่เป็นเนื้อหาอย่างนี้ไป แล้วมันคืออะไรกันแน่ คิดดูซิ สังคมจะหวังอะไร ที่พวกเรามากันที่นี่นี่นะ เรากำลังสัมผัส เรากำลังทำตัวเราเอง เรากำลังที่จะให้มันมีภาพจริง ภาพจริงของสิ่งที่เราเอง เราเกิดนี่ เรามีตา หู จมูก ลิ้น กาย สัมผัสทั้งหก ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เราก็มาสัมผัสกับดิน น้ำ ลม ไฟ มาสัมผัสกับเนื้อหาสาระแก่นสาร พวกเรามานี่ อาตมาว่าอาตมาเข้าใจเรื่องจิตวิญญาณนะ แล้วก็อยากจะให้จิตวิญญาณของพวกเรานี่ มีแก่นสารสาระ ธาตุดินก็ดี น้ำก็ดี ลมก็ดี ไฟก็ดี อากาศวิญญาณมันมีธาตุทั้งหมด ธาตุหลักแท้ๆ มันมี 6 ธาตุ ดิน น้ำ ลม ไฟ อากาศ วิญญาณ นี่คือธาตุที่ครบหมดแล้วในโลกนี้ มหาจักรวาลนี้ รวบรวมมาแล้วมีเท่านี้ ธาตุหลัก ดิน น้ำ ลม ไฟ อากาศ วิญญาณ มีเท่านี้ สังเคราะห์ลงได้ 6 ธาตุนี้เท่านั้นเอง ไม่มีธาตุอื่นอีกเลย ในมหาจักรวาลนี้ นอกจาก 6 ธาตุนี้ เพราะฉะนั้น เรื่องนี้มันลึก เรามานี่เหมือนไม่มี แล้วอาตมาอยากให้ไม่มีอะไรนี่แหละ แล้วคุณจะได้เกิดปัญญา เกิดความรู้สึกลึกๆ ในตัวเรานี่ เป็นญาณในใจว่า เอ๊อ มาสัมผัสสิ่งที่ไม่มีอะไรนี่นะ แต่มันมีอะไร แต่มันได้อะไร ได้อะไรที่มันมีขึ้นมาโดยที่ว่าไม่ต้องมาสร้างรูปแบบ ไม่ต้องมามอมเมา ไม่ต้องมาโปะอะไรต่ออะไรลงไปให้แก่เรา แต่เรารับได้เอง เราเก็บได้เอง เรามีญาณ มีปัญญาที่เราซับซาบได้เอง เออ อย่างนี้แหละ ดี อย่างนี้ดีนะ เออ อย่างนี้เป็นแก่นสารนะ อย่างนี้เป็นที่พึ่งนะ อันนี้เป็นสาระนะ อันนี้เป็นสิ่งที่ดีนะ อะไรอย่างนี้ แม้ว่าเราจะมานี่เหมือนไม่มีอะไร นั่นแหละ มันมีอะไร มันมีอะไร ไอ้ที่ว่าไม่มีอะไรนั่นแหละ มันมีอะไร ถ้าใครที่ได้นะ มันก็จะได้ ญาณปัญญาที่ว่า อาตมาก็บอกไม่ได้นะ บอกว่ามันเป็นอย่างนั้น เป็นอย่างนี้ ไม่รู้จะพูดยังไง เป็นยังไง คุณยิ่งได้ความโล่งว่าง ยิ่งได้ความที่เรียกว่า เออ มาอยู่อย่างนี้ไม่มีอะไรนะ แต่มันก็มีอะไร มันมาสัมพันธ์กับต้นไม้ สัมพันธ์กับ...เห็นความสำคัญของต้นไม้ ความสำคัญของดิน เห็นความสำคัญของความไม่ต้องมาถูกบังคับให้มารักกัน แต่เราก็มารักกันได้ แต่ไม่ใช่รักอย่างกามนะ มาอบอุ่น มามีความช่วยเหลือเกื้อกูลกัน นั่นแหละจะออกไปยังไงก็แล้วแต่ มีความอาทรต่อกัน ดูซินี่ ดูไปยังไงกันนะ ป่านนี้ ยังไม่กลับเลย มืดแล้ว เดี๋ยวขอรถออกไปตามหน่อยเหอะ เอ้า ไปก็ไปสิ รถใครมีมั่ง เอ้า หยิบรถ คนนั้นคนนี้ไป ออกไปดู เออ อะไรต่างๆ นานาพวกนี้ อาตมาดูแล้ว มันชื่นใจนะ ว่าพวกเรามีความอาทรต่อกัน ห่วงหาอาวรณ์ ไม่ใช่ว่า เออ ใครต่อใคร เดินไปเจอกัน สวนทางกันแล้ว ก็เฉย แข็งทื่อ เหมือนกับคนหมดอารมณ์ หมดวิญญาณ หรือไม่ก็นั่งหน้าบูด ไม่รู้ว่าเน่ามากี่วันอะไรอย่างนี้ นี่ไม่ละ เออ ดูสดชื่นเบิกบาน active น่ะ กระปรี้กระเปร่า ไม่มีอะไรนะ ไม่มีอะไรล่อ จะแสดงอะไร เดี๋ยวต้องปรุงแต่งกะเกณฑ์เลยนะ เอ้า เธอต้องใส่ไอ้นี่ ต้องสีไอ้นี่ แสงไอ้นี่ ต้องมีรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ไอ้นี่ให้ใส่ ไม่ต้องละ ไม่ต้องใส่หรอก มันก็ทำให้เราเกิดรส เกิดรสแห่งความชื่นชม เกิดรสแห่งความประทับใจ มันอะไรละ เป็นเนื้อหา ความประทับใจอันนั้นน่ะ แต่เราก็ได้โดยไม่ต้องสรรสร้าง แต่มันก็มีอยู่ในนี้ เก็บเอาได้คนที่เก็บเอาเนื้อหาที่มันไม่ต้องไปสรรสร้างอะไรขึ้นมา แต่มันก็มีเนื้อหาของธรรมชาติ เนื้อหาของสาระที่เราควรจะได้ คนนั้นละมีญาณปัญญา คนนั้นแหละมีความลึกแหลมที่กรองเอาสิ่งที่เหมือนมันไม่มีอะไร แต่มันก็ได้อะไร คนที่ได้ก็คือคนฉลาด คนที่ได้ก็คือคนที่รู้จักสาระแก่นสาร แต่คนที่โง่ๆ เง่าๆทุกวันนี้นี่นะ ไปกับเขา สร้างขึ้นมา โอ้โห เวที แสงสี เสียง ไอ้โน่นไอ้นี่ ปรุงแต่งรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส มากมาย ประดุจประดาประดิดประดอยกัน อู๊ว์ ได้มาเยอะเลย ขี้ขยะที่เขาปรุงแต่งทั้งนั้นเลย เป็นลักษณะคล้ายๆกับว่า กลับมาถึงบ้าน โอ้โฮ เต็มบ้านแล้วอะไรละ โฟม พลาสติก คือสิ่งห่อหุ้มทั้งนั้นเลย สิ่งที่เขาปรุงแต่งเปลือก ฉาบสี ฉาบแสงฉาบอะไรมา กองเต็มบ้านเลย ขยะทั้งนั้น แล้วเราก็นึกว่าเราได้เสียเยอะ เดี๋ยวนี้สังเกตไหม เวลาคุณไปซื้อของนี่นะ ซื้อของมาปั๊บ โอ้โห มันน่าซื้อนะ สวย งาม ดูเหมือนมีค่ามากเลยนะ เสร็จแล้วมาแกะออกหมด ห่ออยู่ข้างใน ไอ้นั่นน่ะอยู่ในกล่องน่ะ อันนั้นน่ะ ข้างนอกน่ะโอ้โห ลงทุนเยอะเลยนะ ทั้งสีทั้งแสง ทั้งสวย ทั้งประดับประดา ทั้งอะไร แต่ที่เอานั่นนะ ข้างในนิดเดียว เสียเวลาไอ้ข้างนอกนั่นมากมายเลย เพื่อที่จะได้ข้างในนิดเดียว นี่แหละโลกมันเป็นอย่างนี้ สังคมมันเป็นอย่างนี้แล้วเดี๋ยวนี้ แต่เรามานี่ ไม่มีเปลือก ไม่มีแสง ไม่มีสี ไม่มีปรุงอะไรใส่ไว้ แต่เข้ามานี่ มาหยิบเอาเป็น เออ มีอะไร มีนะ มีเยอะด้วย ใครละตาดี ใครปัญญาดี นี่ อาตมาพยายามจะไม่ให้มันมีอะไร จะอย่างโน้นไหม จะอย่างนี้ไหม อาตมาไม่มีอะไร มาที่นี่อยากจะให้ไม่มีอะไร แต่คุณจะต้องได้อะไร ตามที่คุณจะได้ไปเอง อาตมาก็บอกไม่ถูก มันได้อะไร อย่างอาตมานี่ ไม่ต้องได้อะไรแล้วละ แต่อาตมาจะได้อะไรก็อยู่ที่รู้ว่าพวกคุณได้อะไรไหม ถ้าอาตมาจะได้ก็คือ อาตมาจะได้ว่าคุณมาที่นี่กันแล้วนี่ บางคนนี่มา โอ้โฮ อยากมานะนี่ ขออาศัยแอบซุกตรงนั้นตรงนี้มา แล้วมาจนได้ เสร็จแล้ว มาแล้ว ไม่ได้อะไรเลย ดีไม่ดีกลับไปบอก ไม่มาอีกแล้วคราวหน้าไม่เห็นมีแสงสี ไม่เห็นมีกลิ่น มีรส ไม่มีอะไรเลย โอ๊ย เหนื่อยแทบตาย เจอทากเสีย 3 ตัว 5 ตัวแน่ะ บางคน ใครเจอบ้างละ ทาก หา ใครได้มา ใครได้มั่งละ โอ เจอเหมือนกันหรือ โอ ตัวใหญ่ด้วยหรือ อ้อ ตัวใหญ่ปู่มัน ถ้าตัวน้อยก็ลูกมัน หลานมัน ตัวใหญ่ด้วย มันก็เป็นธรรมชาติ ทีนี้พวกเราอยู่นี่ ไปมากๆนี่ ทากในย่านนี้ ก็จะน้อยลง มันก็จะเข้าไปอยู่ลึกๆ มันสัญชาตญาณของมันไม่ มันสัญชาตญาณแห่งการหนีภัย เพราะฉะนั้น ถ้ามันรู้ว่าอยู่ที่นี่เป็นภัยกับมัน มันก็จะถอยห่างไป อยู่ในที่ที่มันปลอดภัย เพราะฉะนั้น เรามาอยู่นี่ เราถากถาง เราอยู่เรามีโน่นมีนี่อะไรต่ออะไรอย่างนี้เข้าไปเรื่อยๆนี่นะ พวกนี้มันก็จะหลบห่างออกไปเอง มันจะหลบออกไป ที่นี่จะน้อยลงๆ น้อยลง มันแบ่งกันอยู่ คนก็อยู่ส่วนหนึ่ง มันก็อยู่ส่วนหนึ่ง มันก็รู้ว่ามันก็พวกหนึ่ง เราก็พวกหนึ่ง มันไม่ค่อยอยู่ด้วยกันหรอก เพราะฉะนั้น สัตว์ประเภทที่มันจะเป็นพิษ เป็นภัยกับเรามากๆนี่ แล้วเราไปทำมัน ไม่ต้องไปล่า ไม่ต้องไปปราบอะไรมันมากมายหรอก มันก็จะเป็นของมันเอง เพราะคนปราบมันมีอยู่แล้ว คนที่เจอมันแล้วก็ฆ่า เจอมันก็ทำลาย เจองูฆ่างู เจอทากฆ่าทาก มันมีอยู่แล้ว เราไม่ต้องไปห้าม ไม่ต้องไปอะไร เพราะฉะนั้น สัญชาตญาณมันมีอยู่ว่าไม่ได้ไอ้พวกสองขาสองแขนพวกนี้ ไอ้เดินตรงๆนี้เจอไม่ได้ พวกนี้ มันดุชิบเป๋งเลย โอ้โห ดุจริงๆเลย เจอซัด เจอซัดเลย แม้ว่าเราจะไม่ได้ทำ ก็มีคนทำ จนกระทั่งพวกสัตว์นี่มันรู้ดี มันเห็นเรา มันยังนึกว่า นี่ยักษ์ทั้งนั้นละ ทั้งๆที่เราไม่ใช่ยักษ์แล้ว มันก็เจอมันเห็นเข้า มันก็รู้แล้ว อย่างนี้มันก็ยักษ์ คือมันใช้หลายๆ สัมผัสนะ มันไม่รู้ด้วยรูป มันก็รู้ด้วยกลิ่น มันก็รู้ด้วยสัมผัสอื่น พวกนี้มันมีไอ้สัตว์มันมีสัญชาตญาณที่จะรู้ รับรู้ได้ หลายๆอย่าง ที่มันรู้ได้เกินกว่าคนเราจะรู้นะ เรารู้สู้มันไม่ได้ สัตว์นี่หลายๆอย่าง มันเก่งกว่าคนเยอะ อย่างคนนี่นะ รับเสียงสู้หมาไม่ได้ หรือว่าคนนี่น่ะ ดมกลิ่นสู้หมาก็ไม่ได้ สู้สัตว์หลายๆอย่างสู้ไม่ได้ รับทางทวารสัมผัสที่จะรับรู้ได้ด้วยสิ่งเหล่านี้นี่นะ คนนี้ได้แค่นั้นแหละ มันไม่สู้สัตว์ได้หรอก สัตว์นี่มันเก่งพิเศษของมันเยอะหลายๆอย่าง มันเก่งกว่าคนเยอะ คนนี่จำ หรือว่าพิจารณา ละเอียดลออว่าแตกต่างกันอย่างไร ไม่ได้เท่าอย่างหมานี่ เข้าไปดมกลิ่นนี่มันรู้แล้ว อันนี้แตกต่างกันอันนี้ อันนี้คืออันนี้ๆ มันตรงกันเป๊ะเลย เสียงก็ตาม กลิ่นก็ตาม สายตาก็ตาม การเห็นก็ตาม เห็นสู้กันไม่ได้ เห็นสู้สัตว์หลายๆอย่างไม่ได้ สัตว์บางอย่าง มันเห็นได้ไกล มันเห็นได้ละเอียด มันเห็นได้มากมาย ต่างๆ นานาพวกนี้ เพราะฉะนั้น คนเรานี่ ทำเป็นยิ่งใหญ่ไปเถอะ ว่าตัวเองเก่ง ไม่เห็นเก่งสักเท่าไหร่หรอก มันก็เก่งไปอย่างหนึ่งแหละ เก่งทำลาย จริงๆ คนนี่เก่งทำลาย ทุกวันนี้นี่ เห็นผลของการทำลายมากเลยในโลกนี่ จะบรรลัยก็เพราะคนนี่แหละ ตั้งแต่คนยังไม่เกิดในโลกลูกไหนก็แล้วแต่ เริ่มต้นมีธาตุน้ำ พอเริ่มต้นมีธาตุน้ำ ก็โลกลูกนั้น ก็ชักจะมีองค์ประกอบของ พอดิน น้ำ ลม ไฟ พวกนี้ มันจะมีดิน มันจะมีลม มันจะมีไฟ มันมีก่อนแล้ว พอมันมีธาตุน้ำลงไปอีกเมื่อไหร่ วิทยาศาสตร์เขาก็เรียนมา เขารู้ พอเริ่มต้นมีธาตุน้ำมากขึ้นๆ มากขึ้นเมื่อไหร่ เกิดชีวะ พอเกิดชีวะ กว่าจะเกิดชีวะมา อะไรต่ออะไรขึ้นมานี่นะ มันมีแต่ความเจริญ ชีวะจนกระทั่งมันโตขึ้นมา จนกระทั่งมันมากลายเป็นสัตว์ พัฒนาขึ้นมาเรื่อยๆ จนมาถึงเป็นคนนี่ เริ่มต้นแล้ว เริ่มต้นโลกชักจะถูกทำลายไปเรื่อยๆ คนยิ่ง แหม มันสมอง ฝึกปรือมันสมองมากขึ้นๆ โลกก็ยิ่งถูกทำลายลงไปๆๆ สักวันหนึ่งโลกนี้ก็จะสลาย เพราะน้ำมือคน เพราะคนจริงๆ ทำลายหมดเลย ในโลกนี้มีอะไรบ้างละ ที่ไม่มีคนทำลายไม่ได้ มีอะไรไหม ที่คนทำลายไม่ได้ พระจันทร์อยู่นอกโลก มันยังตามไปทำลายเลย คิดดูซิว่า คนนี่มันขนาดไหน นี่ พระจันทร์ พระอังคาร ไปหมดแหละ จะตามไปหมด จะตามไปอาละวาดเขาหมด เอาไอ้เศษสวะอะไรไปก็ไม่รู้ เอาไอ้พวกเหล็กผาอะไรต่ออะไรไปไม่รู้ละ ไอ้เครื่องแก๊ส ไอ้ของที่มันไม่รู้ละ สังเคราะห์ไปทำลายเขาหมด มันยอดจริงๆยอดแย่ ยอดแย่จริงๆ คนนี่ เราเกิดมาเป็นคนถึงบอกว่า เราถ้าจะไปเป็นคนตามๆเขามันก็ไอ้แค่นั้นแหละ เราก็มีชีวิตของเราอยู่ไปอีกอย่างหนึ่งที่เรามองเห็น ถึงจะมีปราชญ์ซ้อนไปเวลาคนคนเลวๆมีปราชญ์ซ้อนขึ้นมามองมาอ่านมาเข้าใจ ว่า โอ คนเรานี่ทำไมมันจึงชื่อว่าสัตว์ทำลายจริงๆ มันจะไม่ทำลายไม่ได้หรือ ปราชญ์ก็มาคิดเห็นความไม่ทำลาย ตอนแรกๆ นี่ แต่แค่ไม่ไปทำลาย แต่ไม่สร้าง ไม่ช่วยสร้าง นี่คือปราชญ์รุ่นแรกๆ ก็ลดลงมาได้ช่วงหนึ่ง เพราะฉะนั้น ศาสดาหรือว่าลัทธิหลายลัทธิ ก็ได้แต่ไม่ทำลายหรอก แต่ไม่สร้าง กูก็อยู่ของกู อาศัยดลกกินไปใช้ไป เหมือนสัตว์เดรัจฉานหลายๆชนิด คือไม่ทำลายเท่ากับสัตว์เดรัจจฉาน ลดตัวลงมาให้เท่ากับสัตว์เดรัจฉาน ซึ่งสัตว์เดรัจฉานมีนดีกว่าคนน่ะ ไปพูดที่ไหนก็ได้นะ เอาไปพูดเลยว่าสัตว์เดรัจฉานดีกว่าคนนี่ ไปพูดที่ไหนก็ได้ ดียังไง ก็คุณอธิบายให้มันถูกก็แล้วกัน เดี๋ยวเขาซักว่า มันดียังไง สัตว์เดรัจฉานดี คุณก็กราบสัตว์เดรัจฉานซิ บอกจริงๆนะ กราบสัตว์เดรัจฉาน ยังดีกว่ากราบคนอีก เพราะคนทุกวันนี้มันจอมโจร จอมร้าย- กาจที่สุด ถ้าเข้าใจที่อาตมาพูดนี่นะ เพราะฉะนั้น พวกศาสดาตอนขนาดหนึ่ง ก็มาเห็นแล้วว่า คนมันเลวร้ายก็มาปรับความเลวร้าย ไม่ไปปรุง ไม่ไปแต่ง ไม่ไปเผาผลาญพร่าลดลงมามักน้อยสันโดษ ลดลงมาได้ขนาดหนึ่ง ก็เป็นศาสดา ไม่ไปทำลาย แต่ไม่สร้าง จนกระทั่งถึงสุดยอดก็ว่าพระพุทธเจ้านี่แหละสุดยอด นอกจากไม่ทำลายก็ได้จริงๆแล้ว ยังสร้างให้ด้วย สร้างช่วยโลกนี่ด้วย อะไรที่ควรจะสร้างขึ้นมานี่ ธรรมชาติร่อยหรอ เราก็สร้างธรรมชาติขึ้นมา ทำธรรมชาติขึ้นมา จากสิ่งอะไรที่มันเลวร้าย ก็ปรับปรุงทำความเข้าใจ แล้วก็มาเป็นให้ได้ เกิดมาอีกกี่ชาติ คุณยังไม่ปรินิพพาน คุณก็พัฒนาไปเถอะ คุณก็ทำไปเถอะ เรียกว่าบุญ เรียกว่ากุศล เรียกว่าคุณค่า เรียกว่าความประเสริฐที่แท้ ทุกวันนี้เขาบอกว่า เขามีคุณค่า หลอกทั้งนั้นแหละ หลอกยังไง เขาบอกว่าเขาเรียนมานะ เขามีความสามารถนะ เขาก็จะสร้างจะบริหารประเทศ จะผลิต ผลิตอุตสาหกรรม ผลิตเกษตรกรรม ผลิตอะไรก็แล้วแต่นะ พวกนายทุนเขาทำนี่ ลักษณะทุนนิยมนี่ เขาทำจริงๆ เหมือนกัน เขาผลิตข้าว โอ้โห วิธีผลิตของเขานี่สูง ข้าวพันไร่ โอ้โห ได้ข้าวมาเยอะนะ แต่พวกนี้ขอถามหน่อยเถอะ ถามเด็กๆ ดีกว่า เดี๋ยวกลัวหน้าแตก ถามเด็กๆตอบดีกว่า เด็กๆจะตอบผิดยังไม่หน้าแตกเท่าไหร่ ผู้ใหญ่ตอบไม่ ได้แล้วนี่ มัน แหม หน้าแตกอย่างมหาศาลเลย เพราะคำถามแค่นี้ ตอบไม่ได้นี่นะ ขอถามหน่อยเถอะว่า พวกนายทุนที่ว่านี่ สร้างอุตสาหกรรมก็ตาม สร้างเกษตรกรรมอะไรนี่ก็ตาม สร้างขึ้นมาแล้ว พวกนี้นี่ พอสร้างขึ้นมาแล้ว พอสร้างก็แจกคนทั่วไปใช่ไหม เอาไปทำอะไรละ ขาย ขายเท่าทุน ไม่อีก หา เกินทุนอีกหรือ แล้วของที่เราสร้างขึ้นมา เราลงทุนร้อย แล้วเราเอาไปให้เขา เราเอาเข้ามาเกิน 100 คนพรรค์นี้หรือมีคุณค่า หือ มันเหลือค่า แล้วก็ตีราคามาแล้ว ลงทุน 100 อย่างนี้ ทุนมันพันอย่างนี้ เอ้า เอาไปแจกจ่ายคนอื่น แต่คนต้องเอาเกินมา เกินพัน เกิน 100 คือต้องเกินทุนใช่ไหม ค่าอะไรเขาเหลือ เขามีคุณค่าตรงไหนเหลือ เป็นสิ่งที่ว่าเราให้คนไปนี่ จะสร้างอะไรออกมาก็ตาม คุณจะผลิตอะไรออกมาก็ช่างเถอะ ค่าแรงงานก็คิด ค่าความรู้ก็คิด ค่าอะไรก็คิดหมดนั่นแหละ แล้วแถมค่าบวกให้เกินกว่าควรกว่าจำเป็นด้วยใช่ไหม นี่ละ เศรษฐศาสตร์ของสังคมโลก เขาเป็นอย่างนี้มาตลอดๆ จะเรียนจบดอกเตอร์มากี่ดอก กี่ดอกก็ช่าง เขาก็คิด แนวคิดอย่างนี้ทั้งนั้น แล้วคนพวกนี้ มันมาหลงตัวเองว่าตัวเองมีคุณค่าในโลก ค่าบริหาร ค่าความคิด ค่าลงทุนลงแรง แต่ชี้นิ้วส่วนใหญ่ จะเอาค่าชี้นิ้วแพงด้วยนะ คิดหมดนะ เสร็จแล้ว เวลามีผลผลิตอะไรต่ออะไร ก็เอาออกไป ก็ยังแลกกลับคืนมาจนหมดอีก อาตมาถึงบอกว่า คุณฟังดีๆซิ ที่อาตมาพูดสัจจะนี่ คนเหล่านี้ ไร้ค่าทั้งนั้น เลย เป็นคนที่เบียดเบียน เอามากเอาเกินทั้งนั้น คนชนิดของเรานี่แหละ จะให้เป็นทาสใช้ของสังคม อย่าไปเอาแลกเปลี่ยนกลับคืนมา สร้างให้เขาได้แจกจ่ายให้เขาได้เสียสละเข้าไป แล้วเราจะบอกว่าเรามีคุณค่าก็พูดได้ แล้วไม่ต้องไปคุยด้วย ไม่ต้องไปคุยว่าเรามีคุณค่าก็ได้ ไม่ต้องไปทวงบุญทวงคุณมาคืนก็ได้ สัจจะคือสัจจะ ว่าเรามีคุณค่าจริงใช่ไหม คนอย่างนี้มีเท่าไหร่แล้วเดี๋ยวนี้ คนอย่างนี้มีสักเท่าไหร่ในดลกในสังคมนี้ มีสัก 0.1% มีไหม 0.001% ถึงไหม ในโลกนะ 5,000 ล้านคน ในโลกนี้มีคน 5,000 ล้านคน แล้วมีคนชนิดที่อาตมาว่ามาว่านี่มีกี่เปอร์เซ็นต์ โอ้โห มันทำไมหลายศูนย์นักละ .0000001 หรือ ตายละหว่า มันเกิน 5,000 พันล้านแล้วอย่างนั้นน่ะ มันมีไม่เท่าไหร่จริงๆนะ ที่พูดให้ฟังให้เข้าใจ ฟังจริงๆเลย แล้วอาตมาขอถามกลับอีกทีว่าแล้วคนที่มาทำอย่างนี้ ที่อาตมาว่ามานี่ เข้าใจอย่างนี้นี่ มันโง่หรือมันฉลาด ฉลาดค่ะ ชมตัวเอง เหอ แน่ใจหรือว่าไง่ เอ๊ย ฉลาด ถูกโพธิรักษ์หลอก เขาว่าถูกโพธิรักษ์หลอก ถูกโพธิรักษ์ล้างสมองนี่ นั่นแน่ะ หมัดย้อน โอ้โห ถ้าพวกเราโง่ อาตมาว่าโง่ก่อน ว่าอย่างนั้นย้อนเลย โง่ก็โง่วะ (น.ร.หัวเราะ) ยอมโง่ ยอมเป็นคนโง่ โง่ก็โง่วะ น่ะ ยอมเป็นคนโง่ โง่อย่างนี้นี่แหละ อาตมาว่า เราไม่ได้เป็นคนงมงายนะ เราก็รู้เหตุผล อย่างโลกนี่ เรารู้นะ เขาทำอย่างนี้ เราเข้าใจแล้วละ นอกจากจะเข้าใจ เราก็เคยเป็นด้วยซ้ำอย่างนั้นน่ะ บ้าๆบอๆ อย่างนั้นน่ะ แล้วก็เป็นบาป เป็นภัย ไม่ได้มีคุณค่าประโยชน์อะไรอย่างนั้น เราก็เคยเป็น มากบ้าง น้อยบ้าง ก็แล้วแต่เถอะ แต่ละคนมา ไม่ต้องมาก อายุยังไม่มากนี่ เด็กๆเล็กๆ อายุยัง 10 ขวบกว่าขวบ 14-15 นี่ก็ เคยเป็นมาก่อนแล้วทั้งนั้นแหละ แล้วยังคนเลย 14-15 ละ แก่กว่าแรดแล้ว คือแก่แรดนี่ มันก็ขนาดหนึ่งละนะ ทีนี้มันแก่กว่าแรดแล้ว มันขนาดไหน เหอ นี่สำนวนของพวกอโศกเรานะ เพราะฉะนั้น เราไปว่าเขาบอก อีแก่แรด เอ๊ย นั่นมันยังเก่าไป เอาใหม่ บอกอีแก่แรดแน่ะ สำนวนใหม่ของชาวอโศกเรานี่ขนาดนี้ ปัดโธ่! อายุมากนี่ แก่กว่าแรดด้วย นะ จะไม่รู้ได้ยังไง เคยมาทั้งนั้นใช่ไหม แล้วเราก็รู้ทั้งสองด้าน ของทางโลกเขาเป็นเราก็รู้ อย่างนี้สิทางโลกเขาไม่รู้ อย่างที่พวกคุณรู้นี่ พวกคุณก็เข้าใจ บอก เอ๊อ กำไรคืออะไร กำไรก็คือไม่ได้มา บ้าหรือเปล่าวะ อะไร กำไรไม่ได้มา ไม่ได้มา กำไรมันก็คือได้เปรียบมาเยอะๆ ใช่ไหมในโลกเขาหมายความว่าอย่างนั้น อะไรกำไรแบบนั้น ไอ้แบบนั้นมันก็เลวน่ะซี กำไรมันจะต้องเป็นคุณค่าใช่ไหม กำไรเป็นคุณค่า ก็คือเราได้เสียสละไป เราได้ให้ไปมากๆ นี่ต่างหาก เป็นกำไร เมาหรือเปล่า มันพูดกันคนละภาษาแล้ว แต่เราเห็นจริงได้ไหม มีปัญญาฉลาด พอที่จะเข้าใจ เด็กๆ พวกเราได้รับฟังอย่างนี้ขึ้นมาบ้างแล้ว มีเด็กๆนี่ เล็กๆนี่ อายุได้ 10 กว่าขวบ ก็มาได้ยินอย่างนี้บ้างแล้ว มีบุญ อาตมาว่ามีบุญ แล้วแกก็เข้าใจขึ้นเรื่อยๆ นี่อีกต่อไป แกก็เรียน เราก็มีโรงเรียนแล้ว โรงเรียนสัมมา-สิกขา โรงเรียนอะไรของเราขึ้นไปนี่ กศน.ด้วย สัมมาสิกขาด้วย เราก็สอนไปทั้งสองนัยนี่แหละ ...หือ ออยากให้เอาไว้ ก็ต้องช่วยกันรังสรรค์น่ะ นี่เรารุ่นบุกเบิกนะนี่ แหม พวกนี้นี่รุ่น 1 นะ อีกหน่อยต่อไป 50 ปี บอก นี่ยายมารุ่น 1 นะอีหนู (น.ร.หัวเราะ) นี่ยายเป็นรุ่น 1 (น.ร.หัวเราะ) เอ้า แล้วไม่ใช่หรือ หา แล้วเราจะได้จำไว้นี่เป็นประวัติศาสตร์ บอกรุ่น 1 น้ำหนักมากที่สุดชื่อ อ้อ .....ใช่ไหม หือ ใครๆใครรุ่นนี้ น้ำหนักมากที่สุดนี่ หือ อ๋อ ทิพย์หรือ มากกว่าเพื่อนหรือ อาตมาขออภัยที่เข้าใจผิด แหม เรานี่ เรียกว่า RECORD สถิติผิดไป ขออภัย ที่มันไปผิดเป็น...บันทึกไว้ผิดพลาด บุญนะ มันครบวงจรละนะ เรายังไม่ถึงอนุบาล ตอนนี้ อนุบาลยังทำไม่ได้หรอก แรงงานไม่พอ โรงเรียนหรือว่าสิ่งแวดล้อมอะไรของเรายังไม่พอ ยังไม่มีแรงพอ ขนาดนี้ก็โอ้โห นี่ เด็กแค่รวมแล้วทั้งหมดนี่ นักเรียนทั้งหมดนี่นะ ทั้งหมดจริงๆนี่ นับที่ศีรษะอโศกด้วย ปฐมอโศกด้วย สันติ- อโศกด้วย นี่ 100 กว่าคนเองมั้ง ถึงหรือเปล่า ถึงหรือ 100 กว่าคนเอง เอาตัวเรานี่ มีนักเรียน เรียกว่านักเรียนจริงๆนี่ 100 กว่าคนเองนะ โอ้โห ยังขนาดนี้เลย เหนื่อยๆ ทำไมหัวร่อทำไม หรือไม่จริง หา ทำไม อ้อ คนเดียวคืออะไร อ๋อ ทำให้เหนื่อย อ้อ คนเดียวหรือทำให้เหนื่อย ไอ้แต่ละคนก็เถอะ อย่าทำไปเป็นพูดคนนั้นคนนี้เหอะ เราเองก็ด้วย แหม ทำเป็นตัวเองไม่มีส่วนทำให้เหนื่อย มันก็คนละนิดคนละหน่อยละว้า นี่เราเอง อาตมาอบอุ่นนะ มันเหมือนลูกเหมือนหลาน เหมือนพี่เหมือนน้องกัน อาตมาอยากให้สังคมเป็นอย่างนี้จริงๆ ไม่ใช่ว่า โอ้โห คนเราใครจะเป็นจะตายยังไงก็ช่างหัวมันเถอะ ดีไม่ดี ดีสมน้ำหน้า สะใจ ตายเสียได้ก็ดี มันไม่ไหวนะ สังคมไม่ไหว เกื้อกูลกันไม่ได้ เอื้อ เอื้อช่วยเหลือเฟือฟายอะไรกันไม่ออก มันไม่ไหวนะ มันไปไม่รอด แต่เราได้แค่นี้นี่ อาตมาก็ว่ายังเป็นรูปเป็นร่างของสังคมมนุษย์ มนุษย์ในระดับอารยะ อาตมาใช้คำว่าอารยะ คือ อริยะนี่ เขาก็ว่าเดี๋ยวนี้มันไม่มีแล้ว ทางศาสนาเขาบอกอริยะไม่มีแล้ว ไปทางด้านอารยะก็ไปแบบทุนนิยม อารยประเทศ อารชน คือประเภทที่พวกนั่นแหละมันสร้างวัตถุมากๆ ประเทศอเมริกา อารยประเทศ มันเบ่งจะตายไป อเมริกา อารยะอะไร มันก็ใช้เล่ห์กลใช้เชิงชั้นอะไรไปอย่างนั้นแหละ พูดไปแล้ว อาตมานี่ก็เหมือนกับคนที่ได้ยกตัวตัวยกตนข่มว่า ถล่มทลายคนอื่นต่ำ เราเองดีอยู่คนเดียว อะไรอย่างนี้นะ มันก็น่าให้เขาด่า เขาบอก เอ๊ะ มันดีอยู่คนเดียว มันยกตัวยกตนอย่างกับอะไร คนอื่นเลวหมด คนอื่นเลวหมด มี มีส่วนดีบ้าง แต่ว่าค่าเฉลี่ยแล้ว มันไม่ได้ดีมากกว่าเสีย เสียมันมากกว่าดี ถ้าค่าเฉลี่ยจริงๆนะ อาตมาว่าอย่างนั้นน่ะ พวกเราเริ่มต้

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน