351105 ปลุกสำนึกให้รับใช้มวลชน โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ .docx

โฟลเดอร์2535 รอตรวจอักษร
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์355 KB
วันที่แก้ไข5 มกราคม 2569

เนื้อหาในไฟล์

351105 ปลุกสำนึกให้รับใช้มวลชน โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ณ พุทธสถานสันติอโศก

ปลุกสำนึกให้รับใช้มวลชน (ภายใน) โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ทำวัตรเช้า วันที่ 5 พฤศจิกายน 2535 ณ พุทธสถานสันติอโศก

เจริญธรรม... ผู้ใฝ่กุศลธรรมของพระพุทธเจ้าอยู่ทั้งหลาย ได้พบกันก็คุยกันบ้าง ในฐานะที่เป็นลูกพระพุทธเจ้าน่ะ ซึ่งพระพุทธเจ้าเราก็ได้ค้นพบความวิเศษของความเป็นมนุษย์ ความวิเศษนี่ หมายความว่าเป็นคนที่ไม่มีทุกข์ พ้นความทุกข์ยาก เป็นการพ้นความทุกข์ยากชนิดโลกุตระ คือไม่ใช่ว่าพ้นความทุกข์เพราะเราบำเรอกิเลส พ้นความทุกข์เพราะว่าทำอะไรก็ได้สมใจที่เราอยาก เราอยากจะเล่น อยากจะหกคะเมนตีลังกา อยากจะเอะอะมะเทิ่ง อยากจะทำอะไรก็แล้วแต่ ซึ่งเป็นกิริยาที่หยาบๆ เราได้ทำสมใจ เราก็รู้สึกเป็นสุข ไม่ใช่อย่างนั้น หรือแม้แต่จะไปสมใจอย่างอื่นๆก็ตาม สมใจในลาภ ในยศ สมใจในรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส สมใจในสิ่งที่เราต้องการ ปรารถนาบำเรออัตตา บำเรอมานะ บำเรอความถือดี ถือใหญ่ ถือตัว เราจะต้องการให้มันเป็นไปตามใจเรา เราคิดว่าถูกก็ตาม คิดว่าดีก็ตาม แม้จะถูกจริงด้วย ดีจริงด้วย ก็ตาม แต่ถ้าใครขัดใจ ใครไม่เห็นดี ใครไม่ตามใจที่เราเห็นถูก เห็นดี หรือไม่ทำตามที่เราคิดเรานึก เราก็ถือตัว ก็ใช้อำนาจ ใช้การเบ่ง การข่ม ใช้ลักษณะที่ไม่เข้าใจคนอื่น ไม่เอื้ออวยคนอื่น ไม่ยอมให้คนอื่นบ้าง คนอื่นอาจจะไม่เข้าใจเลยว่า อย่างเรานี่ถูก อย่างเรานี่ดี แล้วก็ใช้อำนาจบังคับ อย่างนี้เป็นต้น ซึ่งไม่ใช่ลักษณะประชาธิปไตย แล้วก็ไม่ใช่ลักษณะธรรมาธิปไตยเลย เป็นลักษณะเผด็จการ ซึ่งโลกกำลังแก้ไขปัญหาการเผด็จการกันอยู่ทั้งโลก เดี๋ยวนี้เขารู้กันหมดทั้งโลกแล้ว แต่ใครที่ยังงมงายอยู่ ก็จะหลง เมืองไทยเป็นเมืองที่มีลักษณะเผด็จการ หรือเป็นลักษณะที่มีวั

อ่านต่อ

ฒนธรรมเจ้าขุนมูลนาย เป็นลักษณะที่มีทาส ที่ยังไม่ยอมลดความเป็นทาส จนกระทั่งทุกวันนี้มาก ในสังคมมนุษย์มีเจ้าขุนมูลนาย มีศักดิ์ใหญ่ศักดิ์โต อะไรต่ออะไรต่างๆนานามากยังช้า ยังช้ากว่ากตะวันตก ช้ากว่าอะไรต่ออะไรเขามากเลย ลักษณะประชาธิปไตย ลักษณะที่จะต้องเห็นใจคนอื่น แล้วยอมที่จะต้องให้คนอื่นเขาเข้าใจว่าไม่สูง ว่าเราไม่ดีไได้ ถ้าคนฉลาด เราสามารถที่จะทำความฉลาดให้เขา ให้เขาเข้าใจเราได้ก็ดีไป แต่คนไม่สามารถบังคับให้คนฉลาดได้ คนฉลาดมีน้อย คนโง่มีมาก เพราะฉะนั้น เราจะต้องรู้ฐานะความจริงว่า เราจำเป็นที่จะต้องยอมให้คนฉลาดเขามองเราว่าโง่ มองเราว่าด้อย มองเราว่าต่ำ โดยความไม่กลัว ไม่รักหน้า ไมรักตัวเกินไป แต่เราทำนั้น ก็เราทำกับสิ่งที่เราทำ เราทำกับคนที่เราทำ คนที่อยู่กับเรานี่แหละ สำคัญมาก เราจะต้องมีปริสัญญุตา มีการเข้าใจหมู่กลุ่ม มีการเข้าใจบริษัท มีการเข้าใจบุคคล ปุคคลปโรปรัญญุตา เข้าใจหมู่ แล้วก็เข้าใจบุคคล ว่าเขามีภูมิฐานเท่าไหร่ เสร็จแล้วเราก็จะต้องประมาณเขาได้ แล้วก็ต้องอนุโลมให้เขาทำ เขาจะทำไม่ดี เท่าที่เขาเองเขาทำได้ หรือเขาจะทำดี เท่าที่เราจะพยายามดึงขึ้นมาได้ประมาณหนึ่ง จะให้เขาดีกว่านั้นไม่ได้ ก็ต้องรู้ว่า เขาดีกว่านั้นไม่ได้ ฉะนั้น ผู้ใดที่ไม่ได้คิดถึงอกเขาเลย เอาแต่ใจเรานี่จะเกิดการเบ่งข่ม แล้วเกิดการแสดงอำนาจตลอดเวลา แล้วไม่มีการประสานที่ดี ไม่มีการศรัทธาที่จริง เป็นการยอมเพราะจำนน ยอมเพราะกลัว ไม่ใช่ยอมเพราะรัก ไม่ใช่ยอมเพราะศรัทธา ไม่ใช่ยอมเพราะเลื่อมใส แต่ยอมเพราะกลัว ยอมเพราะจำนน สิ่งเหล่านี้ ไม่ใช่การที่จะอยู่ร่วมกันอย่างตลอดรอดฝั่ง ไม่ใช่การสมานสามัคคีที่ดี ไม่ได้เป็นศาสนา ไม่ได้เป็นพลังรวม เพราะฉะนั้น ผู้ใดที่ฉลาดแล้ว รู้ตัวว่ากิริยาอย่านี้ วาจาอย่างนี้ อาการอย่างนี้ เป็นการเบ่งอำนาจ เราจะต้องปรับตลอดไป ปรับทุกที จะต้องประมาณได้ว่า เราจะต้องให้เขาฝืน ควรให้เขาฝืนพอสมควร ฝืนมากเกินไป ไม่ไหว สุดท้าย ทนได้เท่าที่ทนได้ ฝืนมากเกินไป ทนไม่ได้ก็ต้องแยกกัน แตกกัน อยู่ด้วยกันไม่ได้ เพราะฉะนั้น หมู่มวลที่จะอยู่รวมกันนั้น ก็น้อยลง หรือว่าไม่อย่างนั้นก็เปลี่ยน เปลี่ยนคนมาเรื่อย เปลี่ยนคนมาแล้ว มันก็ไม่ได้อีก คนที่เปลี่ยนมาก็มาโดยไม่รู้ พอมารู้แล้ว เขาก็ทนไม่ได้อีก เขาก็ไปอีก เพราะฉะนั้น จะไม่เกิดการประสาน หรือจะไม่เกิดการมีแกน มีหลักอะไรต่ออะไรเลย งานของระบบพระพุทธเจ้านี่ เป็นงานยาก เพราะเป็นงานที่ ไม่เอาใจ แต่ก็จะต้องอนุโลมปฏิโลมอย่างเก่ง ไม่ใช่งานเอาใจ ไม่ใช่งานประเล้าประโลมอย่างโลกที่เขาทำกัน เป็นงานขัดเกลา มีสัลเลขธรรม เป็นการขัดเกลาจริงๆ แต่ขัดเกลาอย่างพอเหมาะ เรียกว่ามัชฌิมา มีการตำหนิติเตียน มีการข่มอยู่เหมือนกัน ในการขม หรือการตำหนิติเตียนเป็นหลักด้วยซ้ำ แต่ก็ต้องประมาณได้จังหวะ หรือ ได้ความพอเหมาะพอดี เพราะฉะนั้น ผู้ที่มาอยู่ก็จะต้องรู้ตัวว่า เรามาอยู่นี่ ไม่ใช่เราเอาใจ ไม่ใช่มาอยู่ เราจะทำอะไรตามใจ เราจะต้องรู้ว่า เราเข้ามาพัฒนาตัวเอง มาถูกขัดเกลา มาถูกอบรมสั่งสอน หรือมาถูกทำแบบฝึกหัด แบบฝึกหัดที่เราจะต้องพัฒนา พยายามตั้งตนอยู่บนความลำบาก ไม่ใช่มาบำเรอตน ไม่ใช่มาสนุกสนาน เพลิด เพลิน เอร็ดอร่อย อะไรต่างๆพวกนี้ แต่จะเป็นคนที่ทนได้ หรือเลิกละได้ในสิ่งที่เราติดเรายึดด้วยซ้ำ การทำงาน หรือการฝึกหัดอบรม อย่างทิศทางของพระพุทธเจ้านี่ เป็นการฝึกหัดอบรมที่ยาก พระพุทธเจ้าใช้หลักนี้มา พระสารีบุตรเป็นผู้ที่มีภูมิธรรม ที่จริงพระสารีบุตร ก็ไม่ใช่ว่าพึ่งจะมารู้จักพระพุทธเจ้า เมื่อปางที่มาเป็นพระสารีบุตร พระสารีบุตร นี่เป็นอัครสาวกเบืองขวา ที่กว่าจะได้มาเป็นอัครสาวกเบื้องขวา ในปางที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า แล้วพระสารีบุตร ก็มาเป็นอัครสาวกเบื้องขวา นี่ ไม่ใช่พึ่งพบกับพระพุทธเจ้าครั้งนี้ ต้องตั้งจิตที่จะเป็นสาวกอัครสาวก แล้วยังจะต้องบำเพ็ญมาไม่รู้กี่ร้อยกี่พันกี่หมื่นกี่แสนชาติ เพราะฉะนั้น พระสารีบุตรไม่ใช่พึ่งจะมารู้จักคุณธรรม ไม่ใช่พึ่งมารู้จักอุดมการณ์ของพระพุทธเจ้า พึ่งชาตินี้ ไม่ใช่ รู้มามาก รู้มานานแล้ว พอมาได้ฟังพระอัสสชิสอนนิดเดียวก็ทะลุแล้ว บอกทุกอย่างมาแต่เหตุ ก็เป็นหลักสูตรของพระพุทธเจ้าที่แต่ไหนๆมา ก็เข้าใจแล้ว เพราะไม่มีคนพูดอันนี้ พอมีผู้มาพูดอันนี้เข้า พระสารีบุตรก็รู้แล้วว่า อ้อ เจ้าของสูตรอันนี้หรือ พระอัสสชิ บอกว่าศาสดาของเราสอนเราอย่างนี้ ตอนที่พบพระสารีบุตรก็รู้แล้วว่า อ้อ เจ้าของสูตรอันนี้หรือ ... พระอัสสชิ บอกว่าพระศาสดาเราสอนเราอย่างนี้ ตอนที่พบพระสารีบุตร บอก อ๋อ ศาสดาสอนสูตรนี้หรือ หลักเกณฑ์อย่างนี้หรือ ...ถ้าปรัชญาอันนี้แล้วละก็ พระสารีบุตรก็บอกแล้วว่า พบ พบพระพุทธเจ้ามาไม่รู้กี่ปางแล้ว เพราะฉะนั้น ย่อมรู้ดีว่า เออ ถ้าสูตรนี้แล้วก็ต้องของศาสนาพุทธ ของพระบรมศาสดาองค์นี้อย่างนี้แน่นอนเท่านั้น ก็รู้แล้ว แต่เราก็ต้องรู้ต่อไปอีกว่า หลักสูตรของศาสนาพุทธนั้นน่ะ มีคนจำนวนน้อย เพราะฉะนั้น พระสารีบุตรไป ลองไปทาบทามอาจารย์ดู พอได้รับคำสั่ง-สอน รู้จักอาจารย์องค์นี้แล้วว่า พระ....พระพุทธเจ้าเกิดแล้ว ก็จะไปหาพระพุทธ-เจ้าแน่ ตอนนั้นยังเป็นลูกศิษย์ของสญชัยเวลัฏบุตรอยู่ พระสารีบุตรนี่ ก็ไปบอกสญชัยที่เป็นอาจารย์บอกว่า พบพระพุทธเจ้าแล้ว ไปอยู่กับพระพุทธเจ้าเถอะ ไปด้วยกันเถอะอาจารย์ บอกเอาพาลูกศิษย์ลูกหาไปด้วย ด้วยความปรารถนาดีของพระสารีบุตร สญชัย เวลัฏบุตร ก็ถามพระสารีบุตรว่า คนฉลาดหรือคนโง่ละมากในโลกนี้ พระสารีบุตรก็บอกว่า คนโง่นั่นสิมาก คนฉลาดมันมีน้อย เออ เราจะช่วยคนโง่ เอย เราจะช่วยคนโง่เธอไปอยู่กับคนฉลาดเถอะ พระสารีบุตรก็พยายามกล่อมเกลาอยู่อีกว่า จะมาเสียเวลาอยู่ทำไมอาจารย์ ก็ไปเถอะ ไปพระตถาคต หรือพระพุทธเจ้านี่ เป็นเลิศ เป็นยอดแล้วนะนี่ ยอดอาจารย์แล้ว ด้วยอัตตามานะ สญชัยก็อยากจะเป็นใหญ่ อยากจะเป็นอาจารย์คน มีลูกศิษย์ลูกหา มีบริวารก็บอก เธอไปเถอะ เราจะอยู่กับพวกคนโง่ เพราะว่าคนโง่เยอะ เราก็ต้องช่วยเขาก่อน พูดไปพูดมา พระสารีบุตรก็เข้าใจก็ ถ้าอย่างนั้น อาจารย์ก็อยู่ก็แล้วกัน ผมไปละ ไปพบพระพุทธเจ้า ไปอยู่กับพระพุทธเจ้า อย่างนี้เป็นต้น คนกลุ่มหนึ่งนี่ คนกลุ่มที่จะฉลาด หรือว่าจะเป็นผู้ที่พัฒนาไปสู่ความวิเศษ ดังที่พูดแต่ต้นแล้วว่า พระพุทธเจ้าคนพบความวิเศษของมนุษย์มันมีไม่มาก ยิ่งกล่าวถึงขั้นระดับโลกุตระแล้ว ยิ่งสมัยนี้ มันใกล้กลียุคไปแล้ว คนที่จะเข้าใจโลกุตระนั้นมันมีน้อย ยิ่งน้อย ในศาสนาเอง วงการศาสนา ก็อย่างที่เห็นๆกันอยู่นี่ พูดกันไม่รู้เรื่องหรอก เราพูดไป เขาก็จะเอาอำนาจบาตรใหญ่ มาเล่นงานเราเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้น เราก็ต้องรู้ทีหนีทีไล่ของเราไป เพราะฉะนั้น ถ้าเผื่อว่าผู้ใด เห็นประโยชน์ของตน และเห็นประโยชน์ของสังคมโลกุตระเท่านั้น ที่จะช่วยสังคมได้อย่างแท้จริง นอกนั้นเป็นการช่วยอย่างลวง ช่วยโลกช่วยสังคมอยู่อย่างลวง แล้วก็ยังเป็นโลกียะ เพื่อที่จะให้คนเข้าใจว่า เราดี แต่แท้จริง ไม่ได้ทำจริง เสร็จแล้วเราก็ได้ลาภ ได้ยศ ได้สรรเสริญ โลกียสุขอะไรมาบำเรอตนไปชาติหนึ่ง ได้บาปตรงที่ลวง ได้บำเรอตนอีก ก็คือกิเลส เพราะฉะนั้น คนเหล่านั้นได้บาปที่ลวง แล้วก็ได้บำเรอตน สั่งสมกิเลสของตัวเองไปอีกชาติหนึ่ง จึงเรียกว่าโมฆบุรุษ เป็นคนเกิดมาเสียชาติเกิดเปล่าๆ โมฆบุรุษ เกิดมาไม่ได้อะไรดิบอะไรดีอะไรเท่าไหร่หรอก ทีนี้คนที่จะแข็งแรง มั่นคง ยืนหยัด ยืนยันสู้กับโลกียะ สู้กับแรงโลกๆนี่ มันต้องมีความชัดเจนในปัญญา แล้วก็มีความแข็งแรงของจิตใจ ที่จะรู้ว่าเกิดมาในโลกนี้ มนุษย์นี่เกิดมานี่ ไม่ได้มานั่งเอาอะไรหรอก มานั่งเสียสละ มานั่งเป็นทาสรับใช้มนุษย์โลก พระพุทธเจ้าก็เป็นทาสรับใช้มนุษย์โลก แต่ท่านเป็นทาสที่แท้จริง ไม่ได้เป็นทาสอย่างโง่ๆ เง่าๆ เอาไปให้เขาเอาใช้ประโยชน์ด้วย เป็นทาสอย่างที่เขาคนเจ้านาย ถ้านามย ทาสใช้เป็นประโยชน์บำเรอเขา เป็นทาสใช้ที่จะหาลาภ หายศ หาสรรเสริญ หาอะไรต่ออะไรบำเรอบำรุงเขา ให้เขายิ่งตกต่ำ ให้เขายิ่งเป็นคนมีกิเลสหนายิ่งขึ้น เพราะฉะนั้น นายทาสนี่ ยิ่งกิเลสหนายิ่งขึ้น ยิ่งหลงอัตตา ตัวตน เบ่งข่ม ทำทารุณโหดร้าย เบียดเบียนคนอื่นรุนแรง ยิ่งเลวร้าย ยิ่งชั่ว ยิ่งบาปจัด และทาสในความหมายที่อาตมาพูดนี่ เป็นทาสที่เป็นผู้รับใช้ที่เป็นทาสชนิดมีปัญญา ไม่ได้เป็นทาส เพราะว่าทำให้เขาตกต่ำ รับใช้คนทั้งโลก แต่ไม่ได้ทำให้คนทั้งโลกตกต่ำ ทำให้เขาเจริญขึ้น เขาจะต้องเสียลาภ เขาจะต้องเสียยศ เขาจะต้องสละลาภ สละยศ สละสรรเสริญ สละความสุข ขัดเกลาเขาให้สละด้วยความฉลาด ด้วยความมีวิธีการ มีศิลปวิทยาที่จะกระทำ เพราะฉะนั้น การที่จะกระทำให้คนไม่ตกต่ำอย่างนี้นี่ ถ้าไม่มีความรู้ทางด้านโลกุตระที่แท้จริงแล้ว ไม่ได้ทำได้ง่ายๆ อาตมาพยายามที่จะเปิดเผย หรือพยายามที่จะบอกว่า แม้แต่ด้านการเมืองนี่ ก็มีการเมืองของระดับอริยะ คนทั้งโลกเขาก็...นักวิชาการนี่เป็นต้น เขาก็มองไปในแง่สังคม ส่วนรวมเขาบอกไม่เป็นไปได้หรอกที่จะเอาคนที่เสียสละจริงๆเป็นคนที่ปฏิบัติธรรม เสียสละแท้ๆมักน้อยสันโดษ แล้วก็จะมาทำงานในสังคมโลกนี่ คือเขาเข้าใจโลกุตระไม่ได้ เขาเข้าใจโลกุตระผิดเพี้ยนไปเป็นว่าคนที่บรรลุธรรมะนี่ คือคนที่อย่างฤๅษีชีไพร มักน้อย สันโดษ แล้วก็ไปคนเดียว ไม่รู้เรื่องรู้ราว ไม่รู้บ้านรู้เมืองอะไรหรอก ไม่เข้าใจเหตุผล ไม่เข้าใจหลักการ ไม่เข้าใจอะไรต่ออะไรของสังคมเขาหรอก แล้วก็ไปสันโดษมักน้อยอยู่อย่างนั้นแหละ ไม่ได้เป็นคุณค่าประโยชน์อะไรแก่สังคม คนที่จะเป็นคุณค่าประโยชน์ต่อสังคมที่แท้จริงในด้านวัตถุ ในด้านโลกธรรมอะไรก็ตามใจ จะเป็นคนในโลกที่อยู่ในโลกธรรมด้วยกันเท่านั้น เขาเข้าใจว่าอย่างนี้ เพราะฉะนั้น คนพวกนี้ จะเห็นใจกัน เพราะฉะนั้น เราต้องการลาภ เราก็ต้องให้ลาภแก่กัน เอาลาภให้แก่กัน นี่แหละบำเรอกันไป มียศก็มียศกันไป ถ้าเป็นการพูด ก็เป็นการพูดประเล้าประโลมมารยาทไปเท่านั้นเอง ด้วยความจริงแล้ว มักน็ยังอยากได้ลาภ ได้ยศกันอยู่ทั้งนั้นแหละ คนจริงๆไม่ได้อยากได้ลาภ ได้ยศ แล้วจะมาทำงานกับสังคมไม่ได้หรอก โลกุตระต้องหนีเข้าป่าเข้าเขา เข้าถ้ำไปอยู่ในตนเอง สอนแต่เรื่องทางจิตวิญญาณ สอนแต่เรื่องให้สงบระงับ พอจิตวิญญาณสงบระงับแล้ว ก็ไม่อยากอะไรเลย เพราะฉะนั้น เมื่อความไม่อยากอะไรเลย ซึ่งเป็นความเข้าใจสุดโต่งของเขานี่ ก็คือคนไม่อยากอะไรเลย ใครมาทำอะไรเข้าก็ไม่อยากต่อสู้ไม่อยากไปคัดง้างกับใคร ไม่อยากไปย้อนแย้งอะไรกับใครหรอก เออ ตามใจเขา ปล่อยเขาหมด นี่เป็นความเข้าใจศาสนาไม่ได้ นักวิชาการนี่จะมองโลกุตรธรรมนี่เป็นสภาพที่อวดดีอวดใหญ่ ดื้อด้าน จริงๆมีลักษณะอย่างนั้นจริงๆ โลกุตระนี่ คือ เป็นประเภทที่เรียกว่า ไม่ยอมโลกียะ แต่ก็ไม่ใช่ว่าไม่ยอมไปเสียทั้งหมด ต้องมีศิลปวิทยาที่จะต้องยอมเขาเหมือนกับอย่างที่พูดแต่ต้นแล้วว่า แม้แต่เราอยู่ด้วยกันนี่ เราจะต้องรู้เขา รู้จักในวงแคบก็ต้องรู้ผู้ที่จะมาอยู่ด้วยกันว่า เขาภูมิฐานเท่าไหร่ เราต้องอนุโลมเขา ให้เขาเข้าใจว่าเรายอมเขา แต่เราซ่อน เราซ่อนความฉลาดนี่ มันจะมีความฉลาดซ่อนว่ามีส่วนที่ขัดเกลาเขา มีส่วนที่ให้เขาอดทน คนเราจะมีความอดทน เมื่อเขารู้ว่าเขาจะอดทน เพื่อสิ่งที่ดี เพราะฉะนั้น จะต้องให้เขาเข้าใจว่าสิ่งนี้สิ่งที่ดี แล้วเขาจะอดทนเพื่อสิ่งนี้ได้ขนาดหนึ่ง ตามฐานะของบุคคล อย่างน้อยก็ต้องศรัทธาเลื่อมใส ฐานเขาไม่ศรัทธา ไม่เลื่อมใสแล้ว คนไม่อดทน ไม่ยอมที่จะขัดเกลาตนเอง มันจะโง่อย่างนี้ คนเรามันจะโง่ เพราะฉะนั้น เราก็จะต้องให้เขารู้ความจริง แม้ในวงแคบ เราก็ต้องฝึกหัดตนเองก่อน จนกว่าจะไปฝึกหัดในวงกว้างขึ้น เข้าสู่บริษัท แกล้วกล้า บริษัทก็หมายความว่า บริษัทก็คือกลุ่มชนที่โตขึ้น จนกระทั่งกลุ่มคนโตขึ้น เขาเข้าใจ เขาเข้าใจเขาก็จะยอมให้เราขัดเกลา หรือเขาก็จะยอมอดทน หรือว่ายอมที่จะตั้งตนอยู่บนความลำบากได้เป็นลำดับๆไม่ ไม่ใช่อะไรก็จะเอาแต่ใจตัว นั่นคืออัตตามานะเขาถูกกำหราบลงไปตามลำดับ ถ้าสังคมไม่เอาการเมืองในระดับโลกุตระเข้าไปตั้งลงหยั่งลง อย่างคานธีนี่ทำโดยที่เรียกว่า ตนเองไม่ได้เห็นแก่ตัวเองเลย เสีนสละชีวิตตลอด อย่างนี้ ยังเป็นตัวอย่างที่อยู่ ที่เป็นตัวอย่างที่เห็น เป็นตัวอย่างที่อยู่ในยุค อยู่ในสมัยที่พอยกได้ อย่างคานธี นี่ทำงานแบบโลกุตระ ทำงานแบบโพธิสัตว์ อาตมามองเห็นโพธิสัตว์ที่ทำงานอยู่ก็คือมีไอน์สไตน์ กับคานธี นี่เป็นโพธิสัตว์... เอาละช่วงนี้ ใครจะเข้าใจยังไง อาตมาไม่มีปัญญาพอที่จะอธิบายได้ว่าทำไมมันอยู่กันคนละกระแส...อยู่ในฮินดู คานธีนี่อยู่ในฮินดู แต่ไม่ใช่ฮินดู หมายความว่าคานธีไม่ศึกษาพุทธ คานธีศึกษาพุทธ อาศัยพุทธ ซ้อนอยู่ในฮินดูนี่เยอะ แม้แต่ไอน์สไตน์ใครก็รู้ว่า ไอน์สไตน์ศรัทธาพุทธศาสนาไม่ใช่ว่าไม่ศรัทธา แต่นั่นแหละไม่มีหมู่มีกลุ่มในอินเดียเอง ก็ไม่มีหมู่มีกลุ่มของพุทธ ไอน์สไตน์เองก็อยู่ในท่าม กลางพวกนั้น ไม่ได้อยู่ในพุทธ มีแต่พวกศาสนายิว ศาสนาอะไร พวกโน้นไป ศาสนาคริสต์น่ะ อาตมาอธิบายไม่ได้น่ะ ในเรื่องอจินไตยที่ว่าทำไม ถึงมีกิริยาหรือว่ามีบทบาท มีอะไรต่ออะไรอย่างนั้น ที่จริงเป็นบทบาทของพุทธ เป็นบทบาทของพุทธ แล้วมีความแข็งแรงของจิตวิญญาณ กล้าเสียสละ คานธีไม่มีตำแหน่งเลย ไม่เคยรับตำแหนงอะไรในสังคมทางการเมือง แต่คนในระดับประเทศ ทำงานการเมืองต้องอาศัยคานธี ต้องมาปรึกษาหารือ เป็นที่ปรึกษา คานธีว่ายังไงก็จะต้องเชื่อถือมากมาย แล้วก็นำพาสังคมที่ระดับในงานการเมือง ผู้ที่ทำงานการ- เมืองโดยอาศัยคานธี ก็ได้เจริญ งอกงามมาด้วยตั้งเยอะแยะ เพราะว่าเขาไม่เข้าใจการเมืองกัน เดี๋ยวนี้การเมืองประชาธิปไตยก็ตาม ต่อให้อเมริกา ก็ยังเข้าใจการ- เมือง ประเภทยังเป็นการเมืองไม่ใช่ประชาธิปไตย อังกฤษก็ตาม อเมริกาก็ตาม การเมืองในระดับโลกุตระที่แท้นั้น จะเกิดอีกในอนาคตอันไกลโพ้น เพราะว่า มันยิ่งใกล้กลียุคเท่าไหร่ ประชาธิปไตยที่ว่านี่ จะสมบูรณ์แบบขึ้นไปเท่านั้น เพราะฉะนั้น คนที่จะเป็นประชาธิปไตยได้จริงอยู่ได้ คนที่เป็นเผด็จการก็ถึงจะหรือว่าคนที่ไม่เข้าร่องเข้ารอยของเผด็จการจึงจะเป็นตัวต่อสู้ที่อย่างกระด้าง หยาบคายที่สุด จึงจะเกิดกลียุค หมายความว่าดี ก็ดีอย่างถูกต้องสูงสุด ชั่วก็ชั่วอย่างถูกต้องสูงสุดเหมือนกัน คือคนละฝั่งเลย นั่นแหละกลียุคเกิด ก็หมายความว่า ฤทธิ์เดชของความยึดมั่นสองด้านนี้เท่ากัน ชั่วถึงที่สุด และดีถึงที่สุด ปะทะกัน ถึงจะเกิดไฟประลัยกัลป์ขึ้น เพราะฉะนั้น ศาสนาพุทธ จะต้องเกิดขึ้นอีก แต่ต้องฟังอีกทีหนึ่งว่าศาสนา พุทธจะไม่เป็นศาสนาที่รวมคนได้เป็นปริมาณมาก ศาสนาที่เป็นโลกียะนั้น จะรวมคนได้เป็นปริมาณมาก เพราะว่าคนในระดับที่เขาจะต้องอยู่ในฐานกลางๆ แค่นั้นแหละ เขาก็เอาได้ ส่วนจะสูงๆ เข้มๆข้นๆนั่น เขาไปไม่ถึงหรอก บุญบารมีเขาไม่พอ ยิ่งใกล้กลียุค บุญบารมียิ่งน้อยคน เพราะฉะนั้น ไปไม่ถึง จะไปหวังเข้าใจผิดว่าศาสนาจะยิ่งใหญ่ จะเหนือชั้นกว่าศาสนาคริสต์ ศาสนาอิสลาม ศาสนาอะไรต่ออะไรของเขาอีกเยอะแยะนั้นน่ะไม่เป็นไปได้หรอก เพราะว่าปรัชญาของการเอาใจประเล้าประโลมใจที่เข้ากับกิเลสของเขานี่ ปรัชญาเหล่านั้น เขาเข้าใจได้จะมีมากกว่า ปรัชญาที่ลึกซึ้งนั้นน่ะ ไม่มีภูมิธรรมจะเข้าใจได้ยังไง มันจะได้ประมาณหนึ่งเท่านั้น แต่ถึงแม้ว่า ศาสนาพุทธ จะมีคนน้อย ฤทธิ์แรงจะสูงมากเหมือนกับเพชรนี่ เพชรมันมีนิดเดียวก็พอ มีแก้วอีกพะเรอ มันก็ไอ้แค่นั้นล่ะแก้ว มันก็มาสู้กับเพชรนิดหนึ่งนี่ เท่านี้แหละ ค่าของมันก็สมดุลกัน ส่วนน้อย กับส่วนมาก มันสมดุลกันแล้ว แต่ฤทธิ์แรงของเพชรมันมากมายกว่าแก้วตั้งมากมาย มีค่าของมันต่างกัน แต่อันนั้นเป็นปริมาณมาก ถ้าไม่มากมันก็แพ้ทางนี้ อันที่จริง มันจะถ่วงดุลกันไปเสมอๆ แต่อย่าลืมว่าโลกนี้ไม่ได้เดินทางเข้าไปสู่ความเจริญ โลกเดินทางไปสู่ความเสื่อม โลกเดินทางไปสู่กลียุค เพราะฉะนั้น เพชรจะต้องไปชนะแก้วไม่ได้หรหอก แต่เพชรจะชะลอโลกนี้ไว้ให้แรงน้อยลง หรือว่าทำให้คนนี่พบสัจธรรม เมื่อมันเกิดกลียุคแล้ว คนจะได้รับสัจธรรมติดวิบาก ติดกรรม ติดวิบากไป เป็นอัตภาพ เป็นอัตภาพต่อๆไป นี่ก็เล่าอธิบายถึงความรู้ในระดับโลกุตระ ในระดับอจินไตย ให้ฟังบ้างนิดๆหน่อยๆ น่ะ เพราะฉะนั้น ก็ศาสนาหรือว่าลัทธิหรือระบอบ หรือวิธีการของพุทธนี่ จะไปกันอีก จะไปกันอีก จะเดินทางต่อไปอีก งานการเมืองนี่ เป็นงานที่สังคมเขายอมรับว่าเป็นเรื่องของการกระทำทางสังคม เพราะความรู้ทางศาสนาเขาเข้าใจยังไม่ได้มาก เขาจะต้องใช้งานการเมืองเป็นงานหลัก ถึงจะเดินได้ จะมีประโยชน์ต่อสังคมมาก ก็นั่นแหละ ถ้าไปทำงานการเมืองในระดับที่ไม่ถึงโลกุตระ ก็ได้บอกแล้วว่า มันไปไม่ได้ มันเจริญไม่ได้ ขณะนี้มีพวกเราอย่าง คุณจำลอง ไปทำงานการเมือง ทางด้านนี้อยู่บ้างก็ดี แต่มันหนักแน่นอน หนักน่ะหนักแน่นอน เลี่ยงไม่ได้หรอก จะตัองยอมรับด้วยความจริงเลยว่ามันหนัก แต่หนักก็ต้องทำ เพราะว่ามันเป็นสิ่งที่จำนน มันเป็นสิ่งที่จะต้องปลูกฝังลงไป มันไม่มีทางเลือก มันไม่มีทางอื่นให้แก่โลก มันไม่มีเลย แล้วเราเองเราก็อย่างอาตมานี่ อาตมาบอกตรงๆว่าอาตมาเองอาตมา 1.ไม่มีทางเลือก ดังที่กล่าวแล้ว 2.อาตมาเอง อาตมาเข้าใจหมดแล้วว่า มันคืออะไรมันเป็นอะไร เพราะฉะนั้น แม้มันจะหนักอย่างไร อาตมาก็รู้ว่าไอ้ทุกข์ที่สุดมันก็ไอ้แค่ เราก็วาง เท่านั้นเอง เพราะฉะนั้น ใครเข้า ใครเข้าธรรมะได้ หรือว่าทำใจ แล้วก็ฝึกหัดได้จุดนี้แหละ ทุกข์ที่สุด ก็วาง แล้วก็รับสิ่งที่เราว่า เออ อันนี้พอรับได้ ถ้าทุกข์กว่านี้ เรารับไม่ได้ เราก็รับแค่ทุกข์ที่เรารับได้ แต่เราก็ไม่เอาเอาใจตัวเอง ไม่เห็นว่าไอ้ทุกข์ที่รับได้นี่ เหยาะแหยะ เราทำเต็มที่ เรารับทุกข์ที่ทุกข์สุด เราจะต้องประมาณเลย ว่าทุกข์สุด นี่คือการสร้างบารมีของตน นี่คือประโยชน์ตน ประโยชน์ตนก็คือ ทนให้ได้สูงสุด ่ทนให้ได้สูงสุด จนสุดวิสัยของเราแล้วละ เป็นวิสัยที่เราทนได้แค่นี้ โดยความไม่โอ๋ตัวเอง นี่คือการไม่ๆๆๆ ไม่ให้อัตตามันโต คือการวางอัตตาด้วยการไม่ให้กิเลสอัตตา กิเลสอัตตานี่ใหญ่มาก แล้วกว้างขวางมหาศาลมาก ทุกวันนี้ อาตมาทำงานอยู่กับชาวอโศกนี่ ก็เน้นเรื่องอัตตามานะเท่านั้น เรื่องกาม อาตมาก็ไม่มีปัญหากับพวกเรา เพราะพวกเรานี่ เรื่องกามก็มีพอสมควร แต่ว่าไม่พาให้ล่มได้ เรื่องกามนี่ อาตมาเชื่อว่า ไม่พาให้ล่มได้ เพราะว่า เราเกิดญาณปัญญากันมากพอ แม้แต่เป็นฆราวาสก็มีมากพอ สู้ต่อ แล้วก็อาตมาจะปลูกฝัง แม้แต่เรื่องการเมืองนี่นะ อาตมาก็ขอเผยใจออกมาให้ฟังได้ว่า อาตมาอยากให้คุณจำลองนี่ ทำงานการเมืองต่อไปนะ แต่หนัก อาตมาก็เห็นใจเข้าใจ แต่ว่า มันหนัก แต่ว่ามันต้องทำ มันไม่ทำแล้ว ไม่รู้จะเอาอะไรให้ เกิดมาชาตินี้ ไม่รู้จะเอาอะไรให้อะไรดีที่สุด เราให้มนุษยชาตินี่ให้สิ่งดีที่สุด ว่าดีที่สุด เพราะมีบารมีทางด้านนี้มาตลอดมา แล้วไม่มีใครมีบารมีได้อย่างนี้หรอก แต่มันอยู่ในภาวะที่ต่อสู้ อาตมาไม่พยากรณ์ไอ้เรื่องพยากรณ์ อาตมาไม่พยากรณ์ แต่ว่าเราต้องทำน่ะ ถ้าเป็นคนอื่นตายแล้ว คุณจำลองไม่ได้รอดหรอกป่านนี้ ถ้าไม่มีบารมี ตายแล้ว ไม่ต้องพูดกันมาก ไม่ต้องพูดกันยาว พูดไปก็โอษฐภัย ไม่เข้าท่าเข้าทาง ไม่มีเรื่อง ไม่พยากรณ์ แน่ะนี่ก็ชอบที่จะมาพูดอะไรไม่เข้าเรื่อง ถ้าเผื่อตายขึ้นมา อาตมาก็พยากรณ์ผิด อย่านึกว่าคนที่ตายนี่ เป็นคนที่บาปน่ะ อย่าไปนึกเช่นนั้น พระโพธิสัตว์นี่ ตายมามากต่อมากแล้ว เกิดถึงเอาชีวิตเข้าแลก แล้วชีวิตต้องตายในระยะนั้น ระยะนี้ แต่จะมีสิ่งสืบต่อ พระเยซูต้องตาย ตายโหง ถูกแขวนคอ ไม่ใช่พระเยซูต่ำ พระเยซูสูงนะ ถูกแขวนคอ ถูกดูถูกดูแคลน เหยียดหยาม ให้เขาเอาประกาศไปตามสาธารณชน เอาหนามมาสวมหัวให้เป็นมงกุฏ ให้แบกอะไร ลากไปตามสาธารณชน ไม่ใช่พระเยซูต่ำนะ ถูกดูถูกดูแคลนถึงขนาดน่ะ แต่ไม่ได้หมายความว่า พระเยซูเป็นคนตกต่ำไม่ใช่ เพราะฉะนั้น อย่าไปเข้าใจตื้นๆ ง่ายๆ แต่แค่ว่า เราตายโหงนี้ คือความเสื่อม คือความต่ำต้อยของมนุษย์ไม่ใช่ พระโพธิสัตว์ตายโหงมาเยอะไป ไม่ใช่เรื่อง ไม่ใช่เรื่องอะไรหรอก ไม่ใช่เรื่องพระโพธิสัตว์ก็บอกแล้ว เมื่อกี้นี้ ก็ขานชื่อโพธิสัตว์อยู่ จัดๆหลัดๆ ใครคานธี แล้วคานธีตายโหงหรือเปล่า ก็เรื่องธรรมดา คานธีกตายโหง แล้วคานธีต่ำหรือ ทุกวันนี้ ใครดูถูกคานธี แล้วยังมาเอาอะไรของคานธีมาเรียนต่อ มาสืบต่อ มาสืบสานอยู่ตลอดเวลา ไม่มี ไม่ใช่เรื่องเสียหาย ไม่ใช่เรื่องตกต่ำ ไม่ใช่ไปกลัวตาย ตายไป แค่เปลี่ยนบ้านอยู่เท่านั้นเอง ความตายเป็นเรื่องของบ้าน เปลี่ยนบ้านอยู่ แต่ว่าอย่า... อย่าผยอง หรืออย่าห่ามเท่านั้นเอง ถ้าห่ามมันก็ตาย ไม่สมค่า ถ้าไม่ห่าม ประมาณให้ดี มันถึงที่ตายก็ตาย จะตายโหง ตาย แหม ภาษาอีกภาษาหนึ่ง มันหยาบละเนาะว่าโหงมันพอพูดได้ ถ้าว่าห่า มันพูด มันก็ไม่ค่อยเพราะ จะตายโหยตายห่า อะไรก็ตามใจเถอะ มันก็เป็นเรื่องของการตาย มันไม่เป็นเรื่องประหลาดอะไรหรอก ไม่ใช่เป็นเรื่องประหลาด เราไม่ใช่ รักษาชี่วิต ชีวิตน่ะ ตายเป็นตาย ไม่ใช่รักษาชีวิต แต่เราทำประมาณให้คุณค่า เราจะต้องรักษามัชฌิมาปฏิปทานี่ให้ดี ความสมดุล สมบูรณ์ตามปัญญา ตามต้องต้องระมัดระวัง ประมาณให้ดี ระมัดระวัง อย่าผลีผลาม อย่าเอาแต่อำนาจใจ ที่จะต้องการทำอะไรไปตามแรงใจ ดูสิ่งที่ควรจะปรึกษาหารือ หรือควรที่จะศึกษาข้อมูลอะไร ให้สมบูรณ์ดีๆ วู่วามไม่ได้เท่านั้นเอง ถ้าทำถึงที่สุดแล้วขีดหนึ่งก็ต้อง ถ้ามันถึงขั้นตายก็ต้องตาย ถึงขั้นไม่ตายก็ มันก็เท่านั้นละ ไม่มีปัญหาอะไร ถ้าจะรักษาชีวิตให้รอดนั้น จะหย่อนลงหน่อยหนึ่ง ถ้าถึงตายก็เข้มข้นขึ้นระดับหนึ่ง ถ้าเป็นทางธรรมแท้ๆนี่นะ แม้จะตายก่อน มันแรงไป แล้วตาย ก็ไม่ได้หมายความว่าด้วนนะ อันอื่นก็จะสืบทอดต่อเองน่ะ ไม่มีปัญหาอะไรหรอก ก็ได้ ถ้าถูกทางแล้ว ถ้าเป็นสัจจะที่แท้จริง เป็นพฤติกรรมเพื่อสังคม เพื่ออะไรแล้วไม่มีปัญหาอะไรหรอกน่ะ ไอ้อย่างอาตมาที่อาตมาพูดถึงการเมืองระดับอริยะนี่นะ คนไม่เข้าใจ อาตมาบอกว่า การเมืองในประเทศอเมริกา ก็ตาม การเมืองในอังกฤษก็ตาม ที่ว่าประชาธิปไตยนี่ ยังไม่สูงสุดอย่างของพระพุทธเจ้าหรอก เพราะของพระพุทธเจ้านี่เป็นประชาธิปไตยในระดับที่เรียกว่า ไม่ใช้ศูนย์อำนาจเลย การเมืองในระดับของทุกวันนี้นี่ ไม่ว่าที่ประเทศไหนก็ตาม ที่ว่าประชาธิปไตยเยี่ยมยอดที่สุด เราก็ถือระดับของอเมริกา หรือว่าของอังกฤษนี่ก็ตาม ก็เป็นแค่การเมืองในระดับโลกียะ ที่เป็นกัลยาณชนพอสมควรเท่านั้นเอง มันไม่ได้ข้ามเขตมาถึงโลกุตระเลย การเมืองที่โลกุตระนี่จะต้องเข้าใจเลยว่าการหาเสียงนี่ ไม่ใช่ประชา- ธิปไตย การยังหาเสียงอยู่ การยังใช้ทุนรอนอยู่ โดยเฉพาะที่บอกว่า ต้องใช้ทุนรอนมากอย่างอเมริกานี่ ไม่ใช่ประชาธิปไตยที่แท้ ไม่ใช่โลกุตระ เป็นแค่โลกียะ กัลยาณชน แต่มีวิธีการซับซ้อน เชิงฉลาด ที่ทำเสร็จแล้วก็ต้องลงทุน การหาเสียงต้องลงทุนมาก แม้แต่แค่ว่าการหาเสียง

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน