370221 อย่าหลงสร้างอัตตาฝังตนเอง โดยพ่อท่านโพธิรักษ์ ณ สันติอโศก.docx
เนื้อหาในไฟล์
370221 อย่าหลงสร้างอัตตาฝังตนเอง โดยพ่อท่านโพธิรักษ์ ณ สันติอโศก
อย่าหลงสร้างอัตตาฝังตนเอง โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ณ พุทธสถานสันติอโศก เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2537
เรื่องที่อาตมาจะเทศน์ เรื่องสำคัญ เรื่องอัตตามานะ ในจุดประเด็นที่สำคัญยังไม่เข้าใจกัน พวกเรานี่ ยังไม่เข้าใจอัตตามานะจุดนี้ แล้วเป็นจุดที่เข้าใจผิด เอามากๆด้วย คือหลงตัวหลงตนหรือว่าหลงผิดไปอย่างสำคัญด้วย หลายคน หลายคนทีเดียว และคนที่หลงผิดในจุดนี้นี่ ไม่ค่อยมาฟังธรรมแล้วในส่วนนี้ ตอนนี้ไม่ค่อยฟังธรรมแล้ว นั่นแหละอัตตามานะไม่ค่อยมาฟังแล้ว ที่จริงวันนี้นี่น่าจะได้ฟังอย่างยิ่ง หลายคนไม่เห็นหน้ามาฟังธรรม ก็ยังป้วนๆเปี้ยนๆอยู่ในนี้แหละ ยังอยู่ในนี้แหละ จวนแล้วจวนจะขาดรอนๆ ออกจากหมู่ไปแล้ว เพราะอะไร เพราะเขาถือว่าเขาศรัทธาเลื่อมใสอาตมามาก นี่เป็นอัตตามานะชนิดหนึ่ง ศรัทธาเลื่อมใสอาตมามากน่ะ ศรัทธา โอ้โฮ รัก นับถือ เชิดชู เลื่อมใสมาก และมากคนเดียว นี่อัตตามานะชนิดนี้ อัตตามานะชนิดนี้ ฟังเอา นั่งอยู่ในนี้ ใครแต่ละคนก็ตามแต่ สักวันหนึ่งยาก อยู่ยาก อยู่กับหมู่ยาก เพราะศรัทธาอาตมาแต่คนเดียว ศรัทธาเลื่อมใสเคารพเทิดทูน เชื่อฟัง ว่างั้นนะ เชื่อฟังมาก แต่คนเดียว คนอื่นเลยกลายเป็นไม่ศรัทธาใคร จะเป็นสมณะอื่น จะเป็นสิกขมาตุ จะเป็นเพื่อนฝูงมิตรสหาย ยิ่งอย่าพูดถึงเลย ยิ่งเพื่อนฝูงมิตรสหายแล้ว (หัวเราะ) แต่บางทีนะ บางทีนี่เพื่อนฝูงมิตรสหายยังดูดี เพื่อนฝูงมิตรสหายยังดูดี โดยเฉพาะคบค้าสมาคมกับเพื่อนฝูงมิตรสหายได้ คือคบค้าสมาคมเป็นเพื่อน แต่ไม่ ใช่ผู้จะมีคุณงามความดีหรือผู้ที่จะสอนนี่ อัตตามานะมันใหญ่อย่างนี้ ไม่ใช่ผู้ที่จะมีความรู้ความสามารถ ผู้ที่จะสอนจะสั่งอะไรได้หรอก ไม่แคร์ด้วย แต่อยู่ด้วยก็ไม่โกรธ นึกว่าตัวเองเก่งซ
อ่านต่อ
ะด้วยน่ะ มีอัตตา มานะ ถือดี อีตัวนี้ ตัวถือดี คือถือดีแบบหน้าด้าน ถือดีแบบหน้าด้าน คือเพื่อนฝูงว่าไง ไม่โกรธ ฉันทำผิดอะไร ฉันจะทำผิด คือมีลักษณะกิริยาท่าทีทั้งวาจา ทั้งกายกรรม ทั้งพฤติกรรมที่อยู่นี่ เพื่อนฝูงเห็นว่า เอ๊ อย่างนี้มันติดอาตมามากไป เคารพนับถืออาตมามากไป แล้วก็มีลีลา ซึ่งอาตมาอธิบายไม่ออกเหมือนกัน มันเป็นลีลาอย่างไรไม่รู้ ที่เพื่อนเขามองออกว่ามันไม่ มันถือตัว เพื่อนมองออกว่ามันถือตัว มันถือตัว มันถือดีในตัว เพื่อนมองออก ยิ่งลักษณะที่ถือดีถือตัวที่ศรัทธาอาตมา เคารพนับถือาตมา ยกย่องอาตมา เชิดชู เชื่อฟังอาตมา แต่ไม่เชื่อฟังสมณะอื่น ไม่เคารพนับถือสมณะอื่น สิกขมาตุอื่น มันจะมีท่าทีลีลาที่เพื่อนมองออกนะ อาจจะทำท่าทีลีลายกให้ ยกให้สมณะ ยกให้สิกขมาตุบางรูป ที่ไม่ใช่คู่กรณี ยกให้ มันมีซ้อนมากทีเดียว ยกให้ว่าเป็นสมณะ หรือว่าสิกขมาตุ หรือเป็นนักบวชก็ยกให้ แต่ไม่ได้นับถือหรอก ไม่แคร์ จะโกรธฉันไม่โกรธฉัน ฉันจะพาลโกรธแกด้วยถ้าฉันไม่ชอบใจนะ สมณะรูปไหน สิกขมาตุรูปไหนก็แล้วแต่ มาทำอะไรไม่ชอบใจฉัน ฉันพาลจะโกรธจะเกลียดแกเอาด้วย ถ้ารูปไหนที่ฉันไม่โกรธเกลียด ก็พูดด้วยก็เฉยๆ แต่ไม่ได้นับถือไม่ได้เคารพ เพราะนับถืออาตมาองค์เดียว ผู้ที่มีอันนี้ เป็นอัตตามานะที่ซับซ้อน แล้วไม่รู้ตัว มีหลายคนๆ และก็อยู่ได้เพราะศรัทธาเลื่อมใสอาตมา และก็ชักจะอยู่กับหมู่นี่ หมู่จะว่าอย่างไร ไม่แคร์ หมู่จะชี้อย่างโน้นอย่างนี้ไม่รู้ หมู่จะว่าอย่างไรก็ไม่ ฉันก็ขยันหมั่นเพียรทำงาน ฉันก็เอาใจใส่การศึกษา มาฟังธรรมฟังเทศน์ แต่โดยเฉพาะอาตมาเทศน์ ถ้าอาตมาไม่เทศน์ ไม่ค่อยฟัง ไม่ค่อยมา ติดตามฟังเทศน์ฟังธรรมและเทศน์ ฟังเทปด้วยเทปของอาตมาเทศน์ เทปของคนอื่นก็ไม่ค่อยฟัง เพราะฉะนั้นการที่ถือว่า หลงตัวว่าไม่มีอัตตาตัวตนนั้น โดยเชื่ออยู่ว่าตัวไม่มีอัตตาตัวตนหรอก เพราะว่าตัวเองศรัทธาเลื่อมใสอาตมาสูงสุด แต่ว่าไม่รู้ตัว ว่าตัวเองมีอัตตามานะ จนกระทั่งทำให้ตัวเองไม่... คืออยู่กับหมู่แต่ก็เหมือนไม่มีหมู่ อยู่กับหมู่เหมือนไม่มีหมู่ ฟังตรงนี้ความซ้อน แต่ที่จริง ตัวเองดูเหมือนไม่ได้เกลียดหมู่น่ะ แต่ฉันไม่รับหมู่จะมีอะไร อย่างไรฉันไม่แคร์ หมู่จะว่าฉันก็ยังไม่แคร์เลย หมู่จะมองฉันเป็นอย่างไรฉันก็ไม่แคร์ ฉันก็ไม่แคร์ คือ...เหมือนคน หน้าด้าน หมู่จะติจะเตียนจะติงอย่างไร ไม่แคร์ จนหมู่พรหมทัณฑ์ พรหมทัณฑ์ก็ไม่แคร์ ฉันมีพ่อท่านแล้ว เพราะฉะนั้นถ้าเผื่อว่าอาตมาตีเพิ่มขึ้น ตีหนักขึ้น อาตมาว่าสอนหนักขึ้นชักจะค่อยๆ เสร็จแล้วก็ยังคิดว่าตัวเองก็ยังศรัทธาอยู่นั่นน่ะ แต่จะไม่อยู่แล้วที่นี่ เพราะอยู่ที่นี่อาตมาก็ไม่เอาใจแล้ว อาตมาก็ว่า ก็ติเตียน อาตมาก็ดุ ก็กระแทก อะไร มันก็จะอยู่ไม่ได้ เพราะเพื่อนอื่นๆ มันไม่เป็นมิตรสหาย มันไม่เป็นที่พึ่ง มันไม่เป็นที่รัก มันไม่เป็นมิตรดี สหายดี สังคมสิ่งแวดล้อมดี เพราะฉะนั้นพรหมจรรย์นี้หรือแวดวงนี้ สัปปายะนี้มันไม่สัปปายะแล้ว มันเหมือนเมืองนรก เหมือนกลุ่มหมู่นรก ชาวนรก มันอยู่ด้วยไม่ได้ เพราะฉะนั้นอยู่ด้วยไม่ได้ หรือว่าอยู่กับหมู่ฝูงมันไม่อบอุ่น มันก็จะหางาน วิธีหนึ่งก็จะหางาน และก็จะซุกอยู่กับงานนั่นแหละ ตัวเองนั่นแหละ งานอะไรก็ได้ งานอะไรยิ่งทำกับอาตมาด้วยยิ่งดี ถ้าไม่ได้ทำกับอาตมา ไม่ให้ทำกับอาตมา ก็จะไปหางานอื่นทำที่เกี่ยวๆโยงๆกับอาตมาออกไป แล้วก็จะอยู่ซุกกับอาตมา ถ้าจำนนว่าต้องไปทำกับคนอื่น ไปทำกับใครก็แล้วแต่ คนเหล่านั้นๆ ก็ทำด้วยเฉยๆ โดยที่เรียกว่า ก็ไม่ได้ศรัทธาเลื่อมใสอะไร แต่ก็ไปทำกับผู้นั้น จุดนั้น กลุ่มนั้น อาจจะเกี่ยวข้องกับสมณะ เกี่ยวข้องกับสิกขมาตุ หรือเกี่ยวข้องกับเพื่อนฝูง ก็ไปทำกระจุกอยู่กับงานนั้น อยู่กับรูนั้น ขุดรูนั้นอยู่น่ะ โดยที่ก็ยังแฝงอยู่ว่า เมื่อไรอาตมาจะญาติดีด้วย เมื่อไรอาตมาจะไม่ดุ ไม่ด่า ไม่ว่า ไม่อะไรบ้าง ก็จะได้ขอกลับเข้ามาใหม่ ก็จะอยู่...สภาพอย่างนี้ อาตมาก็เพิ่งทบทวน เห็นมานานแล้ว แล้วก็หลายคน เห็นมานานแล้ว หลายคนแล้วอย่างนี้ ผลุบๆโผล่ๆ เป็นตุ๊ดตู่ในรู ในรูอยู่นี้ อยู่ไปคนเดียวหรืออยู่กับงานอะไรที่ตัวเองชอบ แล้วก็พออะไรมากๆ ก็วิ่งหนีกลับออกไป กลับบ้านหรือว่าไปข้างนอกไปไหนๆ ก็แล้วแต่ ไม่คบหาสมาคมกับคนอื่น ถือซะว่า เฮ้อ...อยู่กับคนอื่นดีกว่า อยู่กับหมู่นี้มันไม่ดี นี่จะเป็นเรื่องอัตตามานะที่โง่ ที่ตัวเองมันไม่ฉลาด ในมิตรดี สหายดี สังคมสิ่งแวดล้อมดี มันมีอัตตามาก ถือดี ถือตัวมาก ว่าตัวอยู่ในหมู่นี้นี่อยู่ได้ เพราะเราเอง เรามีคุณค่า ความดี มันถือความดีที่ตัวเองมี จะเป็นดีเพราะงานก็ตาม ทำงานเก่งอยู่ในนี้ หรือจะเป็นดีเพราะว่าตัวเองถือว่ามีปัญญาความรู้ทางธรรม ฉันมีความรู้ทางธรรม ยิ่งผนวกเข้าทั้งการงาน ผนวกเข้าความรู้ทางธรรมด้วย บ๊ะ อัตตามานะยิ่งใหญ่ ใหญ่เลยทีนี้ ข้าก็มีงานการ มีฝีมือ มีความสามารถ โอ้โห ทำงานอยู่ในนี้นี่ ข้ามีคุณค่าประโยชน์ และแถมข้าก็ถือดี ว่าข้ามีความรู้ทางธรรม มีภูมิทางธรรมไม่ใช่น้อยๆ ลดละได้ไม่ใช่น้อยๆด้วย ผนวกกันเข้าไปด้วยสองอย่างเลย ละแล้วเลยทีนี้ ยิ่งคนอื่นมองไม่เห็นเลย คนอื่น เหมือนไม่มีใคร แต่คบหาได้เหมือนกับต้นหมากรากไม้ เหมือนกับอากาศ เหมือนกับดิน น้ำ ลม ไฟ เหมือนกับสิ่งที่ไม่มีชีวิต อยู่ในนี้ มองคนอื่นๆเหมือนกับสิ่งไม่มีชีวิต เหมือนจะอยู่ร่วมกัน จะเป็นประโยชน์อะไรร่วมกันได้ก็เป็นประโยชน์ไป แต่ไม่เกี่ยวล่ะ จะมาติเตียนฉัน ฉันก็เฉยน่ะ จะมาว่าฉัน ฉันก็เฉยน่ะ จะมองอะไรฉัน จะถือสาอะไรฉัน ฉันไม่ถือด้วยนี่ เหมือนกับหมดอัตตาด้วยนะ จะมาถือสาอะไรในตัวฉัน ว่าฉันเป็นอย่างโน้นเป็นอย่างนี้ ก็คุณนั่นแหละยึด ก็คุณนั่นแหละผิด ฉันไม่เห็นยึดถือเลย คุณจะมองฉันอย่างไร จะว่าฉันอย่างไร ฉันก็วางหมดได้น่ะ ฉันไม่ถือสาพวกคุณหรอก แน่ะมันซ้อนน่ะ เหมือนกับเราว่างวางหมดเลย ถือสาอยู่คนเดียวคืออาตมา แต่ก็ศรัทธาอยู่คนเดียวคืออาตมา ฟังดีๆมันซ้อน อาตมานี่แหละติเตียนแล้วก็ถือสา ก็เจ็บปวดร้องไห้ ปวดมาก เจ็บมาก ถือสาอาตมานี่ แต่ก็ศรัทธาอาตมาอยู่คนเดียวแหละ เหนียวนะ เหนียวๆแต่ก็เจ็บปวดเพราะอาตมา แต่กับคนอื่นเหรอไม่มีอะไรนี่ อยู่ได้ไม่มีอะไร คนอื่นเหมือนสวะ คนอื่นก็เหมือนธรรมดา เขาจะว่าอย่างไร เขาจะทำอย่างไร เขาจะติบ้าง เตือนบ้าง เขาจะอย่างโน้นอย่างนี้บ้าง วางได้หมดๆ ไม่ถือสาเลยใครจะว่าอย่างไรไม่ถือเลยสักคน บางคนไม่ถือสาอย่างนั้นก็ถือสาอยู่ด้วย ถือสาจนเกลียด พระรูปไหนติเราบ้างเราก็เกลียดพระรูปนั้น พระรูปไหนว่าเรา เราก็เกลียดพระรูปนั้นเป็นรูปๆไป สิกขมาตุรูปไหนติเตียนเรา เราก็เกลียดสิกขมาตรูปนั้น เสร็จแล้วก็ยังพอวางได้ ตีทิ้งเลย เพราะไม่ศรัทธาๆ แล้วเกลียดด้วย ตีทิ้งได้แล้วก็วางได้แล้ว เข้าใจไหม คือลักษณะเราตัดขาด ลักษณะเราไม่เอาเลย ตีทิ้งเลย และก็ไม่ศรัทธาเลยนี่ มันก็เท่ากับปล่อยวางได้ แต่ความจริงเปล่านะ ไม่ได้ปล่อยวางนะ คือพยาปาทะยังมี พยาบาท โกรธ โทสมูลยังเหลืออยู่เยอะ เพราะชังด้วย ถือสาด้วย โกรธด้วย เกลียดด้วย ทั้งโกรธทั้งเกลียด แต่ลักษณะมันตัดขาด มันปล่อย มันวางนะ โกรธ เกลียด ชัง ลักษณะมันปล่อยนะ ลักษณะมันวางนะ ลักษณะมันไม่เอาเจ้า ลักษณะมันซ้อนนะ นี่คืออยู่อย่างไม่ฉลาดรอบถ้วน ผู้ยัง...มันยังไม่ถูกทาง ยัง...มิจฉาทิฐิอยู่ เพราะฉะนั้นยิ่งเข้าใจว่าคนนั้น คนนี้ คนไหนๆๆๆนี้ มองเขากะไม่เกี่ยวกับคนอื่นๆ อย่ามาว่า มาสอน มาตำหนิติเตียน มาห้าม มาหวง มาอย่างโน้นอย่างนี้ ฉันฟัง ฟังได้ อย่างวางเฉยเลยนะ เหมือนกับจิตอุเบกขาวาง แต่หน้าด้าน ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ฉันก็เป็นอยู่อย่างเก่า ฉันจะทำอย่างไร ฉันก็ประพฤติอยู่อย่างเก่า คือแน่ใจว่าเราเอง เราไม่ได้ตกต่ำศาสนานี้ ไม่ได้ตกต่ำในเรื่องลัทธิอโศกนี้ เพราะ ยึดอาตมาองค์เดียว จะใกล้ชิด จะศึกษา จะฟังธรรมแต่อาตมา คนอื่นไม่ค่อยสนใจเท่าไหร่หรอก ไม่เกี่ยว ไม่ข้อง คนอื่นไม่มีศักดิ์ศรีเท่า อัตตามานะมันใหญ่ซ้อนอยู่อย่างนี้น่ะ เพราะฉะนั้นก็เลยกลายเป็นคนอยู่ในนี้แล้วก็กิริยาหรือว่าความที่ไม่ยอมรับใคร ไม่มีใครเป็นคนที่มีดีบ้าง มีสิ่งที่เป็นมิตร เป็นสหาย เป็นพี่เป็นน้องบ้าง ไม่ได้นับถือในสิ่งเหล่านั้น มันก็กลายเป็นคนกระด้าง ใครพูดอย่างไร จะติอย่างไร ก็ไม่รับ ไม่แคร์น่ะ ทำเฉย กิริยามันเลยยิ่งน่าเกลียด ทำลอยหน้า ไม่มีอะไรเกิดขึ้นนี่ อาตมาอาจจะทำไม่เหมือนทีเดียว อาจจะไม่ทำหยาบคายอย่างนี้ แต่ว่ามันจะเห็นกิริยาเลยว่า อยู่กับหมู่นี่ ดูซินี่เพื่อนฝูงติเตียน ทำเฉย ยิ้มแย้มเฉย ว่างวาง แต่ไม่รับรู้สึก ไม่แคร์เพื่อนฝูงจะรู้สึกอย่างไร จะติอย่างไร เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นก็อยู่ไปได้ ลักษณะอย่างนี้แหละ เป็นลักษณะที่มันซับซ้อน เป็นอัตตามานะที่ถือดีมากน่ะ คำว่ามิตรดี สหายดี สังคมสิ่งแวดล้อมดี เป็นทั้งหมดทั้งสิ้นของพรหมจรรย์ เพราะฉะนั้นคนที่เป็นมิตรดี สหายดี คนที่อยู่ในนี้มีคุณค่าทั้งนั้น แล้วเราก็จะต้องรับฟังทั้งนั้นด้วย จะต้องใครติใครเตียนใครที่จะมีอะไรมอง ใครที่จะมีอะไรก็รับฟังไปจริงๆ สงสัยก็ปรึกษาหารือกัน คือรับฟัง ไม่ใช่จะตีทิ้ง คือหน้าด้านไปเลย ใครจะว่าอย่างไรเหมือนกับเราวางได้ วางได้กับหน้าด้านอยู่ด้วยกัน ถ้ามันไม่เข้าใจอย่างถูกต้องเป็นมิจฉาทิฐิ มันจะติดยู่ตรงนั้นน่ะ เพราะฉะนั้นความติดยึดมาก หรือว่าทำให้ซ้อนเชิง เป็นอวิชชาซ้อนเชิง ทำให้หลงกลายเป็นโมหะ แล้วความรู้สึกจะไม่ค่อยรู้ตัวว่าตัวเองทำอะไรลงไปพอมันรู้สึกเหมือนกับไม่มีใคร ฉันมองคนอื่นเหมือนกับ INVISIBLE เหมือนกับไม่มีตัวตน คนอื่นเหมือนกับไม่มีใคร รู้สึกไม่มีตัวตน ไม่มีใคร ไม่มีอะไร มันก็เลยเหมือนจะไม่แคร์ใคร เพราะฉะนั้นจะไม่รู้ตัวว่าตัวทำอะไร พฤติกรรมกาย วาจา ใจ ตัวเองทำอย่างไร ก็เลยไม่รู้สึกตัวว่าตัวเองทำอะไร เมื่อตัวเองทำอะไรลงไปแล้ว คนอื่นเขาถือสาอยู่ ตัวเองก็ไม่รู้ว่าคนอื่นเขาถือสาอย่างไร ก็ไม่แก้ไขตัวเอง เพราะตัวเองมองคนอื่นเหมือนกับคนอื่นนี่ INVISIBLE ไม่มีตัวตน เหมือนกับคนอื่นไม่มีใครนี่ ก็ฉันไม่แคร์ใคร ฉันเหมือนกับอยู่คนเดียว ฉันอยู่กับใครๆ ก็เป็นเพียงจะสัมพันธ์ ก็ เออ มีเรื่องจะกิน จะอยู่ จะทำงาน จะโน่นจะนี่ แต่ไม่เกี่ยวกันด้วยเรื่องธรรมะ เรื่องภูมิธรรม คนอื่นจะมาติเตียน เรื่องภูมิธรรม เรื่องธรรมะ เรื่องความรู้ที่จะเป็นทางธรรม เป็นโน่นเป็นนี่ ตีทิ้งหมด ไม่ฟังน่ะ จะมีก็มีเป็นคนเท่านั้นเองว่า เออ ถ้าเราจะกิน จะอยู่ จะใช้ จะมีชีวิตอยู่ปกตินี่นะ ก็เกี่ยวข้องกันนะ เหมือนไม่โกรธกัน เขาจะติเตียน จะว่า จะด่าในเรื่องของธรรมะอย่างไรๆ คุณธรรมอย่างไรๆ ฉันวางหมดแล้ว ฉันไม่ถือสาหรอก ไม่ได้โกรธธเธอน่ะ เพราะฉะนั้นจะพูดจาปราศรัย เรื่องงานเรื่องการ เรื่องความเป็นอยู่ เรื่องไปเรื่องมา คือคบหากันเป็นมิตรสหายธรรมดาๆนี่ เป็นมิตรสหายมีอยู่ธรรมดาๆ แต่ในเรื่องความรู้ ไม่เกี่ยว คุณไม่ได้เป็นมิตรข้า ไม่เป็นพี่ไม่เป็นน้อง อย่ามาติเตียนเรื่องความรู้ทางธรรม อย่ามาเกี่ยว ตีเรื่องความรู้ทางธรรมทิ้งหมด ไม่มี มีอาตมาคนเดียวเท่านั้น ที่จะพูดทางธรรม มีมิตรทางธรรมอยู่คนเดียว คือ อาตมา นอกนั้นเป็นมิตรสหายธรรมดา เป็นเพื่อนฝูงที่จะกิน อยู่ หลับนอน ทำการ ทำงาน เหมือนกับชีวิตปุถุชนคนข้างนอก เพราะฉะนั้นเรื่องศักดิ์ศรี เรื่องความรู้ทางธรรม เรื่องอะไรพวกนี้วางหมด ตีทิ้ง เหมือนพวกคุณไม่มีอะไร ไม่มีน้ำหนัก ไม่มีตัวตน เหมือนกับพวกคุณจะมองในเรื่องคุณธรรม จะมาติเตียน จะมาเพ่ง มาพิจารณา จะมาวิจัย วิจารณ์ เรื่องนั้นเรื่องนี้ วางหมด ทิ้งหมด ตีทิ้งหมด ไม่รับ ไม่เกี่ยว แล้วก็ไม่รู้สึก ไม่ วูบวาบ ไม่โกรธ ไม่เคือง ไม่ถือสา แต่ไม่รับ นี่คือหน้าด้านทางธรรม จะอยู่กับหมู่เหมือนคบหาสมาคมดีนะ แต่นั่นแหละ เมื่อถูกอาตมาตีเข้ามากๆ ตอนนี้ก็จะไม่อยู่กับหมู่แล้ว จะไม่อยู่ที่ไหนเลย เพราะไม่มีที่พึ่งที่อาศัยแล้ว เพราะอาตมาเองดุว่า ด่าว่า ไม่ยอมรับ หรือว่าไม่อะไร ก็แล้วแต่เถอะ อาตมาไม่โอ๋อีก เพราะฉะนั้นอัตตาชนิดนี้อาตมาเลี้ยงดูยากมากเลย อาตมาเลี้ยงดูยากมาก เพราะว่าไม่มีใครช่วยเลี้ยง เพราะตัวเองตัดพี่ตัดน้องหมด ตัวเองมีอาตมาคนเดียว ตัดพี่น้องเอง ซึ่งอาตมาทำไม่ได้ ที่อาตมาจะไม่ดุ ไม่ด่า ไม่ว่า ไม่ติเตียนไม่แก้ไม่ไขให้ ไม่ได้ อาตมาจะยิ่งโอ๋เข้าใจผิดอีก อาตมายิ่งทำดี ปล่อย อนุโลมไปก็เลยเป็นคน SPOIL เป็นคนได้ใจ เป็นคนยิ่งหลงซ้อนเข้าไปอีก เพราะฉะนั้น อาตมาก็ดุ ก็ด่า ก็ว่า พอดุด่าว่าเข้าก็เจ็บปวดมาก อยู่กับหมู่ก็อยู่ไปอย่างนั้นแหละ สุดท้ายก็ไม่ห่วงหมู่ เพราะว่าหมู่ก็ไม่มีหมู่อยู่แล้ว เพราะฉะนั้นก็จะเดียวดายอยู่กับหมู่ก็เดียวดาย ไปอยู่ข้างนอกดีกว่า ไปหา จะไปสำนักไหนก็อีก ไม่ค่อยพอใจไม่ค่อยชอบใจหรอก เพราะหัวมันชักสูง สำนักโน้นก็ไม่ดี สำนักนี้ดี แต่ดีแล้วก็ อยู่ด้วยไม่ได้ เพราะอาตมาว่า อาตมาไม่ยอมโอ๋ ที่จริงเราก็ควรมีพี่มีน้อง เพราะอาตมาว่าธรรมดาสามัญง่ายๆนี่นะ พ่อแม่ดุก็ไปหาพี่หาน้อง ก็อยู่ได้ใช่ไหม พี่น้องลุงป้าน้าอา น้องนุ่ง พี่บ้างน้องบ้าง ลูกบ้างหลานบ้างก็อยู่ได้ แต่นี่ไม่มีพี่มีน้อง ไม่มีมิตรดีสหายดี ไม่มี พรหมจรรย์นี้ มีอาตมาคนเดียวเท่านั้น นี่ลักษณะนี้พวกเรามีอยู่หลายคน เพราะฉะนั้นพอโดนอาตมาว่า อาตมาดุอะไรก็ โอ๊ย...เจ็บปวดแล้วก็เหี่ยวแห้ง โหย...เหมือนกับไม่มีอะไรเลย อยู่ในนี้มี มีเพื่อนกิน แต่ไม่มีเพื่อนธรรมะ เพราะมันมีธรรมะ มามองที่อาตมาคนเดียวน่ะ องค์นี้ก็ไม่เป็นที่พึ่ง ท่านติกขะฯก็ไม่ไหว ท่านถิรจิตโตก็ไม่ได้เรื่อง ท่านสรณีโยก็ไม่ได้เรื่อง ก็วุ่นแต่เรื่องพระไตรปิฎก ท่านปพโลก็วุ่นอยู่แต่ในห้องถ่ายฟิล์ม ท่านชนะฝีก็วุ่นแต่ธรรมปฏิกรรม ท่านสีลวัณโณหรือก็แหม...เป็นองครักษ์อยู่อย่างเดียว ใครไปใกล้ก็ไม่ได้ ยิ่งน่าเกลียดใหญ่เลย ใครเข้าใกล้พ่อท่านหน่อยก็ยอดเลย โอโห อะไรนิดก็ไม่ได้ กันสะบัดเลย องค์นี้นี่ ยอดองครักษ์เลย อะไรอย่างนี้...(เสียงพูดจากญาติธรรมผู้หญิง) โยมนกน้อยบอกว่า ถ้าเผื่อว่าใครที่เข้าใจแล้วก็ เคารพนับถือพระ สมณะอย่างน้อยสมณะท่านก็ได้เลือกกันขึ้นมา จะมีการคารวะ เคารพ มีสัมมาคารวะ นิวาโต คารโวอยู่จริงๆ ไม่ว่าจะเป็นสมณุทเทส จะเป็นสิกขมาตุ ก็อยู่ในฐานะที่เรารู้ว่าฐานะจะเป็นนาค เป็นกรัก เราก็รู้ฐานะตามลำดับ เป็นปะอะไรพวกนี้ มันจะะมีการรู้จักสัมมาคารวะกันตามลำดับอยู่ในที หรือแม้แต่ในทางธรรม ก็จะพยายามมองว่า เอ๊...ทำไม ยอมให้มาเป็นปะ ทำไมยอมให้มาเป็นนาค เป็นกรัก ทำไมยอมให้มาเป็นสิกขมาตุ ทำไมยอมให้มาเป็นสมณุทเทส ทำไมยอมให้ขึ้นไปเป็นสมณะ มันก็จะต้องมองหาจุดดี และจุดดีเหล่านั้น ท่านมีดีอะไรบ้าง รู้ดีของท่านหมดหรือยัง และไอ้ดีที่ท่านมีหมดนั้นน่ะ เขามีดีมากเท่าท่านหรือไม่ มันต้องตรวจต้องดู หรือย่างน้อยจะต้องเผื่อ เผื่อพอไว้ว่าท่านคงมีดีมากกว่าเรา นา...ถ้าใครที่นึกว่าแม้จะไม่รู้น่ะ องค์นี้คงมีดีมากกว่าเราอยู่หรอก ท่านถึงอยู่ในฐานะที่ยกไว้เป็นสมณะ เป็นสมณุทเทส หรือเป็นอะไรอย่างนี้ เอาละเราก็มีสัมมาคารวะบ้าง แม้เรายังไม่รู้ดีว่ามีดีอะไร ไอ้อย่างนี้ก็ยังมีสัมมาคารวะนะ ไม่โกรธไม่เกลียด ไม่ชังอะไร พอสมควรยกให้ ไม่ถือสา เอาล่ะยกไว้ คนนี้อยู่ในฐานะสมณะ ไอ้นี่ไม่ละ เกลียดก็ง่าย สมณะก็คนเหมือนกันนี่หว่า ข้าก็มีอัตตามานะก็เลย ยิ่งไม่ดูไม่ตรวจไม่ตราเลย ว่ามีความดีอะไรบ้าง ได้เปรียบได้เทียบดูว่ามีคุณค่า ความดีส่วนนั้นส่วนนี้มากกว่าเราจริงหรือไม่ ไม่รู้ คือไม่ค่อยได้พิจารณาเรื่องเหล่านี้หรอก ถ้าพิจารณาก็หมายความว่าเคารพนับถืออาตมา มองแต่แง่ดี มองแง่ดีอาตมาก็ยิ่งเข้าใจ ยิ่งเคารพนับถืออาตมามากขึ้นๆ ก็มีตัวนี้ตัวเดียวที่เหนี่ยวรั้งหรือว่าติดไว้ คนอื่น สมณะอื่น อะไรอื่นก็ไม่นับถือ ยิ่งเพื่อนมิตรสหาย ที่เป็นฆราวาสด้วยกัน มันหมิ่นหยามคนอื่นไปหมด แต่มันซ้อนนะ มันหมิ่นหยามเฉพาะเรื่องภูมิธรรม ความรู้ แต่ในเรื่องพี่เรื่องน้อง เรื่องญาติโกโยติกาในทางโลก คนนี้คนแก่ คนนี้อายุมาก เขาก็เคารพเหมือนกับ คนแก่... เป็นพี่เป็นน้องเหมือนคนแก่ ซ้อน คนพวกนี้ฉลาดซ้อน ฉลาดซ้อนแต่ก็โง่ซ้อน มันฉลาดซ้อนแต่ก็โง่ซ้อน โง่ละเลียดแต่ก็ฉลาดละเลียด ถือว่าเป็นพี่เป็นน้องได้ในทางโลกๆ เหมือนคนโลกๆ ก็เลยไม่ค่อยกระด้างเท่าไหร่ในทางโลกๆ ก็คบหาเป็นพี่เป็นน้องได้บ้าง แต่เรื่องทางธรรมอย่าเชียวน่ะ ในเรื่องทางธรรมอย่าเชียวนะ นึกว่าตัวเองนี้ใหญ่ สูงในทางธรรม ติไม่ได้ เตียนไม่ได้ อายุจะมากกว่าก็ติไม่ได้ ติได้เตียนได้ แต่ซ้อนเชิงอีก ติฉันก็เฉย ฉันไม่ถือสาหรอก คุณมาติฉันโยนทิ้งหมดเลย นั่นแหละ เก่งน่ะ วางได้หมด ไม่ถือสา ก็ยังเป็นป้าเป็นน้า เป็นย่าเป็นยาย เป็นพี่เป็นน้อง อยู่อย่างเก่ากันนั่นแหละ แต่ในเรื่องทางธรรม ไม่มีพรหมจรรย์ ไม่มีพี่น้องทางธรรม ติมาเตียนมา ในเรื่องทางธรรม วางทิ้งหมดเลย ถ้าไปถือสาผู้นั้นว่าในเรื่องทางธรรมด้วย จะมีภูมิธรรมเท่าไหร่วะ มาติเตียน โกรธเลยทีนี้ โกรธเลย เลยซ้อน เช่นว่า สมณะไปติเตียน สมณะก็ต้องเป็นธรรมะ จะถือเป็นพี่ก็ไม่ได้ จะถือเป็นน้องก็ไม่ได้ ถือเป็นญาติแบบโลกๆ ไม่ได้เป็นญาติแต่เป็นสมณะ เพราะฉะนั้นสมณะก็คือธรรมะ พอจะติเตียนธรรม ถือสาธรรมะ และข่มขู่ ดูถูกธรรมะ ใช้ไม่ได้ หยาบคาย เพ่งโทษซ้อนลงไปเลยว่า มันน่าจะดีกว่านี้นะ เป็นสมณะแล้ว มันน่าจะมีอะไรดีกว่านี้ แต่ไม่ดีอย่างนี้ ไม่เข้าเกรด ตั้งเกรดเอา เองเลย ตั้งค่าเอาเองเลย ไม่สมเป็นสมณะ ไม่นับถืออย่างนี้ นี่มันมีละเอียด ละเอียดที่ซ้อนพลิกพลิ้ว พลิกพลิ้วอะไรที่ซับซ้อน จนกระทั่ง เอ๊...มันไม่น่าจะเป็นอย่างนั้น ถ้าไม่ถือสาซะ มันก็ยกไว้แล้ว ก็ไม่เป็นไร ทีนี้ถือสาซ้อน นี่อาตมาถึงบอกว่าธรรมะพระพุทธเจ้า มันซับซ้อนละเอียดลึกซึ้ง ไม่ใช่ธรรมะพระพุทธเจ้าหรอก สัจธรรมด้วยมันลึกซึ้งซับซ้อน ซึ่งอาตมาก็ยังไม่เก่ง นี่โพธิสัตว์จะต้องรู้ให้ละเอียดลออพวกนี้ไว้ ก็ดูดีนะ เอ๊...ดูดีโดยเฉพาะกับอาตมา อาตมามันก็มองยาก เพราะประพฤติกับอาตมาประพฤติดีใช่ไหม ซื่อ ศรัทธา เลื่อมใส ซูฮก อะไรต่างๆนานา ติเตียนก็ฟัง ก็ดูดี แต่กับคนอื่นก็ไปอีกอย่างหนึ่ง มันก็เลย เอ๊...ยังไงกันแน่ บางทีอาตมาก็ไม่รู้ ทำกับคนอื่นอย่างไร มีปฏิกิริยาอย่างไร อาตมาก็ไม่ค่อย มาเป็นอาตมา อาตมาไม่รับรู้เท่าไหร่ มันไปทำกับคนอื่นอยู่โน่น แต่คนอื่นก็ไม่ช่างเล่าให้ฟังด้วย จะมาฟ้องอะไรกันได้มากมาย ใช่ม๊ะ อาตมาก็ไม่ค่อยรู้เรื่อง คนนี้ก็เลยยิ่งยาก ยิ่งๆอาตมาไม่รู้ข้อมูล ก็เลยยิ่งโปรดยาก เอ๊...แล้วจะสอนอย่างไร อาตมาก็ยิ่งยากใหญ่ มันไม่มีมิตรดี สหายดี สังคมสิ่งแวดล้อมดี ความนี้ลึกซึ้งมาก มิตรดี สหายดี สังคมสิ่งแวดล้อมดีนี่ มันลึกซึ้งจริงๆ เป็นทั้งสิ้นของพรหมจรรย์ พรหมจรรย์คือธรรมวินัย ไม่ใช่อยู่แค่พฤติกรรมกาย วาจา ใจ หรือว่าการดำเนินชีวิตเท่านั้น อยู่ด้วยการดำเนินชีวิต อยู่เหมือนกับพี่เหมือนกับน้อง แบบโลกๆ พึ่งพาอาศัย กินอยู่ หลับนอน ยังชีวิตไปเหมือนสัตว์เดรัจฉาน พึ่งกัน กินอยู่ หลับนอนเฉยๆ แต่ไม่ได้มีเอาเป็นพี่เป็นน้องกันทางพรหมจรรย์ มันเป็นพี่เป็นน้องกันทางภูมิธรรม ธรรมะนี่ ธรรมวินัยนี่ มันไม่ได้เป็นพี่เป็นน้องทางภูมิธรรม ทางพรหมจรรย์ หรือทางธรรมวินัย ฟังให้ละเอียดขึ้นไปน่ะ มันไม่นับถือกันทางธรรม แต่มันนับถือกันส่วนหนึ่ง คือนับถือกันเป็นพี่เป็นน้องทางโลก แบบโลกๆน่ะ แบบสัตว์เดรัจฉานนับถือเป็นพี่เป็นน้องกันน่ะ เหมือนกัน หรือแบบมนุษย์มนา ถือกันเป็นพี่เป็นน้องแบบโลกๆ แต่เรื่องภูมิธรรมไม่ได้ให้ค่านี่ อัตตามานะทางธรรมะ นี่อาตมากว่าจะได้คิดตัวนี้ กว่าจะได้รู้ตัวนี้เอาตัวนี้มาพูดกับพวกเรา นี่มีเยอะหลายผู้หลายคนเลย แล้วก็อยู่ซังกะตายไปอย่างนั้น แบบนี้ก็เหมือนตะปูตรึงใจ ขีฬสูตร มันจะไม่ศรัทธาสงฆ์ ยังเหนี่ยวไว้นะ ยังดีศรัทธาศาสดาหรือศรัทธาอาจารย์ใหญ่ ไม่ศรัทธาสงฆ์ ไม่ศรัทธาธรรม ไม่ศรัทธาศาสดา ไม่ศรัทธาสงฆ์ ไม่ศรัทธาการศึกษา ไม่ศรัทธามิตรสหายนี่ จะค่อยๆลดไป ศรัทธามิตรสหายยังศรัทธาอยู่ดี มิตรสหายแบบโลกๆล่ะนะ แต่การศึกษาจะลดลงไปแล้ว แล้วก็ไม่ศรัทธาสงฆ์ ไม่ศรัทธาธรรม มันจะลดไล่ออกไปเรื่อยๆ ดียังว่าศรัทธาอาจารย์ใหญ่เรื่อยๆ หนักเข้าอาตมาดุว่ามากๆเข้าก็ไม่ศึกษา ไม่ศรัทธาการศึกษาก็คือ ไม่ฟังธรรมอาตมา ไม่ฟังเทปแล้วก็ไม่มาฟังธรรมมากเข้า หนักเข้าๆ ก็ไม่เหลืออะไรแล้ว เพราะว่าธรรมะหรือสงฆ์ หรือหมู่หรือมิตรสหายทางธรรมมันลดลงไป มันเหมือนกับเราวางทิ้ง เหมือนไม่มีใครเป็นเพื่อนเรา หมู่ของเรา พี่น้องของเราแล้ว ไม่มีญาติธรรมอะไรแล้ว อย่างนี้เป็นต้น มันก็จะไปกันใหญ่ คนพวกนี้รู้สึกโดดเดี่ยว ยิ่งแม้แต่มิตรเป็นพี่เป็นน้องก็ไม่สัมพันธ์ ไม่มีความสัมพันธ์กับหมู่พวกเราอยู่ในนี้ ใครๆก็คบหาไปอย่างนั้น คบหาไปเฉยๆ ไม่ได้มีความสัมพันธ์อะไรกันมากมาย ไอ้อย่างนี้ยิ่งเปราะ ยิ่งเปราะบาง ยิ่งจะออกจากหมู่ง่าย เพราะฉะนั้นโดนอาตมาดุ อาตมาว่าเมื่อไรนี่ มันจะออกจากหมู่แล้วกลับบ้าน หรือไปหารูที่ไหนที่ตัวเองมีรู หรือไม่ก็ไปงุบงิบทำอะไรอยู่ ไม่กลับบ้าน ไม่ไปโน่นก็หางานอะไร หาอะไรไปทำจุ๊กจิ๊กอยู่ตรงนั้นน่ะ หาเรื่องที่จะไปส่วนตัว หรือไประบาย ไปคบหากับอะไรอื่นพวกนี้ ดีไม่ดี หนักเข้าเลยไม่มีเพื่อน คบหากับพวกจิ๊กโก๋ ไปคบกับคนนอก คบกับพวกที่อะไร ไปอะไรก็ได้ มันไม่มีที่พึ่ง ไม่มีเพื่อน คบเพื่อนอะไรก็ได้ ไป...กับเขาก็ต้องอนุโลมกับเขา เพราะเราจะคบเพื่อนกับคนอื่นเขาใช่ไหม เราจะเป็นเพื่อนเขาก็ต้องมีอะไรที่เป็นตัวคบหากัน สัมพันธ์กันหรือร่วมกันทำ ร่วมกันสนุก ร่วมกัน มีชีวิตชีวาได้ ก็ไปเป็นอย่างเขา ก็จะไปกันใหญ่ นี่ลักษณะพวกนี้ ที่อาตมากว่าจะได้คิด กว่าจะมีปัญญา อาตมากว่าจะมีภูมิที่มองหยิบเอามาพูดกับพวกคุณฟัง โอโห นานเหมือนกันน่ะ ที่พูดไปวันนี้นี่ ก็ยังไม่รู้ได้เหมือนกันว่า ผู้ที่เขามีโรค โรคนี่น่ะ จะได้ฟังเทปนี้หรือไม่ นี่พวกคุณนั่งอยู่นี่ ใครมีอันนี้ก็รู้ตัวแล้ว ก็ตรวจโรคของตัวเองน่ะ อาตมาเป็นหมอตรวจโรค ก็โดยบอกโรคให้ แล้วคุณก็ไปตรวจตัวเอง จะไปเอามาแล้วก็เอาเครื่องมือฟังเอง อะไรตรวจเคาะตรงนั้น ตรวจตรงนี้เอาเลือดมาดู มาตรวจ มาแยก มาอะไรมันก็ไม่ใช่ คุณต้องทำเอง ที่บอกไปนี้ก็บอกอาการของโรค แล้วเราก็ไปตรวจอาการนั้นที่ตัวเรา ผู้ไม่ได้ฟังนี่ก็อาการไม่ค่อยดีแล้ว ไม่ค่อยจะฟังธรรมแล้ว เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยจะอยู่กับหมู่กลุ่มเท่าไหร่ ห่างๆเหินๆ แต่ก็อยู่น่ะ ไม่ได้ไปไหนหรอก เพราะว่าดูๆแล้ว ข้างนอกก็ เอ๊ จะไปวัดสวนแก้วก็ไม่ค่อยจะ สำนักนั้นก็ยังไม่เท่าไหร่ จะไปสุญตารามหรือก็ไม่ค่อยดีหรอก จะไปสวนโมกข์ ท่านพุทธทาสก็สิ้นแล้ว จะไปธรรมกายหรือเราก็ไม่ถนัดเพ่งลูกแก้ว ไปนิกรหรือก็ แหม ไม่หล่อเท่าอาตมา ถึงนุ่งขาวเหมือนกันก็เถอะ (ขำ) จะไปไหนมันก็ ก็เชื่ออยู่ว่าที่นี่ดี แต่ก็จะอยู่ไม่ได้ ก็มีเหลืออยู่อันเดียวเป็น "ช้างมาตังคะ" ออกไปแล้วก็ไปตั้งก๊กตั้งเหล่าสร้างโขลงใหม่ สามารถมั้ยละ สามารถจ
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive