370813 พ่อแม่โลกุตระ โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ณ ปฐมอโศก.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2537
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์349 KB
วันที่แก้ไข17 พฤษภาคม 2569

เนื้อหาในไฟล์

370813 พ่อแม่โลกุตระ โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ณ พุทธสถานปฐมอโศก

พ่อแม่โลกุตระ เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2537 โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ณ พุทธสถานปฐมอโศก

อาตมาก็ตั้งใจจะขยายความธรรมะที่เกี่ยวกับแม่ เกี่ยวกับพ่อที่มันเกิดจริงเป็นจริง เป็นตัวสภาวธรรมให้ฟัง ตั้งใจฟังดีๆ มันจะละเอียดลึกซึ้ง มันเป็นนามธรรมนะ มันเป็นสิ่งที่เกิดในตัวมนุษย์นี่ เราก็คงเคยได้ยินได้ฟังมาแล้วว่า ทรัพย์ของมนุษย์แท้ๆเลย เป็นทรัพย์ที่เราจะต้องสั่งสมแต่ละชาติๆ นี่ ทรัพย์ 4 ประการ ทรัพย์ 7 ประการมีอะไร อาตมาเคยสอน เคยแนะมาแล้วในเรื่องทรัพย์แท้ของมนุษย์ 4 ประการ คือ ศรัทธา ศีล จาคะ ปัญญา เคยอธิบายมาแล้วว่า อะไรเป็นแม่? อะไรเป็นพ่อ? ตกลงมาเริ่มต้นตัวนี้ก่อน ศีลเป็นแม่ ปัญญาเป็นพ่อ ศีลเป็นแม่อย่างไร? ศีลเป็นตัวที่กล่อมเกลาเลี้ยงดู ศีลเป็นตัวที่เป็นหลัก อยู่ใกล้อยู่ชิดตัวเรา ถ้าเผื่อว่าศีลห่างเรา เราก็จะไม่มีแม่ จำไว้ จะเป็นกำพร้านะ ไม่มีแม่ ไม่อบอุ่น ศีลจึงต้องอยู่ข้างตัวเรา ต้องรู้ว่าศีลคือหลักเกณฑ์ที่เราจะต้องมีเป็นเครื่องระลึกถึงว่าเราปฏิบัติตามขนาดนี้นะ ความหมายของศีล อธิศีล เอาเข้มขนาดไหน เคร่งขนาดไหน สูงขนาดไหน เราก็เอาตามภูมิของเราตามฐานะของเรา ซึ่งจะต้องตั้งตัวอยู่บนความลำบาก ต้องเคร่งพอสมควร ถ้าปฏิบัติศีลย่อๆหย่อนๆ แหยะๆเหยาะๆ ก็จะไม่เกิดอะไรขึ้นมาเลย เพราะพ่อกับแม่นี่จะทำให้เกิดลูก ลูกก็คือจาคะ ลูกคือผล ลูกคือเชื้อ ลูกคือส่วนที่จะต่อไปอีกๆๆ เพราะฉะนั้น ถ้าเราเกิดเป็นชีวิต ทำจาคะไม่ได้ แสดงว่าเราหมดพันธุ์แล้ว เป็นพวกด้วน จำพวกด้วน เป็นพวกไม่มีพันธุ์ จาคะนี่คือพันธุ์ จาคะนี่คือลูก จาคะนี่คือผล ศีลกับปัญญานี่จะทำให้ก่อเกิดลูกขึ้นมา เกิดลูกก็เกิดจาคะ เพราะฉะนั้น ถ้าเผื่อว่าผู้ใดป

อ่านต่อ

ฏิบัติศีลไม่เกิดจาคะ ไม่เกิดลูกซึ่งที่จริงก็คือเป็นพ่อพันธุ์ต่อไปนั้น เราจะต้องมีปัญญาของเรา มีญาณของเรารู้ว่า เรามีผลมั้ย เรามีจาคะมั้ย จะต้องมีปัญญารู้ว่าจาคะเกิดไหม เป็นจริงมั้ย มีผลออกมาไหม ในตัวเรานี่ เป็นจริงมั้ย มีผลออกมาไหม เพราะความจริงมันต้องตัวลูก ต้องมีตัวเชื้อ ถ้าไม่เช่นนั้นมันด้วนนะ มันไม่เจริญน่ะ ในจาคะนี่จะต้องเจริญ จะต้องเป็นผลที่จริงเป็นผลที่ดี ผลยิ่งมากขึ้น จาคะ ได้มากขึ้น มีการเสียสละ สลัดออก ปล่อยออกจริงๆ นี่เป็นทรัพย์แท้ๆของมนุษย์เลย ศีลเป็นทรัพย์ จาคะเป็นทรัพย์ ปัญญาเป็นทรัพย์ ให้เราต้องเห็นความจริงเหล่านี้จนเกิดศรัทธา ศรัทธานี่ก็เชื่อถือ จนกระทั่งปฏิบัติไปๆ เกิดผล เกิดความจริง เห็นผลว่าศีลนี่น่ะ ทำให้เราเกิดจาคะได้เพราะเราเองขัดเกลาๆ ก็ปล่อยก็วาง ก็ละ ก็จาง ก็ลด ก็สละออกด้วย ปัญญาก็จะต้องควบคุมเสมอเห็นเสมอแล้วปัญญาก็จะสูงขึ้นเรื่อยๆระลึกสูงขึ้นเรื่อยๆๆ ปัญญานั่นแหละจะก่อให้เกิดตัวพหูสูต หรือพหูสูต ก็ก่อให้เกิดปัญญา หรือตัวความรอบรู้ รู้จริงรู้ยิ่ง รู้จริงขึ้นไปเรื่อยๆ รู้เติมรู้เสริมขึ้นไปเรื่อยๆ และเราก็รู้เสริม รู้รอบ แล้วรู้สึกๆ รู้สึกหิริ รู้สึกโอตตัปปะ รู้สึกว่าละอายต่อบาป เกรงกลัวต่อบาป หิริละอายต่อบาป โอตตัปปะกลัวต่อความบาป หรือความไม่ดีไม่งาม เราจะรู้จักบาป ความไม่ดีไม่งาม รู้จักบุญ ความดี ความงาม แล้วเราจะต้องสะสมทรัพย์ ก็คือสะสมบุญ สะสมความดีความงาม สะสมความประเสริฐ สะสมสิ่งที่มันละลดโลภ โกรธ หลง จนเกิดความจริง ความละโลภได้ ละโกรธได้ ละหลงได้ เป็นคนที่จะต้องรู้จักว่าโลภคืออะไร? ละได้อย่างไร? สลัดออกได้อย่างไร? จางได้อย่างไร? ขัดเกลาออกอย่างไรได้? ต้องรู้ ต้องมีปัญญา ต้องมีความรอบรู้ นี่มารู้ เพราะฉะนั้น เมื่อเราเห็นว่า อันนี้เป็นสิ่งที่เป็นบาป เป็นสิ่งที่เห็นแก่ตัว เป็น สิ่งที่ยังเป็นโลภ เป็นสิ่งที่ยังเป็นโกรธอยู่ เห็นแล้วเราจะรู้สึกละอาย รู้สึกว่าเรายังมีสิ่งไม่ดีอยู่ เหมือนหญิงสาวที่ใบหน้ามีสิว มีฝ้า มีไฝ รู้สึกอายหน้าตัวเอง มีหิริ หนักเข้าก็กลัว ยิ่งสูงขึ้นแล้วมันก็จะกลัว ไม่อยากจะให้มีอันนี้ จะต้องจัดการแก้ไข ทำให้ตัวเองนี่สะอาดเรียบร้อย หรือสวยงามขึ้นมาให้ได้ เอาจริงเลย คนเกิดอาการที่เป็นโอตตัปปะ นี่ต้องเอาจริง จะต้องกลัวต่อบาป จะต้องกำจัดบาป จะต้องละบาป ที่มีในตัวลงมือทำจริงๆเลย เหล่านี้แหละศีลก็ดี ที่เป็นหลักเกณฑ์ ในการขัดเกลา ปัญญาเป็นตัวที่จะต้องแซมอยู่ตลอดเวลา แซมรู้แซมเห็นละเอียดลออไป จนกระทั่งรู้ปัญญาอันยิ่ง ปัญญาอันใหญ่ ปัญญามั่น ปัญญารู้แจ้งรู้จริง รู้ชัดรู้จบ จะเกิดขึ้นโตไปตามสภาวะของปัญญาหรือญาณทัส-สนวิเศษ จะเรียกญาณทัสสนวิเศษ หรือจะเรียก ปัญญาก็เหมือนกัน เป็นความเฉลียวฉลาด ที่รู้ความจริงตามความเป็นจริง จะเกิดการรู้เพิ่มเลยว่า เรามีหิริแล้วหรือยัง เราขี้เกียจก็ละอายต่อตัวเอง มันเห็นแก่ตัว ตัวขี้เกียจ นี่เราไม่ขยัน น่าละอาย เรายังมีอะไรด่างพร้อย ยังไม่ดี ยังไม่งาม ยังบกพร่องตรงนั้นตรงนี้ ละอาย แก้ไข ปรับปรุง ปรับปรุงให้บริบูรณ์ ปรับปรุงให้บริสุทธิ์ ปรับปรุงให้สวยงาม ปรับปรุงให้เจริญให้ดี เมื่อเกิดความจริงขึ้นมา เมื่อใดๆ เราก็จะเกิดศรัทธา เราจะเชื่อ เชื่อความจริงที่เราเป็นเรามี ศีลได้ผลอย่างไรเราก็จะเชื่อศีล ปัญญาความเฉลียวฉลาดสนับสนุนให้เราเจริญขึ้นอย่างไร จนกระทั่งเกิดผลจาคะ เกิดผลเป็นผลเป็นลูก เออ! เราสละออกเราสละได้ อัตตา สักกายะลงไป อาสวะละออกไป ปล่อยออกไป เลิกออกไป หลุดออกไป พ้นออกไป เราก็จะเห็นความจริง เป็นเพราะเราได้เชื่อถือ เชื่อฟัง ปฏิบัติตามคือเชื่อฟัง จนกระทั่งเชื่อมั่น เชื่อความจริง จริงๆ ถ้าเราแบ่ง 4 ตัวนี่ออกเป็นแม่กับพ่อ ศรัทธากับศีลก็เป็นแม่ จาคะกับปัญญาก็เป็นพ่อ ลูกนั่นแหละ จะไปเป็นพ่อ ลูกนั่นแหละจะไปเป็นเผ่าพันธุ์ ลูกนั่นแหละจะเป็นตัวตระกูลต่อไป เพราะฉะนั้นถ้าจาคะจริง จาคะดีก็เป็นพันธุ์ดี ระวังอย่าไปเป็นตัวเอาเปรียบ ตัว เห็นแก่ตัวเป็นพันธุ์ละ มันถ้าได้พันธุ์ที่ดี ตระกูลที่ดีเป็นตระกูลที่เจริญไปเรื่อยๆ มันก็จะต่อเนื่องขึ้นไป ศรัทธานี่ก็จะปักมั่น มันจะเชื่อ ความเชื่อน้ำหนักของความเชื่อ คุณรู้สึกบ้างไหม เชื่อตอนแรก เชื่อนิดหนึ่ง พอยิ่งพิสูจน์ไปแล้ว เชื่อมากขึ้น มันเชื่อ จนกระทั่งเด็ดเดี่ยวเลย เชื่อไม่มีการไถ่ถอน เชื่ออย่างเด็ดขาด ไม่มีเปลี่ยนแปลง หัวเด็ดตีนด้วนไม่เปลี่ยนแปลง เชื่อมั่น เหมือนอย่างอาตมานี่เชื่อมั่นว่า ทิศทางนี้เป็นทิศทางที่เจริญที่สุด มาทำอย่างนี้แหละ จะเกิดอีกกี่ชาติๆ ก็ไม่เปลี่ยนแปลง มันเชื่อมั่นเหลือเกินว่า ชีวิตที่ดีที่สุด เป็นอย่างนี้ ชีวิตที่สุขที่สุดอย่างนี้ เข้าใจโลกียสุข เข้าใจโลกุตรสุข เข้าใจเลย ว่าสภาพมันต่างกัน โลกียสุข ก็เคยผ่านมาแล้ว เสพสมสุขสม ได้สมใจเป็นสวรรค์ลวง เป็นเทวดาสมมติ ล้างกิเลสเหล่านั้นออกจริงๆ จนกระทั่งเกิดสงบระงับลง เป็นความสุขสงบ เป็นโลกุตรสุขเป็นสุขที่ไม่ต้องมีสุขมีทุกข์นั่นแหละเป็นอุเบกขานั่นแหละ สุขอย่างนี้วิเศษกว่า อาตมาว่า อาตมามีปัญญารู้แจ้งอาการอย่างนี้ อารมณ์ของสุขที่มันสงบ ระงับ กับอารมณ์เสพสมสุขสมน่ะ มีอัสสาทะ มีรสอร่อย มีอะไรต่ออะไรอย่างโลกๆ อย่างนี้ อาตมาว่าอาตมาทำให้เกิดความจริงอันนี้ขึ้นมาแล้วก็เปรียบเทียบ แล้วเราเลือกเอาโลกุตรสุข ก็เชื่อมั่นว่าโลกุตรสุขนี่ประเสริฐกว่า มีคุณค่ามากกว่า สบายกว่า ไม่เป็นภาระ ไม่เป็นเวรเป็นภัย ไม่เป็นวัฏสงสาร ถ้าโลกียสุขนี่ยังเป็นวัฏสงสาร ประเดี๋ยวก็อยากๆ แล้วก็เสพสุขๆ ประเดี๋ยวก็อยากใหม่แล้ว มันฟื้นขึ้นมาทุกที มันตายไม่สนิทหรอก เสร็จแล้วก็ไปหาให้มันเสพอีก ขึ้นสวรรค์หอฮ้ออีก เป็นสมมติสุข เป็นสมมุติเทพ เป็นเทวดาลวง เทวดาปลอม เสร็จแล้วประเดี๋ยวก็เทวดาก็ตกสวรรค์ใหม่ อยากอีก วนเวียนอยู่นั่นแหละ เป็นวัฏสงสาร วนไม่รู้จักจบ เป็นวัฏสงสาร อย่างนั้น เราก็รู้ เรามาเลิก แล้วก็ไม่เห็นมันด้อยตรงไหนนี่ ไม่ต้องมีอร่อย กินข้าวก็ไม่อร่อย เห็นคนสวยก็ไม่ต้องอยากเสพอยากรัก อยากใคร่อะไรเขา ไม่ต้องมีกาม ไม่เห็นด้อยตรงไหนเลย เขาว่ากามตายด้าน ไม่เห็นว่าจะต้องด้อยตรงไหนเลย อะไรอย่างนี้ เป็นต้น ไม่มีเงิน ไม่มีทอง เป็นคนยากเป็นคนจน เราไม่มีเงิน ไม่มีทอง แต่เราก็ไม่ใช่จนอย่างสิ้นไร้ไม้ตอก เราก็จนอย่างมีเกียรติ จนอย่างเรายิ่งใหญ่ จน อย่างไม่ได้เป็นทาสใคร จนก็ยังมีสมรรถภาพตัวเรา มีบุญเก่า มีพรรคพวก มีเพื่อนฝูง มีผู้ที่พึ่งพาอาศัยกันได้ ไม่กลัวตาย เพราะว่าของเราพรักพร้อมสมบูรณ์ วงจรของเราครบ พึ่งพาอาศัยกัน มีพี่มีน้อง มีบุญเก่า หรือว่าแม้ปัจจุบันนี่ เราก็ขยันหมั่นเพียร มีสมรรถภาพ พึ่งตัวเราเองก็ได้ หรือว่าพึ่งบุญเก่าก็ได้ พึ่งพี่น้องของเราก็ได้อย่างแท้จริง อย่างมั่นใจ อย่างเชื่อมั่นเลย พึ่งได้อย่างเชื่อมั่น ไม่ทุกข์เลย ไม่มีเงินไม่มีทอง เป็นคนจนก็ไม่กลัว ไม่ทุกข์จริงๆ อยู่ในระบบของโลกนี่ เขาจะต้องร่ำต้องรวย นั่นแหละเห็นความมีปัญญาญาณ เห็นซ้อนด้วยซ้ำไปว่า คนรวยๆนั่นแหละอยู่ลำบากๆ ลำบากกว่าเรา และรวยนั่นเรารู้ชัดอยู่แล้วว่า มันไม่มีค่า เพราะว่ารวยนี่ไปกอบโกยเอาของเขา มาเป็นการเอามา กอบโกยมา และจะเกิดปัญญา เกิดความรู้ในอภิธรรม รู้จักว่าอะไรดีกว่า อะไรไม่ดีกว่า รู้จักกรรม รู้จักบาป รู้จักบุญ มีปัญญารู้บาป รู้บาป แล้วเชื่อบาป เชื่อบุญ เชื่อกรรม มีกัมมสัทธา มีวิ-ปากสัทธา เชื่อในกรรม เชื่อในวิปาก เชื่อในกัมมัสสกตาสัทธา เชื่อในกรรมเป็นของๆตน เชื่อบาปบุญเป็นของๆตน ตนทำเอาเอง ตนก็ได้บาป ตนก็ได้บุญ เป็นทรัพย์ เชื่อ มีศรัทธาจริงๆเป็นทรัพย์ เป็นความจริงของจิตวิญญาณของเรา ศรัทธาก็คือตัวอาการของจิต จิตใจของเรานี่มีอาการศรัทธา ไม่มีใครไปบังคับกันหรอก และไปบังคับให้เชื่อไม่ได้ เราเชื่อเพราะเราเห็นอย่างนี้ เราเชื่อบาปคืออะไร เราก็เชื่อ เออ มีบาปแล้ว เราไม่เอาแล้วบาป พระพุทธเจ้าท่านให้เลิกบาป สัพพปาปัสสะ ปาปะก็คือ บาป สัพพปาปัสสะ ก็คือบาป บาปทั้งปวง อกรณัง เรางดได้ เราหยุดทำไม่มีอีก อิริยาบถไม่มีการ กระทำอาการของบาปอีกเลย อาการบาปเป็นอย่างไร ทางกาย ทางวาจา หรือแม้แต่อาการเกิดทางใจ ในใจ ก็เกิดอาการบาป อาการไปชังคนนั้น ไม่ชอบคนนี้ อาการบาปทั้งนั้นแหละ รู้จักบาปบ้างไหม นั่นไม่ใช่อาการเจริญของจิต อย่าว่าแต่ชังเลย แม้แต่รักทางกาม นี่ก็บาป ไปรักทางกามนี่ก็บาป แล้วนี่ชั้นสูงขึ้นแล้ว เพราะฉะนั้น เราในฐานะเป็นพระพรหม หน้าที่พรหมผู้มีพรหมจรรย์ ไม่ต้องไปทำหน้าที่สมสู่หรอก ปล่อยให้พวกชั้นต่ำเขาทำ คนชั้นสูง ชั้นพรหมไม่สมสู่แล้ว ปล่อยให้พวกขั้นสมมติเทพ เทพชั้นต่ำเขาทำ ถ้าเทพชั้นอุบัติเทพ วิสุทธิเทพ เป็นเทพชั้นสูง เป็นพรหมแล้ว ไม่ต้องมีก็ได้ ไม่ได้ด้อยอะไร เราไม่แต่งงานเราก็ไม่ใช่ด้อย เราไม่มีกามก็ไม่ใช่ด้อย เราเป็นคนจนก็ไม่ใช่เป็นคนด้อยอะไร เราเป็นคนไม่ได้ไปติดไปยึด ไม่ต้องไปมีความสนุกมาบำเรอ ไม่ต้องไปมีความเพลิดเพลินเจริญใจ ไม่ต้องไปเที่ยวได้หาความเพลิดเพลินเจริญใจมาบำเรอ เราก็เพลิดเพลินของเราได้ มีฉันทะ มีความพอใจ มีความยินดี มีความสดชื่น เบิกบานร่าเริงได้ ด้วยสิ่งที่เป็นสาระด้วย เพราะฉะนั้น ถ้าเผื่อว่าเราเข้าใจ ถ้าเราเห็นสภาวะเหล่านี้จริงๆแล้วเราก็ศรัทธาจริง สั่งสมได้ทรัพย์ ได้ศรัทธา ได้เชื่อ คุณจะเชื่อเพราะคุณได้พิสูจน์เพราะฉะนั้น สั่งสมศรัทธานี่เป็นการสั่งสมรวมกันไปหมดศรัทธาก็ต้องมีปัญญาประกอบเพราะศรัทธาที่ไม่มีปัญญานี่งมงาย ศรัทธานี้เหมือนแม่ ศรัทธาที่ไม่มีพ่อกำกับงมงายย้ำนะ ศรัทธาต้องมีพ่อมีปัญญากำกับเสมอ แล้วปัญญานี่จะแทรกอยู่ตลอดเวลา และมันจะเกิดจริงเป็นจริง คนเราศรัทธาอย่างไรก็จะเป็นศรัทธาอย่างนั้น มันเป็นสมบัติของแต่ละคน ในโลกเขาเข้าใจว่า การล่าลาภ ล่ายศ การได้เสพโลกียสุขนี่แหละ สุขด้วยอะไร เสพสมสุขสมด้วยทางอะไรก็แล้วแต่เถอะ ได้เสพทางหู ทางตา ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ได้เสพกาม ได้เสพเพราะว่าเราได้ลาภสมใจก็เป็นสุข ได้ยศมาสมใจก็เป็นสุข ได้สรรเสริญเยินยอมาเป็นสุข ได้นึกได้คิดฝันอะไรต่ออะไรของเราเพ้อเจ้อไป ฝันอย่างโน้น ได้อย่างนี้ อย่างโน้นอย่างนี้ คงเป็นสุข เป็นภพเป็นชาติปั้นขึ้นไป เออ ได้ทำอย่างนี้แหละสมใจ นั่งปั้นไป เออได้อย่างนี้แหละสมใจ เป็นสุข เป็นภวตัณหา ไม่ต้องไปแย่งชิงด้วยนะ นี่เป็นภพของคนบ้า ชอบปั้น ชอบสร้างวิมานไปเป็นสุข มันก็เป็นจริงของคนที่เชื่ออย่างนั้น ทำอย่างนั้น ถ้าเรามาเรียนรู้แล้วจริงก็เลิกละ เสพกาม เสพภพก็ไม่เสพ กามไม่เสพ ภพก็ไม่เสพ แต่เรารู้ว่าเราต้องทำความจริง ถ้าเราสร้างสรร ถ้าเราคิดนึก เหมือนกับเป็นภวตัณหานี่แหละ แต่วิภว- ตัณหาตรงที่ว่าเราสร้างแต่สิ่งที่ดีที่งาม เป็นประโยชน์ ไม่ใช่คิดสร้างบ้าๆบอๆ คิดอย่างนี้แล้วก็ทำพิสูจน์ ลงมือสร้างเลย ลงมือพิสูจน์เกิดให้จริงเป็นจริง เราจะขยัน เราจะสร้างอะไร คิดได้ก็ทำขึ้นมาให้ได้ แล้วก็จะเป็นประโยชน์ให้คนได้ใช้ได้สอย คิดจะสร้างไมค์โครโฟนก็สร้าง คิดจะสร้างกสิกรรม คิดจะสร้างวิศวกรรม อย่างนั้น อย่างนี้ คิดจะสร้างอะไรขึ้นมาก็เป็นสิ่งที่มีคุณค่า มีประโยชน์ต่อมนุษย์ ไม่ใช่สร้างมามอมเมา ไม่ใช่สร้างมาเป็นพิษเป็นภัย ไม่ใช่สร้างมาหลอกกัน แล้วให้ติดหลง อย่างเช่นคนในสังคมสร้างไอ้โน่น ไอ้นี่มาให้คนติดคนหลง สร้างรูป สร้างแบบ สร้างสภาพนั้นสภาพนี้ขึ้นมาแล้วให้คนหลงมัวหลงเมาหลงติดหลงยึด ได้มาแล้วก็อร่อยสมใจ ได้อย่างที่เขาว่า ที่เขาโฆษณาเขาชี้ชวนให้ตัวเราเอง อุปาทานไปหลงติด หลงยึดตามที่เขาว่า เชื่อเขาซอกๆ แล้วก็หลงว่าเป็นสุข เป็นสุขัลลิกะ สุขหลอกๆอยู่นั่นแหละ โอ๋ย จริงเหลือเกิน และมันจะรู้สึกจริงๆเลย อย่างที่เราเคยถูกหลอกบ้าๆ บอๆมา โอ๊ย ถ้าไม่ได้แต่งเนื้อแต่งตัว มันไม่สุขเลย ต้องแต่งเนื้อแต่งตัวดูมันสุขจริงเชียว ผู้หญิงนี่ชอบนักอย่างนี้เป็นต้น ผู้ชายนี่จะต้องเต๊ะท่าอย่างโน้นอย่างนี้ ได้สุขเหลือเกิน แหม เดี๋ยวนี้ บ้าๆบอๆ ถ้าเป็นผู้ชาย ได้ใส่ตุ้มหูข้างหนึ่ง นี่มันเท่ไม่เบาเลยนะ มันสุขเหลือเกินเดี๋ยวนี้มันบ้าๆบอๆ ไปกันหมด บ้าบวมกันไป โฆษณากันไปเรื่อยๆ เพลงไอ้หนุ่มผมยาวดัง ก็ต้องไว้ผมยาว แหม ทำทุเรศจริงๆ แล้วก็เชื่อตามเขาไปนะเป็นสุข มันเท่เหลือเกิน ผู้หญิงก็ชอบแต่ง ผู้ชายก็บ้าเท่โอ้โฮ ยกย่องกันเหลือเกิน มันก็หลงสมมติไป เชื่อตามเขาเลยนะ เชื่อจริงๆ มีอาการในใจเลยนะ ว่าเป็นสุขจริงๆนั่นแหละ มันก็ปั้นขึ้นมา สร้างขึ้นมา หลงขึ้นมา และเป็นจริงเป็นจังเหลือเกิน ถ้าไม่ได้บางทีจะเป็นจะตายเอาแน่ะ ถึงตายเลยก็ได้นะ ถ้ามันติดมันยึดจริงๆ ดังใจอยากตายได้จริงๆ ไม่ได้สม ไม่ได้สม ถ้าเผื่อว่า เรามาเรียนรู้อุปาทาน มาเรียนรู้สิ่งที่สมมติกันขึ้นมา สร้างกันขึ้นมาให้คนติด คนหลงหล่านี้ มาเรียนรู้ได้แล้ว ก็ล้างเลิกความหลอกมีปัญญารู้แจ้งความจริง จนกระทั่งพิสูจน์แล้วว่า เออ ไม่มีเหล่านี้ก็ไม่เป็นไร สิ่งอะไรที่เป็นสาระที่เราจะมีจะสร้าง แม้สาระเราก็ยังไม่ติด ไม่หลงอีก แต่เราก็อยู่กับสาระ สร้างสาระ มีคุณค่า ประโยชน์กับสาระ มีชีวิต มีฝีมือ มีความคิด มีแรงงาน เราก็สร้างสาระ นี่ขึ้นมา ให้เราได้พึ่งพาอาศัย ได้พึ่งอาศัย อย่างไม่เป็นหนี้ เพราะเราสร้าง สร้างข้าวมากิน สร้างเครื่องอุปโภคบริโภคมาใช้มาสอย สร้างความรู้ ถ้าเรามีความรู้จริงๆ มีความรู้อันวิเศษ เป็นญาณทัสสนวิเศษ ความรู้โลก รู้สภาพ อะไรๆรอบรู้ อย่างอาตมานี่ไม่ได้เรียนอะไรมามาก แต่อาตมาว่าอาตมารอบรู้อะไรหลายอย่างขยายความอยู่นี่ ไม่ได้ไปอ่านตำรับตำราอะไรมานักหนาหรอก อ่านเหมือนกัน อ่านบ้าง ได้นิดได้หน่อย มาเสริมเป็นข้อมูลได้เข้าใจลึกเสียด้วยซ้ำ เข้าใจลึกกว่าที่เขาให้ข้อมูลมาด้วยซ้ำ เอามาประกอบแล้วโอ้โฮ มันทะลุปรุโปร่งไปหมดเลย ได้ข้อมูลอะไรมานิดมาหน่อย มันรู้สึกว่า ไอ้นี่ช่วยให้เราอื้อหือ มันทำให้เราเข้าใจลึกๆ ทะลุทะลวงไปอีกเยอะแยะเลย ก็เอามาบอกคุณก็เอามาเล่าให้คุณฟังได้ ก็มาจากสิ่งที่มันมีอยู่ ได้มามันก็เป็นทรัพย์ เพราะได้สั่งสมสิ่งนี้มาเป็นทุนอยู่ในตัว ทุนพวกนี้มันต่อดอกต่อผลได้เก่งนะ ขยายได้มากมาย มันได้มาโดยไม่ใช่แกล้ง มันได้เพราะเรามีทุนที่แท้ และเราได้สั่งสมไว้ อยู่ดีๆคนเราได้มาเองง่ายๆฟลุ้กๆ มันก็ดีน่ะซิ ความจริงมันไม่มีอะไรเกิดมาฟรีๆหรอก มันก็ได้มาเพราะเราสั่งสม เสร็จแล้วมันก็ตกๆหล่นๆ ได้มา รักษาหอบไว้ อุตส่าห์ไว้เป็นทรัพย์ยังไม่ค่อยได้หมดเลย ลืม นี่ลืมเสียแยะนะนี่ หล่นซะแยะเลย แต่ขนาดนั้น มันก็ยังเหลือแยะเหมือนกัน เพราะสั่งสมแยะ ไม่ได้เรียนหรอก ชาตินี้อาตมาไม่ได้เรียนกะเขาหรอก ไม่ได้ไปนั่งให้เขาสอนหรอก แต่มันก็มีสมบัติ สมบัติเหล่านี้สั่งสมมา แล้วมันก็ติดตัวเรา เป็นของเรา นี่ทรัพย์แท้ๆ พวกนี้นี่ เราต้องเข้าใจเราต้องเรียนรู้ พิสูจน์ความจริงให้ได้ เกิดมาเป็นชีวิตกี่ชาติก็แล้วแต่ ถ้าคุณจำได้จำไว้นะ ในชาติหน้าอย่าให้ถูกเขาล่อเขาหลอกไป แล้วหลงไปเป็นโลก ไปตกหล่มตกหลุมอีก แทนที่จะได้สร้างบุญบารมีต่อ นี่กินบุญเก่าไปกินไปๆ อ้าว! หมดบุญก็ไปเลอะๆเทอะๆอีก เละๆ เทะๆ ได้อะไรต่ออะไรมาเสริม ได้ขี้ขยะ ได้กิเลส ได้หนี้ ได้บาปเข้าไปเยอะแยะอีก อย่างนี้แหละ คนเรามันไม่เที่ยงแท้ มันมีหลุมๆ บ่อๆ มันเป็นเหมือนหลุมๆบ่อๆ เอาตอนนี้ ขึ้นได้พักหนึ่ง เอ๊า ตกหลุมอีกแล้ว ถ้าแน่ใจว่ามันดี พยายามพากเพียรมันจะได้ขึ้นจากหลุมไปได้มากขึ้น ไม่งั้นก็ตกอย่างนี้ ขึ้นๆ ตกๆ ไม่แน่ ไม่นอน ไม่เที่ยงไม่แท้ ทำจนกระทั่งขึ้นจากบ่อไม่ตกบ่อกัน จะตกสักทีก็นานๆ ตกหลุมไปหน่อย ตกหลุมอากาศ นิดๆหน่อยๆขึ้นได้ไว ขึ้นได้เร็วขึ้นเรื่อยๆ นั่นคือสะสมทรัพย์สะสมความจริง เพราะฉะนั้นในตัวของเรานี่ เราเข้าใจสภาพที่เอามาเทียบ เอามาอธิบายให้ฟังว่าอย่างนี้ เราเรียกลักษณะว่าแม่อย่างนี้ เราเรียกลักษณะว่าพ่อ อย่างนี้เราเรียกลักษณะว่าลูกอย่างนี้ หรือจะเรียกว่าทรัพย์ ที่จริงต้องมีสิ่งเหล่านี้หมดนั่นแหละเป็นทรัพย์เป็นสมบัติ สมบัติที่พวกคุณจะสั่งสม เกิดมาเป็นมนุษยชาติวนเวียนอยู่นี่ พบศาสนาพระพุทธเจ้าแล้วเชื่อไหมล่ะ ตถาคตโพธิสัทธาเชื่อคำสอนของท่านไหม คำอธิบายคำขยายความ ความรู้ท่านก็อธิบายเอาไว้มากมาย อาตมาก็เรียนรู้ตามเชื่อตาม เอามาขยายตาม บอกให้คุณฟังตาม ใครเชื่อก็มาเอาตามกันอีก กลายเป็นขบวนการ เป็นลูกเป็นหลาน ต่อทอดกันไปเรื่อยๆ เชื่ออย่างพระพุทธเจ้า แล้วก็มาเป็นอย่างพระพุทธเจ้าพาเป็น เป็นพ่อเป็นแม่แบบโลกๆนั่น เป็นมาตั้งแต่เป็นเดรัจฉานโน่นหรือไม่จริง เป็นเดรัจฉานมาไม่รู้กี่ชาติ ก็เคยเป็นพ่อแม่อย่างสมสู่นั่นน่ะ แล้วก็มีลูกมีเต้าแบบนั้นเป็นวักเป็นเวรกันไปไม่รู้กี่ชาติต่อกี่ชาติ เป็นมาแล้วทุกคน เลื่อนชั้นขึ้นมาเป็นสัตว์สูง มนุสโส สัตว์ชั้นสูง ไม่ต้องไปเป็นหรอก พ่อแม่อย่างนั้นน่ะ มีสัมมาทิฐิให้ได้แม่ๆว่า พ่อมี แม่มี นี่มันมีจริงๆ และมีพ่อแม่แม่ที่วิเศษอย่างนี้ มิจฉาทิฐิ 10 หรือสัมมาทิฐิ 10 ในข้อที่ว่าพ่อก็มี แม่ก็มี เออ ก็คิดเห็นทฤษฎีของความเป็นแม่ ทฤษฎีของความเป็นพ่อ นี่บรรยายทฤษฎีของความเป็นแม่เป็นพ่อ และไม่ใช่ทฤษฎีความเป็นแม่เป็นพ่อแบบแค่ไปสมสู่แล้ว ก็นั่นไม่ต้องเรียนมากหรอก ไอ้อย่างนั้นพวกเรา สัญชาตญาณเก่ามีมาอยู่แล้ว เป็นได้อยู่แล้ว ไม่ต้องไปมีอะไรมากอย่างนั้น แต่พ่อแม่อย่างนี้ต้องเรียนรู้ และต้องเกิดเป็นพ่อเป็นแม่ชนิดนี้ ต้องมีทฤษฎีให้เกิดแม่เกิดพ่อชนิดนี้ เกิดสัตตาโอปปาติกา เกิดทางโอปปาติกะ เกิดทางวิญญาณ ก็ลูกทางวิญญาณขึ้นมาให้ได้ พ่อมีแม่มี โอปปาติกามีนี่หมู่หนึ่ง ทานมีผล สังเวยมีผล การบวงสรวงมีผล นี่หมู่หนึ่ง ต่อมาก็โลกนี้มี โลกหน้ามี กรรมวิบากมีผล นี่แหละอีกหมู่หนึ่ง หมู่ที่สาม 9 แล้ว อันสุดท้าย ก็สมณพราหมณัง เพราะฉะนั้นเราจะต้องเรียนรู้ ความลึกซึ้งพวกนี้แม่ว่าแม่อย่างไร คราวนี้เราไม่เป็นแล้ว แม่อย่างนั้นพอที เลื่อนชั้นขึ้นมาเป็นแม่เป็นพ่อชนิดเป็นพรหม พ่อแม่ชนิดเป็นเทวดา ไม่ใช่พ่อแม่ในทางเป็นมนุษย์คนโลกๆ ปุถุชนอยู่อย่างนั้นพอแล้ว จบเสียที พระพุทธเจ้าไม่ให้เก็บบาป เก็บกิเลสไว้ ท่านให้ล้างกิเลส ล้างบาปออก เหลือแต่บุญ มีแต่บุญ เสร็จแล้วเราเป็นคนมีบุญ มีจาคะ มีการเสียสละ มีการขยันหมั่นเพียร มีการสร้างสรร มีฝีมือความสามารถสร้างได้เลย ได้ดี ได้มาก มีแต่ความดีมาก สิ่งที่เราเสียสละ สิ่งที่ได้คือสิ่งที่เราเสียไปให้ไป นี่มันลึกซึ้งขึ้นมาอย่างนี้ คุณฟังให้เป็นได้ก็คือเราได้สละได้จาคะ นี่แหละเราได้ต่อเผ่าต่อพันธุ์ต่อไป อีกกี่ชาติๆเราก็สร้างเผ่าสร้างอันนี้ สร้างผู้เสียสละนี่แหละ นี่คือยอดแห่งลูก หรือยอดแห่งเชื้อพันธุ์ที่ต้องมีลงไปในสังคมมนุษย์ สัตว์สูงประเภทที่มีความสูง มนุสโส สัตว์ที่มีจิตใจสูง มีจิตใจวิเศษ เป็นสัตว์โลกที่วิเศษ เป็นสัตว์โลกที่ประเสริฐที่สูงก็สร้างสรรเสียสละ ไม่เห็นแก่ตัว เป็นคนมีความสามารถ มีฝีมือ มีความรอบรู้ รู้ในโลกวิทู พหูสูต รู้ในโลกว่าอะไรเป็นอย่างไร ช่วยเขาอยู่ด้วยความจริงใจ คุณจะเกิดมาอีกกี่ชาติๆ คุณก็เกิดมาสร้าง เราก็เป็นคนมีสมบัติดี มีมากมายก็ไม่ติดในสมบัติว่าเป็นของเราซ้อนถึงขนาดนั้นมีบุญมากมายก็ไม่ต้องไปติดไปหลงบุญ ว่านี่เป็นบุญของเรา เราสร้างแต่บุญ สร้างแต่กุศล มีทั้งบุญ ทั้งกุศล สมบัติก็เยอะ เพราะเรามีจาคะ มีบุญ มีแต่ส่วนที่เป็นคุณค่าประโยชน์ให้แก่ผู้อื่น ก็ไม่หลงในประโยชน์ ไม่หลงบุญคุณ ไม่ไปทวงบุญทวงคุณ ไม่ไปยึดว่าเป็นเราเป็นของเรา แต่มันก็เป็นของเรา เป็นกัมมปฏิสรโณ เป็นเครื่องได้อาศัย ถ้าเผื่อว่าเรายังไม่ปรินิพพาน ก็จะพาเราเกิด บุญพาเราเกิด ดีไหมล่ะ แล้วบาปมันพาเราเกิดมันจะดีไหม มันก็พาไปเกิดนรกเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นคุณมีทรัพย์ มีสิ่งนี้เป็นสิ่งพาเกิด กัมมโยนิ มีกุศลกัมมโยนิ มีกรรมที่เป็นกุศลพาเกิดๆ มาแล้วก็มาสร้างเผ่าสร้างพันธุ์ กัมมพันธุ คุณเองคุณรับมรดก ก็คือของคุณรับมาแล้ว ก็ต่อเผ่าต่อพันธุ์พัฒนาขึ้นไปอีกขึ้นไปเรื่อยๆ กัมมพันธุ สั่งสมกรรมพันธุ์อยู่เรื่อยๆ สั่งสมสิ่งที่เป็นความสามารถความรู้รอบรู้โลกรู้ทุกอย่างเข้าใจบาป เข้าใจบุญที่ลึกซึ้งขึ้นไปอีก เข้าใจคุณค่าของมนุษย์ชาติและมีสมรรถภาพของมนุษย์ชาติขึ้นไปอีก เป็นกัมมพันธุ และเราก็ได้อาศัยกัมม-ปฏิสรโณ ได้พึ่งพาอาศัยเพราะกรรมที่เราสั่งสมหรือสมบัติที่เราสั่งสม กรรมเป็นทรัพย์ที่คุณเชื่อว่ากรรมเป็นทรัพย์ เพราะคุณรู้คุณมีปัญญารู้ และคุณก็เชื่อ เชื่อเป็นทรัพย์ ศรัทธาก็เป็นทรัพย์ ทรัพย์ที่กรรมของเรา พอสุดท้ายก็กัมมสัจจะ กรรมเป็นทรัพย์ที่แท้ กรรมเป็นมรดก กัมมทายาโท คุณก็รับมรดกของกรรมนั่นแหละ สุดท้ายสั่งสมลงเป็นกรรม เพราะฉะนั้น จะไปไหนมาไหน จะเป็นอะไรต่ออะไร ก็อยู่กับกรรมไปกับกรรม ตนหรือตัวเรายังไม่ปรินิพพานตราบใดกรรมก็เป็นของๆตน กรรมเป็นทายาทไปกับมรดกนี้ มันก็ พาเกิดอยู่ก็เป็นเผ่าเป็นพันธุ์ของคุณนั่นแหละ คุณได้กรรมขนาดไหน ก็เป็นเผ่านั้นๆ ถ้าคุณได้สั่งสมกรรมเผ่ายักษ์ พันธุยักษ์ มันก็เกิดมาเป็นยักษ์ คุณสั่งสมเผ่าพันธุ์ของคุณมาในตัวคุณมีกรรมที่เต็มไปด้วยราคะ เต็มไปด้วยความโลภ เกิดมากก็เป็นนักราคะ นักโลภ นักล่ากาม ศัตรูแยะนะนักล่ากามนี่ เดี๋ยวนี้เป็นเอดส์ด้วย เอาไหม เหล่านี้มันก็เป็นพันธุ์ของคุณ คุณฆ่าพันธุ์นี้ทิ้งไป ไม่มีพันธุ์นี้ เสียดายไหม มันจะหมดกามเสียดายไหม มันจะหมดโกรธเสียดายไหม คุณเชื่อไหมล่ะวัฏสงสารนี้มันวนเวียนอยู่อย่างนี้แหละ และจะวนเวียนไปอีกร้อยกี่พันกี่แสนกี่หมื่นกี่แสนกี่ล้านๆชาติ จะเวียนไปอีกกี่ล้านชาติ มันก็อยู่อย่างนี้สุขๆ ทุกข์ๆ ลงนรก ขึ้นสวรรค์เจ็บปวดไม่รู้แล้ว ยิ่งโง่เง่า จองเวรจองกรรม ไปรักผูกพันก็จองเวร ไปโกรธไปเคืองไปพยาบาทก็จองเวร จองกันอยู่นั่นแหละ ฆ่ากันด้วยมีดหอกดาบ ฆ่ากันด้วยอาวุธเจ็บปวด ฆ่ากันด้วยเกสรดอกไม้ ฆ่าแกงกันอยู่นั่นแหละ สองด้านนี้เท่านั้นแหละ หยุด พอทีเถอะ ถ้าเราหยุดได้จริงๆ ไม่ต้องมาจองเวรจองกรรม ไม่ต้องมาฆ่า มาแกง มาอะไรกันอย่างที่ว่านี้ ชีวิตของเราก็จะประเสริฐ อยากจะเกิดเป็นมนุษย์อีก ก็เป็นมนุษย์สูง เป็นพ่อแม่ชนิดเป็นพระพรหม อย่างพระพุทธเจ้า พ่อแม่อย่างเดรัจฉานพ่อแม่อย่างปุถุชน เลิกทีเถอะ มาเป็นพ่อแม่ชนิดใหม่ เห็นความเป็นพ่อเป็นแม่ที่จริงที่วิเศษกว่ากันขึ้นมาบ้างไหม อาตมายืนหยัดยืนยันว่าเป็นพ่อจริงๆ เป็นพ่อประเสริฐกว่า เป็นพ่อทางนามธรรม ทางโอปปาติกะนี่ เป็นพ่อทางจิตวิญญาณ นี่ไม่อยากเป็นหรือ เป็นพ่อเป็นแม่อย่างนั้น เป็นมาทำไมกัน เป็นมาไม่รู้กี่ล้านชาติแล้ว พอทีเถอะ โอ้ย น่าเบื่อ เป็นพ่อเป็นแม่อย่างพระอริยสาวก พระพุทธเจ้าแม้ยาก ก็เอา มันดีนะ ไม่เอาก็ไป เอาหรือไม่เอาล่ะ ถ้าเอาอย่าบ่นๆ นี่ มันเจริญขึ้นมาในระดับความเป็นพ่อเป็นแม่ คุณเคยได้ยินที่ไหนบ้าง ที่อธิบายเรื่องพ่อมีแม่มีชัดเจนให้คุณฟังอย่างนี้ คุณเห็นที่ไหน มีอาจารย์คนไหนอธิบายให้คุณฟัง นักการศาสนาพุทธนี่แหละ ไม่ต้องว่าศาสนาอื่น ศาสนาอื่

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน