370128 ตบะแตกของนักธรรม 3 ชนิด ตอน 2 โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ณ สันติอโศก.docx
เนื้อหาในไฟล์
370128 ตบะแตกของนักธรรม 3 ชนิด ตอนที่ 2/2 โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ณ สันติอโศก สารบัญ | ภาคผนวก | หมายเหตุท้ายบทความ
ตบะแตกของนักธรรม 3 ชนิด ตอน 2/2 โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ทำวัตรเช้า วันที่ 2 8 มกราคม 2537 ณ สันติอโศก
นับวันอาตมายิ่งเห็นว่า พวกเรานี่นะ มีบุญนะ สังคมทุกวันนี้มันบอกค่า มันบอกค่าของความเป็น บอกค่าของความเป็นอยู่ บอกค่าของความเป็นไป ถ้าใครมีดวงตาหรือว่ามีปัญญานี่จะมองออก จะมองเห็นว่าสังคมนี่ มันก็เป็นไปให้เรารู้ เป็นไปให้เราเห็นอยู่ว่า มันเป็นไปอย่างไร สังคมโลกโลกียะทุกวันนี้ : ถ้ายิ่งเรามีญาณปัญญาที่ชัดเจนในโลกุตระ เห็นรู้ชัดว่าโลกียะเป็นอย่างนั้น ดำเนินไปอย่างนั้น ครรลองของโลกียะก็เป็นอย่างนั้น ๆ ส่วนครรลองของโลกุตระก็ดำเนินไป เป็นไป ก็เป็นอยู่อย่างนั้น ๆ ถ้าคุณแยกหรือว่าเห็นความต่างระหว่างครรลองของโลกียะกับครรลองของโลกุตระนี่ออกชัดเจน ก็ยิ่งจะเห็นชัดยิ่งขึ้น เพราะว่ามันดำเนินไปอยู่ โลกียะ มันทุกข์ลงไปทุกวัน และมันก็เลวร้าย : อย่างโลกเขาเป็นไป โลกียะเขาเป็นไป ดำเนินไป มันก็เป็นไปให้เราเห็นเป็นกระแสของความจริงที่เกิดอยู่ เป็นอยู่ ดำเนินไปอยู่ มันทุกข์ลงไปทุกวัน และมันก็เลวร้าย แย่งชิง ทะเลาะวิวาท เป็นโทสมูล ใช้เล่ ใช้เหลี่ยม ใช้กลยุทธกลเม็ดใช้ เอาความชนะคะคาน เห็นแก่ตัว เห็นแก่ได้ ไม่ยอม ไม่หยุด ไม่ยั้ง ฝังหรือว่าสั่งสมอำนาจบาตรใหญ่ทรัพย์สฤงคาร ไม่รู้จักจบ ไม่รู้จักสิ้น ตลบตะแลง หรือให้ชัด ๆ ก็คือ ตอแหล บอกจะขึ้นไปช่วยประชาชน จะไปช่วยประเทศชาติ จะไปสร้างสรร จะไปเสียสละ อะไรก็แล้วแต่ พูดไป แสดงออกเหมือนกับอย่างฉันจะทำอะไรช่วยโลก ช่วยชาติ ช่วยอะไรจริง ๆ เสร็จแล้วไม่จริง พูดนั่นเพราะ พูดนั่นดี แต่พฤติกรรมก็ตาม หรือแม้แต่โวหารภาษาก็
อ่านต่อ
ตาม ก็จับได้ เห็นได้ว่า มันไม่จริง มีแต่หลอกลวงนะ ยึดติดอำนาจบาตรใหญ่ ยึดติดลาภ ยศ สรรเสริญ ยึดติดโลกียะอยู่อย่างนี้ เห็นยิ่งชัดเจน โลกุตระทวนกระแสโลกโลกียะ : ถ้าใครยิ่งมีญาณในดวงตาทางโลกุตระ ซึ่งมันทวนกระแสกันกับโลกโลกียะ มันเข้าใจว่า เออ ไอ้การที่ยังหลงใหลได้ปลึ้ม หรือว่ายังมีแง่มีเชิงที่จะและเล็มเรียบเคียง เพื่อที่จะใช้กลเชิงความเฉลียวฉลาด เอามาแสดงออกทางพฤติกรรมทางกาย วาจา แม้เรามองกาย มองวาจา มองพฤติกรรมทางกายกรรม วจีกรรมนี้ ก็พอมองออก ถ้ายิ่งมีญาณลึก ยิ่งเข้าใจถึงที่มันมีเชิงชั้นที่ซับซ้อน สามารถจะรู้ได้ รู้ทัน มีพหูสูตร มีญาณปัญญา มีความเฉลียวฉลาด สังคมทุกวันนี้ ไปไม่รอด เพราะมิจฉาทิฏฐิ : สังคมทุกวันนี้มันจึงบอกค่าของสังคมอยู่ตลอดเวลาเลยว่า มันเป็นไปไม่รอด อาตมาเห็นความเป็นจริงของระบบ ระบบวิธีที่มันเกิดมาจากความเห็น เกิดมาจากทิฏฐิ เมื่อทิฏฐิเป็นอย่างไร มันก็เป็นประธาน ตามที่พระพุทธเจ้าท่านสอนเราไว้นะ มันไม่ผิดเพี้ยนไปจากทฤษฎีเอกของพระพุทธเจ้าสอนไว้เลย เมื่อทิฏฐิเป็นอย่างไร ความพยายาม ความมีสติ มีความรู้ตัว มีความระลึกได้ในตัวเอง มันก็จะระลึกและมันก็จะเป็นสติ และก็ต่อจากสติก็เป็นสัมปชัญญะ ปัญญา ตามที่ตัวเองมีปัญญาหรือมีความเฉลียวฉลาดที่สุด และตัวนั้นแหละมาเป็นตัวบ่งการ อย่างคนไม่เชื่อว่าเรามาจนนี่ เราก็ยิ่งสบาย เบา เรียบง่าย จนได้ วาง ปลดปล่อย ไม่ต้องหวงต้องแหน และก็มั่นใจในตัวเองว่า ตัวเองมีชีวิตอยู่ได้นี่ก็มีประโยชน์ มีคุณค่า มีคุณค่าจริง ๆ มีประโยชน์จริง ๆ มีประโยชน์จนกระทั่งคนอื่นเขาก็จะต้องยอมรับว่าเรามีประโยชน์ เพราะเรา ถ้าประโยชน์มันยังไม่พอ ทำดียังไม่มากพอ เราก็ทำดีเพิ่มขึ้น ขยันหมั่นเพียร อดทน เสียสละเพิ่มขึ้น ด้วยความจริงใจจริงจัง คนก็ต้องเห็น ต้องรู้ ต้องยอมรับเองแหละ เข้าใจได้ และมันก็ยังจะมีเชิงซ้อน เชิงแฝงในเชิงฉลาดแบบเฉโกนี่ มันมี เราก็ต้องเรียนรู้ตัวเองทุกคน ว่าฉลาดเฉโกนี่มันเป็นเชิงซ้อน เชิงซับซ้อน พราง ลวง เพื่อที่จะเจาะช่อง รู้อยู่เหมือนกันว่าอันนี้มันไม่ดี แต่ก็ต้องซื่อสัตย์ที่จะลดละ ไม่ใช่ซื่อสัตย์ เอ้ย ไม่ใช่ว่าขี้โกง ไม่ใช่ว่าขี้โกงที่จะรู้ว่าไม่ดีแล้ว แล้วเราก็ยิ่งหาทางกลบเกลื่อน หาทางลวง หาทางแฝง หาทางพราง หาทางที่ปกปิดซ่อนเร้น ทำให้คนอื่นไม่รู้เท่ารู้ทัน ทั้ง ๆ ที่ตัวเองก็รู้อยู่ มันก็เลวลง แต่ถ้าเราซื่อสัตย์สุจริตจริงใจแล้วนะว่านี่แม้โทษภัยอันมีประมาณน้อย นี่มันจริง ๆ เลย มันยังเป็นรอยหยาบ เป็นความจริงอยู่ว่ามันเป็นกิเลสตัณหาอุปทาน เป็นความไม่ดีไม่งามของเราชัด ๆ เราก็จะต้องยิ่งไม่มีทางที่จะหลบเลี่ยง ยิ่งพยายามสู้แข็งขันที่จะลดละจริงจังเลย คนดีตามแบบอย่างพระพุทธเจ้า เป็นคนอย่างไร : เมื่อลดได้จริง เราก็จะรู้ว่าเราปฏิบัติ วิธีการปฏิบัตินี้มันถูกต้อง ทำให้เราเป็นไปในทางเจริญได้ เจริญแล้วก็สอดคล้องกับที่พระพุทธเจ้าท่านยืนยันว่า คนของเรา คนของพระพุทธเจ้าเป็นคนอย่างไร เป็นคนหมดเนื้อหมดตัวจริง ๆ แล้วเราก็อยู่อย่างเบิกบานแจ่มใสจริง ๆ มีคุณค่าประโยชน์นะ เรามั่นใจในตัวเอง เพราะเรามั่นใจในตัวเราว่าเราเองเราเป็นคนดีจริง ๆ ดีอย่างไม่หลงตัวด้วย ดีอย่างเราที่ไม่เป็นคนดูดาย ไม่เป็นคนที่ติดเสพอยู่ แม้แต่หยุด ๆ ว่าง ๆ เลี่ยงๆ ไม่เอาถ่าน ออเซาะตัวเอง ออดอ้อนตัวเอง จะไม่เป็นคนเช่นนั้นจริง ๆ เป็นคนที่มีน้ำใจ เป็นคนที่อดทน เป็นคนมีอัชฌาสัย ทนไม่ได้ในความกรุณา เป็นจริง ๆ เห็นเลยว่าความดูดายหรือความไม่มีน้ำใจนี่เป็นความเลว เห็นความจริงอันนั้นเลยนะ เอ๊! เราไม่มีน้ำใจ เราดูดายนะ เราน่าจะช่วย น่าจะเกื้อกูล น่าจะลงมือทำ แม้มันเมื่อยบ้าง แต่พอทนได้ก็ต้องทำ ไม่ใช่ขี้เกียจ ไม่ใช่ออดอ้อนตัวเอง ไม่ใช่เห็นแก่ตัว จะเห็นได้เลยว่า ความไม่เห็นแก่ตัวมันหมด ๆ มันไม่เหลือ มันมีอัชฌาสัยทนไม่ได้ต่อความกรุณา มันเป็นผู้ที่เสียสละ มันเป็นผู้ที่บทบาทกริยา กรรมกริยาใด ๆ มันเป็นตัวที่จะทำเพื่อผู้อื่น มันเป็นตัวกลไกลที่จะช่วยเหลือเกื้อกูลผู้อื่นจริง ๆ ตรวจตัวเองลงไปเถอะ ที่อาตมาพูดนี้ ใช้สามัญสำนึกมาตรวจสอบก็ได้ ที่อาตมาพูดนี้ อธิบายไปนี้ ว่าคนที่มีคุณลักษณะอย่างนี้มันเป็นความเลวหรือเปล่า แล้วเราก็ไม่ได้แกล้งตัวเองจนกระทั่งว่าเราทรมานตัวเอง มันไม่มีเรี่ยวมีแรงแล้ว มันเกินฝืนเกินทนแล้ว มันควรจะพักผ่อนแล้ว เราก็ยังทำจนเกินโอเวอร์โหลด (over load หนักเกินไป) ทำจนเกินแรงเกินควร จนกระทั่งสุขภาพร่างกายเสีย ทรมานตนเอง ทำร้ายตนเอง เพราะไปเห็นมีเมตตาผู้อื่น อยากจะช่วยผู้อื่นจนเกินตัวเอง ไม่ดูตัวเอง ไม่ประมาณตัวเอง จนทำร้ายตัวเอง ทำให้ตัวเองทุกข์เพราะเจ็บเพราะป่วย จนกระทั่งตาย หรืออะไรก็แล้วแต่ มันก็ไม่ถึงขนาดนั้น
เสพไม่รู้จักอิ่ม 3 อย่าง : เพราะฉะนั้นที่เราฝึกปรือกัน อดทน หรือฝึกฝนอะไรกันไป ทุกวันนี้นี่ อาตมาก็เคยติงเคยเตือนว่า เมื่อมันพอ อยู่ดีกินดีแล้ว เราก็ชักจะมีตัวโรคหรือโรคขี้เกียจ หรือโรคเห็นแก่ตัว มันจะมี ก็ใครจะไม่รู้ว่าอยู่เฉย ๆ นะมันเบา อยู่ว่าง ๆ นะมันเบา ไม่ต้องทำอะไร มันก็เบา ใครไม่รู้บ้างล่ะ อาตมาพูดมาไม่รู้กี่ครั้งกี่หน มันเบา มันก็ง่าย ไม่ทำอะไรเลย มันก็รู้สึกมันเบา มันง่าย มันปลอดโปร่ง มันไม่หนัก ไม่หนา ไม่เหน็ด ไม่เหนื่อย ก็จริงทั้งนั้นแหละ แต่ตัวคนที่ขยันเป็นจริตนิสัยจริง ๆ แล้วนะ มันจะไม่อยู่เฉยหรอก ถ้ามันอยู่เฉย มันว่าง ๆ มันจะรู้สึกว่า เอ๊ะ มันยากนะ อยู่เฉย ๆ อยู่ได้อย่างไร นั่งอยู่เฉย ๆ นั่นอย่างหนึ่งล่ะ สอง ติดนอน ติดหลับ เพราะฉะนั้นไม่อยู่เฉยก็นอน ก็หลับ ดับ หลับนั่นแหละ ลงตกภวังค์ไปเลย ตกภวังค์ไปแล้วจะ อุทธัจจะ(ฟุ้งซ่าน) หรือ ถีนมีทธะ(หดหู่) ก็แล้วแต่ใคร ใครฝึก อุทธัจจะ ก็ตกภวังค์ แล้ว หลับไป ก็ไปตามเรื่องตามราว ฝันร้อยเรื่องพันเรื่องไปได้ทั้งนั้นแหละ ถ้าใครไม่ อุทธัจจะ หรือถีนมีทธะ อย่างสนิท ดับ ตกผลึกอย่างดับ ก็หลับชนิดไม่มีฝัน ไม่มีอะไร ดิ่งไปเลย แล้วก็ โอ้โห มัน ๆ หือ ๆ อร่อย ถ้าได้หลับได้นอนแล้วก็อร่อยนะ พระพุทธจ้าท่านตรัสเอาไว้ 3 อย่าง ที่เสพไม่รู้จักอิ่มจักพอหรอก มีอะไรบ้าง?
1. เมถุน 2. ความหลับ นิทรา 3. มัชชะ พระบาลีว่า 3 ตัวนี้ เมถุนนัง นิทรา มัชชะ เสพเมถุน ไม่รู้จักอิ่ม : เมถุน ไม่ต้องกล่าว ถ้าว่าเสพไม่รู้จักอิ่มจักเต็มนั้นก็คือเลือดของโลกียะ ผู้ใดเบาบางแล้วจะรู้สึก จะเข้าใจได้เลยว่า เมถุน มันพอ สันโดษ ไม่เอาแล้ว มันจางคลายแล้ว เสพความหลับ ไม่รู้จักอิ่ม : นอนก็เหมือนกัน นิทราก็เหมือนกัน ถ้าโลกียะก็ไม่รู้จักอิ่มจักเต็มจริง ๆ เพราะฉะนั้นเราจะพ้นโลกียะนี่ เราจะรู้เลยว่า เรานอนรู้จักอิ่มจักเต็ม ไม่ไปติด ถ้าผู้ใดยังติดอยู่ เอาแต่นอนอยู่ เหมือนอย่างนี้ มาทำวัตรนี่ มันมาไม่ไหว เพราะมันติดนอนอร่อย มันไม่อยากมา รู้เหมือนกันว่ามันดี ถูกว่าก็ว่านะ เพราะอาตมาเทศน์ส่วนมากก็ว่าอยู่เรื่อยนั่นแหละ _ ผู้ใดติดอยู่ ต้องฝึกล้างอัสสาทะ : ผู้ใดติดอยู่ก็ทั้งนั้นแหละ แม้จะมาเป็นสมณะ มาเป็นนักบวช มาเป็นสิกขมาตุ จะมาเป็นอะไรก็ตาม ถ้าไม่ฝึก ไม่เปลี่ยน จนกระทั่งเกิดความจางคลาย เกิดความหน่ายคลาย เกิดวิราคะ เกิดนิพพิทา เกิดเห็นจริง ๆ แล้ว ว่า เอ๊? มันก็ไม่ใช่อร่อยเอร็ดอะไร ละอัสสาทะของความหลับความนอน ละล้างได้จริง ๆ ละอัสสาทะของความหลับความนอนได้ จนกระทั่งเห็นว่า เออ...นอนก็เพียงแต่พักผ่อนให้มันสมดุลชีวิตร่างกาย ถ้าเราติดเรายึด เราไม่ได้นอนสมใจ มันเวียนหัว มันรู้สึกอ่อนแอ เป็นได้เหมือนกัน โรคนิวโรซิส โรคจิต โรคประสาท โรคทางจิต ไม่ใช่โรคของจริง ไม่ใช่โรคเพราะมันไม่สมดุลทางสรีระจริง มันเป็นเหมือนกัน แต่ถ้าเผื่อว่าเราปฏิบัติประพฤติทางล้างกิเลสจริงแล้ว สรีระมันจะนอนจะพัก มันก็สมส่วนของมัน มันขนาดประมาณนั่นแหละ อาตมาเองอาตมายังไม่เก่ง สรีระยังไม่เก่ง นอนวันหนึ่งต้อง 6 ชั่วโมง พระพุทธเจ้านอนวันและ 4 ชั่วโมง ทุกวันนี้ก็พยายามไม่แก้ตัวเอง ไม่แก้ตัวว่าเรางานมาก เราก็อินทรีย์พละไม่เก่ง เราก็ แหม อยากจะนอนให้ได้ 4 ชั่วโมง เหมือนพระพุทธเจ้า ก็ไม่ได้แก้ตัว แต่ว่ามันก็ฝึกเพียรยังไม่ไหว มันต้องนอนวันหนึ่ง 6 ชั่วโมงขึ้นไป 6 ชั่วโมง บางที 7 ชั่วโมง มันยังนอนอย่างนั้นอยู่ นอนแล้วก็ดูตัวเอง รู้สึกเหมือนกันว่า เอ๊ะ เราตื่นขึ้นมานี่ เรามันงัวเงีย หรือว่ามันติดรส ตื่นขึ้นมานี่เราจะรู้ ถ้าเราติดนอน มันเป็นรส ก็อ่านอาการเอาเอง รสมันเป็นอย่างไร รสชอบ รสอย่างไร โหยหา มันยังอยากจะลิ้ม อยากจะเสพต่อ อะไรอย่างนี้ ฝึกอ่านออก ให้ออกเลย ฆ่าไอ้กิเลสตัวนั้นแหละ ตัวอัสสาทะ ตัวเราติดเรายึดอยู่ ผู้ใด ตัดได้ ลดได้ ก็เข้าลักษณะโลกุตระ : เพราะฉะนั้น ถ้าผู้ใด ตัดได้ ลดได้ ก็เข้าลักษณะโลกุตระ กระแสโลกุตระไปเรื่อย ๆ ถ้าไม่อย่างนั้นก็เป็นกระแสโลกีย์ เป็นกระแสอัสสาทะ มันก็เป็นอุปทาน มันก็เป็นความติด ความยืด ความเสพ ความที่ปล่อยวางยังไม่ได้ ความไม่ยอมจางคลาย ไม่ยอมลดละกิเลสตัณหาอุปทานอันนั้น เพราะฉะนั้น ที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า กามเมถุนเสพไม่รู้จักอิ่มจักเต็มนั้น ก็ใช่สำหรับผู้ที่ยังไม่เข้ากระแสของโลกุตระ มันเข้ากระแสมาบ้าง มันก็ลดบ้างได้ โสดาฯ ก็ยังติดยังยึดอยู่บ้าง 3 สิ่ง เสพไม่รู้จักอิ่ม เมถุนก็ดี การนอนก็ตาม ความเมา ความเมา มัชชะ : ความเมาก็คือจิตมันไม่แข็งแรง มันยังไม่ชัด มันเหมือนคนเมา มันเหมือนคนตลบตะแลง มันเหมือนคนยัง…เอ๊ จะว่าเราไม่เห็นดี มันก็ดูเหมือนอันนี้มันก็ดีนะ เอาหน่อยนะ อะไรอยู่อย่างนี้ มัชชะ ที่จริงก็เป็นตัวตัดสินตัวสุดท้าย มัชชะ (1. เมถุน 2. นิทรา 3. มัชชะ) ผู้เข้ากระแสอนาคามี ไม่เมาแล้ว : คนไม่เมาแล้วก็มีกำลังอินทรีย์พอ คนนั้นก็จะ เมื่อรู้สึกตัว มีสติ สัมปชัญญะ ปัญญา ปั๊บ รู้ตัว นี่ไอ้กิเลสมันจะฝ่อเลย นี่เข้ากระแสอนาคามี เข้ากระแสอนาคามี เพราะลดรสโลกีย์ รสจะเป็นเมถุน จะเป็นการนอน จะเป็นรสโลกียะระดับไหนก็ตาม อย่างไหนก็ตาม ที่เรียกว่า กามคุณ กามราคะกับปฏิฆะ ที่ติด ที่เสพ ที่จะต้องอาศัยข้างนอก ตาหูจมูกลิ้นกาย ตั้งแต่สัมผัส สัมผัสทางกาย สัมผัสทางลิ้น สัมผัสทางจมูก กลิ่น สัมผัสทางหู ทางตาเป็นกามคุณ 5 พวกนี้ นิสสรณปหาน ในอนาคามีภูมิ : ถ้าผู้ใดที่มีอินทรีย์พละถึงระดับอนาคามมีภูมินี่นะ พอรู้สึกตัว ปั๊บ รู้ เข้าใจปั๊บ หาย มันเร็ว เป็นนิสสรณปหาน (ดู ปหาน 5 ในภาพประกอบข้างล่างนี้)
มันเร็ว เป็นนิสสรณปหาน มันไม่รอหน้าหรอก ไอ้กิเลสตัวนั้นโผล่หน้าปั๊บ พอรู้สึกตัว สัมปชัญญะรู้ตัวเต็ม สติ สัมปชัญญะ ปัญญา : สัมปชัญญะประกอบด้วยความเฉลียวฉลาด ประกอบด้วยความรู้ที่ตัวมี สตินั้นเป็นตัวที่ระลึกรู้ตัว พอรู้ตัวแล้วว่าเราเป็นอยู่อย่างไร ขณะนี้สิ่งแวดล้อมอย่างไร นอก-ในอย่างไร นี่เป็นสติรู้ตัว ส่วนสัมปชัญญะต่อไปนั่นประกอบด้วยปัญญาเข้าไปเรื่อย ๆ ปัญญาที่ตัวเองมี เป็นพื้นฐานของตัวเอง เป็นบารมีของตัวเอง มันจะออกมาประกอบกับความรู้ตัว _ สัมปชัญญะ เป็นตัวทำงานวิจัย ตัววินิจฉัย : เพราะฉะนั้น ตัววิจัยเป็นโลกุตระหรือโลกียะ ที่มันมี มันก็จะออกมาทำงาน บทบาทของมันตามอัตโนมัติ สัมปชัญญะ พอออกมาทำงานปั๊บ วินิจฉัยปั๊บ ก็เป็นปัญญา สติ สัมปชัญญะ ปัญญา จึงต่อเนื่องกันอยู่อย่างเร็ว เป็นตัวรู้และฉลาด รู้และมีความรู้ เป็นตัวรู้ตัวและมีความรู้ เร็วต่อเนื่องกัน สติ สัมปชัญญะ ปัญญา 3 ตัวนี่ พอเริ่มรู้ตัว ก็สติ พอเริ่มมีสัมปชัญญะก็เริ่มวินิจฉัย เริ่มทำงาน เริ่มสังขาร เริ่มสังกัปปะ 7 ได้แก่ เริ่มตักกะ, วิตักกะ, สังกัปปะ, อัปปนา, พยัปปนา, เจตโส อพิโรปนา และ วจีสังขารา (ดูเพิ่มเติม สัมมาสังกัปปะ 7 ในภาคผนวก) กลไกทั้ง 7 ตัวเริ่มทำงานเลย ทำงานปุ๊บ สังขารออกมาเป็นวิสังขาร หรือจะเป็นสังขารแบบโลกียะก็ตามใจ ก็จะเป็นจริงตามที่เรามีภูมิ ตัวเรามีขนาดไหน มันก็จะออกมาขนาดนั้น เป็นผล ออกมา เรียกว่าปัญญา เรียกว่ารู้ความจริงตามความเป็นจริงนะ มันตัดสินออกมาอย่างไร มันก็ ถ้าเผื่อว่าเรามีพละกำลังอินทรีย์เจโต มันก็จะตัดพั๊วะ ๆ ๆ ตามกำลังอินทรีย์นั้น ถ้ากำลังอินทรีย์ของเรายังไม่พอ เราก็ฝึกไป จนกำลังอินทรีย์ของเราพอ มันก็จะเป็นตัวตทังคปหาน วิกขัมภนปหาน ปฏิปัสสัทธิปหาน นิสสรณปหาน ที่สุดก็ สมุจเฉทปหาน (ดู ปหาน 5 ในภาพข้างบน) สมุจเฉทปหาน ก็คือไม่ต้องประหารแล้ว มันเด็ดขาดแล้ว เมื่อไรมันก็ไม่ซึม ไม่ซับ ไม่เกิด แต่นิสสรณปหาน ยังเกิดแป๊บ แป๊บ แป๊บ แต่เร็ว นิสสรณปหาน นี่สลัดออก ปุ๊บ ๆ เร็วนะ มันเป็นกำลัง หรือเป็นอินทรีย์พละของตัวจริง ถ้าฝึกเพียรก็จริง ก็ขึ้นไปได้จริง ๆ อย่างที่ว่านี่ ด้วยปัญญาอย่างยิ่งจึงจะล้างมัชชะได้ : เพราะฉนั้น ในตัวมัชชะนี่ ก็คือตัวประกอบไปด้วยปัญญาอย่างยิ่งจึงจะล้างมัชชะได้ เพราะฉะนั้นถ้าเผื่อว่าเราปัญญาไม่แข็งแรง รู้ไม่ชัดก็เหมือนคนเมา โลกียะ โลกุตระ เมาระหว่างโลกียะกับโลกุตระ ถ้าเมาจัดก็เรียกว่าไม่รู้โลกุตระเลย บางคนเรียนปริยัติมาก็เยอะ แต่ยังเมา ; อาจจะเรียนมาด้วย ปริยัติ เรียนมาด้วยภาษาเยอะ แต่เมา ยังเป็นคนเมาอยู่ พอตั้งสติดี ๆ สัมปชัญญะดี ๆ ดึงเอาความรู้มาใช้ พูดได้คล่อง แต่ตัวเองยังไม่เป็น ไม่เป็นก็กำลังไม่ดี เพราะฉะนั้นจะเผลอ หรือว่าจะเป็นตัวเองที่ยังมีฐาน มีความจริงอยู่ในทางโลกียะอย่างไร ๆ มันก็จะเป็นตัวเองอย่างนั้นมากหนัก เพราะฉะนั้นพูดไปแล้วเหมือนคนตลบตะแลง เหมือนคนเมา เหมือนคนโกหกหลอกลวง พูดไม่จริง แสดงออกก็ตั้งใจก็แอ็ค(Act ทำท่า)ไม่จริง แต่เสร็จแล้วตอนหลังก็ทนไม่ได้ต่อสิ่งที่ตัวเองยังเสพ ยังติดอยู่ ทนไม่ได้ บางคนฝึกกดข่มภายนอก เพื่อพรางลวง : แล้วทีนี้ คนฝึกอีกอย่างหนึ่งก็คือ ฝึกพราง ฝึกหลอกลวง แอ๊ค (Act) กายกรรม วจีกรรม ข้างนอกนี่ให้แข็งแรง ให้เก่งเลยนะ แต่ไม่ได้ฝึกใจอย่างแท้จริงและไม่ถูกวิธีด้วย ฝึกจิตฝึกใจไม่ถูกระบบวิธีของพระพุทธเจ้า เพราะฉะนั้นก็ไม่เกิดความจางคลาย ไม่เกิดการดับสนิท ไม่เกิดวิราคะ ไม่เกิดนิพพิทา ไม่เกิดนิโรธอย่างแท้จริงแบบพุทธ เวียนกลับได้ เวียนกลับอุปปัทวะเหตุ (ตบะแตก) ฝึกให้แข็งแรงข้างนอกนั้น พรางเก่ง พูดเก่ง เรียนประยัติ เรียนอะไรเก่ง แอ๊ดข่ม กดข่ม ๆ ๆ ถึงวาระหนึ่งระเบิดได้ เกิดอุปปัทวะเหตุได้ ดูข้างนอก เหมือนกับเป็นพระอรหันต์ เหมือนกับเป็นอนาคามี เหมือนกับเป็นผู้ที่ตัดขาด เหมือนกับผู้ดับสนิท คือเรียกว่าฝึกคุมข้างนอก แต่ไม่ได้ล้างอย่างถูกสัจจะอย่างแท้จริง จะเป็นแว๊บ ๆ แบบลัทธิฤาษี หรือเป็นแบบลัทธิฤาษีบ้าน ฤาษีกรุง เอาแต่ประยัติ แล้วก็พยายามสังวรโดยรอบนอก มีสมณะสารูปดี แต่จิตใจไม่ลดละจริง ไม่ได้ล้างจริง ก็เกิดอุปปัทวะเหตุได้ เกิดการระเบิดหรือพลิกล็อค ไม่น่าเชื่อว่าจะไม่เป็น มันคืออดไม่ได้ ทนไม่ได้ ถึงขีดหนึ่งแล้วก็อดไม่ได้ ทนไม่ได้ นั่นก็เป็นได้ เบื้องหลังปลดปล่อย แอบเสพ บำเรออารมณ์ตนเอง : หรือดีไม่ดีก็พรางลวง หัดกดข่ม แต่เสร็จแล้วตัวเองก็มีทางปลดปล่อยเหมือนกัน ปลดปล่อยโดยพรางลวง แล้วเราก็ทำทุจริต อย่างนั้นไม่ใช่อุปปัทวะเหตุ อย่างนั้นเจตนาหลอกมนุษย์ชาติ เช่นเรารู้สึกว่า แหม เราเต๊ะท่ากายกรรม วจีกรรม ผกผัน เรียนรู้ เฉลียวฉลาด ที่จะ โอ้โฮ สื่อแสดงอย่างกับเป็นพระอรหันต์ แต่ตัวเองก็หลอกคนอื่น เมถุนก็เสพ นอนก็หลบหลับหลบนอน เสพโลกียะอะไรที่เหมือนกับฆารวาสเสพ หรือเสพในสิ่งที่เขาห้าม ก็ได้ปลดปล่อย ไม่ได้กดดัน แต่ปลดปล่อย แต่พรางลวง หลอกโลก หลอกมนุษย์ชาติ ไอ้อย่างนี้นะ เลวร้ายแล้วล่ะ อย่างฤาษีเขาไม่หลอกลวง เขากดดัน หรือแม้แต่ไม่ใช่ฤาษีป่า เป็นฤาษีกรุง ก็กดข่มตัวเองเหมือนกัน ใช้ประยัติ ใช้อะไรต่ออะไร ใช้โวหารวิธี ใช้อะไรต่ออะไร ความภาคภูมิอะไรอื่นบำเรออารมณ์ตัวเอง มันเป็นการปลดปล่อยชนิดหนึ่งเหมือนกัน บำเรออารมณ์ตัวเอง ใช้การได้ลาภ ได้ยศ ได้สรรเสริญ เป็นความสุขบำเรอตัวเอง มันก็ลดโลกียสุขลงไปได้เหมือนกัน ก็ไม่ระเบิด ก็ไม่ทุจริต แต่ก็เป็นการกดข่มชนิดหนึ่งเหมือนกัน โดยการระบายด้วยวิธีเสพความสุข ด้วยภาคภูมิในอัตตาในอัตตภาพที่ตัวเองทำได้ ทำดี ได้สรรเสริญ แล้วก็รู้สึกเอร็ดอร่อยหรือว่าได้บำเรอใจ บำรุงใจ ได้ยศชั้นฐานะก็บำรุงใจ ยิ่งได้ลาภได้อะไรก็ลด คือมันเป็นการระบายอารมณ์ของโลกียะอยู่ มันก็ทนได้แน่นอน ก็เป็นวิธีการซับซ้อนอยู่อย่างนั้น วิธีการของโลกเขาเป็นอย่างนั้นอยู่เรื่อยไป โลกียะ ทีนี้ถ้าเผื่อว่ามาเรียนรู้อย่างแท้จริง ไม่มีการระเบิด ไม่มีการปลดปล่อยออกมา ระบายออกมาแบบที่อธิบายไปบ้างนั้นนะ แต่ว่าล้างได้จริง ไม่ใช่ระบาย ต้องระบายต้องอะไร ๆ ถ้าไม่ระบายแล้วกดข่ม ระเบิดในอนาคต ตัวระเบิดนั่นแหละเรียกว่าอุปัททวะเหตุ
อุปัททวะเหตุ 3 ชนิด : นี่จะเอาสูตร สูตรหนึ่งที่เป็นอุปัททวะเหตุ 3 ชนิดที่พระพุทธเจ้าตรัสกับพระอานน์เอาไว้ มาอ่านสู่ฟังนะ (พ่อท่านอ่าน มหาสุญญตสูตร พตปฎ. เล่ม 14 ข้อ 343-356) [๓๕๐] … … ดูกรอานนท์ ธรรมนั้น ๆ เหล่านี้แล เนื่องมาแต่กุศลส่วนเดียว ไกลจากข้าศึก เป็นโลกุตระ อันมารผู้มีบาปหยั่งลงไม่ได้ เรามาถึงขนาดนี้แล้ว รู้จักมารไหม? เป็นตัวยังไง ขี่ช้าง สูบยา ใส่หมวกผูกโบว์ มีตัวตนไหม? (ภาพโดย AI Gemini : มาร ขี่ช้าง สูบยา ใส่หมวกผูกโบว์) มาร ไม่มีตัวตน มารเป็นนามธรรม เขาจะอธิบายเป็นบุคลาธิษฐาน เป็นรูปร่างอย่างไรก็ว่าไป เราก็เข้าใจให้ได้ สมมุติมันน่าเกลียดหน้าชัง เขี้ยวงอก ตาโต มารผียักษ์ ยิงฟัน ถือดาบ ถือเงื้อง้าว ถือกระบอง ถือตลุมพุกอะไรอย่างไร เขาจะปั้นเป็นรูปบุคลาธิษฐานอย่างไรก็ปั้นไป แต่เราก็เข้าใจความหมายของเขาให้ได้ว่า มันหมายถึงความร้ายกาจ มันหมายถึงความรุ่นแรง มันหมายถึงตัวฤทธิ์เดชของเจ้ามารนั้นอ่ะ จะหยาบ จะกร้าน จะรุนแรงโหดร้ายอย่างไร เขาก็ปั้นไปนะ (พ่อท่านอ่านต่อ) _ อันมารผู้มีบาปหยั่งลงไม่ได้ ไม่มีอาการของความชั่วความเลวที่จะมาฉุด มารั้ง มาดึง ใกล้ชิดติดตามศาสดา-ครูบาอาจารย์ : ดูกรอานนท์ เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน สาวกมองเห็นอำนาจประโยชน์อะไร จึงควรใกล้ชิดติดตามศาสดา ฯ ความหมายนี้ลึก สาวกมองเห็นอำนาจประโยชน์อะไร ผู้ใดมองเห็น ผู้นั้นก็มองเห็น แล้วเมื่อมองเห็นแล้ว จึงใกล้ชิดติดตามศาสดา หมายความว่าเราไม่ยอมถอย ไม่ยอมพราก ไม่ยอมห่างศาสดา ครูบาอาจารย์ “ศาสดา” คำนี้เป็นคำกลาง ๆ ในภาษาบาลี เขาหมายความว่าเป็นครูบาอาจารย์ เป็นศาสดาเจ้าลัทธิก็ได้ เป็นครูบาอาจารย์ก็ได้ ในนี้ท่านจะอธิบายคำว่าศาสดานี้ไปในหลายนัย เพราะฉะนั้น ผู้ใดที่มองเห็นประโยชน์ที่จะต้องไม่ห่างเหินอาจารย์ คำว่า “ไม่ห่างเหิน” ก็ไม่ใช่อย่าง “พระวักกลิ“ อีกแหละ ธมฺมํ ปสฺสติ โส มํ ปสฺสติ โย มํ ปสฺสติ โส ธมฺมํ ปสฺสติ ฯ ผู้ใดแล เห็นธรรม ผู้นั้นชื่อว่าย่อมเห็นเรา ผู้ใดเห็นเรา ผู้นั้นชื่อว่าย่อมเห็นธรรม. ปสฺสนฺโต มํ ปสฺสติ มํ ปสฺสนฺโต ธมฺมํ ปสฺสติ ฯ บุคคลเห็นธรรมก็ย่อมเห็นเรา บุคคลเห็นเราก็ย่อมเห็นธรรม. (วักกลิสูตร พตปฎ. เล่ม 17 ข้อ 216 ) ธัมมัง ปัสสติ โส มัง ปัสสติ โย มัง ปัสสติ โส ธัมมัง ปัสสติ ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา ผู้นั้นติดตามเรา ไม่ใช่ว่าใกล้ชิดติดตามศาสดาก็คือเหมือนพระวักลิ แหม อาจารย์ไปไหน ศาสดาไปไหน ฉันก็ต้องไปอยู่ด้วย ติด ต้องเห็นหน้า ติดในรูป ไม่ใช่อย่างนั้น “ใกล้ชิดติดตามอาจารย์” คืออย่างไร : ถ้าเข้าใจแล้ว “ติดตามอาจารย์” ก็คือ ต้องติดตามความรู้ ติดตามความเป็นจริง ติดตามความดีงาม ติดตามพฤติกรรม ติดตามคุณธรรมที่อาจารย์มี หรือสิ่งที่เราถือว่าอันนี้แหละคือคุณงามความดี คือสิ่งประเสริฐ อาจารย์เรามีความประเสริฐนี่อะไร คุณงามความดีอะไร สาระ อรรถสาระ ปรมัตถะ ยิ่งยอดนี่อะไร อันนั้นแหละ และเราจะได้อันนี้ สรุปสุดยอดเป็นเนื้อแท้เป็นอรรถอย่างไร? เนื้อหาโดยปริยาย เนื้อหาโดยการอธิบาย เนื้อหาโดยความละเอียดละออ ธรรมะเชิงชั้น เพราะฉะนั้น ทั้งอรรถ นี่คือเป้า คือจุดสำคัญ คือแน่เนื้อแท้ แก่นแท้ จุดแท้นี่เรียกว่าอรรถ ทั้งธรรมะ คือเชิงชั้น ทุกสิ่งทุกอย่างสลับซับซ้อนมากมายรายละเอียด ความหมายปริยัติ วิธีปฏิบัติ คำอธิบายของสาระทุกระดับชั้น เราก็ใฝ่ศึกษา ใฝ่รู้ ใฝ่เรียน นั่นเรียกว่าติดตามอาจารย์ มันมีอะไรหลาย ๆ อย่างที่ทำให้เราได้ศึกษาจริง ถ้าใครสนใจ ตั้งอกตั้งใจ รู้ตัวเองดีว่าเราใส่ใจ เราสนใจศึกษานะ เราไม่ได้ละเลย เราก็มีงานมีการอื่น เราก็ตัดเวลาบ้างเพื่อเอาเวลาทำงานอื่น แม้ไม่ได้ลงทำวัตร นี่ไม่ได้เจาะช่องให้กระรอกนะ ไม่ได้เจาะโพรงให้กระรอกนะ ไม่ได้ลงทำวัตรกันทุกวี่ทุกวัน เราก็ใส่ใจจริง ๆ ติดตามศึกษาฝึกฝน ท่านสอนอะไร บรรยายอะไร อธิบายอะไร โดยปริยัติ โดยปฏิบัติของเรา เราก็ศึกษา ติดตามปริยัติ ติดตาม ปฏิบัติตาม ไม่ห่างไม่เหิน แม้จะอยู่ห่างถึงศรีสะเกษ อยู่ห่างถึงไพศาลี อยู่ห่างถึงเชียงใหม่ อยู่ห่างถึงตรัง อยู่ห่างถึงสุดขั้วสุดแดนนราธิวาส อยู่ห่างถึงเชียงรายก็ตาม เราก็ใส่ใจติดตาม มีปริยัติ ปฏิบัติ ภาวะจำเป็นที่เราเองไม่ได้มาใกล้มาชิดโดยตัวก็ตาม นั่นก็คือการใกล้ชิดหรือติดตาม _ ทำวัตร ฟังเทศน์ เป็นกิจวัตร : แต่นั้นแหละพูดอย่างนี้แล้ว ผู้ที่มีโอกาสดี สันติอโศกก็อยู่ตรงนี้ เทศน์ต่อหน้าต่อตาก็อย่างนี้ เสร็จแล้วก็แก้ตัว หาความจัญไรให้แก้ตัว เลี่ยง ไม่มา ไม่ลง ไม่อะไร ทั้ง ๆ ที่ก็รู้นะว่า มานั่งฟังจริง ๆ ต่อหน้านี่ มันดีกว่าไหม? สด ๆ นี่ มันดีกว่าไหม? จริง ๆ หรอ? นอนฟังดีกว่านะ ได้อู้เอาแรง หรือทำงานไปแล้วก็ฟังไป ดีกว่า ได้งานด้วย หือ? จริง ๆ นึกจริง ๆ ถ้านั่งฟังจริง ๆ มานั่งฟังตั้งใจจริง ๆ วางงานนะ มันต้องได้มากกว่า ละเอียดกว่า ดีกว่าแน่นอน ก็ไปอ้าง ทำงานไป ฟังไป นี่ได้ประโยชน์ทั้งสองอย่าง มันไม่สองอย่างหรอก มันได้สองอย่างจริง แต่มันไม่ได้บริบูรณ์ ไม่ได้มากเท่าอย่างหนึ่งอย่างใดอย่างเดียว เพราะฉะนั้น คนเราแก้ตัวนี้แก้ตัวจริง ๆ ถ้ามันมีความจำเป็นเร่งร้อน เราจะต้องรีบทำงาน เราจะต้องเอางานด้วย ฟังธรรมด้วย เอา ก็เป็นจริงไปได้เหมือนกัน แต่ถ้าว่างานมันไม่ถึงขนาดนั้นหรอก วางได้ มาฟังธรรมได้ ลงทำวัตรได้ _ ทำวัตรเป็นกิจวัตร เป็นวัฒนธรรมที่ดีงาม : แม้อาตมาไม่เป็นคนเทศน์ ก็น่าจะสนับสนุนจารีตประเพณี วัฒนธรรม กิจวัตรของเรานี่เป็นรูปแบบที่ดี เป็นวัฒนธรรมที่ดี เป็นจารีตที่ดี ประเพณีที่ดี ทำวัตรนี่ ส่งเสริมไว้ ร่วมสร้างรูปธรรมให้มันดีมันงาม ก็น่าจะเป็นสำนึกได้กระทำ มันขาดแคลนไหม ผู้ที่มาทำวัตร สมณะก็ดี ฆราวาสก็ดี มันดูรู้สึกโหรงเหรงนะ มันไม่ค่อยจะอุ่นหนาฝาคั่งอะไร เราก็มา ถ้าเรามีความไม่จำเป็นมาก หรือว่าลดละอีกอันหนึ่งได้ แต่ถ้าเผื่อว่าลดละไม่ได้ ก็แล้วไป แต่ถ้าเผื่อว่ามาได้ ปลีกเวลา หรือเจียดเวลา จัดเวลาของเราได้ เราก็ทำ _ ทำวัตรได้ครบ ปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ : อาตมาก็วิเคราะห์ไปแ
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive