370402 บทบาทของปัญญาชนไทยในยุคโลกานุวัตร พ่อท่านโพธิรักษ์ให้สัมภาษณ์.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2537
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์357 KB
วันที่แก้ไข10 พฤษภาคม 2569

เนื้อหาในไฟล์

370402 บทบาทของปัญญาชนไทยในยุคโลกานุวัตร พ่อท่านโพธิรักษ์ให้ สัมภาษณ์

บทบาทของปัญญาชนไทยในยุคโลกานุวัตร (The Response of Thai Intellectuals toward Globalization) สัมภาษณ์ พ่อท่าน โดย คุณจักรินทร์ โกมลศิริ เมื่อ วันที่ 2 เมษายน 2537 จาก STATE UNIVERSITY OF NEW YORK

พ่อท่าน : คนในโลกนี้ประกอบไปด้วยคนที่มีกิเลส เป็นผลกระทบอย่างนั้น และ คำว่ากิเลสนี้เป็น Infinity ไม่มีทางจะจบสิ้น สำหรับผู้ที่ไม่ศึกษาเพื่อเรียนรู้กิเลส แล้วละกิเลส เพราะฉะนั้นเมื่อไม่เรียนรู้กิเลส แล้วไม่ละกิเลส เจ้ากิเลสก็เป็นตัวที่เจริญงอกงามอยู่ตลอดเวลา เพราะฉะนั้นกระแสโลกที่ภายใต้อำนาจของกิเลส มันจะอนุวัตรไปเท่าใด โลกานุวัตรนี้ก็เลวลงไปตลอดกาลนาน ไปสู่กลียุคแน่นอน ถาม : แล้วคิดว่า ทำไมในสังคมส่วนใหญ่นี้ มีการขานรับต่อกระแสโลกอันนี้...อย่าง... พ่อท่าน : เอ้า! ก็กิเลสด้วยกัน ก็คนในโลกนี้มันเป็นคนมีกิเลส แล้วก็ไม่เรียนรู้ กิเลส ไม่ละกิเลสจริงๆ เขาก็มีความเป็นเช่นนั้นแหละ เขาก็เป็นคนที่มีกิเลส มีความเห็นสอดคล้องกัน มันก็ขานรับกัน มันก็สนับสนุนกัน มันก็เริ่มระเบง ช่วยกันให้มัน...เขาเรียกภาษาโก้ๆว่า มันพัฒนา ที่จริงมันหายนะ ที่จริงมันเสื่อม คือมันจะทำให้ตัวนั้นเจริญเหมือนกัน แต่ตัวเจริญนั้นคือตัวที่ยิ่งทำให้เลวร้าย ความ เจริญอันนั้นยิ่งทำให้เลวร้าย คือมันจะทำให้ตัวนั้นเจริญเหมือนกัน แต่ตัวเจริญ ตัวนั้นคือตัวเลวร้าย ความเจริญอันนั้นยิ่งทำให้เลวร้าย ถาม : ดังนั้น ท่านได้ตอบคำถามผมแล้วบางประการเรื่องผลกระทบของกระ แสโลก คิดยังไงว่าผลกระทบของโลกานุวัตร หรือกระแสของโลกนี่ จะส่งผลให้ สังคมไทยดีขึ้น เลวลง หรือเหมือนเดิม? พ่อท่าน : มันไม่ดีขึ้น แต่เขามองว่าดีขึ้นด้วยความโมหะ ด้วยความหลงผิ

อ่านต่อ

ด เขา นึกว่าดีขึ้น เช่น เขาได้มีความคิดที่เก่งขึ้น คิดได้มากขึ้น คิดอะไร เรียกว่าได้สร้าง สรรอะไรได้ละเอียดลออ ได้เยอะแยะขึ้น แต่สิ่งที่เขาคิดได้เยอะแยะ และละเอียด ลออมากขึ้นไปเรื่อยๆเหล่านั้น มันก็คือการผลาญ เขาคิดขึ้นมาผลาญ คิดขึ้นมาแล้วเขาก็ทำลาย คิดขึ้นมาแล้วก็สุรุ่ยสุร่าย ฟุ่มเฟือย คิดขึ้นมาแล้ว เขาก็เอามา บำเรอตนเอง การบำเรอตนเองนี่คือ การทำลาย เขาก็ทำลายกันลงไปเท่านั้นๆ เพราะฉะนั้นที่มองในแง่ตื้นๆว่า เขาได้รับสิ่งที่ฉลาดเฉลียว ได้รับความมีเพิ่มขึ้น มากขึ้น ได้รู้อะไรหลากหลายขึ้น คิดอะไรได้เก่งๆขึ้น อะไรก็แล้วแต่ สิ่งเหล่านั้น เขาดูเผินๆ ดูเหมือนเขาเจริญ ดูเหมือนเขาได้ดี นั่นแหละโลกตื้นๆ นั้นดูเหมือนว่าดีขึ้น แต่ในความจริงแล้วเลวลง เสื่อมลง ทรุดโทรมลงไปตลอด เพราะมันทำลาย (ครับ) มันไม่รู้จุดจบจุดพอ มันไม่รู้จุดแห่งความพอดี หรือที่เคยหลงว่ามากๆนั่นน่ะ เป็นความหลงผิด คนที่ตะกละตะกลามโลภโมโทสัน โลภมากๆ มีมากๆนั่นน่ะ มันเป็นความผิดมาแต่ต้นแล้ว เรียกว่าความเห็นแก่ตัว หรือเรียกว่าความโลภ ไม่รู้จักที่สิ้นสุด เพราะฉะนั้นเมื่อเขาเองเขาเป็นอยู่เช่นนั้น โลกนี้ก็ถูกดูดดึง แต่ละคนไม่ละกิเลสที่จะลดความเห็นแก่ตัว ไม่ลดความโลภของตัวเองลงมา มันก็จะดูดดึงมา ไม่มีพอ ไม่สันโดษ เป็นปากกรวยเลย เป็นถุงอนันตจักรวาล ไม่มีทางสุดสิ้นเลยนะ เพราะฉะนั้นคนจะมาหานิพพาน คนจะมาหาทางก้นกรวย ลดความเห็นแก่ตัว หรือลดความโลภลงมา จนกระทั่งสุดท้าย มันก็อยากได้ความไม่เห็นแก่ตัว อยากได้ความลดโลภ ก็พยายามพัฒนาตน หาวิถีทางลดความโลภของตัวเอง มันก็จะมาหาก้นกรวย สุดท้ายก็มาจบ แต่ไอ้ที่มันเป็นปากกรวย มันไม่มีจบ เพราะฉะนั้นโลกนี้จึงวิ่งเข้าไปหากลียุค เพราะไม่รู้จักความพอ แต่เขาก็หลงว่าดี อย่างที่กล่าวตอนต้น คือเขาได้ก็จริง คือเขาคิดได้ เขามีอะไรได้มาก แต่ว่ามันไม่พอ และมันไม่พอแล้วมันไม่รู้จักความผลาญ เพราะฉะนั้นมันไม่พอ มันก็ผลาญ เพราะฉะนั้นวัตถุดิบของโลก ทรัพยากรของโลก อะไรๆของโลก จึงถูกพวกนี้ตะกละตะกลามทำลายจนทุกวันนี้อะไรๆมันก็จะไม่เหลือแล้ว ไม่เหลือจริงๆนะคุณ ทุกวันนี้ยังเห็นได้เลยว่ามันไม่เหลือมา และมันจะไม่เหลือยิ่งกว่านี้อีก ทุกวันนี้มันก็ไม่เหลือไปตั้งเท่าไหร่ นี่อะไรล่ะ คุณดูสิ จะเป็นทรัพยากร ดิน น้ำ ลม ไฟ ก็เสียหาย เน่า เละเฟะหมดแล้ว แม้แต่พืชพันธุ์ธัญญาหาร ต้นหมากรากไม้ สัตว์ อะไรต่างๆนานา ภูเขา ดิน แม่น้ำ อะไรหมด หมดไป จนกระทั่งไม่รู้มันหมดไปยังไงกันล่ะ มันจะหมดแล้ว อย่างที่กล่าวมาแล้ว นี่เป็นสิ่งที่ยืนยันชัดเจน เพราะฉะนั้นที่พูดเมื่อกี้ว่า บอกแล้วว่า สิ่งที่ดูเหมือนว่าดี มันมีอยู่ ดูเผินๆ อย่างที่กล่าวแล้ว ส่วนจริงๆแล้ว ดีที่ว่านั้นก็คือดีเพื่อไปทำลาย จึงสรุปรวมแล้วว่ามันไม่ได้ดีเลย มันคือเลวลง สังคมทุกวันนี้ โลกานุวัตรกำลังไปสู่นรก กำลังไปสู่ความเลวลง ถ้าเผื่อว่าไม่มาเรียนรู้ทิศทางที่จะระงับ จุดไปสู่ความเสื่อมเหล่านี้ให้ได้จริงจัง ถาม : เพราะฉะนั้นความคิดของท่านว่าโลกานุวัตรนี่นะ ความจริงแล้วน่าจะเปลี่ยนเป็นโลกันตรานุวัตร ...คือ ทำความบรรลัย พ่อท่าน : คนเขาคิดอย่างนั้น ก็ได้โลกาวิบัติ หรือโลกันตรานุวัตร อะไรที่หมาย ความว่าไปสู่นรกอะไร (พูดแทรก) : ถูก โลกาวินาศ โลกันตรานุวัตร โลกาวิบัติอะไรก็ถูก มันไปสู่ความเสื่อม เพราะฉะนั้นถ้าเราแปลคำว่าโลกานุวัตรเป็นกลางๆเฉยๆ มันก็กำลัง หมุนไป ดำเนินไป แต่เราไม่เอาค่าของการดำเนินไปสู่ มันไปสู่อะไร ไปสู่ความ เสื่อม เพราะฉะนั้นถ้าเราจะตั้งว่าไปสู่ความเสื่อม เราก็ไม่น่าจะพูดออกมาว่ามัน ดำเนินไปเฉยๆ ถาม : ไม่ทราบว่าท่านอาจารย์ได้คิดใช้คำศัพท์คำหนึ่ง ซึ่งผมอยากจะขอให้ ท่านช่วยอธิบายสักนิดหนึ่ง ท่านใช้คำว่า โลกาภิวัฒน์ ใช่มั้ยฮะ พ่อท่าน : ใช่ โลกาภิวัฒน์ ถาม : ซึ่งมีความหมายแตกต่างกับโลกานุวัตรไหมฮะ พ่อท่าน : อ๋อ แตกต่าง เพราะคำว่าอภิวัฒน์ แปลว่าทำให้เจริญงอกงามยิ่งๆขึ้น อภิวัฒน์ให้เจริญงอกงามยิ่งๆขึ้น เมื่ออภิวัฒน์มาสนธิกับโลก ก็เป็น โลกาภิวัฒน์ ถาม : ซึ่งคำนี้ไม่ได้อธิบายสิ่งที่ปรากฏการณ์เกิดขึ้นในปัจจุบัน ใช่มั้ยฮะ? พ่อท่าน : อธิบาย อธิบายด้วย ถาม : ครับ พ่อท่าน : แล้วก็อธิบายมุมที่เป็นอภิวัฒน์ด้วย โลกาภิวัฒน์ นี้คือโลกุตระ คือผู้ที่อยู่เหนือโลกแล้ว มองโลกอย่างเข้าใจโลก และก็ช่วยพัฒนาขึ้นมาให้เป็นโลกา ภิวัฒน์ ช่วยพัฒนาขึ้นมา มันหมุนไปสู่ความเสื่อม เราพยายามที่จะลดความเสื่อม หรือว่าดึงขึ้นมาให้มันดำเนินไปในทิศทางที่ดี เรียกว่าสุคโต หรือว่าดำเนินไปดี ภาษาทางพระทางธรรม หรือว่าดำเนินไปทางโลกุตระ ดำเนินไปในทางที่อยู่เหนือ โลก ไม่ได้ไปตามโลก เป็นโลกานุวัตร ไม่ใช่ไปตามโลก แต่ทวนกระแสโลก ทวน กระแสโลกันตรานุวัตร หรือโลกาวิบัตินั่นเลย มาสู่ความเจริญ ถาม : เพราะฉะนั้นจะเรียกได้ว่า เมื่อมีกระแสโลกานุวัตร ซึ่งทำตามโลกส่วนใหญ่เขานี่ กระแสของโลกาภิวัฒน์ ซึ่งทวนกระแสนี้ย่อมเกิดขึ้น แล้วไม่ทราบว่าอย่างท่านกระแสที่สองนี่ ซึ่งเป็นกระแสที่ทวนกระแสหลักนี่ จะมีความสำเร็จที่จะชะลอ หรือจะไปหยุดยั้งการเจริญเติบโตของกระแสแรก ซึ่งเป็นไป พ่อท่าน : ซึ่งถ้าพูดกันโดยหลักการ หรือพูดกันโดยการอนุมาน โดยทฤษฎีแล้ว มันก็พูดได้ว่า ถ้าเผื่อว่าความจริงอันนี้เกิดมีจำนวนมากพอ มันก็จะต้านกระแส โลก หรือว่าชักจูง โน้มน้าวกระแสโลก ให้กลับมาสู่ทางนี้ได้ นั่นเป็นหลักการหรือ เป็นทฤษฎี แต่ตอนนี้เรายังทำไม่ได้มากพอ คือมันยังไม่มีฤทธิ์มีแรง และยังไม่มี ปริมาณและคุณภาพของมันเพียงพอ มันก็ต้านไม่ได้ ยังทวนกระแส หรือยังโน้ม น้าวให้อันโน้นมาเห็นด้วยเห็นดี หรือเป็นตามมานี่ยังไม่ค่อยได้ หรือได้น้อย แต่ก็มีผล ถึงแม้ว่าจะน้อยก็มีผล เพราะว่าคนมีปัญญา คนที่มีความเฉลียวฉลาด ที่จะเข้าใจ รู้ความจริงที่เรียกว่าสัจธรรมอันนี้ได้ว่ามันดีกว่า มันประเสริฐกว่าจริงๆ คนเหล่านั้นที่เห็นที่รู้จึงมาเอา ทั้งๆที่รู้ ทั้งๆที่เข้าใจดีว่า ดีจริงๆนี่ เวลามาเอาต้องมาฝึกตน ล้างของเก่าที่เป็นปุถุชน ที่เป็นโลกๆ ที่เป็นกิเลส มาล้างมาฝึกละกิเลสนั่นเอง สรุปง่ายๆ ก็ยังยาก แต่เมื่อเขาเห็นจริงๆแล้ว ชัดเจนแล้ว ยากเขาก็ต้องทำ แล้วเขาก็พยายามทำกัน เพราะฉะนั้นจึงเกิดระบบของสังคมกลุ่มใหม่ขึ้น ก็คือระบบของสังคมกลุ่มที่พวกเรากำลังเป็นอยู่นี่ ซึ่งอันนี้อาตมาทำงานอันนี้มาเพิ่งจะ 20 ปี ยังได้น้อยมาก ได้น้อยนิดแค่นี้ แต่ก็มี Progression ratio มีอัตราการก้าวหน้าให้เห็นอยู่ มี ถาม : ท่านครับ อีกประเด็นหนึ่ง ผู้ที่ชื่นชมกับกระแสโลกานุวัตรได้บอกกล่าว คือว่า กระแสของโลกทำให้คนฉลาดมากขึ้น เพราะว่าเราได้รับข่าวสาร ข้อมูลจากโลก ประชาคมโลกเร็วขึ้น เราเป็นโลกอันหนึ่งอันเดียวกัน ซึ่งอะไรเกิดขึ้นในที่อยู่ห่างไกล ก็สามารถที่จะติดต่อกันได้ภายในฉับพลันในพริบตา ท่านคิดอย่างไรครับ กับความคิดที่บอกว่าโลกานุวัตรนี่นำไปสู่ความฉลาดเฉลียว นำไปสู่ข่าวสาร ทำให้คนฉลาด พ่อท่าน : จริง เขาฉลาดขึ้น แต่ฉลาดอย่างโง่ๆ ฉลาดอย่างที่กล่าวแล้วเมื่อกี้นี้ เขาฉลาด เขารู้อะไรมากขึ้น เขาสร้างอะไรได้มากขึ้น แต่มันทำลาย เพราะฉะนั้น การทำลายจึงยิ่งทวีคูณ ยิ่งโลกไร้พรมแดนเท่าใด เป็นโลกแห่งสื่อสารมวลชนที่ไม่มีขอบเขตเท่าใดๆ ความเร็วก็ยิ่งรับรู้กันได้เร็ว เพราะฉะนั้นการแสวงหา หรือความต้องการก็ยิ่งเร็วขึ้น ก็ยิ่งช่วยกันผลาญ ยิ่งช่วยกันทำลายมากขึ้น มันกลับกลายเป็นอย่างนั้น ไม่ใช่ว่ามันจะเจริญนะ บอกแล้วว่าถ้าเราไม่เข้าใจตัวประเด็นชัดๆว่า มันดีนั่นมันผิวเผิน แต่ในแนวลึกมันทำลาย แล้วเราก็ไปตีค่าแต่ดีที่ผิวเผินนี้ ไปยึดอยู่แค่นี้ มันผิดแล้ว แต่ถ้าเข้าใจว่าที่จริงน่ะ ผิวเผินที่ว่าดี ยิ่งสื่อสารมวลชนที่ยิ่งเป็นโลกไร้พรมแดนอย่างนี้ มันยิ่งเร็ว มันยิ่งลึกๆ มันยิ่งผลาญเร็วซิ เพราะฉะนั้นเราก็เห็นได้ เช่นว่าในประเทศที่สื่อสารมวลชนยังไม่เจริญนัก คนในกรุงรับสื่อสารมวลชน รับสื่อสารอะไรได้จากกระแสโลกที่เร็วทันสมัย แต่ต่างจังหวัดที่คมนาคม สื่อสารยังไม่ดี เขายังไม่ค่อยได้รับ เพราะฉะนั้นพวกนั้นเขาจะยังไม่รีบผลาญ เขาจะยังไม่...เขาจะยังไปของเขาได้เรื่อยๆ เมื่อใดเขาได้รับสื่อสารจากทางนี้ไป ได้รับค่านิยม ได้รับอะไรตามพวกนี้ไป เริ่มแล้วพวกนั้นก็จะรับค่านิยมที่เหลวไหลพวกนี้ไป ไปอยากได้ไม่ใคร่ดีเหมือนกับคนในกรุง แล้วก็เปลี่ยนค่านิยมมาแล้ว เสร็จแล้วก็จะมาเป็นเหมือนอย่างชาวกรุง แต่เมื่อสื่อสารมันช้า มันก็จะช้า ถาม : ท่านอาจารย์มีความวิตกต่อการตามกระแส หรือวิ่งตามกระแสโลก อะไรเป็นสิ่งที่ท่านวิตกมากที่สุดครับสำหรับสังคมทั่วไปส่วนใหญ่ซึ่งวิ่งตามกระแส พ่อท่าน : ก็ถ้าจะวิตกนะ ถ้าพูดตามภาษาว่าถ้าควรจะวิตกมันน่าวิตกทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจ ด้านการเมือง ด้านสังคม ด้านวัฒนธรรม ด้านอะไร มันก็น่าวิตกทั้งนั้น ถาม : มีประเด็นไหน ซึ่งท่านห่วงเป็นพิเศษไหมครับที่ท่านเห็นว่า ที่จะเสื่อม พ่อท่าน : อาตมาว่ามันรวมๆนะ คำตอบมันอยู่ที่คน ทุกวันนี้เขาไม่ได้ทำที่คน เขาไปหลงใหลกันที่ระบบ ถกเถียงกันอยู่นี่แหละในระดับประเทศ ในระดับโลกนี่ เป็นเรื่องของระบบทั้งนั้นเลย เป็นเรื่องของโครงสร้าง แต่ไม่หันเข้ามาที่คน ไม่แก้ไขที่คน มาแก้ไขที่มิจฉาทิฐิให้เป็นสัมมาทิฐิ ความรู้สึกนึกคิดของคนนี่นะ แล้วให้คนเกิดสัมมาทิฐิ ว่าประเด็นหลักที่สุดที่มันทำลาย มันเกิดความเสื่อมของโลก ทุกวันนี้ มันอยู่ที่คน ที่มีจิตวิญญาณเข้าใจไม่ถูกต้อง กระแสจิตมันไม่ไปทางโลกุตระ กระแสจิตมันไม่ไปในทางสัจธรรมที่ว่า สัจธรรมที่อาตมาสรุปได้ คือ เสียสละกับเอามาให้แก่ตัวเอง นี่เป็นประเด็นหลัก สัจธรรมจริงๆ คุณตอบซิ แม้แต่คุณก็ตอบได้ เสียสละกับเอามาให้กับตัวนี่ อันไหนมันจะดีกว่ากัน เอ้า! คุณตอบซิ เสียสละกับเอามาให้ตัวเราเอง อันไหนมันดีกว่ากัน ผู้ถาม : น่าจะเสียสละดีกว่า พ่อท่าน : น่าจะเสียสละ คุณก็ยังไม่ค่อยแน่ชัด แต่คุณก็ตอบได้และถูก เสียสละ มันต้องดีกว่าเอามาให้แก่ตัวเองแน่นอน แล้วโลกทุกวันนี้ โดยจริงๆ โดยค่าของ มันแท้ๆเลย ค่าส่วนรวมเลยนี่ คนเราเอามาให้แก่ตัว เห็นแก่ตัว หรือเสียสละ คุณ ว่า... ผู้ถาม : เอาเข้าตัวเองครับ พ่อท่าน : เอาเข้าตัวเอง เพราะฉะนั้นคำตอบนี้ คนในโลกนี้เป็นคนที่ล้วนแต่ เห็นแก่ตัว และเอามาให้แก่ตัวเองทั้งนั้น เสียสละปลอมๆ เสียสละเพื่อผลซ้อน เพื่อผลที่จะมีการซับซ้อนเป็นบูมเมอแรง เพื่อเอามาให้แก่ตัวเองเท่านั้น เพราะฉะนั้นโลกนี้จึงอยู่ในกระแสเดียว คนปุถุชนที่ไม่เรียนรู้โลกุตระนี่ อยู่ในกระแสเดียว กัน กระแสเอามาให้แก่ตัวด้วยกลวิธีต่างๆ ที่จะเอาพรางลวงให้คนอื่นดูเหมือนว่าฉันไม่ได้เอามาให้แก่ตัว ดูเหมือนว่าฉันเสียสละ แต่จุดจริงๆ ลึกแล้วนั้นเอามาให้แก่ตัวอย่างยิ่ง ชนิดที่คุณไม่รู้เท่าทันได้ ยกย่องกันว่าเก่งๆอย่างนี้ในโลก เพราะฉะนั้นนี่เป็นความผิด เพราะฉะนั้นต้องเอาคนมาพูดกันให้ถึงจุด ว่าเราจะเป็นคนอย่างไร เป็นคนที่เห็นแก่ตัว หรือว่าจะเอามาให้แก่ตัวอยู่นั่น มันเจริญแน่หรือ มันเป็นคนประเสริฐแน่หรือ เกิดมาเป็นคนนี่ เป็นคนเลวนะ เพราะฉะนั้นต้องมาเป็นคนเสียสละให้ได้จริงๆ แล้วทีนี้จะเสียสละได้จริงๆก็ต้องละความติด จิตนี่มันโง่ ไปติดไอ้โน่นไอ้นี่ ติดลาภ ติดยศ ติดสรรเสริญ ติดโลกียสุข ติดอะไรก็ไม่รู้ จะต้องได้ต้องมีต้องเป็นเพื่อ... ถ้าไม่ได้แล้วมันไม่สุข ถ้าอยากได้แล้วต้องเอา ถ้าไม่เอามันไม่สุข ต้องมาล้างอันนี้แหละคือล้างกิเลส ถ้าล้างแล้วจะเห็นได้ว่า สิ่งเหล่านั้นมันไม่ใช่ความจำเป็นจริงๆเลย มันตะกละตะกลามต่างหาก ล้างไปได้เรื่อยๆ เราก็ละตัวตนไปเรื่อยๆ ละความติดความที่จะเอามาให้แก่ตัวเราได้เรื่อยๆ จนกระทั่งจะได้รู้ว่าตัวเราเองนี้ไม่ต้องมีอะไรมาก แต่เรามีการสร้างสรรได้มาก และเสียสละได้ มากๆ แล้วนี่คือคุณค่าตัวประโยชน์ของเรา ถาม : ครับ สำหรับคำพูดที่ว่ามนุษย์ควรจะใช้จิตอย่างที่ 1. ไม่เอารัดเอาเปรียบตัวเอง 2. ไม่เอารัดเอาเปรียบผู้อื่น ถ้าเราจะเป็นผู้ให้นี่ เป็นผู้ให้ตลอดนี่ ผมขอกราบเรียนถามท่านอาจารย์ คิดว่าอันนั้นเป็นการเอาเปรียบตัวเองหรือเปล่า พ่อท่าน : เอาภาษามาพูดก็ได้ ถ้าเราได้ให้ผู้อื่น ก็คือเราได้สิ่งที่เราได้ให้ ภาษามันก็บอกแล้วว่า เราได้ให้ แล้วเราก็ได้สิ่งที่ได้ให้ มันจบในตัวมันเองใช่มั้ย จริงๆแล้วคือเราได้ให้ ถ้าเราได้ให้ แล้วเราได้เอาหรือเปล่า เอา พยัญชนะคำว่าให้กับเอามันก็ตรงข้ามกันใช่ไหม? เพราะฉะนั้นเมื่อเราได้ให้ มันก็จะจบอยู่ที่ให้ จริงๆแล้วเรามีลึกๆ ที่เราซ้อนจะเอาหรือเปล่า ถ้าไม่เอา มันก็จบในตัวมันเอง เพราะฉะนั้นจะบอกว่าเราเห็นแก่ตัว หรือว่าเรายังเป็นผู้เห็นแก่ตัวอยู่นั้นไม่ได้ จบ ใจจริงๆ คุณจบหรือเปล่าล่ะ ถ้าคุณไม่มีสิ่งที่จะเอาแฝงอยู่อย่างละเอียด แม้ธุลีละอองขนาดไหน คุณก็ไม่มีเหลือที่จะเอาอะไรมาตอบแทนอีกเลย คุณก็จบจริงๆ ต้องมีสัจธรรมอันนี้ ผู้ถาม : งั้นเป็นการให้เพื่อจะให้จบ พ่อท่าน : ใช่ ให้ก็คือให้ แต่เราก็รู้ด้วยปัญญาว่าเราให้แล้ว มีคุณค่าประโยชน์ มีอะไรดี คุณก็ทำสิ่งดีเท่านั้นเอง ก็จบ ถาม : ท่านอาจารย์ครับ ขอเรียนถามอีกประเด็นหนึ่ง ที่ท่านได้กล่าวไปแล้ว ผมจะขอดึงขึ้นมาให้ชัดสักนิดหนึ่ง ในความคิดของท่าน มีคนบอกว่า กระแสโลก หรือโลกานุวัตรที่ปัจจุบันได้พัฒนาไปนี้เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ สังคมไทยเป็นสังคมซึ่งอยู่ในประชาคมของโลก เราต้องถูกพัดไปตามกระแสอย่างแน่นอน มิสามารถที่จะเอาตัวเองไปขัดขวางกระแส ซึ่งเปรียบเหมือนน้ำเชี่ยว ในความคิดท่านอาจารย์นี่ คำพูดอันนี้ผิดหรือถูกเช่นไร พ่อท่าน : คำพูดอันนี้ผิด คนพูดนั้นคือคนจำนน คนพูดนั้นคือคนไม่สามารถออกมาจากกระแสได้ คนยังอยู่ในกระแส แต่อาตมาเองอาตมาได้พิสูจน์แล้วว่า เราออกมาจากกระแสนั้นได้ จึงไม่เห็นอย่างที่พูดนั้น ผู้ถาม : เป็นความคิดที่ว่า เป็นการยอมแพ้ต่อกระแส พ่อท่าน : ใช่ เขาแพ้ต่อกระแส เขาตกอยู่ในภาวะของกระแสหมุนเวียนนั้นแล้ว ตกอยู่ในโลกานุวัตรนั้นแล้ว ถาม : ขอเรียนถามต่อไปนะครับ ประเด็นต่อไปว่าเขาพูดถึงเรื่องทฤษฏี เราพูดถึงเรื่องการปฏิบัติในเชิงโลกทัศน์กว้างๆ อยากจะขอเรียนถามท่านอาจารย์ในเชิงปฏิบัติ ในทางรูปธรรมนะครับ ในปัจจุบันนี้ มีกลุ่มความคิดของปัญญาชนไทย ต่อกระแสโลกานุวัตรแบ่งเป็นสองกลุ่มอย่างคร่าวๆ กลุ่มแรก ซึ่งเป็นกลุ่มที่ชื่นชมต่อกระแสโลกานุวัตร ท่านเหล่านั้นบอกว่า โลกานุวัตรเป็นสิ่งซึ่งจะนำความกินดีอยู่ดีมาให้กับคนไทยมากขึ้น จึงจะต้องวิ่งตามโลกานุวัตรให้เร็วมากขึ้น เพราะว่าเราต้องพัฒนาเป็นประเทศอุตสาหกรรม โดยการใช้เทคโนโลยีสูงๆ เข้ามาผนวกกับการผลิต อีกกลุ่มความคิดหนึ่ง มองโลกานุวัตรด้วยความวิตก แล้วบอกว่ากระแส โลกานุวัตรนี้ ได้ไปทำลายสิ่งที่ ดั้งเดิมอยู่ในสังคมไทย ท่านเหล่านั้นเสนอความคิดที่ว่าเราควรจะกลับไปสู่ภูมิปัญญาดั้งเดิมในบ้าน ซึ่งเป็นตัวอย่างการพัฒนาสังคม เท่าที่ผมสังเกตอยู่คงอาจจะไม่ต้องเรียนถามท่านอาจารย์ว่าท่านคิดยังไง แต่ก็ขอให้ท่านอาจารย์ช่วยคิดหน่อยว่า ทางเลือกของสังคมไทย ที่จะปฏิบัติตัวต่อกระแสโลกานุวัตร มีอะไรครับ ในเชิงรูปธรรม พ่อท่าน : ก็อย่างที่คุณแบ่งไว้ 2 กระแสนั่นแหละ กระแสที่ฝันหวาน มี VISION ที่เลิศหรูว่าจะนำมาซึ่งความอุดมสมบูรณ์ ร่ำรวย กินดีอยู่ดี อะไรที่ว่านี้ มันเป็นความฝันหวานที่ผิด เพราะว่าจะสร้างอุตสาหกรรมให้มาก ระดมทุนแบบอย่างที่ เขามีนั่นแหละทุน จนกระทั่งกลายเป็นปั่นกันขึ้นทุกวินาทีก็ตาม อะไรก็แล้วแต่ มันเป็นเรื่อง Propaganda มันเป็นเรื่องของคนฉลาด ฉลาดแกมโกงนะ ภาษาบาลีเรียกฉลาดแกมโกงว่า "เฉโก" หรือเฉกะ เฉกตา คนฉลาดพวกนี้นี่แหละที่อยู่ในสังคมที่เป็นตัวจักรสำคัญเหลือเกิน เขามีกระแสสื่อสาร มี Propaganda เขามีอะไรต่ออะไร ต่างๆนานา ที่จะทำให้คนอื่นเขาเห็นร่วม คล้อยตาม เพื่อที่เขาจะได้เปรียบเอามากๆ แล้วเขาก็มองผิวเผินอย่างที่อาตมาพูดแต่ต้น ซึ่งอาตมาว่าเขาอาจจะจริงใจนะ สำหรับบางคนเขาไม่รู้ลึกซึ้ง เขาอาจจะจริงใจ ว่ามันดูแล้วมันดูดีจริงๆ มันจะรวย มันจะมากขึ้น มันจะอะไร ใช้เครื่องทุ่นแรงมาใช้เทคโนโลยีไฮเทคอะไรขึ้นมา มันจะสามารถอะไรต่ออะไร ผลิตอะไรต่ออะไรได้มาก ดูผิวเผิน มันจริงนะ แต่ภาวะซ้อนโทษภัยข้างเคียงอีกเยอะเลยนะ ความจริงแล้วมันก็คือเสื่อม เพราะฉะนั้นในกระแสที่คุณพูดอีกกระแสหนึ่ง ว่าควรจะย้อนรอยไปเดินตามทางเกวียนสายเก่า เข้าไปรักษาสิ่งที่ดั้งเดิม ที่เราไม่หวือหวา ไม่ผลาญพร่า ไม่หลงใหล ในสิ่งประโลมที่ปรุงแต่ง ที่เข้ามาอาบพอกอะไรพวกนี้ ที่มาปลุกเร้าอะไรพวกนี้จะดีกว่า เพราะคนเราตั้งแต่ดึกดำบรรพ์มาจนกระทั่งเดี๋ยวนี้ ประวัติศาสตร์มันบอกว่า คนดึกดำบรรพ์แข็งแรงกว่าคนสมัยนี้ คนดึก ดำบรรพ์นั้นเป็นอยู่สุข อบอุ่น สันติภาพ สันติสุขยิ่งกว่าคนสมัยนี้ และก็บอกความจริงด้วย ประวัติศาสตร์บอกเราว่ามันก็ไม่มีเทคโนโลยีมาก มันไม่มีอะไรที่บอกว่าฉลาดเฉลียวเหมือนคนเหล่านี้ ที่บอกว่าฉลาดเก่งเหลือเกิน คิดอะไรได้ เขาก็อยู่เป็นสุข เขาก็แข็งแรง เขาก็มีชีวิตที่ดี เพราะฉะนั้นเราลองมาเป็นชีวิตอย่างเขาดูซิ เมื่อเรามาลองดูแล้ว เราเห็นจริงแล้ว เราก็จะเป็นเช่นนั้น อย่างทุกวันนี้ คุณมาที่นี่คุณจะเห็นได้ คนพวกนี้อยู่อย่างนี้ คุณมาสัมผัส แล้วคุณจะเห็นว่า พวกเราก็ไม่ใช่ว่าโง่เง่า ไม่รู้โลกเขาไปถึงไหนๆ เรารู้ สื่อสารเราก็มี ทีวีเราก็มี คอมพิวเตอร์เราก็มี ดาวเทียมอะไรเราก็รับได้ รู้ได้ ทันการณ์เขาทั้งนั้นแหละ เรารู้ เราเข้าใจเขาทั้งนั้นแหละ แต่ว่าเราก็ยิ่งเห็น ว่าพวกนี้วิ่งเข้าไปหาทุกข์ วิ่งเข้าไปหาเรื่องเตลิดเปิดเปิงอะไรต่างๆ แต่ส่วนดีของสิ่งเหล่านี้ มันเป็นประโยชน์คุณค่าได้ที่จะทุ่นแรง หรือว่าเร่งผลผลิต ที่ไม่มีผลกระทบข้างเคียงที่จะเกิดมลพิษอะไร เราเองเรารู้จักใช้เทคโนโลยีอันเหมาะสม ที่จะพอใช้ แต่ถ้าไม่ต้องใช้เครื่องมือเทคนิค ที่จะต้องไปเกิดมลภาวะซ้อนได้เท่าใด เรายิ่งจะเอา ถาม : ผมขอเรียนถาม เพื่อจะเคลียร์ประเด็นสักนิดหนึ่ง ท่านเอง ท่านก็ไม่ได้ปฏิเสธเทคโนโลยีสมัยใหม่ ซึ่งมีผลกระทบต่อสังคม พ่อท่าน : เราไม่ปฏิเสธ เรารู้จักใช้ เรารู้จักรับ ผู้ถาม : เพราะฉะนั้นก็แสดงว่า สิ่งที่ท่านกำลังจะเสนอก็คือมิได้ออกจากระบบโดยสิ้นเชิง พ่อท่าน : เราไม่ได้ออก เราอยู่เหนือไง เราไม่ได้ออกจากระบบโลกานุวัตร แต่เราอยู่เหนือโลกานุวัตรนี้ เป็นโลกาภิวัฒน์ เรารู้จักโลก โลกวิทู เราเข้าใจโลก รู้ว่าโลกอะไรมันพาไปเสื่อมจริงๆ อะไรที่มันได้ส่วนดีที่จริง เราเอาส่วนดีเสมอ ส่วนเสื่อมเราไม่รับ เราต้องฉลาดเลือกอย่างนั้น แล้วส่วนเสื่อมมันเยอะ แล้วคนก็ทำด้วยกันสอดคล้องมีเครือข่ายเยอะด้วย ส่วนเสื่อมนี่ ส่วนที่จะไปสู่ดีนี่มันจะต้องทวนกระแส เช่นว่าส่วนเสื่อมนี่เขาบอกว่าจะต้องกิน ต้องเที่ยว ต้องบันเทิงเริงรมย์ จะต้องมีร่ำรวยมากมาย คนก็ล้วนแล้วแต่เห็นว่าถ้ารวยได้เท่าไร มันคือความเจริญ ความประสบผลสำเร็จของชีวิต แต่ทางเราได้มาเห็นว่าเรามาจนดีกว่า อย่าไปสะสมกอบโกยเลย ถ้าใครสามารถสละออก จนกระทั่งตัวเองไม่มีทรัพย์ศฤงคารส่วนตัวเลยได้ นี่เจริญกว่า คนที่มีความเห็นอย่างนี้ รู้สึกอย่างนี้น่ะ น้อยนิดเหลือเกินใช่ไหม เพราะฉะนั้นกระแสหรือเครือข่ายของคนไปในทางโลกียะนั้นหรือโลกๆเขา โลกานุวัตรเขาน่ะ มันเยอะ แต่ความเห็นอย่างนี้ต้องเกิดญาณปัญญาเห็นจริงๆเห็นจริงๆนะ ไม่ใช่ว่าเข้าใจเฉยๆ เห็นว่า อ๋อ อย่างนี้ถึงจะมีพลังที่จะพัฒนาตนเองขึ้นมาสู่ความเป็นคนชนิดนี้ที่เรียกว่าโลกุตระ หรือโลกาภิวัฒน์ มันต้องมาอย่างนี้ แล้วเขาก็มาฝึก ขนาดรู้ เข้าใจแล้ว เราต้องมาล้างกิเลสจริง มาล้างกิเลสจริงแล้วจึงจะเกิดระบบคนอย่างนี้ เมื่อคนอย่างนี้เกิดมันก็อยู่กันอย่างนี้ กินอย่างนี้ ใช้อย่างนี้ มีความสุขก็สุขขนาดนี้แหละ ไม่ต้องไปฟุ้งเฟ้อ ไม่ต้องไปเห่อเหิม ไม่ต้องไปจัดจ้านแบบโลกๆ ที่เขาพาเป็น แต่เราก็รู้โลกๆเขา และโลกๆเขาเป็นนั่น มันไม่ได้ก่อให้เกิดความนิยมชมชื่นแก่เราเลย เราเห็นแล้ว เราก็สมเพชเวทนา รู้สึกจะสงสารเขาเสียด้วยซ้ำไป ว่าเขาช่างผลาญพร่า และก็ทำลายเวลา ทุนรอน ทำลายแรงงานเปล่าๆดายๆ สามอันนี้ ทุนรอน แรงงาน เวลา ผลาญกันโดยไม่รู้ว่าเขาทำอะไร เขาใช้ทุนรอน เขาใช้แรงงาน เขาใช้เวลาไปกับสิ่งเหล่านั้นโดยผลาญซ้อน ทำให้เสื่อม มันน่าจะเอาความสูญเสียพวกนี้คืนมา ถาม : ครับ ขอเรียนถามต่อประเด็นที่ท่านได้กล่าวมาแล้ว ท่านบอกว่าเราต้องอยู่เหนือกระแสโลก เข้าใจมัน คำว่าอยู่เหนือนี่ หมายความว่ากระไรครับ พ่อท่าน : คำว่าอยู่เหนือ ก็หมายความว่า เรารู้ว่าโลกเขานิยมอย่างนี้ แต่เราเองเราก็ไม่ได้นิยมกับเขานั่นหนึ่ง สอง ฤทธิ์แรงของค่านิยมของโลกนั้น มีฤทธิ์แรงนะ มีอำนาจดึงดูด เราก็นิวตรอนแล้ว เราว่างแล้ว เราลอยตัวแล้ว แรงดึง ดูดอันนั้นไม่มีผลต่อเรา นี่เรียกว่าอยู่เหนือ แรงดึงดูดอันนั้นไม่มีผลดึงดูดเราได้เลย เราอยู่เหนือ ลอยตัว และเรารู้ด้วยว่าผู้ที่ตกเป็นทาส หรือตกอยู่ในแรงดึงดูดนั้นเป็นผู้ที่ต้องไปคือต้องโลกานุวัตรตามเขา ต้องไปอย่างนั้น เพราะฉะนั้นเราเห็นว่าไปอย่างนั้นมันทุกข์ร้อน เราจึงต้องช่วยคนเหล่านี้ขึ้นมาด้วย แต่ก็ช่วยยาก แต่ก็ไม่มีหน้าที่อื่น ต้องช่วย เพราะว่าเรารู้แล้วว่าเราหลุดพ้น หรือลอยตัวออกมาได้ มันสบาย มันไม่ต้องไปอยู่ในวังวน หรืออยู่ในอำนาจเถื่อน อำนาจทุกข์ อำนาจลำบาก อำนาจทรมาน อำนาจแย่งชิง มันสารพัด ผู้ถาม : งั้นก็หมายความว่า ในฐานะซึ่งผู้อยู่เหนือระบบโลก หรือโลกาภิวัฒน์นี่ ก็มีหน้าที่ที่จะพยายามนำความรู้อันนี้ไปแจ้งประจักษ์ต่อผู้ตกอยู่ในโลก พ่อท่าน : ถูกต้อง นี่เป็นความรู้ทางศาสนาพุทธโดยตรงนะ (ครับ) แต่กระแส หลักของพุทธเดี๋ยวนี้เขาไม่เห็นอย่างนี้ทีเดียว กลับหาว่า ถ้าผู้ที่เป็นผู้อยู่เหนือโลก ที่เป็นโลกุตระแล้ว คือผู้ที่ออกหนีเข้าป่าเข้าเขาเข้าถ้ำ ไม่เอาอ่าวอะไรกับสังคม ไม่ต้องรู้อะไร นี่คือความเห็นผิด ลึกๆ เขาจะรู้สึกว่าพวกโลกุตระ หรือพวกพระอาริยะ หรือพวกที่อยู่เหนือโลก ผู้ที่ถึงธรรม บรรลุธรรม คือผู้ที่ออกป่า ออกเขา ออกถ้ำ เงียบงุด เกี่ยวอะไรโลกไม่เกี่ยว นี่แหละกระแสหลักเลย ในศาสนาพุทธทั่วโลก ไม่ใช่เฉพาะประเทศไทย เขาจะรู้สึกอย่างนั้น ซึ่งเป็นความเห็นที่ผิดจากพุทธ เป็นความเห็นของศาสนาอื่น ฤาษีอื่น ซึ่งไม่ใช่ของพุทธ แต่พุทธนี่ อย่างที่คุณพูดถูกแล้ว เมื่อเราอยู่เหนือโลกได้จริง เราก็ต้องพยายามที่จะประกาศสิ่งดีนี้ให้แก่โลกได้จริง มีหน้าที่ที่จะให้เขารู้สิ่งนี้ตาม ถ้าไม่เช่นนั้น เรากลายเป็นคนใจดำ มีสิ่งที่ดี ได้สิ่งที่ดีแล้ว เรากลับไม่เผื่อแผ่คนอื่นที่เขาไม่รู้ เขาตกทุกข์ได้ยาก เขาลำบาก แต่เราดูดาย เราก็กลับไม่เอื้อเฟื้อ ไม่ขวน

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน