600330_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ทิฏฐิ 62 ตอน 1.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2560
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์21 KB
วันที่แก้ไข7 เมษายน 2560

เนื้อหาในไฟล์

600330_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ทิฏฐิ 62 ตอน 1

สมณะฟ้าไทว่า…วันนี้วันพฤหัสบดีที่ 30 มีนาคม 2560 ขึ้น 3 ค่ำเดือน 5 ปีระกา หลายวันที่ผ่านมา พ่อครู อธิบาย พรหมชาลสูตร

พ่อครูว่า...ก็ยังรู้สึกไม่จุใจ ถ้าเข้าใจพรหมชาลสูตร ที่เป็นความรู้ความเห็นความเข้าใจทั้งหมดของคนทั่วไป พระพุทธเจ้าสรุปไปถึง 62 ทิฏฐิ 62 ความเข้าใจ พระพุทธเจ้าบอกว่าไม่มีอะไรมากไปกว่านี้อีกแล้ว ท่านตรัสแยกไว้ถึงอัตตาและโลก ทั้งที่สุดและไม่มีที่สุด เป็นความละเอียดที่ครบหมดแล้ว ในภูมิปัญญาของพระพุทธเจ้าท่านบอกว่ามีเท่านี้ ไม่มีใครที่สูงกว่านี้อีกแล้ว ถ้าใครเชื่อแล้วจะจบ ก็ขออธิบายต่อไปเลย ก็จะจบตรงที่ว่า ในพรหมชาลสูตร ท่านประมวล มิจฉาทิฏฐิ ที่จะประดามีในโลกนี้ มันไม่มีมากกว่านี้อีกแล้ว และทั้ง 62 ทิฏฐิ คือคนที่ยังไม่ได้ฟังจากพระพุทธเจ้า หรือศาสนาพุทธ ก็จะยังไม่มีความรู้ความคิดเห็นใหม่ที่เป็นโลกุตระ แล้วผู้ที่ปฏิบัติ ประดามีที่เกิด 62 ทิฏฐิ ที่เป็นมิจฉา ก็ได้ปฏิบัติการโดยสมาธิแบบที่เรียกว่าเจโตสมาธิ ท่านตรัสไว้ชัด ในข้อที่ 27 ซึ่งต่างจาก สมาธิของศาสนาพุทธโดยสิ้นเชิง

เจโตสมาธินั้น...ผู้ที่ปฏิบัติจะหลับตาหรือลืมตาก็ตาม แล้วเพ่งจิตให้เป็นหนึ่ง เป็น Hypnotic คือการสะกดจิต (พ่อครูไอ ตัดออกด้วย) วิธีปฏิบัติ ที่เขาปฏิบัติเป็นเจโตสมาธิทั้งหมด เจโตคือเอาแต่จิต ไม่มีคำว่า ปัญญา ไม่ได้ Analyze ไม่ได้แยกแยะ ความเห็นที่แตกต่างไป ทุกอย่างจะมีความเปรียบเทียบ แม้จะเล็กที่สุด และใหญ่ที่สุด ถึงขั้นอุตุนิยาม พีชนิยาม มันมีความต่างกัน ลิงค หรือเพศ แยกแยะได้ละเอียดที่สุด นิปุนา คือละเอียดระดับนิพพาน ถึงขั้นอนุสัยกับอาสวะ ต่างกันอย่างไรเป็นต้น มันไม่มีอะไรจะละเอียดเท่าอีกแล้ว แม้แต่วิทยาศาสตร์เขาศึกษา ความละเอียดถึงปรมาณู ใ

อ่านต่อ

จนามธรรมนั้นละเอียดกว่า พระพุทธเจ้าชัดเจน แม้แต่แค่อาตมา เป็นพระโพธิสัตว์ระดับ 7 ยังไม่ถึงพระพุทธเจ้า ก็ยังเห็นความละเอียด เอามาพูดให้ฟังพอได้ น่าจะดีกว่านี้อีก ต้องดีกว่านี้อีก ชัดเจนกว่านี้อีก

ทิฏฐิ 62 ในทิฏฐิ 62 มีอดีต 18 อนาคต 44 และในอนาคต มี 5 ที่เป็นปัจจุบัน แต่ถ้ามิจฉาทิฏฐิ จะไปมีกามในภพ ซึ่งไม่เป็นปัจจุบัน ที่เกิดจาก การกระทบสัมผัสทางทวารทั้ง 5 เรียกว่ากามคุณ 5 ต้องมีครบรอบ จะหลงไปเป็นปัจจุบัน ที่ไม่ได้มีสัมผัสครบพร้อม และลักษณะของจิตที่คุณยังมีความชอบหรือชัง มีสุขมีทุกข์กับรสกาม ยังไม่ใช่ความดับ ยังเป็นภพชาติ ความสุข แต่สุขกับทุกข์ มันอันเดียวกัน ถ้ามีสุขก็ต้องมีทุกข์ มันก็ต้องไม่มีสุขอย่างเด็ดขาดหมดเลย จึงไม่มีทุกข์ หรือดับเหตุแห่งความสุขหรือความทุกข์ หมดอย่างเด็ดขาด สุขหรือทุกข์ก็จะไม่มี อาศัยเพียงพยัญชนะ มาพูดว่าสุขหรือทุกข์เท่านั้น

อาการอารมณ์ไม่สุขไม่ทุกข์ โดยสามัญ โลกีย์ก็มี แต่มันไม่ใช่เป็นความรู้ มันเป็นไปตามธรรมชาติ เป็นเพียงการพักยก เป็นตามธรรมชาติเฉยๆ มันไม่ได้สามารถ ล้างเหตุปัจจัยที่คุณยังไม่ชัดเจน ในสุขหรือทุกข์ ไม่ได้ล้างออกให้หมดไปอย่างถาวรเลย ไม่มีเปลี่ยนแปลง ให้ไม่สุขไม่ทุกข์ถาวรเลย ไม่แวบเลย หมดสุขหมดทุกข์เลย ซึ่งยากที่คนไม่มีความจริงในตัวเองแล้ว จะเข้าใจไม่ได้ พาดพิงถึงท่านพุทธทาส ที่ท่านเข้าใจว่า ความไม่มีสุขไม่มีทุกข์ หรือจิตว่าง ท่านเข้าใจและท่านก็มี แต่ท่านไม่รู้ว่า ที่มีอยู่อย่างถาวรยั่งยืน เพราะต้องดับเหตุตัวกิเลส เป็นปรมัตถธรรม เป็นจิตเจตสิกต่างๆ แต่ท่านไม่ได้ปฏิบัติ จิตเจตสิกต่างๆ ที่เป็นรายละเอียดมาก เขาแยกแค่ จิต 89 หรือ 121 เจตสิก 52 แล้วใช้พยัญชนะเรียกสภาวะต่างๆ ท่านพุทธทาสเข้าใจไม่ได้ บอกว่าเป็นพระอภิธรรม เม็ดมะขาม นับเป็นรวมๆกัน จะนับเป็นตัวๆไม่ได้เลย คือท่านปฏิเสธ ความมีของอาการจิตเจตสิกต่างๆ ท่านมี แต่ท่านไม่รู้ในสภาวะนั้น ท่านก็เลยปฏิเสธว่า ไม่มีไม่เห็น ท่านจึงได้แต่ความว่าง ที่เป็นได้ชั่วคราว แล้วท่านก็สอนความว่างชั่วคราว ในปัจจุบันนั้น ในอนาคตท่านไม่รู้เรื่อง ท่านไม่เอาอดีตอนาคตเลย จริง อดีตและอนาคต ไม่ใช่สัจจะตัวแท้ที่สุด อย่างปัจจุบัน มันเป็นจริง แต่ว่า อดีตก็ตามอนาคตก็ตาม มันก็เกิดจากปัจจุบัน ที่คนยึดถือ เพราะฉะนั้น เข้าใจความคิดท่านจริงๆ คืออุปาทาน ความคิดถึงที่ไปยึดถือในอดีตและอนาคต แล้วมารวมลงที่ปัจจุบัน ปัจจุบันยังไม่ขาดจาก อดีตและอนาคต ท่านยังแยกไม่ออก และจริงๆ มันมีความซ้อน แม้ปัจจุบัน สัมผัสด้วยลิ้น สิ่งที่เป็นอดีตเคยมีมา ถ้าคุณยังจำได้ ว่าเราเคยทำมาแล้ว จะเทียบได้ มันจะเป็นธรรมะ 2 ที่ยืนยันว่า ส่วนอนาคตยังไม่มี เราไม่ต้องกังวล เอาแต่ปัจจุบันอย่างเดียวก็จบ อนาคตจะมีหรือไม่มี มันก็ยังไม่เคยมี อนาคตเมื่อมาถึงปัจจุบัน อนาคตก็หายไป ก็เหลือเป็นปัจจุบัน อนาคตจะมีหรือไม่มี ก็จบอยู่ที่ปัจจุบันกับอดีต พระพุทธเจ้าถึงได้พิสูจน์ เวทนาปัจจุบันกับอดีต ให้เป็นความ 0 0 0 0 0 จนไม่มีการเปลี่ยนแปลงเป็นอื่นได้ ศูนย์อยู่ตลอดเวลา 00000 เอาแค่อดีตกับปัจจุบัน 2 อันนี้อนาคตก็ต้อง0 เมื่อปัจจุบัน 0 ยังไม่บอก เพราะไม่มีเว้นวรรค จะสัมผัสแรงเบาหนัก ละเอียดหรือหยาบอย่างไรทั้งหมด จนแน่ใจว่าจะมาลีลาไหน รู้ตัวหรือไม่รู้ตัว ทีเผลอไม่ทีเผลอ ก็0ทั้งนั้น จนคุณแน่ใจและเป็นจริงด้วยก็จบ

สัมมาสมาธิเป็นของอาริยะ สมาธิที่พระพุทธเจ้าเสนอขึ้นมา ท่านตรัสแปลว่า สัมมาสมาธิเป็นของอาริยะ ไม่ใช่ของปุถุชน ไม่ใช่ของโลกีย์ แต่เป็นอีกอันหนึ่งต่างหาก อัญญะ ปัญญา เป็นธาตุรู้ตัวใหม่ ที่ต่างจากเดิมประดามีในโลก ยากที่ 1. คัมภีรา (ลึกซึ้ง) 2. ทุททัสสา (เห็นตามได้ยาก) 3. ทุรนุโพธา (บรรลุรู้ตามได้ยาก) 4. สันตา (สงบระงับอย่างสงบพิเศษ แม้จะวุ่นอยู่) . 5. ปณีตา (สุขุมประณีตไปตามลำดับ ไม่ข้ามขั้น) 6. อตักกาวจรา (คาดคะเนด้นเดามิได้) 7. นิปุณา (ละเอียดลึกถึงขั้นนิพพาน) 8. ปัณฑิตเวทนียา (รู้แจ้งได้เฉพาะผู้เป็นบัณฑิต บรรลุแท้จริงเท่านั้น) (พตปฎ. เล่ม 9 ข้อ 34) ความสงบนั้นไม่ใช่นิ่งๆ เฉยๆไม่ทำอะไร แต่ร้อนที่สุดก็สงบ เร็วที่สุดก็สงบอยู่ แรงที่สุดก็สงบอยู่ จัดจ้านที่สุดก็ยังสงบอยู่ ประเด็นสำคัญของพรหมชาลสูตร ไม่ใช่ธรรมดา ที่คนเราจะไปเข้าใจได้ง่ายๆ ประเด็นที่จิตสามารถทำให้เกิดความตั้งมั่น เป็นสมาธิ ตั้งมั่นด้วยจิต ที่ไม่มีกิเลสเหลือเลย สั่งสมตกผลึกเป็นจิตที่ตั้งมั่น ไม่ใช่กดจิตที่มีกิเลส ให้เป็นก้อนผนึกกันอยู่แน่น ไม่แสดงลีลาออกเลย มันก็แน่น ตั้งมั่น แข็งแรง ก็ไม่เปลี่ยนแปลงเหมือนกัน นานปีได้ เป็นกัปป์ๆ อย่างอาฬารดาบส อุทกดาบส คือเวลาพลังงานวิญญาณเรา ไม่มีรูปนามขันธ์ 5 ไม่มีดินน้ำไฟลมอากาศนี้แล้ว ก็จะไม่มีรูปร่างไม่มีอะไร ใครจะสัมผัสอะไรไม่ได้ ใครจะไปช่วยตรงไหนไม่ได้ พระพุทธเจ้าเอง ตามรู้จิตวิญญาณ อย่างเก่งมาก พอจะรู้ได้ แต่อย่างอาฬารดาบส อุทกดาบส ตายไปแล้ว ก็ไม่รู้จะช่วยยังไง ช่วยไม่ได้ คนที่ทำอย่างมิจฉาทิฏฐิ แล้วไม่บรรลุ ก็ให้เลิกเสีย มาเรียนรู้ตามพระพุทธเจ้า เลิกจากความสุขความทุกข์เยอะ อบายมุขกับเรื่องต่ำเรื่องเลวๆ เช่นเรายังทุจริต ขี้โกงเอาเปรียบเอารัด หนักหนาสาหัสขนาดนี้ เช่น จะต้องได้เปรียบเขาอย่างเท่าไหร่ก็ไม่พอ ไม่หยุด ให้หยุดเท่าไหร่ ฉันก็ไม่หยุดไม่พอ อันนี้หยาบจนสุดหยาบแล้วนะ รู้จักคำว่าพอหรือหยุดบ้างไหม ถ้าเริ่มหยุดเริ่มพอ แล้วหยุดจริงๆ เราได้แค่แสนๆล้าน ก็พอแล้วนะ นี่ก็บ้าแล้ว โลภมากหนักแล้วนะนี่ แค่ร้อยหนึ่งก็พอแล้ว ร้อยหนึ่งก็มากแล้ว แม้แต่ที่สุด เราไม่มีเลย 0 ก็พอ แต่จะอยู่ได้อย่างไร ก็อยู่ด้วยสมรรถภาพ และความขยันหมั่นเพียร ถ้าไม่ทำ ก็ไม่มีอะไรเกิด ธรรมชาติมีอยู่ ก็เก็บธรรมชาติกินพอได้ แต่ถ้าใครๆก็จอง ธรรมชาติหมด แล้วมีเจ้าของหมด เราก็ต้องทำเอง แล้วก็ใช้กินตามที่เราทำได้ จริงๆแล้วจิตวิญญาณมนุษย์ รู้จักสิ่งประเสริฐสิ่งดี เราไม่เห็นแก่ตัว ไม่เบียดเบียนใคร และช่วยคนอื่น เราช่วยคนอื่น แล้วคนอื่นจะไม่ช่วยเราเลย มันเป็นไปไม่ได้ เพราะฉะนั้น คนหนึ่ง สองคนก็พึ่งพาได้ ถ้ามีร้อยคนพันคน ทำไมจะพึ่งพากันไม่ได้ เราไม่ได้กินใช้มากมายอะไร ชีวิตกินใช้นิดเดียว พิสูจน์ได้ มนุษย์ไม่ใช่สัตว์เดรัจฉาน เป็นคน จะไม่มีจิตใจเอื้อเฟื้อ เกื้อกูลกันได้อย่างไร แล้วก็มีสมรรถนะสร้างเองมากินใช้ได้ อย่างเดรัจฉานบางตัว มันยังสร้างเอง ใช้เองกินเองได้เลย เพราะฉะนั้น คนเอง ผลิตสิ่งที่กินใช้เองได้ เพราะฉะนั้น จะรู้ว่าสิ่งที่อาศัยกับชีวิตนั้น มีเล็กน้อยเหลือเกิน จะให้สังขารร่างกายตั้งอยู่ มันเล็กน้อยจริงๆ ไปพิสูจน์กันมาแล้ว ประเด็นสำคัญในพรหมชาลสูตร คือให้พิสูจน์ธาตุรู้ในตนเอง คือเวทนา หากไม่รู้จักเวทนา เป็นฐานปฏิบัติ ที่เรียกว่า กรรมฐาน เวทนาเป็นอย่างไร ก็เอามาศึกษา หากรู้แล้วว่า อันนี้คือเวทนา ต่างกับ สัญญา สังขาร วิญญาณ มีอาการต่างกัน แม้ที่สุด เวทนา สัญญา เจตนา ผัสสะ มนสิการ มันต่างกันอย่างไร คุณแยกแยะได้แล้วก็ปฏิบัติ มนสิการเกิด ต้องจัดการจิต จัดการเมื่อมีผัสสะ ถ้าขาดผัสสะ ไม่มีความจริงให้รู้ได้ เมื่อผัสสะแล้วจะมีเวทนา ก็ต้องใช้ธาตุจิต กำหนดหมายรู้ อาการอย่างนี้ มันเป็นหน้าที่ของจิต ประสิทธิภาพของจิต สามารถกำหนดรู้ได้ ใครที่ใช้สัญญาไม่ได้ ใช้สัญญาในการศึกษา ปรมัตถ์ หากใช้สัญญาไม่เป็น ก็ไม่มีทางบรรลุธรรม สัญญาเป็นตัวสำคัญที่สุด ที่ทำงานอยู่ตลอดเวลา กำหนดรู้เวทนา สัญญา สังขาร กำหนดรู้รูป สัญญาเป็นตัวการทั้งนั้น มีอัญญะ สัญญะ เจริญเป็นกัญญะ คัญญะ ฆัญญะ อีกเยอะ ก็รู้สภาวธรรม ที่ไปเรียกทำให้เจริญ เป็นสองลักษณะ ผู้ที่สามารถรู้นามธรรม มันไม่มีรูปร่างตัวตน รู้ได้ด้วยอาการ นิมิต เห็นความแตกต่างด้วย ลิงคะ เราจะรู้อาการ ลิงค นิมิต จากผู้รู้มาอุเทส อย่างเช่น อาตมาบรรยายให้เข้าใจ ซึ่งคนรู้เอง โดยไม่มีใครมาบอกมาก่อนไม่ได้ เพราะว่าเป็นความรู้ ที่ลึกซึ้งมาก ในระดับพระพุทธเจ้า เป็นเจ้าของธรรมะนี้ ถ้าไม่มีพระพุทธเจ้า มาเปิดเผยในโลกนี้ จะไม่มีความรู้อย่างนี้เกิด พระพุทธเจ้าหรือผู้ที่เป็นสาวก ได้ฟังพระพุทธเจ้ามาก่อนแล้วมี DNA ของพระพุทธเจ้า เอามาเปิดเผย ถ้าไม่มีเชื้อนี้เลย เกิดเองไม่ได้ ไม่มีปุถุชนใด เกิดเองได้ พระพุทธเจ้าตรัสว่า ศาสนานี้สายเดียวที่มี สายอื่นไม่มี ซึ่งก็เป็นการท้าทายให้มาพิสูจน์ แล้วก็จะชัดเจน ได้มีสิ่งนี้ขึ้นมา

อดีต อนาคต อัตตา กับโลก ล.9 ข้อ[29] 3. อนึ่ง ในฐานะที่ 3 สมณพราหมณ์ผู้เจริญ อาศัยอะไร ปรารภอะไร จึงมีทิฏฐิว่าเที่ยง บัญญัติอัตตาและโลกว่าเที่ยง? ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมณะหรือพราหมณ์บางคนในโลกนี้ อาศัยความเพียร เป็นเครื่องเผากิเลส อาศัยความเพียรที่ตั้งมั่น อาศัยความประกอบเนืองๆ อาศัยความไม่ประมาท อาศัยมนสิการโดยชอบ แล้ว บรรลุเจโตสมาธิ อันเป็นเครื่องตั้งมั่นแห่งจิต ตามระลึกถึง ขันธ์ที่เคยอาศัยอยู่ ในกาลก่อนได้หลายประการ คือ ตามระลึกถึงขันธ์ที่เคยอาศัยอยู่ในกาลก่อนได้ สิบสังวัฏฏวิวัฏฏกัป (สังวัฏ=มี วิวัฏ=ไม่มี)บ้าง ยี่สิบบ้าง สามสิบบ้าง สี่สิบบ้าง ว่าในกัปโน้น เรามีชื่ออย่างนั้น มีโคตรอย่างนั้น มีผิวพรรณอย่างนั้น มีอาหารอย่างนั้น ได้เสวยสุขเสวยทุกข์ อย่างนั้นๆ มีกำหนดอายุเพียงเท่านั้น ครั้นจุติจากนั้นแล้ว ได้ไปเกิดในกัปโน้น แม้ในกัปนั้น เรามีชื่ออย่างนั้น มีโคตรอย่างนั้น มีผิวพรรณ(วรรณะ)อย่างนั้น มีอาหารอย่างนั้น เสวยสุขเสวยทุกข์อย่างนั้นๆ มีกำหนดอายุเพียงเท่านั้น ครั้นจุติจากนั้นแล้ว ได้มาบังเกิดในกัปนี้ ย่อมตามระลึกถึงขันธ์ ที่เคยอาศัยอยู่ในกาลก่อนได้ หลายประการ พร้อมทั้งอาการ พร้อมทั้งอุเทศ ฉะนี้ เขาจึงกล่าวอย่างนี้ว่า อัตตาและโลกเที่ยง คงที่ ตั้งอยู่มั่นดุจยอดภูเขา ตั้งอยู่มั่นดุจเสาระเนียด พ่อครูว่า...ในอาหาร มีมโนสัญเจตนาหาร มโนสัญเจตนา ที่ดีที่สุด คือมีเจตนาได้ แต่ไม่ได้ หรือได้ก็ไม่ชอบใจ หรือไม่ชัง ไม่ฟูใจหรือแฟบใจ แต่ถ้าไม่ได้แล้ว แต่มันควรได้ก็ทำต่อ ก็ตรวจว่าที่ไม่ได้หรือไม่ดี เพราะอะไร เหตุปัจจัยไม่ครบอย่างไร เพราะเหตุไม่พอ ผลก็เลยไม่ได้ เหตุผิด ผลก็ผิด เป็นต้น ก็ชัดเจนและแก้ไขปรับปรุง เมื่อมันได้แล้ว อุตสาหะทำ บางทีก็เป็นประโยชน์ตนเอง บางทีก็เป็นประโยชน์คนอื่น คนเราก็มีความรู้ความคิดจากนี้และมีชีวิตอยู่ทำไป ในอาหาร ตั้งแต่กวฬิงการาหาร ผัสสาหาร มโนสัญเจตนาหาร หรือวิญญาณาอหาร แล้ววิญญาณจากที่เคยมีสุขทุกข์ มีนรกสวรรค์ แล้วก็ปฏิบัติ จนไม่มี มี แต่มีหรือไม่มี เป็นหรือไม่เป็น ได้ก็ไม่มีกิเลส ฟูใจ ไม่ได้ก็ไม่แฟบใจ ถ้าไม่ได้แล้วจะต่อก็ต่อควรต่อ ก็ทำใหม่ อย่าให้บกพร่อง สรุปลงท้าย ไม่ฟูไม่แฟบ ไม่ไปไม่มา ไม่สุขไม่ทุกข์ มีกับไม่มี ไม่สมมติ สิ่งที่เป็นที่มี ถ้าเกิดแล้ว จำไว้เป็นอดีต ถ้ายังไม่เกิด ก็เป็นอนาคต เพราะฉะนั้น ปัจจุบันก็คือ มีเกิดแล้วก็แล้ว หรือยังไม่เกิด เกิดแล้วก็คืออดีต ยังไม่เกิดเรียกอนาคต แล้วจะต่อหรือไม่ก็รู้ รู้พลังสันตติ ต่อก็มีอนาคตตามมโนสัญเจตนาหรือไม่ ถ้าไม่ต่อก็จบ อดีตก็แล้วไป ความคิด จะให้มันเป็นอย่างโน้นอย่างนี้ ในอนาคต ท่านก็สรุปรวมว่า หนึ่งเป็นนิโรธ อีกหนึ่งเป็นอัตตา ถ้าไม่มีหลัก ก็ปรุงไม่จบ มันจะไม่มีแค่สิ่งที่ไม่มี แต่เราคิดให้มี จะไม่มีแค่ 44 อนาคต เพราะมันไม่มีกำหนดจุดหมายเลย จะเป็นอีกล้านๆๆ แล้วคนก็ทุกข์ เพราะไม่มีเขตขอบอะไรเลย คนไม่มีขอบเขตอะไร เรียกว่า ไม่มีที่สิ้นสุด คนเช่นนี้ตีทิ้งเลย ไม่มีจุดจบจุดพอ โลกไม่มีที่สิ้นสุด อัตตาไม่มีที่สิ้นสุด คนนี้ก็ไม่ต้องพูดด้วยแล้ว เพราะคุณมีอัตตา คือเรา โลกคืออันอื่น ที่หยิบมาพูดกันรู้เรื่อง ถ้าอะไรหยิบมาพูดกันไม่รู้เรื่อง ก็ไม่ต้องพูด เช่นบอกว่าโลกคือเอกภพแล้วอยู่ไหน ถ้าหยิบมาไม่ได้ ก็ไม่ต้องพูดแล้ว อัตตาคือเรา เกี่ยวกับเรา มาแตะอันอื่นที่ไม่ใช่เรา

ส่วนเหล่าสัตว์นั้น ย่อมแล่นไป ย่อมท่องเที่ยวไป ย่อมจุติ ย่อมเกิด แต่สิ่งที่เที่ยงเสมอคงมีอยู่แท้ ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะเหตุว่า ข้าพเจ้าอาศัยความเพียรเป็นเครื่องเผากิเลส อาศัยความเพียรที่ตั้งมั่น อาศัยความประกอบเนืองๆ อาศัยความไม่ประมาท อาศัยมนสิการโดยชอบ แล้ว บรรลุเจโตสมาธิ อันเป็นเครื่องตั้งมั่นแห่งจิต ตามระลึกถึงขันธ์ ที่เคยอาศัยอยู่ในกาลก่อน ได้หลายประการ คือ ตามระลึกถึงขันธ์ ที่เคยอาศัยอยู่ในกาลก่อน ได้สิบสังวัฏฏ วิกัฏฏกัปบ้าง ยี่สิบบ้างสามสิบบ้าง สี่สิบบ้าง ว่าในกัปโน้น เรามีชื่ออย่างนั้น มีโคตรอย่างนั้น มีผิวพรรณอย่างนั้น มีอาหารอย่างนั้น เสวยสุขเสวยทุกข์อย่างนั้นๆ มีกำหนดอายุ เพียงเท่านั้น

เอกัจจสัสสติกทิฏฐิ 4 [31] ดูกรภิกษุทั้งหลาย มีสมณพราหมณ์พวกหนึ่ง มีทิฏฐิว่า บางอย่างเที่ยง บางอย่างไม่เที่ยง จึงบัญญัติอัตตาและโลกว่า บางอย่างเที่ยง บางอย่างไม่เที่ยง ด้วยเหตุ 4 ประการ ก็สมณพราหมณ์ผู้เจริญพวกนั้น อาศัยอะไร ปรารภอะไร จึงมีทิฏฐิว่า บางอย่างเที่ยง บางอย่างไม่เที่ยง บัญญัติอัตตาและโลกว่า บางอย่างเที่ยง บางอย่างไม่เที่ยง ด้วยเหตุ 4 ประการ? 5. (1) ดูกรภิกษุทั้งหลาย มีสมัยบางครั้งบางคราว โดยระยะกาลยืดยาวช้านาน ที่โลกนี้พินาศ เมื่อโลกกำลังพินาศอยู่ โดยมากเหล่าสัตว์ ย่อมเกิดในชั้นอาภัสสรพรหม สัตว์เหล่านั้น ได้สำเร็จทางใจ มีปีติเป็นอาหาร มีรัศมีซ่านออกจากกายตนเอง สัญจรไปได้ในอากาศ อยู่ในวิมานอันงาม สถิตอยู่ในภพนั้น สิ้นกาลยืดยาวช้านาน ดูกรภิกษุทั้งหลาย มีสมัยบางครั้ง บางคราว โดยระยะกาลยืดยาวช้านาน ที่โลกนี้กลับเจริญ เมื่อโลกกำลังเจริญอยู่ วิมาน(วิ=ไม่ มาน=จิต) ของพรหมปรากฏว่าว่างเปล่า ครั้งนั้น สัตว์ผู้ใดผู้หนึ่งจุติจากชั้นอาภัสสรพรหม เพราะสิ้นอายุหรือเพราะสิ้นบุญ (งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกรา) ย่อมเข้าถึงวิมานพรหม ที่ว่างเปล่า แม้สัตว์ผู้นั้น ก็ได้สำเร็จทางใจ (คุณมีมโนมยิทธิ จิตคุณก็เลยมี เป็นฝันซ้อนฝัน) มีปีติเป็นอาหาร มีรัศมีซ่านออกจากกายตนเอง สัญจรไปได้ในอากาศ อยู่ในวิมานอันงาม สถิตอยู่ในภพนั้น สิ้นกาลยืดยาวช้านาน เพราะสัตว์ผู้นั้นอยู่ในวิมานนั้น แต่ผู้เดียวเป็นเวลานาน จึงเกิดความกระสัน ความดิ้นรนขึ้นว่า โอหนอ แม้สัตว์เหล่าอื่น ก็พึงมาเป็นอย่างนี้บ้าง ต่อมาสัตว์เหล่าอื่น ก็จุติจากชั้นอาภัสสรพรหม เพราะสิ้นอายุ หรือเพราะสิ้นบุญ ย่อมเข้าถึงวิมานพรหม เป็นสหายของสัตว์ผู้นั้น แม้สัตว์พวกนั้น ก็ได้สำเร็จทางใจ มีปีติเป็นอาหาร มีรัศมีซ่านออกจากกายตนเอง สัญจรไปได้ในอากาศ อยู่ในวิมานอันงาม สถิตอยู่ในภพนั้น สิ้นกาลยืดยาวช้านาน ดูกรภิกษุ ทั้งหลายบรรดาสัตว์จำพวกนั้น ผู้ใดเกิดก่อน ผู้นั้นย่อมมีความคิดเห็นอย่างนี้ว่า เราเป็นพรหม เราเป็นมหาพรหม เป็นใหญ่ ไม่มีใครข่มได้ เห็นถ่องแท้ เป็นผู้กุมอำนาจ เป็นอิสระ เป็นผู้สร้างเป็นผู้นิรมิต เป็นผู้ประเสริฐ เป็นผู้บงการ เป็นผู้ทรงอำนาจ เป็นบิดาของหมู่สัตว์ผู้เป็นแล้ว และกำลังเป็น (ใครจะมาฉันก็เป็นก่อนทั้งนั้น) สัตว์เหล่านี้เรานิรมิต ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะเหตุว่า เราได้มีความคิดอย่างนี้ก่อนว่า โอหนอ แม้สัตว์เหล่าอื่น ก็พึงมาเป็นอย่างนี้บ้าง ความตั้งใจของเราเป็นเช่นนี้ และสัตว์เหล่านี้ ก็ได้มาเป็นอย่างนี้แล้ว แม้พวกสัตว์ที่เกิดภายหลัง ก็มีความคิดเห็นอย่างนี้ว่า มีศักดิ์มากกว่า ส่วนผู้ที่เกิดภายหลัง มีอายุน้อยกว่า มีผิวพรรณทรามกว่า มีศักดิ์น้อยกว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็เป็นฐานะที่จะมีได้แล ที่สัตว์ผู้ใดผู้หนึ่ง จุติจากชั้นนั้นแล้วมาเป็นอย่างนี้ เมื่อมาเป็นอย่างนี้แล้ว ก็ออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิต เมื่อบวชแล้ว อาศัยความเพียร เป็นเครื่องเผากิเลส อาศัยความเพียรที่ตั้งมั่น อาศัยความประกอบเนืองๆ อาศัยความไม่ประมาท อาศัยมนสิการโดยชอบ แล้ว บรรลุเจโตสมาธิ อันเป็นเครื่องตั้งมั่นแห่งจิต ตามระลึกถึงขันธ์ ที่เคยอาศัยอยู่ในกาลก่อนนั้นได้ หลังแต่นั้นไประลึกไม่ได้ (คือได้เท่าไหร่ก็เท่านั้น) เขาจึงได้กล่าวอย่างนี้ว่า ท่านผู้ใดแลเป็นพรหม เป็นมหาพรหม เป็นใหญ่ ไม่มีใครข่มได้ เห็นถ่องแท้ เป็นผู้กุมอำนาจ เป็นอิสระ เป็นผู้สร้าง เป็นผู้นิรมิต เป็นผู้ประเสริฐ เป็นผู้บงการ เป็นผู้ทรงอำนาจ เป็นบิดาของหมู่สัตว์ผู้เป็นแล้ว และกำลังเป็น พระพรหมผู้เจริญใด ที่นิรมิตพวกเรา พระพรหมผู้เจริญนั้น เป็นผู้เที่ยง ยั่งยืน คงทน มีอันไม่แปรผันเป็นธรรมดา จักตั้งอยู่เที่ยงเสมอไป เช่นนั้นทีเดียว ส่วนพวกเรา ที่พระพรหมผู้เจริญนั้น นิรมิตแล้วนั้นเป็นผู้ไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืน มีอายุน้อย ยังต้องจุติมาเป็นอย่างนี้เช่นนี้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นฐานะที่ 1 ซึ่งสมณพราหมณ์พวกหนึ่ง อาศัยแล้ว ปรารภแล้ว จึงมีทิฏฐิว่า บางอย่างเที่ยง บางอย่างไม่เที่ยง ย่อมบัญญัติอัตตาและโลกว่า บางอย่างเที่ยง บางอย่างไม่เที่ยง . พ่อครูว่า… บางอย่างเที่ยงคือพระบิดา บางอย่างไม่เที่ยงคือพระบุตร อัตตาคือเรา โลกคืออื่นๆ

[32] 6. (2) อนึ่ง ในฐานะที่ 2 สมณพราหมณ์ผู้เจริญ อาศัยอะไร ปรารภอะไรจึงมีทิฏฐิว่า บางอย่างเที่ยง บางอย่างไม่เที่ยง บัญญัติอัตตาและโลกว่า บางอย่างเที่ยง บางอย่างไม่เที่ยง? (พ่อครูว่า… เที่ยงคือบิดา เพราะไม่อาจรู้ว่าใครใหญ่กว่านี้ ก็ยกให้อันนี้) ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกเทวดาชื่อว่าขิฑฑาปโทสิกะ มีอยู่ พวกนั้นพากันหมกมุ่นอยู่แต่ในความรื่นรมย์ คือ การสรวลเสและการเล่นหัว จนเกินเวลา เมื่อพวกนั้นพากันหมกมุ่นอยู่ แต่ในความรื่นรมย์ คือ การสรวลเสและการเล่นหัว จนเกินเวลา สติก็ย่อมหลงลืม เพราะสติหลงลืม จึงพากันจุติจากชั้นนั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็เป็นฐานะที่จะมีได้แล ที่สัตว์ผู้ใดผู้หนึ่ง จุติจากชั้นนั้นแล้วมาเป็นอย่างนี้ เมื่อมาเป็นอย่างนี้แล้ว จึงออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิต เมื่อบวชแล้ว อาศัยความเพียรเป็นเครื่องเผากิเลส อาศัยความเพียรที่ตั้งมั่น อาศัยความประกอบเนืองๆ อาศัยความไม่ประมาท อาศัยมนสิการโดยชอบ แล้วบรรลุเจโตสมาธิ อันเป็นเครื่องตั้งมั่นแห่งจิต ตามระลึกถึงขันธ์ ที่เคยอาศัยอยู่ในกาลก่อนนั้นได้ หลังแต่นั้นไประลึกไม่ได้ เขาจึงกล่าวอย่างนี้ว่า ท่านพวกเทวดาผู้มิใช่เหล่าขิฑฑาปโทสิกะ ย่อมไม่พากันหมกมุ่น อยู่แต่ในความรื่นรมย์ คือ การสรวลเส และการเล่นหัวจนเกินเวลา เมื่อพวกนั้นไม่พากันหมกมุ่นอยู่แต่ในความรื่นรมย์ คือ การสรวลเส และการเล่นหัวจนเกินเวลา สติย่อมไม่หลงลืม เพราะสติไม่หลงลืม พวกเหล่านั้น จึงไม่จุติจากชั้นนั้น เป็นผู้เที่ยง ยั่งยืน คงทน มีอันไม่แปรผันเป็นธรรมดา จักตั้งอยู่เที่ยงเสมอไปเช่นนั้น ทีเดียว ส่วนพวกเราเหล่าขิฑฑาปโทสิกะ หมกมุ่นอยู่แต่ในความรื่นรมย์ คือ การสรวลเส และการเล่นหัว จนเกินเวลา เมื่อพวกเรานั้น พากันหมกมุ่นอยู่แต่ในความรื่นรมย์ คือ การสรวลเส และการเล่นหัวจนเกินเวลา สติย่อมหลงลืม เพราะสติหลงลืม พวกเราจึงพากันจุติจากชั้นนั้น เป็นผู้ไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืน มีอายุน้อย ยังต้องจุติมาเป็นอย่างนี้ เช่นนี้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นฐานะที่ 2 ซึ่งสมณพราหมณ์พวกหนึ่ง อาศัยแล้ว ปรารภแล้วจึงมีทิฏฐิว่า บางอย่างเที่ยง บางอย่างไม่เที่ยง ย่อมบัญญัติอัตตาและโลกว่า บางอย่างเที่ยง บางอย่างไม่เที่ยง. [33] 7. (3) อนึ่ง ในฐานะที่ 3 สมณพราหมณ์ผู้เจริญอาศัยอะไร ปรารภอะไรจึงมีทิฏฐิว่า บางอย่างเที่ยง บางอย่างไม่เที่ยง บัญญัติอัตตาและโลกว่า บางอย่างเที่ยง บางอย่างไม่เที่ยง? ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกเทวดาชื่อว่ามโนปโทสิกะมีอยู่ พวกนั้นมักเพ่งโทษกันและกันเกินควร เมื่อมัวเพ่งโทษกันเกินควร ย่อมคิดมุ่งร้ายกันและกัน เมื่อต่างคิดมุ่งร้ายกันและกัน จึงลำบากกายลำบากใจ พากันจุติจากชั้นนั้น (พวกนี้อัตตาแข่งดีแข่งเด่น) ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็เป็นฐานะที่จะมีได้แล ที่สัตว์ผู้ใดผู้หนึ่ง จุติจากชั้นนั้นแล้วมาเป็นอย่างนี้ เมื่อมาเป็นอย่างนี้แล้ว ออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิต (คือยังไม่จบ พยายามเคลื่อนเพื่อหาความจบ) เมื่อบวชแล้ว อาศัยความเพียรเป็นเครื่องเผากิเลส อาศัยความเพียรที่ตั้งมั่น อาศัยความประกอบเนืองๆ อาศัยความไม่ประมาท อาศัยมนสิการโดยชอบแล้ว บรรลุเจโตสมาธิ อันเป็นเครื่องตั้งมั่นแห่งจิต ตามระลึกถึงขันธ์ ที่เคยอาศัยอยู่ในกาลก่อนนั้นได้ หลังแต่นั้นไประลึกไม่ได้ เขาจึงกล่าวอย่างนี้ว่า ท่านพวกเทวดาผู้มิใช่เหล่ามโนปโทสิกะ ย่อมไม่มัวเพ่งโทษ กันและกันเกินควร เมื่อไม่มัวเพ่งโทษกันและกันเกินควร ก็ไม่คิดมุ่งร้ายกันและกัน เมื่อต่างไม่คิดมุ่งร้ายกันและกันแล้ว ก็ไม่ลำบากกาย ไม่ลำบากใจ (พวกนี้สะกดจิตตนเองไว้) พวกนั้นจึงไม่จุติจากชั้นนั้น เป็นผู้เที่ยง ยั่งยืน คงที่ มีอันไม่แปรผันเป็นธรรมดา จักตั้งอยู่เที่ยงเสมอไป เช่นนั้นทีเดียว ส่วนพวกเราได้เป็นพวกมโนปโทสิกะ มัวเพ่งโทษกันและกันเกินควร เมื่อมัวเพ่งโทษกันและกันเกินควร ก็คิดมุ่งร้ายกันและกัน เมื่อต่างคิดมุ่งร้ายกันและกัน ก็พากันลำบากกาย ลำบากใจ พวกเราจึงพากันจุติจากชั้นนั้น เป็นผู้ไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืน มีอายุน้อย ยังต้องจุติมาเป็นอย่างนี้ เช่นนี้ ดูกรภิกษุทั้งหลายนี้เป็นฐานะที่ 3 ซึ่งสมณพราหมณ์พวกหนึ่ง อาศัยแล้ว ปรารภแล้ว จึงมีทิฏฐิว่า บางอย่างเที่ยง บางอย่างไม่เที่ยง ย่อมบัญญัติอัตตาและโลกว่า บางอย่างเที่ยง บางอย่างไม่เที่ยง. (พ่อครูว่า... เอกัจจะคือบางอย่าง สันสตะ คือไปไม่มีที่สิ้นสุด ผู้นี้จะรู้สึกบางอย่างเที่ยง บางอย่างไม่เที่ยงตลอดไป) [34] 8. (4) อนึ่ง ในฐานะที่ 4 สมณพราหมณ์ผู้เจริญ อาศัยอะไร ปรารภอะไรจึงมีทิฏฐิว่า บางอย่างเที่ยง บางอย่างไม่เที่ยง บัญญัติอัตตาและโลกว่า บางอย่างเที่ยง บางอย่างไม่เที่ยง? ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมณะหรือพราหมณ์บางคนในโลกนี้ เป็นนักตรึก เป็นนักค้นคิดกล่าวแสดงปฏิภาณของตนตามที่ตรึกได้ ตามที่ค้นคิดได้ อย่างนี้ว่า สิ่งที่เรียกว่าจักษุก็ดี โสตะก็ดี ฆานะก็ดี ชิวหาก็ดี กายก็ดี นี้ได้ชื่อว่าอัตตา เป็นของไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืน ไม่คงทน มีอันแปรผันเป็นธรรมดา ส่วนสิ่งที่เรียกว่าจิตหรือใจหรือวิญญาณ นี้ชื่อว่าอัตตา เป็นของเที่ยง ยั่งยืน คงทน มีอันไม่แปรผันเป็นธรรมดา จักตั้งอยู่เที่ยงเสมอไปเช่นนั้นทีเดียว ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นฐานะที่ 4 ซึ่งสมณพราหมณ์พวกหนึ่ง อาศัยแล้ว ปรารภแล้ว จึงมีทิฏฐิว่า บางอย่างเที่ยง บางอย่างไม่เที่ยง ย่อมบัญญัติอัตตาและโลกว่า บางอย่างเที่ยง บางอย่างไม่เที่ยง. ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมณพราหมณ์เหล่านั้น มีทิฏฐิว่า บางอย่างเที่ยง บางอย่างไม่เที่ยง ย่อมบัญญัติอัตตาและโลกว่า บางอย่างเที่ยง บางอย่างไม่เที่ยง ด้วยเหตุ 4 ประการนี้แล. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สมณะหรือพราหมณ์ เหล่าใดเหล่าหนึ่ง มีทิฏฐิว่า บางอย่างเที่ยง บางอย่างไม่เที่ยง จะบัญญัติอัตตาและโลกว่า บางอย่างเที่ยง บางอย่างไม่เที่ยง สมณพราหมณ์เหล่านั้นทั้งหมด ย่อมบัญญัติด้วยเหตุ 4 ปร

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน