600403_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ บุญกับฌาน และกายคือนามรูป.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2560
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์25 KB
วันที่แก้ไข9 เมษายน 2560

เนื้อหาในไฟล์

600403_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ บุญกับฌาน และกายคือนามรูป

ผู้แพ้เป็นคือผู้ฉลาดแท้ สมณะฟ้าไทว่า…วันนี้วันที่ 3 เมษายน 2560 ราชธานีอโศก เรากำลังเตรียมงานตลาดอาริยะ ก็ขอแรงมาช่วยกันหน่อย สำหรับเมื่อวานนี้ พ่อครูเทศน์ในรายการวิถีอาริยธรรม เรื่อง ความเข้าใจบุญผิด บุญมีหน้าที่เดียวคือ ฆ่ากิเลส พ่อครูภาคภูมิใจที่พาพวกเราสร้างปัจจัย 4 ได้เป็นสาระแห่งชีวิต พึ่งพาตนเองได้ อีกประเด็นคือ ท่านฉลาดที่จะเป็นผู้แพ้ แพ้แต่ไม่ผิด แพ้ก็แพ้ชะตาทรามดวงใจทรงความมั่นคง ทำให้คนเขาวางใจว่าเราแพ้ ถูกจับแล้วก็เลยไม่มาซีเรียสกับเรา ถ้าเราชนะ ป่านนี้คงจะเพ่งเล็งกันน่าดู พ่อครูว่า...ที่อาตมาแพ้เสียได้มันจบ เพราะสังคมไทย ในวงการศาสนา เถรสมาคมเขาเป็นใหญ่ อาตมาจะไปทำชนะเขาได้อย่างไร ไม่ว่าจะเป็นด้านไหน ทางด้านธรรมะก็ไม่ได้ เขาจะไม่ยอม เพราะเขาเชื่อว่า ธรรมะของเขาถูก อาตมาถูกไม่ได้ อาตมาต้องผิด อันนี้อาตมารู้ถึงการยึดมั่นถือมั่น ของคนแล้วอย่างดี อาตมาจึงไม่ดันทุรัง จะไปทำเอาชนะ เขาจะจับอย่างไร ก็เป็นไปตามครรลองของธรรมาภิบาลของโลก เพราะธรรมาภิบาลก็คือ เรื่องของกฎหมาย ที่จริงๆธรรมาภิบาลคือเรื่องทางธรรมะด้วย แต่เขาเอาทางโลกทางกฎหมาย มาจัดการอาตมา เขาไม่ได้เอาธรรมะมาจัดการอาตมา ไม่ได้เรียกอาตมาไปให้การเลย ทำอย่างนี้เป็นการผิดพระธรรมวินัย สัมมุขาวินัย แต่ทำประกาศนียกรรมอาตมา เอานิกายธรรมยุตกับมหานิกาย มารวมกัน แล้วเอาไปให้อาตมาเป็นต้น ก็สังเวชใจว่า ทำไมคณะใหญ่ทำผิด พยายามถล่มทลายอาตมา โดยทำอย่างผิดพระธรรมวินัย อาตมารวบรวมไว้ในหนังสือ ประนีประนอมกันด้วยนานาสังวาส เป็นเรื่องไม่ชอบมาพากล ในวงการศาสนา อาตมาก็พูดความจริงให้ประชาชนฟัง ใจจริงไม่ได้คิดจะเอาชนะคะคานเขาหรอก จึงเป็นการใช้วรยุทธ์ ของอาตมา เพื่อ

อ่านต่อ

ที่จะให้จบลงไป ในกระบวนการที่เขาจะต้องทำเช่นนั้น คือไม่เสียหน้าเขา เขาชนะเขาก็เลยไม่เสียหน้า อาตมาแพ้เสียได้ โดยที่เป็นที่รู้กันทั่วไปในประชาชน ก็ค่อยมาตั้งต้นเอาเอง สาธยายธรรมมะ ก็มีความพากเพียรเอา แม้เขาจะว่าแพ้ ไม่ถูก แต่ก็ได้บรรยายธรรมะไปโดยไม่ถูกปิดปาก ได้นำพาปฏิบัติ จนเกิดมวลมนุษย์ ที่เกิดมีดวงตาภูมิปัญญาเข้าใจได้ ทั้งๆที่ได้ยอมแพ้ คนทั่วไปส่วนใหญ่ เขาก็คิดตื้น มองแค่นั้นว่า อาตมาคือผู้ผิด ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลง เขาให้คะแนนแล้ว เขาก็ยึดมั่นถือมั่นว่าผิดแน่นอน ไม่มีทางขึ้นอีก ก็จบไปสำหรับผู้ที่ยึดมั่นถือมั่น แต่ผู้ที่ไม่ยึดมั่นถือมั่น ยังพอจะรับฟังได้บ้าง ก็มี มันจึงได้ผลตรงนี้ ผู้ที่ยึดมั่นถือมั่นก็ไม่ห่วงหรอก เขาจะต้องเป็นเช่นนั้น ยิ่งถ้าเขาเชื่อถือเหตุผลสิ่งแวดล้อม ของมหาเถรสมาคม ที่เขามีผู้รู้ ที่ยึดถือว่า อาตมาผิดแน่นอน อาตมาก็ไม่ได้ถือสา ว่าเขาจะต้องเป็นเช่นนั้น ถ้าเป็นอย่างอื่น ประเด็นของมันคืออาตมาพูดเพื่อ กอบกู้ความผิดให้ถูก อาตมาต้องมาพร้อมกับความถูก เมื่อมาพร้อมกับความถูก อีกฝ่ายหนึ่งที่อาตมาว่าเขาคิด มันก็ต้องใช่ ถ้าไม่ใช่ อาตมาก็มาทำแบบไม่ชัด เลอะ จะทำอะไรได้ ในความลึกซึ้งของวรยุทธ์ที่อาตมาทำ มันไม่ใช่เรื่องสามัญ มันเป็นวรยุทธ์ของจอมยุทธ์ พูดไปเหมือนคุยโม้ พูดเล่นแต่ที่จริงเป็นเรื่องจริง

อาตมาทำงานมาย่างเข้า 47 ปีแล้ว ทำงานด้านนี้เต็มชีวิต เอาชีวิตมาทางนี้ทำงานทางด้านศาสนาเต็มที่ และตั้งใจทำมาตลอดเวลา ก็เกือบ 50 ปีแล้ว ก็ยังไม่ท้อ และยังรู้สึกมีอัตราการก้าวหน้า ตลอดมาถึงวันนี้ ก็มีอัตราการก้าวหน้า วัดด้วยมิเตอร์ตัวเองนะ คนอื่นจะเห็นด้วยหรือไม่ ก็แล้วแต่ ในงานนี้เป็นงานของชีวิต ที่อาตมาประกาศว่า อาตมาเป็นโพธิสัตว์ ในนิกายเถรวาทไม่เข้าใจเรื่องพระโพธิสัตว์ เข้าใจยังคลุมเครือ ไม่ชัดเจน ว่าโพธิสัตว์คืออะไร โพธิสัตว์คืออะไร คือผู้ที่บรรลุธรรม ของพระพุทธเจ้า คืออรหันตผล เป็นขั้นๆไป โพธิสัตว์ระดับ 1 คือพระโสดาบัน ก็บรรลุธรรมระดับหนึ่ง เป็นโพธิสัตว์ขั้นที่ 1 ก็มีสิ่งที่จริงอันนั้นมารื้อขนสัตว์ โพธิสัตว์คือผู้รื้อขนสัตว์ คือผู้มาบรรยายสาธยายธรรม ก็ต้องเป็นผู้ที่มีคุณอันสมควรก่อน แล้วสอนผู้อื่น จึงจะไม่มัวหมอง ผู้ที่มาสอนผู้อื่น มาบรรยายธรรมะ แต่ตนเองไม่ได้บรรลุ ปฏิญาณตนไม่ได้นะ พูดไม่ได้ ตอบไม่ได้ ใครถามว่า เอาอะไรมาสอน..เอาธรรมะ แล้วธรรมะอะไร ถ้าคนบอกว่าไม่บรรลุ แน่นอนเขาก็ต้องบรรยายธรรมะ ที่เขาตอบก็ไม่บรรลุ แล้วมันก็จะไม่มีผลเจริญอะไร อาตมา ท้าวความถึงตำนาน อาตมาบรรยายถึงนครราชสีมา ตอนก่อนนั้น ก็มีเจ้าคณะจังหวัด และคณะก็มาถึง มาถามว่า มาทำอะไร อาตมาก็ตอบกลับ.. มาเผยแพร่ธรรมะ เขาก็ถามว่า มีธรรมะอะไรมาเผยแพร่ธรรมะ อาตมาก็ตอบว่า เอาธรรมะที่ตนเองได้บรรลุ มาเผยแพร่ เขาก็ถามว่า บรรลุธรรมขั้นไหน อาตมาก็ตอบ ถ้าอย่างนั้น ผมก็พอตอบได้ว่า โสดา สกิทาก็พอผ่านแล้ว ตอบโดยใช้ภาษานี้ ไม่ใช่เรื่องที่บอกไม่ได้ พระพุทธเจ้าบอกว่า เมื่อใครถามก็ตอบได้ โดยไม่ มังกุ นี่เป็นอภิณหปัจจเวกขณ์ ข้อที่ 10 ๑๐. ญาณทัสนะวิเศษ อันสามารถกำจัดกิเลส เป็นอริยะ คือ อุตริมนุสสธรรม อันเราได้บรรลุแล้ว มีอยู่หรือหนอ ที่เป็นเหตุให้เรา ผู้อันเพื่อนพรหมจรรย์ถามแล้ว จักไม่เป็นผู้เก้อในกาลภายหลัง . (อุตตริมนุสสธัมมา อลมริยญาณ ทัสสนวิเสโส อธิคโต โสหัง ปัจฉิเม กาเล สพฺรหฺมจารีหิ ปุฏฺโฐ น มังกุ ภวิสฺสามีติ) (พตปฎ. เล่ม ๒๔ ข้อ ๔๘) เมื่อเหตุการณ์เกิดขึ้น ตั้งแต่บัดโน้น ก็จะเห็นร่องรอยอะไรต่างๆนานา กว่าจะมาทำงานทางธรรมะ ด้วยความยากเย็น อาตมาทำงานทางโลก 36 ปี ไม่ได้ยากเย็นอะไร ไม่ได้ต่อสู้อะไร ทำอย่างสบาย หาเงินทอง ลาภยศสบายๆ แต่มาทางนี้ หนักหนาสาหัส แต่ก็เต็มใจพอใจ ที่จะทำสิ่งนี้ มาถึงวันนี้ และจะทำไป จนกระทั่งถึงวันตาย

ชีวิตไม่ได้ธรรมะคือโมฆบุรุษ ขอเข้าเรื่องสำคัญๆว่า คนเราเกิดมาเป็นคน ไม่มีอะไรสำคัญเท่าธรรมะ พูดย้ำมาบ่อย ไม่รู้ว่าครั้งที่เท่าไหร่แล้ว ถ้าคุณไม่สนใจธรรมะ ไม่ว่าจะเป็นศาสนิกชนศาสนาไหนก็ตาม ถ้าไม่สนใจธรรมะ ของศาสนานั้นๆ คนนั้นก็เป็นคนไร้สาระ จริงๆ เพราะชีวิตของคน ถ้าเกิดมาไม่ได้ธรรมะ พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า เป็นโมฆะบุรุษ พระพุทธเจ้าตรัสว่า… ถ้าท่านพลาดโสดาปัตติมรรค คือ ความแน่นอนแห่งสัทธรรมในศาสนานี้ ท่านจะต้องเดือดร้อนใจในภายหลัง สิ้นกาลนาน ดุจพาณิชชื่อเสรีวะผู้นี้ ฉะนั้น. จบ เสรีววาณิชชาดกที่ ๓ [ล.๒๗ ข.๓] สรุปแล้ว อย่าเป็นมนุษย์เสียชาติเกิด ที่พลาดแม้แต่พระโสดาปัตติมรรค ก็ไม่ได้ในชีวิต ก็จะได้รับความเดือดร้อน ไปตลอดกาลนาน เพราะว่าคุณไม่สามารถมีธรรมาวุธ อย่างน้อยที่สุด ต้องมีโสดาปฏิมรรค เช่นอาตมาขอท้าวความอีก … ธรรมะพระพุทธเจ้า เป็นอาริยธรรมโลกุตรธรรม ผู้ที่มีญาณปัญญา เป็นความฉลาด ชนิดพิเศษ ว่าอย่างนี้ คืออาริยะ คือโลกุตระ นั้นคือความฉลาด ชนิดโลกุตระบุคคล ไม่ใช่แบบปุถุชน เป็นความฉลาดอื่น ที่ต่างจากปุถุชน ที่เขาฉลาดวนเวียนอยู่กับโลกียะ ตั้งหน้าตั้งตาล่า ลาภ ยศสรรเสริญ โลกียสุข เกิดแล้วตายอีกกี่ชาติ ก็วนเวียนไม่มีทางออก เพราะมันเป็นโลกียะ เขาไม่มีความรู้อื่น (อัญญะ) อัญญะ ขอพูดชัดๆอีก จะหาว่าคุยตัวเอง ไม่มีใครมาอธิบายหรอก ว่าอัญญะคืออื่น คือรากศัพท์นี้ เขาจะขยายความไปไม่ได้ว่า คือที่พระพุทธเจ้าทักว่า อัญญา สิ วะตะโภ โกณทัญโญ เป็นความรู้พิเศษอีกอันหนึ่ง คือหมายความว่า พระพุทธเจ้า รู้จิตใจโกณฑัญญะ ว่าเขามีความรู้อื่น ที่ต่างจากมนุษย์สามัญ ปุถุชนที่มีความรู้ อยู่ในกรอบนี้เท่านั้น ไม่มีความรู้ที่วิเศษแตกต่างเป็นอุตริมนุสธรรม เมื่อเกิดขึ้น พระพุทธเจ้าก็บอกว่า โกณฑัญญะได้อันนี้แล้ว อย่างนี้เป็นต้น ถ้าไม่มีอาตมา คนจะไม่เข้าใจ นัยยะลึกซึ้งนี้ได้ มันเป็นความสำคัญของความเป็นคน ไม่ว่าจะเป็นคนทางศาสนาไหน สำคัญมาก ถ้าคนใดเกิด อัญญะ ขึ้นในใจ เกิดธาตุรู้ ที่เป็นความเฉลียวฉลาดคือ อันต่างจาก ความเฉลียวฉลาด แบบปุถุชนหรือกัลยาณชน ต่อให้ฉลาดสักเพียงไหน ก็คือปุถุชน แต่อัญญะคือความฉลาดแบบอื่น ที่มีแต่ในศาสนาพุทธเท่านั้น เป็นศาสนาเดียวในโลก ที่มีความรู้โลกุตรธรรม

โลกุตรธรรม ที่พูดโดยหัวข้อ มีอยู่ 9 โลกุตรธรรม โสดาปัตติมรรค โสดาปัตติผล สกิทาคามีมรรค สกิทาคามีผล อนาคามีมรรค อนาคามีผล อรหัตตมรรค อรหัตตผล และนิพพาน นี่คือโลกุตรธรรม 9 และเนื้อหาที่จะปฏิบัติ มีอีกถึง 37 ข้อ คือโพธิปักขิยธรรม 7 หลัก สติปัฏฐาน 4 อิทธิบาท 4 อินทรีย์ 5 พละ 5 รวมเป็น 37

กายในกายให้ถึงฌาน โพธิปักขิยธรรม 37 เริ่มตั้งแต่กายในกาย ในสติปัฏฐาน 4 การศึกษาปฏิบัติธรรมะพระพุทธเจ้าหากไม่รู้จักกาย แล้วไม่มีทางบรรลุ แม้จะไปนั่งหลับตา ปฏิบัติให้ตายอย่างไร ก็ไม่มีทางบรรลุ สติปัฏฐาน 4 ท่านเรียกกายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม ท่านให้เรียนรู้ภายในเข้าไปเรื่อยๆ ลึกเข้าไป ใช้ภาษาคำว่า ใน มากำหนด คนที่ไม่ได้เข้าใจว่า กายในกายคืออะไร ศาสนาพุทธเมืองไทย เข้าใจว่า กายคือภายนอกเท่านั้น ไม่มีภายใน พอบอกว่ากาย เขาก็พิจารณานอก พิจารณา กายสังขาร การปรุงแต่งองค์ประชุม ของรูปนาม ข้างนอกก็จิต กายในกาย พิจารณากายสังขาร องค์ประชุมของกายกับจิต แล้วเวลาจะพิจารณา กายก็เป็นเรื่องสามัญ พิจารณาไม่ยากหรอก การพิจารณากายในกายนี้ ตถาคตเรียกกาย ว่าคือจิตบ้าง มโนบ้าง วิญญาณบ้าง ล.๑๖ ข.๒๓๐ การพิจารณากายในกาย จึงพิจารณาที่ จิตมโนวิญญาณเป็นหลัก คนทั่วไป แม้ไม่ได้ปฏิบัติธรรมะพระพุทธเจ้า ก็เบื่อหน่ายในกายนี้ได้ มันก็หมายถึง ร่างกายภายนอก แม้ไม่ต้องฟังธรรมะ ก็เบื่อหน่ายได้ แต่จิตวิญญาณนี้ ผู้ไม่ฟังธรรม ปฏิบัติธรรมจะเบื่อหน่าย ในจิตวิญญาณนี้ไม่ได้ง่าย เพราะปุถุชนผู้ไม่ได้สดับ ไม่อาจเบื่อหน่ายได้เลย กายที่เป็น ร่าง ดินน้ำไฟลม ประชุมเป็นกายสังขาร ดินน้ำไฟลม เบื่อได้ไม่ยาก แต่ทุกข์ในใจนั้นไม่ได้รู้ชัด เพราะคนถูกสุขบัง สุขหลอก คนจึงไม่รู้ทุกข์ สิ่งที่จะมาก่อนสุด คืออุปาทาน ตัณหา กิเลส ถ้าอยู่ภายในคืออุปาทาน ออกมาทำงานเรียกว่าตัณหา รวมๆเรียกว่ากิเลส ใครที่ยังมีกิเลส ตัณหา อุปาทานนี้ ซึ่งก็คือกาย กิเลส ตัณหา อุปาทาน คือกาย พูดแล้วยิ้มหวานเสียด้วย กิเลส ตัณหา อุปาทาน ไม่ใช้ดินน้ำไฟลมภายนอก แต่มันอยู่ในจิตวิญญาณ กายคืออะไร คือกิเลส ตัณหา อุปาทาน …. กายในกาย โลกุตรธรรมขั้นแรกที่จะต้องศึกษา คือกายในกาย เป็นตัวแรก เมื่อคนปฏิบัติธรรมพระพุทธเจ้า ไม่เรียนรู้กาย และหนีกายด้วย กายมีภายนอกเป็นหลัก แต่ภายลึกคือจิต มโน วิญญาณ ภายนอกเป็นหลัก แต่จิต มโน วิญญาณเป็นตัวลึกของกาย กายขาดสภาพภายนอกไม่ได้ กายต้องมีภายนอกด้วย เสมอๆๆๆ ขาดภายนอกไม่มีกาย สิ่งสำคัญมากที่จะต้องเรียนรู้ ให้มีภายนอกด้วย อย่าขาด ในสมัยพระพุทธเจ้า เขาก็เข้าใจผิด ว่าปฏิบัติธรรมคือนั่งสมาธิ เขาว่าต้องเรียนโดยใช้ลมหายใจเข้าออก…. เป็นศาสนาอื่น อานาปานสติ เป็นกรรมฐานของศาสนาอื่น ไม่ใช่กรรมฐาน ของศาสนาพุทธนะ แต่คนไปหลงว่า อานาปานสติ คือกรรมฐานหลักของศาสนาพุทธ แต่แท้จริงคือเป็นกรรมฐานของศาสนาอื่น ที่เขาหลงปฏิบัติ ผิดเพี้ยนไปจากของพุทธ พุทธสอนถูก จนเพี้ยนไป จนพระพุทธเจ้าสมณโคดมมาเกิด แล้วก็สอนให้กลับคืนมาดีอีก เมื่อสองพันกว่าปีก่อน ที่เขาว่า ต้องนั่งหลับตาสะกดจิต จับที่ลมหายใจ อย่าให้ขาด เกือบจะไม่มีภายนอกไม่มีกายแล้ว ถ้านั่งหลับตาอยู่ในภพ ขาดจากลมหายใจ ก็ไม่มีกาย ผู้ที่ปฏิบัตินั่งหลับตา แล้วไม่รู้จักให้จิตมารู้ ลมหายใจภายนอก ก็ไม่เหลือแล้ว แต่จะรับความรู้สึกว่า มีลมหายใจอยู่นะ ให้จิตใจเข้าไปอยู่ภายในหมดเลย คนนี้ตกกระป๋องฝังเหวเลย ไม่มีทางบรรลุธรรม ของพระพุทธเจ้าเลย ผู้ที่นั่งหลับตาแล้วสอนกันว่า อย่าให้จิตออกนอกจิต ให้จิตอยู่ข้างในให้ได้อย่าออกมาหาข้างนอก ให้ติดอยู่ภายในภพในภวังค์ ผู้ที่เข้าใจผิดอย่างนี้ เป็นมิจฉาทิฏฐิ 100% แล้วคนก็เข้าใจอย่างนี้กัน ที่พูดนี้เป็นนัยยะสำคัญยิ่ง ของศาสนาพุทธ ถ้าทำความเข้าใจ มีให้สัมมาทิฏฐิไม่ได้ อาตมาว่ากู้คืนไม่ขึ้น ศาสนาพุทธคนใดก็แล้วแต่ ที่เขาไม่เข้าใจ อย่างที่อาตมาพูด ไม่เข้าใจนัยสำคัญนี้ได้ คนนั้นจะล้มเหลว ไปตลอดเลย ที่พูดนี้ไปถูกผู้ที่ ยอมรับนับถือเป็นอาจารย์ใหญ่ ขนาดไหนก็ได้ หรือไม่เป็นอาจารย์ใหญ่ก็ได้ แต่เป็นผู้ที่สนใจ ในการปฏิบัติด้วยตนเอง ก็ทั้งนั้น ผู้ที่ยังงมงายอยู่กับการนั่งหลับตา สะกดจิตเข้าไปข้างในภพ แล้วยึดว่า อันนี้เป็นทางเอก ทางเอกคือทางหลัก ในการปฏิบัติธรรมพระพุทธเจ้า ให้บรรลุสมาธิ โดยหลอกว่า เป็นสัมมาสมาธิด้วย อันนี้เป็นเจโตสมาธิ ที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ใน พรหมชาลสูตร หมายถึงว่า มันไม่ใช่สัมมาสมาธิ เพราะสัมมาสมาธิต้องมี ปัญญาด้วย เจโตด้วย โดยเฉพาะ สัมมาสมาธิ ต้องปฏิบัติมีการงาน สัมมาชีพ สัมมากัมมันตะ สัมมาวาจา สัมมาสังกัปปะ แล้วจึงจะเกิดผล จิตจึงจะเกิดจิตละกิเลสได้ แล้วสั่งสมตกผลึก เป็นสัมมาสมาธิ สมาธิแปลว่าจิตตั้งมั่น เอากิเลสออกได้เป็นฌาน เมื่อจิตเป็นฌาน เอากิเลสออกได้ จนถึงฌานที่ 4 มีคุณสมบัติถึงขั้นอุเบกขา ก็เป็นฐานของนิพพาน คุณสมบัติของอุเบกขา เป็นฐานของนิพพาน คือ จิตปราศจากกิเลส มันเป็นกลางแล้ว ไม่สุขไม่ทุกข์แล้ว อุเบกขานี้ ไม่สุขไม่ทุกข์ เป็น เนกขัมมสิตตอุเบกขาเวทนา ใครยังมีสุขอยู่ คนนั้นก็มีทุกข์แน่นอน คนที่หมดสุขคนนั้นก็หมดทุกข์ จะทำได้ชั่วขณะ เป็นตทังคปหานก็ตาม แม้แต่คนปฏิบัติ ที่เอาแต่เรื่องสะกดจิต ข่มจิต วิกขัมภนปหานก็ตาม จะข่มด้วยการลืมตา ให้จิตว่าง กลาง อย่างท่านติชนัทฮันห์ หรือท่านพุทธทาสก็ตาม หรือจะลืมตา ทำให้จิตมันว่าง ก็เป็นการทำแบบสมถะทั้งนั้น ขออภัยที่กล่าวพาดพิงถึง เพื่อให้ง่าย ชัด สั้นเร็ว ก็ขอบคุณ ท่านติชนัทฮันห์ หรือท่านพุทธทาส ที่เป็นตัวอย่าง

นามรูปเป็นไฉน อาตมาต้องการทำงาน เพื่อมาบอกสิ่งที่ผิด แล้วให้แก้ไขเสีย ไม่ต้องการลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข หรือได้บริวาร หรือหาสมาชิก ที่จะมายกย่องนับถืออะไร แม้แต่บรรยายธรรมะ เพื่อจะให้รู้ว่า ข้าเก่งข้าถูก คนอื่นผิดหมด จะได้ยิ่งใหญ่ ก็ไม่ใช่ แต่มีเจตนาอย่างบริสุทธิ์ มาบอกสิ่งที่ผิด แล้วขอแก้ให้ถูกว่าของพระพุทธเจ้าเป็นเช่นนี้ เมื่อเข้าใจถูกแล้ว มาปฏิบัติตามสัจจะที่ถูกต้อง ก็จะรู้จัก กาย เวทนา จิต ธรรม รู้กายคือรู้ธรรมะสอง คือรู้รูปรู้นาม รูปคือสิ่งที่ถูกรู้ นามคือตัวธาตุรู้ของเรา ที่ไปกำหนดรู้รูปนั้นได้ นี่คือกาย คือธรรมะสอง พระพุทธเจ้าตรัสไว้ ในพระไตรปิฎก เล่ม 16 ข้อ 14 นามรูปเป็นไฉน นามมี 5 คือ เวทนา สัญญา เจตนา ผัสสะ มนสิการ ส่วนรูปมี 28 คือมหาภูตรูป 4 และรูปที่อาศัยมหาภูตรูปอีก 24 คืออุปาทายรูป คืออาศัยมหาภูตรูป 4 เพื่อเรียนรู้ รูป 28 ต้องเรียนรู้ให้สำคัญ แม้ในพระอภิธรรมของชาวพุทธไทย ก็ไม่ได้ใส่ใจในรูป 28 แต่ไปหลงกับจิตเจตสิก 52 แล้วเรียกเป็นดวงๆ ท่านพุทธทาสเรียกว่า อภิธรรมเม็ดมะขาม เป็นการหลงทิศทาง ถ้าไม่พิจารณารูป 28 ที่จะทำให้รู้กายในกาย กายในกาย มีจิต มโน วิญญาณ เริ่มต้น มหาภูตรูป 4 มันไม่มีจิตมโนวิญญาณ ในตัวมันเอง แต่อุปาทายรูปอีก 24 มันมีนามไปร่วม พระพุทธเจ้า ท่านให้แยกให้ชัดเจน ว่าจะเรียนอย่างไร ให้เรียนใน เวทนา สัญญา เจตนา ผัสสะ มนสิการ เวทนากับสัญญา คนทุกคนต้องรู้ และอาการของเวทนาคืออย่างไร สัญญาคืออย่างไร หน้าที่อย่างไร เจตนานี่แหละ คือตัวที่ต้องอ่านเข้าไปในเวทนา ในจิต ในธรรม ให้เห็นเจตนา มโนสัญเจตนา มีสาม คือ กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา คือ มโนสัญเจตนา 3 คุณมีสัญญาเป็นตัวธาตุจิตของคุณเอง สัญญาทำหน้าที่อะไร สัญญาทำหน้าที่กำหนดรู้ เพ่งอ่านรู้ รู้นาม รูปนี่คือนามรูป สิ่งที่ถูกรู้ ที่เรียกเต็มๆ ถ้าเป็นภายนอก ดินน้ำไฟลม มหาภูตรูปไม่ต้องมาก พระพุทธเจ้าบอกว่าเรื่องแบบนั้น เบื่อหน่าย คลายกำหนัดได้ง่าย แต่จริงๆคนที่หลงทุกวันนี้ อย่าว่าแต่เบื่อหน่ายคลายจิต แต่ว่าหลงภายนอกนี่แหละ ทางทวาร 6 นี้ คนก็ไม่เบื่ออะไร เพราะไม่ได้เรียนรู้ เพราะจะเบื่อไม่เบื่อ ไม่อยู่ที่วัตถุ แต่อยู่ที่จิตมโนวิญญาณ มันจะเบื่อหน่ายอยู่ที่จิตมโนวิญญาณ ไม่ใช่อยู่ที่วัตถุภายนอก จะเห็นเป็นรูปเป็นเสียง เป็นกลิ่น เป็นรส สัมผัสเปรี้ยวหวานมันเค็ม สัมผัส เสียดสี เย็น ร้อน อ่อน แข็งอะไรก็ตาม สิ่งเหล่านั้น จริงๆแล้ว พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า เมื่อไม่ได้ฟังพระพุทธเจ้า ก็ต้องเบื่อหน่าย คลายกำหนัด ได้ง่าย เพราะว่ามันไม่เที่ยง สิ่งเหล่านี้แหละ พาให้ทุกข์ พวกรูปภายนอกในลาภยศสรรเสริญ กามคุณ 5 ส่วนอัตตาภายใน ลาภยศสรรเสริญ กามคุณ 5 มันพาให้คุณเดือดร้อนวุ่นวาย ไม่เบื่อหน่ายคลาย เริ่มต้นไม่ได้ฟังธรรมะพระพุทธเจ้า จนลึกเข้าไปถึงจิตนิยาม ไม่มีทางจะเบื่อหน่ายได้ แม้แต่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ชัด แต่จริงๆแล้ว ชัดยิ่งกว่านั้น แม้แต่ ทางตาหูจมูกลิ้นกาย สัมผัสภายนอก ด้วยกามคุณ 5 คุณก็ยังไม่เบื่อหน่าย คลายกำหนัดอีก นั่นคือจิตนะ ไอ้ข้างนอกที่ไปสัมผัสในรูป เสียง กลิ่น รส การสัมผัสกามคุณ 5 มันเป็นแค่ภายนอก แต่สิ่งที่ไม่เบื่อหน่าย คือจิต มโน วิญญาณ พวกนี้แม้จะไม่เบื่อได้ อย่างไร เดี๋ยวมันก็เน่า หรือไม่เน่าก็คนกินหมด แล้วก็หายไป คุณก็ต้องไปหาอันใหม่มา จะเบื่อหน่ายอย่างไร ก็ต้องพรากจากกันทั้งนั้น แต่จิตนี้ ทำอะไรฟังธรรมะพระพุทธเจ้า ไม่ว่าศาสนาไหน ก็ไม่มีทางเบื่อหน่ายจิต มีแต่จะไปอยู่กับพระเจ้า กับปรมาตมันทั้งนั้น แต่อเทวนิยม หลุดพ้นหมดเลย ไม่มีปรมาตมัน จึงหลุดพ้น ทั้งรูปและนาม ไม่ว่าจะเป็นกาย จิต มโน วิญญาณ เป็นอรหันต์แล้วพ้นหมด

SMS 2 เมษายน 2560

_1614 "ความฉลาด" อาจทำให้เรา คิดสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ได้ดีกว่าคนอื่น... แต่"ความอดทน" จะทำให้เราก้าวถึงเป้าหมาย /จาก สาระอัพเดต

_3867 นมก.พ่อครูฯพบพระปัจเจกพุทธเจ้าไหม? แต่ท่านพบพระพุทธเจ้าแล้วก็ธรรมที่ท่านเห็นแล้วนำมาสอนให้พวกเราเห็นตาม! ดังคำตรัสพระพุทธศาสดากล่าว ผู้ใดเห็นธรรมผู้นั้นเห็นตถาคต! แล้วมิใช่ฤา? พ่อครูว่า...ชาติก่อน จะพบพระพุทธเจ้าหรือไม่ ด้วยตัวตนบุคคลเราเขา หรือไม่ ไม่เป็นไร แต่ชาตินี้ ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเราตถาคต ก็ตรงนี้แหละ อาตมาเห็นตถาคต เพราะอาตมาเห็นกาย พระพุทธเจ้าตรัสว่า คำว่าธรรมกาย คือชื่อของเราตถาคต เพราะฉะนั้น อาตมาเห็นกายของตถาคต (พ่อครูไอ ตัดออกด้วย) สมณะฟ้าไทว่า… พ่อครูอธิบาย รูป 28 ท่านบอกว่า ภายนอกคนก็ยังติด แต่ที่จริง การติดอยู่ที่จิต ไม่ได้อยู่ที่ภายนอก แต่อยู่ที่จิตเราไปยึด สร้างอุปาทานไว้ เกิดตัณหาแสวงหาเรื่อยๆ ก็เลยต้องมาฟังธรรม พ่อครูว่า พ่อครูเห็นกายพ่อครูเห็นตถาคต

_3867 แตงพันธุ์ยักษ์จากพลังอุตุปุ๋ยชีวภาพ! เห็ดพันธุ์ยักษ์จากพลังพีชะปุ๋ยธรรมชาติ! ฟักพันธุ์ยักษ์จากพลังจิตรักษ์โลก! พืชผักพันธุ์ยักษ์จากพลังกุศลกรรม! ผลไม้พันธุ์ยักษ์จากพลังโลกุตรธรรม! อาหารบริสุทธิ์สะอาดไร้สารพิษ คงมีที่สวนอโศกที่เดียว ครบธ.นิยาม5บริบรูณ์

บุญกับฌาน _7630 บุญกับฌาน เหมือนกันหรือเปล่าครับ พ่อท่านช่วยอธิบายด้วยครับ? จาก สองเมืองอุบล พ่อครูว่า...มันใกล้กันมากเลย บุญคือพลังงาน ฌานก็คือพลังงาน ผู้ที่สามารถประกอบ จัดองค์ประกอบของพลังงานจิต ทำองค์ประกอบของพลังงานจิต ให้เกิดมีฤทธิ์ มีพลังงานเผากิเลสได้ เรียกว่าฌาน คุณทำพลังงานเผากิเลสได้เป็นฌาน เมื่อกิเลสถูกเผาลงไปนั่นแหละ คือหน้าที่ของบุญ บุญกับฌานใกล้เคียงกันมาก ทำหน้าที่เดียวกัน ฌานคือมรรค บุญคือผล คนใดทำพลังงานจิตให้เป็นบุญได้ ก็จะเป็นเครื่องมือ เป็นพลังงานวิเศษ เป็นอาวุธวิเศษ ปุญญาวุธ ที่จะสลายกิเลสได้ เมื่อเริ่มต้นเป็นพลังงานสลายกิเลสได้ ก็คือ พลังงานฌาน เป็นไฟกองใหญ่วิเศษ ที่จะไปละลาย ไฟราคะ ไฟโทสะ ไฟโมหะ เมื่อสามารถละลาย ไฟราคะ ไฟโทสะ ไฟโมหะ ก็ทำหน้าที่ของบุญได้สำเร็จ เมื่อบุญสามารถทำลาย ไฟราคะ ไฟโทสะ ไฟโมหะได้หมด ในจิตเรา บุญของผู้นั้น ก็หมดลงไป แล้วเรียกว่าสิ้นบุญ เมื่อหมดบุญ ก็เรียก ปุญญปาปปริกขีโณ พระอรหันต์คือ ผู้หมดบุญหมดบาป ใครเข้าใจว่า อรหันต์คือผู้มีบุญ เป็นคนเข้าใจผิด ที่ว่าแบ่งส่วนบุญกันได้ ก็เป็นการเข้าใจผิด เพราะบุญทำหน้าที่ กำจัดกิเลส เมื่อกำจัดกิเลสได้ส่วนหนึ่ง สมมุติว่า กิเลสมี 100 เรากำจัดได้ 10 หรือ 20 นั่นคือส่วนแห่งบุญ เป็นส่วนที่เสียไป ไม่ใช่ส่วนที่ได้มา แต่อย่างที่ธรรมกายสอนว่า จะต้องได้มา เป็นสวรรค์วิมานอะไร เรียกว่าบุญนั้นเป็นการสอนที่ผิด คนที่มีกิเลสมาก จะต้องทำบุญมาก เพื่อชำระกิเลสมาก ท่านจะต้องมีอาวุธสำคัญ มาปราบกิเลสให้ตัวเอง ก็เป็นเหตุเป็นผลกัน บุญกับกิเลส เป็นเหตุเป็นผลกัน เมื่อกำจัดกิเลสได้ บุญก็หมดไป สมณะฟ้าไทว่า… ผมจับอาการกิเลสได้ แล้วทำฌาน ตัดกิเลสไป ก็เป็นบุญทุกที ที่ชำระกิเลสได้ คือไฟฌาน พ่อครูว่า แต่บุญก็หมดไป กิเลสก็หมดไป

ทำงานเพื่อประโยชน์ผู้อื่น _3867 พ่อหลวงฯทรงเคยรับสั่งกับพวกเราครั้งหนึ่งว่า ทำงานกับฉัน ฉันไม่มีอะไรจะให้! นอกจากการมีความสุขร่วมกัน ในการทำประโยชน์ให้ผู้อื่น! จากหนังสือ ใต้เบื้องพระยุคลบาทฯ ของดร.สุเมธตัน ติเวชกุล พ่อครูว่า...คำนี้สูงส่ง ในการทำประโยชน์ให้ผู้อื่น คำนี้สูงส่ง เพราะฉะนั้น คนที่มีความสำนึกในตัวเอง อยู่ตลอดเวลา ว่าเรามีทำหน้าที่ ทำประโยชน์ให้ผู้อื่น มีหน้าที่ทำประโยชน์ให้ผู้อื่น คนที่มีสำนึกในตัวเองอย่างนั้น แล้วปฏิบัติให้ตรง ในหลวงท่านได้ตรัส ว่าท่านได้ทรงพระจริยวัตรนั้นจริง กว่า 70 ปีทีท่านทรงงาน คนก็ชื่นชม ที่ท่านทำประโยชน์ให้ผู้อื่น สุดยอด พหุชนหิตายะ (เพื่อหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก) พหุชนสุขายะ (เพื่อความสุขของหมู่มวลมหาชน เป็นอันมาก) โลกานุกัมปายะ (รับใช้โลก ช่วยโลก) นี่คือเป้าหมาย ในหลวงท่านมีพระจริยวัตร ท่านมีพฤติกรรมของชีวิต ทำประโยชน์ให้แก่ผู้อื่น คนเรา เมื่อไม่ได้นึกถึงตัวเองเลย นึกถึงแต่ผู้อื่น จะอยู่ข้างเคียงหรืออยู่ไกล แล้วทำมีเจตนาทำเพื่อผู้อื่น โดยไม่ต้องนึกถึงตัวเองเลย แล้วก็ทำเพื่อผู้อื่น ไปตลอดเวลา ถามพวกเราว่า คนที่ทำเพื่อผู้อื่น ตลอดเวลาเช่นนี้ คนๆนี้จะอดตายไหม ...ก็ไม่หรอก คนอื่นจะเลี้ยงไว้ คนที่รับใช้ผู้อื่นตลอดเวลา ไม่มีใครเขาจะปล่อยให้อดตายหรอก มีแต่เขาบอกว่า ให้กินข้าวก่อน หามาให้แล้ว อาจารย์เป็นต้นว่า… ตอนที่คอมมิวนิสต์ กำลังเฟื่อง ในหลวงได้เสด็จไปในสนามรบ นักข่าวต่างประเทศถามว่า ท่านได้ต่อสู้กับคอมมิวนิสต์อย่างไร แต่ในหลวง ได้ตอบว่า ไม่ได้ต่อสู้กับคอมมิวนิสต์ แต่ได้ต่อสู้กับความยากจน ของประชาชน เป็นพระปรีชาญาณของในหลวง ที่ท่านได้ตรัส สิ่งที่เป็นจริงของท่าน ท่านไม่ได้เป็นศัตรูกับคอมมิวนิสต์ ท่านก็ทรงงานของท่านไป

ผู้ใดเห็นกายผู้นั้นเห็นธรรม กาย ที่ พระพุทธเจ้าตรัสว่า ท่านเองมีชื่อว่า ธรรมกาย สำนักธรรมกาย บังอาจเอาคำว่า ธรรมกาย มาเรียกตัวเอง อย่างน่า ทุ เร สะ เอามาเรียกตัวเองว่า ธรรมกาย ทั้งๆที่เขาไม่มีความรู้ คำว่ากาย ด้วยเนื้อแท้แม้แต่นิดเดียว แล้วเขาก็รู้อย่างผิดๆด้วย เขาบอกว่า กายคือร่าง ถ้าบอกว่า ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเราตถาคต เขาก็จะชัดเจนของเขาว่า เขาได้ไปเฝ้าพระพุทธเจ้า เขานี่แหละ เป็นผู้ที่แน่นอน ไม่มีใครเท่าเทียม เพราะเขาไปเห็นพระพุทธเจ้า ได้ถวายข้าวพระพุทธเจ้าเลย นี่คือการแสดงออก ขายขี้เท่อออกมา ไม่รู้จักความชัดเจนภาษาธรรม ของพระพุทธเจ้า ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเราตถาคต ท่านไม่ได้ตรัสคำว่ากายเลย อย่าพูดเลยว่า ธัมมชโยจะรู้จักพุทธธรรม ของพระพุทธเจ้า มีแต่ธรรมะของอสุรกายสัตว์นรก ที่เขารู้เป็นอธรรม แล้วเอาอธรรม มาใช้หลอกคน ด้วยวาทกรรม หลอกคนก็โง่ได้โง่ดี หลงคารม ไปขึ้นกับเขา ขออภัยแม้แต่ผู้ที่ เป็นพระเป็นเจ้า อยู่ในเถรสมาคม ก็หลงเขาอีก เป็นทาสน้ำเงิน เป็นทาสคำหลอก ไปหลงวาทกรรมว่า เขาสอนดีสอนถูก รวมแล้ว คนเราไม่ว่าใครในโลก คนเราเวลาจะให้คนมานับถือ เราจะต้องเอาส่วนที่คนเชื่อว่าดี มาแสดง ก็ต้องรู้ คนนี้ชอบอันนี้แล้วถือว่านี้ดี ก็เอามาแสดง คนก็ชอบ ขอก่อนนับถือ เพราะมีอันนี้ให้เขา เช่น คนหลงลาภ ก็ต้องพยายามบอกว่า มาคบกับฉัน ฉันจะหาลาภให้เธอ หรือหาสรรเสริญ สุขให้ แล้วคนที่ตกในอำนาจโลกธรรมพวกนี้ ไม่รู้ตัวไม่สำนึก ไม่เข้าใจ ว่า ธรรมะของพระพุทธเจ้า ให้หยุดการเป็นทาสของลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข แต่เขาก็หลงงมงายตาบอด ชื่อว่า คนนี้จะเป็นผู้ที่บันดาลได้ ถึงขนาดที่ เจ้าสัว รวยๆใหญ่ๆ บอกไว้ว่า ถ้าไม่มีท่านก็ไม่มีเราในวันนี้ ที่เขารวย เขารวยเพราะท่านเป็นผู้ให้ เป็นผู้บันดาล มีบุญบารมี บันดาลให้เขา ซึ่งมันตรงกันข้ามกับ สัจจะของพระพุทธเจ้า ว่าคนมาเรียนรู้ สัจธรรมพระพุทธเจ้าแล้ว จะต้องหยุดความปรารถนาอยากได้ อยากมีอยากเป็น อยากสะสม ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข และผู้ที่บรร

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน