600329_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ การชมหรือติด้วยศีล.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2560
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์24 KB
วันที่แก้ไข7 เมษายน 2560

เนื้อหาในไฟล์

600329_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ การชมหรือติด้วยศีล

สมณะฟ้าไทว่า…วันนี้วันพุธที่ 29 มีนาคม 2560 ที่บ้านราชฯ วันนี้เป็นวันเริ่มค่ายยอส. ยุวชนอโศกสัมพันธ์ เมื่อวานพ่อครูพูดถึงศีลกับวินัย วินัยมีบทลงโทษ แต่ศีลเป็นข้อปฏิบัติเพื่อจะให้บรรลุธรรม ไม่มีบทลงโทษ ศีลที่บ่งชี้ความเป็นศาสนาพุทธ ก็คือมหาศีล ที่ห้ามเดรัจฉานวิชชา พ่อครูพูดถึงทิฏฐิ 62 มีอดีต 18 อนาคต 44 ทิฏฐิ ที่มีปัจจุบัน 5 อย่างในนั้นด้วย ปัจจุบัน 5 มี กามและ ฌาน 1- 4 มีทั้งสัมมาทิฏฐิและมิจฉาทิฏฐิ พ่อครูพูดถึงว่า กว่าจะมั่นใจว่าตนเองเป็นสยังอภิญญาในสัมมาทิฏฐิข้อที่ 10 ก็ต้องใช้เวลาตรวจสอบอยู่นานหลายปี กว่าจะประกาศ พ่อครูว่า...SMS วันที่ 28 มีนาคม 2560

_3867พลังธรรมะนิยาม 5เป็นพลังสร้างสรรค์โลก เสริมส่งด้วยพลังอุตุนิยาม พีชนิยาม จิตนิยาม กรรมนิยาม ธรรมนิยาม ให้โลกเจริญด้วยธรรมชาติอุดมสมบรูณ์ด้วยพลังงานบริสุทธิ์สะอาด ในธ.นิยาม5ได้!พ่อครูฯว่าจริงไหม? เปรียบธ.นิยาม5โดยพ่อครูกับพืชผักจากอุตุนิยามไร้สารพิษ เกิดผลพันธุ์พลังพีชะนิยามให้คุณภาพชีวิต สร้างพลังจิตนิยามเข้มแข็งดังพืชผักพันธุ์ยักษ์ใหญ่! เสริมพลังกรรมนิยามพ้นวิบาก! ส่งพลังธ.นิยามคุ้มครองโลกปลอดมลพิษภาวะ! ว่าแล้วก็เกิดอยากได้แตงพันธุ์ยักษ์ ฟักพันธุ์ยักษ์ เห็ดพันธุ์ยักษ์ วัดอโศกปลอดสารพิษมากินบำรุงจิตวิญญาณให้เข้มแข็งเหมือนยักษ์วัดโพธ์ ยักษ์วัดแจ้งผู้พิทักษ์กรุงรัตนโกสินทร์ เจริญมั่นคงหลายร้อยพันๆปี ชะเอิงเอย! พ่อครูว่า...นิยามชีวิต 5 นี้ คนไม่มีทางเดาได้ เพราะว่าเป็นความรู้รอบทั้งหมดในมหาจักรวาลนี้แล้ว เพราะว่าเป็นความรู้ของพลังงานทั้งหมด ที่มันเกิดมาเป็นสังขารปรุงแต่งกันอยู่ ตั้งแต่อุตุนิยาม คือพลังงานของดิน น้ำ ไฟ ลม อย่างพวกอุตุนิยมวิทยารายงานดิน น

อ่านต่อ

้ำ ไฟ ลม ความปรุงแต่งกันอยู่ในเอกภพ ในโลกหรือนอกโลกเขาก็ศึกษาหมดในอุตุนิยาม อุตุนิยมวิทยา เป็นเรื่องของพลังงานที่อยู่ในมหาจักรวาล ไม่เกี่ยวกับชีวะเลย แม้จะยิ่งใหญ่ถึงขั้นพลังงานพระอาทิตย์ เขาก็พยายามศึกษาให้รู้ มีค่ามีแรงอำนาจมีลักษณะอย่างไร ก็ศึกษา ส่วนพระพุทธเจ้าก็รู้ แต่ไม่จำเป็นต้องรู้เกินที่จะใช้ เช่นพลังงานในดวงอาทิตย์มันเก่ง แต่ก็ไม่ได้เอามาใช้ในโลก หากเอามาใช้ทั้งหมดได้ โลกบรรลัยหมด แบ่งมาส่วนหนึ่งเท่านั้น พลังงานในพระอาทิตย์นี้ จะเป็นพลังงานความร้อน แสง เสียง แม่เหล็กไฟฟ้า ทางฟิสิกส์ ในพระอาทิตย์มีมหาศาลยิ่งใหญ่ เราก็แบ่งเอามาใช้พอสมควรในโลกก็ใช้ได้แล้วเหลือแหล่ โดยเฉพาะเราอาศัยในชีวิต กฏเกณฑ์กรอบของชีวิตที่เรียกพีชนิยาม มีลักษณะอย่างไร เป็นอยู่อย่างไร เป็นคุณเป็นโทษต่อตนและสิ่งแวดล้อมอย่างไร พระพุทธเจ้าตรัสรู้หมด อาตมาก็รู้ตามท่านไป อันไหนเป็นพิษภัยก็ไม่เอา ก็ทรงความพอเพียงอยู่ดีที่สุด เป็นตัวเองเต็มที่ เป็นชีวิตเต็มที่แล้ว ก็ทำพลังงานจิตนิยามของเราทั้งหมดให้เป็นลักษณะเหมือน พีชนิยาม ซึ่งเป็นพลังงานในลักษณะที่ดี ไม่เป็นลักษณะที่เป็นโทษภัยกับใคร มีแต่พลังงานเป็นประโยชน์ต่อตนเอง ถ้าทำได้แล้วเรากำหนดสามารถจัดแจงพลังงานของเราที่เป็นพีชะนิยาม คำว่า เป็นพลังงานแคลอรี่ก็มีส่วนมากเหลือเกินที่เกินกว่าจะใช้มาเลี้ยงต้นแบบพีชะ เพราะว่ามันมีความรอบรู้อื่นอีกมากมาย รู้ว่าพลังงานที่เป็นโทษต่อคนอื่นก็รู้ ส่วน พีชะมันไม่รู้หรอกว่าอันไหนเป็นโทษภัยต่อคนอื่น แต่จิตนิยามนี้รู้ สามารถทำให้พลังงานไม่เป็นโทษภัยต่อคนอื่น เอาพลังงานมาสร้างสรรค์ให้เกิดประโยชน์ต่อคนอื่น ให้พอเหมาะพอดีกับชีวิตของแต่ละสัตว์แต่ละพืช ก็รู้ว่าพืชอย่างไรพอเหมาะ สัตว์อย่างไรพอเหมาะ อาตมาเข้าใจจริงๆและไม่ได้เดา และประพฤติปฏิบัติ ซึ่งเรียนรู้จากพระพุทธเจ้ามา อาตมาไม่บังอาจบอกว่า เป็นความรู้ของอาตมาเองไม่ได้เรียนรู้จากใครมา เพราะว่าอาตมาเรียนรู้จากพระพุทธเจ้าจริงๆ อาตมาไม่ได้โหนพระพุทธเจ้านะ แต่เรื่องจริง อาตมาพูดความจริงออกไป ทุกสิ่งทุกอย่าง คนที่พยายามศึกษาความจริงให้เรียนรู้ อะไรที่อาตมาเรียนรู้ไม่ได้รู้ยังไม่ถึง รู้เท่านี้ก็เท่านี้ ยังเป็นจริง ก็คิดว่าบางทีถ้ามีโอกาสมีเวลาก็จะเอา มาติกา ที่ท่านตรัสไว้ในพระไตรปิฎกเล่ม 31 มาติกาที่เกี่ยวกับธาตุรู้หรือความรู้ท่านแบ่งถึง 73 ความรู้ จิต 73 ประเด็น มี 6 ประเด็นสุดท้ายเป็นวิสัยของพระพุทธเจ้า แม้แต่พระโพธิสัตว์ก็เรียนรู้ไปตามไปเรื่อย ยังไม่บังอาจพูดไปอย่างทะลุทะลวง แต่พอจะรู้เพิ่มขึ้น แม้แต่ในอีก 67 นี่อาตมายังฟื้นมาไม่ได้หมดเลย ยังฟื้นความหมายของ 67 ประเด็นยังไม่หมด ก็ในพระไตรปิฎกเล่ม 31 อาตมาพยายามไม่อวดดีที่มีดียังไม่ควรอวดไปหมด อวดดีต้องอวดไว้ประมาณหนึ่ง เรามี100 อวดสัก 70-80 ก็มากแล้ว อย่าไปอวดดีถึง 90 100 ดีไม่ดีอวดสิ่งที่ตนไม่มี ก็บาป อาตมามั่นใจกรรมเป็นอันทำ เราทำแล้วเอาไปให้ใครไม่ได้ ทำแล้วบอกว่าไม่ทำก็ไม่ได้ ทำแล้วก็ไม่ได้ทำเพื่อแลกลาภยศสรรเสริญ ไม่ได้ต้องการสรรเสริญเยินยอ ไม่ต้องการแล้วจะทำไปทำไม ถ้าจะทำยังอวดดี มีเท่าไหร่เทกระบะหมดไม่เอา อันนี้เป็นความเข้าใจและประพฤติอยู่ของอาตมาจริงๆ ใครจะเชื่อหรือไม่เชื่อก็ไม่มีปัญหา อาตมามีสิทธิ์พูดความจริง ใครสนใจต้องคบสัตบุรุษที่บริบูรณ์ ฟังธรรม เข้าใกล้เงี่ยโสตสดับที่บริบูรณ์ มีศรัทธาที่บริบูรณ์ มีโยนิโสมนสิการที่บริบูรณ์ จึงจะรู้ว่าการทำใจในใจให้ถ่องแท้ต้องเป็นอย่างนี้ การมีสัมมาทิฏฐิจะต้องเป็นอย่างนี้ โยนิโสมนสิการไม่ใช่เรื่องเล็กๆ เขาให้ความหมาย โยนิโสมนสิการว่าเป็นความขบคิดให้ถ่องแท้ แค่นั้นเอง นั่นมันเพี้ยน ไปถ่ายทอดสอนกันมาผิดๆ อาตมาก็ต้องบอกว่ามันผิด เพราะว่ามนสิการคือการทำใจในใจไม่ใช่แค่คิด หรือแค่พิจารณา ถ้าโยนิโส คือการทำให้ถ่องแท้นี้ได้ แต่มนสิการคือการทำ การทำใจให้เปลี่ยนสภาวะเลย ให้เป็นเช่นโน้นเช่นนี้เลย ต้องรู้จักใจเราจริง ต้องดูสภาวะของใจ แม้เป็นนามธรรมแท้ๆ มันไม่มีหัวไม่มีหางไม่มีเหลี่ยมเหมือนรูปธรรมนะ แต่ต้องชัดเจนในสภาวธรรมที่เป็นนามธรรม ไม่มีตัวตน รูปร่าง สีสัน แต่เราก็รู้ได้ด้วยอาการเคลื่อน หากไม่เคลื่อนก็รู้ได้ยากมาก กระทบยิ่งแรง ยิ่งรู้ได้ง่าย ยิ่งเบา ยิ่งนิ่ง ยิ่งไม่รู้เลย เพราะมันไม่มีตัวตนที่จะรู้ได้ง่ายๆนะ

_9856กราบนมัสการครับพ่อครู ผมฟังทางบุญนิยมtvฟังรู้เรื่องดีครับ ครับผมเห็นด้วยครับว่าคนที่เขาฟังไม่รู้เรื่องเขาคงไม่ฟังหรอกครับ เพราะฟังแล้วไม่รู้เรื่องไม่รู้เขาจะทนฟังไปทำไม เป็นผมถ้าฟังไม่รู้เรื่องผมก็ไม่ฟังครับ พ่อครูว่า… แม้ว่าฟังไม่รู้เรื่อง แต่มีปฏิภาณไหวพริบ ว่ามันน่าฟังหรือองค์ประกอบใช้สามัญสำนึกไหวพริบปฏิภาณว่ามันไม่ใช่ของเล่น เป็นของละเอียดของสูง แต่เรามีปัญญาหรือปฏิภาณยังไม่ถึง แต่มันก็พอแบบรู้ ความไม่ใช่ของธรรมดาไม่ใช่ของเล่น เป็นของสูง อันนี้ควรพยายาม ถ้ามีไหวพริบรู้ว่ามันไม่ใช่ของเล่น ให้อุตสาหะตั้งใจฟังให้ดี สุสูงสัง ลภเตปัญญัง ฟังด้วยดีย่อมเกิดปัญญา แต่ถ้ายิ่งฟังยิ่งไม่รู้เรื่องก็เข้าใจเขาอยู่

_9856กราบนมัสการครับ ผมว่าผู้ไม่แสดงตัวมีมากกลัวครับ พ่อครูว่า… คนที่กลัวแม้แต่ว่าใครจะมารู้ว่าเราสนใจอะไร คนนี้โง่ลึกๆนะ ทั้งที่มันเท่ห์จะตาย แต่ความโง่มันทำให้เรากลัวว่าคนอื่นจะรู้ แสดงว่ายังต่ำอยู่ ยังไม่เห็นคุณค่าหรือแน่ใจจริง เลยไม่กล้าแสดงตัว

_7277เดี๋ยวนี้ฟังธรรมะว๊ะๆโว้ยๆจากพ่อครูบ่อยๆแต่มันก็ชัดดีนะครับ!.พับเผื่อย พ่อครูว่า...อาตมาไม่ได้ใช้เพื่อความเท่ห์ แต่คนยุคนี้ จริตองค์ประกอบเป็นเช่นนี้ _6031เคยถามพระว่า"ทำไมพระไม่เอา จุลศีล มัชชิมศีล มหาศีล;*ท่านบอกว่านั้นเป็นศีล"พระอริยะสงฆ์ "เดี๋ยวนี้ไม่มีหรอกพระอาริยะ" ***".โอ้!พระโมฆะบุรุษไปหมด แล้วจริงๆ พ่อครูว่า… ท่านก็พูดถูก เพราะว่าท่านไม่เห็นพระอริยะ ท่านมีมิจฉาทิฐิข้อที่ 10 ท่านเห็นว่าโลกนี้ไม่มี นัตถิ โลเก สมณพราหมณา สัมมัคคตา สัมมาปฏิปันนา เย อิมัญ จ โลกัง ปรัญ จ โลกัง สยัง อภิญญา สัจฉิกัตวา ปเวเทนตีติ เขาฟังไม่ออกรับไม่ได้ รู้ไม่ได้ ว่าคนไหนคืออริยะที่จะต้องเข้าใกล้ เขาภูมิไม่ถึง เหมือนกามนิต คุยกับพระพุทธเจ้าทั้งคืน แต่ไม่รู้ว่าเป็นพระพุทธเจ้า รุ่งเช้าก็เลยลาไป บอกว่าจะไปตามหาพระพุทธเจ้า กามนิต แปลว่า มีกามตลอดไป เที่ยงแท้

จากไลน์ กราบนมัสการครับ ผมมั่นใจ. ที่ได้พบ ได้รับแนวทาง ที่เป็นพุทธ แท้ๆ จากพ่อครู. และจาก สมณะ ชาวอโศก ได้เป็นต้นแบบ ในทางสู่โลกุตระ แท้ ๆ ได้เข้าใจ และเกิด สภาวะ การเกิด. แก่. เจ็บ. ตาย ที่แท้ๆ จริง ในชีวิต. ได้รู้แม้ได้เพียง ต้นน้ำ ก็ ถือว่า ได้สิ่งประเสริฐ ตามฐานะ. ครับ. กราบอนุโมทนาสาธุ. พ่อท่าน และ สมณะ สิกขมาต ญาติธรรมชาวอโศก ด้วยความศรัทธา ยิ่งครับ สุดยอดปาฏิหารย์ พุทธแท้ ๆ. จาก ณรงค์ คงบำรุง ครับ

สัมภาระวิบากโพธิสัตว์ _คุณใบฟ้า นาวาบุญนิยม..กราบเสนอประเด็นร่วมรายการ… ประเด็นที่ 1 วันจันทร์ที่ผ่านมา ดิฉันได้ยินถ้อยคำที่ไม่เคยได้ยิน จากพ่อครู นั่นคือ “ตายเสียดีไหม ทำก็ได้แค่นี้” ที่สุด พ่อครู ในฐานะพระโพธิสัตว์ระดับ 7 เป็นอย่างน้อยก็จบด้วยคำว่า “ตายไม่ลง” แต่ขยายอายุขัยแค่ 151 ปีก็พอ ดิฉันในฐานะลูกและศิษย์ คนหนึ่ง ฟังแล้วประทับใจมาก หันมาทบทวนตนเองว่า เจริญ ขึ้น จะมีส่วนในการช่วย โพธิกิจ มากน้อยเพียงใด คำตอบที่ให้กับตัวเองคือ ค่าเฉลี่ยของเราเจริญขึ้น แม้จะไม่รวดเร็วนัก ตัวอย่างเช่น การให้ ได้สัมมาทิฏฐิมากขึ้น เนกขัมสิตอุเบกขา ได้เก่งมากขึ้น ส่วนงานนั้น หากจะถามว่าใครจะช่วยบ้าง ดิฉันก็ยังคงเป็นลูกคนหนึ่งที่จะรีบยกมือด้วยใจเต็มร้อยเหมือนเดิม เพียงแต่ ขณะนี้ยังมีภาระในครอบครัวที่ยังวางไม่ลง ภาวะจิตของพ่อครูข้างต้น จะมีส่วนละม้ายภาวะของพระพุทธองค์ ในชั่วแวบที่จะไม่สอนคนในช่วงหลังตรัสรู้หรือไม่

พ่อครูว่า…ตอนตรัสรู้ ตรวจสอบดู คนส่วนใหญ่เป็นคนที่สอนไม่ได้ อเวไนยสัตว์ ก็จะไม่สอน แวบเดียว สหัมบดีพรหมก็มาอาราธนาว่าฉิบหายใหญ่หากไม่สอน สห คือรวม พรหมคือ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา หรืออัปปมัญญา 4 ปุคคลาธิษฐานแท้จริงเป็นธรรมาธิษฐานหรือนามธรรมทั้งนั้น พระพุทธเจ้าก็เลิกคิด เมื่อสหัมบดีพรหมอาราธนาก็จะสอนคนต่อ ท่านเกรงจะเหนื่อยเปล่า เพราะธรรมะที่ท่านตรัสรู้นั้นสูงมาก คนที่จะรู้ก็น้อย จะคุ้มหรือไม่ สหัมบดีพรหมก็คือ ความสำนึกของท่าน ว่าให้สอนเถอะ ท่านก็จึงได้ตัดสินพระทัยประกาศตนเป็นพระพุทธเจ้า แล้วก็ประกาศสอนศาสนา ไม่ได้เดา แต่พูดความจริงที่เป็นเช่นนั้น ถามว่าอาตมามีแวบที่คิดเช่นนั้นก็ใช่ แต่อาตมาจะพยายามกระเสือกกระสนไปให้ถึงร้อยห้าสิบเอ็ดปี ภาษาอีสานว่า บืน กระดึ๊บๆ แต่มีเจตนาแต่อย่าคาดหวัง เท่าที่อาตมารู้ อายุขัยอาตมาแค่ 72 ปี แต่ก็คิดว่าไม่ไหว ธรรมะพระพุทธเจ้าจะไปไม่ไหว ก็เลยจะพากเพียรต่ออายุขัย ตอนนี้ได้มาถึง 84 ปี แล้วก็จะพยายามบืนไปอีก ถ้าจาก 84 ไป 151 ก็ยังอีก 67 ปีมันไม่น้อยนะ แต่ไม่ท้อ I will try. พยายามต่อไป ได้แค่ไหนก็แค่นั้น ทุกวันนี้ก็พยายามจะช่วยให้อาตมาเจ็บไม่ได้โอยไม่ได้ อ่อนไม่ได้แอไม่ได้ พยายามให้แข็งแรงตลอดเวลา ก็ควร ก็พยายามบืนให้สุดบืน กระดึ๊บๆไปให้ถึงที่สุดแห่งที่สุด ภาษาปุคคลาธิษฐานคือ พระโพธิสัตว์ พากเพียรเพื่อจะช่วยมนุษย์ จนกระทั่งอวัยวะของตัวเองแหลกราญ มือขาดแขนขาด กระเสือกกระสน ลากตัวเองไป ก็เถลือกไถลไป ท่านอธิบายสภาพโพธิสัตว์ที่พากเพียรไป เหลือแต่ตัว มือขาดแขนขาดเหลือแต่ตัวก็ไถลไป จนเนื้อตัวแตกเลือดไหลก็จะไปให้ถึงที่สุด อธิบายเป็น ปุคคาธิษฐาน อาตมาก็นัยยะเช่นนั้น แต่คงไม่ต้องไปนอนเถือกไถไปอย่างนั้นแต่เอาแทนนามธรรม ใครที่เคยอ่านสัมภาระวิบากโพธิสัตว์ต่างๆก็คงได้ผ่านพวกนี้

อาการ ดูด ของจิตระดับพีชะ _ประเด็นที่สองถามว่าอาการ ดูด ของจิตระดับพีชะ และอาการผลัก ที่เป็นความอำมหิตในระดับของจิต นั้นเป็นอย่างไร ดิฉันไม่ชัดเจนในรายละเอียด พ่อครูว่า… พลังวานพีชะมี ISH มี self ที่จะเอาดินน้ำไฟลมมาสังเคราะห์สร้างตัวเองอย่างเดียวไม่เป็นพิษภัยต่ออย่างอื่น พลังงานผลักไม่กระทบกระเทือนใคร พลังงานดูดก็ไม่ได้แย่งคนอื่นด้วย ได้เท่าไหร่ก็เอา ผู้เป็นอรหันต์จึงทำจิตให้มีพลังงานแบบพีชะเพื่อตัวเอง ส่วนพลังงานที่ตนเองเหลือก็เอาไปสร้างสรรให้ผู้อื่น พลังงานผลักในความอำมหิตระดับจิตเป็นเช่นไร พลังงานดันออกข้างนอกเรียกว่าผลัก แล้วกระทบต่อชีวะอื่นให้เขาเสียหาย พีชะไม่ผลัก จึงไม่กระทบอันอื่นให้เสียหายเลย เพราะฉะนั้นถ้ายิ่งผู้ใดมีพลังงานผลักออกไปมากก็เสียหายมาก กระทบมาก เพราะฉะนั้นอย่าให้มีพลังงานผลักออกจากตนเอง self แต่เอาพลังงานมาสร้างสรร เช่น เอาไปปลูกแตง ทำสื่อสาร เป็นครู เอาพลังงานเหล่านั้นไปทำงาน สร้างสรรเพื่อผู้อื่น ไม่เอาพลังงานไปเป็นโทษภัยกับใครเลย เราจะทำตามถนัดที่ควรที่เป็นสัมมาอาชีวะ กัมมันตะ จึงเป็นความรู้ทางเศรษฐศาสตร์ที่สุดยอด ที่เก็บเอาพลังงานมาใช้ได้อย่างประโยชน์สูงประหยัดสุด เยี่ยมยอดที่สุด เก่งทั้ง ครน. หรม.ประโยชน์สูง ประหยัดสุด นี่คือเศรษฐศาสตร์ของพระพุทธเจ้าอันยิ่งใหญ่ ที่บอกว่าพลังงานผลักในระดับจิตอำมหิต คือพลังงานที่ออกจากตัวเองไปกระทบข้างนอก ถ้ามันแรงก็คืออำมหิต ในความอำมหิต คนที่ฉลาดมีเล่ห์เหลี่ยม ผลักออกไปข้างนอก ไม่ผลักแรงหรือตรง แต่ทำเหมือนออกไปข้างนอก โดยหลอกว่านี่ไปให้เธอนะ แต่อ้อมเพื่อรวบเข้ามาให้แก่ตัวเองมาก คนอื่นเป็นเบี้ยทำให้เขา ใช้วาทกรรมทำให้คนอื่นเป็นเบี้ย ไปดูดเอาคนละนิดละหน่อยดูเหมือนไม่แรง มีปฏิกิริยาลูกโซ่ เป็นพันหมื่นแสนล้านคน แม้ยิ่งมากคนก็ไปเอาจากคนอื่นมาคนละน้อย มาให้คุณคนเดียว คุณก็รวยเละ ดูเหมือนไม่กระทบคนอื่น แต่นี่คือโลภมาก ชั่วมาก ดูไม่กระทบกระเทือน คนถูกหลอกก็คิดว่าได้ทำดีอีก แต่ละคนเอาไปทำดีทั้งนั้นเลย แต่ร้อยเรียงมาเป็นตัวกูของกูเต็มบ้องเลย คนนี้จึงใจดำอำมหิต มีตัวกูของกู ทั้งแข็ง ใหญ่ ด้าน ใช้เล่ห์เหลี่ยมเป็นกาวผูกคนอื่นไว้หมด ไม่สลายตัวกูของกู คำว่ากูนี่ดำอำมหิตที่สุดเลย ตีไม่แตกเลย ตัวกูของกูคนนี้

มาต่อที่ได้อธิบายไว้ ….

วินัยกับศีลมีนัยยะที่ต่างกัน วินัยกับศีลมีนัยยะที่ต่างกันจริงๆ วินัยเป็นศีลอาญา มีโทษ ถ้าทำผิด เป็นกฏหมายที่ระบุโทษ มันไม่ใช่ศีล ส่วนศีลนั้นไม่ลงโทษใคร เป็นธรรมนูญกลางๆ เป็นหลักใหญ่ ต้องไปมีกฏหมายย่อยลงโทษเป็นระดับๆไป สรุปแล้ว ศีลไม่ใช่กฏหมายอาชญา แต่เป็นธรรมนูญหลักเกณฑ์หลัก

ประโยชน์ 10 ประการ ที่เกิดจากการบัญญัติพระวินัยไว้ดังนี้ 1. เพื่อความรับว่าดีแห่งสงฆ์ 2. เพื่อความสำราญแห่งสงฆ์ 3. เพื่อข่มบุคคลผู้แก้ยาก 4. เพื่ออยู่สำราญแห่งภิกษุผู้มีศีลเป็นที่รัก 5. เพื่อป้องกันอาสวะอันจะบังเกิดในปัจจุบัน 6. เพื่อกำจัดอาสวะอันจักมีในอนาคต 7. เพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส 8. เพื่อความเลื่อมใสยิ่งของชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว 9. เพื่อความตั้งมั่นแห่งพระสัทธรรม 10. เพื่อถือเอาตามพระวินัย (ยึดหลักพระวินัยเป็นปทัฏฐาน)

ปฏิกโกสนา คือค้านแย้งอย่างจัง อย่างแรงอย่างไรก็ได้ แต่อย่าฟ้องร้องกัน นานาสังวาสมีความต่างสามประเด็นใหญ่ คือ ความประพฤติต่างกัน อธิบายอุเทส ธรรมะพระพุทธเจ้าต่างกัน ศีล สมาธิ ปัญญา วิมุติ อธิบายต่างกัน แม้คำเดียวกันแต่อธิบายคนละอย่าง อาตมาบอกว่าปัญญาเกิดจากองค์ 6 แต่เขาว่าให้นั่งหลับตานิ่ง สะกดจิตแล้วปัญญาจะเกิดเอง อาตมาว่านั้นคือสัญญาไม่ใช่ปัญญา สัญญาเป็นของเก่า คุณนั่งสะกดจิตไป ที่โผล่คืออุปาทาน ไม่ใช่ของจริงเกิดได้ แต่คุณรู้ไม่ทัน ข้อสำคัญ สัญญากับปัญญาก็แยกไม่ได้แล้วต่างกันอย่างไร เพราะคุณยังไม่รู้แม้แต่อัญญะ อัญญา ถ้ารู้อัญญะ อัญญะเกิดจากการรับรู้จากภายนอกด้วย ไม่ใช่โผล่มาเองจากภายใน สรุปว่า วินัยกับศีลนั้นต่างกัน วินัยเป็นศีลอาชญา แต่ศีลเองไม่มีบทลงโทษ ไปจบที่อิสรเสรีภาพ วินัยไม่ใช่หลักเกณฑ์อิสรเสรีภาพ วินัยเป็นเชิงบังคับ command ต้องทำ ไม่ทำก็ถูกลงโทษ เป็น command ส่วนศีลนั้น independent อิสรเสรีภาพ คุณจะทำตามหรือไม่ทำตามก็เรื่องของคุณ ไม่ถือโทษภัย ไม่มีใครกล่าวโทษภัย แต่เป็นเรื่องจริง หากทำได้ผลก็เรื่องของคุณ ไม่ได้ผลได้มากหรือน้อยก็เรื่องของคุณ อิสระเสรีภาพ ศีล independent ส่วนวินัย command ศีลคือ ลักษณะอิสระเสรีภาพ ส่วนวินัย คือ เผด็จการ มีการสั่งการบังคับในตัว วินัยยังไม่ใช่อิสรเสรีภาพบริสุทธิ์ ส่วนศีลนั้นอิสรเสรีภาพบริสุทธิ์ วินัยต้องมีคนทำผิดก่อน พระพุทธเจ้าถึงสร้างวินัย แต่ศีลพระพุทธเจ้าสร้างขึ้นมาเองเลย พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ จะบอกว่าศีลตรงกันหมดก็ไม่เชิง เพราะยุคสมัยไม่เหมือนกัน จะบอกว่าจุลศีลเท่านี้ มัชฌิมศีลอย่างนี้ก็ต่างกัน ในยุคที่ไม่มีเดรัจฉานวิชชา ก็จะไปตั้งศีลข้อห้ามนี้ทำไม มหาศีลคือศีลที่ไม่ต้องมีเลยนะ จะว่าหยาบก็ไม่เชิงละเอียดก็ไม่เชิง แต่สรุปแล้วว่าถ้าพระพุทธเจ้าห้ามในมหาศีล ก็จะต้องไม่มีในศาสนาพุทธเลย มีทั้งความละเอียดและความหยาบ ถ้าท่านได้บัญญัติไว้แล้วก็ทำตาม เอาแค่บัญญัติในมหาศีลแค่นั้น เกินกว่านั้นไม่ต้อง เพราะเราอยู่ในยุคของพระสมณโคดม ส่วนพระพุทธเจ้าองค์อื่นก็อีกบริบท เราเท่านี้ก็พอแล้ว ไม่ต้องเอาของพระพุทธเจ้าองค์อื่น จะเก่งเกินไป

ในพรหมชาลสูตรไม่ได้พูดถึงพระวินัย แต่ในพระไตรปิฎกเล่ม 9 ทั้ง 13 สูตรจะเน้นศีล ส่วนพระวินัยคือเล่ม 1-8 ส่วนเล่ม 9 ไปจนถึงอภิธรรม ก็เป็นพระสูตร แต่หลักเกณฑ์การเกิดของสัจธรรม ศีลเป็นหลักเกณฑ์ จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล อาตมาถึงเรียกว่าพุทธธรรมนูญ ของศาสนาพุทธ ก็ต้องเข้าใจทั้งสามหมวด จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล

จุลศีล คือหลักเกณฑ์ที่เอาไปปฏิบัติในแต่ละคน ตั้งแต่ข้อแรกไม่ฆ่าสัตว์ ก็ต้องศึกษาจนจิตใจบรรลุ จิตมี ISH ไม่เบียดเบียนเลย 1พระสมณโคดม ละการฆ่าสัตว์ เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ วางทัณฑะ วางสาตรา มีความละอาย มีความเอ็นดู มีความกรุณาหวังประโยชน์เกื้อกูลแก่สัตว์ทั้งปวงอยู่ แม้ไม่ต้องใช้อาวุธก็ฆ่าสัตว์ได้ แต่นี่ของศาสนาพุทธหากฆ่าคน ก็คือปาราชิก ตายจากกันทั้งที่เป็นๆ ยิ่งกว่าพรหมทัณฑ์ นอกจากละอายแล้วเอ็นดูต่อสัตว์ทุกชนิด เมตตา กรุณาลงมือช่วย มุทิตายินดีด้วยแล้วก็จบอุเบกขาไม่ต้องยึดบุญคุณ ตัดขาดกันทำแล้วจบไม่ต้องต่อเยื่อใยไว้ ส่วนคนจะกตัญญูหรือไม่ก็เรื่องของเขา อาตมาถึงจะไม่พูดเรื่องกตัญญุเท่าไหร่ ถ้าใครจะทำก็ดีต่อคนกตัญญู พูดไปเหมือนหว่านล้อมเลียบเคียงให้คนมากตัญญูต่อตน คุณอู๊ด ถามว่า ถ้าคนมีพระคุณกับเราควรจะจำไหม พ่อครูว่า….ก็ต้องจำสิ แต่เราทำบุญคุณกับใครอย่าไปจำ แต่ถ้าใครทำบุญคุณกับเราเราก็ควรจะจดจำ แล้วตอบแทน เช่นพระสารีบุตรจำได้ว่า ราธพราหมณ์ที่เคยใส่บาตร 1 ทัพพี ก็เลยจำได้ แล้วท่านก็ต้องหาเครื่องบวช เป็นอุปัชฌาย์บวชให้ราธพราหมณ์

วินัยยังไม่เกิดในพรหมชาลสูตร มีแต่ศีล พระพุทธเจ้าสรุปอีกทีว่า ศีล เป็นหลักเกณฑ์ที่จะเอามาเป็นเครื่องวัดความเป็นมนุษย์ คนที่ไม่มีศีลแม้ข้อ1 นี่ยังไม่ใช่มนุษย์เลย คนยังไม่บริสุทธิ์ด้วยศีลข้อ 1 ยังฆ่าสัตว์ยังไม่ใช่มนุษย์ เป็นเครื่องวัดว่าเป็นมนุษย์หรือยัง เป็นผู้ยังไม่มี มีความละอาย มีความเอ็นดู มีความกรุณา หวังประโยชน์เกื้อกูลแก่สัตว์ทั้งปวงอยู่ (พ่อครูไอ ตัดออกด้วย) สัตว์ทุกตัวเกิดมาตามวิบาก คุณไม่ควรไปตัดรอน ตัดชีวิตเขา ถ้าพอจะอนุเคราะห์เขาได้เราจะสัมพันธ์ แต่ถ้าสัมพันธ์มากนัวเนียไม่เอา ต้องเอาให้พอดี ถ้ามากเกินไปก็จุกจิกไป เช่นนิสัยคนนี้ถ้าให้เร็วๆมากมายจะติด จุ๊กจิ๊กก็แย่เลย ทนไม่ไหว ทนไม่ได้หรอก พูดถึงอันนี้แล้วอาตมาจำได้เคยเขียนนวนิยาย เรื่องสั้นเรื่องนี้มีพล็อตว่า มีชายหนุ่มหญิงสาวรักกันมาก เสร็จแล้วแต่งงานกัน จากนั้นผู้หญิงจู้จี้จุกจิก จะกินอะไรจะไปทำอะไร จู้จี้จุกจิก เอาใจ เขาก็เจตนาดี ตอนแรกก็ทน ตอนหลังผู้ชายทนไม่ไหว แต่ก็รู้ว่าเขาปรารถนาดี จะทำอย่างไร แต่ว่าก็ไม่ได้เพราะเขาปรารถนาดี จู้จี้จุกจิกจะบริการเราทั้งนั้น สุดท้ายก็เลยหนีออกจากบ้านไปเลยนะ โดยไม่บอกให้กระเทือนใจ เสร็จแล้ว ผู้หญิงก็ออกตามหา สุดท้ายไม่เจอกัน แต่จบด้วยมีศพของชายหนุ่มหญิงสาวคนหนึ่ง มากอดกันตาย ทั้งที่ในรพ.นั้นอยู่กันคนละฟากนะ แต่สุดท้ายพิสูจน์ได้ว่า คือชายหนุ่มหญิงสาวคู่นี้รักกันมาก แต่ทนไม่ไหวกัน ต่างคนต่างถูกรถชน สุดท้ายก็กอดกันตาย มีอีกเรื่องหนึ่งมีผู้ชายต้องการลูกแต่ไม่ต้องการเมีย แต่สุดท้ายก็ต้องใช้ผู้หญิง เมื่อมีลูกแล้วก็ทิ้งผู้หญิง แต่ผู้หญิงก็รัก แต่ผู้ชายก็ไม่เอาจะเอาแต่ลูก แต่สุดท้าย ผู้ชายก็ต้องแพ้ความดี จบ อาตมาเขียนเรื่องสั้นไว้เยอะ มีอีกเรื่องหนึ่ง โอ้ลูกรักเจ้ายังไม่มีแม่…. จำชื่อเรื่องได้ คือแม่ของลูกคนนี้มีลูกเพราะเป็นโสเภณี ก็เลยไม่อยากให้ลูกรู้ว่าตนเองเป็นแม่ ก็เลยเอาไปให้เพื่อนรับเลี้ยง แล้วบอกว่าอย่าให้รู้ว่าเราเป็นแม่ ก็เลี้ยงจนกระทั่งโตพอสมควร ก็ไปมาหาสู่ก็เรียกน้า อยู่มาวันหนึ่งแม่ตัวจริงกับแม่เลี้ยงทะเลาะกัน เสร็จแล้วก็ตีกัน ปรากฏว่า แม่เลี้ยงสู้ไม่ได้ อยู่ข้างล่าง แม่จริงอยู่ข้างบนทุบ ลูกมาจากไหนไม่รู้ เอามีดมาเสียบแม่จริงตาย แม่ก็เลยบอกว่าโอ้โห ก็ไม่รู้จะพูดอย่างไร ลูกฆ่าแม่โดยไม่รู้ เรื่องนี้จึงชื่อโอ้ลูกรักเจ้ายังไม่มีแม่ นี่คือนัยยะซับซ้อนที่อาตมาเอาเรื่องจริงมาเล่า อาตมาแต่งนิยายเป็นร้อยๆเรื่องเลย ต้นฉบับให้รุ่งโรจน์ ณ นครไว้ แต่ตอนหลังไปถามดู เขาทิ้งไปแล้วตามหาไม่เจอ แล้วรุ่งโรจน์ก็ตายไปแล้ว เมียเขาชื่อหม่อมหลวงเบญจมาศ

จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล พระพุทธเจ้าบอกว่าจะชมเราด้วยศีลเป็นเรื่องที่ยังต่ำนัก เดรัจฉานมีศีลไม่ได้ แต่นอกจากเดรัจฉานโพธิสัตว์ แล้วเป็นคนก็มีที่ยังมีศีลไม่ได้ ก็ยังต่ำนัก จะวัดว่าเป็นคนที่มีใจสูงระดับหนึ่ง ก็คือคนที่ไม่ทำร้าย ไม่ฆ่าสัตว์ เพราะเห็นแก่ชีวิต ไม่ทำร้ายชีวิต เพราะการทำร้ายชีวิตอื่น 1. มันเป็นวิบาก 2. มันเป็นความอำมหิตที่สุด คนที่ฆ่าชีวิตอำมหิตที่สุด คนที่ฆ่าชีวิตผู้อื่นมันก็อำมหิต แต่จะไม่อํามหิตเท่าฆ่าตัวเอง คนที่ฆ่าตัวเองก็ทำร้ายชีวิต ใครจะรักชีวิตอื่นเท่ากับชีวิตตนเอง แด่คนที่ฆ่าชีวิตตัวเอง โดยเอาเหตุผลอะไรมากลบเกลื่อนก็ตาม แต่ถ้าจริงๆแล้วไม่มีเหตุกลบเกลื่อนจะฆ่าตัวเอง เป็นไปไม่ได้ ถ้าคุณฆ่าตัวเองโดยไม่มีเหตุผลที่อำมหิตที่สุด เครื่องตัดสิน สัตว์ที่ควรยกย่องได้ แม้แต่เวไนยสัตว์อเวไนยสัตว์ สัตว์ที่ฆ่าชีวิตอื่นก็คืออเวไนยสัตว์ทั้งนั้น ถ้าเวไนยสัตว์พูดกันรู้เรื่องได้ ไม่ฆ่าสัตว์ได้ ถ้าจะชมว่าเรามีศีลยังเป็นเรื่องที่อย่างต่ำนัก คนอื่นก็เช่นกัน จะยกจะชมได้ก็ชมที่มีศีลตั้งแต่ข้อ 1 ตามหลักเกณฑ์ของพระพุทธเจ้า นั่นคือความสำคัญของคำว่าศีล ที่ใช้ตีค่าราคาของสัตว์ พระพุทธเจ้าบอกว่าใครจะชมเราด้วยศีลก็ยังต่ำนัก ศีลที่ลึกซึ้งกว่าศีลข้อ 1 ก็มีอีกมากนัก ถ้าเอาจุลศีล หรือศีลมาปฏิบัติแล้วจะลดละกิเลสตัวเอง ในจุลศีล 26 ข้อ ก็เพียงพอสำหรับพวกเรา ไม่จำเป็นต้องใช้หมดด้วยสำหรับบางคน บางคนก็ต้องใช้ทั้ง 26 ข้อถึงจะบรรลุอรหันต์ แล้วแต่คนกิเลสมากหรือน้อย บางคนไม่ต้องถึงขนาด 26 ข้อหรอกก็บรรลุพระอรหันต์ได้ ในแต่ละคน ที่มีอัธยาศัยไม่เท่ากัน ไปติดยึดอะไรมาไม่เท่ากัน ก็เป็นไปได้ ส่วนมัชฌิมศีลคือ ศีลที่ขยายจากจุลศีลให้ละเอียดขึ้น มัชฌิมศีลข้อต้น 1. พระสมณโคดม เว้นขาดจากการพรากพืชคามและภูตคาม อย่างที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญ บางจําพวกฉันโภชนะ ที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ยังประกอบการพรากพืชคาม และภูตคามเห็นปานนี้อยู่ เนือง ๆ คือพืชเกิดแต่เหง้า พืชเกิดแต่ลําต้น พืชเกิดแต่ผล พืชเกิดแต่ยอด พืชเกิดแต่เมล็ด เป็นที่ห้า. มีดินเป็นกับดินตายก็ต้องเข้าใจอีก ดินเป็น คือดินที่มีพลังงานทั้งพลังงานชีวะ รวมตัวกัน คุณไปทำลายรังมันก็เป็น แต่ดินที่มีคนไปขุดทำลายแล้วยังไม่เกินเจ็ดวันถือเป็นดินตาย ถ้าเกินเจ็ดวันเป็นดินเป็น ถ้าไปทำลายก็เท่ากับทำลายภูตคาม

ส่วนมหาศีลเป็นของทุกคน เป็นของศาสนาพุทธทั้งหมด ให้เว้นขาดเดรัจฉานวิชชา เราเป็นคนเป็นมนุษย์แล้วไม่ทำอย่างเดรัจฉาน เรามันพ้นความเป็นเดรัจฉาน เป็นมนุษย์แล้ว เพราะบางอย่างละเอียด ยกตัวอย่างเช่นรักษาใส่ยาชะแผลก็มีนัยยะซับซ้อน ภิกษุ ทำได้ในพระภิกษุด้วยกัน อย่าไปทำกับฆราวาส ไม่ใช่หน้าที่ แต่พระพุทธเจ้าตรัสว่า พวกเธอมาบวชแล้วตัดขาดจากญาติพี่น้องทางโลกแล้วญาติปริวัฎฎัง ปหายะ จะให้พึ่งใคร ก็ต้องพึ่งพากันและกัน ถ้าเกินกว่านั้น ก็เป็นหน้าที่ของหมอหรือผู้รับผิดชอบไป

การกล่าวแก้เมื่อถูกติ ทีนี้ ประเด็นต่อไป สอง เรื่องของการกล่าวแก้ ...คนมาชมเราก็อย่าเหลิง รู้แล้วก็พอถ้าจริงก็จบอย่าฟูใจ แต่ถ

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน