600313_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ชมพูทวีปอยู่ที่เมืองไทยนี้.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2560
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์27 KB
วันที่แก้ไข4 เมษายน 2560

เนื้อหาในไฟล์

600313_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ชมพูทวีปอยู่ที่เมืองไทยนี้

สมณะเดินดินว่า… วันนี้เป็นวันจันทร์ที่ 13 มีนาคม 2560 ช่วงนี้ข่าวที่เป็นที่สนใจ คือเรื่องของศาสนา มีคนมองว่า รัฐบาลทุ่มงบประมาณ 90 ล้านบาท ในการจัดการธรรมกาย ทำให้คนได้รับความรู้ทางศาสนาที่ดีขึ้น ก็นับว่าคุ้มค่าแล้ว ธรรมกายเอาคำว่าบุญมาเป็นเครื่องหากิน แต่ตอนนี้ ประชาชนจับทิศทางได้แล้ว พระไม่ควรเอาศาสนามาเป็นเครื่องมือหากินกับคน มีมุมมองไปได้อย่างกว้างขวาง และพอหันไปหันมาก็จะหันมาหาสันติอโศก บอกว่าจะจบแบบเดียวกันไหม มี ดร.เจิมศักดิ์ ชี้แจงว่า สันติอโศกไม่ได้ใช้เรื่องของศาสนา เอามาหาเงินหาทอง เขากินอยู่อย่างมักน้อย ทิศทางของสันติอโศก ไม่ใช่ทิศทางเดียวกับธรรมกาย อีกท่านหนึ่งที่ไม่เปิดเผยตัว เอาเรื่องปาราชิก 4 ของธัมมชโยกับสันติอโศก มาเทียบเคียงกัน ความผิดปาราชิก 4 ข้อที่ 4 นี้มักจะพูดกันไม่ครบ พูดกันว่า อวดอุตริมนุสธรรม ก็จะถือว่าปาราชิกเลย แม้แต่หนังสือพุทธธรรม ที่เป็นหลักอ้างอิงของเถรวาท ก็บอกว่า พวกที่อวดว่ามีคุณวิเศษ เท่ากับผู้นั้นไม่มีคุณวิเศษ ผู้ที่อวดตัวเองว่าเป็นอาริยะ ผู้นั้นไม่ใช่อาริยะ เป็นอย่างนั้นเลย ตอนเราเกิดเรื่อง เจ้าคณะจังหวัดนครราชสีมา ก็ส่งคนมาถามพ่อครูว่า มีมรรคผลด้วยหรือ พ่อครูก็บอกว่า โสดา สกิทาฯก็ผ่านแล้ว เขาก็บอกให้เลขา จดไว้เลย ถือว่านี่ปาราชิกไปแล้ว นี่เป็นความเข้าใจอย่างผิวเผิน ในวงการศาสนาพุทธ บอกว่า ถ้าอวดอุตริมนุสธรรม ก็ถือว่าปาราชิกเลย โดยไม่ได้แยกแยะ ว่ามีจริงหรือไม่ การจะดูว่าพระปาราชิก คำว่าปาราชิกแปลว่า ผู้พ่ายแพ้ ธัมมชโยแปลว่า ผู้ชนะทางธรรม แต่ถ้าปาราชิกแล้ว ก็ถือว่าแพ้ในทางธรรม ไม่ว่าจะเป็น พระยันตระ พระภาวนาพุทโธ พระนิกร นั้น ชีวิตของผู้แพ้นั้น ไม่กล้าจะเผชิญความจริง

อ่านต่อ

อย่างพระยันตระ ก็บอกว่า ท้าผู้หญิงมาลุยไฟพิสูจน์กันไหม แต่บอกว่าตรวจ DNA กันได้ไหม ก็ไม่กล้าตรวจ ก็เหมือนกับธัมมชโย แค่มอบตัว พิสูจน์ความจริง ก็ยังไม่กล้า หรือเณรคำรู้ว่าผิด ก็หนีไปต่างประเทศเลย ผู้ปาราชิกคือผู้พ่ายแพ้ ความผิดของผู้ปาราชิก คือความผิดที่ต้อง ขับออกจากศาสนา มีคุณสมบัติต่ำกว่าผู้มีศีล 5 คนเหล่านี้ จึงไม่กล้ามาพิสูจน์ความจริง พวกเราอยู่ด้วยกัน แค่สังฆาทิเสส ก็คลุกคลีกัน ก็จะรู้ว่า พระต้องอาบัติสังฆาทิเสส ก็ไปกันไม่ค่อยได้แล้ว ถ้าอยู่แล้วไม่เปิดเผยความจริง ก็จะอยู่ยากลำบากมาก ต้องเข้าหาภพ เข้าหานิวรณ์ ไม่มีกำลังที่จะทวนกระแส ไม่ต้องพูดถึงผู้ปาราชิก ผู้พ่ายแพ้ในทางธรรม จะไม่มีกำลังในการยินดี เข้าสู่กระแสธรรมะเลย เราเห็นอย่างธัมมชโย ก็เหมือนดีเจ มาเปิดเพลง เราก็เห็นว่า ลักษณะที่จะทำให้ยินดีในทางธรรมนั้น ไม่รู้จะไปทางไหน ก็ยินดีในทางเปิดเพลง ทางกาม สิ่งเหล่านี้ เป็นเครื่องพิสูจน์ที่ไม่ได้ยากเย็นอะไร สำหรับคนที่เราจะดูว่า จิตมีกำลังในธรรมะหรือไม่ เป็นผู้มีวิมุติเป็นกำลังหรือไม่ จะตรงกันข้ามกับผู้ปาราชิก มันคนละสภาพ ตรงกันข้ามเลย ดูกันได้ไม่ยาก ในพระที่ปฏิบัติ และอยู่ร่วมคลุกคลีกัน พวกเราก็เหมือนกับ มีเทวดาแยะแยะ ว่าแตกต่างกันนะ สันติอโศกไม่เหมือนกับธรรมกาย ท่านโพธิรักษ์ไม่เหมือนกับธัมมชโย ส่วนพ่อครู ชีวิตท่าน ไม่เป็นผู้พ่ายแพ้ในทางธรรมะ วันคืนก็พยายาม ให้พวกเราลดกิเลส งานพ่อครูมีอย่างเดียวเท่านั้น คือทำให้มนุษยชาติ หมดกิเลส พยายามหามุมนั้น เหลี่ยมนี้ สูตรนั้นสูตรนี้ ความลึกซึ้งอย่างนั้นอย่างนี้ ให้พวกเราลดกิเลส ถ้าตัวเองมีกิเลสหนา จะมาอธิบายได้อย่างไร มันเป็นไปไม่ได้ เป็นสภาพที่พอรู้ๆกันอยู่ว่า เป็นไปไม่ได้ในจุดนั้น พ่อครูว่า...ก่อนจะได้สาธยายธรรม ก็อ่าน sms ก่อน SMS วันที่ 12 มีนาคม 2560

0818892xxxกราบนมัสการ พ่อครูท่านสมณะสิกขมาตุ ด้วยความเคารพยิ่ง?ฟ้าห่วน คนนี้ก็ส่งข้อความแบบนี้มาประจำ 0893867xxxคนอคติอโศก ตามลมปากโลกธรรม! จิตยากพ้นโลกียอธรรมผูกติดอัตตา! คนยอมรับอโศก ด้วยตาดูหูฟังตรงตามสัจธรรม! จิตเข้าถึงโลกุตระธรรมหลุดพ้นตัวตน พ่อครูว่า...คำว่าตัวตน อาตมาสัมผัส แม้ที่สุด มาเป็นภาษาไทย คำว่า ตน หรือ ตนะ ในบาลียืนยันว่า ตัว ต.เต่า เป็นเนื้อหาสาระ วรรคที่ 1 ก ข ค ฆ ง มันได้แก่น ถ้าวรรค วรรคที่ 3 ฏ ฐ ฑ ฒ ณ ก็รุ่มร่าม มีเศษฟุ้งฝอย แต่ถ้าวรรค วรรคที่ 4 ต ถ ท ธ น ก็จะไม่มีอะไรฟุ้งฝอยแล้ว แม้แต่อาตมา เข้าใจถึงพยัญชนะว่า ฏ ปฏัก มาจากคำว่า ภ แล้วมีหางยาว ก็มีความหมาย ภ.สำเภา แปลว่าความเจริญ ป ผ พ ภ ม ตัว พ คือเจริญ แล้วเป็น ภ ต่อไปเจริญขึ้นอีก เช่น อัญญาสิ วต โภ โกญทัญโญ คำว่า โภ แปลว่าเกิดเจริญ เกิดการรู้ เกิดการเปลี่ยนแปลง เป็นต้น ความหมายละเอียดพวกนี้ เป็นสภาวะที่ละเอียดมาก อาตมารู้อยู่ แต่อธิบายได้ยาก ก็พยายามขยายความอยู่ เท่าที่อาตมาจะใช้ภาษาสื่อ ก็เท่าที่ตามภูมิ อาตมาก็จริงใจตามภูมิ หรือให้เกิดความรู้ ความเข้าใจ ด้วยความปรารถนาดี ให้ทุกคนได้รับรู้ความจริง ที่เป็นประโยชน์ต่อขันธ์ ต่อธาตุของเรา ต่อชีวิตของเรา ก็อนุโมทนา สาธุทุกคน 0893867xxxแดนอโศกพ้นอบาย! ไร้กลิ่นคาวเลือดเนื้อสัตว์! สิ่งแวดล้อมธรรมชาติ ปลอดสารพิษปะปนชุมชนคนพอใจจน! แดนจานบินบูชาคอรัปชั่น! หลงไสยเวทย์งมงายสวรรค์! สิ่งแวดล้อมถมปัจจัยวัตถุนิยม ทับชุมชนคนพอใจรวย! แล้วแต่คนจะศรัทธา! ผลสุขทุกข์จากกรรมปัจจุบันขณะ มาจากคนเชื่อเอง ไม่ต้องไปร้องป่าว รำไม่ดีแล้วโทษปี่โทษกลอง! พ่อครูว่า...คนเรามีกรรมวิบาก ไม่ต้องออกแรงถล่มเขาหรอก เขาจะถล่มทลายไปตามกรรม ถ้าใครเจริญ จะเจริญไปตามกรรม ไม่มีใครจะโกงหรือเปลี่ยนแปลงสัจจะได้ จะมีพลังงาน พระเจ้าจะเปลี่ยนแปลงอะไรได้ก็ตาม แต่เรารู้ว่า อัตตา หิ อัตตโน นาโถ ตนเป็นผู้สร้างกรรมของตัวเอง ทุกอย่าง กัมมัสสโกมหิ กัมมทายาโท กัมมโยนิ กัมมพันธุ กัมมปฏิสรโณ ของเรานั้นไร้สารพิษเลย มันเป็นธรรมชาติ มีพิษบ้างก็พยายามเรียนรู้ แล้วขจัด สำคัญที่เรารู้จักพอ เต็มใจมาจน อันนี้ไม่ใช่แกล้งพอหรือจำใจ หรืออยากได้ความโก้ มันเป็นความจริง สร้างความเฉลียวฉลาด ที่เรียกว่าปัญญา ความเฉลียวฉลาด ทางพลังงานความรู้ รู้อย่างชัดเจน ว่าเรามาจน เป็นเรื่องยอดแล้ว ยิ่งมาอยู่กับหมู่ ผู้ที่ทำได้ดีกว่าเรา ผู้ที่ทำได้เหมือนกัน ยิ่งจะเห็นเลยว่ายิ่งมีความจน ก็จะยิ่งเหลือ ก็เป็นคนขยัน มีความรู้ความสามารถสมรรถนะ ก่อสร้างสรรค์ ตัวเองก็ลดกิเลส ลดเปลืองผลาญ ลดฟุ่มเฟือย แม้จะเหลือเชื้อในตัว ก็เอาเนื้อเอาแก่น ยิ่งประโยชน์สูงประหยัดสุด ไปได้เรื่อยๆ สอดคล้องกับหลักของพระพุทธเจ้า ไม่ว่าจะมีโคตมีสูตร กถาวัตถุ 10 วรรณะ 9 เป็นต้น ถ้าตรงตามหลักฐาน สอดคล้องกันไม่ขัดแย้ง นั่นแหละคือ ทางที่ถูกต้อง ชาวอโศกชัดเจน ว่าเรามาจน ไม่ต้องสะสม ไม่ต้องมีมากเลย เอาไว้แต่น้อย หรือไม่มีในตน แต่เราขยัน อาตมาเคยบอกว่า ทรัพย์ของชาวอโศก อยู่ที่สมรรถนะ กับความขยัน สมรรถนะคือ ความรู้ความสามารถ กับความขยัน ใครจะมาปล้น เอาความสามารถเรา เอาไปไม่ได้ ตกน้ำไม่ไหล ตกไฟไม่ไหม้ เราก็ใช้ความสามารถ ความขยันทำงาน ก็จะมีผลผลิตออกมา แต่เรากินน้อยใช้น้อย จึงมีเหลือเฟือ ถ้ามีหลายคนร่วมกัน มีเวลาเพิ่ม เราก็ชำนาญเพิ่มขึ้น มีทักษะเพิ่ม ก็จะยิ่งเจริญมากขึ้น ยิ่งปฏิบัติธรรมกิเลสน้อยลง ก็จะเปลืองน้อยลง แต่ไม่ใช่ทรมานตนเอง กิเลสคน มันไม่ใช่จะลดได้ง่าย ยิ่งเอาออก แต่ยิ่งแข็งแรง และเป็นแก่น คือ หรม. คือแก่น หรม.คือหาร ตัวหารคือ เค้นเอาเนื้อ เอาแก่นแต่น้อย แต่ให้ได้มากที่สุด เอาเนื้อเอาแก่น จะต้องแน่นต้องแข็ง เล็กลง แต่มันให้ได้มาก นี่เป็นภาษาที่ย้อนแย้ง หรือครน. คือเราต้องการก้าวหน้ามากๆ แต่คูณมากๆ อย่าไปละลาบละล้วง อย่าไปเบียดเบียนคนอื่นเขา ให้กระทบกระเทือนคนอื่น น้อยที่สุด คือคูณร่วมน้อย ยิ่งไม่เดือดร้อนเลยยิ่งดี การจะให้กระทบ เบียดเบียนคนอื่นให้น้อย คือคูณร่วมน้อย

อนูปวาโท(การไม่พูดร้าย) อาตมาอยากแวะ ขยายความตรงนี้ _มีคุณ ชำนาญโพสต์ว่า ธรรมกายมีอณูปฆาโต อนูปวาโท แต่อโศกไม่มี อณูปฆาโต อนูปวาโท คำว่า อนูปวาทโท ท่านแปลว่า อย่าพูดร้าย หรือ อย่าพูดให้กระทบกระเทือนใคร อาตมาเคยอธิบายว่า แม้เราจะพูดดี ก็ต้องกระทบกับคนดี ใช่ไหม พูดชั่ว ก็ต้องกระทบกับ คนที่เขามีความชั่วนั้น ถ้าพูดแล้ว ไม่กระทบใครเลย ก็คือคนไม่ชั่วไม่ดี คนที่ไม่ชั่วไม่ดีนี้ไม่มี แม้พระอรหันต์ไม่ทำชั่วแล้ว ก็มีแต่ทำแต่ดี ถ้าไม่แสดงกรรมกิริยาอะไรๆ ก็ไม่กระทบกับใคร นักแสดงกรรมกิริยา ก็ต้องมีกระทบ Action = reaction ถ้าคนที่เขาไม่เข้าใจ ถูกกระทบ เขาก็โต้ต้าน โต้ต้านอย่างมีปัญญา อย่างออกไปให้รู้ตัว เป็นประโยชน์ ไม่ได้โกรธเคือง ไม่ได้ข่มเบ่งอะไรเลย ในการโต้ต้าน โต้ต้าน สิ่งที่ไม่ดีไม่ถูก มันก็ไปเข้าตัวเขา ถ้าเขามีกิเลสมีตัวตน ก็โกรธถือดีถือตัว โต้ตอบอย่างมีกิเลส แต่ถ้าไม่มีกิเลส ก็ตอบโต้ได้ ตอบโต้อย่างแรงก็ได้ แต่คำว่า อนูปวาโท ไปแปลว่าโต้ตอบไม่ได้ แรงไม่ได้ ไม่ใช่ คำว่า ปฏิกโกสนา หมายความว่า คัดค้าน ท่านประยุทธ์ ปยุตโต แปลว่าคัดค้านอย่างจัง อย่างเต็มที่ จะใช้เสียงแรง ดัง ภาษาขนาดไหนก็แล้วแต่ ภาษาตรงขนาดไหน ก็กระทบ ยิ่งกระทบแรง สภาวะความรู้สึกจะแรง การบอกความผิดของใคร แล้วถูกจะเปรี้ยงๆ ยิ่งมากหนักยิ่งแรง คำว่าก็แรง อาการก็แรง ไม่ได้หมายความถึงอุปวาโท อนูปวาโทคือ อย่าไปว่า อย่าไปใส่ใคร้ ใส่ร้ายเขา ทั้งที่เขาไม่ได้เป็น แต่ถ้าถูกสัจจะแล้ว จะค้านอย่างจังขนาดไหนก็ไม่ใช่อุปวาโท คือคำที่แรง แต่อนูปวาโท คือคำไม่แรงไม่ร้าย

คำว่าลหุตา หมายถึงความเบา แต่มีฤทธิ์แรงมาก ท่านทำด้วยการประมาณให้เบาที่สุด แต่จะมีฤทธิ์แรง หรือมุทุแปลว่าอ่อน ภาษาอ่อนไม่ใช่อ่อนแอ แต่นิ่มนวล สุภาพเรียบร้อย มีพลังสูงมาก ไม่ใช่อ่อนแอ แต่มีประสิทธิภาพสูง นี่คือสภาพปฏิโสตัง ปฏินิสรณะ หรือปฏินิสสัคคะ เป็น dialectic เบาเป็นแรง แรงเป็นเบา เรามีประสิทธิภาพสูง พูดไปก็ตรง ถูกความผิดของเขาเต็มรูป ไม่มีผิดพลาด ก็เลยเป็นความแรง โดยธรรมชาติด้วยสัจจะมันแรง เขาก็หาว่า ชาวอโศกเป็นคนแรง สรุปแล้วว่าคนจะออกเสียงดัง ท่าทางกิริยาแรงได้ อย่างไม่ผิดสัจจะด้วยนะ แต่ความถูกสัจจะนี่แหละ มันแรง พูดเบาก็แรง ยิ่งพูดแรงด้วยก็ยิ่งดี ถ้าพูดเบาแล้วคนที่ด้านหนา ก็ไม่กระเตื้อง จึงค่อยโขลกอย่างแรง ขนาดนั้นยังไม่ค่อย สะดุ้งสะเทือนเลย ปฏิกโกสนาคือ การค้านการแย้ง อย่างตรงๆเปรี้ยงๆ บางทีใช้คำหยาบ แต่มันถูกต้องเลยตรงเลย คำว่าฉิบหาย เป็นคำหยาบ และถูกต้องตรงสัจธรรม มันสูญเสียหนักมากเลย แต่ใช้ศัพท์ว่าฉิบหาย เหมือนหยาบมาก แต่มันเป็นภาษา ที่สื่อสัจธรรมที่ชัดเจน เป็นการสื่อที่ชัดเจนจริงใจ ตรงๆก็เลยแรง อย่าไปพูดทุจริต ไส่ไคร้หาความ นี้มันไม่ซื่อ ถ้าอย่างนั้นก็คืออุปวาโท แต่ถ้ามันถูกต้องแล้ว จะรู้สึกแรงขนาดไหน ก็เป็น ปฏิกโกสนา เป็นการค้านแย้ง ทวนกระแสอย่างตรง คัดค้านอย่างจังเลย

0893867xxxสปิริตนักบวชผู้นำชาวอโศก สะท้อนจิตวิญญาณรับผิดชอบชั่วดี เคารพทุกกฎเกณฑ์กติกา สังคมสงบสุขพอเพียงทุกถิ่นที่! ไร้สปิริตผู้นำสวรรค์ลวง สะท้อนธาตุแท้ หลบผิดหนีคดีชั่ว ละเมิดทุกกฎพุทธกติกา สังคมหลงสุขเท็จจมทุกข์วิบากทุกแห่งหน!

0804179xxxไม่มีข้อสงสัยอะไรเลยค่ะ ฟังธรรมจากพ่อ มีแต่ได้กับไดั จริง ๆค่ะ (อาวุธ ทำลายกิเกส )

ความเพียรและความพยายาม _จาก ภูเพียรธรรม กราบนมัสการเจ้าค่ะ ขอโอกาสเรียนสอบถามธรรมะ เจ้าค่ะว่า ความเพียรและความพยายาม มีความหมาย หรือความต่าง หรือการเสริมหนุน ซึ่งกันและกันอย่างไร หรือเป็นคำคำเดียวกันหรือไม่ ใช้ต่างกันหรือใช้แทนกันได้อย่างไร เจ้าค่ะ ขอความเมตตา กรุณาช่วยชี้แนะ และให้ความกระจ่างด้วยเจ้าค่ะ ขอกราบขอบพระคุณ และกราบนมัสการเจ้าค่ะ พ่อครูว่า...ความเพียร(วิริยะ) และความพยายาม (วายามะ) วิริยะคือความหมาย ไปทางกว้างทางมากทางเยอะ ส่วนวายามะ คือความหมายละเอียด เป็นทางการ เพ่ง ขวนขวาย วิริยะแรง กว้างไกล วายามะสั้นแคบเพ่ง ติดกับตัวเสมอ วายามะจึงอยู่ใกล้ตัว แต่วิริยะนี้ไปกว้างไกล ถ้าคนไหนมีแต่วิริยะ ก็จะไม่เร็ว แต่ถ้ามีวายามะจะถึงเร็ว เพราะใกล้ตัว ละเอียด จะบอกว่า คำเดียวกันนั้น ไม่ใช่แน่ คนที่ยังไม่ละเอียด ก็ใช้แทนกันได้ เป็นความเพ่งเพียร ความขยันอุตสาหะ

แล้วยกตัวอย่างมา สามอย่างคือ เพียรพยายามจะมีผล ๓ ความเพียร (วิริยะ) จะมีผล ความพยายาม (วายามะ) จะมีผล เพราะ... ๑. ไม่เอาทุกข์ทับถมตน ที่ไม่มีทุกข์ทับถม ๒. ไม่สละความสุข ที่เกิดโดยธรรม ๓. ไม่เป็นผู้หมกมุ่นในความสุขนั้น (พระไตรปิฎกเล่ม ๑๔ "เทวทหสูตร" ข้อ ๑๒) หมกมุ่นในความสุขในทางโลกียะ หมายถึงการเสพรส (พ่อครูไอตัดออกด้วย) การไม่เอาทุกข์ทับถมตน คือเราไม่มีทุกข์ทับถม คือเราไม่ทุกข์ไม่สุข คือกลางๆว่างๆ ไม่ทุกข์ไม่สุขทับถมตนแล้ว ก็อย่าไปสร้างอารมณ์ อารมณ์ที่ไม่กลางไม่ว่างแต่ถ้าเอาอารมณ์ทุกข์มา ก็แน่นอนว่าโง่ ก็อย่าไปหาอาการ ต้องรู้ ว่าอาการทุกข์ อาการโทมนัส ที่ลึกละเอียด หรือสุข หรือโสมนัส อาการพวกนี้ ต้องอ่านเองรู้เอง เป็นปฏิฆสัมผัสโส มีอธิวจนสัมผัสโส ตาม สุข ทุกข์ โสมนัส โทมนัส อุเบกขา น้ำหนักท่านก็แบ่งไว้ห้าอย่าง ก็ต้องอ่านให้รู้ด้วยตนเอง ปัจจัตตัง ไม่มีใครรู้แทนเราได้ ก็รู้ผิดก็ผิดของเรา เรารู้ถูกก็ถูกของเรา สุข ตัวนี้ ถ้าเป็นโลกุตระ คือความว่าง เป็นสิ่งที่ดีที่สุดแล้ว ใครที่ทำได้แล้ว ก็เป็นความสุขโดยธรรม ก็อย่าไปทิ้งมัน ให้สละสุขที่เกิดโดยธรรม ไม่ได้ไปแย่งเบียดเบียนใคร เราก็อย่าไปละล้างมัน แต่ให้อาศัยไป สาม ไม่เป็นผู้หมกมุ่นในความสุขนั้น แม้จะได้สุข ที่เป็นความว่างนี้ก็ตาม สุขนี้ก็ได้เสพ สบายว่างแล้ว ก็อย่าหมกมุ่น ถ้าหมกมุ่นก็ไม่ต้องทำงาน ไม่ต้องคิดต้องทำอะไร เอาไปฝังเสียเลยสิ เพราะอยู่ไปก็เปลืองพื้นที่ เปลืองแผ่นดินอากาศ ถ้าตาย เสร็จแล้วก็ไม่ต้องเปลืองสิ่งเหล่านี้ พูดให้ชัด อุปวาโท พูดให้กระทบเสียหาย กับปฏิกโกสนา คือแรงด้วยเนื้อหา แล้วกระทบสิ่งที่เขามี ก็เลยแรง มันมีพื้นที่ความชั่วเขาโต พอกระทบ ก็กระจายเต็มพื้นที่ของเขาเลย ของเขามีเยอะ ก็เต็มที่เลย เรากระทบแรง ก็ยิ่งกระเทือนเต็มพื้นที่เลย ฆ้องแตกเลย ฝีหนองแตกเลย

สันติอโศกได้เงินมาจากไหน _จาก เฟสบุ๊ค ตายแน่ มุ่งมาจน มีคำถาม..สันติอโศกได้เงินสนับสนุนมาจากไหน? ลองตอบ ..หากคิดค่าแรง 300 บาทต่อวัน แต่ผมทำงาน ฟรี สันติอโศกไม่ต้องจ่ายค่าแรง 300 บาท(แก่ผม) แต่ผมต้องกินใช้ ในแต่ละวันอาหาร 2 มื้อ ค่าน้ำค่าไฟ ฯลฯ คิดซะวันละ 100 บาท จึงเหลือ 200 บาทต่อวัน ซึ่งอยู่เป็นเงินคงคลัง ในระบบการเงิน สันติอโศก หากคิดเป็นเดือน 30 x 200 เป็น 6,000 บาทต่อเดือน หากคิดเป็นปี 12 x 6,000 เป็น 72,000 บาทต่อปี หลังเรียนจบ ผมทำงาน(ฟรี) ในองค์กรสันติอโศก 17ปี (โดยไม่มี จ็อบเล็กจ็อบน้อย ที่อื่นๆเลย) คิดรวมๆ 17 x 72,000เป็น 1.224.000 บาท คนส่วนใหญ่ในสันติอโศก ทำงานไม่รับเงินเดือน จึงมีเงินในส่วนนี้ กองรวมๆกัน ในแต่ละปี

พ่อครูว่า… คนในอโศก แม้ไม่เรียนหนังสือมาเลยก็ตาม ก็คิดค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาทต่อวัน คนทุกคนในชาวอโศก รวมแล้วมีส่วนเกิน ส่วนเหลือทั้งนั้น แต่ละคน หนึ่งคน ปีละ 72,000 ร้อยคน ก็ 7,200,000 ยังไม่รวม OT บางคนตื่นตีสาม ตีสอง ไม่มีวันหยุดด้วย นี่คือส่วนเกินส่วนเหลือ ส่วนที่เรามี ไม่ใช่เป็นคนเลว ไม่ใช่คนหาทางเห็นแก่ตัว มันไม่มี เป็นการศึกษา ที่ทำให้ ครน.หรม. สูงสุดเลย ประโยชน์สูงประหยัดสุดจริงๆ เราต้องการก้าวหน้า แต่ไม่เบียดเบียนใคร คูณร่วมน้อย เราจะเอาแก่น เอาเนื้อที่ดี หารร่วมมาก ให้ได้มากที่สุดเลย ไม่ให้ตกหล่นเลย หารร่วมมาก จึงเป็นคุณสมบัติ ซับซ้อนลึกซึ้ง มากที่สุดเลย สิ่งเหล่านี้เป็นเศรษฐศาสตร์ ที่ยิ่งใหญ่มากที่สุด ที่ชาวเศรษฐศาสตร์ทางวัตถุ คิดไม่ออก คิดไม่ทันพระพุทธเจ้า อาตมาคิดเองไม่ได้หรอกนะ เชื่อไหม ที่อาตมาอธิบาย ไม่เชื่อว่าอาตมาจะฉลาด รู้สูตรนี้ อาตมาศึกษามาจาก พระพุทธเจ้า สุดยอดเลย หนึ่ง สุดยอดของประชาธิปไตย คือ พหุชนหิตายะ (เพื่อหมู่มวลมหาชน เป็นอันมาก) พหุชนสุขายะ (เพื่อความสุขของหมู่มวลมหาชน เป็นอันมาก) โลกานุกัมปายะ (รับใช้โลก ช่วยโลก) ช่วยเหลือผู้อื่น อย่างไม่ออมมือ แล้วไม่ทำร้ายตัวเองด้วย พหุชนสุขายะ คือสุขอย่างว่าง ก็สร้างให้คนได้รับ ความสุขอย่างว่าง ให้ได้มากที่สุด หรือแม้แต่จะอนุโลม ให้สุขเก๊ของเขาบ้าง ก็อนุโลมปฏิโลมบ้าง ไม่เช่นนั้นก็เสียผล ซึ่งก็จะมีปัญญา สัปปุริสธรรม 7 มีมัตตัญญุตา กัมมัญญตา สมานได้อย่างเหมาะควรที่สุด ปโหติ หรือ กัมมัญญตา เหมาะควรที่สุด สูงสุด ดีสุดเลย Absolute ultimate เลย สุดยอด ใครทำได้เท่าไหนก็เท่านั้น ของตัวเอง Absolute ultimate ของตัวเอง ตามแต่ละฐานะ ตามความจริงใจ แล้วมันมีทิศทาง ทิฏฐิสามัญตา มีทิศทางไม่มีเล่ห์เหลี่ยม สร้างอัตภาพแก่ตน ใครเหลือตัวตน ก็ให้เขาตามสมควร เขาก็ไม่อยากเหลือตัวตน เขามีสำนึกก็จะพยายาม นี่คือสุดยอดหลักรัฐศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ สังคมศาสตร์ คำว่าโลกานุกัมปา แปลว่า รับใช้มวลชนรับใช้โลก เป็นคนที่ทำประโยชน์ เพื่อมวลชนจริงๆ อย่างไม่มีความเห็นแก่ตัว หรือเหลือความเห็นแก่ตัว ก็ทำเพื่อล้างความเห็นแก่ตัว ซ้อนๆ จนตนเอง หมดความเห็นแก่ตัว อย่างจริงใจ แล้วก็อยู่รับใช้ประชาชน อย่างเต็มๆ จะเป็นเผด็จการ คอมมิวนิสต์ หรือประชาธิปไตย ระบอบสังคมนิยม คือระบอบอะไรก็แล้วแต่ ไม่มีอะไรเกินทรัพย์ จากความจริงอันนี้หรอก ไม่มี ตรงกันหมด คือ มีภูมิปัญญาฉลาด ไม่ว่าจะตั้งชื่อลัทธิ หรือระบอบไหน จะเป็นคอมมิวนิสต์สังคมนิยม หรือประชาธิปไตย ก็ตามใจ ก็ต้องการ ประโยชน์เพื่อประชาชน แม้แต่เผด็จการ เขาก็ต้องเห็นแก่ประชาชน ถ้าไม่เห็นแก่ประชาชน ประชาชนก็ไม่เอาด้วย เผด็จการแต่ไม่ทำเพื่อประชาชน ใครเขาจะไปช่วยเผด็จการด้วย ดีไม่ดีเขาจะบ้อมคุณเอา มาขูดรีดประชาชน มันสัจจะมีหนึ่งเดียว ไม่มีสองหรอก เอกังหิ สัจจะ น ทุติยัมปิ นี่เป็นแนวคิด คิดจากสัจจะ ไม่ใช่แนวคิดโดยตรรกะ แนวคิดโดยสัจจะ ที่เอามาขยายความ สรุปแล้วอาตมาว่า อาตมาไม่ได้หลงใหล พระพุทธเจ้านะ แนวคิดที่เป็นผลทฤษฎีหลักเกณฑ์ สูงสุดแล้ว พระพุทธเจ้าสั่งสอนมา ไม่รู้กี่กัปป์กี่วัฏฏะ อาตมาเป็นโพธิสัตว์ ก็ทำอย่างนั้นมา ได้แค่ระดับ 7 ก็ได้ทำอย่างนั้นมา (พ่อครูไอ ตัดออกด้วย) สมณะเดินดินว่า… พ่อครูพยายามเน้น หัวใจของประชาธิปไตย คือ พหุชนหิตายะ (เพื่อหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก) พหุชนสุขายะ (เพื่อความสุขของหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก) โลกานุกัมปายะ (รับใช้โลก ช่วยโลก) ตอนนี้ประเทศไทย แม้จะบอกว่า ไม่เป็นประชาธิปไตย เป็นเผด็จการ แต่โดยเนื้อหา ก็เป็นประชาธิปไตย พ่อครูว่า อาตมาใช้ความจริงใจตามภูมิ เช่นอาตมารู้ว่า ใครเป็นใคร คนนั้นคนนี้ ก็มีสัญลักษณ์ของชื่อบ้าง คุณธรรม คุณลักษณะที่แสดงออก ของแต่ละคน มันเป็นการสื่อ ให้อาตมารู้ความจริง อ๋อ คนนี้ท่านนี้ องค์นี้ใช่ อาตมาก็ยืนยันไปแล้ว ต่างๆนานาไม่รู้กี่คนต่อกี่คน อาตมาบอกไปนั้น เจ้าตัวเอง ก็ยังไม่ได้เข้าใจตัวเอง เท่าที่อาตมาเข้าใจด้วย พูดไปเหมือนข่ม ก็ต้องขออภัย อย่างนี้ก็เยอะ และก็หาว่าอาตมา พูดไม่ตรงความจริง แต่อาตมารู้จักท่าน ยิ่งกว่าท่าน รู้จักตัวท่านเอง พูดไปแล้ว คนฟังอาจจะน่าหมั่นไส้ ก็ได้ ขนาดของอาตมา พระพุทธเจ้า รู้ยิ่งกว่าอาตมาเยอะ ตามประวัติ อาตมาก็เดินตามทางท่านเท่าที่มี ก็มีความคล้าย แต่ไม่เท่าพระพุทธเจ้า มีรอยเดียวกัน ตามสิ่งที่ท่านมีมาก่อน มายืนยัน พูดเพื่ออธิบายความจริงยืนยัน ไม่ได้อยากอวดตน อย่ามาหลงเชื่อ ขอร้องเลย ไม่ได้อยากได้คนโง่ แต่อยากได้คนมีปัญญา มาศึกษา มาหลงนี้ อาตมาไม่อยากได้นะ ไม่เห็นจะมีเกียรติที่ไหน ที่คนหลงๆมาเอาตามเรา ต้องมาด้วยปัญญา ด้วยจริงใจ สมณะเดินดินว่า… สงสัยว่าคนที่หลงเชื่อ จะมาเข้าใจธรรมะพ่อครู ได้ไหม พ่อครูว่า..คำว่าหลง ก็สื่อความหมายว่า ไม่เข้าใจแล้ว จะได้ตัวอย่างเมาๆมาอ้วกใส่ที่นี่ ไม่เอาหรอกคนเมา เอาคนที่ตื่นๆเต็มๆชัดๆ แล้วมั่นใจ ก็ค่อยมา อาตมาพยายามอธิบายสองด้าน ด้านหนึ่ง โชว์ดีของตน อีกด้าน ก็ตำหนิสิ่งที่ไม่ดีคนอื่น ไม่มีทางเลือก ก็ต้องจำนน เพื่อชี้ให้ชัดว่า อย่างนี้ไม่ดี อย่างนี้ดีนะ แต่จำนนว่า เรื่องดีเขามีไม่มาก แต่มีดีที่ของพวกเรา แต่พอบอก ก็เหมือนพูดของพวกมัน ก็ไม่รู้จะทำอย่างไร เพราะพวกอื่นไม่ได้มันเป็นอย่างนี้ จะไปยกก็ไม่ได้เพราะมันไม่ใช่ ก็หมดพยัญชนะที่จะสื่อสารแล้ว ก็ค่อยพิสูจน์กันไป อาตมาถึงอยากมีเวลา อยู่ให้ยาวนาน เพื่อจะช่วยพากันทำ ตามที่คิดว่า จะช่วยกันได้ สร้างกันขึ้นมา ให้เกิดเหตุปัจจัย ให้เกิดทั้งรูปธรรมนามธรรม วัตถุธรรม เกิดสิ่งแวดล้อมให้เป็นโมเดล เป็นรูปร่าง ที่อาตมาก็พยายามอธิบายว่า จะพยายามสร้างราชธานีอโศก ให้เป็นเกาะรัตนราชธานี ล้อเลียนกับเกาะรัตนโกสินทร์ ซึ่งจะไม่ใหญ่เท่าหรอก เกาะรัตนโกสินทร์ มีแม่น้ำใหญ่ล้อมรอบ แต่เกาะรัตนราชธานีอโศก ต้องขุดเอา ก็เล็กๆ ก็ค่อยๆอธิบายไป เมื่อมีน้ำมาก น้ำไม่เป็นพิษภัย จะเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาสามารถท่วมโลก สัตว์จะตายลง ด้วยภัยของน้ำ ศาสนาเทวนิยมก็รู้ ศาสนาทาง อเทวนิยมก็รู้ ศาสนาเทวนิยม จะช่วยคน ก็ด้วยการสร้าง เรือโนอาห์ อาตมาก็รู้อันนี้ พูดถึงจะมาสร้าง นาวาบุญนิยม ที่นี่ไม่ได้มีเรือ แต่ก็มีคนบริจาคมาให้ ชื่อ สาครด้วย จึงตั้งชื่อว่า ลำก๊กแฮก สรุปแล้วมันมีเรือ ที่นี่เราจึงเป็นคนเดียวคนนั้น จนพวกเราชาวอโศก น้ำมาน้ำท่วม ก็ไม่กลัว กลับฉลองน้ำอีก อาตมาก็ใช้ชื่อภาษา ในการสื่อสภาวะ วันที่ไม่มี ก็ไม่สมควรจะใช้ จะเสียหาย เราต้องพยายามมาด้วยความจริงใจ ขาดทุนของเรา คือกำไรของเรา มันเป็นความจริงใจชัดเจน ถ้าเราว่า เราไปขาดทุน แล้วเราไปเอาเปรียบ โกหกนะ เราเอาส่วนเกิน ให้แก่ตัวเอง ถ้าคุณโกหก ก็เป็นกรรมวิบากของคุณ ทิ้งไม่ได้ วิบากของใครของมัน จะอยู่กับคุณไปตลอดกาล อาตมาเชื่อกรรมวิบาก อาตมาจะพยายามทำไม่ให้ผิด แพ้ก็แพ้ได้ แต่ไม่ผิดสัจจะ สัจจะมีหนึ่งเดียว อาตมาใช้อัญญะอัญญา สัญญะสัญญา ปัญญะปัญญา อ่านให้ชัดเจน ว่าอย่างนี้ไม่ผิด แล้วถูกต้อง อาตมาก็ใช้ สัญญายนิจจานิอันนี้ สัญญาเป็นตัวกลางระหว่าง อัญญะ สัญญะ ปัญยะ อาตมาก็ทำตามสัมมาทิฏฐิ ทำให้เกิดสัมมาปฏิบัติ ส่งตามมรรคมีองค์ 8 ตรวจสัมมาอาชีวะ สัมมากัมมันตะ สัมมาวาจา สัมมาสังกัปปะ สั่งสมเป็นสัมมาสมาธิ มีสัมมาทิฏฐิที่เป็นประธาน มีสัมมาสติกับสัมมาวายามะ เป็นผู้ช่วย เป็นอัศวินขวาซ้าย หรือมีท่านเปา มีหวังเฉาหม่าฮั่น เป็นผู้ช่วย เป็นธรรมดาธรรมชาติ คนที่มีบารมี มีสิ่งที่คู่เคียง ก็จะมีไปตามลำดับ จะมีความซ้อนๆๆๆไปอีก อาตมาก็มีคู่เจโต คู่ปัญญา อาตมาก็มีไม่รู้จักกี่คู่ คนอื่นใช้แทนอาตมาไม่ได้ เป็นของอาตมา เป็นสิ่งที่อาตมา ทำงานตลอด มาทางศาสนา 40 กว่าปี อาตมาชัดเจน ไม่ผิดพลาด จึงมั่นใจ ในสัจจะว่าจริง อาตมาจึงมั่นใจว่า อาตมาคือตัวจริง สยังอภิญญาตัวจริง อาตมาไม่ได้เคยเชื่อว่า อาตมาจะเป็นอย่างนี้ เป็นคนๆนี้ เป็นสยังอภิญญา แต่ก่อน อาตมาไม่เชื่อตัวเองหรอก เราเป็นอย่างไร ก็ไม่ค่อยรู้เรื่อง เกิดมาตั้งแต่เล็กๆ ไม่รู้ประสีประสา ไม่ได้เก่ง ไม่ได้ฉลาดเฉลียว วิเศษกว่าใครเลย แต่พอเป็นแล้ว ก็รู้ว่าเราเป็นได้ขนาดนี้หรือ จนถึงวันนี้ก็จำนนแล้ว ต้องเป็นเรา เอ็งนั่นแหละต้องทำ จำนนแล้ว ก็ต้องเป็นคนนั้นแหละ ทำไมต้องเป็นกูด้วย ก็มึงนั่นแหละ มันเลี่ยงสภาวะจริงไม่ได้ อาตมาก็เลยไม่มีสงสัย ก็พากเพียรไป เราตั้งใจมาทิศทางนี้แล้ว ก็เราตั้งใจจะมาช่วย ศาสนาพระพุทธเจ้า ใช่ไหม แล้วจะหนีไปไหน ขบถหรืออย่างไร อาตมาไม่เอา มาถึงป่านนี้แล้ว จะมาขบถก็เลวเต็มที มันไม่ได้ เราก็ต้องทำ จะเหน็ดเหนื่อยอย่างไร ก็ว่ากันไป แม้แต่เรื่องความตาย ขออภัย อาตมาไม่ได้พูดให้โก้ อย่างอาตมา อยู่บนเวทีวันที่ 18 กุมภาพันธ์ อาตมาจะตาย เขาก็ยิงได้อย่างสบาย อาตมาไม่ได้กลัวตาย ถ้าตายไป เกิดมาใหม่ ก็หล่อกว่าเก่า ดีกว่าเก่า เจริญกว่าเก่า เพราะทำแต่กุศล จะกลัวทำไมตาย มันมีอะไรต่ออะไรยืนยัน ไม่ต้องลูกจริงหรอก แค่ลูกหลอก นี่ ขนาดเตะเปรี้ยง โดนก็ตาย แม้แต่ตอนกรณี เสธอ้าย ก็ตาม อาตมาไม่สงสัยหรอก กรณีคุณสนธิ ลิ้มทองกุล พลังงานกุศลจะมาช่วย ถ้าคุณไม่มี จะไปร้องเรียกเท่าไหร่ ก็ไม่มาช่วย อย่างคุณจำลอง ไปที่ภูผาที ถ้าไม่มีบารมี ก็เอากระดูกใส่โถมา จะไปเหลืออะไร ก็ต้องมีบารมี ของแต่ละคน ตอนที่เขายิงโป้งที่อนุสาวรีย์ ก็คงตายแล้ว แต่อย่าประมาท ต้องสะสมกุศลรับใช้เกื้อกูลเขา อย่างพวกเราก็ทำไป อาตมาก็ว่า ทำไม หัวผักกาด มันแกล้งโตได้ขนาดนี้ อาตมาเกิดมาอายุ 80 กว่าแล้ว เพิ่ง

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน