581213_วิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ แบบคนรวยกับแบบคนจน.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2558
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์351 KB
วันที่แก้ไข29 กันยายน 2566

เนื้อหาในไฟล์

581213_วิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ แบบคนรวยกับแบบคนจน

สมณะฟ้าไท…. วันนี้ตรงกับวันอาทิตย์ที่ 13 ธันวาคม 2558 พ่อครูก็ยังอยู่ที่บ้านราชเมืองเรือ บ้านไม้เมืองหิน บ้านดินเมืองน้ำ บ้านงามเมืองพุทธ บ้านพิสุทธิ์เมืองอมตะ วันนี้พ่อครูจะพูดถึงความจนความรวย โดยธรรมชาติ ไม่มีใครอยากจะจน แล้วถามว่ารวยเอาไปทำไม ได้บ้านได้รถ ได้เสื้อผ้า ได้เพชร ได้พลอยแล้วอย่างไร ได้คนที่เราชอบเรารัก ได้บ้านได้เมือง ได้แผ่นดิน ได้โลกทั้งโลก แล้วไงต่อ ถามว่าที่ได้ไปมีความสุขจริงไหม ก็มีความทุกข์ที่ตะเกียกตะกายต่อไป ทำไมบิลเกตถึงไม่หยุด ก็ต้องตะเกียกตะกายต่อไป มีคนรวยในโลกนี้ที่ประกาศว่ามีความสุขที่สุดในโลกไหม ไม่เห็นมี มีแต่พระพุทธเจ้าที่มาจนแล้วประกาศว่า เรานอน เรานั่งในที่ใดก็เป็นทิพย์ เป็นความสุข นอนบนที่ไหน นอนบนพื้นดิน นอนบนบรรจถรณ์ก็เป็นทิพย์

พระราชดำรัส ร.9 ตอน ทำเพื่อพ่อ ที่เข้าถึงปัญญาธิคุณ

พ่อครูว่า… ตอนนี้เรากำลังเป็นเดือนแห่งมงคลของประเทศไทยซึ่งผ่านการ Bike for Dad ซึ่งเป็นเหตุการณ์ของโลก มีคนลงทะเบียน 9 แสนกว่าคนส่วน ผู้ที่ไม่ลงทะเบียนก็มีอีกเยอะ ฉะนั้นไม่ต้องห่วงเลยว่าจะเลยล้าน คนแห่ไปแสดงออกถึงจิตวิญญาณที่เชิดชูในหลวงของเราพระองค์นี้ ในหลวงของเราพระองค์นี้ เป็นพระโพธิสัตว์ มีญาณปัญญาลึกซึ้ง อย่างทั้งตรัสว่าเศรษฐกิจพอเพียง คนก็ยังเข้าใจไม่ค่อยได้ ก็เลยตรัสเรื่องบริหารแบบคนจนก็ยังไม่เข้าใจ ท่านก็เลยตรัสออกมาชัดเลยว่า ขาดทุนของเราคือกำไรของเรา แล้วท่านก็บอกว่าใช้ภาษาอังกฤษจะสั้นดี Our loss in our gain. ผู้ที่เสียไปนี่แหละคือผู้ที่ได้มา ข้าราชบริพารทั้งหลายก็ไม่ค่อยจะทำตามท่าน ก็มีชาวอโศกนี่แหละที่พยายามทำตามจนตั้งนามสกุลเป็นแบบคนจนหลายอย่าง มี มุ่งมาจน เต็มใจจน กล้าจน จนทุกชาติ ก็

อ่านต่อ

มีอีกหลายตระกูลเกี่ยวกับความจน มีนามสกุล จนแล้วจึงรอด ด้วย ของนายป๊อป ลูกของคุณสังข์ทอง สีใส อีกอันที่ไม่มีใครไปตั้งคือ จนอีหลีอีหลอ ที่พูดนี้ไม่ได้พูดเล่น ทำจริงๆ เราเป็นคนจน แต่ต้องมีคุณธรรมกิเลสลดจริงๆ มีคุณธรรมมักน้อยสันโดษ ภาษาทางพุทธศาสนาคือ ลดละตัวตน หมดตัวตน มีแต่เห็นแก่ผู้อื่น มีชีวิตอยู่เพื่อผู้อื่น ช่วยเหลือผู้อื่นอยู่ตลอดกาล นี่คือนักการเมืองตัวจริง นักการเมืองตัวแท้ ที่ทำงานเพื่อบ้าน เพื่อเมือง เพื่อประชาชนอย่างแท้จริง นี่คือความตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ที่ค้นพบแล้วเอามาใช้ ในหลวงเป็นพระโพธิสัตว์ ที่มีพระปัญญาธิคุณนี้ ท่านเป็นพระมหากษัตริย์ของประเทศ แล้วตรัสออกมากับพระโอษฐ์เอง ก่อนจะได้ยินเสียงจากพระโอษฐ์ อาตมาขอกล่าวพระปรมาภิวาทะก่อน

พระปรมาภิวาทะ https://www.youtube.com/watch?v=fEyzxvqNow8

1. วันพิเศษพสกทั้ง ไผทไทย รำลึกน้อมภูวไนย ผ่านเผ้า เทิดทิตอิศเรศไอ- ศุริยะ ยิ่งเทอญ คุณค่าฟ้าปกเกล้า เลิศล้นบารนี

2. ไทยมีกีรติก้อง ด้วยพระ วิริยะกรุณมหะ กว่าพร้อง ปรมาภิวาทะ ยิ่งวิเศษ สุดเลย คือ“แบบคนจน”ต้อง ทึ่งอึ้งคำสวรรค์

3. ทรงสรรคำอีกย้ำ ชัดเจน “อาว์ล็อสอิสอาว์เกน” ยิ่งซ้อง เสริมพระอริเยนทร์ เปรื่องปราชญ์ ปรีชญาณพฤทธิ์พ้อง พุทธแท้เธียรธรรม

4. พระคำวิเศษนี้ อาริยะ ใช่ตรัสแต่วาทะ แค่ถ้อย ราชจริยวัตระ ประจักษ์สิทธิ์ พิสูจน์เทอญ ทรงกิจไว้ไม่น้อย กว่าร้อยเกินพัน

5. พระสรรพระสฤษฎ์ให้ โลกระบือ คำใหญ่ยิ่งนั้นคือ ทิฏฐิฟ้า เคยมีฉะนี้หรือ ในโลก ที่ตรัสให้คนกล้า มักน้อยมาจน

6. ปกครองคนด้วยแบบ ขาดทุน ปรมัตถ์นี้คือบุญ แน่แท้ ชำระกิเลสคุณ ใหญ่ยิ่ง โลกวัดมิได้แม้ ฉลาดด้วยปริญญา

7. วาทะนี้กว่าพื้น ปุถุชน ทั้งขาดทุนทั้งจน สุขได้ สละชี้อัศจรรย์คน อาริยะ ประหลาดแน่แต่จริงไซร้ เพราะแท้พุทธธรรม

ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ ข้าพระพุทธเจ้า บุญนิยมทีวี (สไมย์ จำปาแพง ประพันธ์) 28 ต.ค. 2557

นี่คือบทกวีที่อยากจะเขียน อยากจะบอกคนทั่วโลกว่า ในหลวงเรามีพระปัญญาธิคุณ มีทฤษฎีหรือมีทิฏฐิ มีความจริง มีสัจจะที่ยิ่งใหญ่ เป็นทิฏฐิฟ้า ว่าต้องปกครองบริหารมนุษยชาติด้วยแบบคนจน ให้คนมาขาดทุนให้แก่สังคมมนุษยชาติ แล้วเราจะเป็นผู้ที่มีชีวิตกำไรเป็นจริงนั้น คนคิดเอา ตรรกะเอาไม่ได้ในความหมายแบบนี้ แล้วท่านก็ไม่ได้ตรัสเป็นภาษาเล่น แต่ท่านมีพระราชจริยวัตรเป็นประจักษ์พิสูจน์ได้ ทรงกิจไว้เยอะแยะมากมาย ตลอดพระชนม์ชีพที่ครองราชย์มาตลอด 60 ปี ก็ได้ทรงงาน จนตอนนี้ก็พระชนมายุมากแล้ว ก็เลยไม่สามารถที่จะทำอะไรได้มากแล้ว เราก็จะต้องมาสรรเสริญพระปัญญาธิคุณ พระวิริยาธิคุณ ต่างๆ ท่านก็ตรัสของท่าน ด้วยภาษาที่ถือว่าเป็น the great word เป็นคำที่ยิ่งใหญ่ เป็นทิฏฐิฟ้า ไม่เคยมีหรอกในโลก ที่ตรัสให้คนกล้ามากน้อยมาจน ใครปกครองคนด้วยแบบขาดทุน พระองค์เป็นพระเจ้าแผ่นดินก็จริง แต่ข้าราชบริพารต่างๆไม่ได้เข้าใจ ไม่ได้ลงมือปฏิบัติจริง จนทุกวันนี้ แต่ก็ไม่เป็นไร เราเป็นราษฎร พระองค์ก็ทรงงานอย่างนี้ เราราษฎรก็ปฏิบัติตามที่ในหลวงทรงตรัส เป็นการสนองพระราชดำริอย่างแท้จริง เราก็มาขาดทุนคือกำไรของเรา โดยปัญญาเข้าใจจริงๆ ทำแบบจริงใจเต็มใจ เราก็เป็นสุขแล้ว ขาดทุนก็เป็นสุข ยากจนก็เป็นสุขเป็นเรื่องอัศจรรย์ของโลก เพราะไม่ใช่เรื่องของปุถุชน เป็นเรื่องของอารยชน มาลองฟังคำตรัสของพระเจ้าอยู่หัวเลยที่เราเปิดเป็นประจำในบุญนิยมทีวี ในหลวงทรงมีพระราชดำรัสนี้เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม พ.ศ.2534 "แบบที่เรียกว่า ทำ "แบบคนจน" คือทำวิธีการแบบคนจน ไม่ได้มีการลงทุนมากหลายอย่างของเขาเราก็ท­ำไป ก็เลยบอกว่าถ้าจะแนะนำ ก็แนะนำได้ "ทำแบบคนจน" เพราะเราไม่ได้เป็นประเทศที่รวย เราก็รวยพอสมควร อยู่ได้ แต่ไม่ใช่เป็นประเทศที่ก้าวหน้าอย่างมาก เราไม่อยากจะเป็นประเทศอย่างก้าวหน้าอย่าง­มาก เพราะว่าถ้าเราเป็นประเทศที่ก้าวหน้าอย่าง­มาก มีแต่.. มีแต่ถอยหลัง ประเทศเหล่านั้นที่เขามีอุตสาหกรรมสูงมีแต­่ถอยหลัง และถอยหลังอย่างน่ากลัว แต่ถ้าเรามีการปกครองแบบ แบบว่า แบบคนจน แบบที่ไม่ติดกับตำรามากเกินไป ทำอย่างมีสามัคคีนี่แหละ มีเมตตากัน ก็จะอยู่ได้ตลอดไป ไม่เหมือนคนที่ทำตามวิชาการ แล้วก็วิชาการนั้นก็เราดูตำราแล้วพลิกไปถึ­งหน้าสุดท้าย หนึ่งหน้าสุดท้ายนั้นเขาบอกว่า"อนาคต­ยังมี" แต่ไม่บอกว่าเป็นอย่างไร เวลาปิดเล่มแล้วมันก็ปิดตำรา ปิดตำราแล้วไม่รู้จะทำอะไร ลงท้ายก็ต้องเปิดหน้าแรกใหม่ เปิดหน้าแรกก็เริ่มต้นใหม่ "ถอยหลังเข้าคลอง"แต่ถ้าเราใช้ต­ำราแบบที่เราอะลุ่มอล่วยกัน ตำรานั้นไม่จบ" ก็แปลว่า ขาดทุน คือ เป็นการได้กำไรของเรา หรือการขาดทุนของเรา เป็นการได้กำไรของเรา ท่านนักเศรษฐกิจคงร้องว่า ไม่ใช่ แต่ว่าเป็นไปอย่างนั้น ก็เห็นว่านักเศรษฐกิจก็ยิ้ม ยิ้ม ๆ ว่า อะไร ? พูดอย่างนี้ "การขาดทุนของเรา เป็นการได้กำไรของเรา" หรือเราได้กำไร แต่พูดภาษาอังกฤษมันสั้นกว่า งั้นก็ต้องขยายว่าภาษาอังกฤษเป็นอย่างไร ? ภาษาอังกฤษ Our หมายความว่า ของเรา Our Loss .. Loss ก็การเสียหาย, การขาดทุน Our Loss Is .. Is ก็เป็น Our Loss Is Our .. Our ก็คือของเรา "Our Loss Is Our Gain" ..Gain ก็คือกำไรหรือที่ได้ ส่วนที่เป็นรายรับ ก็ตกลงบอกกับเขาว่า "Our Loss Is Our Gain" ขาดทุนของเราเป็นกำไรของเรา หรือว่า เราขาดทุน เราก็ ได้กำไร เวลาพูดไปแล้วเขาก็บอกว่า "ขอย้ำ ขอซ้ำอีกที" ก็พูดซ้ำอีกที เขาก็นั่งเฉยไปอีก ก็หมายความว่าต้องการ การอธิบาย เราก็อธิบาย อธิบายว่า ถ้าเราทำอะไรที่เป็นการกระทำแล้วก็เราเสีย แต่ในที่สุดก็ ไอ้ที่เราเสียนั้นมันเป็น "การได้" …….พระราชดำรัส พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ทรงพระราชทานไว้เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2534

พ่อครูว่า… พระราชดำรัสนี้ อาตมาถือว่าเป็น the great words เป็นคำที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกไม่ว่าจะยุคไหนก็ตาม ถ้ามีปัญญาเข้าใจถึงความเป็นคนที่ไม่ต้องเอาสมบัติมาสะสม เป็นคนดี เป็นคนขยันหมั่นเพียร เป็นคนมีความรู้ความสามารถ และทำงานสร้างสรรค์ได้ แล้วก็กิน ก็อยู่ ก็ใช้อาศัยผลผลิต หรือแรงงานของเราก็จะเหลือ เพราะเรามีสมรรถภาพ มีความรู้ความสามารถเยอะกว่าที่เรากินเราใช้ ถ้าเราปฏิบัติชอบ ละตัวตน ลดละกิเลส ลดละสิ่งที่โลกมันหลอกเรา เราหลุดพ้นเลิกละมาได้จริง เราก็จะเป็นคนไม่สิ้นเปลือง เป็นคนกินน้อยใช้น้อย มีชีวิตเป็นผู้ที่อัปปิจฉะ สันตุฏฐิ

เศรษฐศาสตร์บุญนิยม ตอน ชุมชนชาวอโศก แบบคนจน นี่คือคนพิเศษของคน ที่พระพุทธเจ้าท่านใดค้นพบ แล้วมาประกาศมาขยายให้มนุษยชาติได้เรียนรู้และเห็นจริงตามปฏิบัติตามทีละบริบท ทีละกรอบ จนกระทั่งได้ ปริตตังเ ริ่มต้นที่ศีล 5 และปฏิบัติให้มีศีลสมาธิปัญญา มีวิมุติได้จริงๆ สำเร็จได้ 1 แล้วก็ทำ 2 ทำ 3 ทำ 4, 5 ไปเป็นอธิศีล อธิจิต อธิปัญญา อธิวิมุติ ไปเรื่อยจนหมดกิเลสในตัวเอง หมดตัวหมดตน ไม่เห็นแก่ตัวอย่างแท้จริง ที่เป็นทฤษฎีที่พระพุทธเจ้าท่านทรงสอน และทำได้จริง แต่ศาสนาพุทธในเมืองไทยมันเพี้ยน มันลืมเลือน จนปฏิบัติไม่ได้ แม้แต่ศาสนากระแสหลักของประเทศก็เข้าใจผิดเพี้ยนไป ไปหลงรวย ส่งเสริมความรวย แล้วก็ประกาศรวย ก็เข้ากับกิเลสคน คนก็ชอบ อย่างอาตมานี้พามาจน คนไม่ค่อยชอบหรอก มามากน้อยก็เป็นธรรมชาติ ที่คนจะแสวงหาความจนนี้น้อยกว่าแสวงหาความอยากรวย ที่สมกิเลส แต่เป็นสิ่งประเสริฐที่ยิ่งใหญ่ของพระพุทธเจ้านี้ ทวนกระแส มีความสุขสงบจากการที่มีใจพอ มีน้อยก็พอสันโดษได้จริง จนกระทั่งมีหมู่กลุ่ม ก็มารวมกันอยู่ช่วยกันทำงานศาสนาพุทธ ไม่ได้เป็นศาสนาปลีกเดี่ยว แต่อยู่ร่วมกันเสียสละร่วมกัน แต่ตอนนี้เพี้ยนให้ไปออกป่าเขา ทำเหมือนที่พระพุทธเจ้าออกบวชใหม่ๆ 6 ปีแรก ก็ไปนิยมออกป่า ไปคนเดียว แบบนั้นเป็นความผิดไม่ใช่ศาสนาพุทธ ศาสนาพุทธไม่ออกป่า ศาสนาพุทธไม่ได้ไปนั่งสะกดจิต ศาสนาพุทธปฏิบัติมรรคมีองค์ 8 มีโพธิปักขิยธรรม 37 อาตมาพาทำมา 45 ปี ก็ได้เพียงเท่านี้ แต่ก็มีความเป็นจริง มีเศรษฐศาสตร์ มีรัฐศาสตร์ มีสังคมศาสตร์แบบนี้ มีความเกื้อกูลกัน ไม่มีความโลภโกรธหลง หรือมีก็เรียนรู้ที่ละล้างให้หมด จะแสดงความโกรธ จะแสดงความโลภ จะแสดงราคะจัดจ้านในชุมชนชาวอโศกก็จะไม่มี เพราะเราศึกษาการลดกิเลสจริงๆ หมู่บ้านราชธานีอโศกก่อตั้งมา 20 กว่าปีแล้ว มีหมู่บ้านอื่นอีก ตั้งมา 30 ปีก็มี ถ้ามาอยู่เป็นสมาชิกชุมชนแล้ว มีสิทธิ์ที่จะได้รับสวัสดิการชุมชนแล้ว ก็ทำงานฟรีกันทุกคน ใครมายังไม่เป็นสมาชิกแท้ก็มีส่วนตัวเรื่องของเขา เพราะเราก็ยินดีต้อนรับทุกคนเข้ามาได้ ถ้าจะมาช่วยงานในนี้ ก็ทำงานให้ฟรีทั้งนั้น หรือบางคนจะมีงานส่วนตัวก็แล้วแต่ จะเอามาแบ่งให้ที่นี่ก็ได้ จะมีทฤษฎีมีวัฒนธรรมในการปฏิบัติแบบชาวอโศก ถ้าอยู่เข้าใจแล้ว เชื่อว่าที่นี่ดีก็ไม่อยู่ ถ้าเข้าใจแล้วมีสิทธิ์ที่จะบริจาคได้ ถ้าเป็นคนนอกยังไม่เข้าใจก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะบริจาคให้ที่นี่ ต้องศึกษา ต้องเข้าใจ อ่านหนังสืออย่างน้อย 7 เล่ม แต่ก่อนนี้ต้องฟังเทปคาสเซ็ทอย่างน้อย 70 ม้วน จึงจะรับบริจาคได้ เดี๋ยวนี้ก็ยังมีหลักเกณฑ์อยู่แต่ไม่มีเทปคลาสเซ็ทแล้วเป็นอย่างอื่นแทน ข้อสำคัญคือ จะมีสิทธิ์เอาของมาทานหรือบริจาคต้องมีปัญญารู้จริงๆ อ้างเลยว่าอโศกนี้เขาอยู่อย่างไร เราถือหลักเกณฑ์ตามพระพุทธเจ้าคือ ให้พึ่งตัวเองไม่เบียดเบียนใคร หมายความว่าเราไม่ไปเรี่ยไร ไม่ไปแย่งชิงแน่นอน แม้แต่เราไม่เรี่ยไร ไม่ขอร้อง ไม่แย่งชิงเอามาแล้ว แม้แต่จะเอามาให้ตัวเรา คุณจะต้องมาเข้าใจเราจริงๆ จะใช้คำว่าเราเป็นคนหยิ่งก็ได้ หรือเราพึ่งตนเองรอด ไม่เบียดเบียนใคร แม้แต่ภาษาคำพูดว่าจะต้องขอบ้างนะ พูดและเล็มเรียบเคียงหว่านล้อมให้เขามาบริจาค..ไม่ใช่ที่นี่ ที่นี่ไกลจากสำนักอื่นแน่นอนไม่มีประกาศเรี่ยไร แน่นอนไม่หว่านล้อม ไม่ชักจูงให้มาบริจาคเงินไม่มี อย่างพวกเรามานี่ มีสิทธิ์รับบริการจากที่นี่เท่านั้น ไม่มีสิทธิ์จะบริจาคเป็นต้น คนทั้งโลกไม่ใช่แต่ประเทศไทยหรือในวงการศาสนาพุทธที่พระบรมศาสดาก็มีทฤษฎีคือทิฏฐิอันเดียวกับพระเจ้าอยู่หัวของเราคือ พาคนมาจน ไม่ได้พาคนไปรวย มาอ่านบทความของคุณเปลวสีเงิน

เรื่องคนรวยที่ต้องอวยในปี 2558 เปลว สีเงิน ไทยโพสต์ เห็นเขาจัดอันดับ "แชมป์เศรษฐีหุ้นไทย" ปี 2558 แต่ละคนรวยระดับครึ่ง-ค่อนแสนล้าน ก็พลอยตื่นเต้น "แกมอิจฉา" ตามสันดานแท้จนนอนไม่หลับและยิ่งไปดูรายชื่อ "50 มหาเศรษฐีไทย" ด้วยแล้ว ทั้งอิจฉา-ริษยามาพร้อมหน้าก็แหม...แต่ละราย "รวยล้ำ" มูลค่าทรัพย์สินมีระดับ 4 แสนล้าน ที่ "จนล้ำ" ก็...เฉียดหมื่นล้าน! คนไทยรวย ต้องช่วยกันดีใจ.........นั่นหมายถึงประเทศรวยด้วย ประชาชนจะสบายขึ้น เพราะรัฐเก็บภาษีจากการทำมาค้าขึ้นของคนรวย อีกทั้งคนรวยก็จะจ่ายภาษีรายได้ส่วนบุคคลเข้ารัฐมากขึ้น! อย่างนี้ถือเป็น GDP รวยทรัพย์ แต่ละปี สังคมทุนเขานิยมจัดอันดับประกวด-ประชันกัน จำรางๆ ว่า มีอยู่ยุค สรรพากรจะนำรายชื่อผู้เสียภาษีมากเป็นอันดับต้นๆ มาเปิดเผย แต่ก็เงียบหายไป หรือยังพร้อมจะเปิดเผยอยู่ก็ไม่ทราบ? แต่ผมว่าดีนะ....! เผยแพร่รายชื่อผู้เสียภาษีเข้ารัฐอันดับ 1-100 หรือถึง 1,000 ก็ช่างเถอะ ในความเห็นผม รายชื่ออันดับเศรษฐี แค่ตื่นเต้นแต่รายชื่อผู้เสียภาษี นอกจากตื่นเต้นแล้ว ประชาสังคมจะรู้สึก ชื่นชม-ยินดี-ยกย่อง-สรรเสริญ ชื่อเสียง-วงศ์ตระกูล จะถูกยกให้เป็นแบบอย่าง "รวยอย่างมีสาระ" คือรวยอย่างคนนี้-ตระกูลนี้! คนไทยร่วม 70 ล้านคนแล้ว ในจำนวนร่วม 70 ล้าน… 20 ล้าน ระดับเหลือกิน-เหลือใช้ ซัก 20-25 ล้าน ระดับมีกิน-มีใช้ ที่ขึ้น-ลง 20-25 ล้าน ระดับกระเดือกกิน-กระเดือกใช้ นี่สถิติอนุมานเอง แต่ที่ต้องเชื่อ เพราะเป็นตัวเลขทางการคือ ประเทศไทยมี "มนุษย์เงินเดือน" เฉียด 12 ล้านคนแต่เก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ได้จากคนประมาณ 2 ล้านคนเท่านั้น! เนี่ย...เพราะอย่างนี้ เปลี่ยนวิธีเชิดชูเกียรติมหาเศรษฐีไทยใหม่ดีกว่า จากที่นับยอดรวยมาจัดอันดับ 1-2-3-4-5 ปีหน้าเอาใหม่ เผยยอดตัวเลขรวยแล้ว.......ต้อง "เผยยอดตัวเลขเสียภาษี" ทั้งรายได้บุคคลและภาษีธุรกิจการค้าด้วย!คนไทยจะได้ช่วยกันทั้งตื่นเต้น ทั้งชื่นชม ทั้งเชิดชูยกย่องว่า "รวยอย่างมีคุณอนันต์" เป็นศรีแก่สังคมชาติ อีกอย่าง คนไทยชอบ "เลียนแบบเศรษฐี" อยากรวยเป็นเศรษฐีกันทุกคน รวมทั้งผม เมื่อเห็นเศรษฐีจ่ายภาษีเต็มเม็ด-เต็มหน่วย จ่ายแล้วรวยขึ้นทุกปีจะได้เป็นแรงจูงใจให้คนที่อยากรวย ยินดี-เต็มใจ ควักเงินจ่ายภาษีกันเต็มเม็ด-เต็มหน่วยตามอย่างเศรษฐีบ้าง! ทั้งสรรพากรเอง จะได้กระดิก-กระเดี้ยทางปัญญา วางระบบ-คิดวิธี กวาดต้อนทั้งคนธรรมดา คนค้า-คนขายตามถนนหนทาง-ห้างร้าน รวมทั้ง "รวยแล้วหนีภาษี" และหลบภาษีซุกคำว่า "ปลอดภาษี" ให้เข้ามาอยู่ใน "ระบบภาษี" มากขึ้น! อย่างสหรัฐฯ รวยระดับเศรษฐีมีมากถึงขั้น "รวยสามัญ" จนไม่มีใครให้กรี๊ดดดซักเท่าไหร่ \"มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก" รวยจนตัวเลขน่าเบื่อหน่าย ไม่มีอะไรตื่นเต้นอีก ต่อเมื่อ 4-5 วันที่แล้ว ภรรยาเขาคลอดลูกสาว "ประกาศยกหุ้นเฟซบุ๊ก" 99% มูลค่า 1.62 ล้านล้าน ให้การกุศลผ่าน "มูลนิธิชาน ซักเคอร์เบิร์ก อินนิเชียทีฟ" เป็นการรับขวัญ! เอาเถอะ...ถึงเป็นการเลี่ยงอย่างมีศิลป์ซึ่งเศรษฐีนิยมทำกัน จากที่ต้องจ่ายเป็นภาษีก็ตั้งมูลนิธิ แล้วบริจาคเข้ามูลนิธิตัวเองแต่ก็ยังน่าชื่นชมจาก มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ที่คนหมดตื่นเต้นในความรวย ต้องหันมาตื่นเต้น ทั้งกล่าวขานยกย่อง-สรรเสริญไปทั่วหัวเอ็ดเจ็ดย่านน้ำอีกครั้ง ไม่ได้ตื่นเต้นยอดเงิน....แต่ตื่นเต้น-ยกย่อง "อัจฉริยะสมอง" พลิกความรวยที่น่าเบื่อหน่ายและต้องเกือบหมดไปกับภาษี ไปเป็นรวยคงที่ต่อสาธารณมนุษย์! นี่...พูดกันตรงๆ........... ทุกวันนี้ ที่ร้องกันว่าแย่...แย่ เศรษฐกิจไทยไม่ดี เงินทองฝืดเคือง นั้น ความจริง เงินสดของคนไทยในประเทศเวลานี้ ถ้าเอามากองรวมกันสูงเลยยอดภูเขาทอง! นั่นคือ เงินมี แต่ลงทุนไปทำไมตอนนี้ เหมือนจุดไม้ขีดแล้วไม่มีขี้ไต้ หรือไส้ตะเกียงมารับไฟให้สว่างต่อ ไฟลามเกินก้านไม้ขีดหมด ก็มืดตื๋อ เท่ากับเสียไม้ขีดไปหนึ่งก้าน โดยไม่ได้อะไรงอกเงยทั้งตัวเองและสังคมรวม! ทุกคนรู้จักกบ ฉะนั้น สถานการณ์อย่างนี้ ควรศึกษาการอยู่รอดของกบในหน้าแล้ง กบยังจำศีล กินน้อย-ใช้น้อย "ถนอมชีวิต" คอยฤดูฝนได้ เราก็ควรแบบนั้น โวยวาย-เรียกร้องเอากับรัฐตะพึด-ตะพือ ก็เหมือนร้องหาฝนหน้าแล้ง เศรษฐีน่ะ เมื่อไม่มีการลงทุน เงินเขาจะเหมือนกระดาษ "ด้อยค่า" ลงไปทุกวัน เขากลุ้มใจมากกว่าเราที่ไม่มีเงินต้องบริหาร...เชื่อเถอะ เราพยายามกินน้อย-ใช้น้อย อยากโน่น-อยากนี่ให้น้อย รักษาพลังชีวิตเหมือนกบกันสักระยะเถอะ รอปี 60-61 โน่นแหละ ฝนจะมาห่าใหญ่ เศรษฐกิจจะลื่นไหล การลงทุน การค้า-การขาย พรึ่บพรั่บเหมือนเห็ดดอกใหญ่กว่าหัวลำโพง สิ่งที่สังคมไทยเราขาดและต้องการมากๆ ในทุกฤดูกาลคือ GDP ความดีของคนในสังคมและสิ่งนี้ ถึงเศรษฐกิจด้านการลงทุนไม่ดี แต่ "ความดี" ของคนในสังคม จะช่วยให้สังคมชาติ "ใจเป็นสุข" ยิ่งด้านอื่นฟุบ ฟูด้านท่องเที่ยว "ความดี" ของคนในสังคมชาติ จะเป็นตัวช่วยให้ฟูนั้น เป็นฟูที่ "ฟูเฟื่อง" กระเดื่องโลก หันมาจัดอันดับ คนที่ทำความดีให้ไทยเป็น "เศรษฐีความสุข" ในความดีกันบ้าง ก็น่าจะดีนะ! คนในระบบราชการและการเมือง "ทุจริต-คอร์รัปชัน" จนกลบความจริงอันเป็น "สิ่งมี-สิ่งเป็น" แท้ๆ ของสังคมไทยไปหมด ถ้าคอยไล่เลียง เราจะพบข่าวแทบทุกเดือน แท็กซี่บ้าง คนกวาดถนนบ้าง รปภ.บ้าง พนักงานห้างบ้าง ชาวบ้านบ้าง นักเรียนบ้างพบกระเป๋าสตางค์แล้วนำส่งตำรวจ ประกาศหาเจ้าของ! นักท่องเที่ยวต่างชาติ...ประจำ แล้วก็ซาบซึ้ง "ความซื่อสัตย์" และน้ำใจคนไทยแต่ไม่ดัง สื่อไม่ถ่ายสด-ถ่ายแห้ง ไม่ส่งนักข่าวไปแจ๊ดๆๆๆๆ ถึงในพื้นที่เหมือนข่าวตะกวดระบอบทักษิณยกฝูงหรืออย่างมีชาวบ้านตกทุกข์-ได้ยาก ยิ่งประเภท "เด็กกตัญญู" ด้วยแล้ว ออกโซเชียลมีเดียวันเดียวของเต็มบ้าน โดยไม่ต้องกินชาเขียวส่งฝา! อย่างญี่ปุ่น เนปาล หรือที่ไหนประสบภัยพิบัติแรงๆ ระดับประชาชนด้วยกัน....ประเทศไหนในโลก "ใจดี-มีเมตตา" เข้าถึงคำว่ามนุษยธรรม-เพื่อนมนุษย์เหมือนคนไทย...ไม่มี! นี่คือ "จุดดี-จุดเด่น" ของคนไทย ประเทศไทย แต่พวกเรา ไม่มีใครหยิบไปพูดจา มาเอาไปทำให้มัน "ดังระดับโลก" อย่าง 50 อันดับมหาเศรษฐี หรืออย่างมาร์ก ซักเคอร์เบิร์กบ้างเลย? คนที่ทำดี ทำให้ไทยให้เป็นประเทศ "มหาเศรษฐีความสุข" ในรอบปี เท่าที่ผมนึกได้ขณะนี้ เยอะแยะ - ซิโก้-เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง ชุบชีวิตบอลไทย จากเน่าคาป่าช้า วันนี้ ฟุตบอลไทย อันดับ 133 ของโลก อันดับ 18 เอเชียและ...อันดับ 1 อาเซียน! - บัวขาว บัญชาเมฆ ดำถึงไข่ ด้วยความน่ารักส่วนตัว ดังแล้วติดดิน ซื่อสัตย์ต่ออาชีพ อุทิศตนเพื่อสังคม สปิริตท่ากับความเก่งกล้าด้านศิลปะมวยไทย บัวขาวในสายตาทั้งคนไทย-คนเทศ "ขาวเหมือนบัวหิมะ"! - เมย์ รัชนก อินทนนทน์ เด็กบ้านๆ บ้านทองหยอดประคบประหงม อบรมบ่มเพาะกันเอง ทั้งนิสัยใน-นอกสนาม ทั้งฝีมือด้วยการฝึกฝน ไม่ลืมตัว-ลืมตน ลืมคนมีพระคุณ อ่อนน้อมกับทุกคนในสนามแข่งขัน กระทั่งคนเช็ดคอร์ต น้องเมย์ทำให้คนทั้งโลกประทับใจ-ชื่นชม นี่แหละไทย ที่ได้จากน้องเมย์! - ชัช อุบลจินดา คนป่า-คนทะเล เห็นนักท่องเที่ยวชาวนอร์เวย์ผัวเมียติดหล่มโคลนดูดที่เขื่อนหน้าเมืองกระบี่ เอาตัวเองเป็นขอนรองตีน นอนให้นักท่องเที่ยวร่างยักษ์พยุงตัวขึ้นจากหล่มพ้นตาย แล้วตัวเองลุยโคลนจากไปโดยไม่สนใจรอแม้กระทั่งคำแต๊งกิ้ว 1 กระทำของคุณชัช มีค่ากว่าล้านคำพูดใดๆ เกี่ยวกับภาพลักษณ์ไทย และการชักชวนคนมาเที่ยว ก็...เกรียวกราวไปทั้งโลก! - จิมมี่ ชวาลา เห็นทองคำยอดปลีองค์พระบรมธาตุเจดีย์ นครศรีธรรมราช หมอง ต้องซ่อมบำรุง ก้มกราบพระบรมธาตุ เปล่งคำบริจาคทองคำหนัก 20 กิโลกรัม ค่าประมาณ 28 ล้าน หุ้มห่อปลีแทนทองคำเก่าเดิมที่เป็นสนิม ถวายเป็นพระราชกุศลแด่ "พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว" ในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 5 ธันวามหาราช 2558! ยังอีกหลายคน แต่ล้นหน้ากระดาษแล้ว ขอเก็บรายชื่อไว้ในใจก่อน ผมว่าบุคคลเหล่านี้ ถือเป็น "ความรวย" ที่สร้างสุขให้แก่สังคมชาติ-สังคมโลก เป็นรวยที่มนุษย์และเทวดาสรรเสริญที่ควรกันกู่ร้อง…ว่ามั้ยครับ? พ่อครูว่า….ต้องขออภัยคุณเปลว ที่จะวิจารณ์เรื่องเหล่านี้ ข้อต้นที่อาตมาเห็นแย้งคือ เรื่องการส่งเสริมคนรวย เพราะการส่งเสริมคนรวยนี่ผิดในสังคมมนุษย์ ก็เท่ากับการส่งเสริมให้กิเลสต้องแย่งต้องชิง เขาจะรวยได้ก็ต้องแย่งชิง คนที่ไม่แย่งชิง มาเสียสละให้คนอื่นนั้นรวยไม่ได้หรอก ไปส่งเสริมคนรวย คนก็นิยมคนรวย ก็ไปแย่งชิงกัน แต่ขนาดอาตมามาส่งเสริมความจน ข่มคนรวย ทำมา 45 ปีแล้ว เสนอธรรมะตามสัมมาทิฏฐิตามที่เข้าใจอย่างนี้มาแต่ต้น คนก็ยังไม่ค่อยจะเชื่อเลย แต่คุณเปลวนี้ส่งเสริมให้คนรวยก็ได้ความสุข เป็นการสุขอย่างอบายมุข เช่น ส่งเสริมซิโก้ที่ชุบชีวิตฟุตบอลไทยก็ส่งเสริมให้คนแย่งชิงฆ่าแกงกัน ในการละเล่น ส่งเสริมความรุนแรงเหล่านี้ ถ้าไปบำเรอในความสนุกสนานเลยไม่มีการแข่งขันนี้เป็น โรแมนติกซ์(romanticism) แต่ถ้าแข่งขันชิงดีชิงเด่นเอาชนะคะคานกันก็เป็น ซาดิสม์( sadism) แต่ถ้าส่งเสริมความชอบใจพอใจ ก็เป็น romanticism เป็นกิเลสทั้งนั้น กิเลสได้รับความสนใจ ไม่ว่าจะเป็น romanticism หรือ sadism ก็คือ อัตตาทั้งคู่ เป็นอัตตาที่เสริม มาโซคิสม์( masochism) รุนแรง จนกระทั่งกลับมาทำร้ายตัวเอง ซาดิสม์คือ เห็นคนอื่นเจ็บปวดแล้วชอบใจ มาโซคิสนี้ต้องตนเองเจ็บปวดจึงจะมัน จึงจะพอใจเพราะฉะนั้น ซาดิสม์กับมาโซคิสม์ เจอกันก็อยู่ด้วยกันได้ คนหนึ่งเห็นความรุนแรงของผู้อื่นมีแล้วก็ชอบใจ ส่วนมาโซคิสม์ ตนเองได้รับความรุนแรงก็ชอบใจ ก็อยู่ด้วยกันได้สมประโยชน์ด้วยกันทั้งคู่ ด้วยความรุนแรงในโลก แล้วเขาไม่เข้าใจก็ไปส่งเสริมกัน อย่างเช่นการชกมวยนี้เป็นความรุนแรงที่ตรงที่สุด มีแต่ต่อยกัน เลือดแตก มีวิธีการที่ให้หมัดหนัก ชกแล้วชักแหง่กแหง่กเลยก็ชอบใจ ส่งเสริมซาดิสม์ มาโซคิสม์ เขาก็ไม่เข้าใจกันทั้งโลกไม่เข้าใจโลกุตระ เข้าใจแต่โลกียะ อย่างบัวขาวนี้ ก็ไปส่งเสริมว่าเป็นคนติดดิน แต่แท้แต่แท้จริงเป็นการแข่งขันความรุนแรง ส่วนรัชนก ก็เอาประเด็นที่เขาอ่อนน้อมถ่อมตน แต่แท้จริงโดยตัวหลักคือ เก่งที่จะหาทางเอาชนะเขาได้ ไม่ยอมเป็นผู้แพ้ เป็นผู้เสียสละเป็นผู้ให้ กลับกลายเป็นได้ลาภยศสรรเสริญโลกียสุข ส่วนคุณชัช อุบลจินดา นี้เสียสละจริงๆ ไม่ได้คิดจะเอาจากใครสักคน ทั้งโลกขาดแคลนเป็นจุดขาวเล็กๆในขอบฟ้ากว้างที่โลกขาดแคลนเหลือเกิน ที่คนเสียสละโดยไม่ต้องการสิ่งตอบแทนนั้นหายากเหมือนงมเข็มในมหาสมุทรทั้ง 4 ของโลก การที่คุณชัชมาเสียสละ ไม่เอาอะไรตอบแทนเลยจึงดังทั่วโลกคนที่เสียสละจริงๆ ที่ไม่ต้องการสิ่งตอบแทน นี่แหละที่หายาก คนในโลกนี้ไม่เข้าใจประเด็นที่ควรส่งเสริม ก็ไปส่งเสริมอบายมุข ไปบำเรอความสุข ซึ่งเป็นความสุขที่เป็นการสร้างให้ติดเลว คิดเอาชนะคะคานรุนแรงแย่งชิง นี่คือความยังไม่รู้รอบทั่วในธรรมะที่บริบูรณ์ เมื่อไปพูดถึงคนรวยแล้ว มีคนรวยที่ไหนไม่เอาเปรียบเขาแล้วจะรวยคุณจะต้องได้เปรียบเขาจึงจะมีส่วนเกินใช่ไหม ถ้าไม่ทำส่วนเกินจะมีรวยได้อย่างไร แล้วคุณจะเสียเงินชื่นชมเศรษฐีที่เสียภาษีให้แก่สังคม ก็บอกว่าให้ส่งเสริมให้เสียให้มากกว่านี้หน่อย สวนส่วนใหญ่ก็จะซ่อน ไม่บอกทั้งหมด ก็ส่วนใหญ่เศรษฐีก็จะรวยได้ก็ต้องเห็นแก่ได้ เห็นแก่ตัวกอบโกยมาให้แก่ตัวเอง เพราะฉันนั้นมามักน้อยสันโดษ มาลดลงไปเรื่อยได้ดีกว่า จนกระทั่งตัวเองไม่เอาเลย ขออภัยที่ต้องยกตัวอย่างพวกอโศกอีก ในชุมชนชาวอโศกคนทำงานฟรี เสียภาษีร้อยเปอร์เซ็นต์ คุณเปลวสีเงินจะรู้หรือเปล่า เขาจะไปทำงานทางโลกได้เงินก็ได้ แต่เขาไม่ทำ ก็มาทำงานให้ที่นี่โดยไม่คิดรายได้ ก็เป็นคนไม่มีเงิน ก็เลยดูยากกว่าพวกนี้เป็นคนมีฐานะรวย แต่คนนี้เป็นคนมีความรู้ความสามารถทั้งนั้น มีสมรรถนะความสามารถ ไม่ขี้เกียจ แต่ไม่มีลาภยศสรรเสริญโลกียสุขให้เลย เป็นปัญญาและความพอใจของเขาที่จะทำ ส่วนคนทางโลกถ้าไม่มีเงิน ไม่มีลาภยศสรรเสริญให้ ก็จะขี้เกียจทำ เราไม่มีเครื่องกระตุ้น แต่พวกนี้ไม่..ต้องมีเครื่องกระตุ้นก็ทำ ขออภัยที่พูดเหมือนยกย่องตนเองพวกตนเอง รัฐศาสตร์บุญนิยม เศรษฐศาสตร์ของพระพุทธเจ้าซึ่งเป็นวิธีคิดที่เสียสละ อย่างในหลวงตรัสว่าเราเสียนี่แหละเราได้ มนุษย์ก็ไม่ค่อยเข้าใจว่าเสียจะได้อย่างไร คนที่มีความรู้มาลดละเช่นนี้ไม่ง่าย แต่หมดได้จริงลดละกิเลสได้จริง ตามพระพุทธเจ้าตรัส อาตมาทำงานมา 45 ปีก็ได้คนมาเช่นนี้ ผู้ที่ลดละได้แล้วได้เลย ยั่งยืนถาวรที่แท้จริง ก็ยั่งยืนถาวร ที่ขั้วติดที่รากเหง้าของจิตเลย มันเห็นจริงด้วยปัญญาแล้ว..ไม่เอา จิ

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน