581216_เทศน์ก่อนฉันศีรษะอโศก เรื่อง เกาลึกอาการคันถึงจิตในจิต.docx
เนื้อหาในไฟล์
581216_รายการเทศน์ก่อนฉัน ที่ศีรษะอโศก เรื่อง เกาลึกอาการคันถึงจิตในจิต โดย พ่อครูสมณะโพธิรักษ์
พ่อครูว่า... วันนี้ก็สัญจรมาที่ศรีษะอโศก ให้ลูกหลานได้มาสังสรรค์กันถามไถ่กันสารทุกข์สุกดิบ มีอะไรที่จะพึงแบ่งปันกัน สำหรับอาตมานี้อะไรที่จะแบ่งปันได้ก็มีแต่ธรรมะ ไม่มีสมบัติอะไรแล้ว หมดเนื้อหมดตัวมีแต่ธรรมะ จะชื่นชม จะหัวเราะก็เป็นธรรมะ จะดุจะด่าจะว่าก็เป็นธรรมะ จะมีกรรมกริยาอะไรต่างๆก็เป็นธรรมะ เพราะว่าธรรมะคือ สิ่งที่เรามีในเรา ทรงอยู่นะ ถ้าสิ่งที่ไม่มีก็เป็นอธรรม หรืออธรรมก็คือมีอยู่แต่มันไม่ดี มันเป็นตัวร้ายเป็นตัวที่ทำลายเป็นตัวเสื่อมเสียหายเดือดร้อนวุ่นวายพาทุกข์ เรียกอธรรม แต่ถ้าเป็นสิ่งที่เป็นธรรมะทรงอยู่ ก็จะไม่พาทุกข์ พาประเสริฐ พาเจริญอย่างมีคุณค่า พีชะ เป็นพลังงานที่มีแต่ สัญญากับสังขาร ถึงไม่เกิดความหมุนวนจนมีวิญญาณที่เป็นสามเส้าไม่ครบสมบูรณ์ แต่ถ้ามีวิญญาณก็จะครบสี่เส้า คือครบรูปเวทนาสัญญาแล้วก็เกิดสังขาร เป็นสี่เส้า ซึ่งเป็นสังขารที่ไม่ใช่สังขารระดับของพืช แต่เป็นของสัตว์เป็นจุดที่ 4 ในระดับพีชะจะไม่ออกไปมีพิษภัยกับใคร ไม่สร้างเวร สร้างกรรม สร้างบาปที่ไปเชื่อมต่อกับอะไรอื่น จบในตัวของตัวเองเรียกกว่า self ส่วนสัตว์มี ish เป็น selfish มีความชอบใจ มีความไม่ชอบใจ มีผลักและมีดูด ดูดเอาอย่างอื่นมาเป็นของตน แล้วก็ยึดมั่นถือมั่นว่าเป็นของตน เริ่มตั้งแต่เป็นสัตว์เซลล์ที่เรียกว่าเป็นภาวะของสัตว์ก็เริ่มต้นเป็นอย่างนี้ขยายไปเรื่อยจาก 4 เป็น 5 เป็น 6 จาก 7 เป็น 8 เป็น 9 จาก 9 เป็น 10 จาก 10 เป็น 11 เดือน 10 11 12 13 ไปเรื่อย เซลล์ของสัตว์เดรัจฉาน ซึ่งเป็นตัวตนที่ใหญ่ขึ้นใหญ่ขึ้น ด้วยความไม่รู้ตัวเองก็สั่งสมไปตอนแรกก็ยังไม่ค่อยฉลาดมาก ก็ทำร้ายทำลายผู้อื่นไม่ค่อยเก่ง พอ
อ่านต่อ
ฉลาดมากก็ทำร้ายทำลายคนอื่นเก่งขึ้นๆ เป็น selfish เรียกเป็นภาษาบาลีว่าเป็น อัตตา เป็นตัวกูของกู เป็นตัวตนที่มีกิเลสที่เห็นแก่ตัวเองมากขึ้น หนักขึ้นไปเรื่อยๆ พระพุทธเจ้าท่านค้นพบได้ละเอียดลออ จนถอดถอนตัวที่เห็นแก่ตัว จนเหลือเป็นระดับจิตนิยาม มาเป็นพีชนิยามมาเป็น self ลดตัวเลวร้าย ตัวเห็นแก่ตัวลงได้ด้วยพลังงานก็ยังเหลืออยู่ จะฉลาดสามารถเท่าไหร่ก็ยังเหลืออยู่ แต่สามารถทำพลังตัวร้ายตัวเลวออกไป พลังงานร้ายถูกแปรเปลี่ยนเป็นพลังงานดี จึงเสริมพลังงานดีที่มีอยู่แล้วก็มีพลังงานเลวที่กลับตัวเป็นดีมาเสริมเข้าไปอีก จึงเหลือพลังงานที่ดีซ้อนๆ มาเป็นลักษณะของ พีชนิยาม self โดยทำให้ตัวตนอัตตา จากอกุศลมาเป็นกุศลจิตจึงเหลือตัวตนที่เรารู้แล้วว่าควรจะเหลือ ควรจะจัดการพลังงานให้ทำอะไร คืออภิสังขาร ให้เป็นพฤติกรรมที่ดี พลังงานที่เปลี่ยนจากอกุศลมาเป็นกุศล โดยใช้บุญฆ่ากิเลส หรือฆ่าอกุศลออกไปที่เป็นโทษสมบัติ ให้มาเป็นคุณสมบัติ ก็จะได้พลังงานเพิ่มขึ้น เป็นผู้เจริญที่มีพลังงานสร้างสรรค์ มีคุณค่าเป็นประโยชน์ ไม่เป็นโทษเลย จึงเป็นผู้ที่สร้างสรรค์ประโยชน์ขึ้นมา ความเห็นแก่ตัวเป็นพลังงานเลวร้ายหมดไป แต่ก็มีพลังงานสร้างสรรค์ที่เหลือมีมากขึ้น เป็นความมักน้อยลงไปอีก ไม่เอามากๆ น้อยๆก็พอ เป็นคุณสมบัติที่พระพุทธเจ้าท่านอ่านออก จากต้นตอของจิตเจตสิก ที่สามารถที่จะให้พลังงานควบคุมพลังงานจิตเจตสิกพวกนี้ ให้ไปทำในสิ่งที่เรียกว่ามนสิการ เป็นการทำจิตในจิตของตนเองอย่างจริง สามารถทำได้อย่างแท้จริง ซึ่งเกิดธาตุจิตใหม่ที่ไม่ลึกลับเรียกว่า “อรหัตตา” เกิดพลังงานใหม่ อรหัตตา ที่ไม่ลึกลับแล้วสามารถควบคุมได้เหมือนคนควบคุมสัตว์ใหญ่ได้ พอคุมช้างได้ ควบคุมให้เชื่องได้ คนสามารถฝึกสิ่งที่ร้ายให้มาอยู่ในความควบคุมดูแลอยู่ในอาณัติ แล้วเอามาทำประโยชน์ได้ ผู้ที่ทำได้จริง ซึ่งเป็นผู้ที่ทำประโยชน์ให้แก่มนุษย์ สิ่งอื่นได้ เป็นพหุชนหิตายะที่แท้จริง ต้องมาตั้งแต่เหตุคือ จิตที่เป็นประธาน มโนปุพพังคมาธัมมา มโนเสฏฐา มโนมยา สามารถทำให้สำเร็จบริบูรณ์รอบถ้วนตามที่จิตเป็นประธานได้ นี่คือความครบพร้อมของพลังงานที่ยิ่งใหญ่ ไอสไตล์ ค้นพบพลังงานทางฟิสิกส์ที่ยิ่งใหญ่ แต่พลังงานทางจิตนี้เร็วแรง และยิ่งกว่าพลังงานทางฟิสิกส์ แล้วก็เอามาใช้ได้ ส่วนทางฟิสิกส์เอาไปใช้ประโยชน์ได้ เช่น พลังงานนิวเคลียร์ เอามาใช้ทำงานได้ ส่วนที่ไม่สามารถจับตัวมันมาได้ มันหลุดลอยพ้นจากความสามารถที่จะเก็บเอามาใช้ได้ มันก็ลอยหนีไปเรียกว่า นิวเคลียร์ฟิชชัน(Nuclear Fission) ส่วนที่มันจะจับตัวมันเองตามธรรมชาติ เป็นself ตั้งแต่พีชะ จนมาเป็นจิตมันก็จับตัวมันเอง เรียกว่า นิวเคลียร์ฟิวชั่น(Nuclear Fusion) แต่ถ้ายิ่งไม่ลึกลับดังที่อธิบายไปแล้ว ผู้ที่ทำพลังงานเลวร้ายให้แปรเปลี่ยนไปเป็นพลังงานดี จึงเกิดพลังงานรวมตัวที่จับตัวกันเพิ่มขึ้น เป็นปฏิภาคทวีของพลังงานกุศลที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง เอามาใช้ทำงานได้ นี่เป็นวิทยาศาสตร์ทางจิต ที่อาตมาศึกษาจากหลักสูตรของพระพุทธเจ้า จะทำได้ดีได้เก่งเท่าไหร่ ก็เท่าที่ตนเองมีความรู้ความสามารถ ที่อาตมาทำขนาดนี้ก็ไม่เก่งเท่าไหร่ ก็พยายามพากเพียรที่จะทำ ที่จะจัดการกับจิตให้ตัวที่มันต้านให้เราทำดี ให้กลับมาเป็นทำดีให้มาเป็นตัวประโยชน์คุณค่า ไม่เป็นโทษ จัดการได้อย่างรู้แจ้งรู้จริง ซึ่งเป็นวิชาการที่ยิ่งใหญ่มาก สำหรับมวลมนุษยชาติ เพราะสร้างคนให้เรียนรู้มีวิชาการและเป็นอย่างนี้ได้ก็จะเป็นคนไม่เป็นโทษเป็นภัยต่อสังคม ต่อผู้อื่น แล้วกลายเป็นคนที่มีคุณค่า มีประโยชน์ต่อผู้อื่น ต่อสังคม ต่อโลกไปอีกอย่างนี้ ซึ่งเป็นความรู้ที่ยิ่งใหญ่ ความรู้ที่ไปสร้างอาวุธเข่นฆ่ากันเก่ง ทำได้ร้ายแรงยิ่งขึ้นๆ มันเป็นความรู้ที่เลวร้ายไม่ควรสร้าง แต่คนก็อำมหิตคิดสร้างเอาไว้ หลอกล่อคนที่เห็นแก่ตัวตน เห็นแก่พวกพ้อง เห็นแก่รัฐ เพื่อจะห่วงแหนแย่งชิง ทำร้ายทำลายผู้อื่น เขาจะต้องมีอาวุธที่เป็นเครื่องมือสำหรับแย่งชิงทำร้ายผู้อื่น แล้วก็ค้าขายให้ แล้วคนโง่ที่จิตเห็นแก่ตัวจัด ก็ซื้อมา เพื่อจะแย่งเอาไว้ แย่งกันมีอาวุธนั้นมี 2 นัย นัยหนึ่งคือเอาไว้ป้องกันตัวเอง อีกนัยหนึ่งคือเพื่อเอาชนะคนอื่นได้ เช่น ปืน มีไว้สำหรับป้องกันตัวเองก็ได้ หรือมีไว้เพื่อเอาชนะคนอื่นก็ได้ ที่นี้คนก็รักตัวเองก็ไม่ต้องการทำร้ายคนอื่นเท่าไหร่ ถ้าไม่เหลืออดเหลือทนกิเลสไม่แรงก็ควบคุมได้ก็ไม่ใช้อาวุธไปทำร้ายคนอื่น ไม่มีเอาปืนไปทำร้ายคนอื่น แต่เมื่อกิเลสมันแรง เมื่อมีเครื่องมือมีปืนที่จะทำร้ายได้ ก็เอาปืนไปทำร้ายคนอื่นได้ กิเลสมันแรงเกินคิด ที่จะควบคุมนี่คือพลังงานของจิตที่เป็นต้นเหตุ แล้วเขาบอกเลยว่าคนที่ซื้อปืนมาเพื่อจะป้องกันตัวเอง เค้าไม่ได้ใช้มันสำหรับป้องกันตัวเองเท่าไหร่หรอก แต่มันกลับจะมาทำงานทำร้ายตัวเอง หรือทำร้ายคนที่ไม่ได้เจตนา เขาซื้อปืนเพื่อป้องกันคนป้องกันคนมาทำร้ายตนเอง แต่มันไม่ได้ทำอย่างนั้น มันกลับมาทำร้ายตนเอง หรือทำร้ายคนใกล้เคียง ที่เมื่อตนเองโกรธจนกิเลสมันอดไม่ได้ แม้จะเป็นคนที่เคยรัก หรือยังรักอยู่แต่อารมณ์โกรธขึ้นมา ก็ใช้ปืนยิงเพื่อน ยิงพี่ ยิงน้อง ยิงพ่อ ยิงแม่ ยิงคนที่มีคุณค่าต่อสังคม ซึ่งก็ไม่เจตนา ไม่อยากจะฆ่า แต่อารมณ์กิเลสนั้นแรงจนมันทำให้หน้ามืด มันก็ใช้สิ่งที่เป็นอุปกรณ์ที่ตัวเองมีในมือ มีปืนในมือตัวเองก็ใช้ปืนนี้ทำร้ายเลย อารมณ์ชั่ววูบวูบเดียว พอความโกรธนั้นลดลง ตาสว่างขึ้นก็เสียใจ ชาวอโศกไม่หยาบอย่างนั้น แต่อาตมาก็พยายามห้ามไม่ให้มีปืนมาไว้ในตน หรือในหมู่บ้าน แต่บางคนก็ซุกซ่อนเอาไว้ในตัวเอง ด้วยความกลัวเกินไป ด้วยความห่วงแหนจนเกินไป เพราะฉะนั้นอาตมาว่าอย่าหวงแหนเกินเลย จนกระทั่งต้องซุกซ่อนสิ่งที่เป็นพิษร้าย เป็นงูพิษ มันมีแต่โทษ แต่ไปเป็นบาปเป็นเวรไม่ดี ถ้าเราจะป้องกันตัวเองโดยที่ว่าสุดวิสัยคนอื่นเขาทำร้ายเรา เราก็ไม่มีอาวุธอะไรที่ไปสู้เขาได้ เราก็ยอมแพ้ ยอมเจ็บ ยอมตาย หมายถึงตายก็ตาย ดีกว่าที่จะไปทำร้ายคนอื่นเขาตาย การไปทำร้ายคนอื่นเขาตายนั้นบาปจริงด้วยสัจจะอย่างปรมัตถสัจจะ และสมมุติสัจจะก็ร้าย คนก็รู้กันว่าการฆ่ากันนี่มันเลวร้ายรุนแรง ยิ่งฆ่ากันด้วยจิตอำมหิตตั้งใจจะฆ่า จะทำร้ายทำลายกัน เขาก็รู้กัน ดังนั้นผู้พิพากษาจะรู้ลำดับความเลวร้าย ความแรง ว่าแรงมาก หรือแรงน้อย ก็จะตัดสินไปตามแรงพวกนี้ คนคิดแล้วทำเรื่องมากๆ เลวร้ายพวกนี้ก็จะถูกตัดสินให้ประหารชีวิต ตามที่ตนเองทำกรรมนั้นก็มี ติดคุกตลอดชีวิตก็มี ติดมากนานจนกระทั่งตายก่อนที่จะครบอายุที่ต้องติดคุกก็มี ก็มีคนที่ได้รับผลของกรรมพวกนี้ที่ตนเองไปทำเลวทำร้ายไว้ถูกพิพากษา ดังกล่าวนี้อยู่ นี่เป็นปัจจุบันธรรม ส่วนที่ไม่เป็นปัจจุบันธรรม จิตก็ได้รับความเดือดร้อนเลวร้ายพวกนี้ไป แม้ยังไม่ได้รับวิบาก เกิดมาอีก วิบากพวกนี้ก็จะมาทำให้เกิดความเดือดร้อนทั้งรูปธรรม ดินน้ำลมไฟ เกิดมาอีกก็ยังมีวิบากบาป ทุกข์ทรมานอย่างนั้นอย่างนี้ อีกต่างๆนานาเยอะแยะ คนไม่เชื่อกรรมวิบากนั้น น่าสงสาร พอจะสั่งสมกรรมวิบากที่เป็นอกุศล ทำให้ตนเอง ได้รับผลวิบากเลวร้ายไปเรื่อย พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า กรรมชั่วแม้น้อย อย่าทำเสียเลย เพราะกรรมเป็นอันทำ กัมมสโกมหิ กัมมทายาโท กัมมโยนิ กัมมพันธุกรรม กัมมปฏิสรโณ กรรมคือการกระทำ แม้แต่มโนกรรมคิดชั่วขึ้นมา ฉันอยากจะตบคนนี้มันก็สั่งสมไปในวิบากแล้วนะ คิดอยากจะด่าคนนี้จังเลย ยิ่งด่าออกไปทางปากก็ยิ่งหนักขึ้นอีก สมบูรณ์เลยเป็นวจีทุจริต เป็นต้น การจะพัฒนาอะไรไม่สู้มาพัฒนาคน ที่ให้เลิกจากต้นเหตุแห่งความทุกข์ ต้นเหตุแห่งความเลวร้าย ต้นเหตุแห่งความเสื่อมให้กลายเป็นต้นเหตุแห่งความเจริญ ต้นเหตุแห่งความประเสริฐ ต้นเหตุแห่งความสุข ที่เป็นสัจจะที่จริงให้ทำที่เหตุ แล้วนิทานก็เปลี่ยนไป มีการปรุงแต่งเป็นโลก สมุทัยก็ดีขึ้น มีปัจจัยใหม่ที่ทำให้ดีขึ้น ก็จะเสริมสอนให้ใหม่ดีขึ้นเรื่อยๆต่อไปอีกก็ได้ ก็เป็นคุณค่าไปเรื่อยๆ พวกเรานี้ อาตมาเอาสูตรของพระพุทธเจ้ามาประกาศ มาเผยแพร่ ผู้ที่รับได้ก็มาเป็นสมาชิก มาศึกษา มาเป็นนักศึกษา จนกระทั่งเกิดเป็นกลุ่มหมู่ที่เป็นโรงเรียนอันยิ่งใหญ่ โรงเรียนอโศกนี้เป็นโรงเรียนพัฒนาการศึกษา เรียกว่าไตรสิกขา เป็นสิกขา 3 อธิศีล อธิจิต อธิปัญญา อธิศีล กำหนดกรอบของตนเองเป็นปริตตัง เช่น เอาศีล 5 แค่นี้ เราจะมีกรรมกริยาที่ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่เอาของของคนอื่นที่ไม่ใช่ของของเรา ในฐานะที่เป็นขโมยเอา แต่ของเราหรือถ้าของคนอื่นที่อนุญาต เขาให้ส่วนที่จะใช้ได้ ก็เป็นสิทธิในการที่จะไปใช้ได้ ถ้าเขาไม่ให้สิทธิก็ไม่ละเมิด ศีลข้อ 3 ก็ไม่ให้ละเมิดเรื่องเพศ เรื่องผู้หญิงผู้ชาย ที่เป็นการเสพราคะ กามคุณ 5 แล้วแตกมาเป็นรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสเสียดสี เราก็รู้ว่าของเราจัดจ้านแค่ไหน เป็นกามเป็นราคะ เราก็ลดลงมา ตีกรอบเอาให้เป็นปริตตัง เอาแค่นี้แค่นี้ ไปตามลำดับเป็นต้น ศีลข้อ 4 ก็ไม่โกหก ไม่พูดส่อเสียด ไม่พูดหยาบคาย ไม่พูดเพ้อเจ้อ ลดลงไปตามลำดับ เอาที่กิเลสหยาบก่อนเป็นโอฬาริกอัตตา ศีลข้อ 5 ก็ลดเรื่องที่เป็น อบายมุขที่หยาบใหญ่ของเรา เอาหยาบของเราก่อนแล้วตีกรอบ กำหนดสิ่งที่จะอาศัย และสิ่งที่จะงดเว้น ให้ตัดขอบเขตของเราก่อน จะเรียกว่าบริบทก็ได้ จะเรียกว่าปริเฉทก็ได้ โดยวิธีปฏิบัติให้มีผัสสะเป็นปัจจัย แล้วรวมลงที่เวทนา จะมีอารมณ์ชอบหรือไม่ชอบ จะมีอารมณ์สุขหรือทุกข์ ก็จะมีเหตุของมัน สุขทุกข์เป็นของคู่กัน ชอบกับไม่ชอบ เป็นของคู่กัน ที่กลับไปกลับมา ชอบใจก็สุข ไม่ชอบใจก็ทุกข์ บำเรออาการต้องการที่เป็นตัณหา เราก็เรียนรู้ตัวเหตุพวกนี้ แล้วก็ลดละ ซึ่งมีวิธีลดละ เช่น ปหาน 5 เป็นต้น เราก็ทำจริงๆ เมื่อสัมผัสเกิดอาการก็ให้ได้จับอาการนั้นให้ได้ แล้วเราเปลี่ยนอาการนั้นให้ลดละจากอาการอกุศลเจตสิก เห็นอาการมันจางคลาย กิเลสมันลด ก็เห็นว่ามันมีความต่างกัน มีลิงคะ ยิ่งเข้าใจด้วยภูมิปัญญา ลดอย่างถาวร มีประสิทธิภาพกว่ากดข่ม พร้อมที่จะเวียนกลับช้า หรือไม่เปลี่ยนกลับเลย ส่วนการกดข่มนั้นมันก็จะเปลี่ยนกลับได้เสมอ เมื่อหมดพลังกดข่ม อาจไม่เวียนกลับทันที แต่ค่อยๆเวียนกลับด้านใหม่เต็มรูป เพราะฉะนั้นการกดข่มถึงช่วยได้บ้างเพื่อจะให้ สภาพที่กำลังปรุงแต่งเลวร้ายนั้นพอที่จะจับตัวเหตุ จับมันทันแล้ว จะได้เรียนรู้ด้วยพลังปัญญา ปัญญาคือ รู้ให้ได้ว่าไอ้พวกนี้มันไม่ใช่ตัวจริง มันเป็นตัวปลอม มันเป็นอนัตตา มันเกิดขึ้นมาเพราะจิตเราเอง ไปยึดว่ามีตัวมีตน ความจริงมันไม่มีตัวมีตนอะไรหรอก มันเป็นเพียงเครื่องอาศัยกุศลและอกุศลก็เป็นเครื่องอาศัย อย่างอกุศล ถ้าคุณไม่ชอบมัน แต่มันก็มีในตัวคุณแล้ว มันออกฤทธิ์จนคุณควบคุมไม่ได้ ไม่อาศัยมันก็มีอยู่ต้องเรียนรู้ตัวจริงของมัน แล้วทำให้มันลด จะมีปัญญาว่ามันพาให้เราเป็นคนเลวร้าย เป็นคนไม่ดี ก็ต้องรู้ด้วยปัญญาว่า พลังงานพวกนี้เป็นพลังงานที่พาให้เราเลวร้าย ไม่เจริญ ต้องซ้ำๆ ความรู้นี้ให้จริงๆให้เกิดพลังงานที่รู้ยิ่งรู้จริงจนมีประสิทธิภาพ ทำให้มันลดพลังงานที่ไม่ดี ที่ทุจริต ที่เอาคนเราพิสูจน์ได้ ทำจริงๆที่สุดได้ จะเห็นว่ามันไม่เที่ยง ซึ่งความไม่เที่ยงนี้ มีทั้งแบบที่มันโตขึ้นใหญ่ขึ้น มีแรงมากขึ้นได้ด้วย ร้ายมากขึ้นได้ด้วย ก็จะเห็นความไม่เที่ยงไปในทางเลวร้ายก็ได้หรือไปในทางที่ลดลงก็ได้ ถ้าไม่เรียนรู้มันก็จะทำตัวเองเลวร้ายด้วยความโง่ ด้วยอวิชชาที่เป็นเจ้าเรือนของมนุษย์ โง่กับฉลาด ความฉลาดนั้นจะต้องควบคุมตนเองได้ ในฉฬายตนะทั้ง 6 ผู้ควบคุมได้ก็จะมีความเจริญความรู้ในทวารทั้ง 6 คือ จัดการพลังงานที่ทำชั่ว จากการสัมผัสทางตาหูจมูกลิ้นกายใจ เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เกิดสภาพที่ตรง ที่สร้างขึ้นมา เมื่อเราจัดการเหตุร้ายในออกไป นั่นแหละคือ ความฉลาดเป็นปัญญา แต่ความฉลาดทางตาหูจมูกลิ้นกายใจทั้ง 6 ทวาร ฉลาดที่เราอาจไม่รู้ตัวมันแล้วมันก็ไปสร้างพลังงานที่เลวร้ายเพิ่มขึ้นๆ อย่างนี้ก็คือฉลาด แต่ฉลาดสร้างความเลวร้ายให้แก่ตัวเองใส่ตัวเอง แล้วออกมาทางกายกรรม วจีกรรม มโนกรรมที่เลวร้ายขึ้นเรื่อยๆด้วยตัวเองไม่รู้เหตุนี้ควบคุมมันไม่ได้ มันก็ทำงานให้แก่ตัวเอง เป็นปุถุชนคือหนาไปด้วยกิเลส คำว่า “หนา”นี้ทั้งใหญ่ ทั้งมาก ทั้งโต ทั้งกว้าง ทั้งลึกด้วย คำว่า “หนา”นี้เป็นคำรวมของปริมาณมากและแน่นด้วย เรียกว่าสมบัติที่เลวร้าย เป็นสมบัติว่าวิบัติ เหมือนกับนิสัย ผู้ที่เรียนรู้อาการที่เป็นพลังงานจิตคือ คนที่เรียนรู้ธรรมะพระพุทธเจ้าเข้าถึงปรมัตถธรรม เป็นผู้สามารถจัดการพลังงานพวกนี้ให้ดีขึ้น แต่ไม่ง่ายเพราะละเอียดลึกซึ้ง ทำไปก็จะเกิดพลังงาน เกิดสมรรถนะ เกิดความสามารถ เกิดความเก่ง เกิดประสิทธิภาพของการปฏิบัติ ทำได้ดีจนกระทั่งหมดเชื้อแห่งความชั่วความเลว หมดจากตนเองเลยเป็นอรหันต์ หรือเป็นอรหัตตมรรค เหลืออนุสัย คือความเป็นตนเหลือน้อยระดับหลังอาสวะ เรียกว่าผู้มีตัวตนเหลือน้อย โลกทุกวันนี้ก็อยากจะเป็นอาริยะ แต่เรียนรู้อย่างกดข่มไม่สามารถที่จะเข้าไปมีธรรมวิจัย ไม่ได้ฝึกตนเองเป็น analyser นักปฏิบัติธรรมแบบนั่งหลับตา ไม่เกิดการมีจิตวิเคราะห์ ไม่รู้รูปนาม ไม่เกิดรูปนาม จึงไม่สามารถที่จะจัดการอย่างเป็นลำดับ ให้ละเอียดละออได้ ถ้าเรามีตาหูจมูกลิ้นกายและใจ อาศัยการกระทบสัมผัส ปฏิฆสัมผัสโส มีอายตนะกระแทกกระเทือนสั่นสะเทือนทั้งนอกและในจิต ก็อ่านง่าย แล้วก็เป็นตัวจริงที่จิต ไม่ใช่ไปนั่งนึกคิดเอาว่า จะเกิดกระทบสัมผัสสั่นสะเทือนอย่างไร สร้างให้เป็นสัญญาเท่านั้น เป็นเหตุการณ์ที่ไม่ครบสมบูรณ์ ที่ไม่เกิดจากความจริงครบถ้วน เป็นการเรียนรู้ที่ไม่ค่อยได้ผล อาจจะได้ผลบ้างที่เป็นอาการภายในเบาๆ ไม่ครบสมบูรณ์ของโลกที่มีทั้งดินน้ำไฟลม มีทั้งนามธรรมที่เป็นพลังงานที่เราจะจัดการได้ สัตว์ที่จะเรียนรู้ได้เป็นเวไนยสัตว์ แต่อเวไนยสัตว์นั้น อย่าว่าแต่อยู่ในร่างของสัตว์เดรัจฉานเลย พวกสัตว์เดรัจฉานจะมีอุปกรณ์ เช่น สมองไม่ละเอียดพอ ที่จะเรียนรู้พลังงานละเอียดระดับปรมัตถธรรม จะเรียนรู้เรื่องกรรม เรื่องธรรมะไม่ได้ มันไม่รู้กรรมวิบาก แต่แม้แต่ร่างของคนขึ้นมามีอาการ 32 ก็ไม่สามารถ ถ้าเป็นคนที่เป็น อเวไนยสัตว์ สอนอย่างไรก็ไม่รู้ ท่านจัดให้เป็นบัวใต้ตึก บัวใต้โคลน ต่ำกว่าเนยบุคคลเป็นปทปรมะ คำว่า “ปทปรมะ” คำว่า “ปรมะ”คือ ยิ่งใหญ่ คำว่า “บท”คือ บทเรียนบทสอนของพระพุทธเจ้าที่เป็นอาริยธรรม คือคนที่ไม่สามารถที่จะปฏิบัติธรรมะของพระพุทธเจ้าได้ก็สามารถเรียนธรรมบทต่างๆ เขาเรียนรู้ได้ในเหตุในผล ในความหมาย สามารถท่องได้ต่อเนื่อง เป็นเหตุเป็นปัจจัยเก่ง จึงเรียกว่าผู้ที่รู้ธรรมะมาก ทรงจําธรรมะได้มากอยู่คือ ปทปรมบุคคล คือคนที่เรียนรู้ธรรมะได้มากท่องจำได้มาก สาธยายธรรมะได้มาก สอนคนอื่นด้วย แต่ไม่ได้บรรลุธรรมใดๆได้เลยในชาตินี้ ก็คือคนที่เรียนรู้แต่บัญญัติภาษา จบดร.ทางศาสนา ปรัชญา มีเหตุผลลึกซึ้งซับซ้อน แต่ทำใจในใจของตนไม่เป็น ไม่ถึงที่เกิด ไม่ถ่องแท้ถูกตัวกิเลสจริง แม้จะเก่งแค่ไหนรู้เหตุผลแค่ไหน ก็เป็น ปทปรมบุคคล เป็นจับกังแบกลังทอง ตนเองได้แต่แบกทองให้คนอื่น แต่ตนเองไม่ได้มีทองเป็นของตน นี่คือครูผู้สอนมีเยอะทุกวันนี้ นึกว่าตนเองได้แล้วรู้แล้ว ทุกวันนี้ ปัญหาต่างๆเกิดจากกิเลสเป็นตัวการทั้งนั้นเลย กิเลสเห็นแก่ตัวเห็นแก่ได้ กิเลสเลวร้ายแย่งชิงเกิดกรณีต่างๆในโลก เพราะเห็นแก่ตัวเห็นแก่ได้ ไม่เคยหยุดที่จะอยากได้ ไม่เคยพอ เห็นแก่ตัวจัดกับอยากได้จัด 2 ตัวนี้กอดคอกันสร้างนิทานเลวร้ายอยู่ในสังคมอยู่ในโลก พระพุทธเจ้าท่านสอนให้รู้จักต้นเหตุ แล้วก็กำจัดเสียจนเป็นโลกนิโรธ โลกสมุทัย เราก็กำหนดทำโลกเราในขอบเขตปริตตังของเรา เกิดอธิศีล อธิจิต อธิปัญญา เกิดอธิวิมุติ ก็รู้จบเสร็จกิจ ก็ทำอันอื่นเสริมซ้อนไปตามลำดับ สามารถพัฒนาตนเองได้ อาตมาเขียนหนังสือ เล่มยอดนิยายฯ ก็พยายามไขพลังงานจิตนี่แหละ การแก้ปัญหาสังคมคือ ให้คนมาได้อาริยธรรมนี้แหละ จะยั่งยืนถาวรและประเสริฐด้วยที่นักการเมืองต้องเรียนรู้ แต่ทุกวันนี้ ไปมีแต่เทคนิคที่จะเอาไปเอารัดเอาเปรียบหรือแม้จะสร้างสรรค์ก็เป็นเรื่องของวัตถุ เป็นพฤติกรรมภายนอก ไม่มาจัดการที่จิตวิญญาณ
เศรษฐศาสตร์บุญนิยมกับเศรษฐศาสตร์ทุนนิยม “ บุญ” คือการชำระกิเลส ถ้าเราจะทำงานกับสังคมเราก็ทำงานกับสังคมชนิดที่ลดกิเลส อย่าไปทำงานกับสังคมแบบชนิดที่เพิ่มกิเลส ให้ทำได้ตามกรอบเป็นลำดับของพระพุทธเจ้า เราสามารถเรียนรู้จิตเจตสิกของพระพุทธเจ้า เวลามีกรรมกริยาสัมผัสทางตาหูจมูกลิ้นกายใจ มีกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม เราก็แยกแยะวิเคราะห์ ให้จับตัวเหตุที่เป็นอกุศลจิตที่เป็นตัวการที่เป็นสมุทัยให้ได้แล้ว กำจัดตัวนี้อย่าให้มันออกมา ให้มันหมดฤทธิ์แรงได้เลย กำจัดมันจริงๆ ให้มันกลับกลายมาเป็นพลังงานที่ประเสริฐ มีประโยชน์สร้างสรรค์ได้อีกโดยไม่ต้องคิดว่าเป็นของตัวของตน คนเรานี้คิดสร้างสรรสร้างเสร็จแล้วก็ยึดเป็นของตัว ไม่ให้ใคร ถ้าจะให้ก็จะต้องเอาคืนเต็มค่าหรือเกินค่า เกินได้มากเท่าไหร่ก็ชอบใจเท่านั้น ส่วนบุญนิยมนั้นสร้างสรรค์แล้วได้ มีค่าเท่าไหร่ก็ไม่หวงแหน แต่กลับแบ่งกินแบ่งใช้ ถ้ามันมีส่วนเหลือส่วนเกินก็แจกก็แบ่งให้คนอื่น หรือจะขาย โดยมี ลาเภนลาภังนิชิคิงสนตา ลาภหรือจะแลกของเขานั้น คำนวณแล้วที่จะให้เขาไป มีราคาทุนเท่าไหร่ เราจะต้องให้เขาไปโดยคิดราคาต่ำกว่าทุน ก็ถือว่าเป็นบุญนิยมแล้ว ถ้าราคาเท่าทุนยังไม่ถือว่าเป็นบุญนิยมตามที่ในหลวงที่เป็นพระโพธิสัตว์องค์นี้ตรัส ขายเท่าทุน ก็ไม่มีใครได้ใครเสีย จะต้องขายต่ำกว่าทุน ซึ่งเป็นเขตตัดของความเป็นบุญนิยม ทุนนิยมนั้นจะต้องให้ได้กลับมามากเท่าไร ให้ได้กำไรมากที่สุด เท่าไหร่ก็เอาทั้งนั้น ไม่มีขอบเขตจำกัดเรียกว่า maximize profit แต่บุญนิยมนั้นต้องให้ต่ำกว่าทุน จึงจะชื่อว่าบุญ เป็นการกำจัดกิเลส ไม่เอามาบำเรอตัวเอง การลดลงได้มากเท่าไหร่ ก็เป็นบุญมากเท่านั้น นี่คือทฤษฎีของ บุญนิยม กับ ทุนนิยม ต่างกันเช่นนี้ ต้องอ่านจิตตนเองออก แล้วอ่านค่าเศรษฐกิจสังคมออกด้วยว่า เขาตีราคาวัตถุดิบ ค่าแรงงาน คิดค่าโสหุ้ยต่างๆ รวมแล้วเรียกว่าต้นทุนเสร็จแล้ว เราคิดค่ามาต่ำกว่าราคาต้นทุนที่รวมกันเสร็จแล้วนี้ แล้วค่าไฟค่าน้ำค่าโสหุ้ยต่างๆ ก็เป็นต้นทุนสิ่งที่แต่ละคนก็ได้คืนมา แต่ค่าแรงงาน ค่าความรู้ ค่าสมรรถนะของเรา เราก็ไม่เอาสมมุติว่า ราคาเฉลี่ยของสังคมค่าแรงในสังคมต้องได้เท่านี้ เราก็เอาราคานั้นเป็นมาตรฐานกลาง แล้วเราก็ต้องคิดต่ำกว่าราคามาตรฐานกลาง นั่นคือเราลดค่าแรงของเรา การลดค่าแรงของเรานี้ จะเหลือเท่าไหร่ แล้วก็เอามากินมาใช้แค่นั้นให้พอ ถ้าทำไม่พอ คุณก็อยู่ไม่ได้ เพราะกินมากใช้มากเกินกว่าที่ตนเองทำก็อยู่ไม่รอดอยู่แล้ว แต่บุญนิยมนั้น สามารถอยู่ได้โดยมีส่วนเหลือส่วนเกินที่จะแบ่งให้กับสังคม ผู้ใดสามารถทำบุญนิยม ให้ลดต่ำกว่าทุน ลดกิเลสที่จะเห็นแก่ตัวเห็นแก่ได้ อย่างที่ว่านี้คือ ตัวผู้ที่มีลัทธิบุญนิยมยิ่งลดได้มากเท่าใด สมรรถนะของเราก็มากขึ้น มีความรู้ความสามารถแล้วเราก็ขยันทำงาน เป็นผลผลิตเป็นแรงงานออกไปให้กับสังคมมากขึ้นแต่เรายิ่งพัฒนาตนเอง กินน้อยใช้น้อย ผลาญน้อย อาศัยน้อย ซึ่งกิเลสนี้มันเผาผลาญเรื่องเยอะ เราก็ลดราคาให้ได้เป็นปฏิภาคทวี ไม่ใช่เป็นคนที่เป็นกรรมกิริยาหยุดนิ่ง ไม่ทำอะไร แต่กลับจะมีกรรมกริยาที่เหมาะควรแก่การงาน กายกัมมัญญตา กายปาคุญญตา เป็นกรรมการงานที่แคล่วคล่องว่องไว เวทนาก็แคล่วคล่องว่องไว สัญญาก็แคล่วคล่องว่องไว สังขารก็ไม่ใช่นิ่งหยุดสะกดจิตไม่รับรู้อะไร นั่นเป็นของลัทธิอื่น ที่ไม่ใช่ของพุทธ การเป็นนักสะกดจิตด้วย hypnosis ไม่ใช่ analysis ไม่ใช่การวิเคราะห์วิจัยจิตเจตสิกรูปนิพพาน เป็นการไปสะกดจิต ให้จิต เจตสิก รูป เป็นการดับ เป็นนิโรธหมดหน้าที่ ไม่ฝึกฝนจิตเจตสิก คิดก็ไม่คิด พูดก็ไม่พูด ถึงเป็นความสูญเสีย ที่เป็นคนละทิศทางกับวิชาการของพระพุทธเจ้าเลย ซึ่งศาสนาพุทธทุกวันนี้ เขานั่งสะกดจิตหลับตา ไม่ออกป่า ก็อยู่ในเมือง และเป็นการสะกดจิต hypnosis เป็น hypnotize ให้จิตมีความแข็งทื่อ ด้านยึดเกาะตาย ไร้คุณค่าและประโยชน์ที่สุด ความผิดพลาดของวิชาการศาสนาพุทธทุกวันนี้ พระพุทธเจ้าตรัสไว้ พรหมชาลสูตรว่ามีสองพวกที่มิจฉาทิฏฐิคือ ตักกีวีมังสี กับ พวกหลับตาสะกดจิต ไม่ได้เรียนรู้ครบถ้วน แม้ลืมตาก็ทำ ตักกีวิมังสีโหติ หรือหลับตานั่งก็ทำตักกีวีมีงสีได้ แต่พวกสะกดจิตนั้นเขานั่งหลับตาทำกันเป็นหลัก สมัยอาตมาเป็นฆราวาสก็ไปเรียนกับเขา สะกดจิต แล้วไปรู้ว่าการนั่งสมาธิเป็นการสะกดจิตหรือเปล่า ก็เป็นการสะกดจิตนั่นแหละ เป็นพระสูตรแรกที่โบราณาจารย์เรียบเรียงของพระพุทธเจ้าไว้ในพระไตรปิฎก ก็มีพวกสะกดจิตดับจิตกับตักกีวีมังสีนี่แหละ ผู้ที่ค้นพบวิธีออกคือ พระพุทธเจ้า คือไม่ไปมีทิฏฐิแบบ 62 นี้ เราเลิกไม่เป็นแบบที่เขาติดยึด ที่ไปยึดอดีต 18 แบบ อนาคตอีก 44 แบบ ใน อนาคต 44 มีหลงนิพพานว่าเป็นอนาคตอีก 5 คือหลงในอนาคตระลึกชาติล่วงหน้า ไม่ได้เป็นจริงเลย แต่มีทิฏฐิเห็น แต่ถ้าอดีตนั้นผ่านไปแล้ว แต่อนาคตยังไม่เป็นแต่อยากเป็น แม้ปัจจุบันอีก 5 คนเราอยากได้กาม อยากได้นิพพาน แล้วไม่รู้จักว่าคนเราอยากพ้นกาม แม้กระทบสัมผัสก็ไม่มีกาม ไม่มีรูปราคะ อรูปราคะ ได้
ความไม่มีรสของความสุขทุกข์ คือ อทุกขมสุข อาการไม่มีรสจะมีลักษณะอย่างไร? ขณะที่ตากระทบรูปก็รู้จักรูป หูกระทบเสียงก็รู้จักเสียง จมูกระทบกลิ่นก็รู้จักกลิ่น ลิ้นกระทบรสก็รู้จักรส กายสัมผัสก็รู้จักกายสัมผัส ปฏิฆสัมผัสโส แปลว่าการที่อุเบกขาที่กลางๆ ไม่ดูดไม่ผลักเป็นอย่างไร เช่น รูปธรรมคุณเกาผิวหนังที่ไม่มีเชื้อที่จะคัน ที่จะรู้สึกคันหรือรู้สึกเจ็บ คนเกาตรงที่ไม่รู้สึกคัน ถ้าคันคนชอบ แต่ถ้าเจ็บคนไม่ชอบ ถ้าไปเกาถูกตรงที่เจ็บคุณก็ไม่ชอบ ถ้าไปเกาถูกที่มีเชื้อที่จะคันก็ชอบ แต่ถ้าไปเกาถูกที่จะคันมันก็ชอบ คุณเกาถูกที่คันคุณอร่อย คุณเกาไม่ถูกที่คันก็เฉยๆ นี่เป็นรูปธรรมที่ยกตัวอย่างมาให้ฟัง สัมผัสเสียดสีผิวกายของคุณส่วนใด ที่คุณไม่มีสมมติว่าหรือไปยึดว่าถ้าได้แตะตรงนี้แล้วมีรสชาติชื่นใจชอบใจ เช่น คนได้หอมแก้ม ได้เอาจมูกไปแตะแก้ม ก็รู้สึกชื่นใจทั้งทั้งที่มันไม่ได้มีชื่นใจเลย ก็เหมือนเอามือไปสัมผัสแตะต้อง คุณสมมุติเองก็มันได้ชื่นใจ แล้วก็แบ่งว่าเรื่องเพศผู้หญิงผู้ชายก็ชื่นใจ แต่ถ้าได้แตะต้องเด็กๆหรือได้หอมได้ดมคนที่เรานับถือ สัมผัสเสียดสีเราก็ชื่นใจ ที่จริงก็เท่ากับเราเอามือไปแตะมือ เอามือไปแตะผิวหนังตรงไหน เอามือไปแตะโต๊ะก็เหมือนกัน แต่แรงก็เจ็บ แต่พอสมควรก็สัมผัสเสียดสีเฉยๆ เท่านั้นเอง แต่พวกซาดิสต์หรือมาโซคิส ถ้าได้กระแทก ได้สัมผัสอะไรๆก็จะยิ่งดี ยิ่งมัน พวกที่หลงที่ไม่เข้าใจ ก็จะไม่บันยะบันยัง คนไทยก็จะรู้ว่าไม่ดีไม่สุภาพ ส่วนพวกยุโรปไม่มีขอบเขตอันนี้ก็เลยวิตถารจัดจ้าน แล้วคนไทยก็แอบเอาของยุโรปม
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive