581214_ธรรมาธรรมะสงคราม ความเป็นมาฝั่งฟ้าฝากฟัน_.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2558
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์351 KB
วันที่แก้ไข29 กันยายน 2566

เนื้อหาในไฟล์

581214_รายการธรรมาธรรมะสงคราม ที่บ้านราชฯ เรื่อง ความเป็นมาฝั่งฟ้าฝากฝัน โดย…พ่อครูสมณะโพธิรักษ์

พ่อครูว่า… วันนี้วันจันทร์ที่ 14 ธันวาคม 2558 ขึ้น 4 ค่ำ เดือนอ้าย ปีมะแม ขณะนี้ 18 นาฬิกา 22 นาที เราก็จะได้มาฟังธรรมกันต่อไปในรายการธรรมาธรรมะสงคราม ซึ่งจะเปลี่ยนชื่อ เปลี่ยนลักษณะการบรรยายให้กว้างขึ้นนิดหน่อย เปลี่ยนเป็น พุทธศาสนาตามภูมิ ตอนนี้เขาทำไตเติ้ลมายังไม่เสร็จ ถ้าเสร็จเมื่อไหร่ก็ถือว่าเริ่มเมื่อนั้น เรียกว่ารายการใหม่แต่ก็เป็นธรรมะพระพุทธเจ้าทั้งนั้น วันนี้ก็ที่ศาลาของเราก็มีศพของพ่อฟื้น คชสารทอง มาตั้งอยู่ ก็ถือว่าเป็นการเทศน์ หน้าศพ ไปด้วย ญาติที่มาก็ได้ฟังธรรมได้ประโยชน์ เป็นเอกเลย มาเห็นเรื่องงานศพก็ควรได้สิ่งนี้เป็นสิ่งประเสริฐ จนกระทั่งเขาเอายอดของพระไตรปิฎก คือพระอภิธรรมมาสวด คนก็นั่งหลับไป เจตนาดีแต่มันก็เกินไปหน่อย ก็เลยเป็นการสูญเปล่าก็ขอวิจารณ์หน่อย มันเลยกลายเป็นประเพณีที่สูญเสีย ประโยชน์อย่างแท้จริงอย่างน่าเสียดายมาก กลายเป็นเรื่องการค้าหาเงิน เป็นเรื่องปรุงแต่งตั้งเป็นจารีตประเพณีที่เลอะเทอะบานปลายเสียหายมาก ทั้งที่ควรระลึกถึงความตาย เรายังไม่ตายก็ควรระลึกถึงธรรมะ ชีวิตนี้เราไม่ได้เอาใจใส่ธรรมะ ไปวุ่นวายแต่โลกีย์ เอากิเลสใส่จิตตนทุกวันเวลาทุกวินาที ก็ควรจะได้มาใส่ใจธรรมะที่เป็นประโยชน์ ยิ่งผู้ใดมีเพื่อนมากไปงานวัดไปงานศพมากๆก็จะได้ธรรมะจากผู้เสพสารธรรมะคือภิกษุจะได้บรรยายได้เทศน์ให้รู้เรื่องให้เข้าใจแต่กลับกลายแต่งตัวเป็นเรื่องของการเสริมกิเลส แทนที่จะทำให้รู้สึกตัวแล้วได้ลดกิเลสอันเป็นหลักสำคัญแท้ก็เลยไม่ได้เรื่องอะไร พ่อฟื้นนี้มีลูกชายเขียนประวัติมาว่ากินมังสวิรัติตามแม่ธูปที่เป็นภรรยาพ่อฟื้นตั้งแต่ปี 2526 ส่วนแม่กินมาตั้งแต่ปี 2519 ไปช่วยงานท

อ่านต่อ

ี่สันติอโศกเป็นคนอำเภอไพศาลี งานที่ทำประจำคืองานขนส่ง ตั้งแต่ 2520 ก็หยุดงานทํามาหากินส่วนตัว บางทีก็เป็นแรมเดือนเลย ขนส่งสิ่งต่างๆเพื่องานของชาวอโศก เช่น งานพุทธาภิเษกที่ไพศาลี หรืองานอื่นๆ ช่วยงานต่อเนื่องมาเป็นเวลานับ 10 ปี ครอบครัวนี้มีลูก 3 คน มีนายเปียมาตั้งแต่เล็กเลยก็เล่นสนุกไปและช่วยงานไปก็ซึมซับการเข้าวัดจากพ่อและแม่ ทำงานขับรถ อาหารการกินก็ไม่สะดวก สารอาหารอาจไม่พอ ตอนลูกคนเล็กเรียนจบพอดีพ่อก็ป่วยถึงขั้นผ่าตัดสมองช่วยเหลือตนเองไม่ได้ ต้องนอนติดกับเตียงตั้งแต่บัดนั้น แม่และลูกๆก็ดูแลกันตามอัตภาพตั้งแต่ปี 2546 จนถึงปี 2558 นับเป็นเวลา 12 ปี แม่ก็เลยย้ายถิ่นฐานจากนครสวรรค์ไพศาลีมาอยู่ที่จังหวัดอุบลราชธานี พ่อท่านเดินดินได้ชวนมาอยู่เป็นเพื่อนกับพ่อซึ่งเป็นญาติพี่น้องกันและอยากพาลูกๆมาช่วยงานที่บ้านราชฯเพราะเห็นว่าสภาพแวดล้อมดี แต่ก็ต้องดูแลคนป่วยในชุมชน เรื่องไฟฟ้า เรื่องน้ำไม่สะดวก ไม่ได้ใช้ไฟ 220 โวลต์ ก็เลยขยับไปอยู่ข้างวัดจะได้ใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าได้สะดวก ทั้งลูกชาย ลูกสาว ลูกเขยก็ย้ายมาอยู่ที่นี่ตั้งแต่ปี 2559 ช่วยงานวัดไป ลูกชาย 2 คนนี้ก็จบมหาวิทยาลัยศิลปากร เรียนศิลปะมาทั้งคู่ก็มาช่วยงานในชาวอโศกนี้ แล้วแต่ว่าที่ไหนจะให้ไปช่วยงาน แม้ที่สันติอโศกก็ไปทิ้งฝีมือไว้ ได้ฝึกฝนฝีมือไป ก็เป็นเรื่องของครอบครัวหนึ่งซึ่งเรามีอีกหลายครอบครัวในหมู่บ้านตั้งแต่ทำงานศาสนามา ก็มีครอบครัวที่เปลี่ยนวิถีชีวิตไม่น้อย ต้องขอยืนยันว่าเป็นเรื่องของโลกุตระ ไม่ได้เป็นทาสของโลกโลกีย์ที่เห็นแก่เงิน เห็นแก่ลาภยศสรรเสริญโลกียสุข แต่ทำงานอย่างเข้าใจว่าทำงานเพื่อลดกิเลส ผู้ที่จิตเข้ากระแสโลกุตรธรรมจะอ่านจิตตนเองออกแล้วแยกแยะได้ โดยเฉพาะถ้าเข้าสู่กระแสโลกุตระจะสามารถรู้เวทนาในเวทนา รู้จักมโนปวิจาร 18 รู้จักอาการของความรู้สึกในจิต รู้ว่าเวทนาไปตามกระแสโลกีย์เป็นอย่างไร ไปตามกระแสโลกุตระเป็นอย่างไร ทำให้เราสังวรสำรวมไม่ให้จิตไหลไปตามโลกีย์ สามารถทำใจในใจหรือโยนิโสมนสิการเสมอๆ ไม่ใช่กดข่มจิตอย่างเดียวแต่ ใช้ปัญญาวิเคราะห์วิจัยอาการกิเลส ทำให้กิเลสลดด้วยปัญญา ด้วยวิปัสสนาญาณหรือฌาน ถ้าลดด้วยวิธีสมถะกดข่ม เป็น hypnosis เป็นการสะกดจิตไปเฉยๆให้สงบให้หยุด กิเลสขึ้นก็กดมันลงไป ไม่ได้อ่านอาการของมโนปวิจาร 18 ไม่ได้รู้รายละเอียดของธรรมะตามคำสอนของพระพุทธเจ้าที่ให้รู้ว่าอาการต่างๆของเวทนา 2 เวทนา 3 เวทนา 5 เวทนา 6 เวทนา 18 เวทนา 36 ให้กิเลสลดลงจางคลายได้นี่แหละคือการเจริญภาวะจิต ไม่ใช่การสะกดจิตให้จดจ่ออยู่ที่กสิณอย่างเดียวและจิตจะค่อยๆหรี่ลงๆไม่ดิ้นๆ คือ hypnosis ไม่ใช่ analysis เป็นการสะกดจิตเฉยๆ ไม่ใช่การพิจารณาถึงกายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม วิธีของสมถะก็สามารถทำให้จิตไม่มีนิวรณ์ได้ ไม่ให้มีกาม ไม่มีพยาบาทไม่ให้หรือรับ ไม่ฟุ้งซ่านได้ จิตว่างจากนิวรณ์ 5 แล้วเขาก็รอ ให้นิ่งดีแล้วก็จะเกิดจิตใสๆ ไม่มีอะไรกวนก็จะระลึกรู้ จะเกิดความรู้แล้วก็กำหนดว่าอันนั้นคือปัญญา หลวงว่านั้นคือปัญญาที่ได้จากสมาธิซึ่งผิด ปัญญาจะได้จากการวิเคราะห์วิจัย Analysis เห็นจิตแล้วก็รู้ว่า เป็นสัมมาปฏิบัติ สัมมามรรคไหม ปฏิบัติแล้วจิตชังใคร ไม่ใช่จิตหรี่หลับจนกิเลสดับ ไม่ใช่จิตดับ แต่จิตกลับสว่างจะรู้จักมีปัญญารู้สักกายะตัวกิเลสที่จางคลายลง จิตก็ยิ่งใสสะอาดขึ้น สว่าง ยังมีปัญญาเข้าใจความจริง รู้โลกอย่างอื่น ไม่ใช่สะกดจิตให้หลับหูหลับตาซึ่งมันต่างกันมากเลยกับการนั่งสะกดจิต hypnosis จะได้สมาธิ แบบ concentration แต่สมาธิแบบพุทธเจ้าจะได้ supraconcentration รู้จิตเจตสิกรูปนิพพาน รู้เหตุของกิเลสทำให้กิเลสลด รู้จักการประหาร 5 อ่านพิจารณาเห็นความจริงตามความเป็นจริงแล้วเห็นอาการของจิตเจตสิกต่างๆ เห็นอาการองค์รวมที่เรียกว่ากาย ที่เรียกว่าเวทนาที่ปรุงแต่งเสร็จ รู้ตัวจิตที่มีเหตุแท้อยู่ข้างในมันจางคลาย มันอยู่ที่ใจเราเรียกว่าธรรมะ แล้วก็ได้มรรคได้ผลจริงๆ นี่คือการปฏิบัติธรรมสติปัฏฐาน 4 โพธิปักขิยธรรม 37 ของพระพุทธเจ้าที่ได้ผลแท้ วันนี้จะตอบปัญหาของนักศึกษาปริญญาโท

_ช่วงนี้ งานโรงเรียน มีกิจกรรมมาก ๆ ทั้งเรื่องเรียนต่อ ก็จะต้องนำเสนอหัวข้อ..เพลง...เพื่อส่งอาจารย์ ป.โท อีก เลยต้องขอรบกวนพ่อท่าน ทางนี้ ใจจริงก็อยากจะมาคุยโดยตรง แต่พิจารณาเวลาแล้วไม่ตรงกันเลย...จึงขอถามทางนี้ เพื่อจะติดตามฟังทางทีวี และ จับเป็นประเด็นนำไปเป็นหัวข้อเสนออาจารย์ให้ได้ก่อน... หนูเน้นเฉพาะ เพลงพ่อท่านประพันธ์เท่านั้น โดย อยากรู้ว่า ณ ยุคที่แต่ง จะเป็นไปในเชิงปรัชญา เชิงดนตรี และหรือ หยั่งลงไปถึงเชิงวัฒนธรรม หรือ พ่อท่าน มุ่งทั้งสามแนวเลย จาก บทเพลงพ่อท่าน แต่ละเพลง หากหนู เสนอผ่าน อาจารย์... หลังจากนั้น จะได้มาขอกราบสัมภาษณ์ค่ะ หนู รบกวน ถามพ่อท่านว่า...การแต่งเพลงในแต่ละเพลง พ่อท่านได้แรงบันดาลใจจากอะไร ? ถึงได้แต่งออกมา ยกตัวอย่างเช่น ฝั่งฟ้าฝากฝัน พ่อท่านคิดอะไรอยู่ รึ เปล่า เจ้าคะ ถึงได้แต่งออกมาได้แบบดีสุด ๆ หรือว่า มองเห็นสิ่งใดอยู่ รึ เปล่า ทำให้เนื้อเพลงจึงออกมาเป็นแบบนี้... หรือว่า.. พ่อท่านอยากให้คนที่ฟัง หรือคนที่สนใจ มองเห็นสิ่งเดียว กับที่พ่อท่านต้องการจะให้เห็น...งั้น รึ เปล่า ทั้งนี้ หนูก็รวมไปถึงเพลงอื่นๆ ของพ่อด้วยนะเจ้าคะ แล้วแต่พ่อ จะยกตัวอย่าง หนูอยากจะได้ชัด ๆ สักเพลงเป็นอย่างน้อย เพื่อหนูจะเอามาเป็นแนวทางสู่เพลงอื่น ที่ พ่อท่านแต่ง นะคะ... กราบนมัสการ ขอบพระคุณค่ะ…

พ่อครูว่า… เพลงฝั่งฟ้าฝากฝัน เพลงนี้แต่งที่เดียวเลยทั้งเนื้อร้องและทำนอง แต่งวันที่ 21 วันที่ 22 ก็เสร็จ ตอนนั้นหมอพจน์ บุญศรีก็อยู่ ก็ยังได้อ่านเนื้อร้องให้ฟัง หมอพจน์เสียไปแล้วก็เหลือลูกชายมาดูแลอาตมาต่อ เนื้อเพลงว่า • เพลง ฝั่งฟ้าฝากฝัน • / เพียงดาว ประดับดิน - อัลบั้มชุด ฝากฟ้าฝั่งฝัน / ครูรัก รักพงษ์ แต่งคำร้อง-ทำนอง .. ฝั่งฟ้าเคยฝัน ว่าฟ้าคงซื่อ คงซึ้ง เชื่อฟ้าจึงฝันอยากเห็นแดนอันสุขศรี .. เพราะโลกทุกวันเสื่อมลง หลงโลภหลงโกง สิ้นดี .. ไม่มี ความหวัง มาฝัน.. .. ฝั่งฟ้าเคยฝัน ว่าฟ้าคงส่ง คงสูง .. ให้ฟ้าจูงหวัง ข้ามพ้นแดนคน หยาบหยัน .. เพราะโลกทุกวันเสื่อมลง หลงเกียรติ หลงกาม มั่วกัน ไม่เคยรู้ทัน เกียรติ-กาม .. .. โดดเด่นก้าวหน้า.. ทว่า! ล้มเหลว เลวซ้อนความเลว เพราะเก่งแล้วทราม.. ทั้งกิน-เกียรติ-กาม สูงเด่นงดงาม มันฝังความทราม ท่ามกลางสังคม.. .. เฝ้าหมายฝากฝัน ฝั่งฟ้าคงไม่.. ใยดี.. โลกนี้จึงล้วน โลภหลงโกงกาม .. หมักหมม.. ฟ้าขาดเมตตาแน่เลย ถึงได้เฉยเมย ให้ตรม ต้องคนระดม .. ช่วยตน../ พ่อครูว่า..ไม่ใช่ว่าให้ไประดมช่วยโลกก่อนแต่ให้ช่วยตนเองก่อน ทำคุณอันสมควรก่อนค่อยไปสอนคนอื่นจึงไม่มัวหมอง เพราะโลกทุกวันเสื่อมลง หลงเกียรติ หลงกาม มั่วกัน ไม่เคยรู้ทัน เกียรติ-กาม .. .. โดดเด่นก้าวหน้า.. ทว่า! ล้มเหลว เลวซ้อนความเลว เพราะเก่งแล้วทราม.. ทั้งกิน-เกียรติ-กาม สูงเด่นงดงาม มันฝังความทราม ท่ามกลางสังคม..

พ่อครูว่า… ขออภัยเถอะมันเป็นคำด่าที่ถึงบทสุดท้ายก็ตัดพ้อฟ้า .. เฝ้าหมายฝากฝัน ฝั่งฟ้าคงไม่.. ใยดี.. โลกนี้จึงล้วน โลภหลงโกงกาม .. หมักหมม.. ฟ้าขาดเมตตาแน่เลย ถึงได้เฉยเมย ให้ตรม ต้องคนระดม .. ช่วยตน

พ่อครูว่า… คำว่าฟ้าคือสิ่งที่มีอิทธิพลสูง โดยเฉพาะสามารถดูแลสังคมไม่ว่าจะเป็นข้าราชการหรือนักธุรกิจที่คุมอำนาจของลาภยศสรรเสริญสุข คือผู้ที่อยู่ในฐานะสูงของสังคมที่มีโอกาสเจริญ เจริญด้วยโลกธรรมหรือเจริญด้วยหน้าที่การบริหารบ้านเมืองสังคมประเทศชาติตามที่ได้รับแต่งตั้งหรือแม้แต่ข้าราชการที่ทำงานอยู่ก็ตามก็ควรจะต้องถ่ายทอดความรู้ความจริง ให้เป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์เป็นการลดกิเลสให้เข้าเป้าเลย แล้วเกิดแรงบันดาลใจอะไรถึงได้แต่งออกมาได้แบบดีสุดๆ เขาชมเชยอาตมา ก็ตอบได้ว่า มีสังคมเป็นแรงบันดาลใจ เหตุการณ์ของสังคมน่าเศร้ามากเลวร้ายจริงๆ ก็เป็นแรงบันดาลใจที่ให้แต่งเพลงนี้ออกมาแล้วก็เป็นเชิงวรรณกรรม ไม่ใช่จะด่าว่าโดยตรงเหมือนการเทศนาเช่นนี้แต่ใช้ลีลาของฉันทลักษณ์ของสำเนียงเพลง ของกาพย์กลอนเพื่อให้คนฟังแล้วไม่รู้สึกเหมือนการแสดงธรรมแบบร้อยแก้ว แต่การร้อยกรองก็จะนิ่มนวลหน่อยแต่ก็แรงเหมือนกับด่าตรงๆนี้แหละมันชัดดี เพราะว่าสังคมนั้นหนักหนาสาหัสจริงๆก็เลยจะถามว่าเป็นเรื่องปรัชญาใช่ไหม..ก็ใช่เลย แน่นอนเป็นเชิงดนตรีก็แน่นอนเอามาจากคอมโพซิชั่น เรียกว่าคอมโพสให้เกิดรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสขึ้นมา ให้เกิดผลงานที่เป็นวรรณกรรมเป็นเพลง แล้วบอกว่าจะให้หยั่งลงไปถึงวัฒนธรรม..ก็แน่นอน ถ้าเผื่อว่ามีวัฒนธรรมที่ไม่เลวร้ายอย่างนี้ “วัฒนธรรม”คือความเจริญ แต่สังคมทุกวันนี้ไม่ใช่วัฒนธรรม แต่เป็น “หายนธรรม” เราต้องแก้กลับให้เป็นวัฒนธรรมแล้วหยั่งลงให้เกิดจริงเป็นจริงในสังคม อาตมาก็พยายามทำจนเกิดสังคมชาวอโศก มีวัฒนธรรม มีพฤติกรรมชีวิต กายกรรม วจีกรรม มโนกรรมหรือการทำงานอาชีพ การทำกรรมกิริยาอย่างการพูดจา แนวคิด เชิงคิด ความคิด สังกัปปะให้เป็นไปเพื่อลดละหน่ายคลาย และอยู่ในเกณฑ์ของการไม่เอาเปรียบสังคม ไม่ให้ไปเบียดเบียนสังคม แต่ทุกวันนี้อาตมากล้าพูดว่าชาวอโศกนอกจากไม่เบียดเบียนเอาเปรียบสังคมแล้ว ยังช่วยเกื้อกูล ขออภัยที่ต้องพูดอย่างวิชาการ ไม่ได้พูดเพื่อยกตัวยกตน เอาดีเอาเด่นแต่เราได้เกื้อกูลช่วยเหลือสังคมไม่ว่าจะทางเศรษฐศาสตร์ ทางรัฐศาสตร์หรือทางสังคมศาสตร์ ก็ประกอบการงานอาชีพ ทำกรรมกิริยา ในชาวอโศกร่วมกันเป็นระบบสาธารณโภคี มีผลผลิตผลงานซึ่งผลงานเหล่านั้น เราก็อาศัยกินใช้ในสังคมเรามีเหลือพอก็สะพัดออกไปให้ที่อื่น สะพัดไปให้กับสังคมซึ่งมีหลักเกณฑ์ว่าให้ขายในราคาถูกเป็นราคาบุญนิยม 1.ต่ำกว่าราคาตลาด 2.เท่าทุน 3.ขาดทุน 4.แจกฟรีเลย สะพัดด้วยวิธีขายก็คือใครให้ราคาต่ำกว่าราคาตลาดได้มากเท่าไหร่ก็เป็นความสำเร็จของชาวอโศก ของผู้ปฏิบัติตามหลักบุญนิยมนี้ แม้แต่งงานการเมืองก็ไปช่วยสังคม ยังไม่ได้เอาอะไรมา ไม่ได้ไปหาชื่อเสียง ไม่ได้ไปสร้างอำนาจทางการเมืองทั้งๆที่เรามีพรรคการเมืองแต่เราไม่เคยไปติดป้ายพรรคการเมืองเพื่อหาเสียงอะไร เราทำด้วยบริสุทธิ์ใจที่ตั้งพรรคการเมืองมาก็ไม่ได้เจตนาจะตั้ง มันมีเหตุปัจจัยที่จะต้องตั้ง เราก็จะพยายามให้วัฒนธรรมความเป็นการเมืองแนวบุญนิยม เป็นการเมืองที่ทำงานเพื่อบ้านเพื่อเมือง ไม่ใช่การเมืองที่จะไปล่าลาภยศสรรเสริญโลกียสุขอย่างที่ทำกันฉิบหายวายป่วงอย่างทุกวันนี้ซึ่งกำลังแก้ไขด้วย คสช.ตอนนี้ ตอนนี้ ก็จะขอสรุป ว่าที่อาตมาแต่งเพลงนี้ขึ้นมาด้วยแรงบันดาลใจจากสังคมที่ล้มเหลวอย่างแท้จริงจึงได้แต่งออกมา เป็นการแต่งในเชิงของสังคมเลยซึ่งแน่นอนเกี่ยวข้องกับการเมืองแน่ เกี่ยวกับผู้บริหาร เกี่ยวกับโลกกับสังคม กับนักธุรกิจหรือเป็นใครก็แล้วแต่ ทั้งโลกเต็มไปด้วยผู้บริหาร ผู้ผลิตที่เป็นคนเห็นแก่ได้ขี้โลภ ไม่ซื่อสัตย์ กอบโกยเห็นแก่ตัวจัดจ้านไปหมดเพราะฉะนั้นในเพลงนี้ รวบรวมสั้นๆในเนื้อความนี้ หมายถึงสังคมทั้งด้านผู้ผลิต นักธุรกิจ แล้วก็มีครบทั้ง 1.นักผลิต 2.นักบริการ 3.นักบริหาร 4. นักบวช หรือนักบุญ นักบุญเอาคำว่าบุญไปหากิน ไปหลอกคน ทั้งที่คำว่า “บุญ”ไม่ใช่เรื่องของกุศล “บุญ”เป็นเครื่องมือในการชำระกิเลส คือคุณงามความดีเป็นกุศลด้วยแน่นอนโดยปริยายแต่มันยิ่งใหญ่กว่ากุศลเพราะมันตัดต้นเหตุแห่งความไม่ดีความเป็นอกุศลอย่างถึงแก่นเลย ถึงสมุทัยถึงที่เกิด ที่เป็นอกุศลจิตคือกิเลสนั้น “บุญ”คือการกำจัดกิเลส “บุญ”คือ สันตานัง ปุนาติ วิโสเทติ “บุญ”คือการชำระกิเลสจากจิตสันดานให้หมดจด อาตมาเป็นนักแต่งเพลง คุณจะสัมภาษณ์ตั้งแต่ต้นก็ได้ซึ่งอาตมาแต่งเพลงตั้งแต่อายุ 14 ขวบ รู้แต่ลีลาทำนองเสียงสูงเสียงต่ำ แต่อาตมาแต่งโคลงกลอนตั้งแต่อายุ 11 12 ปี พออายุ 14 ก็แต่งเพลง ที่มีบันทึกไว้ตั้งแต่ พ.ศ. 2494 เป็นเพลงเก่าๆ ที่จริงก็มีที่แต่งก่อนหน้านั้นแต่ก็ประมาณนี้จนถึงทุกวันนี้ ตอนดึกๆก็แต่งไปตามโลกๆเขา ซึ่งวันหลังค่อยบอกระดับของเพลง ที่เป็นศิลปะหรือไม่เป็นศิลปะ แม้เป็นเพลงดัง แต่จะเป็นศิลปะหรือไม่? ควรได้ความรู้นี้ใส่ในวิทยนิพนธ์ ขอขยายความคำว่า “วัฒนธรรม”คือธรรมะอันพาเจริญรุ่งเรือง ส่วน “หายนธรรม”คือธรรมะท่านพาฉิบหายแปลว่าเสื่อมโทรม ซึ่งสังคมเสื่อมโทรมลงไปอย่างที่ว่านี้ ถึงได้เกิดเพลงผั่งฟ้าฝากฝันขึ้นมา อาตมาก็ขยายความไปแล้วเมื่อกี้นี้ แล้วก็เกิดเพลงขึ้นมาอีกหลายเพลงเพื่อแก้ไขให้ชนะ ทำให้มาเป็นวัฒนธรรมที่แท้จริงโดยอาศัยปรัชญา โดยอาศัยดนตรีกาล ซึ่งก็ใช้อีกหลายด้านมาช่วยไม่ว่าจะเป็นการบริหาร การสังคมแล้วก็ใช้ด้านศิลปะอื่น เช่น ร้อยแก้วหรือศิลปะ 5 หลัก มีประติมากรรม จิตรกรรมสถาปัตยกรรม วรรณกรรม นาฏกรรม เดี๋ยวนี้ศิลปะเลอะเทอะออกไปอีกหลายแขนง ทั้งที่ pure art มี 5 อย่างนี้ อาตมาก็ใช้หมด อาตมาทำให้เป็นศิลปะ วัฒนธรรมก็ใช้ศิลปะเป็นหลัก ศิลปะก็รู้จักการจัดองค์ประกอบ คอมโพซิชั่น ให้แต่ละอย่างมาประกอบกันเป็นงานซึ่งงานแต่ละอย่างที่เป็นศิลปะนั้นเกี่ยวข้องกับจิตวิญญาณเสมอ ถ้าไม่เกี่ยวกับจิตวิญญาณก็เป็นแค่ฝีมือ ให้ผู้ที่สัมผัสงานเกิดความประทับใจแล้วมีตัวอภิวัฒน์พัฒนาทางจิต ที่เกิดไปในทางธรรมะ เห็นดีเห็นงามในความเป็นผลงานนี้ ทำให้คนสัมผัสงานนั้นลดกิเลสได้ไหม ถ้างานนั้นทำให้ลดกิเลสได้ งานนั้นคือศิลปะ ถ้างานนั้นทำให้คนเพิ่มกิเลส งานนั้นเป็นงานอนาจาร เป็นข้าศึกแก่กุศล ถ้าศิลปะก็คือเป็นมงคลอันอุดม นี่คือคำตรัสของพระพุทธเจ้า ยกตัวอย่างง่ายๆจะเป็นงานศิลปะแนวไหนที่คอมโพซิชั่นมาแล้ว เป็นองค์รวมของผลงานทั้งรูปธรรมและนามธรรม ซึ่งต้องมีทั้งสองอย่างนี้ร่วมด้วยทำให้จิตใจลดกิเลสได้ นั่นคือศิลปะ ถ้าทำให้เกิดกิเลส นั่นคืออนาจาร ไม่ควรประพฤติ ไม่ควรกระทำ เป็นเรื่องเหลวไหลไม่ใช่ศิลปะ ยกตัวอย่างง่ายๆ เช่น คุณจะเขียนรูปนู๊ด ผู้ที่เขียนรูปนู๊ดแล้วคนสัมผัสกิเลสลด นั่นคืองานศิลปะ ถ้าเขียนรูปนู๊ดแล้วหรือปั้นรูปนู๊ดแล้วคนสัมผัสก็เกิดกิเลสขึ้น นั่นคืองานอนาจาร แม้ในงานเพลงก็เช่นกัน อย่างเช่นงานเพลงฝั่งฟ้าฝากฝันก็มีเรื่องของความเห็นแก่ตัว กาม กิน เกียรติ โกงในนั้น ถ้าทำให้กิเลสลดได้ นั่นคือศิลปะที่แท้ ถ้าทำให้จางคลายลงก็เริ่มดีขึ้น อาตมาแบ่งศิลปะออกเป็น 5 ขั้น 1.ลามก 2.ราคะ 3.สาระ 4.ธรรมะ 5.โลกุตระ อย่างเพลงผั่งฟ้าฝากฝันนี้เป็นเพลงโลกุตระซึ่งจะเข้าไปถึงเรื่องการกิน เกียรติ โกง แล้วให้รู้สึกตัว ให้ละเลิก ไม่ได้มีเรื่องอื่นเลย คือประนามความชั่วชัดๆ

มาเข้าสู่โลกุตรธรรม ครั้งที่แล้วจบทิฏฐิ 62 จบที่ท่านตรัสไว้ถึงภาคอดีต อนาคต ปัจจุบันเสร็จ

พระไตรปิฎก เล่ม 9 ฐานะของผู้ถือทิฏฐิ [51] ดูกรภิกษุทั้งหลาย บรรดาสมณพราหมณ์เหล่านั้น สมณพราหมณ์เหล่าใด มีทิฏฐิว่าเที่ยง ย่อมบัญญัติอัตตาและโลกว่าเที่ยง ด้วยเหตุ 4 ประการ ข้อนั้นเป็นความเข้าใจของสมณพราหมณ์ผู้เจริญเหล่านั้น ผู้ไม่รู้ไม่เห็น เป็นความแส่หา เป็นความดิ้นรนของคนมีตัณหาเท่านั้น. [52] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมณพราหมณ์เหล่าใดมีทิฏฐิว่า บางอย่างเที่ยง บางอย่างไม่เที่ยง ย่อมบัญญัติอัตตาและโลกว่า บางอย่างเที่ยง บางอย่างไม่เที่ยง ด้วยเหตุ 4 ประการ แม้ข้อนั้นก็เป็นความเข้าใจของสมณพราหมณ์ผู้เจริญเหล่านั้น ผู้ไม่รู้ไม่เห็นเป็นความแส่หา เป็นความดิ้นรน ของคนมีตัณหาเหมือนกัน. [53] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมณพราหมณ์เหล่าใดมีทิฏฐิว่า โลกมีที่สุด และหาที่สุดมิได้ ย่อมบัญญัติว่า โลกมีที่สุดและหาที่สุดมิได้ ด้วยเหตุ 4 ประการ แม้ข้อนั้นเป็นความเข้าใจของสมณพราหมณ์ผู้เจริญเหล่านั้น ผู้ไม่รู้ไม่เห็น เป็นความแส่หา เป็นความดิ้นรน ของคนมีตัณหาเหมือนกัน. [54] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมณพราหมณ์เหล่าใด มีทิฏฐิดิ้นได้ไม่ตายตัว เมื่อถูกถามปัญหาในข้อนั้นๆ ย่อมกล่าววาจาดิ้นได้ไม่ตายตัว ด้วยเหตุ 4 ประการ แม้ข้อนั้นก็เป็นความเข้าใจของสมณพราหมณ์ผู้เจริญเหล่านั้น ผู้ไม่รู้ไม่เห็น เป็นความแส่หา เป็นความดิ้นรนของคนมีตัณหาเหมือนกัน. [55] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมณพราหมณ์เหล่าใดมีทิฏฐิว่า อัตตาและโลกเกิดขึ้นลอยๆ ย่อมบัญญัติอัตตาและโลกว่าเกิดขึ้นลอยๆ ด้วยเหตุ 2 ประการ แม้ข้อนั้นก็เป็นความเข้าใจของสมณพราหมณ์ผู้เจริญเหล่านั้น ผู้ไม่รู้ไม่เห็น เป็นความแส่หา เป็นความดิ้นรน ของคนมีตัณหาเหมือนกัน. [56] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมณพราหมณ์เหล่าใด กำหนดขันธ์ส่วนอดีต มีความเห็นตามขันธ์ส่วนอดีต ปรารภขันธ์ส่วนอดีต กล่าวคำแสดงทิฏฐิหลายชนิด ด้วยเหตุ 18 ประการแม้ข้อนั้นก็เป็นความเข้าใจของสมณพราหมณ์ผู้เจริญเหล่านั้น ผู้ไม่รู้ไม่เห็น เป็นความแส่หาเป็นความดิ้นรน ของคนมีตัณหาเหมือนกัน. [57] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมณพราหมณ์เหล่าใดมีทิฏฐิว่า อัตตาเหนือขึ้นไปจากการตายมีสัญญา ย่อมบัญญัติว่า อัตตาเหนือขึ้นไปจากการตายมีสัญญา ด้วยเหตุ 16 ประการ แม้ข้อนั้นก็เป็นความเข้าใจของสมณพราหมณ์ผู้เจริญเหล่านั้น ผู้ไม่รู้ไม่เห็น เป็นความแส่หา เป็นความดิ้นรน ของคนมีตัณหาเหมือนกัน. พ่อครูว่า… คนที่ไม่เอาจริงกับการศึกษาธรรมะจะรู้สึกว่าเยิ่นเย้อ หยุมหยิม ยุ่งยาก ไม่ทันใจเขา เพราะคนทุกวันนี้ใจร้อนจะต้องรีบรู้ รีบได้ แล้วพวกคุณฉลาดนักหรือ อย่างกับเป็นอุคฏิตัญญูหรือวิปัญจิตตัญญู คนที่อยู่ใต้น้ำใต้โคลนชอบหลงตัวเองว่า อ่านพระไตรปิฏกซ้ำซาก ยิ่งกว่าโขนที่เขาแสดงกันอยู่นี้ ยืดยาด กว่าจะง้าง กว่าจะฟันกัน ก็เป็นเรื่องยากที่รวดเร็วลวกก็ผิดพลาดกันเยอะ ขนาดเขาจะกินอาหารอร่อยยังบอกว่าใจเย็นๆเลยนี่เรื่องธรรมะลึกซึ้งนะ มี 2 อย่างที่พระพุทธเจ้าให้เรียนรู้คือโลกและอัตตา เราก็ต้องสร้างพลังให้อยู่เหนือโลก เหนืออัตตา คือมีธรรมาธิปไตยรู้โลก รู้อัตตา โลกกว้างใหญ่ อัตตานั้นลึก ผู้ที่เห็นว่าโลกเที่ยงก็จะยึดจะเห็นเช่นนั้น พระพุทธเจ้าว่าสมณพราหมณ์ผู้เจริญ ฉันอาหารที่เขาให้ด้วยศรัทธายังแสดงเดรัจฉานกถาอยู่ ก็คือเจริญอย่างผิดๆชั่วๆ เจริญทางหายนะ เจริญอย่างไม่รู้ ไม่เห็น ไม่เจริญอย่างมีทิฏฐิ โสตะ มุตะ ทิฏฐิคือเห็น ได้สัมผัส โสตะคือได้ยิน มุตะคือได้กลิ่น ได้สัมผัสตั้งแต่หยาบถึงละเอียดนั่นแหละ ต้องมี การรู้ การเห็น เมื่อไม่รู้ ไม่เห็น คำว่ารู้ คำว่าเห็น คำว่ารู้ คำว่าเห็นก็เป็นการกำกับว่าคุณจะต้องสัมผัส เมื่อไม่มีการสัมผัสก็ไม่รู้ ไม่เห็นก็ไม่ใช่การปฏิบัติแบบศาสนาพุทธ จะไปนั่งหลับตา หลบเข้าไปอยู่ข้างในเป็น hypnosis ขอยืนยันว่าไม่ใช่ทางปฏิบัติที่เป็นสัมมาของพระพุทธเจ้าเลยแต่อาศัยนั่งหลับตาได้ไหมก็อาศัยในการศึกษาในการรำลึกอดีต เตวิชโช นั่งหลับตามีประโยชน์คือ 1.ได้พักผ่อนได้สงบ ทำให้จิตสงบได้ ได้พักจริงๆ 2. เป็นการศึกษาภาวะภายใน อ่านอาการจิตตอนสงบๆ ไม่มีสัมผัสภายนอกให้วุ่น เขาก็ยกตัวอย่างฤาษีเลี้ยงเหี้ย ให้ปิดรูทวารแล้วก็เหลือทวารเดียวคือจิต ไม่รู้ว่าเขาเอาที่ไหนมาเล่ากัน ขอยืนยันด้วยภูมิรู้ว่าไม่ใช่วิธีปฏิบัติของศาสนาของพระพุทธเจ้า พรหมชาลสูตร ท่านอธิบายถึงทิฏฐิ ผิดๆ 62 นี้ แล้วเรื่องโลกกับอัตตาให้เรียนรู้แบบลืมตาทั้งสิ้น ต้องรู้ด้วยการเห็น การได้ยิน มีทิฏฐิ สุตะ มุตะ คือต้องมีสัมผัส 6 ทั้งนอกและใน สูตรที่ 2 คือสามัญผลสูตร มีสัมผัสทั้งหมด เป็นจรณะ 15 วิชชา 8 ส่วนพรหมชาลสูตร ให้เกิดจิตที่เป็นสมาธิ ปัญญา พรหมชาลสูตรพูดถึง ศีลและทิฏฐิ ส่วนสามัญผล แสดงศีล สมาธิ ปัญญา ครบ สามัญผลคือการปฏิบัติที่ถูกต้องที่สุด สูตรที่ 3 คืออัมพัฏฐสูตร คือสูตรที่ปรามเลย ว่าผู้ที่ออกปฏิบัติธรรมในป่านั้นผิด เป็นความเสื่อมของศาสนาพุทธ เพราะยุคนั้นพระพุทธเจ้าก็หลงผิดไปออกป่า 6 ปี ท่านบอกว่าทางผิดเสียเวลา เราเป็นผู้ชื่อว่า โชติปาละ ได้เคยกล่าวกับพระสุคต พระนามว่า กัสสปะ ว่า “การตรัสรู้เป็นของได้โดยยาก ท่านจะได้จากโพธิมณฑลที่ไหน โพธิญาณ ท่านได้ยากอย่างยิ่ง” ด้วยผลแห่งกรรมนั้น เราได้บำเพ็ญทุกกรกิริยาเป็นอันมาก สิ้นเวลา 6 ปี เราถูก บุรพกรรมตักเตือนแล้ว (ปุพพกัมเมนะ โจทิโต) จึงแสวงหาโพธิญาณโดยทางผิด เรามิได้บรรลุการตรัสรู้โดยทางนั้น ต่อจากนั้นจึงได้บรรลุการตรัสรู้ ไม่มีโศก ฯลฯ (ล.32 ข.392)

ความเสื่อมของผู้แสวงหาอันผิดๆ ผู้ยังไม่มีวิชชาและจรณะ แต่ไปแสวงหาอาจารย์ในป่า โดยเก็บผลไม้หล่นกินบำรุงชีพ อย่างมักน้อยมากๆ ไม่เก็บผลไม้กิน แต่ถือเสียม ตะกร้า หาขุดเหง้าไม้ หาผลไม้กินระหว่างออกแสวงหาอาจารย์ในป่า สร้างเรือนไฟไว้ใกล้หมู่บ้าน แล้วบำเรอไฟรออาจารย์ สร้างเรือนมีประตูสี่ด้านไว้ที่หนทางใหญ่สี่แพร่ง แล้ว พำนักรอท่านผู้อยู่มีวิชชาและจรณะอยู่ (อัมพัฏฐสูตร เล่ม 9 ข้อ 163)

ก็คือสร้างให้ใหญ่โตเหมือนธรรมกายสมัยนี้ แทนที่จะเป็นทางสี่แพร่งก็เป็นทุกทิศทางเลย แม้แค่ศีล 5 ศีล 8 เขาก็ไม่รู้เรื่องแล้วก็บอกว่ายิ่งใหญ่เป็นธุดงค์อันยิ่งใหญ่ แม้แต่ตนเองแสดงประดิษฐ์ประดอยดราม่าก็ไม่เข้าใจ ขออภัยที่ต้องตำหนิอย่างไม่ไว้หน้าเพราะนี่ก็ใกล้วันพระราชทานเพลิงศพพระสังฆราชแล้ว สมเด็จพระสังฆราชก็กลายเป็นผู้มีอาบัติสังฆาทิเสสติดไป ศาสนาพุทธทุกวันนี้ไม่มีศีลแล้วมีแต่วินัย 227 ไม่รู้จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล แล้ว ศีลไม่ใช่วินัย วินัยมีบทลงโทษ ศีลไม่มี บทแรกในเล่ม 9 นี้ศีลก็ไม่มี ทิฏฐิก็วิบัติ แล้วไม่รู้ว่าปฏิบัติตามสามัญผลสูตรเพื่อให้เกิดความเป็นสมณะ 4 เหล่านี้ ก็ต้องปฏิบัติอย่างนั้น มีจรณะ 15 วิชชา 8 อย่างไร มาถึงอัมพัฏสูตรก็บอกถึงความเสื่อม ทั้งที่ตอนพระพุทธเจ้าอยู่ศาสนากำลังเจริญท่านก็บอกทางเสื่อมไว้ก่อนแล้วว่าต้องไปหาอาจารย์ในป่า ออกป่า พูดอย่างไรเขาก็ไม่ค่อยกระเตื้องแล้วไปปฏิบัติ ไม่มีธรรมะวิจัยสัมโพชฌงค์ ไม่มีโพชฌงค์ 7 ไม่รู้กาย เวทนา จิต ธรรม อยากจะรู้ว่ามีผู้สัมมาทิฏฐิที่ไหนอีกจะได้มาผนึกกัน มัน lonely จริงๆหาพวกไม่ได้ บ่นไปก็ว่าเขาไป มาเข้าสู่บทเรียนต่อ [52] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมณพราหมณ์เหล่าใดมีทิฏฐิว่า บางอย่างเที่ยง บางอย่างไม่เที่ยง ย่อมบัญญัติอัตตาและโลกว่า บางอย่างเที่ยง บางอย่างไม่เที่ยง ด้วยเหตุ 4 ประการ แม้ข้อนั้นก็เป็นความเข้าใจของสมณพราหมณ์ผู้เจริญเหล่านั้น ผู้ไม่รู้ไม่เห็นเป็นความแส่หา เป็นความดิ้นรน ของคนมีตัณหาเหมือนกัน

[58] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมณพราหมณ์เหล่าใดมีทิฏฐิว่า อัตตาเหนือขึ้นไปจากการตายไม่มีสัญญา ย่อมบัญญัติว่า อัตตาเหนือขึ้นไปจากการตายไม่มีสัญญา ด้วยเหตุ 8 ประการ แม้ข้อนั้นก็เป็นความเข้าใจของสมณพราหมณ์ผู้เจริญเหล่านั้น ผู้ไม่รู้ไม่เห็น เป็นความแส่หาเป็นความดิ้นรน ของคนมีตัณหาเหมือนกัน. [59] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมณพราหมณ์เหล่าใดมีทิฏฐิว่า อัตตาเหนือขึ้นไปจากการตายมีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่ ย่อมบัญญัติว่า อัตตาเหนือขึ้นไปจากการตาย มีสัญญาก็มิใช่ไม่มีสัญญาก็มิใช่ ด้

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน