581215_ธรรมาธรรมะสงคราม บ้านราชฯ ทิฏฐิ ๖๒ ตอน ๗.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2558
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์346 KB
วันที่แก้ไข1 ตุลาคม 2566

เนื้อหาในไฟล์

581215_รายการ ธรรมาธรรมะสงคราม ที่บ้านราชฯ เรื่อง ทิฏฐิ 62 ตอน 7 โดย พ่อครูสมณะโพธิรักษ์

พ่อครูว่า….วันนี้วันอังคารที่ 15 ธันวาคม 2558 ...อีกครึ่งเดือนก็ขึ้นปีใหม่แล้ว วันเวลาผ่านไปไว สมัยหนุ่มๆคะนองๆก็จะบอกว่าวันเวลาผ่านไปเหมือนใจหญิง วันเวลาผ่านไปก็ผ่านไปแต่เราเองเราใช้เวลาให้ได้สิ่งที่ควร ได้ สิ่งประเสริฐที่ควรต้องรีบตักตวงเอาให้ได้ เป็นสิ่งที่สำคัญไม่มีอะไรสำคัญเท่า พูดไปเหมือนคนคลั่งไคล้ธรรมะหลงใหลธรรมะ ซึ่งคนที่คิดเช่นนี้ก็เห็นใจเขาแต่เราเห็นค่าของธรรมะ ในการมีชีวิตเป็นมนุษย์ ถ้าเราเองไม่รู้ธรรมะ ไม่ได้ธรรมะ ไม่มีธรรมะ โดยเฉพาะโลกุตรธรรม แม้แต่ธรรมะระดับโลกียธรรมถ้าไม่มีก็จะแย่ มีการเสียสละ การทานแต่ไม่รู้จักปรมัตถธรรม จะเป็นปรมัตถ์เมื่อใด ถือว่าเป็นปรมัตถ์ที่เป็นโลกุตระ บางทีโลกียะก็มีธรรมะสูงถึงขนาดเป็นศาสดา มีคนนับถือมากมาย มีคนนับถือมากกว่าพระพุทธเจ้าเสียด้วยซ้ำแต่เขาเข้าไม่ถึงโลกุตระ ไม่เข้าถึงปรมัตถธรรมที่เป็นโลกุตระซึ่งตัดเขตระหว่างโลกียะกับโลกุตระตรงไหน ถ้าบอกว่าตัดเขตที่ตัดกิเลสได้เป็นคำตอบแบบกำปั้นทุบดินนั่นก็ใช่ แต่ถ้าละเอียดกว่านั้น คือการแยกระหว่างเวทนา 2 จะแยกโลกียะกับโลกุตระได้ด้วยการแยกเวทนา 2 ระหว่างเนกขัมมสิตเวทนากับเคหสิตเวทนา สุขทุกข์ก็คือเวทนา คนก็ติดตรงนี้ สุขแบบไหนที่คนต้องการ แบบโลกุตระก็เรียกว่าวูปสโมสุข เขาไปนั่งสมาธิหลับตา ก็มีความสงบ นั่นไม่ใช่พุทธ แต่สงบจากกิเลสมากวนตั้งหากที่เป็นแบบโลกุตระ อารมณ์ที่เกิดจากกระทบสัมผัสแล้วก็เกิดอาการ อ่านออกเป็นปัจจุบันว่าเป็นอาการของโลกียะ แล้วจับเหตุคือสมุทัยได้แล้วทำให้สมุทัยนี้ลดละจางคลายเริ่มเห็นความไม่เที่ยง นี่เป็นตัวแรกของโลกุตระ เห็นกิเลสอ้วนขึ้นมากขึ้นเรียกว่าปุถุ แล้วเราก็ทำให้มันลดลงได

อ่านต่อ

้เป็นเนกขัมมะ กิเลสมันไม่เที่ยงแต่ก็เพิ่มขึ้นเป็นแบบปุถุชน เราวิเคราะห์ได้เป็น analysis อ่านอาการจิตอย่างเป็นของจริงเกิดหลัดๆ ไม่ใช่เอาสัญญามาทบทวน มันเป็นของแห้งไม่ใช่ของสดเป็นปัจจุบัน พระพุทธเจ้าเอาปัจจุบัน ไม่ปฏิบัติที่อดีตกับอนาคต ทำจนนิจจัง ทุวังสัสตังก็ใช่แล้ว ถ้าปัจจุบันใดมันมีแวบ เรานึกว่าเที่ยงแล้วแต่ว่ามันเกเรในปัจจุบันใดก็ไม่ใช่แล้ว แต่ถ้ามาทีเผลอทีตั้งใจไม่ตั้งใจก็เที่ยงก็แน่นอนแล้วแต่ถ้าตั้งใจก็ง่ายกว่าแต่ถ้าทีเผลอก็ไม่มีอาการก็เป็นการพิสูจน์ จะมาแบบหนักแรงเท่าใดมันก็ไม่มีปัญหาไม่เกิดขึ้น โลกมันแรงได้จัดได้เท่านี้เราก็ไม่ขึ้น เช่น ปัจจุบันกามคุณมันจัดจ้าน จะเงินแสนล้านจะหวั่นไหวไหม ไม่ใช่พูดเล่นนะ บางคนอาจว่า เป็นไปไม่ได้ ไม่มีใครมาให้หรอก แต่ถ้านายมาร์คซักเคอร์เบิร์กให้มาล่ะ เขาบริจาค 99 % เลยนะ อาการจิตจะไหวไหมนะ ก็ยกตัวอย่างให้ฟัง จุดที่แบ่งโลกุตระกับโลกียะเกิดจุดทางจิต เจตสิก รูป นิพพาน ตัวเวทนาเป็นตัวแก้ไขปรับปรุง เวทนาเป็นตัวเกิด สัญญาเป็นตัวทำงานก่อเกิดเป็นปัญญา ส่วนสังขารนั้นแตกไปเป็น เจตนา ผัสสะ มนสิการ เจตนาคือให้เกิดผล ผัสสะนั้นกลางๆ ไม่น่าจะเรียกว่านาม แต่ท่านจัดในนาม 5 ต้องมีปฏิฆสัมผัสโส แม้จะเป็นรูปกายก็ต้องสามารถรู้จากนามกายมาก่อน ถ้านามไม่เกิดก่อน รูปที่จะเรียกว่ากาย เรียกว่ารูปกายก็ไม่ได้ เรียกอธิวจนสัมผัสโสไม่ได้ ต้องเกิดปฏิฆสัผัสโส จึงอ่านอาการเป็นอาการทางจิตวิญญาณ โดยเฉพาะอาการทางเวทนา คุณจะไม่สามารถขานชื่อได้ถ้าไม่ได้สัมผัส ยกตัวอย่างคุณจะชอบหรือไม่ชอบ ถ้าไม่กระทบสัมผัสมันก็ไม่เกิด แล้วจะเรียกรูปกายโดยอธิวจนสัมผัสโสไม่ได้ ถ้าไม่สัมผัส ดูกรอานนท์ เธอพึงทราบความข้อนี้โดยปริยายแม้นี้ เหมือนที่เราได้กล่าว ไว้ว่า เพราะนามรูปเป็นปัจจัยจึงเกิดผัสสะ ดูกรอานนท์ การบัญญัตินามกาย ต้องพร้อมด้วยอาการ เพศ นิมิตอุเทศ เมื่ออาการ เพศ นิมิต และอุเทศนั้นๆ ไม่มี การสัมผัสเพียงแต่ชื่อในรูปกายจะพึงปรากฏได้บ้างไหม ฯ ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ฯ

พ่อครูว่า… มันไม่ง่าย อาตมาก็พยายามเรียบเรียงภาษาให้เข้าใจ ในที่มันเนื่องด้วยคำว่ากาย ถ้าคำว่ากายไม่เข้าใจลึกซึ้งพอ ก็จะแยกนามกายรูปกายไม่ได้ แยกกาย แยกจิตไม่ออก นี่คือสภาพที่ลึกซึ้ง คัมภีรา ฯ ถ้าชีวิตคนไม่เข้ากระแสโลกุตระที่จะสามารถอ่านจิตเจตสิกจัดแจงปรับปรุงให้จิตเจตสิกของเราที่เป็นเวทนา สัญญา สังขารเปลี่ยน พอไม่มีเหตุปัจจัยปรุงร่วมก็ไม่มีสังขาร ไม่เกิดสุขทุกข์จะมีแต่ธรรมะหนึ่งเดียวไม่เป็นธรรมะ 2 ธรรมทั้งสองเหล่านี้ รวมเป็นอันเดียวกันกับเวทนา โดยส่วนสอง (เทฺว ธมฺมา ทฺวเยน เวทนาย เอกสโมสรณา ภวนฺติ ฯ ) ซึ่งทำจากเวทนา 2 เราจะต้องรู้จักพยัญชนะ 2 ว่าเป็นอาการอย่างไรแล้วก็ทำให้เจริญได้ให้จิตเราเกิดผลเป็นอาริยะได้จริง พูดถึงตรงนี้แล้ว อ่านมาถึงข้อ 51 ในพระไตรปิฎกเล่ม 9

ฐานะของผู้ถือทิฏฐิ [51] ดูกรภิกษุทั้งหลาย บรรดาสมณพราหมณ์เหล่านั้น สมณพราหมณ์เหล่าใดมีทิฏฐิว่าเที่ยง ย่อมบัญญัติอัตตาและโลกว่าเที่ยง ด้วยเหตุ 4 ประการ แม้ข้อนั้นเป็นความเข้าใจของสมณพราหมณ์ผู้เจริญเหล่านั้น ผู้ไม่รู้(อชานาตัง)ไม่เห็น(อปัสสตัง) เป็นความแส่หา(ตัณหาคนาตัง) เป็นความดิ้นรนของคนมีตัณหาเท่านั้น มีเวทยิตตัง(เขาได้เสวยอารมณ์แล้ว) [52] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมณพราหมณ์เหล่าใดมีทิฏฐิว่า บางอย่างเที่ยง บางอย่างไม่เที่ยง ย่อมบัญญัติอัตตาและโลกว่า บางอย่างเที่ยง บางอย่างไม่เที่ยง ด้วยเหตุ 4 ประการ แม้ข้อนั้นก็เป็นความเข้าใจของสมณพราหมณ์ผู้เจริญเหล่านั้น ผู้ไม่รู้ไม่เห็นเป็นความแส่หา เป็นความดิ้นรน ของคนมีตัณหาเหมือนกัน. [53] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมณพราหมณ์เหล่าใดมีทิฏฐิว่า โลกมีที่สุด และหาที่สุดมิได้ย่อมบัญญัติว่า โลกมีที่สุดและหาที่สุดมิได้ ด้วยเหตุ 4 ประการ แม้ข้อนั้นเป็นความเข้าใจของสมณพราหมณ์ผู้เจริญเหล่านั้น ผู้ไม่รู้ไม่เห็น เป็นความแส่หา เป็นความดิ้นรน ของคนมีตัณหาเหมือนกัน.

พ่อครูว่า… คือหาที่ปลายไม่เจอ หาที่สุดมิได้ เช่น ใครรู้ว่าเอกภพหรือมหาจักรวาลนี้จะสิ้นสุดเมื่อไหร่ [54] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมณพราหมณ์เหล่าใดมีทิฏฐิดิ้นได้ไม่ตายตัว เมื่อถูกถามปัญหาในข้อนั้นๆ ย่อมกล่าววาจาดิ้นได้ไม่ตายตัว ด้วยเหตุ 4 ประการ แม้ข้อนั้นก็เป็นความเข้าใจของสมณพราหมณ์ผู้เจริญเหล่านั้น ผู้ไม่รู้ไม่เห็น เป็นความแส่หา เป็นความดิ้นรนของคนมีตัณหาเหมือนกัน. [55] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมณพราหมณ์เหล่าใดมีทิฏฐิว่า อัตตาและโลกเกิดขึ้นลอยๆย่อมบัญญัติอัตตาและโลกว่าเกิดขึ้นลอยๆ ด้วยเหตุ 2 ประการ แม้ข้อนั้นก็เป็นความเข้าใจของสมณพราหมณ์ผู้เจริญเหล่านั้น ผู้ไม่รู้ไม่เห็น เป็นความแส่หา เป็นความดิ้นรน ของคนมีตัณหาเหมือนกัน. [56] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมณพราหมณ์เหล่าใดกำหนดขันธ์ส่วนอดีต มีความเห็นตามขันธ์ส่วนอดีต ปรารภขันธ์ส่วนอดีต กล่าวคำแสดงทิฏฐิหลายชนิด ด้วยเหตุ 18 ประการ แม้ข้อนั้นก็เป็นความเข้าใจของสมณพราหมณ์ผู้เจริญเหล่านั้น ผู้ไม่รู้ไม่เห็น เป็นความแส่หาเป็นความดิ้นรน ของคนมีตัณหาเหมือนกัน. [57] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมณพราหมณ์เหล่าใดมีทิฏฐิว่า อัตตาเหนือขึ้นไปจากการตายมีสัญญา ย่อมบัญญัติว่า อัตตาเหนือขึ้นไปจากการตายมีสัญญา ด้วยเหตุ 16 ประการ แม้ข้อนั้นก็เป็นความเข้าใจของสมณพราหมณ์ผู้เจริญเหล่านั้น ผู้ไม่รู้ไม่เห็น เป็นความแส่หา เป็นความดิ้นรนของคนมีตัณหาเหมือนกัน. [58] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมณพราหมณ์เหล่าใดมีทิฏฐิว่า อัตตาเหนือขึ้นไปจากการตายไม่มีสัญญา ย่อมบัญญัติว่า อัตตาเหนือขึ้นไปจากการตายไม่มีสัญญา ด้วยเหตุ 8 ประการ แม้ข้อนั้นก็เป็นความเข้าใจของสมณพราหมณ์ผู้เจริญเหล่านั้น ผู้ไม่รู้ไม่เห็น เป็นความแส่หา เป็นความดิ้นรน ของคนมีตัณหาเหมือนกัน. [59] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมณพราหมณ์เหล่าใดมีทิฏฐิว่า อัตตาเหนือขึ้นไปจากการตายมีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่ ย่อมบัญญัติว่า อัตตาเหนือขึ้นไปจากการตาย มีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่ ด้วยเหตุ 8 ประการ แม้ข้อนั้น ก็เป็นความเข้าใจของสมณพราหมณ์ผู้เจริญเหล่านั้น ผู้ไม่รู้ไม่เห็น เป็นความแส่หา เป็นความดิ้นรน ของคนมีตัณหาเหมือนกัน. [60] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมณพราหมณ์เหล่าใดมีทิฏฐิว่า ขาดสูญ ย่อมบัญญัติความขาดสูญ ความพินาศ ความเลิกเกิด ของสัตว์ผู้ปรากฏอยู่ ด้วยเหตุ 7 ประการ แม้ข้อนั้นก็เป็นความเข้าใจของสมณพราหมณ์ผู้เจริญเหล่านั้น ผู้ไม่รู้ไม่เห็น เป็นความแส่หา เป็นความดิ้นรน ของคนมีตัณหาเหมือนกัน. [61] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมณพราหมณ์เหล่าใดมีทิฏฐิว่า นิพพานในปัจจุบัน ย่อมบัญญัติว่า นิพพานปัจจุบันเป็นธรรมอย่างยิ่ง ของสัตว์ผู้ปรากฏอยู่ ด้วยเหตุ 5 ประการ แม้ข้อนั้นก็เป็นความเข้าใจของสมณพราหมณ์ผู้เจริญเหล่านั้น ผู้ไม่รู้ไม่เห็น เป็นความแส่หา เป็นความดิ้นรน ของคนมีตัณหาเหมือนกัน. [62] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมณพราหมณ์เหล่าใดกำหนดขันธ์ส่วนอนาคต มีความเห็นตามขันธ์ส่วนอนาคต ปรารภขันธ์ส่วนอนาคต กล่าวคำแสดงทิฏฐิหลายชนิด ด้วยเหตุ 44 ประการ แม้ข้อนั้นก็เป็นความเข้าใจของสมณพราหมณ์ผู้เจริญเหล่านั้น ผู้ไม่รู้ไม่เห็น เป็นความแส่หา เป็นความดิ้นรน ของคนมีตัณหาเหมือนกัน. [63] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมณพราหมณ์เหล่าใดกำหนดขันธ์ส่วนอดีตก็ดี กำหนดขันธ์ส่วนอนาคตก็ดี กำหนดขันธ์ทั้งส่วนอดีตทั้งส่วนอนาคตก็ดี มีความเห็นตามขันธ์ทั้งส่วนอดีตทั้งส่วนอนาคต ปรารภขันธ์ทั้งส่วนอดีตทั้งส่วนอนาคต กล่าวคำแสดงทิฏฐิหลายชนิด ด้วยเหตุ 62 ประการ แม้ข้อนั้นก็เป็นความเข้าใจของสมณพราหมณ์ผู้เจริญเหล่านั้น ผู้ไม่รู้ไม่เห็น เป็นความแส่หา เป็นความดิ้นรน ของคนมีตัณหา เหมือนกัน. [64] ดูกรภิกษุทั้งหลาย บรรดาสมณพราหมณ์เหล่านั้น สมณพราหมณ์เหล่าใดมีทิฏฐิว่าเที่ยง บัญญัติอัตตาและโลกว่าเที่ยง ด้วยเหตุ 4 ประการ ข้อนั้นเพราะผัสสะเป็นปัจจัย. [65] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมณพราหมณ์เหล่าใดมีทิฏฐิว่า บางอย่างเที่ยง บางอย่างไม่เที่ยง บัญญัติอัตตาและโลกว่า บางอย่างเที่ยง บางอย่างไม่เที่ยง ด้วยเหตุ 4 ประการ แม้ข้อนั้นก็เพราะผัสสะเป็นปัจจัย. [66] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมณพราหมณ์เหล่าใดมีทิฏฐิว่า โลกมีที่สุด และหาที่สุดมิได้มิได้ บัญญัติว่าโลกมีที่สุดและหาที่สุดมิได้ ด้วยเหตุ 4 ประการ แม้ข้อนั้น ก็เพราะผัสสะเป็นปัจจัย.

พ่อครูว่า… แม้เขาเป็นลืมตาทำแต่ก็ตรรกะทั้งนั้น ไม่มีเบื้องต้นท่ามกลาง บั้นปลาย มีแต่ทำสติ แล้วมีแค่ฌาน 1 ต้องเคร่งคุมอาการหนัก พออาการนี้ไม่มี เขาก็ไม่มีวิตกวิจาร แต่ก็มีปีติ ก็ลดปีติอีกก็เป็นสุขสงบอุเบกขา เป็นเคหสิตอุเบกขาเวทนา นี่ก็เคหสิตะ ผู้ไม่มีสภาวะนี้ยากจะวิเคราะห์ จะอ่านพวกความคิดแบบตรรกะ (แทบลอยด์ไทยโพสต์ ธรรมะคือความเข้าใจความคิด คอลัมน์สมาธิชาวบ้าน)

คอลัมน์: สมาธิชาวบ้าน: ธรรมะคือการเข้าใจความคิด

ธรรมะเมื่อปฏิบัติไปจนจิตทรงตัวได้แล้ว ก็จะเห็นว่าการปฏิบัติทั้งหมดนั้นมันเกี่ยวเนื่องกับความคิดภายในจิตใจเราทั้งนั้นเลย เป็นเรื่องของความคิดอย่างเดียว ไม่มีอย่างอื่น ความคิดที่มีความเข้าใจในจิตและอวิชชา แม้แต่สิ่งที่เราคิดว่าเป็นจริงในปัจจุบันที่เราอยู่นี้ มันก็เป็นเพียงมิติของความฝันในความคิดเท่านั้น

พ่อครูว่า… ใน พระไตรปิฎก เล่ม 4 ข้อ 341 จูฬสุญตสูตร เธอจึงรู้ชัดอย่างนี้ว่าในญาณนี้ไม่มีความกระวนกระวายชนิดที่อาศัยกามาสวะ ชนิดที่อาศัยภวาสวะและชนิดที่อาศัยอวิชชาสวะ มีอยู่ก็แต่เพียงความกระวนกระวาย คือ ความเกิดแห่งอายตนะ 6 อาศัยกายนี้เองเพราะชีวิตเป็นปัจจัย เธอรู้ชัดว่าสัญญานี้ว่างจากกามาสวะ สัญญานี้ว่างจากภวาสวะ สัญญานี้ว่างจากอวิชชาสวะ และรู้ชัดว่ามีไม่ว่างอยู่ก็คือความเกิดแห่งอายตนะ 6 อาศัยกายนี้เองเพราะชีวิตเป็นปัจจัย ด้วยอาการนี้แหละ เธอจึงพิจารณาเห็นความว่างนั้นด้วยสิ่งที่ไม่มีอยู่ในเจโตสมาธินั้นเลย และรู้ชัดสิ่งที่เหลืออยู่ในเจโตสมาธินั้นอันยังมีอยู่ว่ามี ดูกรอานนท์ แม้อย่างนี้ เป็นการก้าวลงสู่ ความว่าง ตามความเป็นจริงไม่เคลื่อนคลาด บริสุทธิ์ ของภิกษุนั้น ฯ พ่อครูว่า… อากิญฯ เป็นรูป เนวสัญญาฯ เป็นนาม อย่างอาฬารดาบส รู้อากิญฯ แต่ไม่รู้เนวสัญญาฯที่มีนิดน้อยจริงๆ เอาคำว่า “มี” มาเรียกก็เรียกว่ามีน้อยเหลือเกิน ตัวที่ไม่มีกับตัวที่เหลือน้อยนิดจริงๆมันแยกยาก ไม่ต้องกังวล ทำให้เที่ยงแท้ไปเถอะ มันเป็นจุดทศนิยมที่ไกลมากที่เหลือน้อย แต่ว่าเราไม่ประมาทก็ลดๆๆๆๆ สักวันก็สูญเพราะในอนาคามี ถ้ายังต้องสสังขาร ยังต้องปฏิบัติอยู่ เราไม่ประมาท จะเหลือเศษธุลีอย่างไรก็ทำมันไป จนชำนาญ จนเป็นเช่นนั้นเอง ตถตา ตัดโดยอัตโนมัติ มันเป็นกิริยาที่ทำจนไม่ต้องทำ ซึ่งอันนี้เป็นได้ยิ่งกว่าพลังงานทางฟิสิกส์โลก หมดแล้วไม่มีอะไรอีก แต่จิตนั้นต้องทำจนเป็นเองตถตา พวกเราหลายอย่างสัญชาตญาณก็เป็นเองแล้ว แต่อันนี้ทำได้เนียนลึกซึ้งกว่าเยอะ สิ่งที่เป็นตถตาก็เป็นจิตแต่เนียนจนกระทั่งทนทาน จะเกิดอีกกี่ชาติๆก็นานกว่านั้น คิดไม่ออกหรอก แต่ผู้ไม่ประมาทก็มีสติสัมปชัญญะเป็นตัวห้าม มีพลังงานปัญญาแข็งแรงห้ามโดยอัตโนมัติ คนที่ปฏิบัติสมาธิลืมตาแต่มิจฉาทิฏฐิ มันก็สิ้นตัวกำหนดรู้จึงไม่เนวสัญญานาสัญญา

มาต่อที่บทความคอลัมส์สมาธิชาวบ้านต่อ... แต่เราเห็นว่ามันจริง เพราะมันต่อเนื่องแค่นั้น ทำให้เรานึกว่ามันจริง แต่มันไม่ได้มีตัวตนอยู่จริงเลย เมื่อไรที่เรายังหลุดออกจากกรอบความคิดนี้ไม่ได้ จิตเราจึงต้องเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในโลกธาตุแห่งนี้ ธาตุในโลกนี้ไม่มีอะไรจีรัง มันเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และพัฒนาเปลี่ยนแปลงไป ในที่สุดก็ต้องแตกสลายดับไป ขณะที่มันแตกสลายดับไปนั้นมันก็ไม่ได้หายไปจากโลก มันก็จะกลับไปสร้างเป็นสังขาร ตัวตน บุคคล หรือสัตว์ขึ้นมาใหม่อีกครั้ง วนเวียนไปอยู่อย่างนี้ไม่มีที่สิ้นสุด ธาตุดินมีอยู่เท่าไร ธาตุน้ำมีอยู่เท่าไร มันก็มีอยู่เท่าเดิม เพียงแต่เราเห็นมันแตกสลายไป เพราะมันไม่มีจิตไปยึดเหนี่ยวไว้เท่านั้นเอง สุดท้ายก็วนกลับมารวมเป็นร่างใหม่ ในบทบาทใหม่ เหมือนเม็ดทราย ครั้งหนึ่งอาจจะเคยเป็นปราสาททราย เป็นวิหารทราย เมื่อถูกน้ำกัดเซาะ เม็ดทรายเหล่านั้นก็แตกสลายกลับกลายเป็นกองทรายดังเดิม บอกไม่ได้ว่าเราเป็นทรายเม็ดไหน จริงๆ การที่เราเจริญมรณานุสติแล้วเห็นอาการที่ธาตุมันแตกสลายไปนั้น จนถึงกระบวนการที่มันกลับมาเป็นคนใหม่ เมื่อเราพิจารณากระ บวนการนี้จนจิตเข้าใจไปถึงจุดจุดหนึ่งแล้วมันจะได้เป็นปัญญา มันไม่ใช่แค่ว่าเราเห็นมันเป็นธาตุกรรมฐาน และเน่าเปื่อยผุพัง แต่มันแสดงให้เราเห็นว่าโลกนี้ใบนี้ มันไม่มีอะไรที่จีรัง เมื่อมีการเกิดขึ้นและตั้งอยู่แล้ว ในที่สุดก็ต้องแตกสลายดับไป เพียงแต่ธาตุในโลกธาตุที่แตกสลายดับไปนี้ไม่ได้สูญสลายไปไหน ในที่สุดมันก็จะกลับไปรวมสร้างเป็นสังขารใหม่ขึ้นมาอีกครั้ง เราตายไปไม่ได้หายไปไหน หนอนมากินศพเรา ปลาก็มากินหนอน คนท้องก็ไปกินปลา ในที่สุดก็กลับมาสร้างเป็นคนใหม่ขึ้นมา พ่อครูว่า… คือเขาพูดแต่เป็นวัตถุไม่เป็นนามธรรมเลย เขาไปละเอียดในตรรกะจนเขาไม่รู้ว่ามันไม่ใช่นามธรรมนะ เอาสูญ เอาตรรกะมาใช้กับวัตถุ มันบางเบา ที่เป็นทุกข์นั้นหยาบกว่ากิลมถะ(ความลำบากใจแต่ภายใน) หยาบกว่าทรถะ ส่วนพระอรหันต์หรืออรหัตตมรรค ที่ยังมีส่วนของความลำบากอยู่ แต่พอเป็นอรหัตตผลแล้วรู้ชัดมีพลังปัญญาที่อธิบายได้ว่ามันเป็นภาระ เป็นสัมภาระของเราเท่านั้น ถ้าเราวางใจเสียว่ามันก็ต้องเป็นเช่นเรามีขา มันก็เป็นภาระ เราต้องใส่รองเท้า รำคาญมือบางทีก็เปื้อนก็เจ็บก็เลอะ ดีไม่ดีต้องให้สวย ให้งามเอาสีมาทา อันนั้นก็เกินไปเรื่อยๆ เขาไม่ถือเป็นภาระแต่คนเห็นแล้วก็ว่าไปทาสีมันทำไม จนคนเห็นว่าเป็นภาระก็เลิก จนกว่ามันจะเหี่ยวย่นก็ไม่เป็นไร ขอให้แข็งแรงใช้งานได้ก็จบ ไม่ถือเป็นภาระ

เป็นวัฏจักรของโลกธาตุ เวลาที่เราทำสมาธิไป จิตก็จะต้องไปพิจารณาธาตุกรรมฐาน เนื่องจากว่าถ้าเราไม่มีเครื่องรู้ของจิต จิตมันก็จะนิ่ง ว่างเฉยๆ ไม่เกิดปัญญา ก็เลยต้องกลับไปพิจารณาธาตุกรรมฐาน พอเราพิจารณาธาตุในที่สุดของธาตุมันก็แสดงอาการให้เห็น แสดงอาการไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ในที่สุดก็ไม่สามารถคงอยู่ได้ ปัญญามันเกิด มันเห็นตรงนี้แหละ แค่นั้นเอง มันไม่ได้เกิดปัญญาตรงที่เราเห็นมันเน่าเปื่อยหรอก มันเกิดตอนที่จิตมันตั้งมั่น จิตตั้งมั่นเป็นจิตที่ถึงอารมณ์เดียว จะต่างจากจิตที่เป็นกลาง จิตเป็นกลางนั้นเป็นการวางแบบอุเบกขา คือการวางเฉย เป็นกลางอยู่เฉยๆ ไม่ใช่ตั้งมั่น ไม่มีทั้งอารมณ์ยินดียินร้าย หรือที่เรียกว่าเป็นกลางแบบอุเบกขา แต่การตั้งมั่นมันมีฐานที่ลึกกว่านั้น ตั้งมั่นแล้วมันไม่มีทางล้ม อย่างคนโดนผีหลอก เมื่อจิตตั้งมั่นแล้วอาการความกลัวมันจะไม่มี เพราะฐานของจิตมันตั้งมั่นแล้ว คือความกลัวมันหายไป จิตที่ตั้งมั่นจะมีผลกับการเจริญปัญญามาก เพราะคนจะมีจิตตั้งมั่นได้นั้นไม่ง่าย เป็นสิ่งที่ยากเหมือนการหมุนของลูกข่าง ถ้าเราเอาลูกข่างมาตั้งเฉยๆ ลูกข่างมันตั้งไม่ได้ แต่ถ้าเหวี่ยงมันแรงๆ มันถึงตั้งมั่นอยู่ได้ด้วยแรงเหวี่ยงมากๆ

เพราะฉะนั้น การที่จิตจะตั้งมั่นได้ มันต้องมีพลังที่เป็นกำลังจิตที่มาก มันถึงจะตั้งมั่นได้ เพราะอาการตั้งมั่นของจิตมันไม่ใช่แค่เป็นกลาง ไม่เป็นอุเบกขา จิตเป็นกลางนั้น จิตไม่ต้องตั้งมั่น พ่อครูว่า… แต่อาตมาว่า จิตเป็นกลางต้องตั้งมั่น เราก็เป็นกลางได้ เพราะเป็นการวางเฉย จิตที่ถูกฝึกจนตั้งมั่นได้แล้ว ก็เหมือนอาการของคนได้ปัญญาธรรม ได้แล้วได้เลย เพราะใจนี้ตั้งมั่นได้แล้ว คืออาการของจิตภายในที่เป็นธาตุรู้ เกิดอาการตั้งมั่นขึ้น และตั้งแต่เกิดอาการตั้งมั่นขึ้น จิตจะสามารถตั้งมั่นได้ตลอดไป เหมือนคนที่ตรัสรู้แล้ว ยังไงก็รู้แล้วไม่มีวันหาย ใจตั้งมั่นแล้วก็ไม่หายเหมือนกัน ไม่ลบเลือนไปไหน จิตตั้งมั่นสามารถฝึกฝนได้จากการอบรมจิตสมาธิภาวนา จะค่อยๆ เกิดอาการตั้งมั่นขึ้นทีละนิดทีละน้อย เมื่อถึงที่สุดจึงจะตั้งมั่นยาวๆ ได้ และอีกหนึ่งวิธีที่จิตตั้งมั่นและสามารถเกิดขึ้นได้จากการเผชิญแรงกระแทกทางจิตจากประสบการณ์ต่างๆ แบบสุดขั้ว เช่น เจอผี เจอเสือ และเฉียดความตาย จะเป็นอาการตั้งมั่นที่เกิดขึ้นแบบอัตโนมัติแล้ว จะตั้งมั่นได้ตลอดไป แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนจะตั้งมั่นได้ บางคนอาจจะวิกลจริตเสียสติไปเลยก็มี จิตที่ฝึกอบรมแล้วจะเกิด รู้อยู่สองตัว รู้ตัวแรกคือ รู้ธรรมที่มันอยู่ในตัว รู้อีกอันหนึ่งคือรู้โลก บางครั้งตัวรู้ธรรม มันก็ไปรู้เห็นอารมณ์โลก มันก็จะนำธรรมนั้นไปอธิบายโลกได้ เพราะการที่เราฝึกอบรมจิตมาเป็นอย่างดี ถ้าเราไม่ได้ฝึกตรงนี้ เมื่อมีอารมณ์ทางโลกมากระทบ เราก็จะเกิดความโลภ เกิดโกรธ ขึ้นไปตามกระแสโลก เพราะความไม่รู้เท่าทันมัน ถ้าเราปฏิบัติ เจ้าตัวรู้ธรรมรู้โลกสองตัวนี้มันก็จะตื่น พอมันตื่นเวลาที่เรามีอารมณ์โลภ โกรธ หลง มาปะทะ มันก็จะมีตัวเห็นอารมณ์เหล่านี้ และก็ทำให้หมดอารมณ์นั้นเร็วขึ้น เพราะมันมีตัวที่เห็นอาการเหล่านั้นก่อน ในการปฏิบัติเบื้องต้นความอยากของสมาธิคือรู้ทุกข์และเท่าทันทุกข์ เมื่อปฏิบัติเบื้องกลางเบื้องสูงไปมันจะรู้ปล่อยวางและหลุดพ้น เพราะทุกข์บนโลกเมื่อเท่าทันแล้ว โลกมันก็ลากเราไปทุกข์ไม่ได้ หรือลากไปได้น้อย ไม่ว่าอะไรบนโลกเกิดขึ้น จิตที่มันรู้ธรรมแล้วมันก็จะเห็นเหตุแห่งทุกข์ แม้มันทุกข์ มันก็ทุกข์น้อย หรือไม่มีทุกข์เลย พอเลยจากการรู้ทุกข์อย่างหยาบไป จิตมันก็จะเริ่มไปรู้พระนิพพานในที่สุด.

พ่อครูว่า… เป็นการเอาพยัญชนะมาหมุนต่อวนเวียนกัน สรุปคือเขาไม่รู้จักอริยสัจ ไม่รู้จักเหตุแห่งทุกข์ที่เราต้องรู้เหตุได้ รู้ขนาดหยาบกลางละเอียดจนกระทั่งทำให้มันหมด 0 ไปจนกระทั่งทำอาการ 0 แล้วท่านยังให้พิสูจน์อาการ 0 ทุกปัจจุบันสั่งสมเป็นพลังงานตกผลึกเป็นอดีตที่ 0 0 0 0 จะมาอนาคต ลีลาไหน เวลาไหนก็ทำให้ 0 ได้ทุกปัจจุบัน มีสภาพที่อุเบกขา ไม่ทุกข์ไม่สุข มีความว่างเป็นกลางยังแข็งแรงตั้งมั่น มันมีทั้งสองส่วน ไม่สลับไปสลับมา มีทั้งความว่างและมีทั้งความ 0 มีทั้งความสะอาดเป็นต้น เราก็ขอบคุณอาจารย์บูรพาที่มีลักษณะตรรกะให้เราศึกษา อาตมาก็อ่านทุกทีแล้วเขาก็วนในตรรกะทุกที ยังไม่เข้าเป้า ถ้าเข้าเป้าเขาจะพูดตรงเป้าแล้วจะซ้ำซากอย่างที่อาตมาทำ มาต่อที่พระไตรปิฎก…

[66] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมณพราหมณ์เหล่าใดมีทิฏฐิว่า โลกมีที่สุด และหาที่สุดมิได้ บัญญัติว่า โลกมีที่สุดและหาที่สุดมิได้ ด้วยเหตุ 4 ประการ แม้ข้อนั้น ก็เพราะผัสสะเป็นปัจจัย. [67] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมณพราหมณ์เหล่าใดมีทิฏฐิดิ้นได้ ไม่ตายตัว เมื่อถูกถามปัญหาในข้อนั้นๆ ย่อมกล่าววาจาดิ้นได้ ไม่ตายตัว ด้วยเหตุ 5 ประการ แม้ข้อนั้น ก็เพราะผัสสะเป็นปัจจัย. [68] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมณพราหมณ์เหล่าใดมีทิฏฐิว่า อัตตาและโลกเกิดขึ้นลอยๆ บัญญัติอัตตาและโลกว่าเกิดขึ้นลอยๆ ด้วยเหตุ 2 ประการ แม้ข้อนั้น ก็เพราะผัสสะเป็นปัจจัย. [69] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมณพราหมณ์เหล่าใดกำหนดขันธ์ส่วนอดีต มีความเห็นตามขันธ์ส่วนอดีต ปรารภขันธ์ส่วนอดีต กล่าวคำแสดงทิฏฐิหลายชนิด ด้วยเหตุ 8 ประการแม้ข้อนั้น ก็เพราะผัสสะเป็นปัจจัย. [70] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมณพราหมณ์เหล่าใดมีทิฏฐิว่า อัตตาเหนือขึ้นไปจากการตายมีสัญญา บัญญัติว่าอัตตาเหนือขึ้นไปจากการตายมีสัญญา ด้วยเหตุ 16 ประการ แม้ข้อนั้นก็เพราะผัสสะเป็นปัจจัย. [71] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมณพราหมณ์เหล่าใดมีทิฏฐิว่า อัตตาเหนือขึ้นไปจากการตายไม่มีสัญญา บัญญัติว่าอัตตาเหนือขึ้นไปจากการตายไม่มีสัญญา ด้วยเหตุ 8 ประการ แม้ข้อนั้นก็เพราะผัสสะเป็นปัจจัย. พ่อครูว่า...ตั้งแต่ข้อ 64 ต้องมีผัสสะเป็นปัจจัย [72] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมณพราหมณ์เหล่าใดมีทิฏฐิว่า อัตตาเหนือขึ้นไปจากการตายมีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่ บัญญัติว่าอัตตาเหนือขึ้นไปจากการตายมีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่ ด้วยเหตุ 8 ประการ แม้ข้อนั้นก็เพราะผัสสะเป็นปัจจัย. [73] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมณพราหมณ์เหล่าใดมีทิฏฐิว่า ขาดสูญ บัญญัติความขาดสูญความพินาศ ความเลิกเกิด ของสัตว์ผู้ปรากฏอยู่ ด้วยเหตุ 7 ประการ แม้ข้อนั้น ก็เพราะผัสสะเป็นปัจจัย. [74] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมณพราหมณ์เหล่าใดมีทิฏฐิว่า นิพพานในปัจจุบัน บัญญัติว่านิพพานปัจจุบันเป็นธรรมอย่างยิ่งของสัตว์ผู้ปรากฏอยู่ ด้วยเหตุ 5 ประการ แม้ข้อนั้นก็เพราะผัสสะเป็นปัจจัย. [75] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมณพราหมณ์เหล่าใดกำหนดขันธ์ส่วนอนาคต มีความเห็นตามขันธ์ส่วนอนาคต ปรารภขันธ์ส่วนอนาคต กล่าวคำแสดงทิฏฐิหลายชนิด ด้วยเหตุ 44 ประการ แม้ข้อนั้น ก็เพราะผัสสะเป็นปัจจัย. [76] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมณพราหมณ์เหล่าใดกำหนดขันธ์ส่วนอดีตก็ดี กำหนดขันธ์ส่วนอนาคตก็ดี กำหนดขันธ์ทั้งส่วนอดีตทั้งส่วนอนาคตก็ดี มีความเห็นตามขันธ์ทั้งส่วนอดีตทั้งส่วนอนาคต ปรารภขันธ์ทั้งส่วนอดีตทั้งส่วนอนาคต กล่าวคำแสดงทิฏฐิหลายชนิด ด้วยเหตุ 62 ประการ แม้ข้อนั้น ก็เพราะผัสสะเป็นปัจจัย.

พ่อครูว่า… ผู้นั่งหลับตาสมาธิ ไม่มีเหตุปัจจัย ผู้ลืมตาปฏิบัติ มีผัสสะเป็นปัจจัย ผู้ไม่มีผัสสะเป็นปัจจัย มีแต่อดีตกับอนาคต ไม่มีปัจจุบันที่เป็นจริงเลย แม้แต่การขบคิดตรรกะเอาก็เป็นสิ่งที่มีสัญญากำหนดสร้าง ไม่ใช่ปัญญาที่เกิดจากการกระทบสัมผัสทั้ง 6 ในปัญญาจะเกิดได้จะต้องมี analysis มีธัมวิจัยสัมโพชฌงค์ สัมมาทิฏฐิ มัคคังคะ มีมรรคมีองค์ 7 ปฏิบัติแล้ววิจัยในการผัสสะนั้นจนเกิดปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ เป็นองค์ 6 ของปัญญา ไม่ใช่สัญญา ความเจริญของปัญญาต้องกำหนดรู้ทั้ง กาย เวทนา จิต ต้องกำหนดรู้ปัจจุบัน ส่วนนั่งหลับตาไม่มีปัจจุบัน มีแต่อดีตกับอนาคต ไม่มีปัจจุบัน

[77] ดูกรภิกษุทั้งหลาย บรรดาสมณพราหมณ์เหล่านั้น สมณพราหมณ์เหล่าใดมีทิฏฐิว่าเที่ยง ย่อมบัญญัติอัตตาและโลกว่าเที่ยง ด้วยเหตุ 4 ประการ เขาเหล่านั้นเว้นผัสสะแล้วจะรู้สึกได้ นั่นไม่เป็นฐานะที่จะมีมิได้. [78] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมณพราหมณ์เหล่าใดมีทิฏฐิว่า บางอย่างเที่ยง บางอย่างไม่เที่ยง ย่อมบัญญัติอัตตาและโลกว่า บางอย่างเที่ยง บางอย่างไม่เที่ยง ด้วยเหตุ 4 ประการ เขาเหล่านั้นเว้นผัสสะแล้วจะรู้สึกได้ นั่นไม่เป็นฐานะที่จะมีได้.

พ่อครูว่า… จะเกิดอาการรับรู้สึกในขณะนั่งหลับตา มีแต่สัญญา กำหนดเวทนา ไม่ใช่ปัญญาไปรู้เวทนา ปัญญารู้เวทนาต้องมีกัมมันตะ มีกาย วาจา ใจ มีครบ ตาหูจมูกลิ้นกาย แล้วทำการงานอาชีพพร้อม มีสติตื่นเต็มมีสติมันโต สุรภาโว ครบอาการ 32 อาการตั้งแต่ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง จนกระทั่งถึงภายใน แต่ผม ขน เล็บ ฟัน หนังนี้จะเกี่ยวกับภายนอก ดิน น้ำ ลมไฟ อากาศ ส่วนตัวเราคือวิญญาณกับองคาพยพน้อยใหญ่ แม้แต่ที่บอกว่าผม ขน เล็บ ฟัน หนังที่ไม่ใช่กายเป็นอย่างไร ที่ไม่ใช่กายเป็นอย่างไรก็ยังเข้าใจกันได้ยากสำห

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน