570620_รายการธรรมาธรรมะสงครามที่สันติฯ โดยพ่อครู เรื่อง กายและสัญญาอันลึกซึ้ง ตอน 2.doc.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2557
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์347 KB
วันที่แก้ไข21 เมษายน 2567

เนื้อหาในไฟล์

570620_รายการธรรมาธรรมะสงครามที่สันติฯ โดยพ่อครู เรื่อง กายและสัญญาอันลึกซึ้ง ตอน 2

วันที่ 20 มิถุนายน 2557 ที่บวร สันติอโศก

รู้สึกไหมว่า ช่วงนี้อาตมาบรรยายปรมัตถธรรมที่ลึกซึ้งละเอียดมากขึ้น แล้วเข้าใจดีขึ้นไหม?

อาตมามั่นใจว่า พวกเรามีภูมิสูงขึ้น จึงรู้ตามได้ เพราะอาตมาบรรยายนี่รู้ว่ามันลึกซึ้งละเอียดซับซ้อนแค่ไหน? ซึ่งก็ต้องพยายามฟัง ถ้าฟังแล้วรื่นเริงในธรรมดีก็ต้องเยอะขึ้น แต่วันนี้น้อยลงๆ ก็คือไม่ค่อยรู้เรื่อง

อาตมาก็ตั้งใจพยายามมากอยู่นะ เห็นใจ เข้าใจรู้อยู่นะว่าไม่ง่ายก็เร่งเครื่องตอนนี้ช่วยกัน พวกเราก็ช่วยกันก็พอได้ อาตมาควักธรรมะสูงๆละเอียดๆ ยิ่งเห็นว่าสุดลึกล้ำ ประเสริฐ ของพุทธธรรม โลกหรือสังคมถึงทุกข์หนักขนาดนี้ มันต้องแก้ไขด้วยโลกุตรธรรมเท่านั้นยิ่งยุคนี้ แก้ไขด้วยอย่างอื่นไม่ได้ เพราะเรื่องโลกก็รู้เท่าทันกันแล้ว เหมือนมวยชกฝีมือพอกัน ใครเผลอก็แพ้ แล้วก็ผลัดกันแก้ชนะ เป็นสมบัติผลัดกันชม มันเก่งขึ้นชำนาญขึ้นก็รู้เท่าทันกันได้เรื่อยๆ

อาตมาก็ต้องพยายามเร่งเครื่อง เพราะต้องให้ทันกับทางโน้น ให้พวกเราไม่หลุดไปเป็นเหยื่อโลกีย์ ดูอย่างฟุตบอลโลกนี่ก็คลั่งใคล้กันหนัก อาตมานี่ไม่เป็นอันกินอันนอนเพราะทำงาน แต่ว่าที่เขาทำนี่ มันยิ่งกว่าอาตมานะ ไม่กินไม่นอน ลืมกินลืมนอน น่าสังเวชใจ แต่ว่าไร้สาระ เสียเวลาเงินทอง ข้าวของ ได้แต่เสพรส กิเลสหนาขึ้นก็สูญเสีย

ทำให้เห็นโทษภัยกิเลสที่หนาขึ้นๆ เขาไม่รู้ เขานึกว่าได้ ได้เสพรส ได้สุข สะใจ มัน อาตมาเห็นเขาเชียร์เวลาเข้าโกลทีหนึ่งก็ตีลังกา กอดรัดฟัดเหวี่ยง ป ิ ติแรง แสดงออกเต็มที่ ยิ่งคนเตะในสนามเองก็ขนาดหนักเลย

คำว่า อาริยะ ที่เราตั้งภาษาว่าเป็นพุทธธรรมสัมมาทิฏฐิแท้ๆต้องประกาศให้รู้ ซึ่งแตกต่างกันมากระหว่าง 3 คำ คำ

อ่านต่อ

ว่า อาริยะ อริยะ และอารยะ ภาษาอังกฤษว่าคือ ศิวิไลซ์ หมายถึง คุณงามความดีทั้งนั้น แต่เขาทำที่ต้นเหตุไม่ได้ แต่ของพุทธนี่ทำให้ถึงต้นเหตุได้ สนิทเลย รู้เบื้องต้น ท่ามกลาง บั้นปลาย ของแต่ละคนๆ ต้องประมาณให้ดี

คำว่า อารยะ นี่โลกเขาก็ว่าเป็นเรื่อง ผู้ไปติดยึดวัตถุวิสัย โลกกว้าง ส่วนทางด้าน อริยะ โต่งไปทางจิตวิสัย ไม่สนใจภายนอก เอาแต่ดิ่งสดับไปทางจิต ลึกไปสร้างวิมานปั้นเองในจิต

แต่คำว่า อาริยะ นี่สมดุล ไม่ทรมานร่างกายด้วย ไม่เสียทุนรอน แรงงาน เวลา ประหยัด ไม่ฟุ่มเฟือย พอเพียงด้วย ตามพระเจ้าอยู่หัว ประหยัด

พวกที่มีบารมี แต่ว่ามีวิบาก ไม่ได้เจอ อยู่ต่างประเทศก็มี เราก็มีหน้าที่ทำตัวเรา แล้วก็รวบรวมกับหมู่กลุ่ม จะเป็นไปเอง น้ำไหลไปหาน้ำ น้ำมันไหลไปหาน้ำมัน

เหตุใหญ่ผู้ที่ศึกษาทางจิต มีอัตตา ไม่ต้องพูดถึงพวกอัตตวาทุปาทาน ได้แต่ภาษาว่าอัตตา แต่ไม่ได้สัมผัสความเป็นอัตตาทางสภาวะนามธรรม ดีไม่ดี บางคนอัตตวาทุปาทานจัดหนักว่า ถ้าใครไปพูดถึงอัตตา คนนั้นแหละมีอัตตา เขาอยู่ในลัทธิ อัตตาไม่มี เขาหาว่า เราหลงอัตตา เขาว่าอัตตาไม่มี ถ้าใครเห็นว่าอย่างนี้คืออัตตา เขาว่าผู้นั้นไม่สัมมาทิฏฐิ เขาว่าอะไรก็ไม่ใช่อัตตา มันไม่มีซักอย่าง อะไรก็ไม่ใช่ พวกนี้ก็ตัดไปเลย หมดทางบรรลุธรรม เป็นอุจเฉททิฏฐิ

พวกเราเข้าสู่สัมมาทิฏฐิมาแล้ว แต่ไม่บริบูรณ์ได้ง่ายๆ ความเป็นสัมมาทิฏฐิจะเจริญไปตามลำดับ สัมมาทิฏฐินี่ตรงที่สุด สั้นที่สุด เป๋ไปหน่อยก็แวะทั้งนั้น ไม่มีอะไรเกินกว่านี้ คุณมีภูมิเท่าไหรก็ได้เร็วเท่านั้น ถ้าตรงที่สุด ระยะทางสั้นที่สุด สัมมาทิฏฐินั่นเอง

ในการฟังธรรมนี่นะ จะมีอานิสงส์ 5 ประการคือ ได้ฟังสิ่งที่ยังไม่เคยได้ยินได้ฟัง บางทีพูดมาร้อยครั้ง แต่ครั้งนี้เพ ิ่ งเอ๊ะเหมือนเพิ่งเคยได้ยิน อาตมาพูดจนเมื่อยแล้ว หรือรู้เรื่องแต่ไม่ชัดเจนลึกซึ้ง ไอ้ที่ลึกซึ้งขึ้นนี่แหละใหม่ ยิ่งไม่เคยได้ยินนี่แหละแต่คราวนี้เข้าใจมากนี่แหละใหม่ ความชัดเจนจากได้ฟังใหม่ เข้าใจยิ่งขึ้น ลดความสงสัย คลางแคลง ทิฏฐิก็ตรงขึ้น ในปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ ธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ มัคคังคะ สัมมาทิฏฐิ ก็จะเจริญขึ้น วิตก วิจัย วิจาร วิมุติ วิจักขณ ก็จะเจริญขึ้นตามลำดับ

อาตมาพยายามยืนหยัด ตรวจสอบตามพระไตรปิฎก ยิ่งเห็นจริง ได้มาเรื่อยๆ อาตมาก็เอามาปะติดปะต่อกัน ได้รายละเอียดเพ ิ่ มให้พวกเราปฏิบัติ จนมีปรากฏการณ์จริง มีสังคม มีพฤติกรรม เป็นองค์รวมของพฤติกรรมสังคม

มีความบริสุทธิ์ขึ้น สัมมาอาชีพมากขึ้น ตั้งแต่ ละจาก กุหนา ลปนา เนมิตตกตา นิปเปสิกตา จนพ้น ลาเภน ลาภัง นิชิคิงสนตาได้

พวกเราก็ตรวจสอบตามสิว่า ตรงไหมตามพระอนุสาสนีย์ของพระพุทธเจ้า เช่นตรงกับ วรรณะ 9 กถาวัตถุ 10 ตรงไหม? ตัวสำคัญก็ อัปปิจฉะ สันตุฏฐิ ถ้าธรรมวินัย 9 ก็มีให้ตรวจสอบ

วรรณะ 9 1 . เลี้ยงง่าย (สุภระ) 2 . บำรุงง่าย, ปรับให้เจริญได้ง่าย (สุโปสะ) 3 . มักน้อย, กล้าจน (อัปปิจฉะ) 4 . ใจพอ สันโดษ (สันตุฏฐิ) ซึ่งเขาแปลกันว่า พึงพอใจในสิ่งที่เรามีอยู่ ก็ให้ไปถามวอเรน บัฟเฟต หรือ บิลเกตต์ เขาก็พอใจสิ่งที่เขามีอยู่ เขาไม่ผิดกม. ไม่ผิดวัฒนธรรม ยอมรับกันได้ เขาไม่ผิดสมมุติสัจจะ แต่ไม่ถูกปรมัตถสัจจะ ดีไม่ดีบอกว่าเท่ห์จะตาย ทำทานทีละ 80 % ของสิ่งที่เขามี เขาเหลือแค่ 20 % คุณก็ตามไม่ทันเขา เหลือเป็นแสนล้านมาออกดอกอีก ได้เปรียบไม่รู้กี่ต่อ พวกนี้นอกจากลูกหลา น มาผลาญ จึงหมด ไม่อย่างนั้นไม่มีหมด เรียกว่า ทุนนิยม มีเยอะ แก้ยาก สำหรับคนติดยึดในบัลลังก์ อย่างทักษิณนี่เขาเอาแต่ดอกผลมาใช้ก็เหลือแหล่แล้ว 5 . ขัดเกลากิเลส (สัลเลขะ) 6 . เพ่งทำลายกิเลส มีศีลสูงอยู่ปกติ (ธูตะ, ธุดงค์) 7 . มีอาการน่าเลื่อมใส (ปาสาทิกะ) 8 . ไม่สะสม ไม่กักเก็บออม (อปจยะ) ตรงข้าม อวรรณะ๙ 9 . ขยันเสมอ, ระดมความเพียร (วิริยารัมภะ)

ผู้ที่เสียสละไม่ถึงจิตจริงๆนั้นไม่ง่าย เพราะตัวตนมันมี ต้องค่อยๆฝึกปรือ ลดละไป ผู้ใดปัญญาคมชัด แล้วกล้าตัดสิน กล้าละวาง กล้าปล่อย ก็จะไปได้เร็วง่าย ก็สู้กับตัวเอง ยิ่งอยู่กับมิตรดีสหายดี สิ่งแวดล้อมดีด้วย คุณสู้อยู่กับตัวเองเท่านั้น ส่วนข้างนอกก็ไม่กังวล ยิ่งเราไม่เกียจคร้านทำมาหากินด้วยแล้ว ก็เหลือแต่ตัวเองจะใจกล้าตัดไหม?อธิบายให้เห็นว่าเราบกพร่องตรงไหน แล้วควรเพ ิ่ มตรงไหน ถึงได้ดีได้เร็ว กำลังทางจิตจะมีเพ ิ่ มขึ้นจริงๆ

เมื่อวานได้พูดถึงสัญญา 10 ก็พูดถึงไม่มาก 1 . อสุภสัญญา คือ ความไม่น่ายินดี แต่ถ้าเลยเถิดไปพระก็ไปฆ่าตัวตายเหมือนสมัยพระพุทธเจ้า เป็นการกำหนดความไม่น่ายินดี ไม่น่าชื่นชม ไม่น่าเป็น 2 . มรณสัญญา กำหนดรู้ ความตายคืออะไร มันตรงข้ามกับความเป็น คือ ชีวิตินทรีย์ แต่ที่ตายจริงๆคือนิโรธ คนจะไม่กลัวมรณะก็เพราะรู้ว่าความตายเป็นไปตามเหตุปัจจัย รวมทั้งวิบากด้วย ก็ไม่ติดใจมาก 3 . อาหาเรปฏิกูลสัญญา คือ กำหนดรู้ในเครื่องอาศัยต่างๆ แม้อาหารคือคำข้าวก็ไม่น่ายินดีหรอก อาตมาเคยให้พิจารณา เคี้ยวให้แหลกๆผสมน้ำลายแล้วก็คายออกมาพิจารณาแล้วก็เอาเข้าไปเคี้ยวใหม่ หรือสมณะนี่ ฉันเสร็จก็ให้ใช้น้ำล้างบาตรมาเทใส่ฝาบาตรมาฉัน บางคนไม่กล้ากิน เพราะว่ารังเกียจทั้งที่อาหารเหมือนกัน มือตนเองแท้ๆก็ไม่กล้าดื่มน้ำล้างบาตรด้วย คนเรามันติดยึด ก็ให้พิจารณาว่าไม่ใช่ของสกปรก ไม่มีเชื้อโรคก็ไม่น่ามีปัญหา จะใส่เสื้อเก่าหมองแต่สะอาดไม่มีเชื้อโรคจะเป็นอะไรไป เราจะต้องพิจารณาเครื่องอาศัย จริงๆแล้วมันจะเปลี่ยนรู ป ไปสู่ความเป็นปฏิกูลทั้งสิ้น แต่ว่ามันมีสิ่งที่เป็นพิษในนั้นไหม ถ้าไม่มีพิษก็อาศัยมันได้ คนไม่ติดยึดอะไรมากก็อยู่ง่าย เลี้ยงง่าย หรือบางอย่างมีเชื้อแต่ไปช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันได้ 4 . สัพพโลเกอนภิรตสัญญา คืออะไร ทั้งหลายในโลกไม่มีอะไรน่ายินดี แม้ขันธ์ 5 ที่สะอาด แต่อย่าเลยเถิดเหมือนนักบวชที่ไปจ้างคนมาฆ่าตัวเอง ทุกสิ่งไปถึงที่สุดที่ความไม่มีเป็นที่สุด แต่ในฐานะที่คุณมีจิตนิยามเป็นอัตภาพแล้ว คุณต้องเข้าถึงสภาวะตั้งแต่ความไม่มีตัวตนในอบาย กาม ในโลกธรรม ในอัตตา ว่ามันยึดตัวตนอย่างไร เราไม่ยึดอย่างไรเป็นตัวอย่างมาตั้งแต่หยาบมาแล้ว แม้ที่สุด รูป อรูป คุณก็ไม่ยึด มีแต่สัญญา ปัญญาเราก็ไม่ยึดเป็นเรา เป็นของเรา สัญญาเราก็ไม่ยึดเป็นเรา เป็นของเรา แต่เราต้องอยู่กับสัญญา มันจะแยกจากเราก็ไม่มีปัญหา การพูดนี่เป็นบัญญัติภาษา แต่สภาวะนั้นรู้จริงว่าเราไม่ยึดตั้งแต่อบายมาแล้ว คุณต้องเข้าใจเรียนรู้สภาวะละเอียด ไม่ใช ่ แค่บัญญัติปากเปล่า อย่างไรก็ตาม อนาคามีก็เบาสบายแล้ว มีสิ่งส่วนเหลือส่วนตัว ถ้าวางไม่ได้ก็เหลืออยู่ ส่วนอรหันต์แล้วปรินิพพานได้ เหมือนแยกธาตุได้ ธาตุน้ำสลายเป็น Hydrogen กับ Oxygen ได้ ไม่เป็นน้ำแล้ว จนกว่าจะมีเหตุปัจจัยก็มารวมเป็นน้ำอีกได้ ผู้แยกธาตุน้ำเป็นแก๊สได้ 5 . อนิจเจสัญญา คือ กำหนดรู้ความไม่เที่ยงนี่เป็นทุกข์ ยึดเอาไม่ได้ ไม่อยู่กับร่องกับรอย 6 . อนิจเจ ทุก ข สัญญา คือ กำหนดรู้ว่าทุกข์ไม่เที่ยง หายไปได้ แต่ก่อนเราหลงว่าน่ามี น่าได้ น่าเป็น เป็นสุข ต่อมาเราไม่ติดยึดได้ สุขก็ไม่มี ทุกข์ก็ไม่มี สุขเป็นปลายทางแห่งทุกข์ ตอนอยากได้นั่นแหละเป็นทุกข์ หากดับเหตุแห่งทุกข์ได้ สุขก็ไม่มี มันก็จะมีสัญญาได้จำได้ว่าเราเคยสุข แต่ถ้าวางได้แล้ว เหมือนเงินก็คือสิ่งใช้สอย เราก็ใช้ได้ถ้าจำเป็น หากไม่จำเป็นต้องใช้ ก็เบา สบายดี เราก็รู้จักเก็บงำ รู้จักใช้ ไม่กลัวจะพร่อง ของเรามีมิตรดี สหายดี สังคมสิ่งแวดล้อมดีก็จะพิสูจน์ใจเราอย่างยิ่งเลย ขณะนี้สังคมอโศกกำลังขัดเกลากันอย่างดีเลย หวงแหนกันพอเหมาะ แต่อีกหน่อยจะหวงหนักกว่านี้ แต่ก็อนุโลมมากกว่านี้ ไม่พอเหมาะเหมือนตอนนี้ พูดนี่ไม่ได้หลอกล่อนะ พูดสัจจะ คนไม่มีตัวตนก็จะรู้ว่าทุกข์ไม่มีได้ หายไปได้ ดับเหตุแห่งทุกข์ ตัวทุกข์ก็หาย สุขก็ หายไปด้วย เ ป็นของแ ถม เท่ากับได้หมดเลย เมื่อดับเหตุได้ก็ไม่ยึดมั่นถือมั่นในความสามารถอีก แม้นิพพานเราก็ไม่ยึดเป็นเรา เป็นของเรา นิพพานคือการดับแต่เรายังมีอยู่นี่ เราก็อาศัยไป หรือ อนุโลมไปช่วยเขา มันก็มีอยู่ ภาษามันไม่พอ กลับไปกลับมาอยู่ แต่ใจเราสิจะรู้ว่า เราไม่ติดยึด 7 . อนัตตสัญญา 8 . ปหานสัญญา 9 . วิราคสัญญา 10 . นิโรธสัญญา ถ้าปหานเป็นเราก็จะรู้ว่าเราทำได้ จางคลายได้ พวกเราไปตรวจสอบสิว่า เราได้จางคลายตัวไหน แล้วเราก็จะรู้ว่า เราได้พิจารณาอย่างไร ก็จะรู้แนวทาง รู้เหลี่ยมมุมมัน มันไม่มีตัวตนแต่มีเหลี่ยมมุมในการปฏิบัติของเรา พระพุทธเจ้าให้กำหนดรู้ตั้งแต่ความไม่เที่ยง อนิจจานุปัสสี

แต่มันยังมีดีกว่านี้อีก ถ้าคุณมีสภาวะรู้ ถ้ารู้ละเอียดก็จะรู้ว่ายังเหลือละเอียดอีก มันมีอาการไหวให้เรารู้ได้ คนสายเจโต หัดสมถะเก่งๆจะช้า เพราะว่าไปนิดหน่อยก็กดข่มได้ ก็นึกว่าหมด แต่แท้จริงกดข่มไว้ สายปัญญาก็จะไม่กดไว้ก็จะเห็นว่ามันยังมีอยู่นะ ก็เลยต้องทำต่อ

สายสัทธานุสารีจะช้ากว่าปัญญานุสารี ครึ่งเท่า ก็ต้องตามตรวจสอบไป เป็นจริงได้ คุณจะตัดสินเองว่าตนหมดไหม คุณตัดสินเผื่อไว้ดีกว่า คนที่พ้นแล้วหมดแล้ว มันก็มี แต่ส่วนที่จะเจริญ สัพพปาปัสสะ อกรณัง กุสะลัสสูปสัมปะทา จะมีอัตราการก้าวหน้าทวี ส่วนที่เผลอทำก็จะรู้ทัน แต่อย่าประมาท คุณทำไมจะต้องไปลอง โดยสัจจะไม่ทันอยู่แล้ว แต่อย่าประมาทว่าวิบากเก่ายังตามมาอยู่เหมือนหมาไ ล่ เนื้อ ขนาดพระโมคคัลลานะก็ยังมีวิบากตามทัน

แม้เป็นพระพุทธเจ้า มีกุศลมากมายยังต้องรับวิปากทุกข์เลย อกุศลแม้ประมาณน้อยอย่าทำเสียเลย ยิ่งน้อยยิ่งทำง่ายแล้วไปทำมันทำไม ประมาท มันหลอกซ้อนว่าเอาหน่อยน่า นิดเดียวเอง ก็หลอกเราเรื่อยๆไป เราต้องทำนิโรธแล้วก็ทำนิโรธซ้อนจนยืนยันบริบูรณ์สุดท้าย

การสัญญาที่ได้ใช้ ปฏิบัติให้เกิดปัญญา แล้วก็มีพลังปัญญาที่จะสามารถชนะกิเลส กิเลสก็คือพลังงาน แต่ปัญญาก็เป็นพลังงานมาเอาชนะได้ ตามวิปัสสนาญาณ 16 ที่อธิบาย มีอำนาจ คมแม่น ชัดเจน ตรงชัดขึ้น

กลับมาดูความเป็นสัตว์ ใน วิญญาณฐ ิ ติ กับ สัตตาวาส 9

1 . สัตว์บางพวก กายต่างกัน สัญญาต่างกัน เช่น พวกมนุษย์ เทพบางเหล่า พวกวินิ ป าต ิ กะบางเหล่า 2 . สัตว์บางพวก มีกายต่างกัน มีสัญญาอย่างเดียวกัน เช่น เหล่าเทพจำพวกพรหม ผู้เกิดในภูมิปฐมฌาน เป็นต้น คือการกำหนดฌาน การกำหนดของเจโต กับปัญญาก็กำหนดว่าไม่มีนิวรณ์เหมือนกัน แต่ถ้าไปนั่งสมาธิหลับตานั้นไม่ใช่สัมมาทิฏฐิเลย แต่ฌานมีเงื่อนไขว่าปราศจากนิวรณ์เป็นหลักเลย

กายหมายถึงทั้งรูปและนาม เป็นสภาวะขององค์ประชุม พระพุทธเจ้า ว่าไว้ ในสัตตาวาสข้อ 1 สัตว์บางพวก กายต่างกัน สัญญาต่างกัน เช่น พวกมนุษย์ เทพบางเหล่า พวกวินิปาติกะบางเหล่า สัตว์ในที่นี้หมายถึงสัตว์ทางปรมัตถธรรมแท้ๆไม่ไห้หมายถึงสัตว์ที่มีรูปร่างเป็นตัวตนบุคคลเราเขา ไม่ใช่เรื่องเห็นด้วยตาเนื้อ แต่สำหรับคนที่เข้าใจว่ากายคือรูปร่าง ไม่ได้ชัดเจนว่ากายนี้หมายถึงจิตใจ ที่เป็นความรู้สึกหรือธาตุรู้ เวทนาก็เป็นกาย จิตก็เป็นกายได้ แต่ไม่ได้ขาดจากภายนอก

กายในกายเป็นใจแล้วแต่เป็นสิ่งถูกรู้ ถูกรู้ว่า เป็นเวทนา เป็นอารมณ์ เป็นสุขหรือทุกข์ คุณยังไม่เจาะลงไปในเวทนา ว่าเหตุแห่งสุข ทุกข์เป็นอะไร? ยังไม่ล่วงล้ำ ตอนนี้เวทนาเป็นเพียงรูปกายที่ถูกรู้เท่านั้น แต่พวกนั่งหลับตาจะตัดทวารนอกทิ้งไปเลย มีแต่ในภายใน การเรียนรู้สติปัฏฐาน 4 จึงไม่ได้ศึกษากาย ไม่ได้พิจารณา กาย เวทนา จิต ธรรมได้ในทันที โดยเฉพาะกายก็เห็นแต่รูปร่าง ส่วนเวทนาก็ไม่ครบมโนปวิจาร 18 เพราะขาดทวาร 6 ไม่ได้ พอเลื่อนไปจากกายในกาย ก็ไม่ขาดจากภายนอก สติปัฏฐาน 4 ของผู้เรียนรู้ในภวังค์ก็ไม่ได้ศึกษาตามพระพุทธเจ้าสอน มโนปวิจาร 18 ก็ไม่ครบ ซึ่งต้องเรียนรู้ครบทวาร 6 ว่าจะปฏิบัติจากเคหสิตเวทนามาเป็นเนกขัมมสิตเวทนาจึงจะได้ผลตรงตามพระพุทธเจ้าสอน นี่เพราะเข้าใจคำว่า กาย ผิดจริงเทียว เลยปฏิบัติไม่เป็น พระไตรปิฏก ล. 16 คุณก็โยนทิ้งเลย ไม่ได้ผล

เมื่อไม่รู้แจ้งในกายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต คุณก็ไม่สามารถรู้ได้ ไม่รู้เจโตปริยญาณ 16 เพราะว่าทำได้อย่างพร่องๆ เป็นเพียงสัญญาเอามานึกคิด ปฏิบัติก็ไม่ได้โยนิโสมนสิการ ที่เป็นแดนเกิดทั้งนอกและใน ไม่มีตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจครบ มันมีแต่สัญญา เพราะมิจฉาทิฏฐิทั้งคำว่า กาย และสัญญา

การเห็นความเป็นสัตว์ของผู้สัมมาทิฏฐิกับมิจฉาทิฏฐิจึงต่างกัน นี่คือ กายต่างกัน สัญญาต่างกัน อย่างปุถุชนก็เห็นแต่ผีคือรูปร่าง อยู่ข้างนอก ไม่เห็นในใจตนว่า ตนมีผี ย ิ่ งไกลลิบเลยที่จะไปสู่ปรมัตถสัจจะ ต้องสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย เห็นด้วยปัญญาอันยิ่ง อย่างสำเร็จอิริยาบทอยู่ คือโต้งๆเป็นปัจจุบันนี้

สัญญาก็ต่างกัน คือ กำหนดหมายว่ามนุษย์ก็มีแต่รูปร่าง ซึ่งอาตมาว่าไม่ใช่เท่านั้น ร่างกายเป็นมนุษย์ แต่ใจเป็นเดรัจฉาน เขาถึงเขียนภาพหัวเป็นสัตว์แต่ตัวเป็นคนใส่สูท คุณไม่ได้รู้ว่า ผี เทวดา ที่แท้อยู่ในจิตใจ ส่วนเทวดาก็สมมุติกันต่างๆ ของไทย ของฝรั่งก็สมมุติของตนไป สัตว์นรกสัตว์วินิบาตก็จะเห็นต่างกันไป เขาเห็นได้แค่เป็นรูปร่างสรีระ พอไปนั่งหลับตาไปก็เกิดเห็นเข้า หรืออธิบายอย่างธรรมกาย อธิบายว่าใส เป็นรูปร่าง ใสขนาดนี้เป็นโสดาบัน ใสมากขึ้นเป็นสกิทาคามี ใสกว่านี้เป็นอนาคามี เหมือนกันกับการปั้นอากาสานัญจายตน ฌานของฤาษี มันโล่งว่างบางเบา

กายที่เขาเห็น เป็นรูปร่างโครงสร้างสรีระ นั่งหลับตาเห็นเข้าเห็นสัตว์นรกเทวดา สัตว์นรกเป็นตาทิพย์ ทั้งที่่จิตไม่มีสรีระ อาตมาอธิบายว่าพอตายลงปุ๊ป คนมีสัญญาว่าตายไปจะเห็นรูปร่างเหมือนคนตายเดินโย่งๆ ถ้าเป็นอย่างนั้น คนเกิดมาก็ต้องรูปร่างอย่างนี้คงที่ตลอดไปสิ รูปร่างเดินออกจากร่างไป แล้วเกิดมาก็ต้องคงเดิมสิ แท้จริงมันอสรีรัง ต้องกำหนดรู้ด้วย อาการ ลิงค นิมิต ของใครก็ของใคร

คนตาบอดเขากำหนดรู้ทางทวารอื่น เขาก็ประมาณเอาจากสัมผัสเท่านั้น คนจะไปรู้ว่าช้างเป็นอย่างไร คนตาบอดก็สัมผัสให้มากที่สุด จึงจะรู้ บางคนสัมผัสแต่ปลายงวงก็ว่ารู้แล้วว่าช้าง หรือ หางม้าต่างจากช้างนะ หรือสัมผัสรู้ว่าแบงค์ 50 ต่างจากแบงค์ 20 ได้นะ คุณไม่รู้เหมือนเขาหรอก จะรู้ได้เหมือนเขาก็จะต้องไปตาบอด มันจะมีมุมเหลี่ยม เหมือนคนเล่นไพ่นี่ชำนาญมากก็จะรู้

ผู้ที่ไปกำหนดสัญญา ได้รูปแค่สัญญา จึงไม่ครบไม่สดไม่แท้ ได้แค่เบาบางในนั้น แต่ว่าเจอของจริง มันหนักกว่าเยอะ คุณต้องลด ละไปตามลำดับ มีผัสสะ นอกแล้วทำวิญญาณผีให้ตาย ให้ตายสนิทยังไงไม่เกิดอีก อนาคามีไม่จำเป็นต้องหนีหลบไปในรูปภพ อรูปภพ แต่อยู่กับกามภพแล้วก็เหนือกามภพ แม้ปฏิบัติรูปราคะ อรูปราคะก็ต้องมีกายที่มีข้างนอกอยู่พร้อม พระพุทธเจ้า จึงตรัสบังคับเลยว่าต้องสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย

วิโมกข์ 8

1 . ผู้มีรูป (รูปฌาน) ย่อมเห็นรูปทั้งหลาย (รูปี รูปานิ ปัสสติ) จิตจะต้องรู้จักรูป (รูปคือสิ่งที่ถูกรู้) 2 . ผู้ไม่มีความสำคัญในรูปภายใน ( 10 / 66 ) ย่อมเห็นรูปทั้งหลายในภายนอก (อัชฌัตตัง อรูปสัญญี เอโก พหิทธารูปานิ ปัสสติ) (พ่อครูแปลว่ามีสัญญาใส่ใจในอรูป คือ รู้ทั้งรูปภายนอก ไปจนถึงรูปภายใน ต้องเห็นทุกเวลา แม้ขั้นอรูปก็ต้องใส่ใจกำหนด)

นาม คือ ตัวรู้ การได้รู้ได้เห็น นี่คือนามแล้ว รูปี รูปานิ ปัสสติ คือ ผู้มีรูปทั้งหลาย ย่อมเห็นรูปทั้งหลาย คุณก็ต้องฝึกให้เห็น รูปทั้งหลาย ส่วนข้อ 2 นี้อธิบายนามธรรมทั้งนอกและใน คำว่า เอโก คือ โดยตน ของตน ตนเองทั้งนั้น เห็นทั้งรูปและอรูปทั้งนอกและใน กำหนดรู้ทั้งรูปและอรูป

สัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย สำเร็จอิริยาบทอยู่ แล้วอาสวะทั้งหลายหมดไปก็รู้ด้วยปัญญา ต้องรู้ว่ากายหมายถึงอะไร หมายถึงข้างนอกด้วยตลอดเวลา แต่คนไปนั่งหลับตา ไม่รู้หรอกภายนอก แต่เขาได้กายสักขี อาสวะบางอย่างสิ้นไปด้วยนะ แต่ว่าพระพุทธเจ้าบอกว่า กายสักขีต้องสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกายนะ แม้อาสวะบางอย่างหมด จะต้องสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกายนะ อาสวะของผู้นั้นจึงหมดสิ้นได้ (พระพุทธเจ้า ว่ าต้อง เหว คือ กึ่งปฏิเสธกึ่งรับ) แต่ว่าปัญญาวิมุตินั้น นเหว คือ ไม่ต้องกล่าวถึงเลย เพราะว่าสัมมาทิฏฐิมาตั้งแต่ต้นแล้ว ส่วนสายเจโตนั้นไม่สัมมาทิฏฐิแต่ต้น จริตมันคนละกองเลย พอเวลาไปปฏิบัติ สายพุทธิจริต จะใช้เวลาแค่ 20 ส่วนสายศรัทธานั้นต้องใช้เวลาถึง 40 ส่วนสายวิตกจริตนั้นใช้เวลาถึง 80

เงื่อนไขหลักในการบรรลุ คือ ต้องสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย

สายสัทธานุสารี จะเจริญเป็นสัทธาวิมุติ แล้วได้กายสักขี แล้วต้องสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย จึงเป็นอุภโตภาควิมุติ เป็นอรหันต์ สิ้นอาสวะได้

สายปัญญานุสารี จะเจริญเป็นทิฏฐิปัตตะแล้วได้เป็นปัญญาวิมุติ สายนี้ได้สัมมาทิฏฐิตั้งแต่ปัญญานุสารีแล้ว จึงปฏิบัติเป็นทิฏฐิปัตตะ ไม่เพี้ยน พอถึงปัญญาวิมุติก็ได้อรหันต์เลย

สายนั่งหลับตาทั้งโลกเข้าใจว่า จะได้สมาธิต้องไปนั่งหลับตา จะได้เอกัคคตาจิตต้องไปนั่งสมาธิ แม้แต่ท่านพุทธทาสจะทำสมาธิก็ต้องไปนั่งหลับตาปฏิบัติ ไม่ได้ตามมหาจัตตารีสกสูตร แต่ของอาตมานี่ทำสมาธิได้ในทุกอิริยาบท มีอานาปานสติ มีสติปัฏฐาน พิจารณา กาย เวทนา จิต ธรรม ก็ต้องลืมตากระทบรูป แล้วพิจารณาเข้าไปหา เวทนา จิต ธรรม อยู่ตลอดที่มีสติ เดินโพชฌงค์ตลอดเวลา แต่ทุกวันนี้ก่อนความคิดเห็นยึดผิดเป็นถูกแล้ว คำอธิบายทั้งอรรกถาจารย์ อาจารยวาทต่างๆก็บันทึกมากบันทึกผิดก็เชื่อตามอาจารย์เพี้ยนตกทอดมาเรื่อยๆ มากขึ้นเรื่อยๆ คนไม่มีความจริงชัดเจนก็จะหลงไปตามได้

อาตมานำภาพนี้มาให้ดู เป็นภาพแสตมป์จากประเทศบริติช สมัยคศ.1856 ราคา 1 เซนต์ในยุคล่าอาณานิคม ขนาด 1 x 1 นิ้วเอง ราคาประมูลกันตอนนี้ถึง 300 ล้านบาท แต่ว่าสุดท้าย พ่อซื้อมา 300 ล้าน แต่ลูกหลานไม่รู้ค่า เอามาทิ้งสขจ. ก็ไม่รู้ แล้วก็ทิ้งไปเสียเปล่าเลย เป็นการสมมุติขึ้นมาทั้งสิ้น

กายปัสสัทธิ คือ องค์ประชุมของจิตมีความสงบ เช่น โสดาบัน จิตสงบจากอบาย คุณก็สงบ เอกราชทั่วทั้งแผ่นดิน จะมีมากระทบเท่าไหร่ก็สงบได้ กายปัสสัทธิ องค์ประชุมของกายสงบอยู่ แต่ไม่ได้หมายถึงว่า กายสงบแข็งทื่อไม่พูดเลย ไม่ขยับเลย หายใจแผ่วเบา เอาไปฝังได้ เขาฝังกันได้ถึง 20 กว่าวัน ไปขุดออกมายังไม่ตาย ยิ่งกว่ากบจำศีล พวกฤาษีทำได้ขนาดนั้น

นี่คือ กายเขาได้สงบนะ อย่างสมถะ แต่ของพระพุทธเจ้า ไม่สงบอย่างสมถะ เราลดกิเลสแล้ว กิเลสตายสนิทเลย ยิ่งกว่าเอกรา ช ทั่วทั้งแผ่นดิน ยิ่งกว่าสวรรคาลัย ยิ่งกว่าอธิปไตยใดๆในโลกทั้งปวง นี่คือ โสดาปัตติผล

แต่ใครไปนั่งสมาธิ ต้องนั่งแข็งทน ใครขยับผิดนะ ก็นั่งแข็งสู้ทนไป สุดท้ายก็ยอมแพ้ไม่ทนเท่าเพื่อน พูดไปเหมือนไปว่าเขา แต่ก็ว่าจริงๆน ั่น แหละ...สาธุ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน