570619_พ่อครูที่สันติฯ เรื่อง วิปัสสนาญาณ 16 โดยลึกซึ้ง .doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
570619_พ่อครูที่สันติฯ เรื่อง วิปัสสนาญาณ 16 โดยลึกซึ้ง
วันที่ 19 มิถุนายน 2557 ที่บวร สันติอโศก
การขาดการเยี่ยมเยียนภิกษุและการฟังธรรมเป็นความเสื่อมใน 7 ข้อความเสื่อมของชาวพุทธที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้
การปฏิบัติธรรมที่จะปฏิบัติศีล สมาธิ ปัญญา เป็น นั้น ปัญญาคือผล ตัวรู้ เป็นมรรคด้วยแล้วปฏิบัติได้ผลก็คือปัญญาที่รู้ผลใน ทาน ศีล ภาวนา, ภาวนาคือการเกิดผล วิมุติ วิมุติญาณทัสสนะคือผล ผู้ปฏิบัติเป็น ลักษณะจิตที่เกิดผลคือ หลัก 5 วิ
วิตก วิจัย วิจาร วิมุติ วิจักขณ์ วิตก คือ เร ิ่ มดำริ มีการดำริในกามหรือพยาบาทไหม? คุณต้องวิจัยเป็น วิจัยถึงเหตุว่า มีกามหรือพยาบาทมาปนไหม วิจัยได้ รู้ก้อนความคิดสังขารจิตอันหนึ่ง พอดำริมา ก็วิจัยได้ มันจะปรุงเป็นสังขาร เป็นอารมณ์ความรู้สึก รู้สึกชอบ ชัง ทุกข์ สุข แล้วคุณก็ดูเหตุแห่งสุขทุกข์ เมื่ออวิชชา ก็คือไม่รู้ แต่ถ้าปฏิบัติ คุณจะเร ิ่ มรู้ มีธาตุรู้ที่ชัดเจนว่าจะต้องมีสัญญากำหนดรู้นามรูป (เป็นนามธรรมที่ถูกรู้) โดยอาการ ลิงค นิมิต คุณก็เกิดญาณที่เป็นตัวรู้ ไปรู้จิตเจตสิก ซึ่งไม่ใช่ไปรู้โครงร่าง ที่ไปเข้าใจว่า กายคือมีแต่โครงร่าง ไม่เข้าถึงนามธรรม เมื่อเข้าใจเช่นนี้ จิตไม่มีทางบรรลุธรรมได้ หรือคุณจะเห็นเป็นรูปเป็นร่างแต่ก็ต้องรู้ว่าเอานามธรรมเป็นหลัก อย่างพระโมคคัลลานะ ที่เป็นสายเจโต จะติดมีรูปร่างเสียเยอะ พอคุณสามารถวิจัยได้ จาก กาย เวทนา ก็มีธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์รู้เหตุ ว่าคือ ราคะ โทสะได้ ก็รู้สักกายะ สักกะ แปลว่า ของตัวเราเอง องค์ประชุมของสัตว์นรก เทวดา มีการแยกแยะรู้องค์ประชุมว่า มีตัวตนอะไร เป็นราคะหรือโทสะอย่างไร ก็คือวิจาร รู้ว่าอารมณ์เราเป็นแบบไหน? เมื่อ ได้ผลก็มี วันที่ 17 มิถุนายน 2557 ที่บวร ราชธานีอโศก วิมุติ แล้วก
อ่านต่อ
็ต้องเห็นแจ้ง มีวิมุติญาณทัสสะ (วิจัก)
เราต้องรู้จัก อัตตา เป็น กายสังขาร เป็นองค์รวมของการปรุงแต่ง พอผัสสะปุ๊ป มันปรุงแต่งเป็นวิญญาณเลย เป็นสุขเป็นทุกข์ แล้วแสดงออกเป็นวิญญัติรูป ต้องรู้อัตตา 3 มีโอฬาริกอัตตา และ มโนมยอัตตา คือ รูปที่สำเร็จด้วยจิต คุณต้องรู้ ต้องรู้วิโมกข์ 8 1 . ผู้มีรูป(รูปฌาน) ย่อมเห็ นรูปทั้งหลาย (รูปี รูปานิ ปัสสติ) จิตจะต้องรู้จักรูป (รูปคือสิ่งที่ถูกรู้) 2 . ผู้ไม่มีความสำคัญในรูปภายใน ( 10 / 66 ) ย่อมเห็นรูปทั้งหลายในภายนอก(อัชฌัตตัง อรูปสัญญี เอโก พหิทธารูปานิ ปัสสติ) (พค.แปลว่ามีสัญญาใส่ใจในอรูป คือรู้ทั้งรูปภายนอก ไปจนถึงรูปภายใน ต้องเห็นทุกเวลา แม้ขั้นอรูปก็ต้องใส่ใจกำหนด) ต้องกำหนดรู้ทั้งภายในและภายนอก ทั้งรูปและอรูป มีรูปด้วยและอรูปด้วย รู้หมดเลย แม้สูงสุดเป็นเทวดาสูงสุด ของเมถุนสังโยค 7 ก็ไม่ได้ เป็นเทวดาองค์ใดองค์หนึ่งแล้วไปยินดีอย่างนั้นก็ไม่ได้ มโนมยอัตตา คือ อัตตาที่เราเนรมิตเอง เพราะทุกอย่างไม่มีอะไรมีเลย สูงสุด
อรูปอัตตา ก็คือส ิ่ งที่ถูกรู้หรือรูป อย่างละเอียดลงไปถึงที่สุด สัญญา ย นิจจานิ ทุกอย่างไม่เที่ยง อย่างพระที่ท่านไปกันสองรูป เจอผู้หญิงตกน้ำ พระองค์หนึ่งก็อุ้มขึ้นมาเลย พระอีกองค์ก็ติดใจว่า ผิดศีล พอช่วยเสร็จก็เดินกันออกมา พระอีกองค์ก็ติดใจว่า ท่านทำผิดศีล ไม่อยากเดินร่วมด้วย พอมาถึงวัดก็ว่าท่านอุ้มได้อย่างไร ผิดศีล พระที่อุ้มผู้หญิง บอกว่าผมวางไปนานแล้วท่านยังอุ้มมาอยู่หรือ? ก็คือท่านมีกุศลจิต แต่ถ้าท่านมีอกุศล มีกามก็เป็นกิเลสของท่าน แต่อย่างน้อยท่านก็มีกุศลจิต คนที่มีอัตตวาทุปาทาน ก็คือเข้าใจได้แค่วาทะว่า ตนไม่มีอัตตา แล้วไปหาว่าคนอื่นยึดวาทะ แต่ตนเองได้แต่ยึดวาทะว่าอัตตาไม่มี แล้วคำว่า นิรัตตา คือคนที่เข้าใจว่าอัตตาไม่มี ในสุริยเปยยาล ข้อที่ 5 คือทิฏฐิ คือ หลักการ หลักเกณฑ์ ซึ่งมีมากมาย เป็นล้านๆทิฏฐิ จึงไม่เที่ยง มีความเจริญได้ไม่จบ ตามหลักมรรคองค์ 8 ที่สัมมาทิฏฐิ เป็น 1 . ปัญญา-รู้เห็นจริงตามสัจจะของจริง (ปัญญา) 2 . ปัญญินทรีย์ (ปัญญินทริยัง) 3 . ปัญญาพละ (ปัญญาผลัง) มีพลังงาน S tatic แฝง 4 . ธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ (ธัมมวิจัยสัมโพชฌังโค) 5 . ความเห็นชอบ (สัมมาทิฏฐิ) ทิฐิรอบในที่เจริญขึ้น 6 . องค์แห่งมรรค (มัคคังคะ) มีพลังงาน Dynamic แฝง (พตปฎ. เล่ม 14 ข้อ 258) เมื่อปฏิบัติจะเกิดตัวชาญฉลาด รู้มีธัมวิจัย มีสายของสัมมาทิฏฐิ และมีองค์แห่งมรรค เจริญเป็นสภาพหมุนรอบเชิงซ้อนสมบูรณ์แบบ ทิฏฐิ คือ ความรู้ความเข้าใจ ความเห็น จนเป็นทฤษฎีปฏิบัติ จนเป็นองค์ธรรมทิฏฐิก็เลื่อนขึ้นเป็น ตามลำดับ
ต่อมาก็เป็น ความไม่ประมาท เป็นยาดำ หากประมาทเมื่อไหร่ก็เสร็จ พระพุทธเจ้าประมวลลงไปที่ความไม่ประมาท แม้คุณจะเก่งทฤษฎีอย่างไร ก็ต้องไม่ประมาท แล้วก็ต่อด้วยโยนิโสมนสิการ อย่าประมาท อย่าไปต่อให้ไม่เอา อย่าเสี่ยงอย่าประมาท ต้องให้ดีระมัดระวังถ่อมตนไว้ อย่าไปเอาเกินตน แล้วสุดท้ายถึงจะไปที่โยนิโสมนสิการ ถ้าไม่เข้าใจโยนิโสมนสิการ คุณจะไปปฏิบัติมรรคได้อย่างไร?
ใน 73 ญาณนั้น มี ญาณที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ 6 ญาณ ส่วนของสาวกบัญญัตินั้นมี 67 ญาณ สังกัปปะ 7 เป็นองค์ธรรมที่ต้องรู้ ตักกะ ตักกะคือตัวแรกเร ิ่ ม ที่เกิด คุณต้องตามรู้ พอรู้ทันมาเป็นตักกะ คุณต้องวิจัย วิจาร ไปเรื่อยๆ จนกระทั่งสามารถเข้าใจกิเลส กำจัดกิเลสได้ มันก็ลดลงจางคลายได้ เป็นวิมุติได้ แล้วก็ต้องรู้ในวิมุตินั้นเรียกว่า วิจักขณ์ ได้ วิ คือของสูง เจริญ เราล้างตัวที่โลกเขาติด จนไม่มี ก็เหลือแต่สิ่งที่อาริยบุคคลมี คนธรรมดามีไม่ได้ คำ วิ ใส่เข้าไปต่างๆ เช่น กามวิตก รู้กามได้เพราะมีวิตก วิจัย รู้ตัวการก็กำจัดกาม จนวิราคะ ไปเรื่อยๆ ปัจจเวกขณ์ ทบทวนไปเรื่อยๆ เมื่อทำได้แล้ว ตักกะ วิตักกะ สังกัปปะ คือ กระบวนการปฏิบัติธรรมอย่างสมบูรณ์แบบ จะมี อัปปนา พยัปปนา เจตโสอภินิโรปนา คือ การตกผลึก เป็นสมาธิ อัปปนาแน่วแน่ พยัปปนาแนบแน่น เจตโสอภินิโรปนาปักมั่น เป็นคุณสมบัติสูงขึ้น เจริญขึ้น นี่คือสมาธิ คือความตั้งมั่น โดยรู้ๆเห็นๆไม่ได้หลับตาเป็นสมถะ แต่มีวิปัสสนามีปัญญารู้แจ้ง มีทั้งเจโตที่ตกผลึกด้วย เมื่อกระทบสัมผัส มีปัญญาแยกนามรูปได้ มีธัมมวิจัย ได้ตัวกิเลส แล้วก็กำจัดมัน วิธีการกำจัด มีวิกขัมภนปหานก็เป็นอัตโนมัติของคนก็กดข่มอยู่แล้ว มันมีราคะหล่นตลอดทางเลย ส่วนคนมีโทสะก็ตกหล่นตลอดทางเลย คุณก็ต้องเก็บงำไว้ให้ดี หรือเข้าใจว่าแสดงออกไปไม่ถือหรอกจริงใจธรรมชาติอย่างฝรั่งก็ว่าไป แต่คนเอเชียว่าไม่ได้ แต่อย่างไรก็ต้องมีความละอายเช่นกัน มันมีอยู่มันน่าอายทั้งนั้น มันมีก็อย่าไปประเจิดประเจ้อ แต่คนที่เขาไม่ถือก็ทำประเจิดประเจ้อไป ผู้ใดปหานด้วยวิกขัมภนะก็ได้ชั่วคราว ไม่มีพลังสลาย ด้วยไฟวิเศษ ไฟฌาน เป็นพลังความรู้ที่รู้ย ิ่ งเกินกว่าตัวอวิชชา ปัญญามันมีพลังงาน เป็นอุณหธาตุ เป็นพลังงานเหนือชั้นกว่ากิเลสได้ ทำให้กิเลสละลายไปได้ มีคุณสมบัติพิเศษ คำว่า ฌาน คือ ความรู้มีฤทธิ์ไปสลายกิเลส
เร ิ่ มต้นมีวิปัสสนาญาณ มีอุทยัพพยานุปัสสนาญาณ ส่วนอาการของการรู้ความไม่เที่ยง เป็นอนิจจตา มันถึงขีด หากคุณจะปรุงแต่งมันก็เพิ่มพลัง แต่ถ้าไม่ปรุงแต่งมันก็ลงได้ทุกคน ยังไงมันก็ลง ความฉลาดก็รู้ว่าเรายึด นอกจากยึดก็ปรุง หยาบ ไอ้บ้า มันบ้าจริงๆ แต่ถ้าคุณไม่เพิ่ม คุณจะชะลออย่างไรมันก็ลง จะชะลออย่างไรมันก็ลง คุณอย่าไปเติมมันก็แล้วกัน เร่งทางจิตแล้วก็หามาบำเรอมันอีกมันก็อ้วน กี่เด้ง ทุกคนก็เคยมาทั้งนั้นเลย อุทยัพพยานุปัสสนาญาณ คือ ตัวเริ่มรู้ว่ามันอย่างไรก็จบก็ลงแต่คุณโง่เองที่ไปเติมมันเอง คุณเพ ิ่ มมากเท่าใด มันก็ตกตะกอนเท่านั้น แต่ถ้าคุณไม่เพิ่มมันก็ลดลง ภังคานุปัสสนาญาณ ภังค คือ การแตกทำลายเลิกล้มไป มันมีแต่พังกับพัง ความฉลาดเราจะสูงขึ้น ไม่ใช่ไปบังคับให้ฉลาดนะ หากไม่เกิดก็ยังไม่เกิด แต่ถ้าปฏิบัติก็จะเกิดญาณ มีแต่มาหาพัง แล้วเราก็ไปประคองรักษาให้มันต่อไปได้อย่างไร สักวันมันก็ต้องล้มละลาย ทำลายเลิกล้มไปสักวัน ต้องมีญาณปัญญารู้ฉลาด และฉลาดเหล่านี้เกิดจากฉฬายตะ คือ ฉลาดทางทวาร 6 ถ้าชอบแล้วเอามาเสพเสวยก็พัง แต่ถ้าไม่เสพเสวย รู้ว่าอย่าไปยึดมั่นถือมั่นก็ลดวางได้แต่ถ้าจะเอาให้ได้ก็พยาบาท ใส่อาสวะอนุสัยเลย แต่ถ้าวางก็ไม่ติดยึดติดใจ ก็ไม่มีพลังต่อ ปฏิบัติง่ายๆก็คือ สัมผัส รู้ นิ่ง เฉย วาง ก็ดีคุณไม่ต้องใส่พลังดูด ตกตะกอนเพ ิ่ มแต่คุณไม่รู้จักว่ากิเลสมันมีลีลาบทบาทอย่างไร คุณได้แต่สมถะ แต่ไม่เกิดปัญญาลึกละเอียด เป็นญาณปัญญาโดยลำดับ ก็จะเห็นอนิจจัง ถ้าคุณยึดไม่วาง มันก็ตกตะกอนหมักหมมในอนุสัย แต่คนเราไม่รู้หรอกว่าเราสะสมลงในอนุสัย คุณไม่ศึกษาก็ไม่รู้ว่าตนเอาลงใส่อนุสัยไหม? เข้าใจว่าช่างมันเถอะ ภยตูปัฏฐานญาณ คือ ญาณที่รู้และกลัวว่ามันไม่น่าได้น่ามี คนที่ไม่ได้แล้วคุณจะผลัก ไม่เอาแล้วชังแล้ว แม้แต่ใครอยู่ใกล้เรา เราก็ไม่อยากให้อยู่ นี่คืออัตตาที่ซ้อนขึ้นมาเป็นตัวกูของกู ยิ่งลูกนี่ว๊ากเลย เอามาทำไม? ที่ตัวเองกว่าจะเอาออกได้ สรุปแล้ว เราสูงขึ้นก็จะเห็นเป็นโทษ อาทีนวานุปัสสนาญาณมันมีแต่โทษกับโทษ ไม่ใช่คุณ จะเห็นว่าเรานี่ไปแบกเอาสิ่งที่มันเป็นความไม่ดีไว้ ไปหลงว่าเป็นความดี คุณจะฉลาดชัดขึ้น เมื่อเห็นโทษก็นิพพิทา นิพพิทานุปัสสนาญาณ เบื่อหน่ายคลายจาง มุญจิตุกัมยตาญาณ คือ ปลดปล่อยวาง วางด้วยปัญญา ไม่ได้กดข่มเลย สั่งสมเป็นอเนญชาภิสังขาร จึงเกิดสังขารุเปกขาญาณ เรายิ่งเฉยยิ่งวางก็ยิ่งบริสุทธิ์ยิ่งขึ้น จิตก็มุทุกัมมัญญา จิตหัวอ่อนปรับให้ดีง่ายเร็วไว มีการงานอันเหมาะควรมากขึ้น เพราะเรามีความชำนิชำนาญมากขึ้นๆ แกล้วกล้าๆ ผู้ที่ท่านทำได้แล้วก็จะประมาณเก่งขึ้น ไม่ทำเพื่ออามิสใดๆ ก็จะมีแต่จะทำน้อยลง พระพุทธเจ้าก็เลยต้องเข็นไม่ให้สันโดษในกุศล
นามรูปปริเฉทญาณ คือ มีญาณ รู้ นาม รูป ปัจจยปริคคหญาณ คุณต้องรู้ว่าทุกอย่างมาแต่เหตุปัจจัย ในอริยสัจ 4 ทุกข์ มีเหตุคือ สมุทัย คือตัณหา แต่ถ้าปฏิบัติจะได้ผลนั้น ต้องมีสมุทัย คือ ผัสสะ เมื่อคุณสามารถมีญาณ นามรูปฯ และปัจจยฯ ก็จะมี สัมมสนญาณ รู้เห็นความวนเวียน ทุกอย่างมีแต่ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ทั้งนั้นเลย
ส่วนท้ายอีก 4 ในญาณ 16 ก็มี 13 . โคตรภูญาณ ญาณรู้หัวต่อ ตัดโคตรขึ้นสู่อาริยภูมิ คือญาณตัดโคตร อย่างมาบวชหรือมาอยู่กับหมู่มิตรดี ก็ตัดโคตรบุคคลเลย แต่กิเลสคุณยังไม่ได้จางคลายแต่ตัดโคตรศีล ตั้งใจมาทิศนี้แล้ว แต่จิตของเราไม่ได้ตัดโคตร คุณก็มาปฏิบัติ จนโคตรแห่งผีอบาย เปรต อะไรก็ตาม ไปติดดอกจำปาที่โต๊ะนี่ เราประทับใจดอกจำปาเราก็ติดโคตรดอกจำปา จนกว่าคุณจะมาล้างทำลาย ความติด ก็ตัดโคตรทางจิต ไม่เหลือโคตรแห่งสัตว์ คุณเปลี่ยนโครตแห่งสัตว์ เป็นโคตรตระกูลของเทวดาที่ไม่ใช่เทวดาสมมุติ ที่ไปเข้าใจว่าได้ใหญ่ได้เบ่งได้เสพสุขเป็นตามสมมุติโลกกิเลสก็หนาๆๆ แต่ว่านี่กิเลสลดๆๆ คุณก็ต้องมีญาณ มีโคตรภูญาณ คือ ญาณรู้ว่าคุณหมดกิเลส มีจิตวิมุติ แต่วิมุติญาณทัสสะคือจิตรู้ว่าคุณตัดโคตร ญาณที่รู้ว่าเราจบกิจแล้ว เป็นกตญาณ นี่คือตัวแท้ตัวจบ 14 . มัคคญาณ ญาณรู้ภาวะของอริยมรรคแต่ละขั้นๆ 15 . ผลญาณ ญาณรู้ผลสำเร็จแห่งการเป็นพระอาริยะ 16 . ปัจจเวกขณญาณ ญาณหยั่งรู้ทบทวนตรวจสอบ มรรคผล และบริบทแห่งความสำเร็จทุกอย่าง
ได้แล้วยังมีญาณรักษาผลอีก คือ อรูปฌาน 4 มีการตรวจสอบ รักษาผล เป็นอนุรักข น าปธาน คำสอนพระพุทธเจ้าทุกทฤษฎีไม่มีบกพร่องเลย ไม่มีแย้งได้เลยอุดทุกรูทุกประตูเลย ใครเคยใช้สำนวนนี้ไหม? ว่าเธอยังจำความรู้สึกดีๆได้ไหม? นี่แหละ สัญญาคือการกำหนดหมาย มุ่งหมายอย่างนี้ ถ้าได้แล้วก็จำไว้ ถ้าจะดึงเอาของเก่า แล้วคุณดึงไม่ขึ้น มันก็ไม่ขึ้นมา แต่มันไม่หายไป มันอยู่ในฮาร์ดดิสก์ แต่ว่าซุกซ่อนไว้ ออกมาไม่ได้ตอนนี้ คุณปฏิบัติธรรมแล้วไม่ต้องกลัวว่าจะไม่มีบุพเพนิวาสานุสติญาณ อาตมาไม่กลัวว่าจะระลึกชาติไม่ได้ อย่างพระพุทธเจ้าระลึกชาติได้ แต่อาตมาไม่มาพรึ่บ ทะยอยมา อาตมาเอาสัญญา 10 ของสองสูตรมา สูตรแรกขึ้นต้นด้วย อนิจจสัญญา อีกสูตรขึ้นต้นด้วย อสุภสัญญา มีแปลมาหลายเจ้า แต่ท่านพรหมคุณาภรณ์ แปลไม่เหมือนคนอื่น
ใน 10 สัญญานี้ไม่มีอนัตตสัญญา แต่ของท่านพรหมคุณาภรณ์นั้นมีสัญญา 10 ประการเป็นไฉน คือ อนิจจสัญญา 1 อนัตตสัญญา 1 อสุภสัญญา 1 อาทีนวสัญญา 1 ปหานสัญญา 1 วิราคสัญญา 1 นิโรธสัญญา 1 สัพพโลเกอนภิรตสัญญา 1 สัพพสังขาเรสุอนิจจสัญญา 1 อนาปานัสสติ 1
การกำหนดหมาย หลักจริงๆคือ อสุภะ ไม่น่ายินดี จนกว่าคุณจะพบว่าไม่น่าอาศัย เป็นเรื่องหนัก ทุกอย่างจะเสื่อม รักษาไว้ไม่ได้ ถ้าเสื่อมน่าเกลียดก็เน่า ไม่มีอะไรเที่ยง อสุภะ หากผู้ใดเห็นอสุภะก็น่าชัง ก็ไม่อยากเป็น ไม่อยากมี แล้วหนักเข้าคุณก็เลยฆ่าตัวตาย มีพระหลายรูป ที่พิจารณาอสุภสัญญา แล้วไม่อยากอยู่แล้วก็เพราะจ้างคนมาฆ่าตัวเองตาย