570621_ธรรมาธรรมะสงครามที่สันติฯ โดยพ่อครู เรื่อง กายคตาสติอย่างพิศดาร .doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
570621_ธรรมาธรรมะสงครามที่สันติฯ โดยพ่อครู เรื่อง กายคตาสติอย่างพิศดาร วันที่ 21 มิถุนายน 2557 ที่บวร สันติอโศก
ไม่มีเวลาใดที่ไม่สมควรเปิดเผยธรรมะ มีเหตุปัจจัยจะให้แสดงธรรมได้ก็แสดงเรื่อยไป เราเจตนาดี จริงใจจริงๆ
มีคนถามมาว่า “กาย” ที่ อาตมา หมาย(น่าจะไม่ใช้กายที่เป็นมหาภูตรูป) แต่เป็นกายที่หมายถึงสภาพขององค์รวมของนอกและใน อยากให้โยงไปสู่กายคตาสติด้วยครับ
อีกคนหนึ่งถามอาตมาว่า ปฏิบัติในชีวิตประจำวันฉบับย่อ ฆ่ากิเลสทำอย่างไรคะ ...พ่อครูว่า … ถามสั้นๆแต่ตอบอีกหลายชาติเลย ก็ย่อทุกวัน ก็ฆ่ากิเลสทุกวันไ่ม่เคยสอนอย่างอื่นเลย
อีกคนว่า กายคตาสติที่คุณคนนี้บอกให้อธิบายโดยพิศดาร?
ตอบประเด็นที่ว่า กายที่พ่อท่านหมาย ….พ่อครูว่า กาย ที่อาตมาหมายที่เขาว่าน่าจะไม่ใช่ กายที่เป็นมหาภูตรูป พ่อครูว่า … ในที่นี้ต้องหมายถึงมหาภูตรูปด้วย มันสลับเข้าออก ไม่ขาดจากกันทั้งนอกและใน จะมามุ่งนอกชัดๆก็ต้องไม่ขาดตัวรู้ภายใน กายไม่ได้แปลว่าร่าง อันนี้คนไทยซวย ร่างนี่บาลีเขาว่าคือ สรีระ แต่ว่าไทยเราบอกกันว่า กายคือสรีระ
ตัวที่ไปรู้ว่าคือ กาย ก็คือนามธรรม กายในกาย ในสติปัฏฐาน 4 ก็หมายความว่า เลื่อนเข้าไปหาในภพแล้ว กายนอก ก็คือสัมผัสนอก แล้วเลื่อนความรู้เข้าไปรู้ เป็นองค์ประชุมที่รับรู้รูป ด้วยจิตก็เข้าไปรับรู้ใน แล้วเลื่อนจากกายเข้าไปหาจิต ที่จะสังขารเป็นองค์ประชุมปุ๊บเลย จิตนี่เข้าไปรู้ได้จากนอกต่อเนื่องเข้าไปหาในได้อย่างละเอียดเลย แม้เข้าไปถึงอรูปฌานเลย
เราก็ต้องรู้อาการของมันที่ปรุงร่วม จากสังขารที่อยู่ในปฏิจจสมุปบาท แล้วก็เลื่อนมาถึงวิญญาณ ก็คือธาตุรู้รวมหมด เป็นธาตุรู้ที่ทุกข์หรือสุข ชั่วหรือดี เป็นตัวชั่วหรือตัวดี ถ้าชั่วก็เป็นวิญญาณผี ถ้าดีก็เป็นวิญญาณเทวดา พอเราอ่านอากา
อ่านต่อ
รออก เห็นตัวผีแล้ว พอเสพสุขก็เห็นเทวดาสมมุติเทพ แต่กิเลสก็อ้วนขึ้น เสพสุขก็พอใจติดใจ ได้อาหารก็อ้วนขึ้น
จนเรารู้เหตุ ก็งดเว้น มันเห็นอยู่พอไม่ให้มัน มันก็ดิ้น เราเห็นเป็นสัตว์เปรตเลย ถ้าเรามีวิธีวิกขัมภนะก็กดข่ม ไม่ได้มีพลังไฟแห่งปัญญา พลังไฟแห่งความรู้ อุณหธาตุ เป็นพลังงานที่ร้อนกว่ากิเลส ทำลายกิเลสได้เหนือกิเลสได้ เป็นความสว่าง ความร้อนที่ร้อนกว่า ประสิทธิภาพสูงกว่าแต่พลังงานกิเลสนี่มันยอม ไ่ม่สู้ ถอย กลัว ก็เลิกไป มันแพ้โดยจำนน ไม่ได้ไปกดข่ม แต่มันยอม สิ โรราบไปเลย เป็นประสิทธิภาพที่เด็ดขาด ยกตัวอย่าง เด็กรู้ว่าจับไฟแล้วร้อน เด็กเห็นไ ฟ แดงๆสวยดีก็จับ แต่พอจับก็ร้อน พอทีหลังไม่เอาเลย ก็เกิดปัญญา ไม่เอาแล้วกลัวแล้ว
ไฟปัญญาสลายกิเลสก็เช่นเดียวกับเด็กรู้ว่าไฟแดงไม่จับ แต่ว่ามีความรู้ลึกซึ้งกว่าคือไฟแดงเตะต้องกายอยู่ก็ไม่เป็นอะไร ไม่เกิดปฏิกิริยาเลย นี่คือประสิทธิภาพวิเศษที่เป็นไปได้เลย
กาย ในที่นี้ ไม่ใช่แค่มหาภูตรูปอย่างเดียว แต่ก็ใช่ด้วย แม้อนาคามี ไม่มีกิเลสที่เกิดจากผัสสะภายนอกแล้ว เป็นสภาพเหนือชั้น ก็อยู่กับสิ่งข้างนอก มหาภูตรูป แม้เข้าไปเป็นกายในกาย ซึ่งเกี่ยวกับนามธรรม โดยดิน น้ำ ไฟ ลมที่กระทบ สัญญาก็ทำงานกำหนดรู้ว่า เย็น ร้อน รัก ชัง สุข ทุกข์ อะไรก็แล้วแต่ที่จิตเป็น เราก็อ่านออกอยู่เดี๋ยวนี้เลย ตากระทบรูปก็รู้ว่ารูปนี้ อ่านอาการว่าเป็นอย่างไร ก็คือองค์ประชุม จนกว่าจะวิจัยเห็นเหตุคือตัณหา ที่ไปชอบหรือชัง สุขหรือทุกข์ ก็ธัมมวิจัย อ่านให้ออก รู้ให้จริง มันประชุมอยู่ ขณะนี้เป็นสังขารประชุมอยู่ เมื่อไม่ให้มัน มันก็ดิ้น แล้วเราก็พิจารณาว่าดิ้นไปทำไม ไม่ได้จะตายไหม ถ้าได้มา ได้ยิน ได้กลิ่น สัมผัสแตะต้องเลย
ถ้าไม่แตะต้องก็ไม่ได้สมใจสมบูรณ์ ตากระทบรูปก็ปิดตา หูก็ปิดหู ลิ ้ นก็ไม่ให้กระทบ ไม่ให้สัมผัสทวารนอกเลย นี่คือ ขาดเว้น เมื่อไม่ได้สัมผัส มันก็ดิ้นตัวแท้เลย แต่ถ้าไม่ตัดขาด มันไม่รู้ตัวแท้นี่ อย่างคุณเห็นแล้วคุณไม่ละตามันก็อยู่อย่างนี้ ลิ้มเล็มอยู่อย่างนั้น วิธีง่ายๆที่จะไม่ให้ปรุงแต่งก็ปิดทวารเลย
พระพุทธเจ้าว่าไม่ใช่ ให้กระทบสัมผัสอยู่อย่างนี้แหละ แต่เราไม่ปรุงเป็นชอบหรือชัง ไม่ผลักไม่ดูดเลย พิจารณาว่ามันไม่เที่ยง ไม่ให้มันก็ดิ้น ให้มันก็สมใจ เราถูกกิเลสหลอกเรื่อย เชื่อมันมาเท่าไหร่ พอที เมื่อเรามีความฉลาดเท่าทันขึ้น อย่างที่อาตมาวิเคราะห์วิปัสสนาญาณ 9 จริงมันเป็นภัยโทษ ไม่น่ารัก มันทับทวีมีอำนาจพลัง ละลายความติดยึดความโง่ได้ มันจึงเป็นเรื่องที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้คิดเองไม่ได้ แต่คุณทำไปเถอะ พิจารณาซ้ำซ้อน คิดเหลี่ยมมุมอย่างไร ให้มันหมด หมดมันก็รู้ว่าหมด ก็จะรู้เป็นปัจจัตตัง
เสียงไพเราะเรารู้นะ แต่อาการดูดดึงอิฏฐารม ณ์ ไม่มี ส่วนความสนุกเพลิดเพลิน ดูแล้วอย่างฟุตบอล ดูแล้วลุ้นกันน่าดู มันส์ เวลามันทำเท่ห์ๆก็ยอดนะ อาการเหล่านี้เคยรู้เคยเป็น แต่เดี๋ยวนี้ก็หนอมันทำกันไป ก็รู้ว่าลีลาพิศดาร รู้ว่าทำได้ยาก ไม่น่าเชื่อว่าทำได้ เราก็รู้ แต่เราก็ไม่มีอาการอารมณ์ เพราะมันขาดตัวเรา อยากชอบเป็นอย่างนี้ แต่ถ้าอยากชอบ แต่ว่ารู้ตนว่าเป็นไม่ได้เราก็ได้แค่ชอบ เพราะเรารู้ตัวว่าเก่งแค่นี้เราเป็นไม่ได้หรอก แต่ว่าถ้าเป็นได้มันเอาฝึกเลยสู้ ไม่ยอม เท่านั้นเอง เสร็จแล้วก็สูญเปล่ามีแต่พยับแดด ฟองคลื่น หยาดฝน แล้วหายไป ไม่ได้มีตัวตนเลย อัสสาทะอร่อย เพลิดเพลิน ชื่นใจมันไม่มี แต่เราปั้นมันปรุงมันขึ้นมา แล้วก็จำไว้ว่าน่าได้ น่ามี น่าเป็น ถ้าได้ยิ่งกว่านี้ก็จะแสวงหา ครอบงำความคิด ไปยึดตามเขา ถ้าไม่ยึดตามเขาคุณก็ไม่เพิ่มกิเลส หากไม่ยึดตามเขา คลายใจแล้วเราก็ไม่เพิ่มกิเลส
อาตมาดูเขาสร้างสนามฟุตบอล ลงทุนกันหลายหมื่นล้าน ต้องพิศดาร วิลิศมาหลา ละลายเงินทอง ตอนนี้บราซิลกำลังประท้วง คนไม่มีของจะกินแต่รัฐเอาเงินไปละลาย เขาปรุงแต่งว่าน่ามี น่าได้ น่าเป็น มันเป็นเหตุแห่งทุกข์ พาทุกข์ แต่จริงๆแล้วมันไม่จริง มันสูญได้ คุณปล่อยมันไปสิ ต่อให้มันมีคุณก็ไม่เอา สัมผัสอยู่อย่างนี้คุณก็ไม่เอา คุณรู้เหมือนเขาจำได้ แต่เราไม่เอาจริงๆ วางเฉยได้ มันจะอร่อยสุขขนาดไหนจำได้ มันก็ของฟรีนะ คุณปั้นเองเป็นมโนมยอัตตา
สัตว์เทวดาสมมุติปั้นเองเป็นมโนมยอัตตา แต่อุปัติเทพ วิสุทธิเทพไม่ใช่ปั้นเอา แต่เราล้างกิเลส ให้เทวดาเก๊ตาย
สัตตาวาส 9 1 . สัตว์บางพวก กายต่างกัน สัญญาต่างกัน เช่น พวกมนุษย์ เทพบางเหล่า พวกวินิปาติกะบางเหล่า 2 . สัตว์บางพวก มีกายต่างกัน มีสัญญาอย่างเดียวกัน เช่น เหล่าเทพจำพวกพรหม ผู้เกิดในภูมิปฐมฌาน เป็นต้น 3 . สัตว์บางพวก มีกายอย่างเดียวกัน แต่มีสัญญาต่างกัน เช่น พวกเทพสว่าง อาภัสราพรหม (ว่าง ใส สว่าง แผ่กว้าง) พวกมิจฉาทิฏฐิ ไปปั้นจิตให้เห็นเป็นรูปร่าง เป็นมโนมยอัตตา เช่น ปั้นแสงสว่าง โสดาบัน สว่างเท่านี้ สกิทา คามี ก็สว่างเท่านี้ เป็นกายอย่างเดียวกัน แต่ว่า
พวกไปนั่งสมาธิหลับตาก็สามารถทำให้ไม่เกิดนิวรณ์ได้ และนั่นแหละเขาว่ายกจิตขึ้นสู่วิปัสสนา คุณน ิ่ งเป็นสมถะ แล้วก็ให้มันรู้อ่านอารมณ์ไม่มีนิวรณ์ มีสตินะ ไม่ฟุ้ง มันนิ่งเลย ทำไม่ง่าย แต่หลายคนทำได้ ขณะคุณทำสมาธิหลับตา ทำให้จิตคุณนิ่งได้ แต่ว่าให้ตอนตื่นลืมตาให้จิตน ิ่ งไม่ง่ายเลย แต่ว่าของพุทธนี่พอทำให้สูงขึ้นเจอผัสสะก็ไม่ปรุงร่วมอยู่ได้ตลอด มีประสิทธิภาพอำนาจจิตสูงขึ้น
พวกนั่งสมาธิหลับตา พอจิตว่างจากนิวรณ์แล้ว บางคนกำหนดเองปั้นเอง ว่าตนได้บรรลุอรูปภพนี้แล้ว จนกว่าคุณจะหลุดออกไปจากที่ปั้นไว้แล้ว ครั้งแรกมันหลุดปึ๊งไปเลย เหมือนท่านมหาบัวว่าหลุดเลย แต่ครั้งที่สอง จะไม่หลุดปึ๊งแบบนั้น คนที่เขาได้แบบนี้เขานึกว่าเป็นอากาสาฯ วิญญานัญจาฯ แต่พวกสายหลับตาจะอธิบายไม่ได้
ตอนปึ๊งตอนแรกไม่รู้ว่าตัวเราเป็นใคร มันมีแต่เสพว่าง ไม่มีตัวตน
ฌานพุทธ เมื่อไม่มีนิวรณ์แล้ว ก็ต้องมาตรวจ ว่าจิตว่างคืออะไร อากาสาฯ ว่างยิ่งกว่าอุเบกขา ทำให้ชำนาญ และต่อไปก็ตรวจที่จิต เป็นวิญญา ณั ญจาฯ ว่าจิตสะอาดก็ไม่มีอาการอารมณ์ของกิเลส ละเอียดเท่าไรก็ตรวจไป แล้วก็ตรวจสะอาดนี่แหละว่านิดหนึ่งน้อยหนึ่งก็ไม่ให้มี สัมผัสเมื่อไหร่ตรวจเมื่อนั้น ก็ตรวจความไม่มี เป็นอากิญจัญฯ (อากาสาฯ อกิญจัญ คือรูป ส่วนวิญญานัญจาฯ กับเนวสัญญาฯคือตัวนาม)
ตัวเนวสัญญาฯต้องตรวจให้ชัดเจนจนกระทั่งไม่รู้ไม่ได้ รู้จนกระทั่งไม่เหลือความไม่รู้ทั้งรูปฌาน และอรูปฌาน วิโมกข์ ข้อ 4 ถึง 7 ก็คืออรูปฌาน ส่วนสุดท้ายคือ สัญญาเวทยิตนิโรธ
บรรดาอาจารย์ปราชญ์ทั้งหลายแหล่ในศาสนาพุทธรุ่นหลังก็ไปเหมา สัญญาเวทยิตนิโรธว่าเป็นแบบอสัญญีสัตว์ไปหมด เหมาว่าเป็นนิโรธดับ
ต่อไปเป็น กายคตาสติสูตร ล.14 ข.292
9 . กายคตาสติสูตร (119)
[ 292 ] ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ที่พระวิหารเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี ครั้งนั้นแล ภิกษุมากด้วยกันกลับจากบิณฑบาต ภายหลังเวลาอาหารแล้วนั่งประชุมกันในอุปัฏฐานศาลา เกิดข้อสนทนากันขึ้นในระหว่างดังนี้ว่า ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลาย น่าอัศจรรย์จริง ไม่น่าเป็นไปได้เลย เท่าที่พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น ผู้ทรงรู้ ทรงเห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธ ตรัสกายคตาสติที่ภิกษุเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ว่ามีผลมาก มีอานิสงส์มากนี้ ข้อสนทนากันในระหว่างของภิกษุเหล่านั้น ค้างอยู่ เพียงเท่านี้แล ฯ
[ 293 ] ขณะนั้น พระผู้มีพระภาคเสด็จออกจากสถานที่ทรงหลีกเร้นอยู่ในเวลาเย็น เสด็จเข้าไปยังอุปัฏฐานศาลานั้น ครั้นแล้วจึงประทับนั่ง ณ อาสนะที่เขาแต่งตั้งไว้ แล้วตรัสถาม ภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ พวกเธอ นั่งประชุมสนทนาเรื่องอะไรกัน และพวกเธอสนทนาเรื่องอะไรค้างอยู่ในระหว่าง ฯ ภิกษุเหล่านั้นทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ณ โอกาสนี้ พวกข้าพระองค์กลับจากบิณฑบาตภายหลังเวลาอาหารแล้ว นั่งประชุมกันในอุปัฏฐานศาลาเกิดข้อสนทนากันขึ้นในระหว่างดังนี้ว่า ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลาย น่าอัศจรรย์จริงไม่น่าเป็นไปได้เลย เท่าที่พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น ผู้ทรงรู้ ทรงเห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธ ตรัสกายคตาสติที่ภิกษุเจริญแล้ว ทำให้มากแล้วว่ามีผลมาก มีอานิสงส์มากนี้ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้อสนทนากันในระหว่างของพวกข้าพระองค์ ได้ค้างอยู่เพียงเท่านี้ พอดีพระผู้มีพระภาคก็เสด็จมาถึง ฯ
[294] พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็กายคตาสติอันภิกษุเจริญแล้ว อย่างไร ทำให้มากแล้วอย่างไร จึงมีผลมาก มีอานิสงส์มาก ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ อยู่ในป่าก็ดี อยู่ที่โคนไม้ก็ดี อยู่ในเรือนว่างก็ดี นั่งคู้บัลลังก์ ตั้งกายตรง ดำรงสติมั่นเฉพาะหน้า เธอย่อมมีสติหายใจออกมีสติหายใจเข้า เมื่อหายใจออกยาว ก็รู้ชัดว่าหายใจออกยาว หรือเมื่อหายใจ เข้ายาว ก็รู้ชัดว่า หายใจเข้ายาว เมื่อหายใจออกสั้น ก็รู้ชัดว่าหายใจออกสั้นหรือเมื่อหายใจเข้าสั้น ก็รู้ชัดว่า หายใจเข้าสั้น สำเหนียกอยู่ ว่าเราจักเป็นผู้กำหนดรู้กองลมทั้งปวง หายใจออก ว่าเราจักเป็นผู้กำหนดรู้กองลมทั้งปวง หายใจเข้าสำเหนียกอยู่ ว่าเราจักระงับกายสังขาร หายใจออก ว่าเราจักระงับกายสังขาร หายใจเข้า เมื่อภิกษุนั้นไม่ประมาท มีความเพียร ส่งตนไปในธรรมอยู่ อย่างนี้ ย่อมละความดำริพล่านที่อาศัยเรือนเสียได้ เพราะละความดำริพล่านนั้นได้ จิตอันเป็นไปภายในเท่านั้น ย่อมคงที่ แน่นิ่ง เป็นธรรมเอกผุดขึ้น ตั้งมั่นดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้อย่างนี้ ภิกษุก็ชื่อว่าเจริญกายคตาสติ ฯ
คำว่า อยู่ป่า อยู่โคนไม้ นั้น สมัยโน้นอยู่ใกล้ป่า แต่ตอนนี้ไม่ได้อยู่ใกล้ป่า แต่ถ้าคุณอยู่ในเมือง ที่แจ้งลอมฟาง คือหาที่สงบหน่อย นั่งเจโตทำเตวิชโชได้ ที่ไหนก็ได้ที่คุณจะไปหาที่นั่ง พวกเดานี่เป็นพวกมุ่งอยู่ป่า และพระไตรปิฎกฉบับนี้ พระมหากัสสปะเป็นคนสังคายนา ท่านเป็นคนอยู่ป่า ก็เลยเก็บเรียบเรียงบันทึกเรื่องไปป่าเสียเยอะ
[295] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ประการอื่นยังมีอีก ภิกษุเดินอยู่ ก็รู้ชัดว่ากำลังเดินหรือยืนอยู่ ก็รู้ชัดว่ากำลังยืน หรือนั่งอยู่ ก็รู้ชัดว่ากำลังนั่ง หรือนอนอยู่ ก็รู้ชัดว่ากำลังนอนหรือเธอทรงกายโดยอาการใดๆ อยู่ ก็รู้ชัดว่า กำลังทรงกายโดยอาการนั้นๆ เมื่อภิกษุนั้นไม่ประมาท มีความเพียร ส่งตนไปใน ธรรมอยู่อย่างนี้ ย่อมละความดำริพล่านที่อาศัยเรือนเสียได้ เพราะละความดำริพล่านนั้นได้ จิตอันเป็นไปภายในเท่านั้น ย่อมคงที่ แน่นิ่ง เป็นธรรมเอกผุดขึ้น ตั้งมั่น ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้อย่างนี้ ภิกษุก็ชื่อว่าเจริญกายคตาสติ ฯ
[296] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ประการอื่นยังมีอีก ภิกษุย่อมเป็นผู้ทำความ รู้สึกตัวในเวลาก้าวไปและถอยกลับ ในเวลาแลดู และเหลียวดู ในเวลางอแขนและเหยียดแขน ในเวลาทรงผ้าสังฆาฏิ บาตร และจีวร ในเวลา ฉัน ดื่ม เคี้ยว และลิ้ม ในเวลาถ่ายอุจจาระและปัสสาวะ ในเวลา เดิน ยืน นั่ง นอนหลับ ตื่น พูด และนิ่ง เมื่อภิกษุนั้นไม่ประมาท มีความเพียร ส่งตนไปในธรรมอยู่อย่างนี้ ย่อมละความดำริพล่านที่อาศัยเรือนเสียได้ เพราะละความดำริพล่านนั้นได้ จิตอันเป็นไปภายในเท่านั้น ย่อมคงที่ แน่นิ่ง เป็นธรรมเอกผุดขึ้น ตั้งมั่น ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้อย่างนี้ ภิกษุก็ชื่อว่าเจริญกายคตาสติ ฯ
[297] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ประการอื่นยังมีอีก ภิกษุย่อมพิจารณากายนี้ แล ข้างบนแต่พื้นเท้าขึ้นไป ข้างล่างแต่ปลายผมลงมา มีหนังหุ้มอยู่โดยรอบ เต็มด้วยของไม่สะอาดมีประการต่างๆ ว่ามีอยู่ในกายนี้ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก เยื่อในกระดูก ม้าม หัวใจ ตับ พังผืด ไต ปอดไส้ใหญ่ ไส้น้อย อาหารใหม่ อาหารเก่า ดี เสลด น้ำเหลือง เลือด เหงื่อมันข้น น้ำตา เปลวมัน น้ำลาย น้ำมูก ไขข้อ มูตร ดูกรภิกษุทั้งหลายเปรียบเหมือนไถ้มีปากทั้ง 2 ข้าง เต็มด้วยธัญญชาติต่างๆ ชนิด คือ ข้าวสาลี ข้าวเปลือก ถั่วเขียว ถั่วทอง งา และข้าวสาร บุรุษผู้มีตาดี แก้ไถ้นั้นออกแล้วพึงเห็นได้ว่า นี้ข้าวสาลี นี้ข้าวเปลือก นี้ถั่วเขียว นี้ถั่วทอง นี้งา นี้ข้าวสารฉันใด ดูกรภิกษุทั้งหลาย ฉันนั้นเหมือนกันแล ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นกายนี้แลข้างบนแต่พื้นเท้าขึ้นไป ข้างล่างแต่ปลายผมลงมา มีหนังหุ้มอยู่โดยรอบ เต็มด้วยของไม่สะอาด มีประการต่างๆ ว่ามีอยู่ในกายนี้ ผม ขน เล็บ ฟัน หนังเนื้อ เอ็น กระดูก เยื่อในกระดูก ม้าม หัวใจ ตับ พังผืด ไต ปอด ไส้ใหญ่ ไส้น้อย อาหารใหม่ อาหารเก่า ดี เสลด น้ำเหลือง เลือด เหงื่อ มันข้นน้ำตา เปลวมัน น้ำลาย น้ำมูก ไขข้อ มูตร เมื่อภิกษุนั้นไม่ประมาท มีความเพียร ส่งตนไปในธรรมอยู่อย่างนี้ ย่อมละความดำริพล่านที่อาศัยเรือนเสียได้เพราะละความดำริพล่านนั้นได้ จิตอันเป็นไปภายในเท่านั้น ย่อมคงที่ แน่นิ่งเป็นธรรมเอกผุดขึ้น ตั้งมั่น ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้อย่างนี้ ภิกษุก็ชื่อว่า เจริญกายคตาสติ ฯ
[298] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ประการอื่นยังมีอีก ภิกษุย่อมพิจารณากายนี้ แล ตามที่ตั้งอยู่ ตามที่ดำรงอยู่ โดยธาตุว่า มีอยู่ในกายนี้ ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม ดูกรภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนคนฆ่าโค หรือลูกมือของคนฆ่าโค ผู้ฉลาด ฆ่าโคแล้วนั่งแบ่งเป็นส่วนๆ ใกล้ทางใหญ่ 4 แยก ฉันใด ดูกรภิกษุทั้งหลาย ฉันนั้นเหมือนกันแล ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นกายนี้แลตามที่ตั้งอยู่ ตามที่ดำรงอยู่ โดยธาตุว่า มีอยู่ในกายนี้ ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม เมื่อภิกษุนั้นไม่ประมาท มีความเพียร ส่งตนไปในธรรมอยู่อย่างนี้ย่อมละความดำริพล่านที่อาศัยเรือนเสียได้ เพราะละความดำริพล่านนั้นได้ จิตอันเป็นไปภายในเท่านั้น ย่อมคงที่ แน่นิ่ง เป็นธรรมเอกผุดขึ้น ตั้งมั่น ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้อย่างนี้ ภิกษุก็ชื่อว่า เจริญกายคตาสติ ฯ
[ 299 ] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ประการอื่นยังมีอีก ภิกษุเห็นศพที่เขาทิ้งในป่าช้า อันตายได้วันหนึ่งหรือสองวัน หรือสามวัน ที่ขึ้นพอง เขียวช้ำ มี น้ำเหลืองเยิ้ม จึงนำเข้ามาเปรียบเทียบกายนี้ว่า แม้กายนี้แล ก็เหมือนอย่างนี้เป็นธรรมดา มีความเป็นอย่างนี้ ไม่ล่วงอย่างนี้ไปได้ เมื่อภิกษุนั้นไม่ประมาท มีความเพียร ส่งตนไปในธรรมอยู่อย่างนี้ ย่อมละความดำริพล่านที่อาศัยเรือนเสียได้ เพราะละความดำริพล่านนั้นได้ จิตอันเป็นไปภายในเท่านั้น ย่อมคงที่ แน่นิ่งเป็นธรรมเอกผุดขึ้น ตั้งมั่น ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้อย่างนี้ ภิกษุก็ชื่อว่าเจริญกายคตาสติ ฯ
[ 300 ] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ประการอื่นยังมีอีก ภิกษุเห็นศพที่เขาทิ้งใน ป่าช้า อันฝูงกาจิกกินอยู่บ้าง ฝูงแร้งจิกกินอยู่บ้าง ฝูงนกตะกรุมจิกกินอยู่บ้าง หมู่สุนัขบ้านกัดกินอยู่บ้าง หมู่สุนัขป่ากัดกินอยู่บ้าง สัตว์เล็กสัตว์น้อยต่างๆ ชนิดฟอนกินอยู่บ้าง จึงนำเข้ามาเปรียบเทียบกายนี้ว่า แม้กายนี้แล ก็เหมือนอย่างนี้ เป็นธรรมดา มีความเป็นอย่างนี้ ไม่ล่วงอย่างนี้ไปได้ เมื่อภิกษุนั้นไม่ประมาท มีความเพียร ส่งตนไปในธรรมอยู่อย่างนี้ ย่อมละความดำริพล่านที่อาศัยเรือนเสียได้ เพราะละความดำริพล่านนั้นได้ จิตอันเป็นไปภายในเท่านั้นย่อมคงที่ แน่นิ่ง เป็นธรรมเอกผุดขึ้น ตั้งมั่น ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้อย่างนี้ภิกษุก็ชื่อว่าเจริญกายคตาสติ ฯ
[ 301 ] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ประการอื่นยังมีอีก ภิกษุเห็นศพที่เขาทิ้งในป่าช้า ยังคุม เป็นรูปร่างอยู่ด้วยกระดูก มีทั้งเนื้อและเลือด เส้นเอ็นผูกรัดไว้... เห็นศพที่เขาทิ้งในป่าช้า ยังคุมเป็นรูปร่างด้วยกระดูก ไม่มีเนื้อ มีแต่เลือดเปรอะเปื้อนอยู่เส้นเอ็นยังผูกรัดไว้... เห็นศพที่เขาทิ้งในป่าช้า ยังคุมเป็นรูปร่างด้วยกระดูก ปราศจากเนื้อ และเลือดแล้วแต่เส้นเอ็นยังผูกรัดอยู่... เห็นศพที่เขาทิ้งในป่าช้า เป็นท่อนกระดูก ปราศจากเส้นเอ็นเครื่องผูก รัดแล้ว กระจัดกระจายไปทั่วทิศต่างๆ คือ กระดูกมืออยู่ทางหนึ่ง กระดูกเท้าอยู่ทางหนึ่ง กระดูกแข้งอยู่ทางหนึ่ง กระดูกหน้าขาอยู่ทางหนึ่ง กระดูกสะเอวอยู่ทางหนึ่ง กระดูกสันหลังอยู่ทางหนึ่ง กระดูกซี่โคร ง อยู่ทางหนึ่ง กระดูกหน้าอกอยู่ทางหนึ่ง กระดูกแขนอยู่ทางหนึ่ง กระดูกไหล่อยู่ทางหนึ่ง กระดูกคออยู่ทางหนึ่ง กระดูกคางอยู่ทางหนึ่ง กระดูกฟันอยู่ทางหนึ่ง กะโหลกศีรษะอยู่ทางหนึ่ง จึงนำเข้ามาเปรียบเทียบกายนี้ว่า แม้กายนี้แล ก็เหมือนอย่างนี้เป็นธรรมดา มีความเป็นอย่างนี้ ไม่ล่วงอย่างนี้ไปได้ เมื่อภิกษุนั้นไม่ประมาท มีความเพียร ส่งตนไปในธรรมอยู่อย่างนี้ ย่อมละความดำริพล่านที่อาศัยเรือนเสียได้ เพราะละความดำริพล่านนั้นได้ จิตอันเป็นไปภายในเท่านั้น ย่อมคงที่แน่นิ่ง เป็นธรรมเอกผุดขึ้น ตั้งมั่น ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้อย่างนี้ ภิกษุก็ชื่อว่าเจริญกายคตาสติ ฯ
[ 302 ] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ประการอื่นยังมีอีก ภิกษุเห็นศพที่เขาทิ้งในป่าช้า เป็นแต่ กระดูก สีขาวเปรียบดังสีสังข์... เห็นศพที่เขาทิ้งในป่าช้า เป็นท่อนกระดูก เรี่ยราดเป็นกองๆ มีอายุเกินปีหนึ่ง...เห็นศพที่เขาทิ้งในป่าช้า เป็นแต่กระดูก ผุเป็นจุณ จึงนำเข้ามาเปรียบเทียบกายนี้ว่า แม้กายนี้แล ก็เหมือนอย่างนี้เป็นธรรมดา มีความเป็นอย่างนี้ ไม่ล่วงอย่างนี้ไปได้ เมื่อภิกษุนั้นไม่ประมาท มีความเพียร ส่งตนไปในธรรมอยู่อย่างนี้ ย่อมละความดำริพล่านที่อาศัยเรือนเสียได้ เพราะละความดำริพล่านนั้นได้จิตอันเป็นไปภายในเท่านั้น ย่อมคงที่ แน่นิ่ง เป็นธรรมเอกผุดขึ้นตั้งมั่นดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้อย่างนี้ ภิกษุก็ชื่อว่าเจริญกายคตาสติ ฯ
[303] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ประการอื่นยังมีอีก ภิกษุสงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรมเข้าปฐมฌาน มีวิตก มีวิจาร มีปีติและสุขเกิดแต่วิเวกอยู่ เธอยังกายนี้แล ให้คลุกเคล้าบริบูรณ์ ซาบซ่านด้วยปีติและสุขเกิดแต่วิเวก ไม่มีเอกเทศไรๆ แห่งกายทุกส่วนของเธอที่ปีติและสุขเกิดแต่วิเวกจะไม่ถูกต้อง ดูกรภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนพนักงานสรงสนาน หรือลูกมือของพนักงานสรงสนานผู้ฉลาด โรยจุณสำหรับสรงสนานลงในภาชนะสำริดแล้ว เคล้าด้วยน้ำให้เป็นก้อนๆ ก้อนจุณสำหรับสรงสนานนั้น มียางซึม เคลือบ จึงจับกันทั้งข้างใน ข้างนอกและกลายเป็นผลึกด้วยยาง ฉันใด ดูกรภิกษุทั้งหลาย ฉันนั้นเหมือนกันแล ภิกษุย่อมยังกายนี้แล ให้คลุกเคล้า บริบูรณ์ ซาบซ่านด้วยปีติและสุขเกิดแต่วิเวก ไม่มีเอกเทศไรๆ แห่งกายทุกส่วนของเธอที่ปีติและสุขเกิดแต่วิเวกจะไม่ถูกต้อง เมื่อภิกษุนั้นไม่ประมาท มีความเพียร ส่งตนไป ในธรรมอยู่อย่างนี้ย่อมละความดำริพล่านที่อาศัยเรือนเสียได้ เพราะละความดำริพล่านนั้นได้ จิตอันเป็นไปภายในเท่านั้น ย่อมคงที่ แน่นิ่ง เป็นธรรมเอกผุดขึ้น ตั้งมั่น ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้อย่างนี้ ภิกษุก็ชื่อว่า เจริญกายคตาสติ ฯ
[ 304 ] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ประการอื่นยังมีอีก ภิกษุเข้าทุติยฌาน มีความผ่องใสแห่งใจภายใน มีความเป็นธรรมเอกผุดขึ้น เพราะสงบวิตกและวิจารไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร มีปีติและสุขเกิดแต่สมาธิอยู่ เธอยังกายนี้แล ให้คลุกเคล้า บริบูรณ์ ซาบซ่านด้วยปีติและสุขเกิดแต่สมาธิ ไม่มีเอกเทศไรๆ แห่งกายทุกส่วนของเธอที่ปีติและสุขเกิดแต่สมาธิจะไม่ถูกต้อง ดูกรภิกษุทั้งหลายเปรียบเหมือนห้วงน้ำพุ ไม่มีทางระบายน้ำทั้งในทิศตะวันออก ทั้งในทิศตะวันตกทั้งในทิศเหนือ ทั้งในทิศใต้เลย และฝนก็ยังไม่หลั่งสายน้ำโดยชอบตามฤดูกาล ขณะนั้นแล ธารน้ำเย็นจะพุขึ้นจากห้วงน้ำนั้น แล้วทำห้วงน้ำนั้นเอง ให้คลุกเคล้า บริบูรณ์ ซาบซ่านด้วยน้ำเย็น ไม่มีเอกเทศไรๆ แห่งห้วงน้ำทุกส่วนนั้นที่น้ำเย็นจะไม่ถูกต้อง ฉันใด ดูกรภิกษุทั้งหลาย ฉันนั้นเหมือนกันแล ภิกษุย่อมยังกายนี้แล ให้คลุกเคล้า บริบูรณ์ ซาบซ่านด้วยปีติและสุข เกิดแต่สมาธิไม่มีเอกเทศไรๆ แห่งกายทุกส่วนของเธอที่ปีติและสุขเกิดแต่สมาธิจะไม่ถูกต้อง เมื่อภิกษุนั้นไม่ประมาท มีความเพียร ส่งตนไปในธรรมอยู่อย่างนี้ ย่อมละความดำริพล่านที่อาศัย เรือนเสียได้ เพราะละความดำริพล่านนั้นได้ จิตอันเป็นไปภายในเท่านั้น ย่อมคงที่ แน่นิ่งเป็นธรรมเอกผุดขึ้น ตั้งมั่น ดูกรภิกษุทั้งหลายแม้อย่างนี้ ภิกษุก็ชื่อว่าเจริญกายคตาสติ ฯ
โสมนัสเนกขัมมะนี่ กิเลสหาย แต่สุขเหมือนกัน สุขว่าง วูปสโมสุข ตัววิตกคือความดำริ นึกคิดแล้วคุณก็ต้องวิจัย คือ จับตัวเหตุรู้พฤติแยกแยะออก มีวิจาร แล้วกำจัดมันให้เกิดวิมุติ โดยรู้ๆ มี วิจักขณ์ คุณต้องเห็นอยู่ตลอดเวลา ตัววิตกวิจาร หายไป แล้วเกิดปีติ คือทำได้ชำนาญ มีความเก่ง จนไม่ต้องวิตกวิจาร หายไปแล้ว แต่ไม่ต้องทำก็เลยสบาย มีปีติ เป็นฌานที่ 3 ก็เลยปีติกรึ่มอยู่
ฌานที่ 3 ท่านก็เรียกว่า มีอุเบกขา ฌานที่ 4 จิตเป็นเอกัคคตา ก็เป็นอุเบกขาเต็ม เป็นฐานนิพพาน ต้องพิจารณาทุกธาตุ ทุกอวัยวะที่เกี่ยวข้อง กายคตาสติก็มีอาณาปานสติเป็นตัวแก่น อานาปานสติไม่ได้หมายถึงไปนั่งสมาธิอย่างเดียว แต่ว่าทุกอิริยาบทคุณต้องรู้หมด เป็นภาวะปกติชีวิตนั่นเอง เรียนรู้ให้รู้อารมณ์เป็นหนึ่ง เอกัคคตารมณ์
พอพ้นเนวสัญญานาสัญญายตนแล้ว ไม่เหลือนิโรธเลย ไม่มีภพ นัตถิอุปมา มีแต่สัญญารู้อยู่กับนิโรธ
เวทยิต แปลว่า เข้าถึงอารมณ์ สัญญาทำงานเคล้าเคลียอารมณ์ จนกระทั่ ง เวทนา 108 จบหมด ทุกอย่างเหมือนกันหมด ทั้งอดีต ปัจจุบัน อนาคต เป็นสูญว่างหมด เหมือนจนเป็นตถตา ไม่ต้องไปจัดสรร หมดกิจ เสร็จกิจ จบแล้ว นิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ) ไม่ต้องพยากรณ์เลยว่า อนาคตจะไม่สูญ นี่คืออวิชชาสูตร ข้อหลังๆ 5 . ความไม่รู้ในส่วนอดีต (ปุพพันเต อัญญาณัง) 6 . ความไม่รู้ในส่วนอนาคต (อปรันเต อัญญาณัง) 7 . ความไม่รู้ทั้งในส่วนอดีตและส่วนอนาคต (ปุพพันตาปรันเต) 8 . ความไม่รู้ในปฏิจจสมุป บ าทธรรม
กายคตาสติที่คุณคนนี้บอกให้อธิบายโดยพิศดารนะ พิศดารหรือยัง? กายคตาสติก็คืออานาปานสติ ก็คือสติปัฏฐาน 4 นั่นเอง
ต่อไปตอบเรื่องการปฏิบัติในชีวิตประจำวันแล้วฆ่ากิเลสอย่างไร?...ก็คืออย่างที่อธิบายมานี่แหละ
วันนี้ได้พูดเรื่องกาย อย่างพิศดารไม่ใช่น้อย...แล้วท่านแปลในพจนานุกรมนี่ กายกัมมัญญาตา ความคล่องแคล่วของกาย ความของควรแห่งการงานในกองเวทนา สัญญา สังขาร เอาไปเอามาก็ยังทิ้งพยัญชนะไม่หมดก็ยังเหลือร่องรอย กายก็คือเวทนา สัญญา สังขาร ส่วน กัมมัญญาคือการงาน ส่วน กายกัมมัญญาตา คือทำการงานทุกอย่างด้วยปัญญาอันยิ่ง ทำอย่างปรับได้มีมุทุภูตธาตุ ย ิ่ งจิตมีสภาพอุเบกขา มี ปริสุทธาตา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ประภัสสรา
กายกลิ ท่านแปลว่า ส ิ่ งชั่วช้าในกาย ก็คือ กิเลส
กายโทษ สิ่งชั่วข้าที่อยู่ในกาย ก็คือ กิเลสเช่นกัน อันเดียวกัน
กายคต คือ สิ่งที่ดำเนินไปในกาย ส ิ่ งที่เป็นไป อยู่ในกาย ก็คือ ใจใช่ไหม
กายยังคะ องค์แห่งกาย อวัยวะแห่งกาย ท่านก็ไปแปลว่าเป็นวัตถุอีก ที่จริง องค์ก็คือหน่วยแห่งกาย
กายถาม คือกำลังของกาย คือองค์ประชุมนี้มีกำลัง
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive