570617_พ่อครูที่สันติอโศก เรื่อง กาย และ สัญญา อันลึกซึ้ง.doc.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2557
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์344 KB
วันที่แก้ไข21 เมษายน 2567

เนื้อหาในไฟล์

570617_พ่อครูที่สันติอโศก เรื่อง กาย และ สัญญา อันลึกซึ้ง

วันที่ 17 มิถุนายน 2557 ที่บวร สันติอโศก

พ่อครูพาไหว้พระสวดมนต์... ไหนหลวงปู่จะเทศน์ตั้งใจเทศน์ลึกละเอียดปรมัตถธรรมเลย ตั้งใจฟังให้ดีนะ หลวงปู่พยายามอธิบายให้ฟัง แม้แต่เด็กๆก็ให้เข้าใจได้ เมื่อวานก็เทศน์ที่ปฐมอโศก ที่ปฐมอโศก ปีนี้เด็กเยอะเลย อาตมาตั้งใจขยายความคำว่า “กาย” เมื่อวานอธิบาย ข้อที่ 1 ของสัตตาวาส 9 คือ ผู้มีกายต่างกัน สัญญาต่างกัน สองคำนี้ไม่รู้กันชัดในภาษาไทย คำว่า กาย นี่น่าสงสาร มันเป็นภาษาไทยที่แปลว่า ร่าง ซึ่งผิดไปเลยจากความหมายในธรรมะพระพุทธเจ้า คำว่า กาย นี่ในความหมายธรรมะพระพุทธเจ้า ถ้าไม่มีจิตร่วมด้วย ไม่ใช่ กาย คำว่า กาย หมายถึง จิตเป็นหลัก ไม่ใช่รูปร่างข้างนอก ถ้าเข้าใจแค่นี้พูดได้เลยว่า ไม่บรรลุธรรม เพราะจะไม่เข้าใจจิตเลย เมื่อเข้าใจคำว่า กาย ผิดก็หมดเลย ไม่เหลือ เพราะมีแต่กายสรีระ ไม่มีจิตเลยก็จะไปบรรลุธรรมได้อย่างไร เทวดา มาร พรหม คือ สัตว์โอปปาติกะ ในสัมมาทิฏฐิ 10 หากเข้าใจผิด ก็ลงกระป๋องเลย ไปเข้าใจผี เทวดา มาร พรหม เป็นรูปร่าง ไปนั่งสมาธิก็ว่ามีตาทิพย์ เห็นผีแล้วเทวดาแล้ว แล้วจะไปเข้าใจ สมมุติเทพ กับ อุบัติเทพ ต่างกันอย่างไรก็ไม่รู้แล้ว ส่วนเทวดาสมมุติก็คงเข้าใจว่า ไม่มีชฎา ส่วนเทวดาอุบัติเทพก็มีชฎาอย่างนั้นหรือ ก็ลงทะเลยะเยือกเย็นเลย ไปสร้างมโนมยอัตตา สัตว์นรก เมืองไทยสร้างกันมากมาย สร้างเป็นหนัง แต่ละคนประดิษฐ์สัตว์นรกของตนมา มีแต่รูปร่าง ไม่มีจิตเจตสิก ไม่มีเวทนาเลย จะเข้าหาเวทนาในเวทนา แล้วมีจิตร่วมในเวทนา จิตมีกิเลส ที่เป็นเหตุให้ทุกข์สุขอย่างไรไม่ได้เคยศึกษาเลย เวทนา 108 อาตมาจึงชัดขึ้นว่า ทำไมศาสนาพุทธในไทยจึงไม่อธิบายเวทนา 108 อธิบายอภิธรรมกันไปต่างๆนานา ไม่รู้จิต

อ่านต่อ

ในจิตที่เป็นเจโตปริยญาณ 16 ก็ไม่ขยายความกัน ไม่เข้าใจเวทนาในเวทนาในสติปัฏฐาน 4 ก็ไม่เกิดปัญญารู้แจ้งเห็นจริง ก็ได้แต่ปฏิบัติเป็นมิจฉาสมาธิ มิจฉาฌาน ได้มิจฉานิโรธ ก็ได้มิจฉาอรหันต์ ทุกวันนี้อาตมาพูดนี่หนัก แต่ว่าถ้าไปรอ 50 หรือ 60 พรรษาก็ไม่รู้จะได้พูดไหม ตอนนี้ก็ 40 กว่าพรรษาแล้วก็น่าจะพูดแล้ว สัญญา คือ กำหนดหมายรู้ โดยเฉพาะปัจจุบันต้องใช้สัญญาไปกำหนดรู้ อย่างเวทนานี่ก็ต้องกำหนดรู้ แล้วจิตอย่างไรจึงสังขารเป็นเวทนา จิตมีกิเลส รู้สมุทัยคือกิเลสเป็นอย่างไร ก็ใช้สัญญาไม่เป็น แล้ววิตกวิจารก็คือต้องใช้สัญญาเข้าไปชอนไชแยกแยะให้ชัด เวทนาก็คือกาย จิตก็คือกายชนิดหนึ่ง แล้วกายเป็นจิตอย่างไร? เขาเข้าใจว่า กายคือแค่ร่างเท่านั้นจะเป็นจิตได้อย่างไร อาตมาพูดเช่นนี้เขาก็จะหาว่าเป็นอ าตมา เพี้ยนไปแล้ว เพราะเขาไม่เคยสอนกันว่า กายคือจิต จิตคือกาย อาตมาจะยกบาลี กายวิญญาณ ซึ่ง วิญญาณคือจิตใช่ไหม? กายวิญญาณก็คือตัววิญญาณเป็นองค์ประชุมของวิญญาณ แม้จะเป็น กายสังขาร คือ สังขารปรุงแต่งรวมทั้งมหาภูตรูปและอุปาทายรูปหรือเป็นจิตเจตสิกทั้งหมด ตากระทบกับขวด ตอนนี้ยกตัวอย่างยกขวดมาแล้ว ตากระทบขวดก็เกิดรูป หรือเกิดภาพ หรือรูป ซึ่งคุณต้องมีสัญญาเข้าไปกำหนดรู้อันนี้ ท่านบอกเลยว่าเมื่อตากระทบรูปแล้วเกิดวิญญาณ ต้องไปอ่านใน คนคืออะไร ทำไมสำคัญนัก เป็นเล่มแรกแล้วเล่มที่สองคือ ชีวิตนี้มีปัญหา ถ้าเราไม่สามารถเข้าใจเนื้อแท้ของคำว่า สัญญา แล้วก็จะใช้ไม่เป็น สัญญาแปลว่า การกำหนดหมาย หรือความจำ แล้วมันก็ทำหน้าที่ในปัจจุบันกำหนดจากความจำ นี่ก็เป็นส ิ่ งที่รู้ได้สำหรับคนนึกขึ้นมาได้ ก็กำหนดหมายรู้ความจำที่เราบันทึกไว้ในอัตภาวะ ที่บันทึกไว้มีมากมาย ที่ดึงมาได้ก็ดึงได้ แต่ที่ดึงไม่ได้อีกมีไว้อีกมากมาย ก็สามารถเอาความจำขึ้นมาใช้สัญญากำหนดรู้ความจำในอดีต สัญญา ทำหน้าที่กำหนดหมายรู้อดีต และก็สามารถกำหนดหมายรู้ในปัจจุบันได้ แต่ความจำนี้มีมากกว่าที่คุณระลึกได้ แต่คุณหมายกำหนดดึงมารู้ไม่ได้ สัญญาคุณไม่มีประสิทธิภาพดึงมาได้ สัญญา ไม่ได้หมายถึงแค่ความจำ จริงๆสัญญาคือการกำหนดหมาย เช่นดึงอดีตมารู้ เป็นต้น ส่วนที่ดึงออกมาไม่ได้ก็จัดการกับมันไม่ได้ เอาออกก็ไม่ได้ ดังนั้นก็ดึงได้แต่ปัจจุบัน กำหนดหมายได้ในปัจจุบัน เช่น ขวดนี้ ต้องรู้อะไร ก็รู้อารมณ์ของตนไง เช่น สัมผัสแล้วสวย เราก็กำหนดรู้ว่า เราชอบก็สวยตรงกับที่เรากำหนดหมาย ส่วนไม่ชอบก็ตามที่กำหนดหมาย ปรมัตถ์ต้องรู้อารมณ์ ชอบหรือชัง ถ้ารู้ก็รู้ปรมัตถ์ ไม่ได้สำคัญที่รูปสวยเป็นหลัก แต่สำคัญที่คุณชอบหรือไม่ชอบเป็นหลัก มันปรุงแต่งเป็นชอบหรือไม่ชอบก็คือสังขาร ในสังขารหากคุณไม่รู้ มันก็คืออวิชชา อวิชชา มีสังขารเป็นปัจจัย คุณต้องมีปัญญาญาณรู้สังขาร คือการปรุงแต่งของรูปและนาม รูปคือส ิ่ งที่ถูกรู้ เช่นเป็นองค์ประกอบของดิน น้ำ ไฟ ลมพระพุทธเจ้าให้กำหนดรู้ทางทวาร 6 ตั้งแต่เร ิ่ มต้นสังขารวิญญาณก็ต้องวิญญาณ 6 เมื่อเกิดสังขา ร เกิดวิญญาณก็ต้องกำหนดรู้ทางทวาร 6 รูปคือสิ่งที่ถูกรู้ คุณจะรู้ได้ต้องมีนาม ส่วนนาม หากถูกรู้ได้ก็เป็น นามรูป คุณจะรู้ได้ก็ต้องมีนาม แม้จะกำหนดรู้นามธรรมก็ต้องมีนามธรรมไปรู้ เรียกว่า ธาตุรู้ จะเป็นกายสังขาร วจีสังขารหรือจิตสังขารก็ต้องมีนามธรรมไปรู้ เมื่อไปพิจารณา กายคตาสติ ก็ไปรู้แค่การยืน นั่ง นอน รู้แค่โครงสร้างของสรีระ เพราะเข้าใจ คำว่า กาย ผิดเป็นแค่สรีระ เมื่อพิจารณา กายในกาย ก็ไปพิจารณาแต่ ย่างหนอ ก้าวหนอ จิตก็กำหนดรู้แค่ร่าง แต่ไม่ได้พิจารณาในอารมณ์ ได้แต่กสิณนิ่งจิตนิ่งอย่างเดียว ยกหนอ ยกส้นก่อนหรือยกปลายเท้าก่อน ก็รู้แต่เรื่องตรงนั้นๆ เป็นกสิณ จิตก็หยุดคิด หยุดปรุงแต่งไม่ฟุ้ง เป็นการดับความปรุงแต่งเป็นวิกขัมภนปหาน ก็เรียนกันจังเลย แค่ก้าวหนอ ย่างหนอ โทรทัศน์ถ่ายกันออกเสียดายไฟฟ้า ก็ได้แค่วิกขัมภนปหาน ฤาษีนั้นเรียนมามาก เก่ง เราสู้เขาไม่ได้หรอก แต่พระพุทธเจ้าไม่ให้เป็นแม้โสดาบัน กายในกายก็จดจ่อแค่การเคลื่อนไหว ก็ไม่รู้เวทนาในเวทนา จิตในจิตเลย แม้แต่กายในกายก็ไม่รู้เลย รู้แต่กายนอกอย่างเดียว เพราะกำหนดว่ากายคือข้างนอกหมด ไม่เข้าไปหาในเลย พระพุทธเจ้าก็ใช้คำว่า กายในกาย เมื่อไม่รู้กายในกาย ก็ไปรู้รูปในกายอย่างไร ก็เข้าใจเป็นผี เทวดา เป็นสัตว์วิญญาณ ก็เลยเข้าใจแต่ตัวร่างของวิญญาณ ไม่เอาคำว่า กายไปใช้ ใช้คำว่า วิญญาณสัตว์นรก เทวดา แต่ที่จริงคือกาย เป็นองค์ประชุมของนามธรรม สัมผัสนอกเข้าไปข้างในเป็นกายในกายแล้ว คำว่า กาย นี้คุณเข้าใจว่ามีแต่รูปร่าง แม้แต่สัตว์นี่ก็เป็นนามธรรม ไม่มีรูปร่าง เป็นอาการ ลิงค นิมิต พอเข้าไปกายในกาย สัตว์ไม่ใช่ดิน น้ำ ไฟลมรูปร่างแล้ว เพราะมโนนั้น อสรีรัง ไม่มีรูปร่าง แต่เขาไปปั้นเป็นรูปร่างก็เป็น มโนมยอัตตา คุณก็สำเร็จในการกำหนดหมายในภายใน หากจำไว้ในจิตนานจนคุณลืมมัน แต่ที่จริงลืมไม่ได้ จนกว่าเก่งจนสามารถระลึกได้ไม่รู้กี่ชาติอย่างพระพุทธเจ้าทำได้ ก็ต้องสร้างสัญญา การปฏิบัติธรรมก็ต้องเข้าใจสัญญาให้ถูกต้อง ตั้งแต่ กามสัญญา ตั้งแต่กามหยาบๆที่เรียกว่า อบายภูมิ เป็นสัตว์นรกในอบาย เช่น อบายคือโลกต่ำ ถ้าเราเองไปกำหนดรู้องค์ประชุมที่มีจิตเป็นหลัก และแม้กระทบสัมผัสดิน น้ำ ไฟ ลมภายนอกก็ต้องอาศัยจิตเป็นหลัก ในปฏิจจสมุปบาท ให้กำหนดรู้ เวทนา 6 ตัณหา 6 วิญญาณ 6 เป็นเครื่องยืนยันว่าคุณต้องปฏิบัติโดยเปิดทวารทั้ง 6 ในการปฏิบัติ แต่ถ้าปฏิบัติโดยตัดทวารนอกออก แบบสายศรัทธานั้น ก็เรียนรู้แต่ภายใน ก็ได้กายสักขี อาสวะบางอย่างดับได้ คำว่า กายสักขีคือเห็นได้แต่ในรูปภพ อรูปภพของตนเท่านั้น ไม่ใช่ สักขี ที่เห็นโทนโท่อยู่ภายนอก กายสักขีของทักขิเณยยบุคคลไม่ได้หมายถึงการกระทบนอก แต่ว่าเป็นสักขีของตน ตนยืนยันกับตนเอง อย่างสายนั่งหลับตาดับ เขาก็ยืนยันกับตัวเองว่าได้นิโรธดับไปแล้ว ซึ่งพระพุทธเจ้าไม่รับรอง แต่บอกว่าอาสวะบางอย่างดับได้ ก็ทำมานานหลายสิบปี คำว่ากายของสายนี้จึงหมายถึงจิต กายสักขี นี่หมายถึง กระทบสัมผัสภายนอกทนโท่ เช่น เห็นด้วยตาอยู่หลัดๆชัดแจ้ง แต่สายศรัทธาที่ปฏิบัติพระพุทธเจ้าว่าต้องสัมผัสวิโมกข์ 8 ต้องกระทบสัมผัสภายนอกแล้วต่อเนื่องสู่ภายใน อารมณ์ของจิตที่เกิดเรียกว่า กาย ถ้าไม่มีตา หู จมูก ลิ้น กายกระทบ วิญญาณก็ไม่เกิด เมื่อวิญญาณไม่เกิด คุณก็ไม่มีกาย กายที่เป็น กายวิญญาณ คือไม่ใช่มีแต่รูปร่างผีที่ลอยล่องไป ตาเนื้อเห็นผีกระสือมีแต่หัวกับไส้ลอยละล่อง นั่นไม่ใช่กายของผี แต่นั่นคือของปลอมอะไรไม่รู้ที่คุณสมมุติขึ้นแล้วเรียกมันว่า ผี มันไม่หลอกใคร มันหลอกใครไม่เป็น คือจริงๆมันไม่มี แต่คุณไปปั้นสำเร็จในจิตคุณ ผีนอกวิญญาณของคุณไม่มี พระพุทธเจ้าบริภาษภิกษุสาติ ว่าใครสอนเธอว่าวิญญาณล่องลอยออกไปภายนอกร่าง แต่ถ้าไปเข้าใจว่า กาย ไม่เกี่ยวกับภายนอก มีแต่จิตก็จะเป็นสายสัทธานุสารี ปฏิบัติได้กายสักขี อาสวะบางอย่างสิ้นไปได้ แต่ไม่เป็นอรหันต์ ต้องสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย คุณต้องกำหนดรู้ในปัจจุบันยามสัมผัสในขณะนี้ว่า นี่คืออาการกาม นี่ คือพยาบ าท ชัดเจนเดี๋ยวนี้ แต่ถ้าไปนึกระลึกเอาสัญญามา ดีไม่ดีก็ปั้นอารมณ์ขึ้ นเองเป็นของปลอมไหม ปั้นให้อารมณ์แรงหรือเบาได้ ยกตัวอย่างเช่น คุณโกรธคนนี้ คุณไม่พอ คุณก็เร่งอารมณ์โกรธของคุณให้มากกว่านี้ คุณบ้าอย่างนั้น เพิ่มอารมณ์โกรธ ทำโง่ๆอย่างนี้ใครก็เคยทำ อันนี้รสอร่อย มันอร่อยแต่คุณก็เพิ่มอาการใจอร่อยให้มากขึ้นๆ สร้างขึ้นมาเลย อย่างอวิชชา ถูกหลอกซ้ำว่าอร่อยจริง บางอย่างคุณยังไม่เคยชิมอย่างนี้เลย เขาก็เอามาให้กิน คนเอามาให้ก็ยั่วคุณว่าอร่อยอย่างนั้นอย่างนี้แล้วคุณกินก็ว่าอร่อยตาม ทั้งที่ไม่เคยกินเลย มันอาจมีรสมันรสหวาน อย่างที่เคยรู้ เขาถามว่าหวานก็หวาน หอมก็หอม แปลกไหมแปลก คุณก็ปรุงตามเขาไป ก็เสร็จอีด่างเลย เคยถูกหลอกมาไหม อย่าว่าแต่เราถูกหลอกเลย เราเองก็เคยชวนให้เขามาติด หาทางตะล่อมให้เขาติด ของนี้เขาไม่เคยนะ อย่างนี้เป็นต้น ก็ไม่เคยมี พอถูกหลอกว่ามีก็เลยมีเข้าให้ ถ้าคุณไม่เคยติด แม้เขาหลอก แต่คุณก็ว่าไม่อร่อย มันก็ไม่ติด เขาจะหลอกอย่างไง ไอ้ที่พูดมาก็ไม่เห็นเป็นอย่างที่ว่า คุณก็ไม่มีอร่อยอย่างนั้น แต่ถ้าประทับใจเข้าไปว่าหวานยิ่งกว่าหวาน หอมยิ่งกว่าที่เคยหอม คุณก็ได้อร่อยรสใหม่ขึ้นอีก อย่างอาหารไทยต่อไปจะอาละวาดไปทั่วโลกเลย พิ ส ดารทางรูป รส กลิ่น เสียงสัมผัสนะ ความอร่อย มันเป็นของปลอมของเท็จ อัลลิกะ อาตมาแยกคำว่า สุขัลลิกะ ว่า สุข กับ อัลลิกะ เขาก็หาว่าอาตมาแยกผิด แต่อาตมาว่าไม่ผิด อาตมายืนยันมั่นใจว่าเอาสภาวะเป็นหลัก แล้วพยัญชนะก็ไม่ผิดด้วย อัลลิกะคือเท็จ แต่ไม่เคยมีใครแยก ก็ไม่ถือว่าที่อาตมาพูดนี่ถูกต้อง อาตมาเอามาจากสภาวะ ขอยืนยันว่าจริง เพราะอาตมาปฏิบัติแล้วว่า ความอร่อยนี้ไม่มีได้จริงๆ ใครเห็นตามอาตมาก็มาปฏิบัติตาม แต่ใครไม่เห็นด้วย หาว่าอร่อยมีจริง คุณก็มีอยู่ต่อไป อัสสาทะ นั้น ท่านบางท่านก็ว่า อรหันต์ก็มีอัสสาทะได้ แต่ว่าอาตมาไม่เห็นแบบนั้น อรหันต์ตามที่อาตมาเข้าใจทำได้คือ หมดอัสสาทะได้ ก็รับรู้ทวาร 6 ได้เหมือนเขา แต่ว่าไม่เกิดสุขทุกข์ ทำได้อย่างสูญทำได้ทุกปัจจุบันสั่งสมเป็นอดีตที่สูญ ทำได้แน่นอน จนพยากรณ์อนาคตตัวเองได้เลยว่า สูญ กายนี่คือนามเป็นหลัก มีรูปด้วย แต่แม้ที่สุด ไม่มีดิน น้ำ ไฟ ลมเลยก็เป็นกายได้ แม้มีดิน น้ำ ไฟ ลมก็เรียกกายได้แต่ขาดธาตุรู้หรือใจไม่ได้ แต่ถ้าเป็นแต่ใจ ขาดดิน น้ำ ไฟ ลม เรียก กายได้ เช่น กายมุทุตา คำว่า มุทุ คืออาการอ่อน ไหว เร็วไว อาตมาแปลว่าจิตหัวอ่อน เมื่อเป็นรูปก็คือ มุทุตา ในลัก ษ ณะรูป ที่มี มุทุตา ลหุตา กัมมัญญตา ชรตา คือ แก่ อุปจยะ คือ เกิด ส่วนสันตติ คือ ยังไม่สูญต่อเนื่องอยู่ กายกัมมัญญตา คือ ๅต้องมีปัญญาอันรู้ยิ่งเข้าไปประกอบ เป็นโลกุตระปัญญา เป็นความเฉลี่ยวฉลาดรู้จริงๆ มีทั้งเจโต คือจิตสะอาด และมีปัญญารู้ความสะอาดที่จิตเป็นสะอาด หรือจิตรู้จักกิเลสแล้ว หยาบ กลาง ละเอียด ก็รู้ว่าละเอียดที่สุดอย่างไร มันไม่มีแล้วก็รู้จะเรียกว่าอาสวะอนุสัยก็รู้ว่ามันหมด คุณจะมีญาณ รู้นามรูปด้วยอาการ แล้วใช้สัญญากำหนดหมายรู้เอาเอง หมายหรือมาร์คอย่างไรว่าอันนี้ เป็นนามธรรม มันมาร์ค กำหนดรู้หมายรู้ ทำการรู้ด้วยใจของคุณ มันเทียบกับวัตถุไม่ได้แล้ว นัตถิอุปมา คุณรู้ของคุณเอง เป็นปัจจัตตังเวทิตัพโพ พอคุณเห็นทุเรียน แล้วตรงกับอุปาทานตน เช่น หวาน หอม กรอบ หรือเละก็ตามที บางคนชอบทุเรียนเละๆ เรียกว่า ทุเรียนปลาร้า แต่อาตมาเมื่อก่อนชอบแบบกรอบๆ หวานปะแล่มๆ จะเป็นอาหารหรืออะไรก็แล้วแต่ คุณไปอุปาทานไว้ แล้วพอตรงกับที่เรายึด กำหนดหมาย specification กำหนดทุกสัดส่วน อย่างที่เราว่า ตรงสเปคนี่แหละ คือกำหนดหมาย อย่างนี้แหละ ตรงสเปค คุณก็ชอบ หรือตรงบ้างไม่ตรงบ้างก็ชอบบ้าง แต่ถ้าไม่ตรงเลยก็ไม่ชอบ ไอ้ความชอบหรือไม่ชอบนี่คือความบ้าของคุณเองทั้งนั้น ตรงมากเท่าใดก็ดูดเท่านั้น พอคุณอยู่คนเดียวก็สมมุติเองเลยถ้าคุณชอบตรงไหน ตรงกลิ่นก็ไปเติมมันเข้าไป ว่าถ้ากลิ่นอย่างนี้น่าจะดี คุณก็ไปเติมของคุณเอง มันรสมันอ่อนหรือแข็งอย่างไรก็ไปเติมเอง นี่คือเก่งฉิบหาย เติมแต่งเก่ง ไม่หยุดยั้ง ไม่มีวันจบหรอก เก่งจนคุณทนความร้อนได้ ทนหนาวได้ ทนอย่างนั้นอย่างนี้เกินคนธรรมดาได้ คนนั้นเลยกลายเป็นเกินสามัญ ยกย่องว่าเป็นมนุษย์พิเศษมหัศจรรย์ก็เท่านั้นเอง ก็แข่งกันโชว์กันเท่านี้แหละก็ไปซักซ้อมกันทำ สรุปแล้วก็คือเก่งทางเทคนิค การฝึกปรือเทคนิคก็ช่ำชองได้มากขึ้นเท่านั้นเอง แล้วคุณก็ไปยึดถือว่าจะต้องเก่งต้องได้อย่างนี้ปรุงต่อไปเพิ่มไปอีก แล้วเอาอันนั้นอันนี้มาปรุงผสมเข้าไป หรือไปหาอันใหม่เข้าไปผสมอีก มันยาวยืดไม่จบ สรุปแล้วเ พราะคุณยึดถือ หากไม่ยึดถือ ก็จะรู้ของจริงที่มันมีเป็นธาตุของมัน จะเรียกว่าร้อนเย็น สีเหลืองเขียวหรือสีใดๆที่แต่ละคนก็รู้เหมือนกัน รู้สัจจะความจริงของมัน คุณจะไปเติมว่าจริงอย่างนี้ชอบ ไม่จริงอย่างนี้ไม่ชอบ แล้วไอ้ความจริงมันเที่ยงไหม? แต่คุณไปยึดว่ามันต้องเป็นเช่นนี้ คุณต่างหากเที่ยงแต่ทุกอย่างไม่เที่ยงเลย สีมันก็อย่างนี้ มันก็ซีดหรือเข้มขึ้นก็ได้ ไม่มีอะไรเที่ยงหรอก สี หรือรูป อะไรก็ไม่เที่ยง แต่คุณไปยึดกำหนดสเปคของคุณทั้งนั้นเลย อารมณ์ชอบหรือไม่ชอบก็อยู่ที่กำหนดหมายตามที่ได้ เมื่อได้ตามหมายก็ชอบใจ ไม่ได้ก็ไม่ชอบใจ คุณก็อยู่กับสุขทุกข์อย่างนี้ตลอดกาล แต่เมื่อคุณไม่ยึดแล้วก็จะเอาอย่างไรก็ได้ ก็ไม่ทุกข์ไม่สุขอะไร การที่มีคำว่าไม่เที่ยงถึงกินความเยอะ ก็เพราะสัญญาเรากำหนดแล้วไปยึดว่าสัญญานี้เที่ยง ต้องอย่างนี้ๆ นี่คือให้สัญญาเที่ยง แต่ที่จริง สัญญาไม่เที่ยงทั้งสัญญาเองก็ไม่เที่ยง สิ่งอื่นก็ไม่เที่ยงด้วย พระพุทธเจ้าตรัสว่า อนิจจัง ทุกขังอนัตตานี่คือคำตายเลย มีนิพพานเท่านั้นที่เที่ยงแท้อย่างเดียวเท่านั้น และอยู่ที่จิตวิญญาณมนุษย์เท่านั้น หมดความเป็นจิตวิญญาณมนุษย์นั้นไม่มีความเที่ยง มีแต่นิพพานเท่านั้นที่เที่ยง ถ้าคนตายไปแล้วก็ไม่มีนิพพาน พระอรหันต์เจ้าตายแล้วนิพพานก็ไม่มี นิพพานไปกับพระอรหันต์แล้ว นิพพานนั้น ไม่สูงไม่ต่ำ ไม่รักไม่ชัง ไม่รักไม่โลภ ไม่ไปไม่มา รู้ความจริงตามความเป็นจริงจะใช้ก็ใช้ ไม่ใช้ก็ไม่ใช้ ใจก็ไม่ต่อรองไม่ว่า มันไม่มีไม่ได้ก็ใช้เท่านี้ ไม่เกิดทุกข์เกิดสุข จะเป็นไปตามเหตุปัจจัย นี่คือการอธิบายตามสัญญา แต่รู้ว่าอย่างนี้มันดีอย่างนี้ไม่ดี แต่ก็ไม่ยึด ยอมได้ จิตไม่วูบไม่วาบ ได้เท่านี้ก็เท่านี้ ดีไม่ดีได้เท่านี้ก็ไปทำ แต่ได้ประโยชน์สูงกว่าที่เคยเป็น ทั้งที่คิดว่าไม่น่าจะดีแต่ว่าทำแล้วดีกว่าเก่าก็รู้เท่านั้นเอง คุณกำหนดรู้ตามเหตุปัจจัย คุณต้องใช้สัญญาเป็นสัญญาก็ไปเป็นปัญญา สัญญาจึงเป็นตัวทำงานตลอด ปัญญานั้นชัดเจนในความรู้เป็นตัวเต็ม ที่จริงก็คือวิญญาณนั้นแหละ หรือญาณนั่นแหละรู้ ธาตุรู้ตัวแรกคือ ญ แล้วมาเป็นวิ กับ ญาณ หรือวิญญาณ สัญญานี้มีอัตโนมัติในการรู้ แต่ถ้าเรากำหนดรู้ตั้งใจว่าสัญญาคืออย่างนี้ใช้มัน มันจะกระทบรูปก็ตามกำหนดรู้ว่านี่คือรูปนะ นี่คือเสียงนะ เสียงต่างกับรูปนะ ต่างกับกลิ่น ก็ใช้สัญญากำหนดรู้ ตัวสัมผัสนี่แหละเป็นคำกลางๆ ไม่ว่าจะเย็น ร้อน อ่อนแข็ง ดังเบา ก็สัมผัสทั้งนั้นแหละ ตาก็สัมผัส เสียงก็สัมผัส จมูกก็สัมผัส ลิ้นก็สัมผัส ทั้งหมด 5 ทวารนี่เป็นโผฏฐัพพะหมดเลย เป็นการสัมผัสหมดเลยเป็นกลางๆ โผฏฐัพพะคือการสัมผัสภายนอก เมื่อเราสัมผัสภายนอกนี่แหละของจริง แม้ข้างในก็สัมผัสแต่ไม่จริงเท่า เมื่อคุณตายไป ไม่มีสัมผัสนอก นรกของคุณไม่มีดิน น้ำ ไฟ ลมเลย แล้วเมื่อคุณเสียใจเศร้าใจมีรูปไหม?ไม่มี แต่คุณสัมผัสรู้อาการเสียใจมากหรือน้อยก็ได้ เวลาร้อนใจ คุณสัมผัสอาการร้อนใจได้ มันไม่มีรูปนอก แต่มีรูปเป็นนามธรรม จะร้อนใจ เสียใจ เศร้าใจ เว้าใจ แหว่งใจ ใจน้อยหรืออะไร เหลือใจคือเกินกว่าที่จะพูดแล้ว เป็นต้น ถ้าหลับตา ก็เป็นการจำ สัญญากำหนดรู้ ไม่ใช่ของสด แต่คุณใช้สัญญากำหนดหมาย แต่จำนี่ พอนานๆไปก็ลืมเลือน รูปนี่ก็ลืมเลือนได้ หนักเข้า ก็จำไม่ได้ เลือนไปจนจำไม่ได้ แต่สิ่งที่ได้กระทบไปแล้วพลังงานทางคอมพิวเตอร์เคาะไปแล้วก็อยู่ในนั้นในฮาร์ดดิสของคุณ ฮาร์ดดิสนี่ก็คือเขาทำให้มันมีประสิทธิภาพ แต่ไม่เก่งเท่าอัตตา อัตตานี้รับได้มากกว่าหลายล้านเท่าของที่ทำได้ทุกวันนี้ แต่คุณไม่สามารถค้นมาใช้ได้ การศึกษาของพุทธนี่สามารถเอาข้อมูลที่เก็บไว้มาใช้ได้ ทั้งอดีตและปัจจุบัน ส่วนอนาคตไม่เคยมี มีแต่อดีตกับปัจจุบันแล้วจะไปเป็นอนาคต อรหันต์ไม่ลืม แต่จำได้ดีด้วย ไม่ยึดมั่นถือมั่นด้วย เราศึกษาความไม่เที่ยง คุณเคยมีแฟนแล้วตั้งหลายล้านคน แต่คุณจำไม่ได้หรอก คุณจำได้แต่ชาตินี้เท่านั้น บางคนอาจจะเลือนแล้ว เลือนว่าเคยมีรสชาติกับแฟน แต่บางคนก็จำได้อยู่บ้างแต่บางคนยังฝังใจอยู่เลย รสชาติทางหอมทางเหม็น อย่านึกว่าคุณไม่ยึดไม่ชอบความเหม็น เหม็นเขาก็ยึด เช่ นปักษ์ใต้ชอบบูดู อีสานชอบปลาแดก เหม็นจะตายชัก ผู้ที่ปฏิบัติธรรมได้บ้าง บางอย่างแต่ก่อนเคยชอบแต่บัดนี้ไม่ชอบ แต่ก่อนเคยสุข แต่เดี๋ยวนี้ไม่สุขแล้ว บางอย่างไม่สนุกอย่างเดิมแต่ก็เสียดายอยากได้คืน ก็หายามากิน เช่น กินข้าวไม่อร่อย แท้จริงสัญญาวิปลาส ไม่เที่ยง หรือถาวร ถ้าเป็นอรหันต์ แต่ทั่วไปก็ไม่ถาวรหรอก ไปหายามาบำบัด หลอกกันไปหลอกกันมา โสมบำรุงกาม ไวอากร้ามาบำรุงกาม ไวอากร้ามาขายให้อรหันต์ก็ไม่เกิด มันเป็นเรื่องอุปาทานทั้งนั้น ศึกษาให้ดีว่า มันหมดได้จริง อะไรก็ไม่ยากเท่ารสนี้ คนเราต้องกินอาหาร มันไม่ยึดมั่นถือมั่นเท่าลิ้น จะ ต้องใช้เป็นอาหาร รสทางลิ ้ นนี่แหละ ถ้าเข้าใจได้ อันอื่นก็จะเข้าใจได้โดยปริยาย ใน อปัณณกปฏิปทา มีโภชเนมัตตัญญุตา หรือมัตตัญญุตา จ ภัตสมิง พิจารณาว่าเราติดรสในกามอะไร แต่ละอย่างก็ได้พิจารณาความไม่เที่ยงยึดมั่นถือมั่น เมื่อลดได้ คุณจะเห็ นจริง เราจะเข้าใจว่า พระพุทธเจ้าให้ปฏิบัติ สำรวมอินทรีย์ สัมผัส ทางทวาร 5 นี่แหละ มีปสาทรูป โคจรรูป เมื่อกระทบแล้วเราไปสำคัญมั่นหมาย เกิดชอบหรือชัง ผลักหรือดูด มีเท่านี้แหละ เมื่อเรียนรู้ได้เรื่องกิน อย่างอื่นก็คล้ายกัน เราไม่ต้องไปศึกษาทั่วโลก แต่ทำได้แล้วจะวางเป็น ไม่จำเป็นต้องทำไปครบทุกอย่าง เพราะถ้าเข้าใจว่ามันเป็นเท็จไม่จริงเป็นหลัก สุขมันเป็นเท็จ และเป็นทุกข์ อนาคามี นั้นทางทวาร 5 ท่านไม่สุขแล้ว เหลือแต่รูปราคะ อรูปราคะ แต่ท่านไม่เกิดสุขทุกข์ในกามาวจร เมื่อเข้าใจว่าถูกหลอกเป็นเท็จไม่จริง อนาคามีจึงหมดสุขก่อนทุกข์ ทุกข์ที่เหลือ จึงเรียกว่า กิลมถะ เป็นความลำบาก แม้จะมีอาการกระวนกระวายบ้างละเอียดบางเบากว่ากิลมถะเรียกว่า ทรถะ อนาคามี มี กิลมถะ แต่อรหันต์นั้นจะมี ทรถะ ทรถะ พอเขามาแปลเป็นไทย โดยไม่รู้สภาวะว่าเป็นภาระของพระอรหันต์ เขาก็เลยแปลว่า ทรถะคือความกระวนกระวาย แปลได้แค่นี้ จริงๆก็เหลือแต่ภาระ ตราบที่พระอรหันต์ยังมีขันธ์ 5 ก็ยังมีทุกขันธ์ ยังเป็น ภาราหเว ปัญจขันธา แล้วก็มีทุกข์อื่นเช่นนิพันธ์ทุกข์ เป็นอรหันต์แล้วก็ต้องขี้ต้องเยี่ยว แม้เป็นพระพุทธเจ้า หรืออาหารปริเยติทุกข์ ต้องแสวงหาอาหารให้แก่ตนเอง แม้เขาแสวงหามาให้คุณก็ต้องเอาใส่ปากใส่ลิ้นเคี้ยวกิน กายมุทุตา คือ ปัญญา ไหวพริบ ไหวไว ไหวเร็ว เรียกว่ามีมุทุธาตุ หรือปรับได้เร็วไว ให้มันรับได้มากได้น้อย สูญได้ไว มากก็ได้ไว เก่งทั้งเจโตและปัญญา นั่นคือมุทุภูตธาตุ มุทุไม่ใช่แปลว่าจิตอ่อนหรือปัญญาอ่อน แต่อาตมาแปล มุทุ ว่าจิตหัวอ่อน กายมุทุตา เป็นองค์ประชุมของความมุทุ ของจิต แต่ถ้าแปลว่า กาย คือ ร่าง จะไปถึง มุทุธาตุได้อย่างไร กายลหุตา คือ องค์ประชุมของความเบาของจิต ไม่ใช่ว่าไปนั่งสมาธิแล้วตัวเบาลอยได้ แต่ที่จริงคือองค์ประชุมของจิตมันเบาว่างง่าย สบาย ไม่ใช่ร่างสรีระเบา

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน