590224_ทวช.พุทธาฯครั้งที่ ๔๐ ธรรมะของพระพุทธเจ้าอันยอดเยี่ยม ๓.docx
เนื้อหาในไฟล์
590224_ ทำวัตรเช้า พุทธาภิเษก ครั้งที่ 40 ธรรมะของพระพุทธเจ้า อันยอดเยี่ยม 3
พ่อครูว่า ...วันนี้ วันพุธที่ 24 กุมภาพันธ์ 2559 ที่ ชุมชนไพศาลี ถ้า 60 ก็เป็นสามเส้าของสิบถ้าเป็น 90 ก็เป็นความบริบูรณ์ วันนี้แรม 2 ค่ำเดือน 3 ปีวอก หรือปีมะแม ก็เลือกเอา ปีวอกนี้เป็นปีเกิดของ ส.ศิวรักษ์ ส่วนปีจอเป็นปีเกิดของโพธิรักษ์ ส.ศิวรักษ์นั้นเขาชื่อ สุลักษณ์ เป็น ส.ศิวรักษ์ รักษาศิวะ ส่วนอาตมานี้ ร. ราม อาตมา ร.รามรักษ์ มารักษาความเป็นราม รามกับศิวะต่างกันอย่างไร ใน ตรีมูรติ มี พรหม คือความเป็นกลาง ส่วน ศิวะ กับ ราม ก็อีกสองลักษณะ
สื่อธรรมะพ่อครู(อัตตา) ตอน สัญญากำหนดรู้อัตตา 16 ลักษณะ ธรรมะสอง เทวธัมมา ทุกอณูที่เกิดแตกตัวเป็นสองเสมอ ถ้าไม่แตกตัวจะจับนิ่งเป็น ๐ ถ้า ๐ แตกตัวมาก็จะมีสอง เป็น อิตถีภาวะ กับ ปุริสภาวะ เสมอ ตั้งแต่หนึ่ง หน่วยของปรมาณูแตกตัวออกมา อย่างเช่น นิวเคลียสแตกตัวออกมาเป็นนิวเคลียร์ ฟิวชั่น กับ ฟิชชั่น เป็นลักษณะ นิ่ง กับลักษณะ กระจาย เป็น ถีนมิทธะ และ อุทธัจจกุกกุจจะ ผู้สามารถรู้แล้วทำได้จิตจะเกิดเป็น 2 ลักษณะ สังขิตตังจิตตัง กับ วิกขิตตังจิตตัง แล้วควบคุมจัดการ ผู้สูงสุดสามารถจัดการจิตสองลักษณะนี้คือ ปุริสภาวะ กับอิตถีภาวะ ควบคุมให้เกิดลักษณะไหนได้ทั้งคู่ จะให้เป็นหญิงเป็นชาย เป็นบวกเป็นลบ แล้วก็ใช้งาน ผู้ที่จิตสามารถควบคุมใช้ได้อย่างเก่ง คือผู้ที่ควบคุมมุทุภูตธาตุของเราเองได้ สามารถจัดการอาการของธาตุจิต มุทุเป็นธาตุจิตหัวอ่อน คุณจะให้ไปทางไหน จะให้เกิดหรือตาย จะให้เป็นหญิง เป็นชายก็ได้ เป็นลักษณะไหนก็ได้ เพราะฉะนั้นใน เจตสิก 3 เวทนา สัญญา สังขาร มี สัญญา เป็นตัว กำหนดรู้และเป็นพลัง จะให้เกิด หรือจะให้ตาย ถ้าเกิด 1. เกิดเป็นตัวเราก็แค่ตัวเรา 2. เก
อ่านต่อ
ิดเกี่ยวข้องกับคนอื่นก็เป็นเกี่ยวข้องกับคนอื่น ถ้าเป็น ตัวเรา ก็เป็น เวทนา ถ้าเกี่ยวกับ คนอื่น ก็ สังขาร ในตัวเวทนา สัญญา สังขาร ตัวเก่งที่สุดคือ สัญญา สัญญา เป็นธาตุรู้ ธาตุจัดการ ตั้งแต่ต้นจนจบ จนเลิกทุกอย่างเลย เพราะฉะนั้นใน สัญญา 16 ใน อัตตา 16 ด้วย ใน สัญญีสัตว์ 16 ก็จะมีลักษณะอัตตา หรือสัญญา 16 ลักษณะ สัญญากำหนดรู้อาการ ในจิต หรือ กำหนดรู้ตัวอาการของอัตตา อัตตา คือสภาวะจิตตัวเรา จิตรวม คืออัตตา แล้วมีอาการต่างๆ อยู่ในตัวเราเรียกว่าอัตตา ถ้ากำหนดรู้ทั้ง 16 ลักษณะ แล้วก็จัดการมันได้ จัดการมันได้ก็จบเลย ลักษณะ 16 อย่างนั้น สัญญีทิฏฐิ 16 นี้ อัตตา 16 ท่าที ที่ท่านตรัสระบุไว้เลย จะเป็นสัญญาที่แข็งแรงลงตัวที่สุด สุขภาพเต็ม ไม่มีโรค “อโรโค” คือธาตุจิตตัวนี้แข็งแรงที่สุด สมดุลที่สุด ตั้งมั่นที่สุดเรียกว่า อโรโค ท่านแปลว่า ยั่งยืน ถาวรมั่นคง จบแล้ว ลักษณะยั่งยืน ไม่มีโรค ความเป็นชีวะที่ไม่มีโรค นี่สุดยอดแล้ว นั่นคือสุดยอดแห่งสุดยอดแล้วใน อโรโค 16 ลักษณะยั่งยืน ทุกลักษณะ และมีสัญญาทุกอัตตา เป็นอัตตาที่อโรโค ยั่งยืนสมบูรณ์แบบ เป็นอาการจิตที่จบทั้งเจโต และปัญญาวิมุติ
จิตแบบนี้อยู่ใน อัตตา แบบไหนบ้าง มีลิงคะ 16 แบบ (1) อัตตาที่ มีรูป ยั่งยืน มีสัญญา (2) อัตตาที่ ไม่มีรูป ยั่งยืน มีสัญญา (3) อัตตาทั้งที่ มีรูป ทั้งที่ ไม่มีรูป ยั่งยืน มีสัญญา อยู่ในลักษณะครึ่งๆ กลางๆ เดี๋ยวก็มีรูป เดี๋ยวก็ไม่มีรูป เร็วยิ่งกว่าเมื่อมีรูป ก็กำหนดรู้ขณะที่มันนิ่ง มันไม่มีรูปมันก็นิ่ง ไม่มีรูปให้เรารู้ แต่นี่ดันเคลื่อนไหวอยู่ เพราะทุกอย่างในโลกนี้มี “ ควอนตัม กับ โฟตอน ” เท่านั้น ซึ่งทั้งสองตัวมีลักษณะเป็นตัวมันและเคลื่อนอยู่ จะเอาตัวไหนในสองตัวนี้เป็นตัวเคลื่อนกับตัวนิ่งก็ได้ สลับกันได้ เหมือน ลมหายใจเข้าออก อานา เป็นลมหายใจเข้าแล้ว อาปานะ เป็นลมหายใจออก หรือสลับกันได้ เพราะสูงสุดแล้ว จะเป็น หญิง หรือ ชาย ก็ได้ กำหนดความเป็นได้ เป็นจิตพระเจ้า เป็นได้ทุกอย่าง ให้ เกิด ได้ ให้ ดับ ได้ (4) อัตตาทั้งที่ มีรูปก็มิใช่ ทั้งที่ ไม่มีรูปก็มิใช่ ยั่งยืน มีสัญญา มันค่อนข้างยากละเอียดลึก จับตัวได้ก็แล้วกัน สุดท้ายก็แยกเป็นสี่แบบนี้ มีรูป ไม่มีรูป ทั้งมีและไม่มีรูป มีก็ไม่ใช่ ไม่มีก็ไม่ใช่ (5) อัตตาที่ มีที่สุด ยั่งยืน มีสัญญา (6) อัตตาที่ ไม่มีที่สุด ยั่งยืน มีสัญญา (7) อัตตาทั้งที่ มีที่สุด ทั้งที่ ไม่มีที่สุด ยั่งยืน มีสัญญา (8) อัตตาทั้งที่ มีที่สุดก็มิใช่ ทั้งที่ ไม่มีที่สุดก็มิใช่ ยั่งยืน มีสัญญา (9) อัตตาที่ มีสัญญาอย่างเดียวกัน ยั่งยืน มีสัญญา (10) อัตตาที่ มีสัญญาต่างกัน ยั่งยืน มีสัญญา (11) อัตตาที่ มีสัญญาย่อมเยา ยั่งยืน มีสัญญา (12) อัตตาที่ มีสัญญาหาประมาณมิได้ ยั่งยืน มีสัญญา (13) อัตตาที่ มีสุข อย่างเดียว ยั่งยืน มีสัญญา (14) อัตตาที่ มีทุกข์ อย่างเดียว ยั่งยืน มีสัญญา (15) อัตตาที่ มีทั้งสุขทั้งทุกข์ ยั่งยืน มีสัญญา (16) อัตตาที่ มีทุกข์ก็มิใช่ สุขก็มิใช่ ยั่งยืน มีสัญญา ในความเล็กละเอียดของอัตตามีซ้อนอีก จนถึง 16 อัตตาทั้งหมด คุณต้องเรียนรู้ และทำให้สุดยอด 16 นี้ ทำได้เมื่อไหร่ จบอรหันต์
สื่อธรรมะพ่อครู(ปฏิจจสมุปบาท) ตอน เรียนรู้นามธรรม 5 การจะเรียนรู้ นามธรรม 5 ในปฏิจจสมุปบาท พระพุทธเจ้าให้เรียนรู้ 1. เวทนา 2. สัญญา 3. เจตนา 4. ผัสสะ 5. มนสิการ ในห้าอย่างนี้ เวทนา กับ สัญญา นี้คือ ธรรมะสอง คือสองเพศ จะกลับกันอย่างไร สุดยอดที่สุดคือสอง หนึ่งต้องมีเวทนามีความรู้สึก ศาสนาพุทธไม่ใช่ศาสนาดับ แต่ต้องรู้ให้หมดให้จบ ต้องมี สัญญา ตัวเก่ง กำหนดรู้เวทนา ตนเองนะ แล้วมี เจตนา คือมี จิตมุ่งหมาย มีทิศไป จะไปทางไหน จะไปอย่างไร จะไปขวาหรือซ้าย ตะวันตกหรือตะวันออก จะไปทิศใดๆ คุณต้องกำหนดรู้ให้ได้ ไม่รู้ไม่ได้ ต้องรู้ พ้นเนวสัญญานาสัญญา ถ้าไม่รู้ก็ไม่ใช่ รู้ก็ไม่ใช่ ไม่ได้ คุณพ้นเนวสัญญานาสัญญายตนะ จึงเป็น สัญญาเวทยิตนิโรธ รู้จนไม่มีอะไรไม่รู้ เรียกว่า พ้นอวิชชา ขนาด อวิชชาสวะ อวิชชานุสัย เลย ในเวทนา สัญญา เจตนา ต้องรู้ทิศไปทิศมาให้ชัด ผัสสะ คุณจะเรียนได้ต้องมีสัมผัส เว้นผัสสะเสีย ไม่เป็นฐานะที่จะเป็นได้ คุณจะเป็น “ตาย” คุณก็ต้องมีผัสสะ จะตายได้ ก็ต้องเป็นก่อน มนสิการ คุณต้องทำใจให้เป็นอย่างนี้ให้ได้ จะต้องมีสัญญากำหนดรู้เวทนา แล้วกำหนดรู้สังขาร สุดท้ายมี 3 เวทนา สัญญา สังขาร สัญญา เป็น ตัวรู้หมด เลย สัญญาเวทยิตนิโรธ เป็น สัญญาเวทยิตตังนิโรธังโหติ โหติ แปลว่าการมีการเป็น สุดท้ายละ สัญญาเวทยิตตังนิโรธัง ต้องกำหนดรู้ความดับ ต้องมี สัญญาเวทยิตตังนิโรธังโหติ โหติ คือตัวจบ มี ต้องมีอาการสามนี้ให้ได้ สัญญา-เวทยิตตัง-นิโรธ เป็นสามเส้า ตัวเกิดอยู่ที่เวทยิต ตัวเกิดอยู่ที่ตัวกลาง ในสัญญาเวทยิตนิโรธ จริงๆ แล้ว สัญญาเป็นตัวเกิด นิโรธเป็นตัวตาย แต่ตัวกลางคือ ตัวเกิดระหว่างสองข้าง เป็นตัวจบคือเวทยิตะ คุณต้องตายด้วยเกิด คือตัวจบ คุณจะตายแล้วจะเกิดไม่ได้ คุณ ต้องตายด้วยเกิด จบแล้วพยัญชนะที่จะสื่อสุดท้าย ไม่มีละ
ตอนนี้เข้าไคลมากเลย อาตมาก็อ่านบทความของ คุณเปลว สีเงิน เขาเขียนตั้งแต่ 23 ก.พ. ปีนี้ลงตัวเลข 22 ก็คือคู่หนึ่งอีก เรานี่คือ 22 อโศกคือ 22 แยกออกมาคือตาย แต่เราออกมาเกิด คือ 22 เราตายจากหมู่ใหญ่ แต่เรามาเกิดเป็นเรา
'จงจาริกไปเพื่อประโยชน์มหาชน’
วันเพ็ญ ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3 ของทุกปี เช่นวันนี้ (22 ก.พ.59)
ไม่ใช่แค่วันที่เรียก "มาฆบูชา".......... ที่ "สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า" ทรงประกาศ "หลักการพระพุทธศาสนา" ครั้งแรกต่อโลก-ต่อมวลมนุษยชาติ เท่านั้น คือ 1.สอนให้ไม่ทำบาปทั้งปวง 2.สอนให้ทำความดีให้ถึงพร้อม 3.สอนให้ทำจิตให้บริสุทธิ์ผ่องใส สิ่งที่ควรทราบกันไว้ด้วย ณ เพ็ญ ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3 นี้ ในพรรษาที่ 45 พระชนมายุ 80 พรรษา แห่งสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า หลังอัครสาวกทั้ง 2 องค์ "พระสารีบุตร-พระโมคคัลลานะ" นิพพานแล้ว พระองค์ทรง "ปลงอายุสังขาร" หรือพูดให้เข้าใจง่ายๆ "ทรงประกาศวันตาย" ของพระองค์ โดยตรัสกับพระอานนท์ว่า "ยังอีก 3 เดือนข้างหน้า วันเพ็ญในกลางเดือนหก ปีจอ จะปรินิพพานที่เมืองกุสินารา"! ปรารภเหตุนั้น เมื่อมองพระพุทธศาสนาผ่าน "สงฆ์ไทย" ในประเทศที่ได้รับการยกให้เป็น "ศูนย์กลางพระพุทธศาสนาของโลก" ณ ปัจจุบัน เรื่อง "ยานพาหนะ" ของพระ น่าหยิบมาใคร่ครวญ โดยประยุกต์เข้ากับวิถีโลก ในจุดที่เข้าใจกันได้-ยอมรับกันได้ ฉะนั้น วันนี้ เรามา "ตามรอยพระพุทธองค์" ดูสักหน่อยเป็นไร เพื่อจะได้ทราบหน่อแนวดำเนินครั้งพุทธกาล เป็นหลักยึดวินิจฉัยว่า ตลอด 45 พรรษา ณ วันตรัสรู้ จนถึงวันดับขันธปรินิพพาน...... พระบรมศาสดาเจ้า รวมทั้งสงฆ์สาวก จาริกสอนธรรมชาวโลก ณ ที่นั่น-ที่นี่ จาริกไปโดยวิธีใด ไปโดยยานพาหนะ หรือย่ำไปด้วยพระบาท-ด้วยเท้าทั้ง 2 ข้าง อันปราศจากเครื่องห่อหุ้ม? ก่อนอื่น ควรเข้าใจ........ การที่พระอาศัยยานพาหนะไปไหน-มาไหนบ้าง กับการที่พระมียานพาหนะไว้เป็นสมบัติในครอบครอง คนละเรื่อง-คนละเหตุปัจจัยกัน ต้องแยกแยะให้ชัด "พระไพศาล วิสาโล" เขียนใน "ลำธารริมลานธรรม" ถึงเรื่อง "หลวงพ่อชา สุภัทโท" เกี่ยวกับรถยนต์ สามารถนำประกอบการใคร่ครวญเรื่อง "เบนซ์เถื่อน" ของ "สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์" ได้ดีทีเดียว ขออนุญาตนำเผยแพร่ต่อในกาลอันควร ดังนี้........ "ทุกวันนี้รถยนต์กลายเป็นปัจจัยที่ 5 สำหรับคนมีเงินไปแล้ว เป็นธรรมดาอยู่เอง ที่ฆราวาสเห็นอะไรดีก็อยากถวายให้พระได้ใช้บ้าง เพราะเชื่อว่าจะได้บุญมาก ดังนั้น การถวายรถยนต์แด่พระจึงเป็นที่นิยมในหมู่คนมีเงิน จนกระทั่งรถกลายเป็นเครื่องแสดงสถานภาพของพระ ว่าเป็นที่ศรัทธานับถือของญาติโยม ผลก็คือ พระที่มีสมณศักดิ์ท่านใดที่ไม่มีใครถวายรถให้ ก็ต้องถือเป็นกิจที่จะขวนขวายหารถมาประดับบารมี สำหรับหลวงพ่อชา สุภทฺโท นั้น ท่านไม่ต้องขวนขวายหารถ เพราะมีคนอยากถวายรถยนต์ให้ท่าน แต่แทนที่ท่านจะตอบรับ ท่านได้นำเรื่องนี้เข้าที่ประชุมสงฆ์วัดหนองป่าพง หลังสวดปาฏิโมกข์ เพื่อฟังความเห็น พระสงฆ์ทุกรูป ต่างเห็นพ้องต้องกันว่า ควรจะรับ ด้วยเหตุผลว่า สะดวกแก่หลวงพ่อเวลาไปเยี่ยมสำนักสาขาต่างๆ ซึ่งมีมากมายกว่า 40 สาขาในเวลานั้น อีกทั้งเวลาพระเณรอาพาธ ก็จะได้นำส่งหมอได้ทันท่วงที หลังจากที่หลวงพ่อชารับฟังความคิดเห็นของที่ประชุมแล้ว ท่านก็แสดงทัศนะของท่านว่า 'สำหรับผม มีความเห็นไม่เหมือนกับพวกท่าน ผมเห็นว่าเราเป็นพระ เป็นสมณะ คือผู้สงบระงับ เราต้องเป็นคนมักน้อยสันโดษ เวลาเช้าเราอุ้มบาตรออกไปเที่ยวบิณฑบาต รับอาหารจากชาวบ้านมาเลี้ยงชีวิต เพื่อยังอัตภาพนี้ให้เป็นไป ชาวบ้านส่วนมาก เขาเป็นคนยากจน เรารับอาหารมาจากเขา เรามีรถยนต์ แต่เขาไม่มี นี่ลองคิดดูซิว่า มันจะเป็นอย่างไร เราอยู่ในฐานะอย่างไร เราต้องรู้จักตัวเอง เราเป็นลูกศิษย์ของพระพุทธเจ้า เมื่อพระพุทธเจ้าไม่มีรถ เราก็อย่ามีเลยดีกว่า ถ้ามี สักวันหนึ่งก็จะมีข่าวว่า รถวัดนั้นคว่ำที่นั่น รถวัดนี้ไปชนคนที่นี่... อะไรวุ่นวาย เป็นภาระยุ่งยากในการรักษา เมื่อก่อนนี้ จะไปไหนแต่ละที มีแต่เดินไปทั้งนั้น ไปธุดงค์สมัยก่อนไม่ได้นั่งรถไปเหมือนทุกวันนี้ ถ้าไปธุดงค์ก็ธุดงค์กันจริงๆ ขึ้นเขา-ลงห้วยมีแต่เดินทั้งนั้น เดินกันจนเท้าพองทีเดียว แต่ทุกวันนี้ พระ-เณรเขาไปธุดงค์มีแต่นั่งรถกันทั้งนั้น เขาไปเที่ยวดูบ้านนั้นเมืองนี้กัน ผมเรียกว่า ทะลุดง ไม่ใช่ธุดงค์ เพราะดงที่ไหนมีทะลุกันไปหมด นั่งรถทะลุมันเลย ไม่มีรถก็ช่างมันเถอะ ขอแต่ให้เราประพฤติปฏิบัติให้ดีเข้าไว้ก็แล้วกัน เทวดาเห็นเข้าก็เลื่อมใสศรัทธาเองหรอก ผมไม่รับรถยนต์ที่เขาจะเอามาถวายก็เพราะเหตุนี้ ยิ่งสบายเสียอีก ไม่ต้องเช็ด ไม่ต้องล้างให้เหนื่อย ขอให้ท่านทั้งหลายจงจำไว้ อย่าเห็นแก่ความสะดวกสบายกันนักเลย' ” พระพุทธเจ้าและสงฆ์สาวก ไม่มีพาหนะ อีกทั้งไม่เคยไปไหนด้วยยานพาหนะใดๆ ตลอด 45 พรรษา จริงหรือ? เอ้า...แกะรอยจาก "รอยบาทพระพุทธองค์" กันดู....... ปรากฏว่า "ยานพาหนะ" ทรงใช้-ทรงมี ระหว่างยังเป็น "เจ้าชายสิทธัตถะ" เท่านั้น พาหนะแรก คือ ดอกบัว 7 ดอก ผุดขึ้นรองรับพระบาท เมื่อมีพระประสูติกาล ณ ลุมพินีวัน ปัจจุบันอยู่ในประเทศเนปาล พาหนะที่สอง คือ รถม้า ตอนพระชนมายุ 29 ประทับรถม้าประพาสสวน เทวทูตแปลงเป็น คนแก่-คนเจ็บ-คนตาย และนักบวช ให้เห็น พระองค์ได้คิดถึงความไม่คงที่ มีแต่ทุกข์ จึงดำริออกบวช พาหนะที่สาม ม้ากัณฐกะ ใช้ประทับออกจากพระราชวัง ไปแม่น้ำอโนมานที นั่งบนกองทราย ตัดพระเมาลี เปลี่ยนเครื่องทรงเป็นผ้าย้อมเปลือกไม้ อธิษฐานจิตบวช นับแต่วันออกบวช ที่อายุ 29....... ตรัสรู้ อายุ 35 จาริกสอนธรรมชาวโลกอีก 45 ปี จนถึงวันเสด็จดับขันธปรินิพพาน รวมพระชนมายุ 80 พรรษา สมเด็จพระจอมไตร มียานพาหนะไปไหน-มาไหน "ก่อนออกบวช" เท่านั้นเอง หลังจากทรงบวช จนปรินิพพาน....... พระองค์พร้อมสงฆ์สาวก ไปในทุกที่-ทุกแห่ง-ทุกหน "ข้ามป่า-ข้ามน้ำ-ข้ามเขา" ทรงย่ำไปด้วย 2 พระบาท ไม่ปรากฏว่า พระองค์หรือสงฆ์สาวกรูปไหน ใช้ยานพาหนะใดๆ ในการเดินทางเลย! หลักฐานชัด หลังเกิดพระอรหันต์ขึ้นแล้ว 60 รูป พระองค์เรียกประชุมสงฆ์ ตรัสว่า........ "ภิกษุทั้งหลาย เราได้พ้นจากบ่วงทั้งปวง ทั้งชนิดที่เป็นทิพย์และชนิดที่เป็นของมนุษย์แล้ว แม้ท่านทั้งหลายก็เช่นกัน เราทั้งหลาย จงพากันจาริกไปยังชนบททั้งหลาย เพื่อประโยชน์และความสุขแก่มหาชนเถิด อย่าไปรวมกันทางเดียวถึงสองรูปเลย จงแสดงธรรมให้งามทั้งในเบื้องต้น ท่ามกลาง และที่สุด พร้อมทั้งอรรถ พร้อมทั้งพยัญชนะเถิด จงประกาศพรหมจรรย์อันบริสุทธิ์-บริบูรณ์สิ้นเชิง สัตว์ทั้งหลาย ที่มีกิเลสเบาบางนั้น มีอยู่ เพราะโทษที่ไม่ได้ฟังธรรม ย่อมจะเสื่อมจากคุณที่จะพึงได้ถึง ผู้รู้ทั่วถึงธรรมคงจักมีอยู่ แม้ตัวเรา ก็จะไปยังอุรุเวลาเสนานิคม เพื่อแสดงธรรมเช่นกัน" นั่นคือ พระอรหันต์ 60 รูป แยกเป็น 60 สาย แยกย้ายไปเผยแผ่ธรรมทั่วทุกทิศ-ทุกทาง ด้วยกำลังของ "ปลีแข้ง" อาจข้องใจกัน หมายความว่า ห้ามพระไปไหนๆ ด้วยยานพาหนะอย่างนั้นหรือ แล้วที่พูดกันว่า "จาริก" หมายถึงต้องเดินไปงั้นหรือ? ก็ไม่ถึงขนาดนั้น การจาริกคือแบบไหน ให้พิจารณาตามองค์ประกอบแห่งนัยพระไตรปิฎก มี 4 อย่าง ว่า... 1.ต้องไม่ไปด้วยพาหนะ 2.ถ้าจำเป็น อาจขึ้นเรือโดยประสงค์ข้ามฟากได้ 3.ไม่ไปด้วยฤทธิ์ คือห้ามเหาะเหินเดินอากาศ-มุดน้ำ-ดำดินไป 4.ให้ไปด้วยกำลังแห่งปลีแข้ง (เดินไป) สรุป เจตนาหลักในคำว่าจาริก คือให้เดินไป จะได้พบปะผู้คนตลอดรายทาง ตรงประสงค์การเผยแผ่ธรรม แต่การอาศัยยานพาหนะเพื่อ ข้ามฟาก ข้ามน้ำ ข้ามทะเล ไม่ล่องเรือ-อย่างนั้นอนุโลมให้ ดังนั้น พระอาศัยเรือ-เครื่องบิน-รถยนต์ "ข้ามน้ำ-ข้ามทะเล" ในทางจำเป็น เพื่อการไปเผยแผ่ธรรม แบบนี้อนุโลม ส่วนในหมู่ฆราวาสที่ใช้คำว่า "จาริกแสวงบุญ" นั้น ก็เอาคำพระมาใช้กันเองโดยไม่เข้าใจถึงความหมาย จะเห็นว่า ในเส้นทางพระพุทธศาสนานั้น ยกเว้นอาศัยข้ามฟาก "ฝั่งฟ้า-ฝั่งทะเล" แล้ว รถยนต์หรือยานพาหนะ พระไม่ว่าระดับไหน อย่าว่าแต่ไม่ควรมีเลย ไม่ควรใช้ในเจตนาเพื่อ "สะดวก-สบาย" ด้วยซ้ำ ขนาด "สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า" ผู้เหนือเทวดาและมนุษย์ทั้งปวง ยังทรงย่ำไปไหนๆ ด้วยปลีแข้ง แต่ "สงฆ์ไทย" บางรูปทุกวันนี้ จะเหนือเทวดาหรือมนุษย์หรือเปล่าไม่ทราบ กลับไปไหนๆ ด้วยยานหัวปลีบ้าง ย่ำดอกกุหลาบ-ดาวรวยบ้าง แถมขวนขวายหา "เบนซ์เถื่อน" มาครอบครอง! นี้...เป็นไปเพื่อ "จาริกเผยแผ่พระพุทธศาสนา" ตามคำสั่งพระบรมศาสดาเจ้าหรือไม่...ก็วินิจฉัยกันเอา. พ่อครูว่า...จำเป็นขึ้นรถก็ได้ แต่ว่าอย่าสะสม มาย้อนดูเรา อาตมาสะสมเรือ แต่ไม่ได้สะสมเครื่องบิน หรือรถยนต์ กำลังอนุรักษ์เรืออยู่บ้านราชฯ จะปลุกชีวิตแม่น้ำมูน จะใช้เรือนี้ปลุกชีพพุทธศาสนา ท่านตั้งรัตนโกสินทร์ที่กรุงเทพก็สำเร็จ แต่อาตมาอยากตั้ง รัตนราชธานี ที่ชนบทบ้าง ปลายอุบลด้านโน้น ริมน้ำมูน ไม่มาแย่งตรงกลางของใครหรอก สุดแห่ง ที่สุดแล้ว อาตมาต้องขึ้นรถ จะให้จาริกเดินไปแบบหลวงพ่อชาไม่ทัน เดี๋ยวนี้จิ้มตรงไหนก็ได้ยินทั่วโลก โอบาม่าตดที่ทำเนียบขาวได้ยินทั่วโลกได้ อาตมาอย่าว่าแต่ขึ้นรถเลย แต่อาตมาขึ้นเครื่องบิน เพราะทำงานไม่ทัน แต่มีเรือสะสมเรือ เพราะปลายทางอยู่กับน้ำกับลมกับไฟแล้ว งานพุทธาภิเษกคราวนี้ จะเอาความหมายของ อุตตระ อุตตริยะ อนุตตริยะ มาขยายความ อุตตระ แปลว่าเหนือ แปลว่าคำตอบ แปลว่าผ้าห่ม แปลว่าความเข้าไป แปลว่าเรือ หรือสูงกว่า ข้ามพ้น ทิศเหนือ อุตตริยะ หมายความว่า เป็นของสูง เลิศยิ่ง อนุตตริยะ แปลว่าเลิศ ไม่มีอะไรเทียบนี้อีกแล้ว พุทธาภิเษกคราวนี้ เป็นครั้งที่สุดแล้ว ไม่มีอะไรเทียบแล้ว ครั้งที่ 40 สี่คือเลิกเกิดของสาม หมดจากสามไม่มีสี่ มันก็ไม่มีอะไร มันจะวนอยู่ที่สามนี้เท่านั้น ถ้าหดลงไปอีกเหลือสอง ไม่เดินทาง มีแต่แนวระนาบ วนไม่ได้ องศาไม่เกิด ถ้าเป็นหนึ่ง ก็เหลือ 1 กับ ๐ ก็เป็นปุงลิงค์กับนปุงสกลิงค์ แล้วทำ ๐ ให้ตนเองได้ก็จบนปุงสกลิงค์ ก็อยู่ที่ 1 ถ้าจะตายก็ทำ ๐ แต่ถ้าอยู่ก็ทำ 1 ชีวิตนี้อาตมาปาง 7 จึงเดี่ยวก็หัวเดียวกระเทียมลีบ แล้วค่อยมีมาเพิ่ม อย่างน้อยก็เห็นองค์หนึ่งอยู่เบื้องบนนั่น ข้างล่างก็พอมี เห็นหมอเขียวมารับช่วงอยู่ เอาภาระ เห็นท่านพุทธะอิสระเอาภาระ อย่างน้อยเห็นคุณไพบูลย์ นิติตะวัน เห็น ส.ศิวรักษ์เอาภาระ ได้ฉลองให้แก่ คุณจำลอง อ.ระพี อ.นิลวรรณ คุณ อังคาร ฉลองให้ใครไปแล้ว ปีนี้น่าจ ะได้ฉลองให้กับ ส.ศิวรักษ์ อาตมาระลึกถึงคู่อาตมาที่เป็น ส.ศิวรักษ์ ครบ 84 ปี ส่วนอาตมา ร.รามรักษ์ อาตมาก็ย่าง 84 ปี เราเรียกว่า งานบูชาบรรพชน ก็จะให้ท่านเพาะพุทธไปเชิญ เป็นการแสดงออก กตัญญูกตเวที ให้คนที่ควรให้ เราก็ทำไป
สื่อธรรมะพ่อครู(ศิลปะโลกุตระ) ตอน ศิลป์และศาสตร์ที่เป็นโลกุตระ อาตมากำลังเปิดเผยเรื่องโลกุตระ เป็นเรื่องสุดยอด คือเรื่องเหนือกว่าเหนือ ซึ่งมันไม่ใช่จะรู้กันได้ง่าย ต้องสืบต่อ มีผู้รู้มาถ่ายทอด DNA มันเกิดเองไม่ได้ อาตมาต่อเชื้อจากพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าก็ต่อมาจากพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ จนมาเป็นธรรมสามี จนกว่าอาตมาจะเป็นพระพุทธเจ้า ก็ถือว่าเป็นธรรมสามี แต่ตอนนี้ต้องต่อเชื้อไป รายละเอียดก็ต่อกันมา ตอนนี้เอาโลกุตระมาเป็นเชื้อต่อ ความหมายของโลกุตระ อีก 7 ก็ได้บอกไป แล้ว ไม่รู้ว่าโลกุตระคืออะไร รู้ผิดๆ ในเรื่องโลกุตระ รู้ถูกโลกุตระแต่เป็นแค่ปรัชญาตรรกะ รู้ถูกแต่เขาทำไม่ได้หรือเขาไม่ทำ ทำได้แต่ไม่ยั่งยืนหรือตั้งมั่นมากพอ ทำได้ยั่งยืนมากพอสมกาละแล้ว มีคนทำได้เป็นมวลแข็งแรงสมบูรณ์แบบ รู้ไม่ง่าย แต่รู้แล้ว ก็ต้องทำให้ได้อีก แล้วก็สืบต่อกันอีก ถ้าอาตมาตายไปจะมีคนทำต่อไหม ก็มีต่อ แต่อาตมายังไม่ตายก็ต้องช่วยกันกับพวกคุณ เพิ่มมวลเข้าไปอีก ทำแล้วต้องเพิ่ม ไม่น้อยก็มาก เราไม่มีหยุดหรอก ในการทำเราไม่หวังแต่เราทำ เราไม่ทำอย่างดำอย่างมืด ต้องทำอย่างมีผัสสะ ถ้าตัดผัสสะปฏิบัติไม่ได้ ต้องมีมวล ต้องมีหมู่ ต้องตื่น แต่ตื่นแล้วก็อาจยังมานั่งง่วง ต้องกระตุกให้ตื่น ให้อยู่ในภาวะที่เต็มไปด้วยความเคลื่อน อย่าไปแช่เย็นแข็ง สุดท้ายต้องอยู่ในภาวะเคลื่อนจึงจะเป็นการปฏิบัติ อยู่นิ่งๆ จะจมเลย พูดถึงศิลปะอีก แวนโก๊ะ เป็นคนกระตุ้น Impressionism แต่แกเป็นคนบ้านะ สุดท้ายแกฝากฝีแปรงไว้ ไม่มีใครเหมือน ก่อนตาย คนก็เห็นว่าแปลกดี ในทีของแก มันหาอีกไม่ได้ คนก็ตีฆ้องร้องป่าวในงานของแกว่า เป็นเรื่องยอด แต่แท้จริงไม่มีอะไร เช่น แกวาดดอกทานตะวันเหี่ยวๆ ดอกหนึ่ง ตอนนี้ราคาแพงมาก ประมูลกัน แต่ว่าภาพนี้มันให้ประโยชน์อะไรแก่คนสัมผัส จะให้ความหมายอะไร อาตมาก็ว่า ไล่ถามถึงที่สุด ก็ไม่มีอะไร แค่ว่ามันหายาก ใครได้ครอบครองก็ถือเป็นของมีค่าเท่านั้น แต่ถ้าการกระตุ้นให้อารมณ์ คุณเจริญสร้างสรรต่อ อาตมาก็เรียกว่า ประจักษ์นิยม ( Empiricism ) คือการต้องเห็น ต้องพบ ต้องสังเกต ต้องมีการตื่น สัมผัส และต่อ ไม่อาศัยไสยศาสตร์หรืออื่นๆ แต่อาศัยตนเองสัมผัสและเรียนรู้นี่แหละ แล้วก็เอาไปเกิดเหตุผลต่างๆ เป็น philosophy จนมาเป็น phenomenon เป็นสิ่งที่ปรากฏจริง สุดยอด จริงไม่จริงยืนยันกันได้ เป็น phenomenal คือเด่น พิเศษ เยี่ยมยอดที่สุดละ รวมสามตัว philosophy phenomenon phenomenal เกิดเป็น phenomenology เป็นวิชาการที่มีสิ่งจริง ยืนยัน สัมผัส เอามาอ้างอิงกันและกันได้ ถ้านึกเอาเองแล้วใครจะรับรองใคร ต้องหยิบมายืนยันกันได้ จึงจะยอมรับกันได้ ต้องมีสิ่งที่ปรากฏ สามารถรับสัมผัสได้ด้วยกันทั้งนั้น นี่คือคำอธิบายที่ลึกซึ้ง สิ่งที่เป็นศิลปะ สิ่งที่เป็นโลกุตระ ซ้อนลงไปเป็นศิลปะแบบโลกุตระ ทีนี้ ศิลป์ กับ ศาสตร์ ต่างกันอย่างไร ศาสตร์ คือความรู้ ศิลป์ คือดุ๊กดิ๊ก แต่ถ้ารู้นี่แข็งเป๋งเลย ไม่ดุ๊กดิ๊ก ใครจะดูอาการยิ้มของส.ศิวรักษ์ กับยิ้มของโพธิรักษ์ต่างกันแน่นอน ยิ้มที่ไม่ดุ๊กดิ๊กคือ ส.ศิวรักษ์ แล้วอาการยิ้มของ ร.รามรักษ์ ต่างกันไหม อาตมายิ้มอย่างนิวเคลียร์ฟิวชั่น ยิ้มอย่างมีลูกต่อ แต่ส.ศิวรักษ์ยิ้มอย่างมีลูกตัด เขายิ้มแล้วเขาตัดจริงๆ เลย อาตมาทำอย่างนั้นบ้างไม่ได้ แล้วดูยิ้มของสมเด็จช่วง อาตมาเห็นเหมือนคน...คือเห็นบ่อยๆ ในลักษณะนั้น มีลีลาเส้นสายเช่นนี้
สื่อธรรมะพ่อครู(พระสูตรอื่นๆที่สำคัญ) ตอน อนุตตริยะ 3 และ 6 มาเข้าสู่อนุตตริยะของพระพุทธเจ้าอีก 6 คือ ทัสสนานุตตริยะ สวนานุตตริยะ ลาภานุตตริยะ สิกขานุตตริยะ ปาริจริยานุตตริยะ และ อนุสสตานุตตริยะ สุดท้ายคือการระลึก สาราณียะ มาเป็นอนุตตระ และอนุสสตะ สุดท้ายคือระลึกถึงกัน หนึ่งต้องเห็น สองต้องฟัง สามต้องได้มา สี่ต้องศึกษา ห้าต้องเกิดผล เป็นพฤติของตนแล้ว หกต้องมาระลึกต่ออีกซ้อนไป ทัสสนานุตตริยะ คือการเห็น สวนา คือการฟัง ลาภา คือการได้ สิกขา คือศึกษาซ้อน แล้วต้องมีพฤติคือ จริยา ไปไหนก็ไปที่ฝั่ง (ปาริ) จบตัวนี้อีก ถ้าจะต่อก็ต้องมาระลึก อนุสสตา นุตริยะก็จบด้วยระลึกถึง แล้ว 6 อนุตตริยะนี้ สรุปจบอีกลงมาเป็น อนุตตริยะ 3 สามเส้า 1. ทัสสนานุตตริยะ 2. ปฏิปทานุตตริยะ 3. วิมุตตานุตตริยะ คือต้อง เห็น แล้วก็เอามา ทำ ทำให้ จบ เป็นวิมุติหลุดพ้น สุดท้ายจาก 6 มาเป็น 3 จาก 3 มาเป็นจบ คือต้องเห็น แล้วต้องทำ แล้วต้องสำเร็จ วิมุติแปลว่าหลุดพ้น ทำไมไม่ใช้คำว่านิโรธ คือดับ แต่ต้องจบด้วย รู้ อีก คือวิมุติ คำว่า มต คือแปลว่า รู้ วิ คือ ยิ่ง ขึ้นไปอีก ต้องจบด้วยรู้ รู้อันยิ่งเลย
ศึกษากันไปก็สร้างคุณธรรมให้แก่ชีวิต ทำงานรับใช้ต่อ สุดท้ายการตายคือการรับใช้ ….จบ