590502_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ศิลปะโลกุตระในเพชรพุทธ ตอน๑.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2559
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์348 KB
วันที่แก้ไข19 มกราคม 2567

เนื้อหาในไฟล์

590502 พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ศิลปะโลกุตระในเพชรพุทธ ตอน1

พ่อครูว่า...วันนี้วันจันทร์ที่ 2 พฤษภาคม 2559 แรม 11 ค่ำเดือน 5 ปีวอก ที่บวรราชธานีอโศก วันเวลาก็ผ่านไปเรื่อยๆ วันนี้ก็มากันไม่เท่าไหร่เลยนั่งกันไม่กี่คนเพราะวันนี้ เพราะว่าที่บ้านราชฯ วันนี้มีทั้งโฮมแฮงปอกว่านหางจระเข้ที่โรงแชมพูและเกี่ยวข้าวด้วย มีชาวฟินแลนด์ชื่อเราโน่ มาช่วยเกี่ยวข้าว ใช้เคียวยาวของเขามาเกี่ยวด้วย มาดู sms _0892297xxx ตู่จ๋าฟังพ่อครูสมณะโพธิรักษ์หน่อยได้มั้ยประชาชนเหนื่อยเจียนตายแล้วนะ 1/5/2016 10:48 _0893867xxx บางทีการเลือกตั้งที่ผ่านมาล้มเหลวเพราะผลเลือกตั้งจากปชช.ฤาเปล่า?ที่ทำให้ ไม่ได้นักปกครองที่ดีนักบริหารโดยธรรมสักที? 1/5/2016 10:49 _0824883xxx ROAD MAP IS BETTER THAN ROAD MOUTH SIR RADM MINT 1/5/2016 10:53 _0893867xxx คือปชช.ล้วนก็รู้พ.กม.ไหน มาเป็นรบ.ก็ล้วนมีคอรัปชั่น แต่ก็ยังเลือกนกม.เข้าสภา!หยุดเสียงไม่บริสุทธิ์หยุดนักโกงกินเมืองได้! ทั้งหมดต้องแก้ที่คนดังที่พ่อครูว่าจริงๆ 1/5/2016 10:58 1/5/2016 10:54 _0893867xxx ปัญหาการเลือกตั้งคงจบที่ผลเลือกตั้งด้วยเสียงบริสุทธิ์ของปชช.ผุดรบ.โดยธรรม! 1/5/2016 10:57 ขนาดพระสงฆ์ของเถรสมาคมทั้งประเทศยังห่วยแตกไม่มีศีลสักข้อฉันฟันธง 1/5/2016 11:01 _0892297xxx ดูช่วงช่วงรถหรูซิ!ป่านนี้ยังเฟอะฟะอยากเป็นสังฆราชอยู่เรยฉันอายเพื่อนชาวพุทธต่างจัง 1/5/2016 11:05 _0893867xxx องค์กรที่ทำให้ความผิดทำนองคลองธรรมอยู่เหนือความถูกต้องชอบธรรมทำขื่อแปปท.พังเองมิใช่คนชั่ว ทำ! 1/5/2016 11:05 _0818557xxx กราบนมก.พ่อท่านๆ สุดยอดแล้วค่ะ ไม่มีใครเทศน์เหมือนท่าน พระอื่นผิดทางกันสุดโต่ง ฟังแล้วคิด มันเป็นอย่างพ่อท่านเทศน์จริงๆ...สาธุ _คำถาม จากแดนฉล

อ่านต่อ

อง สีมาอโศก 1. สมณะ สิกขมาตุ และ ชาวอโศก ถือวัตรปฏิบัติในการรับประทานอาหารมังสวิรัติ ไม่รับประทาน ไข่ นม หรืออาหารที่มาจากเลือดเนื้อของผู้อื่น คำถามคือ 1.เมื่อป่วยไปรักษากับหมอหรือผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ แล้วได้รับคำแนะนำให้รับประทานไข่ขาว เพื่อการรักษาโรค ผู้ป่วยก็ทำตาม ด้วยหวังจะหายจากโรค จะได้มีสุขภาพดี มีกำลังในการปฏิบัติธรรมช่วยเหลือพ่อครูต่อไป อย่างนี้จะสมควรทำหรือไม่ ตอบ...ก็สมควรตามแต่ละใครจะตัดสิน การจะกินสิ่งไม่บริสุทธิ์ที่มีส่วนอยู่บ้างก็อยู่ที่เจ้าตัว ถ้าจะยอมตายเลยนะ ก็ไม่กิน แต่ถ้าไม่ยอมตาย ตั้งใจอยู่จะได้ช่วยงานช่วยการ ก็กิน ไม่ได้แย่งชิงเอาเปรียบเอารัดอะไรนัก ก็อยู่ที่เจ้าตัวเองจะตัดสิน

_ 2.ในสมัยพุทธกาล พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตให้ภิกษุที่ป่วย ฉันน้ำต้มเนื้อ ด้วยเหตุผลอะไร ตอบ...ก็ให้เจ้าตัวตัดสินเอง เราก็ไม่ได้ไปร่วมวิบากไปกับเขา เขารับวิบากไปเอง 3.คำพังเพยที่ว่า "เกลียดตัวกินไข่ เกลียดปลาไหลกินน้ำแกง" การที่นักมังสวิรัติไม่กินเนื้อไก่เนื้อเป็ด แต่ยังกินไข่ไก่ไข่เป็ด หรือ ไม่กินเนื้อสัตว์ในต้มพะโล้ แต่ยังกินเฉพาะไข่และเต้าหู้ในต้มพะโล้นั้น จะเข้ากับคำพังเพยนี้หรือไม่ ตอบ...ก็ตรงกับคำพังเพย

4.ถ้าพ่อครูป่วยหนักมากและอาจเสียชีวิตได้ หมอและผู้เชี่ยวชาญการแพทย์แนะนำให้ฉันไข่ขาวเพื่อการรักษา พ่อครูจะยอมฉันไหมครับ ตอบ...อย่างเดิม อาตมามีเจตนาจะอยู่ต่อ มีชีวิตอยู่เพื่อจะทำงานอีก อาตมาก็คงฉัน เพราะมันเป็นทางออกเขาก็มีเหตุผลหลักเกณฑ์ฉันแล้วก็จะได้หาย แต่ถ้าเห็นว่าควรหยุดควรพอก็หยุด ก็ดีนะ ถามอะไรๆ ก็จะได้อธิบายให้ละเอียดละออ พวกเราละเอียดดี ไม่มีสำนักไหนน่าจะว่าอย่างพวกเรา

ผู้ถาม - แดนฉลอง พิเชฐ สุดประเสริฐ 087-5644251 ครับ ยกตัวอย่างเมย์ รัชนก ตีลูกชนไก่ ใช้พลังงานก็ได้ชนะมา ก็ได้เกียติยศ แล้วชนะก็ได้เก่งชนะ ไม่ได้ไปทำร้ายใคร แต่พลังงานนั้นไม่ได้สร้างผลผลิตอะไรที่ชีวิตจะได้อาศัยนอกจากชนะชื่นใจเก่งๆๆๆ กับแรงงานเราไปปอกหาง จระเข้ เราใช้การควบคุมอินทรีย์ให้ประสานกับใจเรา เรามีการใช้สัญญากำหนดรู้อย่างไรควรทำไม่ควรทำ ก็เป็นมุทุภูตธาตุ เป็นความแววไวของธาตุเจตสิกเรา จะได้รับการอบรมฝึกฝนเจริญขึ้นเกิดสภาพคล่องแคล่วขึ้นเรื่อยๆ มุทุภูตธาตุ พวกเราแต่ละคนเข้าใจคำว่ามุทุ รากศัพท์แปลว่าอ่อน ไหวไว มีเชิงปัญญาและเจโต มีพลังงานและความรู้ความเข้าใจ ปรับตัวได้เร็วจะให้มีแรงมากหรือน้อยก็ปรับได้ เป็นธาตุจิตที่ยิ่งใหญ่ มีปริสุทธา ปริโยธาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา เป็นอุเบกขา ตั้งแต่ตกผลึกจากฌานมา เป็นพลังงาน ในภาษาฝรั่งมีคำเรียกพลังงานเยอะเลย ก็เรีย กพลังงาน ดินน้ำไฟลม จับตัวกันเป็นพลังงาน ทำงานร่วมกัน ลมกับไฟ เกิดผลประสิทธิภาพ สำหรับคน ที่ฝึกฝนจะมีคุณสมบัติของธรรมชาติในมหาจักรวาลเอามาใช้ได้ พระพุทธเจ้าขายความในพระไตรฯ 2. ฉวิโสธนสูตร (112) [166] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ที่พระวิหารเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกเศรษฐีเขตพระนครสาวัตถี สมัยนั้นแล พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกภิกษุ ทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลายภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระดำรัสแล้ว ฯ [167] พระผู้มีพระภาคได้ตรัสดังนี้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมพยากรณ์อรหัตตผลว่า ข้าพเจ้ารู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำได้ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี ดูกรภิกษุ ทั้งหลาย พวกเธออย่าเพ่อยินดี อย่าเพ่อคัดค้านคำกล่าวของภิกษุรูปนั้น ครั้นไม่ยินดีไม่คัดค้านแล้ว พึงถามปัญหาเธอว่า ดูกรท่านผู้มีอายุโวหารอันพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น ผู้ทรงรู้ ทรงเห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธ ตรัสไว้ชอบ นี้มี 4 ประการ 4 ประการเป็นไฉน คือ คำกล่าวว่า เห็นในอารมณ์ที่ตนเห็นแล้ว คำกล่าวว่า ได้ยินในอารมณ์ที่ตนฟังแล้ว คำกล่าวว่า ทราบในอารมณ์ ที่ตนทราบแล้ว คำกล่าวว่า รู้ชัดในอารมณ์ที่ตนรู้ชัดแล้ว นี้แล โวหาร 4 ประการอันพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น ผู้ทรงรู้ ทรงเห็นเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธตรัสไว้ชอบ ก็จิตของท่านผู้มีอายุ ผู้รู้อยู่ เห็นอยู่ อย่างไรเล่าจึงหลุดพ้นจาก อาสวะ ไม่ยึดมั่นในโวหาร 4 นี้ ฯ [168] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้สิ้นอาสวะแล้ว อยู่จบพรหมจรรย์แล้ว ทำกิจที่ควรทำเสร็จแล้ว ปลงภาระได้แล้ว บรรลุประโยชน์ตนแล้วโดยลำดับ สิ้น สัญโญชน์ในภพแล้ว พ้นวิเศษแล้ว เพราะรู้ชอบ จึงนับว่ามีธรรมอันสมควรจะพยากรณ์ได้ดังนี้ว่า ดูกรท่านผู้มีอายุ ข้าพเจ้าไม่ยินดี ไม่ยินร้าย อันกิเลสไม่อาศัยไม่พัวพัน พ้นวิเศษแล้ว พรากได้แล้วในธรรมที่ข้าพเจ้าได้เห็น มีใจอันกระทำให้ปราศจากเขตแดนได้แล้วอยู่ ข้าพเจ้าไม่ยินดี ไม่ยินร้าย ... พรากได้แล้วในธรรมที่ข้าพเจ้าได้ยิน มีใจอันกระทำให้ปราศจากเขตแดนได้แล้วอยู่ ข้าพเจ้าไม่ยินดี ไม่ยินร้าย ... พรากได้แล้วในธรรมที่ข้าพเจ้าได้ทราบ มีใจอันกระทำให้ปราศจากเขตแดนได้แล้วอยู่ ข้าพเจ้าไม่ยินดี ไม่ยินร้าย ... พรากได้แล้วในธรรมที่ข้าพเจ้าได้รู้ชัด มีใจอันกระทำให้ปราศจากเขตแดนได้แล้วอยู่ ดูกรท่านผู้มีอายุ จิตของข้าพเจ้าผู้รู้อยู่ เห็นอยู่ อย่างนี้แล จึงได้หลุดพ้นจากอาสวะ ไม่ยึดมั่นในโวหาร 4 นี้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย คำกล่าวของภิกษุรูปนั้น พวกเธอควรชื่นชม อนุโมทนาว่า สาธุครั้นแล้วพึงถามปัญหาให้ยิ่งขึ้นไปว่า ดูกรท่านผู้มีอายุ อุปาทานขันธ์อันพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น ผู้ทรงรู้ ทรงเห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธตรัสไว้ชอบ นี้มี 5 ประการแล 5 ประการเป็นไฉน คือ รูปูปาทานขันธ์ เวทนูปาทานขันธ์ สัญญูปาทานขันธ์ สังขารูปาทานขันธ์ วิญญาณูปาทานขันธ์ดูกรท่านผู้มีอายุ นี้แลอุปาทานขันธ์ 5 ประการ อันพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น ผู้ ทรงรู้ ทรงเห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธ ตรัสไว้ชอบแล้ว ก็จิตของท่านผู้มีอายุ ผู้รู้อยู่ เห็นอยู่อย่างไรเล่า จึงหลุดพ้นจากอาสวะ ไม่ยึดมั่นในอุปาทานขันธ์ 5 นี้ ฯ [169] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้สิ้นอาสวะแล้ว อยู่จบพรหมจรรย์แล้ว ทำกิจที่ควรทำเสร็จแล้ว ปลงภาระได้แล้ว บรรลุประโยชน์ตนแล้วโดยลำดับสิ้นสัญโญชน์ในภพแล้วพ้นวิเศษแล้วเพราะรู้ชอบ จึงนับว่ามีธรรมอันสมควรจะ พยากรณ์ได้ดังนี้ว่า ดูกรท่านผู้มีอายุ ข้าพเจ้ารู้แจ้งรูปแล้วแลว่า ไม่มีกำลังปราศจากความน่ารัก มิใช่เป็นที่ตั้งแห่งความชื่นใจ จึงทราบชัดว่า จิตของเราหลุดพ้นแล้ว เพราะสิ้น สำรอก ดับ สละ และสลัดคืนซึ่งอุปาทานขันธ์ที่ยึดมั่นในรูป และอนุสัยคือความตั้งใจและความปักใจมั่นในรูปได้ ข้าพเจ้ารู้แจ้งเวทนาแล้วแลว่า ... จิตของเราหลุดพ้นแล้ว เพราะสิ้น สำรอก ดับ สละ และสลัดคืน ซึ่งอุปาทานขันธ์ที่ยึดมั่นในเวทนา และอนุสัยคือความตั้งใจและความปักใจมั่นในเวทนาได้ ข้าพเจ้ารู้จักแจ้งสัญญาแล้วแลว่า ... จิตของเราหลุดพ้นแล้ว เพราะสิ้นสำรอก ดับ สละ และสลัดคืน ซึ่งอุปาทานขันธ์ที่ยึดมั่นในสัญญา และอนุสัยคือความตั้งใจและความปักใจมั่นในสัญญาได้ ข้าพเจ้ารู้แจ้งสังขารแล้วแลว่า ... จิต ของเราหลุดพ้นแล้ว เพราะสิ้น สำรอก ดับ สละ และสลัดคืนซึ่งอุปาทานขันธ์ที่ยึดมั่นในสังขาร และอนุสัยคือความตั้งใจและความปักใจมั่นในสังขารได้ อาตมา ว่า การบรรลุของพระพุทธเจ้าจึงกิเลสสิ้นเกลี้ยงขณะรู้อยู่เห็นอยู่เป็นปัจจุบันนั่นเที่ยวในธาตุ 6 ในอายตนะ 6 ในตัณหาทั้งหมด กาม ภพ รูป อรูป ก็ตาม พอจบสุดทุกอย่างข้าพเจ้ารู้แจ้งวิญญาณแล้วแลว่า ไม่มีกำลัง ปราศจากความน่ารัก มิใช่เป็นที่ตั้งแห่งความชื่นใจจึงทราบชัดว่า จิตของเราหลุดพ้นแล้ว เพราะสิ้น สำรอก ดับ สละ และสลัดคืนซึ่งอุปาทานขันธ์ที่ยึดมั่นในวิญญาณ และอนุสัยคือความตั้งใจและความปักใจมั่นในวิญญาณได้ ดูกรท่านผู้มีอายุ จิตของข้าพเจ้าผู้รู้อยู่ เห็นอยู่อย่างนี้แล จึงได้หลุดพ้นจากอาสวะ ไม่ยึดมั่นในอุปาทานขันธ์ 5 นี้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย คำกล่าวของภิกษุรูปนั้น พวกเธอควรชื่นชม อนุโมทนาว่า สาธุครั้นแล้วพึงถามปัญหาให้ยิ่งขึ้นไปว่า ดูกรท่านผู้มีอายุ ธาตุอันพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น ผู้ทรงรู้ ทรงเห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธ ตรัสไว้ชอบ นี้มี 6 ประการ 6 ประการเป็นไฉนคือปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ วาโยธาตุ อากาสธาตุ วิญญาณธาตุ ดูกรท่านผู้มีอายุ นี้แลธาตุ 6 ประการอันพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น ผู้ทรงรู้ ทรงเห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธตรัสไว้ชอบแล้ว ก็จิตของท่านผู้มีอายุ ผู้รู้อยู่ เห็นอยู่อย่างไรเล่า จึงหลุดพ้น จากอาสวะไม่ยึดมั่นในธาตุ 6 นี้ ฯ [170] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้สิ้นอาสวะแล้ว อยู่จบพรหมจรรย์แล้ว ทำกิจที่ควรทำเสร็จแล้ว ปลงภาระได้แล้ว บรรลุประโยชน์ตนแล้วโดยลำดับสิ้นสัญโญชน์ในภพแล้วพ้นวิเศษแล้วเพราะรู้ชอบ จึงนับว่ามีธรรมอันสมควรจะพยากรณ์ได้ดังนี้ว่า ดูกรท่านผู้มีอายุ ข้าพเจ้าครองปฐวีธาตุโดยความเป็นอนัตตา มิใช่ครองอัตตาอาศัยปฐวีธาตุเลย จึงทราบชัดว่า จิตของเราหลุดพ้นแล้ว เพราะสิ้นสำรอก ดับ สละ และสลัดคืนซึ่งอุปาทานขันธ์ที่ยึดมั่นอาศัยปฐวีธาตุ และอนุสัยคือความตั้งใจและความปักใจมั่นอาศัยปฐวีธาตุได้ ข้าพเจ้าครองอาโปธาตุโดยความเป็นอนัตตา ... เพราะสิ้น สำรอก ดับ สละ และสลัดคืนซึ่งอุปาทานขันธ์ที่ยึดมั่นอาศัยเตโชธาตุ และอนุสัยคือความตั้งใจและความปักใจมั่นอาศัยเตโชธาตุได้ ข้าพเจ้าครองวาโยธาตุโดยความเป็นอนัตตา ... เพราะสิ้น สำรอก ดับ สละ และสลัดคืนซึ่งอุปาทานขันธ์ที่ยึดมั่นอาศัยวาโยธาตุ และอนุสัยคือความตั้งใจและความปักใจมั่นอาศัยวาโยธาตุได้ข้าพเจ้าครองอากาสธาตุโดยความเป็นอนัตตา...เพราะสิ้น สำรอก ดับ สละ และสลัดคืนคือหมด หลุดจากความยึดมั่นถือมั่นจากทุกสิ่งนั่นเอง ตกลง หนังสือเล่มที่กำลังเขียนนี้ชื่อว่า “ศิลปะโลกุตระในเพชรพุทธ”

ศิลปะโลกุตระในเพชรพุทธ [เริ่มเขียน 22 ธันวาคม 2558]

๏ เกริ่น เจริญธรรมทุกๆคน วันนี้วันศุกร์ที่ 2 ต.ค. 2558 แรม 5 ค่ำเดือน 10 ปีมะแมเริ่มต้นเดือนตุลาคมแล้ว วันที่ 2 ตุลาคมแล้วใกล้ๆ เข้าไปหาปลายปีแล้วหมดปีอีกแล้ว เดี๋ยว..วัน เดี๋ยววัน แก่ไม่ทันจริงๆ ชีวิตอาตมามันแก่ไม่ทันจริงๆ เดี๋ยววัน เดี๋ยววัน คนทั้งหลายในโลกต้องอาศัยใช้เวลาที่มีอยู่และผ่านไปแต่ละวันๆ นี่แหละ..เป็นอยู่ให้แก่ชีวิต โดยเฉพาะใช้ศึกษา ฝึกฝนตนเอง ซึ่งเราเรียกกันสั้นๆ ว่า “ทำงานทำการ” หรือพูดให้ครบ ก็คือ ชีวิตเป็นอยู่ก็ทำงานทำการให้ดี ก็คือให้ชีวิตเจริญ ถ้าเป็นชาวพุทธที่มีภูมิปัญญาก็ทำให้ถึงขั้น“บุญ” แต่คนทั้งหลายก็ไม่เคย“ฉุกคิด”กันเลยว่า คำว่า“ชีวิตเจริญ”ของคนนั้นที่แท้มันลึกซึ้งละเอียดลออแค่ไหน? ส่วนมากก็มีแต่ระวัง“กรรม 3(กายกรรม-วจีกรรม-มโกรรม) ของตนอยู่บ้าง ด้วยสามัญสำนึกว่า“ทำกรรม 3 ให้ดี” อย่าให้เป็น“ทุจริต”หรืออย่าให้เป็น“บาป”หรืออย่าให้เป็น“อกุศล” ยิ่งถึงขั้น“บุญ”นั้น ชาวพุทธทุกวันนี้ ไม่รู้ความเป็นจริงของคำว่า“บุญ”กันแล้ว ว่า หมายความถึงอะไร? หลงผิดกันไปหมดแล้วมั้ง! เพราะเห็นพากันไปเข้าใจว่า“บุญ”หมายถึง“ภาวะ”ของคุณงามความดีที่เป็นแค่“กุศล” เท่านั้น คนส่วนมากเข้าใจคำว่า“บุญ”เลอะเทอะเละเทะ เข้าใจคำว่า“บุญ”ออกนอกขอบเขตพุทธไปไกลมากแล้ว ชาวพุทธทั้งหลายทั้งปวงทุกวันนี้ แทบจะไม่เหลือใครเลยแล้วที่“ทำบุญ” เป็น“บุญ”สัมมาทิฏฐิ “บุญ”ได้กลายเป็น“มิจฉาทิฏฐิ”(ความเข้าใจผิด)กันจนแม้กระทั่งเศษธุลีละอองของ“ความเข้าใจถูก”ใดๆก็ไม่เหลือเลย “บุญ”ได้กลายเป็นสินค้าที่โลดโผนโจนทะยานเก่งกาจชนิดที่ลึกลับกว่า“นินจา”หลายร้อยเท่าพันเท่า ชาวพุทธจึงต่างพากัน“แสวงบุญนอกขอบเขตพุทธ” โดย“ทำบุญ”ไม่เป็น“บุญ”เลย แต่เป็น“บาป”กันจริงๆ แล้ว “ทำบุญ”ได้“บาป”กันเกินกว่าร้อยเปอร์เซ็นต์ เป็นไหนๆ ไปไหนๆ นั่นคือ ไปนรกลึกหรือต่ำสุดๆ ยิ่งนั่นเอง โดยไม่รู้ตัว ไม่ฉุกใจ ไม่ไหวทันกันเอาเลย ซึ่งมันผิดสัจจะไปใหญ่ จนกู่ไม่กลับกันแล้วจริงๆ เป็นต้นว่า เข้าใจคำว่า“บุญ”คือ วิมาน ที่หมายถึงแค่ภพในอนาคต หรือเป็น“กุศล” ที่หมายถึงของแท้อันมีจริง และหมายถึง ชาติอันเกิดเป็นตน นี่แหละผิดทั้ง 3 ประเด็น เพราะ“อนาคต”นั้นได้แก่ ภาวะที่ไม่เคยมาถึงเราสักที ไม่เคยเป็นปัจจุบันใดๆ สักครา ยังอยู่ในสายลม ยังไม่ถึงมือเราเลยสักครั้ง แต่ผู้ไม่รู้(อวิชชา)ก็ไปหลงผิดวาดหวังติดยึดอยู่ และ“วิมาน”ก็ไม่ใช่“ภาวะที่มีจริง เป็นจริง”เลยสักนิด แต่ผู้ไม่รู้(อวิชชา)ก็ไปหลงผิดติดยึดแสวงหาคว้าลมกันอยู่ “บุญ”นั้นได้หลงผิดว่าเป็นสมบัติที่คนพึงสะสมมาไว้ ใส่ตน หอบหวง“บุญ” กอบโกย“บุญ” ให้แก่ตนมากๆ ฉันใด คล้ายกับการสะสมความเป็น“กุศล”ใส่ตนฉันนั้น ซึ่งที่จริง“บุญ”กับ“กุศล”มีนัยสำคัญที่แตกต่างกันอย่างลึกซึ้งมาก ชาวพุทธเข้าใจผิดในคำว่า “บุญ”(มิจฉาทิฏฐิ) ผิดอย่างฉกาจฉกรรจ์ จนกระทั่งไร้ผลจากศาสนาพุทธกันเลยทีเดียว กุศลที่ได้ผลยิ่งนั้นมี แต่บุญที่ได้ผลยิ่งนั้นไม่มี บุญมีแต่ทำแล้วหมดไปเลย นี้เป็นความเข้าใจผิดของชาวพุทธที่สำคัญยิ่งใหญ่ ยิ่งใหญ่มาก เพราะคำว่า“บุญ”นี้เองที่ทำให้ชาวพุทธทุกวันนี้พากันใช้คำว่า“บุญ”ทำลายศาสนาพุทธเสียเองด้วย เพราะชาวพุทธได้พากันหลงผิด โดยเฉพาะ“ผู้รู้”ที่ มิจฉาทิฏฐิในคำว่า“บุญ” จึงได้พากันเอาคำว่า“บุญ”ไปหลอกคนว่า เป็น“วิมาน”ที่คนอยากได้มาสะสมไว้ในตนให้มากๆ ศาสนาพุทธเสื่อมหนักมากจริงๆ เพราะเหตุนี้

(1) เริ่ม“ศึกษา”ความเป็น“โลกีย์”จากคำว่า“วิมาน”ก่อน เหตุก็คือ ใช้“วิมาน”นี่แหละหลอกคนให้มาทำ“บุญ” แต่ที่ปฏิบัติ“การทำบุญ”นั้น “ทำ”กันอย่างมิจฉาทิฏฐิ เพราะพากันทำอย่างนั้นมันได้“บาป”กันยิ่งๆ ขึ้นแท้ๆ ต่างหาก เนื่องมาจาก“การทำใจในใจ”(มนสิการ) ก็ทำไม่เป็น ทำไม่ตรงความจริง และ“รูป”กับ“นาม”ก็ไม่ได้มีการสัมผัสแตะกันของ“ธรรมะ 2” หลงไปปฏิบัติหลับตาหนี“ธรรมะ2”ซ้ำ ด้วย“ความไม่รู้”(อวิชชา)กันนั่นเองจึง“ตั้งจิต”ทำ“บุญ”กันเอาจริงเอาจัง แต่“การตั้งจิต”ของผู้นั้นเป็น“จิตที่ตั้งไว้ผิด” ก็ได้“โมหะ” คือ ได้“ความหลง”(โมหะ) นี่ชั้นหนึ่งแล้วและที่“โมหะ”นั้น ก็เป็นได้ทั้งที่“หลงผิด”ว่าถูก นี่อีกชั้นทั้งที่“หลงติดหลงยึด”เป็น“อุปาทาน” นี่ก็อีกชั้นทั้งที่“หลงใคร่อยากได้”เป็น“กาม”ยิ่งขึ้นๆ นี่ก็อีกทั้งที่หลงผิดยึดเอา“ความมีตัวตน”ว่า “ไม่มีตัวตน”ก็อีก จะเพราะ“จิตวิปลาสหรือทิฏฐิวิปลาสหรือสัญญาวิปลาส”ก็เป็นไปได้ทั้งนั้น นี่ก็ยังเป็นอีกหลายชั้น และหรือวิปลาสไปเป็น“ความไม่เที่ยงว่าเที่ยง-ความเป็นทุกข์ว่าสุข-ความไม่มีตัวตนว่ามีตัวตน-ความไม่งามว่างาม” นี้ก็อีก นับมานี่กี่ชั้นแล้วล่ะ (พระไตรปิฎก เล่ม 21 ข้อ 49) มันหนามันมากมันจัดจ้านกันกี่ชั้นที่หลงผิดกันไป นี้คือ ที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในพระไตรปิฎก เล่ม 25 ข้อ 92 ว่า “โจรหัวโจกกับโจรหัวโจก หรือคนมีเวรกับคน มีเวรทำร้ายแก่กันและกันนั้น มันเลวหนักยิ่งกว่า”แบบนี้เอง แม้ที่สุด“หลงใหลคลั่งไคล้” เห่อกันว่า ถ้าได้“ทำทาน”กับคนผู้นี้หรือกับวัดนี้จะรวยใหญ่รวยมาก พากัน“โมหะ” หลง“ทำบาป”ว่าตนได้“ทำบุญ”กัน เนื่องจากไม่รู้ทันคำ ว่า“วิมาน” ที่ถูกสร้างขึ้นมา“ทำร้าย”ผู้คนกันนี่เอง ก็เพราะการเอาคำว่า “บุญ”นี่แหละ มาหลอกคน ว่า เป็น“การทำทาน” โดยเฉพาะต้องมาทานแก่ผู้พูดเองนะ

(2) คนฉลาดชั่วร้าย(เฉโก) กับคนโง่หนัก ที่เลวสมกัน คนโง่หนัก จึงหลง“ทำทาน”กันใหญ่ ทำกันคึกคัก ทำกันมาก คนฉลาดเลวก็ทำร้ายกันเองยิ่งๆ พระพุทธเจ้าตรัสว่า เปรียบเหมือนกับ“โจรหัวโจก”ก็ดี หรือ“คนมีเวร”ก็ดี ซึ่ง“คนเลว”(โจร)ก็ดี คนผู้มี“เวร”(ความปองร้ายกัน)ก็ตาม ซึ่งพากันทำ“ความฉิบหาย”ให้แก่กันและกันก็เลวร้ายแล้ว แต่คนที่มี“จิตที่ตั้งไว้ผิด”นั้น “เลว”หนักยิ่งๆ กว่า“โจรหัวโจก” ยิ่งกว่า“คนมีเวร”ทำร้ายกันและกัน เป็นไหนๆ ทีเดียว คำตรัสของพระพุทธเจ้าใน“โคปาลสูตร”(พระไตรปิฎกเล่ม 25 ข้อ 92 นั้นมีว่า “โจรหัวโจกเห็นโจรหัวโจกแล้ว พึงทำความฉิบหายหรือความทุกข์ให้กัน ก็หรือคนมีเวรเห็นคนมีเวรแล้ว พึงทำความฉิบหายหรือความทุกข์ให้กัน ที่โน่นเขา ทำทานให้เช็คแก่วัดเขาเป็น ใบละร้อยล้าน รวมๆ เป็นหมื่นล้านเลย แต่ชีวิตอาตมา มีคนเขียนเช็คทำบุญกับอโศก มากสุด 6 ล้าน คือคุณอี๊ดแอร์น่ะ พูดไปไม่ได้อิสสานะ “จิตที่ตั้งไว้ผิด”(มิจฺฉาปณิหิตํ จิตฺตํ)..พึงทำเขาให้เลวกว่านั้น ฯ” “ทิโส ทสํ ยนฺตํ กยิรา เวรี วา ปน เวรินํ มิจฺฉาปณิหิตํ จิตฺตํ ปาปิโย นํ ตโต กเรติ ฯ ติยํ ฯ” ชัดเจนชัดแจ้งในคำว่า“พึงทำเขาให้เลวกว่านั้น”..มั้ย? เห็นไหมว่า พระพุทธเจ้าตรัสความสำคัญของ“การทำใจในใจ” (มนสิการ)นี้มันสำคัญยิ่งขนาดไหน แต่นักการศาสนาทุกวันนี้ ไม่สังวรกันเลย อาจารย์ที่สอนทั้งหลายจึงสอนกันให้“ตั้งจิตตั้งใจไว้ผิด”(มิจฺฉาปณิหิตัง จิตฺตัง)กันเต็มวงการศาสนา ในเรื่อง“ทำทาน” แต่ไม่เป็น“บุญ” กลายเป็น“บาป” เพราะไปได้กิเลสทับถมตนเข้าไปหนักหนาสาหัสยิ่งขึ้นๆๆ ก็เพราะประเด็นที่ว่า “จิตที่ตั้งไว้ผิด”(มิจฺฉาปณิหิตัง จิตฺตัง) นี้แหละที่เป็น“ความผิด”(มิจฉา)แท้ๆ ของ“โจรหัวโจก”ซึ่งหมายถึง“คนผู้ใช้เล่ห์หลอก”ด้วยการสร้าง“วิมาน”ขึ้นมา และใช้คำว่า“ทำบุญ”(ที่จริงแค่ “ทำทาน”แท้ๆ ไม่ใช่“ทำบุญ”เลย) กับคนที่นับว่าเป็น“โจรหัวโจก”สมกัน เพราะ“คนโง่ที่ถูกหลอก”ก็เข้าคู่กัน สมกันเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันจึงผนึกสนิทเนียนยิ่ง ก็ร่วมรัดกันทำ“อกุศลกรรม”ได้“เลวยิ่งกว่าเลว”ควบแน่นแรงร้ายยิ่งๆ เกินจะกล่าวทีเดียว ตามที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ ซึ่งความหลงผิดนี้ มันผิดกันไปอย่างน่าสังเวชยิ่งๆ ความจริงแท้ “บุญ”หมายถึงเครื่องฆ่า อาวุธประหาร แต่กลับนำไปหลอกเป็น“วิมาน”ที่หลงผิดกัน กลายเป็นอยากได้“บุญ”หนักหนาสาหัสจนพากันเพ้อพกตกนรก “บุญ”ซึ่งมิใช่เรื่องที่จะนำไปใช้สร้าง“วิมาน”ใดๆ เลย

(3) แล้วจริงๆ แท้ๆ “วิมาน”มันคือ อะไรกันแน่..? วิมาน คือ ปราสาทบนสวรรค์ แดนสวรรค์ แดนสุขาวดี “วิมาน”คือ ภาวะที่คนคิดด้วยความหลงผิด จนถึงหลงใหลคลั่งไคล้ จึงต่างสมมุติ“วิมาน”กันขึ้นมาหลอกลวงกันให้เพ้อพก เสียเวลา เสียแรงงาน เสียเงินทอง “วิมาน” คือภพ คือชาติ ที่หลงเป็นดินแดนที่แสนสุข ที่คนหวังว่า จะไปเกิดหรือไปเป็น ไปได้กันใน“อนาคต”โน่น “วิมาน”เป็นการสร้าง“ภาพหวัง”ขึ้นในจิตใจ 1. มันเป็นลมๆ แล้งๆ 2. มันอยู่ไกลมาก ถ้าเลิกวิมานมาทำปัจจุบันขณะเลย อาตมาตั้งประโยคไว้ว่า มีเจตนา แต่อย่าอยาก แล้วที่เจตนาคือพากเพียรศึกษาแล้วลงมือทำ เท่านั้นและเท่านั้น นักการศาสนาทุกวันนี้ใช้“วิมาน”เป็นเครื่องมือหากิน แข่งขันกันอย่างเข้มข้น ตามแบบ“ทุนนิยม”ที่เป็นนักหาเสียง หาบริวาร หาลูกค้า เป็นจอมประชานิยมตัวฉกาจ ไม่มีผิด มีเล่ห์เหลี่ยมหากิน ใช้เล่ห์เลี้ยงสำนักตนเอง ต่างมี วิธีการที่จะให้คนมาหลง“วิมาน”ของสำนักตน มาหลงติดยึดในตัวตนของคนในพรรคของตนกันทั้งนั้น “วิมาน” จะปั้นอะไรก็ได้! จะเป็นอย่างไร? ก็วาดฝันไปตะพึด สารพัด จะพิลึกกึกกือ จะมโหฬาร จะสุดยิ่งสุดใหญ่ขนาดไหนๆ เลิศเลอ หรูหรา อภิมหาวิเศษ บรมประเสริฐ ก็คิดเอา นึกเอา ตามที่อยากได้ให้เป็นให้มี ก็แค่คิดขึ้น จินตนาการเอาลมๆ แล้งๆ แท้ๆ แต่เป็นจริงไม่ได้ มันเป็นไปไม่ได้ตามที่เพ้อฝันออกมาหลอกกัน ล้วนคือ“วิมาน”ที่จะเนรมิต เพ้อบ้าๆ ฝันบอๆ ออกมาหลอกล่อกันได้ทั้งนั้น โดยมีคำว่า“บุญ”เป็นชื่อสินค้าหลักของสำนักของวัด ผู้“ซื้อบุญ”ก็จะได้“วิมาน”ที่สวย-ใหญ่-หรู สารพัด กรอกหูผู้อยากได้“บุญ”จนเป็นที่หลงเชื่อกันทั่วไปว่า การทำ“บุญ”ที่จ่ายเงิน“ทำทาน”นั้น เป็น“การซื้อบุญ” ซึ่งจะได้“บุญ”อันเป็น“วิมาน”ตามที่พ่อค้าบุญนั้นอ้างหลอกกัน ซึ่งจริงๆ แล้ว ไม่ใช่การ“ซื้อ“ด้วยซ้ำ เพราะซื้อยังได้ของแลกเปลี่ยนมาเป็นชิ้นเป็นอัน แต่นี่..มันถูกหลอก“กินฟรี”แท้ๆ ถูกหลอกเอาไป“ฟรี”ๆ แต่ไม่ได้สิ่งนั้นเป็นชิ้น เป็นอันมาให้แก่ผู้จ่ายเงิน-จ่ายทรัพย์ออกไปเลย มีแต่“วิมาน”ลอยลมเท่านั้นที่ผู้จ่าย“หลงลม”นักต้ม ตัวร้ายทั้งหลาย ได้“วิมาน”เท่านั้น เท่านั้นนะ ไม่ได้อะไรลึกซึ้งไปกว่า “วิมาน”ที่ผู้จ่ายฝันเพ้อว่าจะได้ คำว่า“บุญ” คนทุกวันนี้จึงมิจฉาทิฏฐิ(มีความเห็นผิด) ว่า เป็น“วิมาน”หรือ“ภาพหวัง”หรือ“ภาพที่อยากได้มาให้ตน” “บุญ”จึงเป็น“ภพ-ชาติ”ที่คนผู้ทำทาน“ทำไว้ในใจ”(มนสิกโรติ)ว่า ตนจะได้“วิมาน”ตามที่ตน“ทำทาน” ถ้ายิ่งทานมากเท่าใด “วิมาน”ก็ยิ่งใหญ่ ยิ่งโต ยิ่งหรู ยิ่งวิวิธสมาหรา จึงเป็น“อัตตาวาทุปาทาน”แท้ๆ นั่นเอง ที่แต่ละคนผู้ไป“ทำบุญ”อันก็คือ“ทำทาน”นั้น ที่เขาได้เป็นกอบเป็นกำ วาทะคือคำพูดเท่านั้น เช่นคำว่า พระเจ้า หมายถึงสิ่งยิ่งใหญ่ เขาได้แค่พูดกัน แต่ใครก็ไม่เคยไปสัมผัสตัวพระเจ้า เขาบอกว่ามีพระบุตร เขาบอกว่ามีตัวตนพูดว่ามีตัวตน แต่ไม่เคยสัมผัสตัวตนได้จริงเลย นี่คือไม่มีของจริงเลย คืออัตตวาทุปาทาน แต่ผู้ปฏิบัติจริงรู้จักสักกายะ เรากำจัดมันจนหมดอาการได้เลย นี่ต่างหากไม่มีอัตตาวาทุปาทาน คืออัตตาแท้ๆ ที่เราสัมผัสได้แล้วกำจัดมันให้ดังได้ ถาวรนานแล้วไม่มาไม่มีไม่เกิด

(4) แล้วจริงๆ แน่ๆ “สัจธรรม”มันคือ อะไรกันแท้..? “ของจริง”ตรงกับบาลีว่า สัจธรรมอันเป็น“โอฬาริกอัตตา” ซึ่งจะต้องมี“นามรูป”หรือมี“รูปกับนาม” หรือจะเรียกว่า “รูปกาย”ที่ต้องมี“นามธรรม”ร่วมรู้อยู่ด้วย จึงจะชื่อว่า “ของจริง,สิ่งจริง” หรือภาวะที่“สัมผัส 6”ได้ทั้งภายนอกด้วย ตามเงื่อนไขครบใน“วิโมกข์ 8” ว่าต้องมีทั้งภายนอก(พหิทธา)และภายใน(อัชฌัตตัง)อยู่พร้อมในขณะนั้น หรือต้องมี“กาย”คือมี“ภาวะ 2”หรือมี“ธรรมะ 2”เสมอ ซึ่ง“รูปกาย”หรือ“สัจธรรม”นี้ จะไม่ใช่แค่“วิมาน”แล้ว “รูปธรรม-สัจธรรม”นั้นสามารถรู้ได้ทั้งตนเองและผู้อื่นก็สามารถ“สัมผัส”รู้ร่วมด้วยได้ ทั้ง“สัมผัส 4” “กาย”เป็น“ธรรมะ 2”ที่มีทั้ง“รูปและนาม” โดยเฉพาะ ต้องมี“นาม”ร่วมอยู่เสมอ จึงจะชื่อว่า“กาย” คำว่า“กาย” ขาด“นาม”ไม่เรียก“กาย” พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า “กาย” คือ “จิต-มโน-วิญญาณ” (พระไตรปิฎก เล่ม 16 ข้อ 230) “กาย”จึงหมายเอา“นาม”เป็นสำคัญ เป็นหลักยืนในรูปนาม และ“รูปกาย”จะมีได้ ก็ต้องมีการสัมผัส 3 แล้ว“นามกาย”เกิดก่อน (ปฏิฆสัมผัสโส) จึงจะมี“รูปกาย”ขึ้นมาให้ผู้สัมผัส “รู้เห็น”ได้ต่อมา แล้วจึงจะขาน“ชื่อ”(อธิวจนะ)หรือ“สัมผัสชื่อของ ภาวะ”(อธิวจนสัมผัสโส)นั้นได้ ถ้าภาวะนั้นมี“ชื่อ”แล้ว เช่นถ้าเราสัมผัสอันนี้แล้วเกิดชอบใจ แล้วอันนี้มีชื่อไหม เป็นชื่อที่เราเคยรู้มา การเรียกชื่อต้องมาก่อน จะชื่อว่า ชอบใจ ไม่ชอบใจ ก็เรียกชื่อเป็นรูปกายได้ เป็นอธิวจนสัมผัสโส แต่บางสภาวะนั้นเราไม่รู้จักชื่อแม้มันจะมีคนเคยตั้ง แต่เราไม่รู้ก็เรียกไม่ได้ ยิ่งเป็นภาษาอื่นๆ ก็ยิ่งไม่รู้ เช่นคำว่าแดง ภาษาจีน อาตมาเคยรู้ว่า อั๊ง แต่ภาษาฝรั่งเศษ ว่า ครุช แต่ถ้ายังไม่มี“ชื่อ”มาก่อน คือมีแค่“นามธรรม”ให้เรารู้อยู่

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน