590503_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ศิลปะโลกุตระในเพชรพุทธ ตอน๒.docx
เนื้อหาในไฟล์
590503 พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ศิลปะโลกุตระในเพชรพุทธ ตอน2 พ่อครูว่า ...วันนี้ วันอัง คารที่ 3 พฤษภาคม 2559 แรม 12 ค่ำ เดือน 5 ปีวอก(จันทรคติ) ที่บวรราชธานีอโศก ถ้าถึงวันที่ 6 พฤษภาคมนี้ก็จะมีกิจกรรม ค่ายสัมมาอาริยมรรค ก็เป็นกิ จกรรมที่พวกเราชาวอโศกได้ชักชวนกันมาทำหาคนมารวมกันทำเพื่อที่จะได้เอาชีวิตเข้ามาหาหมู่กลุ่ม เข้ามาศึกษาฝึกฝนพวกเรายืนยันว่าไม่ได้ทำแบบเล่นเล่นไม่ได้ทำเป็นเรื่องหน้ากากรอทำอย่างภาคเรียนที่จะนำพาชีวิตของกันและกันพัฒนาขึ้นไปสู่การมีสิ่งที่ประเสริฐคือธรรมะ ธรรมะเป็นสิ่งที่ต้องขวนขวายศึกษาพากเพียรประพฤติปฏิบัติถ้าไม่มีสัมมาทิฏฐิจริงๆ ไม่มีปัญญาที่จะรู้จริงทำไปก็ทำไปอย่างนั้นเสียเวลาเปล่าไม่เป็นสัมมาทิฏฐิไม่เป็นสัมมาปฏิบัติไม่ได้มรรคผลอะไรก็ทำไปแค่สบายใจ ดีไม่ดีกิจกรรมของสำนักต่างๆ ที่เขาพากันทำอย่างผู้ที่เข้าไปก็จะเป็นเหยื่อเป็นเครื่องมือหากินของเขาอันนี้มันน่าเสียดาย แต่ของพวกเราที่ทำนี้ไม่มีอะไรที่เสียหายไม่มีค่าใช้จ่ายอะไรเป็น ประโยชน์จริงๆ ของเขามีการได้ให้คนทำบุญทำทานแต่ในสำนักของอโศกเราไม่รับบริจาคเงินจากคนธรรมดาธรรมดาเสียด้วย มาแล้วคุณอยากจะทำทานอยากบริจาคก็ไม่ได้ให้ทำง่ายๆ ถ้าไม่อยู่ในกติกา เราไม่ทำเพื่อหาเงินจากประชาชนแต่เราทำเป็นเรื่องของความลึกซึ้งถ้ามีคนปรารถนาดีจากพระธรรมทานจะบริจาคหรือจะทำทานอย่างมีสัมมาทิฏฐิเพื่อล้างกิเลสตนเอง เป็นอัตถิทินนัง เพื่อล้างกิเลสจริงๆ แต่ส่วนใหญ่ทำทานแล้วไม่มีผลล้างกิเลส มีแต่ทำทานแล้วได้บาปเสียเยอะ มาดู sms ก่อน SMS 2 พ.ค. 59 _0893867xxx พ่อครูอ่านนกม.ว่านักกฎหมายผิด!ต้องอ่านว่านักการเมืองขอรับเจ้าข้า! _0893867xxx จำพ่อครูเคยเทศน์มาก่อนว่าโจรกับโจรหรือไพรีกับไพรีพึงทำความพินาศให้แก่กัน!ส่วนจิตที่ตั
อ่านต่อ
้งไว้ผิดพึงทำให้เสียหายยิ่งกว่านั้น! _0893867xxx บุญจอมปลอมพาคนฟุ้งเฟ้อ หลงวิมานลวง จิตงมงาย! บุญแท้จริงพาคนพอเพียง ถือสันโดษ หลอมจิตตื่นรู้แจ้งทันโลกธรรม! _0893867xxx ธรรมพ่อครู การไม่มีสัจธรรมนี้ตรงกันข้ามกับธรรมสัจจะ มี1มิได้มี2 มิได้มีหลากหลาย ต่างกันมิได้มีในโลก แต่ไปยึดสัญญาว่าเที่ยง! สัจจะจึงมีมากขึ้นใช่ไหม? ที่ไหนๆ เขาไปปฏิบัติกัน แล้วก็กลับบ้านไปเป็นคนธรรมดาๆ ไม่เห็นมีที่ไหนเกิดเป็นชุมชนหมู่บ้านที่มีไตรสิกขา ปฏิบัติธรรมกันทั้งหมู่บ้านแบบนี้ เป็นบ้าน วัด โรงเรียนทั้งหมู่บ้าน นำพากันตลอดเวลา อบรมสั่งสอนนำพา ปฏิบัติให้เข้ามรรคองค์ 8 การงานอาชีพก็ทำให้เกิดสัมมา การพูดจาให้สัมมาวาจา ให้สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะตลอดเวลาไม่ได้มาทำชั่วคราว แต่ทำเป็นปกติชีวิต ทำเป็นโพธิปักขิยธรรม 37 เป็นชุมชนที่มีสำรวมอินทรีย์ 6 พยายามปหานกิเลสตลอดเวลา จะตกหล่นบ้างก็พยายามพากเพียรเพิ่มกัน เป็นโลกุตระ 37 ไม่ว่าจะเป็นเด็กอยู่ในนี้ก็ให้อยู่ในสนามแม่เหล็กแห่งโพธิปักขิยธรรม 37 นี่เป็นเรื่องจริง เป็นมนุษยชาติกลุ่มหนึ่งที่มีชุมชนชาวอโศกอยู่ ในประเทศไทย มี 20 30 ชุมชน มีชุมชนหลักๆอยู่เป็น 10 จนมีพฤติกรรมชุมชนขั้นสาธารณโภคี เป็นเรื่องที่อาตมาภูมิใจมาก ซึ่งมีผลถึงขั้นเป็นบุญ ถึงขั้นแต่ละคนสามารถทำบุญเป็น ทำบุญมีผล ทำบุญมีผลคือ ได้ขัดเกลาชำระกิเลสออก ไม่ใช่ทำแล้วกิเลสเพิ่ม เราไม่ได้ทำบุญด้วยทานเป็นหลัก เราทำบุญด้วยยิฏฐัง แต่ละคนทำทานแล้วสัมมาทิฏฐิ ทำทานแล้วทำใจในใจเป็น อ่านอาการจิต ศานาพุทธสอนให้เปลี่ยน DNA ของจิตที่เป็นหน่วยของการยืนยันตระกูลทางจิตได้ แต่ทางชีววิทยาเปลี่ยนDNA ไม่ได้ เขาตายตัวเลย ทางรูปธรรม DNA ตระกูลของใครสืบเชื้อทางสรีระทางวัตถุธาตุ จะมี DNA อันนั้นเลยเปลี่ยนไม่ได้เลย แต่ของศาสนาพุทธนั้นเปลี่ยนได้เลย เปลี่ยนตระกูลจาก DNA ปุถุชนที่ทุกคนมีมาแต่กำเนิดที่อวิชชา จะสามารถเปลี่ยนได้ต้องมีภูมิธรรมเป็นนักวิทยาศาสตร์ทางจิตเฉพาะตนที่สามารถแยกแยะ ธาตุเล็กละเอียดของโปรตีนถ้าเป็นสรีระ มันเปลี่ยนที่ oxygen ที่ Deoxy แล้วยืนยันเป็นธาตุน้ำที่เป็น Acid เป็นเชื้อชีวิต ของชีววิทยาเป็นเช่นนั้น เทียบทางจิตวิญญาณเหมือนอาโปธาตุ เหมือน Acid ของจิตนั้นเหนือชั้นกว่าทางวัตถุ เปลี่ยนด้วยกรรม ด้วยการเปลี่ยนชีวิตอกุศลจิต เปลี่ยนมันจนกระทั่งมันไม่เป็นอกุศลจิตนั้นได้จริงๆ เปลี่ยนสภาพมันเลย เป็นหน้าที่ของบุญที่ต้องกำจัดอกุศลจิต ไม่ได้เป็นตัวทำให้เกิดสิ่งดีเหมือนกุศลแต่อย่างใด บุญมีหน้าที่จับโจรฆ่าโจรให้ตาย สังคมจะดีขึ้นเอง มีหน้าที่นั้น ถ้าสังคมใดกำจัดโจรได้หมดสังคมนั้น ก็หมดบุญเลย เป็นสังคมหมดบุญ เป็นอรหันต์คือไม่มีบุญไม่มีบาปเลย ยุคนี้ไม่มีใครยืนยันว่าบุญคือแบบนี้ ดีที่มีคำศัพท์นี้มีรากศัพท์คือ สันตานังปุนาติ วิโสเทติ พูดเป็นภาษาไทยกันหมดแล้วคำว่าบุญนี่ แต่ที่จริงมาจากบาลีประโยคนี้ (7) “บุญ”จึงเป็น“อัตตา”แท้ๆ ที่คนทำ“บุญ”ผิดไปจริง “ผู้มิจฉาทิฏฐิ”อยู่ จึงปฏิบัติ“ทาน”ปฏิบัติ“ศีล”ปฏิบัติ “สมาธิ”ได้แต่“อัตตา” ดีไม่ดีเป็นได้แค่“อัตตวาทุปาทาน”ซ้ำที่เป็นแค่“อัตตวาทุปาทาน”ก็เพราะผู้มี“ความเชื่อ”ว่า “ตน”จะได้“วิมาน”นั้น ซึ่งเป็น“อัตตา”ชนิดหนึ่งที่ยึดว่าเป็น“ตัวตน” เป็น“ของตน” เพราะยึดตน ว่าตนเป็น“เจ้าของผู้ทำทาน- ผู้ปฏิบัติศีล-ผู้ปฏิบัติสมาธิ” และหวังว่าจะได้มาให้ตนใน “อนาคต”ข้างหน้าโ..น้..น เพราะตนอยู่ในภพ ตนไม่มีผัสสะ เช่นเวลาทำทาน ก็ต้องมีการโยนิโสฯ แต่คุณไม่ได้สัมผัสจิตตนด้วยปัญญา แต่ดันผ่านทำจิตในจิตด้วยปัญญาไม่ได้อ่านกายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรมเลย ทานไม่ใช่ทำใจให้โลภมากขึ้น แต่ต้องทำใจในใจให้ลดโลภ ให้ ไม่ใช่ เอา ไม่ใช่ตั้งจิตเอามากขึ้นไปอีก มันไม่ใช่เลย “อัตตา”ชนิดนี้ จึงเป็นแค่“วาทะ”เท่านั้น ที่เป็นแค่ “คำพูด”เท่านั้นจริงๆ เป็นแค่“ความเชื่อ” จนเป็น“ลัทธิ”ที่มี“วิมาน”ที่หวังว่าจะได้ ซึ่งเป็น“ลมๆแล้งๆอยู่ในอนาคต” จะได้หรือไม่ได้ ก็ไม่รู้ ยืนยันกัน-พิสูจน์กันไม่ได้ ดังนั้น การทำใจในใจ(มนสิการ)ของคนผู้นี้ว่าเป็น“วิมาน”ที่จะได้ ก็คือ ทำ“ภพที่หวัง”หรือทำ“ภาพที่อยากได้ใส่ใจตนไว้” เป็นแค่“คำพูด” แค่“ลัทธิ” แค่“ความเชื่อ-ความเห็น”(วาทะ) นี้แหละคือ “อุปาทาน”(ภพชาติที่ยึดมั่นไว้ได้)ชนิดหนึ่งแล้ว ก็เป็น“รูปที่สำเร็จด้วยจิต”คือ “มโนมยอัตตา” หรือคือ “อัตตวาทุปาทาน”แท้ๆ ในประดา“อุปาทาน”หลายชนิด ซึ่ง“ภพชาติ”นั้น ก็คือ“ภาพหวัง”ก็คือ สิ่งที่ไม่แน่นอนเลยว่า จะจริงหรือไม่จริง มันยังเป็นเพียงแค่“วิมาน”ที่หวังที่ปั้นเป็น“สิ่งอันตนอยากได้”แต่ยังเป็นลมๆ แล้งๆ อยู่เท่านั้น จะเกิดหรือไม่เกิด จะได้จริงหรือไม่ได้จริง ยืนยันมั่นคงไม่ได้แต่เป็น “ความหวัง”ที่เกิดขึ้นมายึดถือไว้ในใจแล้ว(อุปาทาย)ตามที่มีคนพูดกันสอนกันผิดๆ เป็น“ความยึดถือ”คือ อุปาทานนั่นคือ แทนที่จะสอน“การทำใจในใจ”(มนสิการ)ชำระกิเลสให้จางคลายลงหรือดับไป กลับสอนให้สร้าง“อุปาทาน” (การยึดมั่น)ใส่ในใจตนเสียนี่ ผลจึงได้แค่“อุปาทาน”ที่เป็น“วิมาน”(ภาพหวังหรือภาพที่อยากได้ใส่ใจไว้) เกิดในใจของคนผู้นั้น อุปาทาน ก็คือ กิเลสชนิดหนึ่ง ธรรมดาๆ นั่นเอง ทำ“ทาน”ก็ว่าจะได้“บุญ” ถือ“ศีล”ก็ว่าจะได้“บุญ” ปฏิบัติ“สมาธิ”ก็ว่าจะได้“บุญ” “ทาน”ก็ดี “ศีล”ก็ดี “สมาธิ”ก็ตาม ล้วนได้“บุญ”ที่เป็นตัวเป็นตน (อัตตา) เพราะเป็น“วิมาน”ตามที่ตนยัง“มิจฉาทิฏฐิ” อยู่ทั้งสิ้น ชัดเจนมั้ย ว่า “วิมาน”นี่มันตัวร้ายขนาดไหน?
(8) “บุญ”คือกิเลส ที่เป็น“อุปาทาน”เพราะคนมิจฉาทิฏฐิ “บุญ”ที่เป็น“วิมาน” จึงคือ“อุปาทาน”แท้ เพราะได้รับการศึกษาที่สั่งสอนผิด และปฏิบัติตามๆ กันมาผิด แทนที่จะลดละอัตตา กลับไปได้“อัตตา”เพิ่มขึ้นมาใส่ใจตนเองยิ่งขึ้นเสียนี่ ผลจึงมิใช่“บุญ”ตรงความหมายที่ถูกต้องสัมมาทิฏฐิว่า “การชำระกิเลสออกจากจิตสันดานให้สะอาดหมดจด”(สันตานนัง ปุนาติ วิโสเธติ) ตามหลักฐานเดิมของพุทธ ที่ชาวพุทธได้หลงผิดจนเลอะเทอะในคำว่า“บุญ” เพราะไปเข้าใจว่า“บุญ”หมายเอาอย่างเดียวกันกับ“กุศล” คือไปเห็นว่า “บุญ”นั้นเป็นเครื่องอาศัยอย่างหนึ่งอันเป็นเหมือน“ยานพาหนะ”แบบเดียวกันเลยกับ“กุศล” เข้าใจว่า เหมือนเครื่องอาศัยช่วยให้อัตภาพได้อะไรขึ้นมามีอาศัย ขึ้นมาได้เสพ ขึ้นมาเป็นของตัวของตนอย่างนั้นอย่างนี้ ได้อันนั้นขึ้นมาเป็นรสสุข เป็นความเพลินใจ ได้รูปได้เสียงได้กลิ่นได้รสได้สัมผัสเสียดสีมาเป็นรส“โลกียารมณ์” โดยหลงผิดไปเชื่อว่าชีวิตที่“ทำบุญ”เหมือนชีวิตที่“ทำกุศล” ในประโยคที่ว่า สัพพปาปสอกรณัง กุสลสูปสัมปาทา เนื่องจากได้ สจิตตปริโยทปนังแล้ว แต่ถ้าเข้าใจคำว่าบุญไม่ได้ก็จะไม่เข้าใจโอวาทปาติโมกข์นี้ “บุญ”มีผลได้เหมือนความเป็น“กุศล”ไปแล้วนั่นเอง แทบเรียกได้ว่า“สนิทเนียน”แล้วปานนั้นเลย เข้าใจว่า“บุญ”มีหน้าที่ มีคุณสมบัติอย่างเดียวกันกับ“กุศล”ที่หมายความว่า “ความดีงาม” อันเป็น“ภาวะที่ชีวิตต้องอาศัยใช้สอย“ความมี”นั้น จึงต้องมี“อัตภาพ” ทุกวันนี้มันผิดเพี้ยนไปเป็นหนึ่งเดียวอย่างสนิทสนมแล้ว “กุศล”แปลว่า คุณงามความดี คือเครื่องอาศัยสำหรับชีวิต-เครื่องอาศัยของความมีชีวะ-เครื่องอาศัยของอัตภาพ ซึ่งแตกต่างกับ“บุญ”อย่างมีนัยสำคัญมาก ขออธิบายชัดๆว่า บุญเหมือนเครื่องประหารหัวสุนัขของท่านเปา
(9) “บุญ”แท้ๆ คือ อะไร? ชาวพุทธเข้าใจกันไม่ได้แล้ว ที่ถูกที่แท้นั้น“บุญ”คือ “เครื่องฆ่า เป็นอาวุธประหารกิเลส เป็นอุปกรณ์ที่ทำหน้าที่ชำระกิเลสให้สะอาด(ปุนาติ)แท้ๆ ถ้าไม่มีความรู้ยิ่งสัมมาทิฏฐิ ไม่สามารถ“ทำบุญ”มีผล หรือ“ทำบุญ”มีบุญ “บุญ”เป็นอุปกรณ์ที่ไม่มีใครจะมีได้ง่ายๆ เพราะไม่มีความจำเป็นก็ไม่มีใครอยากใกล้อุปกรณ์นี้ ไม่มีใครอยากมี“บุญ”ไว้ที่ตนเลย เพราะมันเป็นสิ่งที่น่ากลัวสำหรับชีวะ ชีวะทั้งหลายพึงไกลห่างต่างหาก เพราะมันเป็นเครื่องฆ่าที่น่ากลัวจริงๆ ไม่ใช่สิ่งที่น่าอยากได้ อยากเป็น อยากมี ดังนั้น คนผู้ใดที่ใช้ความเป็น“บุญ”ที่เป็นเครื่องฆ่านี้เสร็จ ก็“จบ”ความเป็น“บุญ”ลงไปทันที เป็น“อรหันต์” เป็นผู้“หมดสิ้นบุญ” “บุญ”หมดสิ้นไปจากตัวอรหันต์ “ผู้หมดสิ้นบุญ”ภาษาบาลีคือ “ปุญญปริกฺขีโณ” พระอรหันต์จึงเป็น“ผู้สิ้นบุญสิ้นบาป”(ปุญญปาปปริกฺขีโณ) ส่วน“กุศล”นั้นคนยิ่งมียิ่งได้อาศัยในชีวิต ช่วยเสริมส่งให้อะไรต่ออะไรเจริญมากมี ช่วยได้-ช่วยเป็น-ช่วยมี ถ้าไม่มี“กุศล”อาศัย ก็ไม่มีคุณค่าประโยชน์ใดเลย เพราะ“กุศล”คือความดีงาม คือเครื่องสร้างสรร “กุศล”ช่วยประโยชน์ ช่วยสร้างสรร ช่วยเพิ่มเติมอะไรต่ออะไรให้สังคมเป็นอยู่ ช่วยสังคมเป็นสุขเจริญงอกเงยมากมี ช่วยอะไรต่ออะไร ที่สังคมพึงได้พึงมีนานาสารพัดคุณค่า และประโยชน์ “กุศล”เป็นเครื่องอาศัยในความเป็น“ตน”(อัตตา)ของความมีชีวิต “กุศล”นั้นคนมีอัตภาพต้องอาศัยทั้งตนทั้งผู้อื่น “บุญ”นั้นมิใช่เครื่องอาศัยในความเป็น“ตน”ในความมีชีวิตดังว่านี้เลย แต่“บุญ”เป็นเครื่องฆ่า ใช้สำหรับกำจัดความเป็น“ตน”(อัตตา)ที่เป็นกิเลส “บุญ”เป็นอาวุธสำหรับประหาร กำจัด“อัตภาพ”บางส่วนในตน เป็นเครื่องชำระส่วนที่ชื่อว่า“อกุศล” ชื่อว่า“บาป”ให้สิ้นไปหมดเกลี้ยง “บุญ”เป็นเครื่องอาศัยเฉพาะกิจเท่านั้น คือ อาศัยใช้ฆ่า“กิเลส” เรื่อง“บุญ”นี้ต้องทำความชัดเจนกันดีๆ คมๆ แม่นๆ คำตรัสของพระพุทธเจ้าใน“โคปาลสูตร”(พระไตรปิฎกเล่ม 25 ข้อ 92 นั้นมีว่า “โจรหัวโจกเห็นโจรหัวโจกแล้ว พึงทำความฉิบหายหรือความทุกข์ให้กัน ก็หรือคนมีเวรเห็นคนมีเวรแล้ว พึงทำความฉิบหายหรือความทุกข์ให้กัน คนหนึ่งหัวโจกทางโง่ อีกคนหัวโจกทางฉลาดเฉกา ไม่ได้เรียนรู้ ฉฬายตนะ มันจึงเกิดความฉิบหายซ้ำซ้อนยิ่งกว่า
(10) ผู้ที่ยังมี“ส่วนบุญ” และผู้“สิ้นบุญ-หมดบุญ”ที่แท้ เมื่อ“อัตตาหรืออัตภาพ”ส่วนที่ต้องชำระออกจาก“ตน”สิ้นเกลี้ยงหมดแล้ว ผู้นั้นก็เป็นผู้หมดสิ้น“บุญ” ไม่ต้องใช้“บุญ”กำจัด“บาป”กันอีกแล้ว ชื่อว่า “ผู้สิ้นบุญสิ้นบาป”ที่ภาษบาลีว่า “ปุญญปาปปริกฺขีโณ” ดังนั้น พระอรหันต์จึงคือ“ผู้ไม่ต้องมีส่วนบุญ”ใดๆ เหลืออยู่ในตนอีกแล้วเป็น“ผู้สิ้นบุญ”(ปุญญปริกฺขีโณ) สำหรับผู้กำลังใช้“บุญ”ชำระกิเลสอยู่ กิเลสบางส่วน ลดละไปได้เป็นส่วนๆ จึงเป็นผู้ได้“ส่วนบุญ”(ปุญญภาคิยา, ปุญญภาค) ไปตามจริงเท่าที่ความสามารถของตนจะทำได้จริง เรียกว่า“เสขบุคคล” นี่คือ ผู้“ได้ส่วนบุญ”ไปเป็นลำดับ ตามที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ใน พระไตรปิฎก เล่ม 14 ข้อ 256 “ผู้ได้รับส่วนบุญ”นี้ คือ ผู้ต้องมีมิตรดีสหายดีสังคมสิ่งแวดล้อมดี (กัลยาณมิตโต กัลยสณสหาโย กัลยสฯสัมปวังโก) แล้วจะได้รับ“ส่วนบุญ”จากทั้งคนผู้เป็นครูบาอาจารย์ ทั้งมิตรสหายญาติโยมนั่นเองร่วมเป็นผู้ต่างก็พึ่งอาศัยกัน เป็นผู้ร่วมกันทำให้เราได้“ส่วนบุญ” เราเป็น“เปรต”แท้ ผู้ต้องได้“ส่วนบุญ” เรียกเต็มๆว่า “ปรทัตตูปชีวีเปรต” แจ่มแจ้งกระจะกระจ่างไหม? ถ้ายัง..ก็อ่านต่อ
(11) “เปรต”ที่ชื่อว่า ปรทัตตูปชีวี คือ ใครกันแน่? พระเสขบุคคล ก็คือ “ปรทัตตูปชีวีเปรต” ได้แก่ ผู้ต้องอาศัยผู้อื่นยังชีวิตให้เจริญที่แท้จริง(อาริยะ)อยู่เสมอ หรือให้“หลุดพ้นจากความเป็นเปรต”นั่นเอง อย่าลืมนะว่า “บุญ”นี้เป็น“กรรม”ที่ตนเองต้องทำของตนเอง จึงเป็น“กัมมัสสกะ” เป็นของตนเอง ใครจะทำให้เราไม่ได้ เราทำก็ผลของเรา(สุกตทุกกฏานัง กัมมานัง ผลัง วิปาโก) เราต้องทำเองจนกว่าจะหมด“บาป” จึงจะไม่ต้อง“ทำบุญ” และไม่ต้องใช้“บุญ”กันอีก ก็ถึงขั้นเป็น“อรหันต์” ซึ่งเป็นผู้ไม่ต้อง“มีบุญ”อีกแล้ว เป็นผู้“บุญหมดหน้าที่แล้ว” พระอรหันต์จึงเป็น“คนผู้สิ้นบุญสิ้นบาป” เห็นไหม? พระอรหันต์เป็นผู้“ไม่ทำบาปทั้งปวง”จริง(สัพพปาปัสสะอกรณัง) ฉะนี้ เพราะพระอรหันต์เป็นผู้“หมดสิ้นบาปแล้ว” ถ้ายังมี“กรรม”ที่ทำในปัจจุบันใด จึงถึงจึงพร้อมแต่ “กุศล”ทุกปัจจุบันนั้น ทั้งสิ้น ดังนั้น ในพระโอวาทปาฏิโมกข์ ที่ว่า “กุสลัสสูปสัปทา” ทำความเข้าใจให้ละเอียดสุขุมดีๆ แล้วจะไม่งง ไม่สงสัยเลย ขอย้ำ..ผู้จะมี“ส่วนแห่งบุญ”(ปุญญภาค,ปุญญภาคิยา) หรือผู้ที่ยังเหลือส่วนบุญ”อยู่นั้นคือ “เสขบุคคล”(ผู้ยังไม่สิ้นบาปถึง ขั้นจบ จนเป็นอรหันต์เท่านั้น) ที่ต้อง“ทำบุญ” เพราะยังเหลือ “บาป”อยู่ จึงจะต้อง“ทำบุญ”อยู่ ต้องมี“บุญ”ไว้ทำพระเสขบุคคล(ผู้ที่เป็นอาริยบุคคล แต่ยังไม่เป็นอรหันต์) “ส่วนที่ยังต้องทำบุญ”ยังมีอีก ยังไม่หมดบาป-บุญ เพียง แต่ว่า ตนได้“ทำบุญ”เป็นผล มีสัมมาผล ได้“ส่วนแห่งบุญ” (ปุญญภาคิยา)บ้างแล้ว แต่ก็ยังต้องทำ“บุญ”อยู่อีก ตามที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในพระไตรปิฎก เล่ม 14 ข้อ 256 ผู้สนใจอ่านดูดีๆจากพระไตรปิฎกเถิด (12) “เปรต”แท้ๆคือ จิตปัจจุบันในผู้“เสขบุคคล” นอกจากปัจจุบัน ไม่ใช่“สัจจะ” จึงปฏิบัติไม่ได้ “เปรต” แท้ จึงคือ “จิตใจ”ของคนเป็นๆ ในปัจจุบันนี้ ..ชัดเจนมั้ย? พระเสขบุคคลจึงยังมีส่วนที่ยังเป็น“เปรต”อยู่นั่นเอง จึงต้องเป็นผู้ทำจิตที่ยังเป็นเปรต คือ“ส่วนบาป”นั้นๆให้“หมดสิ้นบาป”ที่เหลืออยู่ไปอีก จนกระทั่งสิ้นหมดเกลี้ยง โดยอาศัยผู้อื่นสิ่งอื่นเจริญก้าวหน้าไป คือ ต้องมีผู้อื่นมีสิ่งอื่นเอื้อให้ เป็นองค์ประกอบอาศัยปฏิบัติเป็นองค์ประกอบ ชำระกิเลสให้หมดสิ้นเกลี้ยง นั่นคือ ชีวิ ตินทรีย์ของ“บาป”ยังเหลืออยู่ จึงยังต้องทำ“บุญ” โดยอาศัยผู้อื่นสิ่งอื่นช่วยให้เราเจริญอยู่(ปรทัตตูปชีวี) เพื่อ“ชำระบาปออกจากจิตสันดานให้สะอาดหมดจด”(สันตานัง ปุนาติ วิโสเธติ) หมายความว่า “ส่วนแห่งบุญ”(ปุญญภาคิยา)ส่วนหนึ่ง พระเสขบุคคลทำได้แล้ว ตามนัยะที่พระพุทธเจ้าตรัสใน“มหาจัตตารีสกสูตร” มีเหลือในตัวพระเสขบุคคลนั้น คือ ความเป็น“ส่วนแห่งบาป”หรือ“ส่วนบาป”ที่เหลืออยู่ในผู้นั้น “ส่วนบาป”ที่เหลือนี้คือ ความเป็น“เปรต”ที่จะต้องได้รับการ“ทำบุญ”ให้“หมดสิ้นบาปที่เหลือ” เพราะ“เปรต”คือ ผู้ยังมีบาป หรือผู้ยังเหลือส่วนบาป “ทำบุญ”ก็คือ ทำการชำระหรือกำจัด“ส่วนบาป”(ความเป็นเปรต)นั้นๆให้หมดสิ้นไป ผู้ศึกษาโปรดอ่านจากพระไตรปิฎก เล่ม 14 ตั้งแต่ ข้อ 252-281 โดยเฉพาะข้อ 256-257 จึงจะเข้าใจความเป็น“ส่วนแห่งบุญหรือส่วนบุญ” (ปุญญภาค,ปุญญภาคิยา)ได้ (13) เรียนรู้ในความเป็น“เปรต”หรืออื่นๆ ให้สัมมาทิฏฐิ ส่วน“เปรต”ที่คนพากันเข้าใจผิดว่า เปรตคือ วิญญาณล่องลอย ที่คอยรอรับ“ส่วนบุญ”จากใครๆ หรือวิญญาณจะอยู่ที่ไหน ตนก็ไม่รู้(อชานโต) ไม่เห็น(อปัสสโต) ใครๆ ก็ไม่รู้-ไม่เห็นหรอก ถ้าไม่ศึกษาให้สัมมาทิฏฐิ “วิญญาณ”ที่ล่องลอยอยู่ไหนก็ไม่รู้ จับตัวมันก็ไม่ได้ แล้วเราจะประหารมันได้ยังไงเล่า..? สำหรับผู้ศึกษาสัมมาทิฏฐิจริงจึงรู้(ชานโต) จึงเห็น(ปัสสโต)ว่า เป็นความแส่หา เป็น“อาการ”ดิ้นรนของตัณหาเท่านั้น อย่าไปตามหา“วิญญาณ”ในที่ใดๆ เลย โดยเฉพาะในอดีตหรืออนาคตใดที่ไหน..เปล่าทั้งเพ ดังที่พระพุทธเจ้าตรัสใน“พรหมชาลสูตร”(พระไตรปิฎก เล่ม 9 ข้อ 440-444) และตามที่พระพุทธเจ้าทรงบริภาษภิกษุสาติว่า เป็นโมฆะบุรุษ เป็นมิจฉาทิฏฐิ เพราะไปหลงผิดกันในเรื่อง“วิญญาณ”ที่ล่องลอย ซึ่งอยู่ที่ไหนก็ไม่รู้ หากไม่มี“ผัสสะ”เป็นปรากฏการณ์ในปัจจุบัน จะไม่มีโอกาสได้รู้จักรู้แจ้งรู้จริงกันได้เลย(พระไตรปิฎก เล่ม 12 ข้อ 440-444) ขอยืนยันว่า การปฏิบัติต้องมี“สัมผัสเป็นปัจจัย” “หลับตา”ปิดทวารปฏิบัติเข้าไปอยู่ในภพ จึงโมฆะ“เปรต”คือ จิตวิญญาณที่มันยังไม่เจริญของเราเองอย่าไปยุ่งกับวิญญาณของคนอื่นเลย มันไม่เกิดประโยชน์อะไร และเราก็ไม่สามารถ“มีกรรม”หรือ“ทำกรรม”ที่จะส่ง “ผลของกรรม”ไปให้ใครได้ เพราะ“กรรม”เป็นของของตน(กัมมัสกตา) “กรรมเป็นของเราที่เราทำเป็นผลของเรา(สุกตทุกฏฏานัง กัมมานัง ผลัง วิปาโก) เราต้องเป็นทายาทของกรรมของตน(กัมมทายาท) กรรมพาเราเกิดเราเป็นของตัวเอง ส่งให้ใครหรือแบ่งให้ใครไม่ได้ แม้ใครจะมารับส่วนแบ่งหรือมารับมรดกก็ไม่ได้ (กัมมัสโกมหิ,กัมมทายาโท,กัมมโยนิ,กัมมปฏิสรโณ) คำสอนของพระพุทธเจ้ามีละเอียดลออ ครบบริบูรณ์ถ้วนสิ้นอยู่แล้ว เรียนดีๆ ตรวจตราให้ครบๆ ค้นดูละเอียดๆ ที่อาตมาแสดงนี้ ไม่ใช่ธรรมะเบาใจ ไม่ใช่ธรรมะเอาใจ แต่เป็นธรรมะขูดใจเลย จบ