350824 ล้างบางสังโยชน์ 10 โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ณ สันติอโศก.docx
เนื้อหาในไฟล์
350824 ล้างบางสังโยชน์ 10 โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ณ พุทธสถานสันติอโศก
ล้างบางสังโยชน์ 10 เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2535 โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ณ พุทธสถานสันติอโศก
เมื่อวานนี้ เราได้เอาสูตรที่เป็นองค์ อังคสูตร นี่คือ องค์แห่งการละ แล้วก็องค์แห่งการประกอบ สิ่งหนึ่งจะต้องละ สิ่งหนึ่งจะต้องประกอบขึ้น ซึ่งมันก็สัมพันธ์กัน สัมพันธ์กันเหมือนกับหน้ามือ กับหลังมือ โดยสภาพที่จะดูโดยรูปหยาบนี่ มันก็เหมือนกับหน้ามือกับหลังมือ เราจะละองค์ 5 คือ ละนิวรณ์ 5 ประ- กอบด้วยองค์ 5 นี่ ก็ละนั่นแหละ เราละนิวรณ์ 5 ละกาม ละพยายาท ละถีนมิทธะ ละอุทธัจจ กุกกุจจะ ละวิจิกิจฉา ละนี่หมายความว่า ประพฤติแล้วมันมีสภาวะนั้นเกิดจริงๆเลยว่า กามมันคืออะไร อาการเป็นอย่างไร สภาพนั้นเป็นอย่างไรในตัวเรา พยาบาทเป็นยังไง แต่ละวันแต่ละคืน แต่ละวินาที ที่เราอยู่ เรามีสติสัมปชัญ- ญะ รู้ตัวนี่เราจะต้องรู้ต่อกรรมกิริยาเราเป็นอยู่ เรากำลังเป็นอยู่ ดำรงอยู่ แล้วก็กำลังดำเนินไป กำลังเป็นไป ดำเนินไป ยังเป็นอยู่ เราจะต้องมีความรู้สึกเพราะว่าเรามีจิตวิญญาณ เรามีความรู้สึก เรามีตัวรู้ เราไม่ใช่คนตาย ถ้าป่านนี้แล้ว พวกเราจะต้องเข้าใจว่า แล้วเราปฏิบัติเพื่อให้ดับสนิท เพื่อให้ตายสนิท นี่คืออะไรตาย จนป่านนนี้ พวกเราก็คงจะเข้าใจ ก็คือให้นิวรณ์ 5 นี่แหละ มันดับสนิท ตายสนิท มันพ้นสภาพ เช่นว่า พ้นวิจิกิจฉาอย่างนี้ อย่างนี้เป็นต้น ความสงสัยลังเล นี่ ความยังไม่หมดความสงสัยนี่ มันจะต้องไม่มีในจิตใจเรามันคลาย มันหายไปหมด มันตายไปหมด มันไม่เหลืออยู่ เหลือแต่ตัวจิต หมดวิจิกิจฉาแล้ว เหลือแต่ตัวจิตที่รู้ รู้อย่างไม่ข้อง ไม่สงสัย ไม่มีอะไรประหลาด เข้าใจความดำเนินไป ความเป็นอยู่ ความดำรงอยู่แห่งชีวิตที่จะมีสัมผัส มีการเกี่ยวข้อง ม
อ่านต่อ
ีเรื่องราว มีร้อน มีหนาว มีอุปสรรค มีเหตุ มีปัจจัย มีโน่นมีนี่ อะไรอย่างไร ก็เข้าใจ อันนี้มันประกอบอันนี้ อันนี้มันมาสัมผัสอันนี้ อันนี้มันมากระทบอันนี้ มันมากระแทกอันนี้ อันนี้มีอย่างนี้มาเจออย่างนี้ มันก็ต้องเป็นอย่างนี้ๆเข้าใจ เออ มันก็อย่างนี้น่ะ ตถตา รู้ว่าอันนี้ก็เป็นอย่างนี้น่ะ มันต้องเป็นอย่างนี้น่ะ มันไม่มีอะไรตกค้างอยู่ในใจว่า มันจะต้องสงสัยทำไมๆ เช่น ว่าคนมาถามว่า ทำไมนะ เราทำดีแล้ว เขาจะต้องมาเล่นงานเรานี่ มันจะไม่สงสัยเลย มันจะไม่วิจิกิจฉาเลย ทำไมนะ เขาถึงต้องมาเล่นงานเรา เราก็ทำดีแล้ว เขาก็ทำดี เขาก็น่าจะเข้าใจ เราทำดี ไม่น่าจะมาสงสัย ไม่น่าจะมาทำอะไรกับเรา อาตมาก็บอกว่า อาตมาไม่สงสัย อาตมาไม่ได้วิจิกิจฉา อาตมาไม่ได้ข้องใจอะไร ไม่ได้ติดใจอะไรนี่ ไม่ได้เป็นปัญหา เป็นปัญหามันอยู่ที่เขา เขาข้องใจ เขาสงสัย เขาไม่แน่ใจ หรือว่าเขาเข้าใจผิด จริงๆเขาก็เข้าใจผิด คือเขาเข้าใจเราไม่ได้ เขาเข้าใจเราอย่างหนึ่งแล้วก็เห็นแล้วว่า ถ้าเขาเห็นว่าเราผิด เขาก็ต้องถูก เขาก็มั่นใจของเขาว่า ของเขาถูก เขาเห็นผิด แล้วก็มันไปทำลาย หรือว่ามันไปขัดแย้ง เขาก็จะต้องจัดการ ถ้าเราเห็นถูก แล้วเราก็ว่าเราถูก เขาก็ต้องผิด เพราะว่ามันตรงกันข้ามกัน อย่างนี้เป็นต้น เขาก็ต้องมาทำสิ่งที่เขาควรจะทำ เราก็ทำอยู่ ที่จริง นี่เราก็พยายามที่จะแก้ไขอยู่เหมือนกัน เปลี่ยนแปลงเขาอยู่เหมือนกัน แต่ว่าการเปลี่ยนแปลงของเรานี่ะ เราประมาณ ว่าเราเปลี่ยนแปลงเขาอย่างนี้น่ะ เราไม่ไปเปลี่ยนแปลงให้มันเลวร้าย เราไม่ต้องไปจัดการให้มันดูน่าเกลียด น่าชังอะไรมากกว่านี้ แต่เขาจะจัดการกับเรา เขาจะจัดการร้ายหน่อย แรงหน่อย เราก็ต้องทนได้ เพราะว่าเราเองเราแน่กว่า เป็นการพิสูจน์ว่าเขาทำเราได้ แต่เราไม่ต้องทำใคร ไม่ต้องไปทำเขา เราทำเหมือนกัน เราทำในขนาดหนึ่ง ซึ่งเขาเห็นว่าเราไม่ได้ทำอะไรมากกว่านั้นหรอก เราทำขนาดนี้ เขาก็ยังโวยเลย เขายังร้องมาเลย ว่าเรานี่ไปทำอะไรเขา ไปว่าเขา ไปด่าเขา ไปอะไรต่ออะไรเขา เขายังว่าเลย ขนาดนี้เขาก็ยังร้องเลย เขาจะทนไม่ไหวแล้ว ถ้าเขาทนไม่ได้มากกว่านี้ เหมือนกับสัตว์นี่ เวลามันถูกรังแก หรือถูกเบียดเบียนมาก มันก็จะป้องกันสูงสุด จนกระทั่ง แม้แต่ชีวิตมันจะตาย มันก็จะต้องสู้ สู้จนถวายชีวิตแหละ ฉันเดียวกัน ถ้า เมื่อจนตรอก เขาก็จะต้องสู้ตลอดชีวิต เพราะฉะนั้น เราจะต้องไม่ทำให้ใครจนตรอก แล้วเราก็จะให้เขารู้สึกว่า เขาก็ถูกเราค่อยๆขัดเกลาเขาเหมือนกัน มีสัลเลขธรรม แต่ว่าขัดเกลาขนาดนี้นี่ เขาทนได้ สำคัญที่สุดก็คือ ให้เขารู้ ให้เขาเกิดปัญญาว่าขัดเกลานี่มันเขาผิดจริงๆ นี่เขาจำนนว่าเขาไม่ถูกต้อง เขาไม่ได้ดี ไม่ได้งามหรอก สิ่งนี้เขาควรเลิก เขาควรละ ควรจะเปลี่ยนแปลง เขาผิด ให้เขารู้ว่าเขาผิด ให้เขาเกิดปัญญาแล้วเขาก็จะจำนน แล้วเขาก็จะยอม แล้วเขาก็จะไม่รุนแรง โต้ตอบมามากกว่านั้น นี่เป็นขีดอันตราย หรือขีดสำคัญที่เราจะต้องทำให้ได้อย่างนี้ แล้วเราจะอยู่ด้วยกันได้ เขาทำเราแรงกว่าที่เราทำเขา เราทนได้ นั่นแสดงว่า เรามีวุฒิภาวะสูงกว่าเขา เป็นผู้ใหญ่กว่าเขา เป็นพี่เป็นพี่หรือเป็นพ่อ ลูกนี่ทำพ่อได้ น้องนี่ทำพี่ได้ พี่ยอมได้ พี่ทนได้ ต้องมีความแข็งแรง ความอดทน ความยอมที่เหนือกว่า นี่เป็นลักษณะของสัจจะเป็นอย่างนั้น ทีนี้พวกเราปฏิบัติธรรมนี่ เราจะต้องรู้สึกตัว เราจะต้องมีสติ สตินี่ทิ้งไม่ได้เลยหลักเกณฑ์ จะต้องรู้ว่าเรานี่ มีชีวิตอยู่ดำเนินไป ดำรงอยู่ เราจะต้องพัฒนา ชีวิตเกิดมาไม่มีอะไร ชีวิตเกิดมาไม่ได้อะไร ถ้าไม่ได้อะไรแล้วเราก็จะได้สิ่งที่เราจะได้นั่นคือกิเลส ถ้าเราไม่รู้จักสังวรระวัง ไม่ปฏิบัติธรรม ได้กิเลสจริงๆ เผลอไม่ได้หรอก เรารู้ตัวดี เผลอไม่ได้ เพราะฉะนั้น บางคนอยู่ในวัดนี่แก่วัด อยู่กับหมู่กลุ่ม หมู่กลุ่ม ก็พากันไป ยิ่งมีระบบ มีการดำเนินไป มีกลไกของหมู่กลุ่มของเรา นี่มันเป็นกลไกแล้วตอนนี้ มันมีงาน มีหมุนเวียน มีส่วนได้ส่วนอาศัย ส่วนเสื่อมไป มันก็หมุนเวียนได้มีวงจรอยู่รอด แล้วเราก็มีภูมิธรรมพอสมควรว่า เออ ขนาดนี้ เราก็อยู่ได้ ขนาดนี้ เราก็ไม่เหี้ยนกระหือรือ ไม่เร่าร้อน ไม่กระหาย อะไรที่จะมากกว่านี้นัก เราก็จะไม่กระตือ รือร้นในการปฏิบัติ เพราะว่านึกว่ามันอยู่สันติแล้ว มันสันติภาพแล้ว มันอยู่ดีแล้ว มันขนาดนี้ดีแล้ว มันก็เลยจะประมาท ตัวนี้แหละสำคัญมาก เตือนพวกเราว่า มันอยู่ได้นะ มันอยู่รอด พวกเรานี่โดยกลไก โดยสังคมของพวกเรานี่ มันอยู่รอด บ้านนี้ เรือนนี้ ถ้ามันไม่กระตือรือร้น ไม่มีวิภวตัณหา ไม่มีตัณหาอุดมการณ์ที่จะต้องรักความเจริญ ปรารถนาความเจริญ ปรารถนาดีขึ้นไปกว่านี้ ดีกว่านี้ยังมีอีก ถ้าไม่มีวิภวตัณหาตัวนั้น มันก็จะเฉื่อย ติดภพอยู่แค่นี้แหละ เป็นเทพเจ้าองค์ใดองค์หนึ่ง เป็นเทพเจ้าติดแป้นอยู่ฐานนั้นแหละ ฐานนั้นแหละ แล้วมันก็ช้าก็นาน ดีไม่ดีก็ดีเผลอๆไผลๆ เลื่อนไหลลงต่ำอีก ก็ยังได้ ถ้าเราไม่แข็งแรง ดังที่เห็นอยู่ อยู่ไปนานๆ เอ๊อ นึกว่าจะไปรอด นึกว่าจะไม่เลื่อนลงต่ำ นึกว่าจะอยู่ในฐานะนี้อย่างนี้ แม้จะไม่เจริญขึ้น เอ้า ตีลังกาลงไปแล้ว ก็เป็นธรรมดา ธรรมชาติของผู้ที่ไม่พาตัวเองเจริญ ไม่เอาใจใส่ของตัวเอง เพราะฉะนั้น จะต้องปฏิบัติธรรม วันเวลา ล่วงไปๆนี่ ชีวิตชีวะ ที่เกิดมานี่ โดยเฉพาะ เป็นมนุษย์ในระดับมนุษย์อย่างที่เราได้เป็นผู้ที่มาพบสิ่งที่ดีแล้วนี่ ไม่มีอะไรหรอก นอกจากจะปฏิบัติสั่งสมบุญ สั่งสมบารมี สั่งสมวิบาก มีกรรม มีวิบาก สั่งสมกรรม สั่งสมวิบากให้เจริญขึ้นไปๆจริงๆ เพราะฉะนั้น ศีล สมาธิ ปัญญา หรือวิมุติ วิมุตติญาณทัสสนะ นี่ เป็นตัวที่เราจะต้องประกอบขึ้น การประกอบนี่ ศีลก็ขัดเกลา ขัดเกลานิวรณ์นะ ไม่ได้ขัด เกลาอื่น นิวรณ์ 5 นั่นแหละ ขัดเกลาได้ไปเรื่อยๆ ก็เรียกว่าสมาธิสูงขึ้นไปเรื่อยๆ เจริญขึ้นไปเรื่อยๆ แล้วก็มีปัญญาที่จะรู้ว่า เราทำได้ ทำถูก ทำเป็น ไม่ได้ไร้ค่า หรือว่าไม่ได้ว่างเปล่า ทำไปหรือได้แต่ตรรกศาสตร์ ได้แต่ปริยัติ ไม่ใช่ เราปฏิบัติจริง มีปฏิเวธธรรม มีผลจริง เกิดจริง เป็นจริง ศีลขัดเกลา ศีลเป็นอริยกันตศีล ศีลเป็นปาริสุทธิศีล ศีลเป็นอเสขศีล ศีลมันเจริญขึ้นจริงๆ ศีลนี่เกิด ศีลนี่เป็นสภาพอริยกันตศีล ก็เคยบรรยายแล้ว เป็นอริยะ กันตะ แปลว่าความยินดี ยินดีในศีล มีอริยะ ตัวเรานี่แหละเจริญมีภูมิอริยะเกิดในตัวเรา เกิดวิมุตติญาณทัสสนะ วิมุตติญาณทัสสะ ก็คือญาณที่รู้แจ้งเห็นจริงวิมุติของตนๆ เกิดวิมุติแล้วก็มันจะเป็นยังไง เราจะมีญาณ รู้จักวิมุติ เราเข้าใจว่า เออ วิมุติเป็นอย่างนี้นี่ การจางคลายมันเป็นอย่างนี้ การวิมุติเป็นอย่างนี้ วิราคานุปัสสีเป็นอย่างนี้ นิโรธานุปัสสีเป็นอย่างนี้ ปฏินิสสัคคานุปัสสีเป็นอย่างนี้ วิมุติตญาณทัสสนะนี่สูงสุด มันจะต้องถึงขั้นปฏินิสสัคคานุปัสสี ไม่ใช่ขั้นแต่นิโรธ ไม่ใช่ขั้นแต่นิโรธานุปัสสี ไม่ใช่ตามเห็นแต่แค่ดับสนิท วิมุติสูงสุดน่ะ มันถึงขั้นปฏินิสสัคคานุปัสสี สลัดคืนได้ หมายความว่า สูง สุดคืนสู่สามัญ หรือว่าเป็นสภาพที่อยู่กับกิเลสนี่แหละ เหมือนกับคนอนุโลมจะสังขารร่วมกับเขา เหมือนกับคนสังขาร เหมือนกับคนโลกได้เลยจริงๆ ยิ่งแข็งแรงนะ ถ้ายังไม่แข็งแรง ก็อย่าอุตริ ห่ามเกินไปละ ปรุงไม่ไหว ปรุงแล้วเราก็แย่ เป็นอย่างเขาเป็นอยู่ มันไม่ได้ มันน่าเกลียดด้วย แล้วตัวเองก็ทนไม่ได้ ประเดี๋ยวก็จะตกต่ำอีก เพราะฉะนั้น มันจะสลัดคืน นี่ก็หมายความว่า มันเป็นเหมือนอย่างกับเขาเป็นธรรมดา เขาก็เป็นแต่ว่าใจมันไม่มีแล้ว ใจมันเที่ยงแท้แล้ว ใจมันมั่นคง แล้วอะไรอย่างนี้เป้นต้น มันเป็นเรื่องที่จะต้องเห็นจริงรู้จริงของเราๆ เพราะฉะนั้น อริยกันตศีลที่ว่านี่ เราเป็นอริยะเองนี่แหละ แล้วเรายินดีในศีลนี้ ในศีลนี่มันเจริญนะ บัญญัติที่ท่านว่าไว้ยังไง เราก็ปฏิบัติมีสภาวะรองรับ สภาวะนั้นเกิดขัดเกลา กาย วาจา ใจ โดยเฉพาะ ไม่มีนิวรณ์ ไม่มีอาการนิวรณ์ ไม่มีเหลือเศษ เหลือเลยอะไร จะเป็นเศษอุทธัจจะ ก็เข้าใจว่าไม่มี เห็นอย่างชัดเจนว่าไม่มี ถีนมิทธะก็ไม่มี เป็นก้อน เป็นตัวตกผนึก ตัวแข็ง ตัวอะไรก็ไม่มีเอามาสลาย เอามาละลาย แล้วก็จนกระทั่ง ทำให้สูญตัว สูญตน ดับตัว ดับตน ที่มันไม่ตกค้าง ไม่เป็นผนึก ไม่เป็นเศษส่วนเศษเหลืออะไรจริงๆเลย เมื่อวานนี้ ก็ได้ขยายความถึงนิวรณ์ 5 นี่ ซอยลึกลงไปแล้วสภาพถีนมิทธะ ที่มันเป็นสภาพแท้จริงนั้น มันก็เป็นตัวลึกตัวละเอียดเป็นภวภพ เป็นวิภวภพของกิเลสในจิตนั่นเอง จนแจ้งชัดหมดเลย แล้วเราต้องปฏิบัติหยุดอยู่ ไม่ควรอย่างยิ่ง พระพุทธเจ้าก็ย้ำก็เตือนอาตมาก็เอามาย้ำมาเตือน วันนี้จะอ่านสังโยชน์ให้ฟัง 10 สังโยชน์ จะต้องอ่านแล้วต้องฟัง แล้วต้องรู้สภาพจริงๆนะว่าเราเอง เราต้องเจริญด้วยสังโยชน์ 10 แม้ในโสดาก็มีสังโยชน์ 10 ในโสดา สกิทาก็มีสังโยชน์ 10 ในสกิทา อนาคาก็มีสังโยชน์ 10 ในอนาคา อรหันต์ก็ต้องครบสมบูรณ์สังโยชน์ 10 นั้นถูกแล้ว เพราะฉะนั้น เราจะต้องรู้ความซ้อน สภาพหมุนรอบเชิงซ้อนในนัยละเอียดเชิงซ้อนพวกนี้ เราจึงจะเกิดจริง เป็นจริง ในหลักการใหญ่รวมหมด มันก็จริง หลักการใหญ่รวมหมด มันก็มีอย่างนั้นแหละ แต่ทีนี้ ในหลักการใหญ่แล้ว มันยังมีสภาพย่อย สภาพละเอียดที่ซ้อน ที่สภาพซ้อน ที่มีรูปรอยเป็นเหมือนจักรวาลน้อย จักรวาลใหญ่ รวมกันเป็นเอกภพ มันเป็นอย่างนั้น ในสภาพของสัจจะทั้งหมด ลองฟังดูสังโยชน์สูตร มันไม่มีอะไรมาก ท่านก็บอกหัวข้อเท่านั้น แต่อาตมาจะเอาหัวข้อนี่มาเป็นหลักในการที่จะอธิบายวันนี้นะ ว่าด้วยสังโยชน์ 10 อยู่ในพระไตรปิฎก เล่มที่ 24 ข้อ 13 นี่นะ ดูกร ภิกษุทั้งหลาย สังโยชน์ 10 ประการนี้ 10 ประการเป็นไฉน เราต้องจำน่ะ ไม่จำมันก็ไม่ได้ ต้องจำ จำภาษา ก็ต้องจำด้วย สภาวะก็อธิบายไปด้วย จะอธิบายให้ละเอียดลึกขึ้นไปตามภาวะที่พวกเราได้มีฐาน มีสภาวะรับ แล้วก็อาตมาก็แยกวิเคราะห์ให้ฟังขึ้นไปเรื่อยๆแหละ 10 ประการ เป็นไฉนคือ สังโยชน์เป็นไปในส่วนเบื้องต่ำ 5 ประการ นี่ เรียกว่าสังโยชน์เบื้องต่ำ จะจำภาษาบาลีก็ได้ ไม่จำก็ได้ ส่วนเบื้องต่ำนี่ แต่ว่า 5 ประการต่ำกับ 5 ประการสูงนี่ จะต้องจำตัวนั้นไว้หน่อย พยัญชนะ 5 ประการเบื้องต่ำท่านเรียกว่า โอรัมภาคิยสังโยชน์ ส่วนเบื้องสูงท่านเรียกว่า อุทธัมภาคิยสังโยชน์ อุทธะ แปลว่าเบื้องบน เบื้องสูง โอรัม ก็แปลว่าเบื้องต่ำ สังโยชน์เป็นไปในส่วนเบื้องบน 5 ประการ สังโยชน์เป็นไปในส่วนเบื้องต่ำ 5 ประการ เป็นไฉน คือ สักกายทิฏฐิ 1 วิจิกิจฉา 1 สีลัพพตปรามาส 1 กามฉันทะ 1 พยาบาท 1 นี่คือสังโยชน์เบื้องต่ำ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส กามฉันทะ พยาบาท สังโยชน์เป็นไปในส่วนเบื้องต่ำ 5 ประการนี้ ทีนี้สังโยชน์เป็นไปในส่วนเบื้องบน 5 ประการ เป็นไฉน อุทธัมภาคิยสังโยชน์ คือ รูปราคะ 1 อรูปราคะ 1 มานะ 1 อุทธัจจะ 1 อุทธัจจะอันนี้นี่นะ ไม่มีคำว่ากุกกุจจะน่ะ ในนิวรณ์ 5 เราใช้คำว่ากุกกุจจะด้วย ส่วนในนี้ไม่มีคำว่ากุกกุจจะ อุทธัจจะ 1 อวิชชา 1 มีรูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ อวิชชา สังโยชน์เป็นไปในส่วนเบื้องบน 5 ประการนี้ ดูกร ภิกษุทั้งหลาย สังโยชน์ 10 ประการนี้แล ก็จบสูตรสังโยชน์สูตรก็มีแค่นี้ ทีนี้มาฟังอธิบาย นักปฏิบัติธรรมนี่หลัก10 ประการนี้ นักปฏิบัติธรรม ที่จะปฏิบัติเป็นโลกุตรบุคคลจริงๆ ถ้าไม่รู้แม้ไม่รู้ภาษา ไม่รู้พยัญชนะ ถ้าเข้าใจสภาวะมันถูกจริงๆเลย 10 สภาพนี่นะ 10 อาการ 10 ลักษณะของมันนี่นะ คุณก็ปฏิบัติได้ คุณก็ตรวจสอบตัวเองได้ ก็จะเกิดปัญญารู้ว่าเราเอง เราดำเนินไป เราปฏิบัติไปแล้วเจริญ อย่างนั้น มันเป็นความสะอาดของจิตใจ หรือว่าบริสุทธิ์ผุดผ่องจากกิเลสขึ้นมาขั้นนั้นขั้นนี้ ขั้นต่ำ ขั้นสูง อย่างสภาพของพระโสดานี่ เขาจะต้องพ้นสังโยชน์ 3 อย่างนี้เป็นต้น คือพ้นสักกายทิฏฐิ พ้นวิจิกิจฉา พ้นสีลัพพตปรามาส ซึ่งเราก็เคยได้ยินได้ฟังมาบ่อยๆ จนกระทั่งเราเป็นโสดาได้แล้วเราจะเลื่อนฐานขึ้นไปเป็นสกิทา เราก็ลดกามราคะ หรือลดพยาบาท หรือลดปฏิฆะบางทีบางที่ ท่านก็ใช้กามฉันทะบ้าง กับปฏิฆะบ้าง หรือกามฉันทะ กับพยาบาทก็ได้ อันนี้บทนี้ตอนนี้ท่านใช้คำว่า กามฉันทะกับพยาบาทสังโยชน์ หรือว่า ปฏิฆสังโยชน์ก็ได้ ก็ลดลงไปอีก ลดกาม ลดพยาบาท ลดกาม ปฏิฆะ ลดลงไปอีกๆลดลงไปให้มากๆ จนสภาพกามราคะนี่ มันมีภาวะอย่างไร สภาวะมันเป็นอาการสภาพขนาดไหน อย่างไร มันหมด หรือว่ามันอ่อน หรือว่ามันไม่มีอย่างนี้ เราก็จะต้องเข้าใจว่า มันไม่มี ขนาดนี้เราเรียกว่ากามฉันทะ หรือกามราคะ ในบางที่ท่านก็ใช้คำว่ากามราคะ กับปฏิฆะ จะใช้กามฉันทะ กับพยาบาทก็ได้ อย่างนี้เรียกว่ากามราคะ มันหมดแล้วกามนี้กามราคะในภพที่ว่านี้คือภพนอก สกิทาคามี จะหมดในเรื่องกามข้างนอก กามราคะ หรือ ปฏิฆะข้างนอกนี่ จะไม่มีได้เลย ไม่มีบทบาท ไม่มีอาการที่จะออกมาถึงขั้นนอก โดยตนเองต้องรู้เลยว่า เราไม่มีในการที่จะต้องมา ถ้าจะแสดงบทบาทเหมือนกับเราโกรธ เหมือนกับเราเองเรารักกามราคะ เหมือนกับเรารักเราโกรธ อาการที่จะแสดงออกข้างนอกนี่ เรียกว่าปฏินิสสัคคะ เราจะรู้ตัวเราเลยว่า จิตใจของเราไม่ได้รักสิ่งนี้หรอก ตัวเราไม่ได้โกรธสิ่งนี้หรอก แต่อาการที่เราแสดงออกนี่ เราจะเข้าใจ เราจะรู้สัญญา กิริยา กาย วาจา ว่าอย่างนี้ เหมือนกับเรานี่โกรธ ดุ ด่า ว่าเขาเป็นต้น ดุ ด่าว่าคนนั้นคนนี้ เหมือนกิริยาโกรธ แต่ใจเราไม่ได้โกรธหรอก เราจะรู้ว่าใจเราไม่มีพยาบาทแล้ว เราไม่ได้มีปฏิฆะ เราไม่ได้มีไม่ชอบใจที่ไม่ชอบใจเขาแต่ว่าอาการนั้นเราจะต้องทำ เพราะคนเราจะต้องรับสภาวะและต้องรับกายกรรม วจีกรรมกันและกัน ที่จะแสดงออก เพื่อให้เกิดการรับรู้ เพราะฉะนั้น การรับรู้อย่างนี้นี่ เป็นการรับรู้เพื่อที่จะขัดเกลา หรือเพื่อให้ เกิดผล ให้เกิดผลที่มันจะไปสู่ความเจริญ อย่างคนปุถุชน เขาไม่รู้อย่างแม่ดุลูกอย่างนี้นี่ ที่จริงแม่ไม่ได้โกรธลูกหรอก ก็รักลูก แต่ดุลูก ดีไม่ดีตีด้วย ไม่ได้โกรธหรอก จริงๆ ใจลึกๆ แต่แม่เขาไม่รู้หรอก แม่เขาเป็นปุถุชน เขาก็ต้องโกรธ เขามีกิเลส เขาก็โกรธ แต่ใจจริงๆแล้ว ไม่ได้โกรธ รักนะ ตีเพราะรัก อย่างนี้เป็นต้น แต่ทีนี้ สัจจะที่มาเป็นอริยะแล้วนี่ ดุไปน่ะ เป็นการสังขารที่วิสังขาร สังขารอย่างยิ่ง ปรุงกาย ปรุงวจีออกไปให้เป็นอย่างนั้นโดยเจตนา และจะทำอย่างนั้น ก็ต่อเมื่อกับคนที่เขาไม่เพ่งโทษ เป็นอุปสัมบัน หรือเป็นผู้ที่เขาจะต้องรู้ เพราะฉะนั้น ต่อคนอื่นๆ ก็ไม่ทำอย่างนี้กับคนอื่นๆ ถ้าคนอื่นๆเขาไม่ศรัทธา เขาไม่ไว้ใจ เขาก็อ่านตามรูปนอกนี่แหละ เพราะฉะนั้น อันนี้ลดศรัทธา ต้องระวัง ที่ไม่สมควรจะทำ หมู่กลุ่มไม่สมควรจะทำ กาละไม่สมควรจะทำ ในสภาพ ในวาระไหนๆ ก็แล้วแต่ ที่ไม่สมควรก็อย่าไปทำให้มันเกิดลดศรัทธา แต่ถ้าเผื่อว่า จำเป็นที่จะต้องทำ เพราะว่าอันนี้ได้ผล ได้ประโยชน์มากกว่า เราก็ถึงจะทำ ไอ้นี่เป็นปฏินิส-สัคคะ เป็นสภาพที่แสดงสลัดคืน แต่สลัดคืนนี้ มีนัยที่จะต้องมีสัจจะความจริงว่าจิตผู้นั้นต้องจริง จิตไม่ได้โกรธ ไม่ได้รัก แสดงเหมือนกับรัก แสดงเหมือนกับชอบ เช่นว่า อาตมาไปแสดงกิริยากาย วาจา ออกไปว่า แหม อันนี้อร่อย อันนี้สวย อันนี้เพราะเหมือนกาม เหมือนแสดงกามราคะออกไปในกาย ในวาจา เหมือนแสดงออก โอ้อันนี้สวยนะ อันนี้เพราะ คนที่เผินๆ ก็บอก โอ้ย ไอ้นี่ มันยังสวยอยู่ มันยังเพราะอยู่ มันยังอร่อยอยู่ มันยังมีกิเลสกาม เราอ่านเอากาย เอาวาจาอย่างนี้ออก ได้ เขาอ่านเอาตามการแสดงออกทางกาย ทางวาจาได้ แต่ปฏินิสสัคคะของผู้ที่ไม่มีแล้ว ที่จริงๆ เขาไม่ได้อร่อยหรอก เขาไม่ได้ติดใจ เขาไม่ได้ดูดดื่ม เขาไม่ได้อะไรหรอก เขาไม่ได้เพราะ แต่ว่าเอาสัญญามาพูด แล้วก็ปรุงตามก็ได้ มีสังขาร หรือไม่ปรุงตามก็เอาตามสัญญาก็ได้ เรารู้ว่าอย่างนี้คนเขาเพราะ คนเขาอร่อย ตามค่าของผู้อื่น ไม่ใช่ตนเองเป็น ลักษณะอย่างนี้ ก็เช่นเดียวกันกับที่อธิบายโกรธเมื่อกี้ หรือดุ หรือด่าว่าเมื่อกี้นี้คล้ายๆกัน แต่อยู่คนละลักษณะเท่านั้นเอง อย่างนี้เป็นลักษณะปฏินิสสัคคะ เป็นลักษณะที่เราต้องรู้ความจริงเลยว่า ใจเราเป็นหรือไม่เป็น ใจเรามีกิเลสหรือไม่มีกิเลสร่วมปรุง ใจเราเกิดอาการกาม หรือไม่มีกาม ใจเราเกิดอาการพยาบาท หรือปฏิฆะ หรือไม่มี เราจะต้องรู้ความจริง ตามความเป็นจริง เพราะฉะนั้น การแสดงออกปฏินิสสัคคะ ในลักษณะที่สลัดคืน หรือว่าลักษณะที่มันเหมือนกับย้อนแย้ง มันเหมือนมี แต่ที่จริง มันไม่มีอย่างนี้นี่ก็มีอยู่ในโลก ยังดำเนินไป ยังดำรงอยู่สำหรับผู้ที่มีจริง รู้จริง เป็นการเกื้อกูล การมีสัลเลข-ธรรม มีการแสดงออก มีการประสานบางทีก็ประสานอย่างไอ้เรื่อง ไอ้นี่อร่อย ไอ้นี่เพราะ อะไรอย่างนี้ ประสานกับผู้ที่ เออ ขนาดนี้ๆของคนนี้ก็ต้องอนุโลมขนาดนี้ อย่างอาตมางานกินข้าวหาด อาตมาก็ต้องปรุง ก็ต้องร่วม ก็ต้องอะไรต่ออะไรได้ด้วย เออ เพราะ เออดี ร้องดี เพราะดี อะไรก็เพราะไปตามเขา แต่ใจเราจริงๆนั้น เรามี ไม่มีต้องจริงๆ ต้องหลงตัวเองได้น่ะ เพราะว่ามันต้องมีญาณจริงๆ ต้องเกิดญาณ ญาณเราต้องอย่าไปเพิ่งไปคิดว่าเราเองหมด อย่าไปเอา อย่าไปนั่งๆเผินๆ ตรวจละเอียดจริงๆ มันไม่ใช่เรื่องง่ายๆเลย เรื่องอย่างนี้ นี่เป็นเรื่องที่หลอกกันได้ ไม่ใช่หลอกใครหรอก หลอกตัวเอง ตัวเองหลอกตัวเองได้ หลอกได้จริงๆ จะต้องชัด จะต้องเจนจริงๆ เอ้า มาอธิบายลักษณะของสภาพกิเลสต่างๆ ตั้งแต่สักกายะ ไปดูดีๆ นี่เป็นหลักใหญ่นะ จะต้องรู้สภาวะจริงๆ ถ้าไม่รู้สภาวะ นี่เราปฏิบัติไปก็ป่วยการ รู้ละเอียดเท่าไหร่ ซับซ้อน ลึกซึ้งดีเท่าไหร่รู้ไว้ก่อน เป็นบัญญัติ เป็นภาษานี่ดี แล้วเราเอาไปใช้ได้ เหมือนกับเรามีเครื่องมือจะใช้อยู่แล้ว แม้จะยังใช้ไม่เป็น ยังไม่ถึงเวลา อย่างสังโยชน์เบื้องสูง มันก็ยังใช้ไม่เป็นทีเดียว แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า สังโยชน์เบื้องสูง รูปราคะ อรูปราคะ อาจจะยังไม่ถึง แต่มานะ นั่นบอกแล้วว่า แม้แต่เบื้องต่ำ เราก็ยังมีอัตตามานะ อุทธุจจะ ฟุ้งขจรกระจาย พวกนี้ก็ยังมีอุทธัจจะ ในส่วนที่เราจะต้องเก็บ จะต้องจัดการ มันทำให้เราถึงขั้นกุกกุจจะอยู่ก็คือ ถ้าฐานะของโสดา สกิทา มันก็ไม่เกิดกุกกุจจะ แต่มันยังมีส่วนที่เป็นอุทธัจจะ ยังมีส่วนที่เป็นอนุสัยอาสวะ หรือธุลีละอองอะไรอยู่อีก อุทธัจจะก็ยังเป็นเศษธุลีเป็นละออง หรือเป็นส่วนน้อย เป็นส่วนที่ยังฟุ้ง ลอย ยังมันเบาแล้วละ แต่ว่ามันก็ยังมีสภาวะ ยังมีตัวตน ยังเป็นอัตตา อัตตานุทิฐิ ยังเป็นอาสวะ ยังเป็นสภาพที่เหลือเศษ พูดง่ายๆ ก็คือเหลือเศษ เพราะฉะนั้น เศษนี่ จะเป็นธุลีละออง ขนาดไหนๆ ซึ่งละเอียดๆๆเข้าไปประมาทไม่ได้ แม้แต่มีประมาณน้อย มีประมาณน้อย ก็ยังไอ้นั่นไม่ได้เลย ยังประมาทไม่ได้ สักกายะ อาตมาถือว่าเป็นตัวตนของกิเลส เป็นตัวการใหญ่ สักกายะนี่ใหญ่ สักนี่แปลว่าใหญ่ เพราะฉะนั้นองค์ประชุมกายะสภาพของกิเลส ไม่ใช่อื่นเลย กิเลสอะไรอื่น เป็นไปไม่ได้ เพราะฉะนั้น ความถือตัวตั้งแต่ต้น นี่คือ มานะ เพราะฉะนั้น ถ้าผู้ใดถือตัวตั้งแต่ต้น มีตัว ถือตัวว่าเรารู้อันนี้แหละ มันเป็นปทปรมะ ตรงนี้แหละ ผู้ใดถือตัว หลงตัว นึกว่าตัวรู้ตัวไม่ฟัง ตัวไม่ศึกษา ตัวไม่อ่อนน้อมถ่อมตน ตั้งแต่บทแรกเลยนี่ นี่คือมานะสังโยชน์แน่ๆ ที่มาร่วมอยู่กับสักกายะ ตัวกิเลสตัวนี้ ตัวกิเลสมานะนี่ เพราะฉะนั้น ผู้ที่ไปเรียนรู้ปริยัติ เรียนรู้ธรรมะมาดีๆ ต่อให้เรียนถูกด้วย เรียนได้มากแต่ปฏิบัติไม่เป็น เรียนปริยัติเก่ง สาธยายอยู่คล่องแคล่ว จำพระพุทธพจน์ได้ก็มาก ศึกษามามากจำได้ ทรงจำได้ก็มาก สอนเขาอยู่ก็มาก แต่ไม่ได้บรรลุเลยในชาตินั้น จะชาติตั้งแต่เกิดมาตั้งแต่เกิดจนตาย ก็ยิ่งไม่ได้เรื่องใหญ่เลย หรือชาติของจิต ชาติในจิต ชาติในโอปปาติกโยนิมันไม่ได้ตาย มันไม่ได้เกิด มันไม่ได้อุบัติขึ้นมาเลย มันไม่ได้เลื่อนชั้นขึ้นมาจากความเป็นสังสารวัฏที่เป็นโลกียะ มันไม่ได้ดับสังสารวัฏโลกียะ ไม่ได้เกิดมาอยู่ในภพของวิวัฏกัป อธิบายไปแล้วเมื่อวานนี้ วิวัฏกัป มันไม่ได้เกิดมาในภาพใหม่ ภพปรโลก ปรโลกของพระ พุทธเจ้าน่ะโลกโลกุตรของพุทธเจ้าเลย แม้แต่ในจิตก็ไม่ได้เกิด นี่แหละในชาตินี้แหละ ไม่ต้องไปเอาตายจากร่างกายหรอก การเกิดทางจิตวิญญาณ ก็ไม่เรียนรู้ รู้ไม่เป็น จับสภาวะไม่เป็น ไม่ได้เกิดกับเขาเลยแม้แต่ในชาติหนึ่ง นั่นปทปรมะแท้ เมื่อจิตไม่เกิดแล้วก็ไม่มีสภาพรู้ ตั้งแต่เกิดมา จะเรียนธรรมะได้มากได้มาย ท่องพระพุทธพจน์ได้มาก เอาพระพุทธพจน์ไปเลี้ยงตัวเองขายอยู่ ขายพระพุทธพจน์กินเลี้ยงชีพไปได้ดิบได้ดี เป็นคนที่มีหน้ามีตา ทางด้านศาสนาขนาดไหนก็ตาม นั่นคือบุคคลที่สูญเปล่า ปทปรมะ ที่อาตมาก็หยิบมาอธิบายให้ฟัง พระพุทธเจ้าท่านไม่ได้ตรัสว่าคือคนโง่ชนิดที่เรียกว่า ไอ้โง่น่ะยกไว้ เรียนรู้ไม่ได้เลย รับรู้ไม่ได้ธรรมะของพระพุทธเจ้ามันปทปรมแน่ๆอยู่แล้ว ใครก็รู้ มันไปเรียน มันไม่เข้าใจ มันเซ่อ มันไม่มีปัญญา มันไม่มีความฉลาดเฉลียวอะไร มันรับรู้ก็ไม่ได้ จำก็ไม่ได้ เข้าใจลึกซึ้งซับๆซ้อนๆอะไรก็ไม่มีปฏิภาณอะไร ก็แน่ละได้อย่างนั้นก็ต้องปทปรมะจริงๆอยู่แล้ว แต่ปทปรมะชนิดที่มีความเฉลียวฉลาด จำก็เก่ง รู้ก็รอบเข้าใจ มีปฏิภาณปัญญาได้ดี ปฏิบัติไม่ได้เกิดผล ผู้นั้นแหละชื่อว่าปทปรมะ ไม่ได้มีความบรรลุในชาตินี้ ชาติไหนกก็แล้วแต่ บอกแล้วว่า แม้แต่ชาติในจิต นั่นน่าสงสารมากทีเดียว มีมานะมาก คนชนิดนี้แหละ ยังไม่ถ่อมตน ไม่รู้ด้วยนะ ไม่มีปัญญาที่จะรู้ว่า นี่เป็นอริยะนั่นก็คือ ไม่พ้นมิจฉาทิฐิข้อที่ 10 ผู้ไม่พ้นมิจฉาทิฐิข้อที่10 มิจฉาทิฐิก่อนน่ะ ถึงจะมาลดสักกายทิฐิ มิจฉาทิฐิ สักกายทิฐิ อัตตานุทิฐิ นี่มิจฉาทิฐิ ยังไม่พ้นเลยแล้วมันจะลดสักกายทิฐิอะไรได้ พ้นมิจฉาทิฐิข้อที่ 10 ไม่พ้นผู้ที่จะบรรลุจริงๆแล้ว นี่นะ มิจฉาทิฐิ 10 นี่จะต้องเข้าใจอย่างอาตมาอธิบายมาให้ฟัง แล้วจะต้องรู้จริงๆน่ะ รู้เข้าใจทินนัง ยิฏฐัง หุตัง เข้าใจกรรม กัมมานัง เข้าใจโลกนี้ โลกหน้า อยังโลโก ปโรโลโก ต้องรู้จริงๆน่ะ แล้วก็ต้องรู้แม่ รู้พ่อ รู้สัตตาโอปาติกา สัตตาโอปปาติกา ต้องรู้สัตว์โอปปาติกะ อ่านสัตว์โอปปาติกะในตัวเราออกจริงๆนะ ผู้บรรลุธรรมจะต้องมีปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญิหิ จะต้องรู้ด้วยตนเองอย่างนั้นจริงๆ มีความรู้อย่าางนั้นจริงๆ มีญาณ มีปัญญา ถ้าไม่เกิด ไม่ประกอบไม่ได้ ประกอบด้วยปัญญาขันธ์ ประกอบไปด้วยวิมุตติญาณทัสสนขันธ์ ไม่ประกอบไปด้วยปัญญาขันธ์ ไม่ประกอบไปด้วยวิมุตติญาณทัสสนขันธ์ ไม่ใช่ผู้บรรลุหรอก ไม่ใช่ผู้ที่พัฒนาเป็นอริยะหรอก จะต้องมีจริงๆนะ ญาณของแต่ละคน เพราะฉะนั้น ต้องพยายามศึกษาอ่านให้ออกเลยว่า โอ้ อย่างนี้น่ะ กิเลสอย่างนี้มันลด ลดได้เท่าไหร่ ลดได้ อย่างไรถอน หรือว่าทำลายสักกายะ ทำลายตัวตน ตั้งแต่สักกายะตัว ตั้งแต่พวกคุณนี่ พวกคุณแน่นอนแล้วละ น้อมมารับอาตมาเป็นครูบาอาจารย์ รับอาตมามาเป็นผู้ที่จะปเวเทนตีติ จะประกาศโลกนี้ โลกหน้า ประกาศธรรม ให้คุณรู้ให้คุณฟัง ให้คุณเอาไปปฏิบัติได้ คุณไม่มีตัวสักกายทิฐิ ที่เป็นมานะอัตตาตัวนี้ คุณได้แล้วละ แต่ระวังน่ะ พ
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive