340218 อิตถีภาวะ-ปุริสภาวะ ตอน พ่อท่านโพธิรักษ์2 ณ พุทธสถาน สันติอโศก .docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2534
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์356 KB
วันที่แก้ไข2 มกราคม 2568

เนื้อหาในไฟล์

340218_ อิตถีภาวะ-ปุริสภาวะ ตอน 2 โดย พ่อท่านโพธิรักษ์ ณ พุทธสถาน สันติอโศก

พ่อครูว่า… อิตถีภาวะนี่นะ กับปุริสภาวะมันเป็นความหมายของอาการ หรือเอาความหมายของสภาพที่เป็นนามธรรม อย่าไปเอาความหมายว่าเป็น ตัวรูปธรรม เช่นอิตถีภาวะ ก็คือคนผู้หญิง อย่างนี้ไม่ใช่ ผู้หญิงไม่ใช่อิตถีภาวะ แต่จริงๆ ก็เป็นผู้หญิง เป็นลักษณะรอง ถ้าเราเข้าใจความหมายของอิตถีภาวะแล้ว จงรู้ตัวว่า ใครเกิดเป็นผู้หญิงนั้น ไม่ใช่มีลักษณะเอก เป็นลักษณะรอง ปุริสะหรือบุรุษ เป็นลักษณะเอก อย่างที่อาตมาเคยยืนยันว่า โดยความจริง โดยสัจจะ โดยธรรมชาติ โดยอะไรก็แล้วแต่ แม้แต่ศาสนาคริสต์เขาก็สร้าง พระเจ้าก็สร้างอาดัม ผู้ชายขึ้นมาก่อน พอเห็นว่าอาดัมมันโดดเดี่ยว ก็เลยสร้างเพื่อนให้ โดยเอากระดูกซี่โครงของอาดัมมาสร้างเป็นอีฟ หรืออีวาขึ้นมาให้เป็นเพื่อนของอาดัม ก็เลยมีผู้หญิงขึ้นมา เพราะฉะนั้น ผู้หญิงอย่าแอ๊ค ตัวแค่กระดูกซี่โครงของผู้ชายเท่านั้นนะ อย่าแอ๊ค แหม อยากจะมีสิทธิสตรีให้มันเท่าเทียมกับชายอะไรนี่ อะไรที่มันเท่าเทียมได้ เท่าเทียมไปน่ะ 2 ขา มีเท่ากัน ก็ว่าไป มือ 2 ข้างเท่ากันก็ว่าไป ที่จริงมันไม่เท่ากันโดยนัย กระดูกแขน กระดูกขา มันไม่เท่าของผู้ชายนะ โดยโครงสร้างจริงๆ แล้ว กระดูกก็ไม่ได้เท่ากัน เล็กกว่ากัน นี่เขาเรียนมาเลย ด้านวิทยาศาสตร์ ใครเรียนกายวิภาควิทยา เรียน anatomy มารู้ อาตมา เรียนมา เรียน anatony มาเรียนกายวิภาค เรียนหมด กระดูกไม่เท่า กระดูกบาง เล็กกว่า ตั้งแต่หัวกระโหลก บอกแล้ว อาตมาเคยพูดซ้ำซากหลายทีว่า ผู้หญิงมีกระดูกใหญ่กว่าผู้ชายอยู่อย่างเดียว พวกเราคงจะจำแม่นแล้วได้เคยฟังมาไม่รู้กี่เที่ยว มีกระดูกเชิงกราน กระดูกเชิงกราน กระดูกสำหรับไว้มดลูก ไว้เป็นอู่ ที่จะให้มีอาศัยเป็นที่ไว้มดลูก กระดูกเชิ

อ่านต่อ

งกรานเท่านั้นที่ใหญ่กว่าผู้ชาย ผู้ชายนี่ เพราะฉะนั้น ผู้ชายก้นไม่โตช่วงนี้ไม่ผาย เพราะว่า กระดูกเล็กกว่า นอกนั้นใหญ่กว่าหมดทุกชิ้น ใหญ่กว่าผู้หญิงหมดทุกชิ้น อะไรอย่างนี้เป็นต้น กล้ามเนื้อ เส้น อะไรต่ออะไรต่างๆ นานา มีอีกอย่างหนึ่ง ผู้หญิงมีมากก็คือ เส้นประสาทเยอะกว่าผู้ชาย มันถึงฟุ้งซ่านเยอะ แล้วมันประสาทง่าย อ่อนไหวนี่ มัน... นี่มันก็เยอะ ไม่ใช่ใหญ่นะ เยอะนี่ไม่ใช่ใหญ่นะ อย่านึกว่า เยอะนี่คือใหญ่ ไม่ใช่ใหญ่นะ เยอะนี่ มันคือยิ่งเลอะเทอะ เยอะ เยอะไม่ได้สัดส่วนนี่ ยิ่งเลอะเทอะน่ะ เยอะนี่ไม่ใช่ใหญ่น่ะ เพราะฉะนั้น ก็สรุปคำว่า อิตถีภาวะกับคำว่าปุริสภาวะนี่ให้ชัดเจนว่า ไม่ได้หมายถึงตัวตนบุคคลเป็นหลัก หมายถึงลักษณะสภาวะหรืออาการสภาพหรืออาการเป็นหลัก เพราะฉะนั้น ในตัวผู้หญิงมีปุริสภาวะได้ ในตัวผู้ชายมี อิตถีภาวะได้ ถ้าเราเข้าใจอาการ เข้าใจสภาพอย่างนี้แล้ว ก็ศึกษาให้ดี แล้วมันซ้อนเชิงด้วย ผู้หญิงบอกว่ามีลักษณะอย่างไร อย่างเป็นต้น ต้องอ่านทวนอีกนิดหนึ่ง

ลักษณะสภาวะหรืออาการสภาพของ อิตถีภาวะและปุริสภาวะ อิตถีภาวะ หมายถึงอาการหรือสภาพของความขาด ความเกิน ความเป็นรอง ความไม่สมบูรณ์ ความไม่พอเหมาะ ความไม่สมดุล ความไม่ลงตัว ความไม่แข็งแรงเต็มสภาพ ความไม่ยืนนานสมสภาพ ความไม่เป็นที่หยุดที่จบ ความไม่เป็นเลิศเป็นยอด ความไม่เสริฐสุดเป็นหนึ่ง ความไม่นิ่งแน่เที่ยงแท้อย่างรู้แจ้งจบเป็นหนึ่งสุดยอด ความยังแปรได้เป็นอื่น ความยังต้องการความเป็นสอง ความยังเรียกร้องต้องการความเป็นสอง ไม่จบลงในตัวเองอย่างแจ้งชัดจบสิ้น สภาพที่ต้องช่วย สภาพที่ถ้าไม่ยึดจะไม่มั่น จึงต้องยึดมั่นถือมั่น นี่คืออิตถีภาวะ ส่วนปุริสภาวะก็ตรงกันข้ามกัน ปุริสภาวะก็คือสภาพอาการ หรือสภาพที่ เป็นที่หนึ่ง ความสมบูรณ์ ความพอเหมาะ ความสมดุล ความลงตัว ความแข็งแรงเต็มสภาพ ความยืนนานสมสภาพ ความเป็นที่หยุดที่จบ ความเป็นเลิศ เป็นยอด ความประเสริฐสุดเป็นหนึ่ง ความนิ่งแน่แท้เที่ยงอย่างรู้แจ้งจบ เป็นหนึ่งสุดยอด ความไม่แปรเป็นอื่นอีก ความไม่ต้องการความเป็นสอง ความไม่เรียกร้อง ต้องการความเป็นสองอย่างจบลงในตัวเอง ชนิดแจ่มแจ้งชัดเจนจบสิ้น เดี๋ยวจะได้ขยายความไอ้ยาวๆ นี่ เพราะอาตมาอธิบายมาถึงตรงนี้ สภาพที่ต้องช่วยผู้อื่น นี่คือ ปุริสภาวะ สภาพที่ต้องช่วยผู้อื่น สภาพของ ที่พึ่งของผู้อื่น สภาพของที่พึ่งของผู้อื่นนี่ สภาพปุริสภาวะ สภาพที่แม้จะไม่ยึดก็ยังมั่น จึงไม่ต้องยึดมั่นถือมั่นน่ะ สภาพที่แม้จะไม่ยึด ก็ยังมั่น จึงไม่ต้องยึดมั่นถือมั่น ฟังให้ดี ประโยคสุดท้ายนี่สำคัญมากเลย โลกทุกวันนี้ก็มีแต่พูด อย่ายึดมั่นถือมั่น เสร็จแล้วเป็นผู้หญิงหมดเลย เป็นอิตถีภาวะอยู่เต็มสังคมหมด เพราะตัวเองยังยึดมั่น ยังไม่ลงตัว ยังไม่สำเร็จ ยังไม่เสร็จสิ้นเลยว่า ตัวเองนี่แม้ไม่ยึดก็ยังมั่น แม้ไม่ยึด มันก็เป็นของมันแล้ว สมบูรณ์แล้ว เพราะฉะนั้น คนนี้เขาไม่ต้องยึดมั่นถือมั่นหรอก แต่ยังเป็นอิตถีภาวะอยู่ ยังไม่จบสมบูรณ์นี่ ยังไม่บริบูรณ์นี่ ยังต้องยึดมั่นถือมั่นนะ เพราะฉะนั้น มาเรียนรู้ปั๊บ ขึ้นอนุบาลก็ไม่ยึดมั่นถือมั่น เลยไม่ต้องได้แม้กระทั่งก. ไก่ ก.ก ขี้ไก่ ก็ไม่ได้ขึ้นอนุบาลอยู่นั่นแหละ เพราะมันไม่มีลำดับ มันไม่มีขีดขั้น มันไม่มีขั้นตอนอะไรก่อนหน้าหลัง ซึ่งพระพุทธเจ้าท่านยืนยัน ยืนยัน ท่านตรัสว่า ธรรมะของพระพุทธเจ้านี่ เป็นธรรมะที่ลาดลุ่มได้ระดับเหมือนกับพื้นทะเล พื้นฝั่งทะเลลงไปหาความลึกของทะเล น้ำมันจะซัดสาดเรียบราบดีได้ระดับ เป็นขั้นตอนไปอย่างเป็นเรื่องอัศจรรย์ ความลาดลุ่มได้ระดับนี่ ไม่ใช่เรื่องตื้นๆ เขินๆ เลย เป็นเรื่อง ลึกซึ้งมาก อาตมาได้ขยายความไปพอสมควรแล้ว ตอนนี้ก็มาถึงตอนว่า อาตมา ขยายไปถึงความยัง... ความไม่นิ่งแน่ เที่ยงแท้อย่างรู้แจ้งจบเป็นสุดยอดน่ะ อาตมาขยายถึงความไม่ประเสริฐสุดเป็นหนึ่งขยายไปแล้ว ตอนนี้จะขยาย ความต่อ อิตถีภาวะคือความที่ไม่ประเสริฐสุดเป็นหนึ่ง นั่นได้อธิบายแล้ว จนกระทั่งถึงไปเอาตัวปลาย คือไปเอาตัวที่ว่า ถ้ามันประเสริฐสุดเป็นหนึ่ง สุดยอดแล้วจริงๆ แล้วนี่ จะเป็นสภาพที่อย่างที่ว่านี่ เป็นที่พึ่งของผู้อื่น... เป็นสภาพของ ที่พึ่งของผู้อื่น เป็นสภาพของที่พึ่งของผู้อื่น นี่หมายความว่า เราไม่ไป...ภาษามันไม่ไประบุว่าตัวคน เป็นสภาพของที่พึ่งของผู้อื่น หรือเป็นสภาพที่ต้องช่วย ผู้อื่น สภาพที่แม้จะไม่ยึดก็ยังมั่น จึงไม่ต้องยึดมั่นถือมั่น แล้วมันก็เป็นของมันเองด้วย มันเป็นของจริง...นี่… เป็นความ เป็นความประเสริฐสูงสุดแล้วเป็นปุริสภาวะ ส่วน อิตถีภาวะนั้น ไม่ประเสริฐสุดเป็นหนึ่งหรอก มันยังแปรเปลี่ยนได้น่ะ มันยังแปรได้เป็นอื่น มันยังไม่ได้ ไม่นิ่งแน่เที่ยงแท้ อย่าง...ต้องสัมพันธ์ด้วยนะว่าการนิ่งแน่เที่ยงแท้นี่ ต้องอย่างรู้แจ้งจบเป็นหนึ่งสุดยอด ต้องมีปัญญารู้แจ้งจริงๆ เลยว่าจบ ว่าเป็นหนึ่ง ว่าสุดยอด ไม่ใช่หลงนะ ต้องรู้จริงๆ เลยว่า ไม่เป็นสองอีกแล้วน่ะ จะยังมีความต้องการความเป็นสอง ไม่มีความต้องการอะไรเป็นสองอีกเลย ปุริสภาวะ ไม่ต้องการอะไรเป็นสองอีก เป็นหนึ่ง เพราะอิตถีภาวะนี่ ยังมีลักษณะต้องการเป็นสอง ต้องเรียกร้องความเป็นสองมาให้แก่ตน นี่ความยังต้อง ยังเรียกร้องต้องการความเป็นสอง ไม่จบลงในตัวเองอย่างแจ้งชัดจบสิ้น หมายความว่า ยังเรียกร้องต้องการความเป็นสอง ไม่จบลงในตัวเราเอง ตัวเราเองไม่นี่สำเร็จ ตัวเราเองนี่ไม่จบ ตัวเราเองนี่ไม่มีของจริง ตัวเราเองไม่แจ้งไม่ชัด ตัวเราเองไม่มีปัญญารู้ลักษณะนั้นของตน ตัวเราเองไม่จบสิ้นอย่างเด็ดขาดจริงจัง เป็นจริงขึ้นไปได้ เพราะฉะนั้น ตัวเราเองจะยังมีความเรียกร้องอยู่ แม้ยิ่งไม่รู้ตัวว่า ตัวเองเรียกร้อง...ยิ่งโง่อยู่ ยิ่งไม่รู้ตัวเอง ยิ่งแย่ใหญ่เลย ทั้งๆ ที่ตัวเองเรียกร้อง จะอย่างละเอียดก็ตาม ยิ่งอย่างหยาบๆ อยู่แล้ว ยังเรียกร้องอยู่เลย ยังเรียกร้องความเป็นสอง ยังเรียกร้องต้องพึ่ง ยังเรียกร้องสิ่งอีกอันหนึ่ง ไม่เป็นหนึ่ง เป็นเอก ไม่ลอยตัว ไม่สมบูรณ์ในตัวเองอย่างแข็งแรง อย่างบริบูรณ์ อย่างดีที่สุด อะไรก็ตามใจเถอะ ก็ยังถือว่า มีลักษณะของอิตถีภาวะอยู่ทั้งนั้นนะ ยิ่งยังแปรเป็นอื่นได้อีก นั่นน่ะยิ่งไม่ ยังไม่จริง ยังเป็นปุริสภาวะไม่ได้ ยังเป็นอิตถีภาวะ เข้าใจอาการ เข้าใจสภาพนะ อันนี้เป็นแนวลึก เป็นสภาพที่ลึกซึ้งที่เราต้องศึกษา ในผู้หญิงก็สมส่วนของผู้หญิง เดี๋ยวฟังม้วนที่อาตมาได้อธิบายไปแล้วเมื่อวานนี้ ที่ปฐมอโศก ไปฟังดูจะได้ชัดแจ้ง อาตมาอธิบายไปแล้ว อาจจะพูดซ้ำไปอีกหน่อย แต่ว่าไม่ได้เน้นละเอียด แล้วก็ออกไปไกลตั้งเยอะแน่ะ มันเลยไม่จบ มันยาวน่ะ ผู้หญิงนี่ แข็งแรงเกินผู้หญิง ก็คืออิตถีภาวะ ไม่ใช่ว่าเรื่อง มันไม่สมดุล มันไม่ใช่เรื่องพอดี มันไม่ใช่เรื่องเป็นยอดเป็นเอกแล้ว มันเป็นเรื่องเกิน มันเป็น เรื่องไม่เข้าท่า ตัวเป็นผู้หญิงเป็นคนนี่ เป็นผู้หญิงก็ต้องแข็งแรงสมสัดสมส่วนของผู้หญิง เกินไปแล้ว.. ไอ้นี่มันไม่ใช่ลักษณะน่ะ ลักษณะผู้หญิงก็ต้องมีลักษณะอย่างผู้หญิงให้สมสัดสมส่วนสมมารยาท สมความเป็นผู้หญิง มันมีของมันคุณสมบัติของมัน... เพราะฉะนั้น แข็งเกินไป กระด้างเกินไป ดูมันเอาลักษณะของผู้ชายไปทำเลย ประเดี๋ยวมันจะเป็นผู้ฉิงเข้า แล้วผู้หญิงไม่ใช่ผู้ชายก็ไม่เชิง เป็นผู้ฉิง มันไม่ถูกน่ะ อย่างนี้เป็นต้น นี่แหละคืออิตถีภาวะ ยังไม่เป็นเลิศเป็นยอด ยังไม่เป็นหนึ่ง ยังไม่ลงตัว ยังไม่สมดุลน่ะ ยังไม่สมบูรณ์ ไม่ต้องพูดถึงความขาด ความขาดน่ะ มันแน่ๆ อยู่แล้ว ความเป็นรอง...มันแน่ๆ อยู่แล้ว คือลักษณะ อิตถีภาวะ แม้แต่ความเกินก็เป็นอิตถีภาวะ... เป็นลักษณะที่ยังไม่สมบูรณ์เหมือนกัน ผู้ชายก็เหมือนกัน มีร่างกายเป็นผู้ชาย แต่มีลักษณะผู้หญิงเยอะ มันก็ยังเป็นอิตถีภาวะน่ะ เป็นอิตถีภาวะ เพราะฉะนั้น ผู้ชายจะแข็งแรงขนาดไหน เขาไม่ว่า แข็งแรงอย่างแซมซั่น แข็งแรงอย่างเฮอร์คิวลิส แข็งแรงไปเลย แข็งแรงเลิศลอยขนาดไหน ขอให้แข็งแรงเต็มที่ ผู้หญิงแข็งแรงเกินจริงๆ มันก็ไม่ดี ไม่ได้น่ะอะไรเป็นต้น มันๆๆๆ มันดูแล้วมัน... แต่มันเป็นไปไม่ได้หรอก ที่จริงผู้หญิงจะไปแข็งแรงอย่างเฮอร์คิวลิสไม่ได้ จะไปแข็งแรงอย่างแซมซั่นก็ไม่มีในโลกน่ะ มันไม่ได้หรอก มันก็ได้ มันมีพิเศษอยู่บ้าง ยกเว้นอะไรเล็กๆ น้อยๆ แต่โดยค่าเฉลี่ยแล้ว มันเป็นไม่ได้ เหมือนพระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ ผู้หญิงจะเป็นพระพุทธเจ้า ไม่ได้ ไม่มี ผู้หญิงจะเป็นพระพุทธเจ้าไม่ได้ ไม่ใช่ ไม่ใช่ฐานะ ถ้าจะเป็นพระพุทธเจ้า ต้องมาเป็นผู้ชาย แล้วบุญบารมีถึงจะขึ้นมาถึงรอบของผู้ชายแล้วมันก็จะไม่เป็นผู้หญิงอีก แต่ในมหายานน่ะ เอาไปเอามา อาตมาเอง อาตมาไม่รับรองแล้วก็ ไม่ปฏิเสธนะ จนกระทั่งมันมีมหายาน มีโพธิสัตว์ มีพระโพธิสัตว์ผู้หญิง อาตมาก็ยังไม่ได้ศึกษาตำรามหายานอะไรมากมายนัก จนมีคนเขาหาว่าอาตมาเป็นมหายานไปโน่น ที่จริงอาตมาไม่ค่อยอิโหน่อิเหน่อะไรมหายาน เถรวาทที่มาแบ่งกันอะไรนี่ ไม่เข้าเรื่องเข้าราว แต่อาตมาก็พอรู้ๆ พอสมควรล่ะในความหมาย ในเนื้อหาอะไรบ้างเท่านั้นเอง แล้วก็มีเจ้าแม่กวนอิมอย่างนี้ เป็นต้น เป็นผู้หญิง เป็นพระโพธิสัตว์ มหาสัตว์ ยิ่งใหญ่อะไรก็ตามใจ เอาเถอะ จะยอมรับกันก็ได้ แต่จะไปเป็นพระพุทธเจ้า แล้วจะไปเป็นเจ้าแม่กวนอิม เป็นพระพุทธเจ้านั่น มันเป็นไปไม่ได้ พระพุทธเจ้าตรัสเป็นคำตายอยู่แล้ว ว่าสัจจะอย่างนั้น จะเป็น พระโพธิสัตว์ อาตมายังไม่นึกว่า...ขนาดพระโพธิสัตว์ก็ยังเป็นผู้หญิงได้นี่ อาตมาก็ยังไม่ได้ไปตรัสรู้จริงๆ อย่างแท้จริงนะอันนี้ อาตมาบอกแล้วว่า อาตมายังไม่ปฏิเสธ แล้วก็ยังไม่รับในสิ่งนี้ทีเดียว สรุปง่ายๆ ก็คือว่า สุดยอดเป็นหนึ่ง สมบูรณ์สุดจริงๆ แล้ว มันก็จะต้อง เป็นนั่นล่ะ ลักษณะของความเยี่ยมยอดทั้งความลงตัว ไอ้เยี่ยมยอดน่ะเข้าใจง่ายน่ะ ภูเขายอดไหนสูงที่สุด อย่างนี้มันมิติเดียวชัดน่ะ ใหญ่สุด สูงสุดเห็นง่าย แต่สภาพลงตัวนี่ สภาพพอเหมาะพอสม เป็นยอดเยี่ยมนี่ อันนี้แหละซับซ้อนยิ่งหลายชั้นหลายเชิงหลายลักษณะที่เอามาประกอบกันให้มันลงตัว โดยที่มันไม่ได้ชี้ทิศง่ายๆ ทิศบน ทิศล่าง ทิศซ้าย ทิศขวา ทิศใหญ่ ทิศเล็กอะไรตื้นๆ น่ะ มันซับซ้อน หลายชั้นเชิงนี่ แล้วมันลงตัวพอเหมาะพอดี สภาพของมัชฌิมานั่นเอง หรือ สภาพของสัมมานั่นเอง ซึ่งเป็นจุดยอดของทฤษฏีหลักของพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าตรัสรู้ ทฤษฏีมัชฌิมาสัมมาคนเข้าใจง่าย ง่าย กลางๆ ง่าย แล้วเอามาเรียนรู้ โถ กลางๆ แค่หนึ่งมิติที่หนึ่งก็แค่นั้นแหละ กลางๆ น่ะ ระหว่างหัวกับท้าย วัดกันได้เท่าไหร่ หารครึ่ง กลาง ไอ้อย่างนี้ มันไม่ใช่ความหมาย พระพุทธเจ้าไม่ต้องไปตรัสรู้หรอก ไอ้อย่างนี้นี่ ประถมหนึ่ง เขาก็ตรัสรู้ได้ใช่ไหม ถ้าแบบนี้จะต้องไปอาศัยปัญญา พระปัญญาธิคุณคนระดับพระพุทธเจ้า ไปตรัสรู้ทำไม ทฤษฏีแค่นี้น่ะ อาตมาก็พยายามเปรียบเทียบให้ฟัง อย่างทฤษฏี ของไอสไตน์ ทฤษฏีแห่งสัมพันธภาพอันลึกซึ้ง E=MC2 เป็นทฤษฏีขนาดเดี๋ยวนี้ เดี๋ยวนี้ มันกำลัง โอ้โห มีฤทธิ์มีแรงระดับโลก สร้างอะไรที่เกินเชื่อเกินอะไรไป ต้องเป็นปาฏิหาริย์ไปตั้งเยอะตั้งแยะว่า ยิ่งใหญ่แล้ว ยังไม่ได้เข้าใจได้ง่ายๆ เรียนรู้กันได้ง่ายๆ ที่ไหน ไอสไตน์เองยังพูดเลย ว่าไปบรรยายให้คนเขาฟังนี่ เอาทฤษฏีนี้ไปบรรยายให้เขาฟัง บอกว่าคนไม่ค่อยเข้าใจ คนมาถามว่า แล้วเป็นยังไง ประสพผลสำเร็จแค่ไหน บอก แหม จะรู้สึกว่า คนยังเข้าใจไม่ค่อยได้นะ แกก็ยังบ่นเลย ไอสไตน์ คนเขายังเข้าใจไม่ค่อยได้ ก็แค่ทฤษฏีทางวัตถุ ทฤษฏีแค่ E =MC2 ไอสไตน์ยังต้องเคารพพระพุทธเจ้าเลย แล้วพระพุทธเจ้าตรัสรู้ทฤษฏีมัชฌิมา มันไม่ยิ่งใหญ่กว่า E=MC2 อีกหรือ ยิ่งใหญ่กว่า เพราะฉะนั้น มันยิ่งเข้าใจยากกว่า E = MC2 อีก เข้าใจยากยิ่งกว่าแน่ๆ เลย ต้องคนในระดับที่มีภูมิธรรมที่จะรับได้ มัน มันต่างกับวิทยาศาสตร์อยู่เท่านั้นแหละ วิทยาศาสตร์มันแง่เดียว แต่ธรรมะนี้ โอ้โห มันไม่รู้กี่แง่ เพราะฉะนั้น มันยิ่งใหญ่กว่าวิทยาศาสตร์แง่เดียว E=MC 2 นั่นน่ะ ตั้งเป็นไหนๆ แล้วคนจะศึกษาได้นี่ ไม่ใช่คนในเชิงวิทยาศาสตร์อย่างเดียว ชาวไร่ ชาวนา ชาวบ้าน ชาวป่า ชาวเขาอะไรก็ศึกษาได้ ถ้าเขามีภูมิอันนี้ แล้ว จะมาดูถูกดูแคลนเขาก็ไม่ได้ อันนี้แหละ มันเป็นเรื่องกว้างขึ้นไปอีก แล้วก็ลึกขึ้นไปอีกน่ะ สรุปแล้ว ไอ้เรื่องอิตถีภาวะกับปุริสภาวะนี่ ถ้าเราเข้าใจในความหมายหลัก ในความหมายหลักของมันว่า มันยังไม่ถึงที่จบ มันยังไม่ถึงที่สุด แล้วเราต้องเข้าใจในรายละเอียดของมันไว้ว่า ที่จบที่สุดอะไรที่จบที่สุดของคนที่จะมีคุณธรรม ที่จะมีรอบ รอบสุดของพระพุทธเจ้าท่านถือว่า สุญญตา อนันตภาค หรือ รอบอรหัตผล คำว่า อรหัตผลนี่เป็นสุด จะอรหัตผลของระดับไหนก็แล้วแต่ ในรอบของโสดาบัน เราก็จะต้องเป็นผู้ที่มีความรู้ แล้วก็มีความสามารถที่จะ แบ่งมาเรียนรู้ว่า กิเลสในระดับขนาดนี้นี่ เป็นกิเลสในระดับส่วนหนึ่ง พื้นฐานของแต่ละบุคคลที่เราจะจัดการกับมันให้เรียบร้อย ถ้าได้คุณภาพจัดการเรียบร้อยได้ ละกิเลส ตัดกิเลสลดลงไปได้ขนาดนั้น มีโลภ โกรธ หลงน้อยลงขนาดนั้น มีความชั่ว ความเลว มีอกุศล ลดลงไม่เกิดอีกในเรา อรหัตผลเรียกว่า ไม่เกิดอีก ตายสนิทน่ะ อรหัตผลเป็นหนึ่งยอด ในลักษณะของนิพพานนี่ เรียกว่า ไม่เกิด ดับสนิทนิพพานนี่ เพราะฉะนั้น จุดความหมาย คำว่านิพพาน ก็ต้องเข้าใจว่า อะไรนิพพาน คนเป็นๆ เป็นพระโสดาบัน มีนิพพาน ถ้ากิเลสตัวนั้นไม่เกิดอีกได้ปริมาณหนึ่ง ปริมาณเท่าที่เราก็ต้องค่อยเรียนรู้ไปขนาดไหน ก็มีอรหัตผล มีตัวสุดยอด มีตัวปุริสภาวะของอันนั้น มันยังมีอันอื่นอีกซ้อนแทรกลงไป ซับซ้อนลงไปอีกหลายชั้น หลายเชิง หลายรอบน่ะ หมุนรอบเชิงซ้อนไปอีกมากมาย สกิทาคามี อนาคามี หรือแม้แต่ในส่วนย่อยของภูมิธรรม ของคุณภาพโสดาฯ ในโสดาฯ ต่างๆ ตามแต่ละเรื่อง แต่ละเรื่อง แต่ละเรื่อง เรามีกิเลสโลภอย่างนี้ เป็นต้น โลภจัด จนกระทั่งถึงขั้นหยาบคาย โหดร้าย โลภจัด ต้องการของๆ เขานี่ ก็จะเอาให้ได้ แล้ว แหม ฆ่าแกงเอาแย่งชิงเอาในระดับฆ่าแกง ทำร้าย ทำลายเขาก็ได้ ถ้าอย่างนี้ จิตใจอย่างนี้ สามารถทำลงได้ คนนี้ไม่เป็นพระโสดาบันหรอก ฆ่ามนุษย์ก็ได้ ฆ่า ขี้โลภเอาจนกระทั่ง เห็นแก่ตัวโดยชนิดจะโลภด้วยอะไรก็แล้วแต่ ทั้งวัตถุ ทั้งนามธรรม ศักดิ์ศรีใหญ่โต แล้วก็ฆ่าคนอื่นเขาได้นี่ คนฆ่าคนอื่นเขาได้ ยังไม่เป็นพระโสดาบันหรอกน่ะ ฆ่าคนอื่นตาย ยังไม่โสดาบัน เพราะฉะนั้น อาตมาถึงเคยพูดถึงเรื่องจอมจักรพรรดินี่นะ ที่พระพุทธเจ้าท่านหมายว่า จอม กระดูกของจอมจักรพรรดินี่ เป็นกระดูกของบุคคลผู้หนึ่ง ในสี่ที่ควรจะใส่เจดีย์ไว้บูชาเคารพได้ ท่านตรัสเอาไว้ 4 พวก มีพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า พระอรหันต์ แล้วก็จอมจักรพรรดิ จอมจักรพรรดิ ไม่ถือดาบ ไม่ฆ่าคนหรอกไปฆ่าเขาตายอย่างนี้ ไม่เอา อย่างนี้ ไม่เรียกจอมจักรพรรดิน่ะ ให้ใหญ่เท่าไหร่ก็ใหญ่เท่านั้น ...ไม่ถือว่าเป็นจอมจักรพรรดิ์ แม้แต่คุณธรรมของโสดาบัน เรายังจะไม่ฆ่าสัตว์ ... นี่ความหมายพื้นฐานศีล 5 เบื้องต้น สัตว์ยังไม่ฆ่า แล้วไปฆ่าคนไหวหรือคน คนมันก็มีค่ามากกว่าสัตว์... ตั้งเท่าไหร่ อย่างนี้ เป็นต้นน่ะ เพราะฉะนั้น มันมีรอบของมัน ความโกรธแค้นก็ดี ความโลภก็ดี ราคะก็ดี มีราคะจัดจ้านหยาบคายถึงขนาดหนึ่ง เป็นโสดาบันไม่ได้น่ะ ราคะจัดจ้าน หยาบคาย ถึงขนาดก็คิดเอาแล้วกันน่ะ ถ้ามันเราเองเราไปคำนวณว่า มันหยาบ ขนาดไหนเป็นหยาบ ให้มันเป็นระดับสูงเข้าไป แล้วเราก็ เอ้อ ขนาดนี้ถือว่า หยาบแล้ว เราก็มันจะได้เป็นระดับสูงก็ยิ่งดี อย่าไปเอาแต่ว่าหยาบจริงๆ แล้วค่อยๆ ว่ามันหยาบ สูงขึ้นมาหน่อยหนึ่ง ว่ามันละเอียด ว่ามันสูงแล้วอย่างนี้ บุคคลนั้นก็เตี้ยอยู่...แย่พอดี... เพราะฉะนั้น เราต้องกำหนดความสูงให้แก่ความหยาบเอาไว้นี่ ให้มัน สูงๆ กว่าที่ควรเอาไว้หน่อย อย่าเอาไปเขยิบเอาไปตีราคาค่ามันไว้แคบนัก เล็กนักเราก็เลยสูงไม่ได้สักทีน่ะ นี่ล่ะ ความหมายกว้างๆ ความหมายที่อาตมาพยายามคลี่คลายให้ฟัง ผู้ใดที่ยังต้องการ...ยังไม่นิ่งแน่เที่ยงแท้อย่างรู้แจ้งจบเป็นหนึ่ง สุดยอด ยังแปรยังแปรได้เป็นอื่น ยังต้องการความเป็นสองน่ะ ยัง ยังมีความ เรียกร้อง ต้องการความเป็นสอง ไม่จบลงในตัวเองอย่างชัดแจ้งจบสิ้นจริง ไม่ว่าจะลึกซึ้ง หรือยิ่งหยาบๆ อยู่ว่า เอ๊ย ฉันยังต้องการความเป็นสองอยู่ ... ขนาดที่ว่า เราไม่ต้องการความเป็นสองแล้วก็จะต้องละเอียดลออ ละเอียดลออลงไปอีก ตั้งเยอะนะ ละเอียดลออลงไปอีกตั้งเยอะ ยกตัวอย่างง่ายๆ นะ อย่างพระโพธิสัตว์ ยังต้องการความเป็นพระพุทธเจ้า ไม่มีเลยที่ยังต้องการความเป็นสอง พระโพธิสัตว์ก็ยังมีส่วนหนึ่งเป็นอิตถีภาวะ ให้พระโพธิสัตว์ระดับใหญ่ที่สุด ถ้าไม่ถึงขั้นเป็นพระพุทธเจ้าเองสมบูรณ์สุดยอด ก็ยังไม่เป็นหนึ่ง ในความเป็นพระพุทธเจ้า เพราะฉะนั้น ผู้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด สุดยอด ปุริสภาวะที่สุดเลยจึงยกให้พระพุทธเจ้าเท่านั้น สมบูรณ์ถึงที่จบสุด ปฏิภาณเปล่งออกมาว่า เราตรัสรู้แล้ว เป็นสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อนั้นล่ะ เป็นปุริสภาวะสุดยอด โพธิสัตว์เองก็ยังมีความเป็นสอง ยังมีความเรียกร้องความต้องการที่จะได้สิ่งหนึ่งอีกสิ่งหนึ่งอยู่ นี่ก็ เรียกว่า ดูพูดตัวยอดให้ฟัง แต่พวกคุณไม่ถึงขนาดนั้น... ไม่ได้คิดอย่างนั้น ไม่ต้องเอาถึงขนาดนั้น อย่าไปคิดอย่างนี้ เอาแค่นี้มาแก้ตัวเอง แล้วตัวเองก็เลย...ขนาดนั้น เขาก็ยัง ไม่สุดยอด เราก็อย่าไปสุดยอดเลย เลยไม่รู้จักจบสักทีหนึ่งเลย มันต้องมีสุดยอดของเราในแต่ละระดับ ไม่เช่นนั้น เราไม่มีปุริสภาวะในแต่ละระดับเลย ขั้นตื้น ขั้นต้น ก็ต้องมีสุดยอดของขั้นต้น ขั้นตื้น ขั้นต้นขนาดไหน ตื้นเตี้ยขนาดไหน ก็ต้องให้มันรู้จักตัวจบให้ได้ จึงจะมีปุริสภาวะขึ้นไปเป็นลำดับๆๆๆ ไม่เช่นนั้น...จะตีกิน ไปพึ่ง ไปคิดอยู่แต่ว่า โอ๊คนอื่นเขา...ขนาดพระพุทธเจ้า ขนาดพระโพธิสัตว์ ก็ยังไม่มีความเป็นหนึ่งสุดยอด เราก็ยังหรอก ไม่ได้ อย่าคิดอย่างนั้น เพราะฉะนั้น ต้องเรียนรู้อิตถีภาวะในทุกๆ สิ่ง เรื่องเพศนั่นเอง อย่างความหมายของโลกๆ มีเพศหญิง เพศชาย ต้องเรียนรู้ความเป็นเพศ ไม่ใช่เรื่องตัวบุคคล เพราะฉะนั้น เขาถึงมีความเป็นเพศ เป็นสิ่งที่เป็นสอง มีคู่ มีสิ่งเดียวก็เป็นนะ เขาเรียกกัน อาตมาก็ไม่ได้เรียนทาง...ไวยากรณ์ทางของฝรั่งเศสอะไรนี่ เขาแจกหมดเลย เพศ ไอ้พวกนี้ไม่รู้อะไรเป็นเพศเมียเพศผู้อะไรของเขาไม่รู้มีหมดน่ะ อาหล่ง อาหลั่ย นี่เขาตั้งหมด ต้นเสา บ้านเรือน เก้าอี้ โต๊ะนั่ง ดินสอ ปากกา ไปมีเพศหมด เพศหญิง เพศชาย เป็นปุริสภาวะ เป็นอิตถีภาวะมีหมด โดยเฉพาะเราเรียนรู้นามธรรม อาการ อารมณ์ในจิตใจนี่ให้ชัด อารมณ์อาการในจิตนี่แหละเป็นเพศอยู่ ระวังน่ะ อารมณ์อย่างนี้ อาการอย่างนี้ ไม่เหมาะสมน่ะ ผู้หญิสมควรที่จะมีอาการของจิต...อย่าไปหยิ่งยิ่งใหญ่เกินไป อย่างแม้แต่พระพุทธเจ้าท่านบอกว่า แม้จะมาบวชเป็นภิกษุณี ก็จะต้องแสดงสภาพ และจะต้องมีใจยอมนะ ใจต้องอาการอารมณ์ต้องยอม ต้องหมดมานะ กราบได้ แม้กระทั่งภิกษุที่บวชใหม่วันเดียว จะบวชมาร้อยปีก็ตาม อย่างนี้เป็นต้นน่ะ อย่างนี้เราต้องมีอาการ ต้องมีใจที่นิ่ง เออ กราบ พระพุทธเจ้าบังคับให้กราบ มันก็ต้องกราบล่ะ กราบภิกษุ บวชใหม่ แต่ใจมันยังไม่... มันไม่ยอม สุดยอดมันยังมีมานะ อย่างนี้ก็ เป็นอิตถีภาวะน่ะ เพราะฉะนั้น พวกเราก็มีลักษณะอย่างนี้อยู่ได้ ผู้ชายบางทีกราบสิกขมาตุ ก็มีอิตถีภาวะอยู่ในตัว เราบอก เออ เรายอมรับ แต่ใจมันไม่รับ เอ้า ยอมจำนน กราบก็กราบ ทำ แหม สวยเสียด้วยนะ เหมือนกับจริงใจนะ ใจเราต้องดูอาการของใจเรา แล้วใจเรานี่ยอมรับจริงหรือเปล่า ใจเรานิ่งสนิท จบสุดยอด เป็นปัญญา แล้วก็เป็นความจบสิ้น จบสนิทนิ่งแน่ เที่ยงแท้จริงหรือเปล่า ถ้ายังมีอาการนิดหนึ่ง ก็ยังไม่จริงอยู่นิดหนึ่ง ถ้ามีอาการนิ่งจริง แล้วรู้แจ้งเข้าใจ สมมุติ ปรมัตถ์ ปรมัตถ์คือจิตเราเอง สมมุติ...เรายอมรับสมมุตินี้แล้วอย่างจริง คณะนี้เขามีสมมุติอย่างนี้ ไม่มีปัญหา แม้บอกว่า จะเป็น...สิกขมาตุเป็นผู้หญิง แล้วก็ให้ปะ ให้นาคกราบก็กราบ... แล้วใจเรามีอิตถีภาวะไหม อย่างนี้ เป็นต้นน่ะ แม้ที่สุดแล้วนี่ ใครก็แล้วแต่ ในโลกจะยอมรับนับถือกัน จะเคารพกัน ใจไม่ข่ม ผู้ยิ่งใหญ่แล้วสูงแล้ว ไปข่มเขาก็เป็นอิตถีภาวะ ไม่ใช่ชาติชาย เคยได้ยินไหม แต่ไม่ใช่ชุณหวัณนะ ชาติชายคนนี้ไม่ได้หมายถึงปร๊อบเปอร์นาวน์… ชาติชายคำนี้เป็นแต่เพียงภาษาน่ะ ... ไอ้นี่มันไม่แมนเลยนี่หว่า ไม่ชาติชายเลย ไปข่มเขานี่มันไม่แมนเลย ... เพราะฉะนั้น ชาติชายจริงๆ หรือเป็นผู้ชายจริงๆ แล้ว ไม่ข่มหรอก ไม่ข่มคน ไม่ต้องข่มเขาหรอก เพราะยังไงๆ ผู้ชายก็เหนือผู้หญิง หรือว่าเหนือคนที่เขาสู้เรา เราจะว่าชาติชายนี่ ก็เหมือนกับปุริสภาวะนั่นแหละ คำว่าชาติชายนี่ ภาษาง่ายๆ ของไทยหน่อย ปุริสภาวะบาลี ถ้าเป็นแมน หรือเป็นชาติชายหรือเป็นปุริสภาวะ เป็นผู้ที่...เป็นสุภาพบุรุษ เป็นๆ Gentleman อะไรก็แล้วแต่ มันจะต้องมีลักษณะที่กระด้าง แข็ง ใหญ่จริงนะ เป็นความกระด้าง เป็นความแข็ง แล้วคนอื่นเขาก็ยอมจริงๆ นะ ข่มเขานั่นมันไม่ใช่ชาย ชายไม่ข่มเขาหรอก ใหญ่กว่าเขาเก่งกว่าเขา เหนือเขา มีอำนาจ มีฤทธิ์มีแรง มีความสามารถ มีความแข็งแรงอะไรก็ตามใจเถอะ ใหญ่กว่าเขาจริง เราไม่ข่ม โดยสัจจะลึกๆ แล้วคนเรานี่ ถ้าเราเหนือใคร เราควรจะให้เขาพึ่งเขารับใช้เรา เราต่างหากควร ควรรับใช้เขา ผู้นำคือผู้รับใช้ ผู้ยิ่งใหญ่ คือผู้รับใช้ แต่สัจจะมันกลับกันไปหมดเลย ผู้รับใช้คือผู้ที่ด้อย ผู้รับใช้คือผู้ตาม ผู้รับใช้คือผู้ที่เป็นทาส เห็นไหม หลายๆ อย่าง สัจจะมันกลับตาลปัตร สัจจะมันไม่จริง อย่างนี้เป็นต้นน่ะ เราเรียนรู้สัจจะพวกนี้ให้มากขึ้น แล้วก็พยายามปรับ แม้แต่กิริยากาย วาจา มันก็มีอาการมีสภาพของมัน ใจนั่นก็บอกแล้วเมื่อกี้ ก็ย้ำแล้วว่า ต้องอ่านจิตใจ อ่านจิตวิญญาณที่อาการ ที่มันยังต้องศึกษาพวกนี้ลึกซึ้ง ลึกซึ้ง อาตมาพูดนี่ ยัง...พยายามพูด แล้ววนไปวนมานี่รู้สึกว่าตัวเองยังพูดไม่เก่งเลย เมื่อไรเราจะ พูดเก่งสักทีก็ไม่รู้ เพราะฉะนั้น สภาพที่ยิ่งกว่านั้นลงไปน่ะ เราจะต้องเป็นสภาพที่ต้องช่วย ทำไมอาตมาว่าอย่างนั้น สภาพที่ต้องช่วย นั่นคืออิตถีภาวะ คือเป็นสภาพที่ยังต้องช่วยเขา สภาพที่ต้องข่วยเขาอยู่ ส่วนสภาพของปุริสภาวะ จะ...จะเป็นสภาพที่ที่ต้องช่วยผู้อื่น ต้องเหมือนกัน แต่ต้องช่วยผู้อื่น สภาพที่ต้องช่วย ผู้ใดที่จะมีสภาพที่ต้องช่วยอยู่น่ะ ให้คนอื่นเขาช่วย... สภาพที่ต้องช่วยผู้อื่น จึงจะจบ จึงจะเป็นหนึ่ง และตัวเองต้องรู้หน้าที่ ต้องรู้ความยอดด้วย เพราะฉะนั้น ผู้ที่เป็นหนึ่ง ผู้ที่แข็งแรง ผู้ที่มีความสามารถความเหนือกว่าจริงๆ ต้องช่วยผู้อื่น เป็นหน้าที่ เป็นความจริงเลย โดยลักษณะนั้นต

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน