340208 จักร...แห่งบุญนิยม โดยพ่อท่านโพธิรักษ์ ณ วิทยาลัยครูบุรีรัมย์.docx
เนื้อหาในไฟล์
.pl34 .lh15 .op .fo # (จักร...แห่งบุญนิยม / FILE:1490A.TAP)
จักร...แห่งบุญนิยม
โดยพ่อท่าน โพธิรักษ์
เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2534
ณ วิทยาลัยครูบุรีรัมย์
วันนี้... เนื่องจากเราจะต้องมาศาลยุติธรรม เราก็เลยจะต้องมากัน ได้พบปะกัน ด้วยการมาศาลเป็นเหตุ มันก็เป็นเรื่องดีนะ การมาศาล มีพยาน โจทก์ก็จะต้องมาสืบที่นี่ ที่จริงก็เพียงปากเดียว แต่พวกเราก็มากันซะเยอะแยะ ก็ เป็นเรื่องที่แสดงถึงความพร้อมเพรียง และแสดงถึงความอบอุ่น ที่พวกเรามากัน พร้อมพรักกันอย่างนี้ อะไรๆ เกิดขึ้นมาเรื่อย ตั้งแต่เรื่องมันมีอย่างโน้นอย่างนี้มา ไม่ใช่ว่าเพิ่งมี มีมาตั้งแต่เริ่มแรกที่อาตมาเองอาตมาทำงานศาสนามา ตั้งแต่เริ่ม ไป ... ก็ว่ากันไป มีคนค้าน มีคนแย้ง คนโต้ คนต้านมาเรื่อยๆ เป็นเรื่องเป็น ราวไป แต่มันยังไม่ใหญ่ไม่โต มันยังไม่มากไม่มาย มันยังไม่มีน้ำหนัก มันก็มา ตามรูปตามเรื่องของมัน ค่อยๆเขยิบขยับขึ้นมาจนถึงทุกวันนี้ ก็มีเรื่องกันจนถึงทุก วันนี้แหละ แต่เราก็ยอมนะ อาตมาขอยืนยันว่า พวกเรานี่ พยายามที่จะประนี ประนอม พยายามที่จะยอม อ่อนน้อมถ่อมตน อันหนึ่งที่เขาว่าเรานะ เขาตราเรา ว่า พวกเรานี่ดื้อด้าน ดื้อด้าน แข็งขืน ไม่ยอม ไอ้สิ่งนั้นน่ะ เราก็บอกเขา บอก ว่าอะไรที่มันดีแล้ว อันใดที่มันเป็นสัจจะแล้ว เราก็ไม่เปลี่ยนแปลง ความไม่ เปลี่ยนแปลงนั้น ถือว่าเป็นผู้มั่นคงแข็งแรง เป็นผู้ยืนหยัดยืนยัน ในส่วนที่เราเอง เชื่อว่าดี เชื่อว่าถูกต้อง เชื่อว่ามั่นคงแล้ว แต่เขาก็พูดกลบๆเกลื่อนๆ กันไป งั้นน่ะว่า พวกเราดื้อด้าน ไม่เปลี่ยนไปตามที่เขาต้องการ เปลี่ยนอะไรล่ะ มัน เปลี่ยนไม่ได้ เปลี่ยนไปในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง มันก็เปลี่ยนไม่ได้ ในสิ่งที่ถูกต้องอยู่แล้ว เราก็ยืนหยัด แล้
อ่านต่อ
วเขาจะให้เราเปลี่ยนจากสิ่งที่ถูกต้องไป ไปเป็นสิ่งที่เขาต้อง เป็นอยู่อย่างที่เขาเป็น เราก็บอก เราก็ไม่เอานี่ เราไม่เป็นนี่อย่างนั้นน่ะ แล้ว ก็พยายามที่จะพูดกลบๆเกลื่อนๆ กลบๆเกลื่อนๆ ให้ประชาชนเขาเข้าใจว่าเราเอง เราไม่เปลี่ยนแปลงไปเป็นอย่างที่เขาเป็น และคนส่วนมาก เข้าใจหลวมๆ อยู่ว่า อย่างที่เป็นกันอยู่นั่นแหละดีแล้ว เป็นกันอยู่นั่นแหละดีแล้ว จะเป็นพระไปจนกระทั่งถึงฆราวาสทั้งหมด เป็นกันอยู่ อย่างที่เขาเป็นน่ะว่าดีแล้ว เขาก็เลยมีมวลกันอยู่อย่างนั้น เขาก็เชื่อกันอยู่หลวมๆ ว่าเขาดีกันแล้วหละ ทั้งพระทั้งฆราวาสส่วนใหญ่นั่นน่ะ เขาเป็นกันอยู่นั่นน่ะ ดีแล้ว แต่ทีนี้ พอเจาะลึกเข้ามาก็บอก แล้วพวกอโศกนี่เขาปฏิบัติดีมั้ย ดี แล้วพวกอโศก เขาปฏิบัติดีแล้วล่ะ ดี เอ้า... แล้วใครดีกันแน่ล่ะ ไอ้ว่าดีแล้ว ที่ว่าเขาเป็นกันอยู่อย่างที่ เขาเป็นดีแล้วน่ะ รวมๆมวลๆของคนทั้งโลก ไม่ใช่คนทั้งโลกหรอก คนทั้งเมือง ไทยนี่แหละ ที่เป็นพุทธศาสนิกชน ก็ปฏิบัติกันอย่างนั้นแหละ บอกว่ามีศีลก็มีกันอย่าง นั้นแหละ เหยาะๆแหยะๆ มีสมาธิก็มีสมาธิกันอย่างนั้น มีปัญญาก็มีปัญญากัน อย่างโลกีย์อย่างนั้นแหละ ปัญญาก็ไม่ได้ถึงขั้นระดับปัญญาที่เป็นอธิปัญญา เป็นปัญญา ที่เห็นแจ้งในเรื่องของธรรมะ ในเรื่องของไตรลักษณ์ ในเรื่องของโลภ โกรธ หลง จนกระทั่งเกิดความหน่ายคลาย เกิดญาณทัสสนะ แล้วก็เกิดนิพพิทาวิราคะ อะไรอย่างนี้ เป็นต้น จนกระทั่งเกิดวิมุติ จนเกิดวิมุติญาณทัสสนะ อย่างนี้ เป็นต้น เขาเกิดปัญญาอย่างนั้นมั้ยล่ะ เกิดญาณทัสสนะ แล้วก็เกิดนิพพิทาวิราคะอย่าง นั้นมั้ยล่ะ ไอ้ที่ว่าเขามีอยู่แล้ว เป็นอยู่แล้วนั่นน่ะมีเท่าไหร่ แล้วในพวกเรามี เท่าไหร่ ทั้งฆราวาสทั้งพระ เอ้า...ไม่ให้เรียกพระ ประเดี๋ยวก็จะจับอีกคดีหนึ่ง ก็เรียกว่าสมณะ ทั้งสมณะน่ะ มีอย่างไหนกันแน่ ดูความเป็นจริงซิ นี่ทำให้การ ทำให้กลบๆเกลื่อนๆ เอามวลมากๆ ตามที่เขาเป็น แล้วเขาก็เอากำลังของมวล เอากำลังของปริมาณคนมากมาตีขลุม ตีกลบว่าอย่างโน้นน่ะดี แล้วจะให้เราไปเป็น อย่างโน้น ก็เราเป็นอย่างนี้ดีแล้ว แล้วจะให้ไปเปลี่ยนทำไม ถ้าให้เราเปลี่ยนไป เราก็ไปเป็นอย่างเก่าอีกแหละ ซึ่งพอถามว่า อย่างนี้เราก็เป็นอย่างนี้ดีมั้ย ก็ดี เขาปฏิบัติดี ทำได้ดี เอ้า...ทำได้ดีแล้ว จะให้เราจะกลับไปทำอะไรล่ะ ไป อย่างที่เราทำได้ไปทำไมล่ะ ปรับเปลี่ยนไปอย่างที่เราทำได้ไป มันก็ไม่เข้าเรื่อง อย่างนี้ เป็นต้นนะ ไอ้เรื่องนี้ ก็กำชับกันอีกทีหนึ่งเท่านั้นเองว่า เอาหละ มันจนทางที่จะพูด แล้วนะ นี่เราก็พูดย้ำกันพอฟังพอเข้าใจ มันมีเหลื่อมๆ มันมีเหลี่ยมที่มันเหลื่อมๆ ปนๆกันอยู่นี้แล้ว ก็ตีขลุมกันไปนะ เรื่องมันก็อย่างนั้น สำหรับพวกเรานั้น อาตมาก็ว่า เรามาพูดกันถึงเรื่องที่เราควรจะได้พูดกัน นี่พูดกันกลางๆ สำหรับพูดถึงผู้อื่น พูด ถึงอะไรต่ออะไรบ้าง พอฟังพออะไร แต่ขอย้ำกันจริงๆเลยนะ ว่าพวกเรานี่ ต้อง พยายาม พยายามที่จะปฏิบัติธรรมให้แก่ตนเอง โดยลด โดยพยายามที่จะทำให้ ตัวเองนี่ มีประสิทธิภาพในการที่จะลดกิเลส โลภ โกรธ หลง ในตนเองลง แต่ไม่ เสียธรรม ภาษาพูดอย่างนี้ ทีนี้ลีลาลักษณะพฤติกรรมต่างๆ นานานี่ ยากแสนยาก ยาก ถ้าจะทำกันไม่มีศิลปะมันก็แข็งกระด้าง มันก็ดูโด๊ๆ เด๊ๆ เป็นอย่างที่เรา หลายๆคนทำดูแล้วก็แข็งโก๊กๆ ยังไงก็ไม่รู้นะ แต่ว่าเรายอม...เราก็ยอมนะ ยอม... อย่างที่เขาจะว่าจะด่า จะติเตียนอะไรเราก็ฟัง เราก็ไม่ทำเป็นโต้ตอบ เราไม่ไปโต้ไปเถียง ถ้าพวกเรานี่ ไม่เป็นอย่างที่เราได้พยายามเจตนาที่จะให้ เป็น คือ อ่อนน้อมถ่อมตน ลดละแล้วหละก็ ป่านนี้ทะเลาะกันมาก ป่านนี้ทะเลาะ กันแข็งแรงแล้ว เดือดร้อนกันมากมายแล้ว แต่นี่ก็เพราะว่าเราเองไม่ไปแข็งขืน พยายามโน้มน้อมตาม อะไรๆ ที่เค้าคิดว่า เค้าแสดงออกมาเราก็ยอม ในพฤติ กรรมต่างๆนานา เราก็ทำของเราไป ลดละไป เช่นว่า เป็นคนเลี้ยงง่าย นี่ ถ้าเผื่อว่า ไปในที่ใดก็แล้วแต่ ถ้าพวกเราไม่ใช่เป็นคนเลี้ยงง่ายนะ คนตั้งเป็น เท่าไหร่...ร้อยนี้วันนี้ หือ (พ่อท่านถามคนฟัง) อาตมาว่า มันจะห้าร้อยกว่าขึ้นไป กระมั้งนี่ หือ...หือ (พ่อท่านถามคนฟัง) คนฟัง : เมื่อคืนห้าร้อยไปแล้ว พ่อท่าน : เมื่อคืนนี้ รู้ได้ยังไง ดูที่... คนฟัง : พ่อท่าน : ดูที่บัญชี ใช่มั้ย คนฟัง : พ่อท่าน : ดูจากไหน คนฟัง : พ่อท่าน : หือ คนฟัง : พ่อท่าน : อ๋อ ... ดูจากทะเบียน บัตรทะเบียน...ตั้งห้าร้อยกว่า นะ เมื่อคืนนี้ ยังมีรถตามมาอีก ดูไปคืนนี้ห้าร้อยกว่า คนสี่ห้าร้อยคนมาอยู่รวมกัน โดยที่ไม่ต้องจัดแจงอะไรมาก มีอะไรก็ดูๆอยู่กันไป จะนอนก็นอนง่าย จะกินก็กิน ง่าย เลี้ยงง่าย นี่เรียกว่า เลี้ยงง่าย ไม่เดือดร้อน ไม่โหยหา ไม่เรียกร้องอะไรเกินไป จะอยู่จะไปจะมาอะไรก็ง่าย ไม่มีอะไรก็เดินเอา อะไรพวกนี้ เป็นต้น คำว่าเลี้ยงง่าย จริงๆนี่นะ เป็นภาษาที่ดูฟังแล้วง่ายๆ เป็นภาษาที่ ดูฟังแล้วตื้นๆ แต่ที่จริงลึกซึ้งนะ ... เลี้ยงง่าย เลี้ยงง่าย เราเป็นอยู่ง่าย เพราะกิเลสโลภ กิเลสเห็นแก่ตัว ต้องการมาบำเรอตนมันน้อย ฟังความตรงนี้ให้ ชัดๆนะ เพราะเรานี่ เป็นคนที่ลดละ ไม่เอาอะไรมาบำเรอตนให้มันมาก มันก็ เลี้ยงง่าย จะนอน ...เออ...ง่ายๆ ตามพื้นตามดินก็นอนได้ ตามที่แข็งๆ ก็นอน ได้ ที่อ่อนก็นอนได้ เมื่อคืนนี้ อาตมานอนฟูกหนาเท่านี้ เขาให้ไปนอนบนฟูกหนา เขาก็เอาเสื่อปูลงบนฟูกนั่นอีกทีหนึ่ง อาตมาก็นอนตรงนั้นน่ะ มันก็ไม่ได้กลิ้งอะไรไป ไหนตรงไหน คงเป็นร่องอยู่ตรงนั้นน่ะ เป็นร่องที่นอนอยู่ก็ไม่ได้ดิ้นอะไร อาตมา นอนไม่ได้ดิ้นอะไร จะขยับร่างกายหน่อยก็มาตีระฆัง ไปรู้ได้ยินเสียงระฆังตีกันมั่ง รึเปล่า ทีนี้...เอ้อ... เมื่อกี้ เขาตีระฆังกันนะ มียามใช่มั้ย อาตมาก็เลยมา เพิ่มยามให้เขาคน อาตมาตีเกือบจะชั่วโมงละ สองครั้งหละนะ เพราะว่า มันก่อน จะถึงก็ตีที พอถึง...เลยไปนิดหน่อย ก็ตีอีกที เช่นว่าสองยาม มันยังไม่ถึงสองยาม อีกหกนาทีสองยามก็ตีซะ ยี่สิบสี่เป๊ง พอเลยสองยามไปสักสามนาที ก็ตีอีกยี่สิบ สี่เป๊ง ตีสองอย่างนี้เป็นต้น ยังไม่ถึงตีสอง เหลืออีกสี่นาทีตีสอง ก็ตีเสียสองที พอเลยตีสองไปหกนาที ก็ตีอีกสองที อะไรอย่างนี้ เป็นต้น อีกสองเป๊ง ตีชั่วโมง ละสองเป๊งหนึ่งหลายๆชั่วโมงเมื่อคืนนี้ ก็แถมให้ยามเขาหน่อยหนึ่ง ไม่รู้เสียงมัน ไม่ค่อยดังเท่าไหร่มั้ง เพราะว่า ระฆังที่อาตมาตีมันเล็ก หือ (พ่อท่านถามคนฟัง) ดังเหรอ ได้ยินเสียงที่อาตมาที่ไม่ใช่อันนี้มั้ง หือ (พ่อท่านถามคนฟัง) ก็เขยิบ ร่างกายหน่อย ก็อีตรงไปเขยิบตีระฆังแล้วก็นอนต่อ อะไรงั้นเท่านั้นมั้ง พลิกก็พลิก บ้างนิดๆหน่อย อาตมาก็นอนตะแคงข้างขวา นอนหงายบ้างนิดหน่อย มันไม่หนาว อะไรเมื่อคืนนี้ ไม่หนาวไม่เย็นอะไร ก็นอน ถึงแม้จะนอนฟูก อาตมาก็นอนไป งั้นน่ะ นอน ที่จริงก็นึก แหม... จะไปเอาฟูกออก เตียงเบ่อเร่อนะ อาตมานอน คนเดียว ท่านทั้งหลายก็นอนข้างล่าง ไม่นอนข้างบนกับอาตมา ก็นอนกันข้างล่าง อีกสองรูปข้างหน้าเตียง นอนง่าย พวกเราก็คงนอน ใครออกมานอนสนามปักกลด บ้างล่ะ มีมั้ย ไม่มีปักกลดเลยเหรอ หือ (พ่อท่านถามคนฟัง)
คนฟัง : พ่อท่าน : หือ คนฟัง : พ่อท่าน : ขอร้องไม่ให้กางกลดใช่มั้ย กางกลดแล้วเป็นไง ซัดดัม จะเห็น แล้วก็จะมาทิ้งระเบิดรึไง มากางกลดข้างนอกแล้วซัดดัมจะเจอเข้า แล้วซัดดัมจะเอาระเบิดมาทิ้งใส่ ก็เลยขอร้องอย่าให้กางกลด ก็ไม่เป็นไรนะ เราก็ได้ ไม่กางกลดก็ได้ ไม่กางกลดจะให้นอน นอนเบียดกันมากมั้ยล่ะ หือ ไม่เป็นไร ก็อาตมาไปบอกแล้วเมื่อวานนี้ ถ้านอนมันเบียดกันมากก็สลับหัวสลับเท้า นะ มันจะได้เยอะขึ้น สลับหัวสลับเท้า สลับหัวสลับเท้าทำได้นะ อาตมาเชื่อ พวกเราทำได้เพราะทำกันมาแล้วนะ ทำกันมาแล้วนะ พยายามฝึกหัด แม้แต่นอน เราก็ไม่ดิ้น ไม่ อะไรมากมายนัก ไม่ใช่ว่า เออ! ยิ่งนอนสลับหัวสลับเท้าก็เดี๋ยว พั๊วะ! แน้! ปากเจ่อ จะดิ้นมาขายกไปไม่รู้ตัว ก็ไม่ดิ้นถึงขนาดนั้น มันก็พอไป คุมสติ เราก็ฝึกไปแล้ว นี่ ก็เรียกว่านอนง่าย นอนในที่ๆ ไม่ต้องหรูหรา ไม่ได้ที่นอนต้องอ่อน ต้องแข็ง ต้องนุ่มต้องเนียน ต้องอุ่น ต้องร้อน ต้องเย็นอะไรตามที่ต้องการทุกอย่าง จึงจะนอนได้ เปลี่ยนที่ก็นอนไม่ได้ นี่เปลี่ยนที่ก็นอนได้ ผ้าผ่อนมีใช้บ้าง ไม่มีใช้บ้าง หนาวบ้าง เย็นบ้างอะไรก็นอนได้ นอนง่าย กินก็ง่าย อาหารก็มีธาตุพอพอจะเลี้ยง กาย เลี้ยงขันธ์ เราก็ได้พอสมควร และเขาหาว่าเรานี่เลี้ยงยาก เพราะว่าไม่ กินเนื้อสัตว์ มีเนื้อสัตว์มาให้กินก็ไม่กิน เลือกกินแต่ผัก พวกเลี้ยงยาก เขาพูด ฟังดูมันเข้าท่านะ แต่มันไม่เข้าที เอาละเอียดลออแล้ว ไอ้พวกเลี้ยงสัตว์แล้วเอา เนื้อสัตว์มากิน มันไปหาสัตว์มากินก็แสนที่จะหายาก จะจับสัตว์มากินที ก็ต้องวิ่งไล่ ตามจับสัตว์มากินกัน กว่าจะเชือด จะเฉือนได้ กว่าจะมาทำต้มทำแกงก็ต้องหา เครื่องมาดับคาวดับเคิวกัน กว่าจะต้มจะอะไรเสร็จ อู้ย เยอะแยะยุ่งยากมากมาย เขาไม่คิดถึงความจริงที่ละเอียดลอออย่างนั้น เอาอย่างมักง่าย เขามีอะไรมา อะไรก็กินไปเถอะ เลี้ยงง่าย เขาว่างั้น เราก็รู้ว่า อะไรควรกิน อะไรไม่ควร กิน เอาอะไรมาให้ไม่เข้าเรื่องไม่เข้าราว เราก็ไม่กิน อะไรที่ เออ...สมควร กิน เราก็ค่อยกิน เป็นคนมีวิจารณญาณ ไม่ใช่เหมือนเดรัจฉานที่ไม่มี วิจารณญาณเมื่อไหร่ มันมักง่ายเกินไป หา... เอามักง่ายมาอธิบายเลี้ยงง่ายมัน ไม่ถูก เพราะงั้น เลี้ยงง่ายนี่ ก็มีความหมายลึกซึ้ง เลี้ยงง่าย คือเป็นคนที่ ไม่ได้เลือกกิน ไม่ได้เลือกอย่างประเภทที่ว่าเลือกของถูกปาก เลือกของถูก กิเลส จริงๆแล้วใครนะเลือกถูกกิเลส ต้องเลือกถูกกิเลสจึงกินได้ ใครกันแน่ คนที่เลือกให้มันถูกปากถูกคอ ให้มันถูกกับกิเลสของตน ชอบถึงจะกินได้ดี ไอ้ไม่ชอบ ถึงจะไม่ค่อยกิน อย่างนั้นต่างหากเล่าเลี้ยงยาก ไอ้ที่เราว่า เออ...อะไรก็รู้ อย่างนี้ ไอ้ไม่ชอบเสียด้วยซ้ำไปเรากิน ไอ้ที่ชอบเราก็ละเสียด้วยซ้ำไป อย่างนี้ ต่างหากเป็นคนเลี้ยงง่าย เมื่อฝึกได้ดีแล้ว เป็นคนเลี้ยงง่าย ไปก็ง่าย มาก็ง่าย อยู่ก็ง่าย ลึกซึ้งนะ ในคำว่าเลี้ยงง่าย เป็นคนเลี้ยงง่าย เป็นคนบำรุงง่าย บำรุงง่าย ที่ว่านี่ คือ พูดกันรู้เรื่อง เป็นนักศึกษา นักศึกษาที่มีศีลสิกขา มีจิต สิกขา มีปัญญาสิกขา เป็นนักศึกษา ศึกษาที่เป็นสัมมาสิกขา อะไรที่ดี อะไรที่ไม่ ดี ศึกษาจริงๆเลยในชีวิต ว่าชีวิตของเรา ควรจะสั่งสมเอาอะไร ควรจะฝึกหัด อบรมเอาอะไร ควรจะเลิกอะไร แล้วก็ได้เลิกได้ละ ไม่ใช่ชีวิตไม่เลิกอะไรเลย ไม่ละลดอะไรเลย ไม่ใช่ สำคัญมากเลยชีวิตที่จะมาละลดอะไรๆออกไปนี่ สังคมทุก วันนี้ ที่มันแก้ปัญหาไม่ตก เพราะไม่ได้มีภาคลดละ มีแต่ภาคเพิ่มพอก มีแต่ภาคของ การเพิ่มพอก เพิ่ม...เพิ่ม...เพิ่ม...เพิ่ม แก้ปัญหาด้วยวิธีเพิ่มกันทั้งโลก อะไรขาด เขาก็หามาเพิ่ม อะไรขาด เขาก็หามาเพิ่ม ส่วนพวกเรานั้นลดละ ตรวจตราความเกินซึ่งมีเกินกันมากมาย คนนี่น่ะ มาหอบไว้เกิน เป็นกิเลส ตัด ไว้เกิน หลงไว้เกิน เกินจริงๆ แล้วเราก็พยายามมาลด พอลดลง...ลดลง... ลดลง เราก็เบา เราก็มักน้อย นี่ บำรุงง่าย เพราะว่าเราลดได้ จึงเข้าไปหา ความมักน้อย นี่เป็นลำดับนะ เลี้ยงง่าย บำรุงง่าย มักน้อย สันโดษ นี่เป็นลำดับ ลำดับไป ข้อที่ 1. เลี้ยงง่าย ข้อที่ 2. บำรุงง่าย ข้อที่ 3. มักน้อย ภาษาบาลีข้อที่หนึ่งก็ว่า สุภโร เลี้ยงง่าย สุภร ข้อที่ สอง บำรุงง่าย สุโปสะ ข้อที่สาม มักน้อย ก็อัปปิจฉะ ข้อที่สี่ สันโดษ ก็สันตุฏฐิ อย่างนี้ เป็นต้นนะ ก็มักน้อยลงได้ เป็นผู้มักน้อย ภาษา ไทยฟังแล้วมันไม่ค่อยชัดเท่าไหร่หรอก มักน้อย ฟังแล้วต้องขยายความ ที่จริงมัก น้อย ก็คือเป็นคนที่มีความต้องการน้อย อะไรๆก็ไม่มักมาก ไม่ต้องการมากๆหรอก น้อยๆ แต่มันซ้อนเชิง พอบอกว่า เป็นความมักน้อย ก็เป็นคนไม่ค่อยทำอะไรล่ะซี ขี้เกียจนะซิ มักน้อย มันทำงานแค่นี้มันก็หยุดแล้ว มันมักน้อย ไม่ใช่ซ้อนเชิง เราทำมากๆ ขยันมากๆ ทำเข้าไปเลย สิ่งที่ควรกระทำเป็นสัมมากัมมันตะ สัมมา อาชีวะ เป็นการงานที่ดี เราทำมากๆ ขยันมากๆ ทำเข้าไปเลย สิ่งที่ควรกระ ทำ เป็นสัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ เป็นการงานที่ดี ทำเข้าไป ทำไปมากๆ แต่ เราเอาไว้ใช้ไว้กินของเรานั่นน้อย เอาไว้เป็นของเรา เอาไว้ใช้อาศัยน้อย แบ่ง แจก เกื้อกูล เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่แก่ผู้อื่นไปมากๆ อย่างนี้ เป็นคนเจริญ เป็นอริยะ เป็นอารยชน เป็นชนผู้มีคุณค่า ชนผู้มีความประเสริฐ สร้างสรรค์ได้มาก ขยัน หมั่นเพียรอุตสาหะ มีประสิทธิภาพ เพราะเราไม่ได้งอมืองอเท้า เราอบรมตน ฝึก ฝนตน ขยันตน พากเพียรที่จะกระทำ แต่ว่าเราก็เป็นคนที่ได้ฝึกฝนแล้ว รู้ ว่าขีดของความพอมันขนาดไหน แต่ละฐานะมีความพอต่างกัน อย่างเราลดละลงมา กินก็ไม่มีมื้อ อย่างนี้เป็นต้น เราก็ได้หัดฝึก ว่า เอ๊...กินไม่มีมื้อ นี่มนุษย์มันไม่ มีวันพอ มันไม่รู้จักพอนะ มันกินไม่มีวินัย มันผลาญพร่าเปลืองเปล่า เสียสุขภาพ เสียวัสดุ เสียอะไรต่ออะไรต่างๆนานา เราก็มาปรับ ลด กำหนดลงไปว่า เอ้า..เรากินสัก 3 มื้อจริงๆก็พอ เมื่อเราลดมากิน 3 มื้อจริงๆ ก็พอ ก็หัดปรับ กิเลสของเรา ความเคยชินของเรา ความมั่นใจ จิตนี่มันจะเกิดศรัทธินทรีย์ ศรัทธาความเชื่อ เชื่อว่าเออ...ว่ากินน้อยมื้อแล้วมากิน 3 มื้อนี่คงจะดี และคิด ว่าคงไม่ตาย ก็มาลดกิน 3 มื้อจริงๆ ก็เห็นความพอว่า 3 มื้อมันพอนะ ชีวิต ร่างกายนี่แข็งแรง เป็นไปได้ พอ ยิ่งเราอยู่ไป อยู่ไป ลองไปแล้ว 3 มื้อ มันก็มาก อยู่นะ 2 มื้อเถอะลองดู หัด 2 มื้อ ลดแค่ 2 มื้อ ถ้ายิ่งเราปฏิบัติถูก ปฏิบัติลด ละรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ปฏิบัติไม่ติดในรูป ในรส ในกลิ่น ในเสียง ในสัมผัส ที่มาติดเป็นอัสสาทะ เป็นรสอร่อย รสชอบ รสยินดี เป็นกิเลสน่ะ เป็นอัสสาทะ เมื่อยิ่งละลดๆ กิเลสอร่อยในอาหาร อร่อยในอะไรพวกนี้เข้าไปอีก มันก็ยิ่งจะเห็น ว่า โอ๊! เราไม่กินอร่อยนะ เรากินพออาศัยร่างกาย มันยิ่งจะเห็นชัดว่า มันไม่ มากหรอก ไม่เชื่อคุณไปลองดูที่โรงพยาบาล โรงพยาบาลเขาให้อาหารแก่คนป่วยนี่ วันต่อวันนี่นะ ไปดูเถอะไม่มากหรอก ยิ่งให้อาหารโดยที่ว่าเจ้าตัวมันกินไม่เป็น ใส่ทางสายยาง ปริมาณอาหารให้เลี้ยงขันธ์ วันหนึ่งต่อวันหนึ่ง ต่อวันหนึ่ง ไม่เยอะเลย เทียบเคียงกับไอ้ที่สวาปามเองนั่น มันไกลกันลิบเลย ไม่เชื่อถาม พยาบาลดู ที่ให้อาหารมาแล้ว แล้วมันก็พอร่างกายดีไม่ดี ยังอ้วนปี๋ด้วยซ้ำไป ไอ้ ให้กรอกๆ ใส่สายลงไปนี่ ไม่เท่าไหร่หรอก ความต้องการจริงๆในร่างกายไม่มากเลย แต่ไอ้กินเข้าปากกินเองนี่ อยาก...แล้วมันก็กินรส ไอ้ที่ตอนเป็นใส่สายเข้า ไป มันไม่เป็นรสเป็นชาติอะไรแล้ว มันผ่านเข้าไปในรูจมูก รูเข้าไปที่ลงกระ เพาะ ไม่ได้รู้เลย รสขม รสเปรี้ยว รสหวาน รสอะไรมันไม่รู้เรื่องอะไรหรอก แต่มันก็เข้าไปอยู่ในร่างกายแล้ว มันก็สังเคราะห์ร่างกาย อยากกินเค้าก็ไม่ให้กิน ก็ทนเอา เขาไม่ให้กิน แต่ไม่ตาย บางคนใส่สายเข้าไปให้อยู่เป็นปี ไม่ตายอ่ะ แล้วมันก็พอเลี้ยงร่างกาย คนเรากินจริงๆไม่มาก แม้พวกเรามาหัดลด หัดละอยู่นี้ก็ตาม บางคนกินมื้อเดียวนี่ ก็ยังกิน กาละมังเท่านั้น เพราะปากมันกินด้วยรส ละกิเลสรูป รส กลิ่น สัมผัส รูป รส กลิ่น เสียงไม่เกี่ยวกับอาหารเท่าไหร่หรอก รูป กลิ่น รส สัมผัส นี่ มันยังติดอยู่ มันยังเลือก มันยังกินตามกามคุณ 4 มันยังกินตามกามคุณ 4 มันก็เลยยังกินมากอยู่ ยังมากอยู่ เรายังลดได้กว่านี้นะ นี่มันยังต้องกินขนาดนี้ ถึงจะพอ นี่ กินถึงขนาด นี้ ถึงจะพอเนี่ย มันยังติดรส ถ้าคุณลดกามคุณ 4 เนี่ย ลงไปได้อีก แล้วคุณก็รู้จัก กินเลยนะ ธาตุที่กินนี่ ข้าวกล้อง ถั่ว งา ผัก พืช ผลไม้ ที่พอเหมาะพอเหมาะ จะแกง จะผัดมาอะไรก็เอาเถอะ ขนาดนั้นขนาดนี้ ไม่ได้ติดอะไรนักหนานะ คุณจะ กินไม่มากสักเท่าไหร่หรอก จริงๆ ที่พูดนี่ เพราะว่าอาตมาทำมาแล้ว เคยตะกละ มาแล้ว เคยพิสูจน์มาด้วยตนแล้ว แล้วทุกวันนี้ อาตมาก็สบาย กินมันไม่มากเท่า ไหร่หรอก คนเอามาให้กินทุกวันนี้ เค้ารู้ดี ข้าวมากะลาหนึ่งมันก็ไม่หมดกะลาหรอก วันหนึ่ง นอกนั้นก็ไอ้โน่นไอ้นี่บ้าง มีถั่ว มีงา มีกับ ถ้ามันหลายชามหน่อย ก็มาท้วง มาว่าแล้วไม่เห็นแหว่งเลย ก็ไม่รู้จะแหว่งยังไง ก็มันหลายชาม ชามละชัอนมันก็พอ แล้ว ก็หลายชาม จะให้ไปกินชามละแหว่งๆ อาตมาก็ตายกันพอดีนะซิ ท้องคัด ท้องเป่งตายกันพอดี มันไม่ต้องไปถึงอย่างนั้นหรอก นี่ ต้องพูดเติม เพราะว่าพวกเราต้องเพิ่มฐาน พูดของเก่าหละ ที่พูดนี่ พูดของเก่า ต้องเพิ่มฐาน ฐานของเรา ฐานะของเรา ให้รู้ว่า ชีวิตนี่ มันไม่ เปลืองอะไรมากมาย อาหารนี่เป็นเอก อาหารนี่เอาก่อนเลย อาหารนี่เป็นตัว ฝึกธรรมะอย่างเก่งมากเลย อปัณณกธรรม 3 ธรรมะที่ปฏิบัติไม่ผิด นี่คือ โภชเนมัตตัญญุตา ข้อหนึ่ง ข้อสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นสมณะ บวชแล้ว ไม่ว่าจะ เป็นฆราวาส ไม่ว่าจะเป็นใครทั้งนั้นแหละ อปัณณกธรรม 3 เหมือนกันแหละ เรื่องอาหารนี่ พิจารณาจริงๆเลย ถ้าปล่อยปละละเลย มันก็ไปตลอดตาย ติดมัน อยู่อย่างนั้นแหละ กินมันทีละเยอะอยู่อย่างนั้นแหละ แม้จะไปกินมื้อเดียวได้ ก็ด้วยการกดข่ม ข่มไว้ คุมไว้ ไม่ให้ดูมันเกินไป เขากำหนดว่ามื้อเดียว เออ...มื้อเดียวกับเขานั่นแหละ แต่มื้อละเยอะๆ หิวอยู่ อยากอยู่ เห็นแล้วก็น้ำ ลายซอ เห็นแล้วก็อยาก แต่มันมื้อเดียวนี่หว่า มันไม่ตาย ก็ทนเอา อดๆทนๆ กลั้นๆเอาอย่างนั้นแหละ มันยังไม่สมบูรณ์ มันยังไม่วิมุติ มันยังไม่ตลอด มันยังไม่ สะอาดทั้งหมด เพราะฉะนั้น ปล่อยปละละเลยอยู่ๆไม่จริง นี่นะ มันไม่ได้หรอก อาตมายังเห็นๆเลย แม้แต่สมณะ บางทีขนมก็ยังติดอยู่นั่นน่ะ มันจะไปรอดอะไร ไม่ต้องไปพูดถึงฆราวาส ขนมก็ยังติด ไม่กินก็ไม่ได้ อดไม่ได้ หัดอดบ้างเหอะ เออ หัดอดได้เหมือนกันน่ะ หัดอดได้สองสามครั้ง เราคงได้แล้วนะ กินเถอะ ตอนหลังก็กินอีกร้อยครั้งแล้วค่อยอดอีกสัก 3 ครั้ง คือพิจารณามันไม่ถูกจริง แล้วมัน ไม่ละล้างลด พิจารณามันออกว่า เป็น...เป็น...เป็นปฏิกูลสัญญา มันเป็นเรื่อง ของธาตุ อะไรต่างๆพวกนี้ไม่ได้ พิจารณาลงไป ถึงขั้นเห็นจริง เห็นจังเลยว่ากิน ธาตุ ที่จริงกินธาตุ ให้มันได้อย่างสายท่านพุทธทาสกินด้วยจิตว่าง ให้มันได้หน่อย เถอะน่า อาตมาล่ะ เคารพเลย กินได้ด้วยจิตว่างอย่างสายท่านพุทธทาสว่า แต่ อาตมาไม่เชื่อว่า พระสายท่านพุทธทาสกินด้วยจิตว่าง แต่เชื่อที่ท่านพูดน่ะว่าให้กิน ด้วยจิตว่าง กินอย่างไม่ติด ไม่ติดใจ กินอย่างด้วยจิตว่างจริงๆ โอ๋ย... ถูกแป๊ะ เลย แต่ไม่รู้ว่าถูกใคร คนกินด้วยจิตว่างจริงๆ เป็นพระอริยเจ้าชั้นสูง ถ้าพูดโดย ไม่จริง ก็นึกว่าตัวเองกินด้วยจิตว่าง แล้วก็ไปพูดคุยว่าตัวเองกินด้วยจิตว่าง ก็ ปาราชิก อวดอุตริมนุสธรรมที่ไม่มีในตน ก็เท่านั้นเอง เรื่องอาหารเนี่ย เป็นเรื่อง... เป็นเอกในโลก เป็นหนึ่งในโลก ปฏิบัติไปเถอะพวกเรา พยายามพากเพียรไป กี่ปีกี่ชาติ พิจารณากันจริงๆ คุณไม่ ได้ปฏิบัติธรรมในอะไร เครื่องอุปโภค บริโภค ไอ้เรื่องอาหารการกินกับเครื่องใช้ นี่ เครื่องใช้ทุกวันนี้ ก็อนุโลมปฏิโลมบ้าง ก็ดูแล้ว บางคนก็ (พ่อท่านหัวเราะ) สี นิดสีหน่อย ไอ้นี้สีนี้มันสวยกว่าสีนี้ เอามันมาหน่อยเหอะ ผีมันเรียกร้อง อันนี้มัน ไม่ได้ใช้มันมาตั้งนานแล้วนิ ลดมันมาหลายปี แล้วคนเผลอๆแล้วไม่เป็นไร เอา หน่อยเถอะ พอใครเขาทักหน่อย ก็เหนียม เก็บมั่ง ทำกระมิดกระเมี้ยน พอใคร ไม่ทัก ก็เอามั่ง ไอ้นี่อะไรก็แล้วแต่เถอะ มันก็คือกาม ความสวยความงาม ความไพเราะ ความสัมผัสนุ่มเนียนอะไรต่างๆพวกเนี้ย สัมผัสแตะต้อง ทางทวารทั้งหกนี่แหละ อินทรีย์สังวร ต้องปฏิบัติอินทรีย์สังวร กระทบสัมผัสแล้วก็ รู้เท่าทันจริงๆ ปฏิบัติจริงๆ แล้วจิตของเราจะเห็นละเอียดลออเลยว่า การปฏิบัติธรรมนี่ มันเกิดจากจิตที่มีปฏิจจสมุปบาทอย่างที่ว่าเนี่ย พระพุทธเจ้าท่านตรัสนี่ มันสังขาร ปรุงไปเป็นอัสสาทะ จะเป็นรสอร่อย รสเพลิดเพลิน รสยินดี รสนิยม รสที่ชอบหรือชัง ชังก็ผลักไม่เอา ไม่ชังก็ดูด เอา กลางๆจริงๆ โดยที่รู้อย่าง ชัดเจนเลยว่า เออ... เรามีพอสมเหมาะสมควร ใจเรานี่ มันเป็นกลางแล้ว จริงๆนะ เห็นที่ใจเราว่า มันอุเบกขา มีความบริสุทธิ์ ไม่ดูด ไม่ผลัก แม้จะมี อย่างอาตมานี่ ต้องนอนบนฟูกหนาอย่างนี้ ก็เออ...ก็เข้าใจ มันก็เอ้อ ก็อย่างนี้นะ มันก็ไม่ได้เป็นอะไรนักหนา ไม่ได้เอร็ดอร่อยอะไรหรอก แหม คืนนี้ ถ้านอนต่อก็ดี นุ่มเนียนดี ก็เปล่า จะไปนอนบนก้อนหินที่ไหนก็ไม่มีปัญหาอะไร นี่ อาตมาก็อวด อุตริมนุสธรรมให้ฟังจริงๆนะ คือ จริงๆ ต้องฝึกจริงๆเลย เห็นอย่างชัดเจนเลยว่า เราไม่ติด ไม่ผลัก ไม่ดูด ในสัมผัส ในหู ในตา ในจมูก ในลิ้น ในกายอะไรต่างๆ นานาให้จริง อินทรีย์สังวรนี่เป็นตัวหลักปฏิบัติไปจริงๆ เราอ่านสังขารให้ออก เพราะอวิชชาจึงเกิดสังขาร และคำว่าสังขาร ไม่ใช่ว่ามันไม่ปรุง มัน ไม่เปริงอะไร เอาละ ในตอนแรก นี่เราต้องพิจารณาให้เห็นว่ามันไม่ปรุงจริงๆ มันกลางๆ ถ้าเราจะปรุงนั้น เป็นวิสังขาร ที่จะปรุงนั้นนะ ปรุงด้วยวิชชานั้นอีกอัน หนึ่ง เราจะปรุงให้แก่ผู้นั้นผู้นี้เพื่อผู้อื่น มันเป็นปฏินิสสัคคะ มันเป็นการตีกลับแล้ว เราจะปรุงโดยเจตนามีปุญญาภิสังขาร เราจะปรุงเพื่อที่จะให้เกิดชำระ ปุญญาภิสังขารโดยเฉพาะปรุงให้ชำระผู้อื่น ไม่ปรุงชำระเรา ไม่ชำระตนเอง ตน เองนั้น ชำระอย่างสิ้นสังขาร ไม่มีสังขาร ทุกอย่างมีแต่ความเป็นจริง ตามความ เป็นจริง ก็วิเศษนะ เพราะฉะนั้น เราพยายามที่จะพิจารณา จะเป็นวิชชา หรืออวิชชาก็อยู่ ที่ตัวจริง ที่เราได้ฝึก เมื่อจิตของเราเป็นวิชชาหรือมันมีสติสัมปชัญญะ มีรู้เท่าทัน แล้วก็ได้ต่อสู้ ได้ลดละล้างสังขาร นั่นแหละคือพระโยคาวจร คือผู้ที่ปฏิบัติเนกขัม มะสิตะอยู่ พยายามออกจากกาม ออกจากกิเลส ถ้าเนกขัมมะสิตะได้ออกจากกาม ออกจากกิเลสอยู่ ชนะได้ ก็เรียกว่าเนกขัมมะสิตะโสมนัส ถ้ามันยังไม่ชนะ มัน ยังต่อสู้ฝืดๆฝืนๆอยู่ ทำไปก็ยังไม่ได้โปร่งได้ว่างอะไร ตัดไปลดไปละไป มันก็ได้ แค่สังขิตะจิตตัง วิขิตะจิตตัง วิขิตตะจิตตัง คือจิตมันยังหดหู่อยู่ ยังกระเด็นกระ ดอน ยังกระเส็นกระสายอยู่ จิตมันยังไม่สยบ ยังไม่ยอม ยังไม่ระงับ จิตยังไม่ดี เท่าที่ควร ยังไม่ถึงขั้นแม้แต่ถึงสอุตรจิต มันยังไม่ถึง ต้องทำให้มหคตจิต ให้มัน ยิ่งขึ้นกว่านั้น จนกระทั่งจิตมันดีถึงขั้นสอุตรจิต สอุตรจิต ก็ยังไม่ใช่จิตที่ดีที่สุด แต่ดีกว่านี้ยังมีอีก แต่มันก็ดีขึ้นไปเรื่อยๆ อย่างนี้เป็นต้น มีวิชชา มีเจโตปริยญาณ ที่ จะอ่านจิตของเราออกจริงๆ อ่านอาการ อ่านลิงคะ นิมิตของมันออกจริงๆเลย อ่านชัดแจ
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive