340201 รับภาระเพื่อมวลชน โดย พ่อท่านโพธิรักษ์ ณ พุทธสถานศีรษะอโศก.docx
เนื้อหาในไฟล์
รับภาระ…เพื่อมวลชน
พระพุทธองค์ตรัสว่า “มิตรดีสหายดีเป็นทั้งสิ้นของพรหมจรรย์” มิใช่เฉพาะในการประพฤติพรหมจรรย์เท่านั้น ที่ต้องพึ่งพาอาศัยมิตรดี ในชีวิตประจำวัน ในการทำงาน เราก็ต้องพบปะคบคุ้นผู้คน เอื้อเฟื้อเกื้อกูลกัน เราคงจะไม่หวังพึ่งผู้อื่นแต่อย่างเดียว หากต้องร่วมกันเอาภาระรับผิดชอบต่อการงาน การทำงานร่วมกันด้วยความสมานสามัคคี อดทนขยันขันแข็ง ย่อมยังผลให้การงานสำเร็จลุล่วงด้วยดี แม้มีปัญหาหรืออุปสรรคใดๆก็ไม่ย่อท้อ หากมีจิตมุ่งมั่นชัดเจนในการงานที่เป็นประโยชน์ เป็นคุณค่าแก่สังคมมนุษยชาติแล้ว ก็มีเพียงหนทางเดียวคือ บากบั่นหันหน้าเข้ารับภาระ ผู้ประพฤติธรรมต้องมีการงานไม่เป็นโทษ ยิ่งประพฤติธรรมละเอียดลออขึ้น กิเลสเบาบางลง ก็ยิ่งมีเวลามีกำลังกายมีกำลังใจ ที่จะรับภาระการงานยิ่งขึ้นมากขึ้น เพื่อให้เราเข้าใจชัดถึงบทบาทการเอาภาระการงาน รับภาระ...เพื่อมวลชน
รับภาระ…เพื่อมวลชน โดย พ่อท่านโพธิรักษ์ เมื่อ วันที่ 1 กุมภาพันธ์ พุทธศักราช 2534 เนื่องในงานปลุกเสกสมณะแท้ๆของพุทธ ครั้งที่ 15 ณ พุทธสถานศีรษะอโศก จังหวัดศรีสะเกษ
งานเราได้จัดกันมาจนถึงครั้งที่ 15 นี่ เกิดมาเป็นกลุ่ม เป็นก้อน เป็นระบบๆ มีผู้รู้หน้าที่ มีผู้รู้การงาน มีผู้เอาภาระ ช่วยเหลือเฟือฟายกัน จนกระทั่งมันขลุกขลักน้อย จะมีบกพร่องบ้างขลุกขลักบ้างก็น้อยลงทุกทีๆ เราก็จะพยายามจนกว่าจะเกิดความสมบูรณ์ จนกระทั่งไม่ขลุกขลักเลย บกพร่องน้อยที่สุด จนกระทั่งทำอะไรก็แล้วแต่ในโลก ถ้างานที่มันใหญ่พอสมควรแล้ว ไม่มีความบกพร่องคงจะไม่มีนะนอก จากจะไม่ยอมรับเท่านั้นเอง มันมีดีกว่าๆๆๆได้เสมอแหละ เราถือว่าสิ่งที่ยังไม่ดีกว่านั้นคือความบกพร่องก็ได้นะ เรื่องของคนเอาภาระนี่นะ
อ่านต่อ
อาตมาอยากจะได้เรียบเรียงคำว่าภาระนี่เอาไว้นะ อาจจะเอาลงพิมพ์ให้ดู ก็เพราะว่ามันก็ไม่ยาวหรอก มันก็พอสมควรแหละนะ มันไม่ใช่โศลกสั้นๆ เดี๋ยวฟังก่อนแล้วค่อยอธิบาย "ผู้ไม่เอาภาระอะไรคือผู้ไม่ใช่คน และเทียบกับสัตว์เดรัจฉานบางประเภท ก็ยังสู้สัตว์ไม่ได้" "ผู้รู้จักภาระ และเป็นผู้เอาภาระคือคนแท้ๆ" "ผู้มีภาระมากด้วยกิเลส ด้วยความโง่ (ที่หลงตนว่าเก่งว่าฉลาด คือ ผู้หาความเสื่อม หาความทุกข์ใส่ตน)" "ผู้รู้จักปลงภาระให้ได้สาระสัจจะและให้สมตัวสมตน คือ ผู้ปฏิ บัติธรรม" "ผู้รับภาระแต่น้อยเลี่ยงภาระมาก คือ ผู้สะสมอบายมุขข้อเกียจ คร้านการงาน" "ผู้รู้สึกเบาภาระ แล้วขวนขวายเอาภาระมากขึ้นๆๆ คือผู้บรรลุธรรมเพิ่มขึ้นๆ" "ผู้มีภาระมากขึ้นๆโดยธรรม คือ ผู้เจริญขึ้น หรือเรียกว่าท่านผู้เจริญได้จริงๆเลยนะ ผู้เจริญๆขึ้นหรือท่านผู้เจริญจริง เจริญไม่มีหยุด คือ วุฒิ คือผู้มีภาระมากขึ้นๆโดยธรรม" "ผู้ที่มีภาระมาก แต่ไม่สับสนวุ่นวาย ไม่หนักใจ ไม่ทุกข์ในภาระมากนั้นๆ คือ ผู้เจริญขึ้นๆด้วยอินทรีย์พละแท้ เพราะเจริญด้วยสัปปุริสธรรม 7 จริง" เอ้า! มาขยายความกันหน่อยหนึ่ง เท่าที่เวลาจะมี เพราะว่า 10 โมง 10 โมงครึ่งจึงจะหยุด เอ้า! บทแรกใครฟังแล้ว แล้วก็รู้ตัว เป็นคนที่มีสติสัมปชัญญะ แล้วก็ตรวจตัวตรวจตน ถ้าผู้ใดเป็นดังที่กล่าวนี้แล้วมีสติสัมปชัญญะ ถ้าเกิดปัญญานี่รับรองสะดุ้ง นอกจากจะโง่อยู่อย่างเดิม คือ ผู้ไม่เอาภาระอะไรคือผู้ไม่ใช่คนแล้วเทียบกับสัตว์เดรัจฉานบางประเภทแล้ว ก็ยังสู้มันไม่ได้ ผู้ไม่เอาภาระอะไรนี่ระวังนะ เพราะงั้น ถ้าเผื่อว่าอ่านอันนี้ไป หรือพูดอันนี้ออกมาแล้ว ผู้ที่มีสติสัมปชัญญะฟังแล้วๆก็ต้องนึกถึงตนเสมอๆ คนที่จะพัฒนาตนนี่ จะต้องนึกถึงตนเสมอ ไม่ใช่นึก ถึงเอาแต่ใจตัว ไม่ใช่นึกจะเอาโลภใส่ตัวนะ ไม่ใช่ นึกเปรียบเทียบ ฐานะของตนว่าตนเองนี่กำลังเป็นอะไร เป็นอย่างไร เป็นแบบไหน เป็นแค่ไหน จริงๆเลย เปรียบเทียบวัดความหมาย ที่เขาบอกที่เขา พูดนะ ภาระคืออะไร ภาระ ไม่ต้องขยายความก็คงพอเข้าใจมั้ง เป็น ภาระคือเอางานเอาการ ภาระมีสิ่งที่เรารับผิดชอบ มีสิ่งที่เราจะต้องติดตามดูและเอาใจใส่ โดยเฉพาะภาระคือ สิ่งที่เราจำเป็นจะต้องกระทำกับสิ่งนั้น พ่อแม่มีลูกต้องมีภาระเลี้ยงลูก สัตว์มันยังทำ สัตว์มันยังรู้ภาระของมัน เพราะงั้นพ่อแม่มีลูกไม่เลี้ยงดูลูก แย่กว่าสัตว์หลายชนิด เกือบจะทุกชนิดมั้ง สัตว์ไม่เลี้ยงลูกนี่ มีอยู่บ้างนะแต่มีน้อยมากใช่ไหม คลอดแล้วก็ทิ้งเลยไม่เลี้ยง มีน้อยมากเลยนะ ส่วนมากสัตว์ก็ตามมันเลี้ยงลูก ยังงี้เป็นต้น มันเป็นภาระ หรือคนที่รับหน้าที่นี้แล้ว ไปรับผิดชอบ ไปเอาเงินเดือนเขาด้วยแล้ว เป็นภาระ ไม่รับผิดชอบภาระหรือไม่ต้องไปมีเงินเดือน ไม่ต้องไปผูกมัดหรอก แต่เรารู้นี่ภาระนี้เราควรจะกำหนด เราควรจะรับภาระนี้ อย่างอาตมาเดี๋ยวนี้ ไม่มีใครมาบังคับอาตมา ที่อาตมารับภาระทำงานนี่อยู่ จนกระทั่งทุกวันนี้ ไม่มีใครมาบังคับอาตมา อาตมาจะหยุดเมื่อใดก็ได้ แต่อาตมาเห็นว่าเป็นหน้าที่อาตมา พระโพธิสัตว์ อาตมาทำงานนี่มา สัญญากับพระพุทธเจ้า สัญญากับคน สัญญากับอะไรมาหลายชาติ เพราะงั้นอาตมาต้องมารับภาระนี้ เอาภาระนี้ เป็นหน้าที่ของอาตมา ใครจะพูดยังไงก็ช่างเถอะ จะจับไปฆ่าไปคั่วแห้งแกงขมอะไรก็ตามใจ อาตมาเอา อาตมาต้องทำ มีโอกาสทำ ทำให้ดีที่สุด เพราะงั้นใครก็ตามจะอยู่ในฐานะไหนก็ดี ก็ควรจะรู้ภาระ มาอยู่วัดเป็นอารามิก เป็นอารามิกา ก็ควรจะรู้ว่าภาระที่ควรทำขนาดไหน มากได้ยิ่งดี มันมีนัยต่างๆลึกซึ้งขึ้นมา คนจะมีภาระอย่างไร เอาภาระอย่างไร มีความหมายขึ้นมาเรื่อยๆ มันต้องเอาภาระ มากน้อยก็ตามแต่ เท่าที่เราต้องรู้ตัวรู้ตนต้องพิจารณา เพราะฉะนั้นผู้ที่ไม่เอาภาระอะไรนี่มันไม่ใช่คน ผู้รู้จักภาระและเป็นผู้เอาภาระนั่นแหละถึงเริ่มนับว่าคน คนต้องมีภาระทุกคน แม้แต่เด็กก็มีภาระที่จะดูแลตนเอง เด็ก ต้องหัดให้แกรู้จักตนเอง ดูแลตนเอง และเขาก็รู้โดยอัตโนมัติอยู่บ้าง แกจะดูแลตัวเอง อย่างน้อยก็ให้ระมัดระวังตนเอง เพื่อไม่ให้มันเจ็บ เพื่อไม่ให้หกล้ม เพื่อไม่ให้เป็นโน่นเป็นนี่ อะไรก็แล้วแต่ เมื่อรู้ภาษา หรือรู้ประสา หรือรู้เดียงสามากขึ้น มันก็จะยิ่งรู้ภาระของตนมากขึ้น ต้องดูแลนะ ต่อไปก็จะต้องนุ่งกางเกง ใส่เสื้อเองนะ ยังใส่ไม่ได้ก็ยังเป็นเด็กไปก่อน พอใส่ได้นุ่งกางเกงเอง ต่อไปมีภาระควรจะซักเองนะ อย่าไปให้คนอื่นเขาเป็นภาระ เราควรจะเป็นภาระ นี่มันเรื่องของเรานะ แม้แต่กินข้าวก็ป้อนตัวเองนะ ไม่ใช่ว่าให้คนอื่นมาเป็นภาระป้อน ข้าวเราอยู่ ยังเป็นเด็กอยู่หรือไง โตกว่าเป็นเด็กแล้วก็ควรป้อนเองทำ เอง มันก็เริ่มรู้จักภาระที่ควรจะทำไล่ขึ้นมาเรื่อยๆ จนทำหน้าที่โน่นนี่สร้างสรรทำอะไรได้ดีไดัมากขึ้น ก็จะโตขึ้นไปเรื่อยๆ เพราะงั้นคนจะต้องรู้ ต้องเข้าใจอย่างนี้ เพราะฉะนั้นคนรู้ภาระและเป็นผู้เอาภาระคือคนแท้ๆ ผู้มีภาระมากด้วยกิเลส นี่ระวัง ไปเที่ยวได้รับมาๆเป็นภาระหมด แบกหามกันอยู่ โอ๊ย!นี่ก็ของเราๆก็ต้องทำ ไอ้นี่ก็ต้องเอา ที่อาตมาบอกว่านี่ เพราะอาตมาแท้ๆซัตดัมกับบุชจึงได้รบกันแหลกลาญอยู่นี่ ที่จริงอาตมาพูดเล่นหรอก มันไม่ถึงภาระอะไร อาตมานักหนาหรอก อาตมาพูดนี่เห็นเป็นโวหาร มันมีปฏิสัมพันธ์ มันมีการเกี่ยวเนื่องต่อเป็นอิทัปปัจจยตา สันตติ เนื่องต่อไปไกลนะ ถ้าจะไกลนะ ไปถึงดวง ดาวก็ยังได้เลยนะ นี่อาตมาอธิบายให้เห็นว่า ทั้งโลกทุกอย่างในเอก ภพนี่ มันไม่มีอะไรขาดจากกันเท่านั้นเองความหมายน่ะ ความหมายที่พูดว่า เพราะอาตมาเองแหละ ซัดดัมกับบุชถึงรบกัน นี่ก็เป็นความผิดของอาตมา พูดให้รู้เท่านั้นเอง แต่ความจริงแล้วกระแสจริงแล้ว มันไม่ไปถึงขนาดนั้นหรอก อาตมาไม่ได้ยิ่งใหญ่ขนาดนั้น ผู้มีภาระมากด้วยกิเลส ด้วยความโง่(ที่หลงตนว่าเก่งว่าฉลาด) ส่วนมากที่หลงตนว่าเก่งว่าฉลาด โอ๊ย! จะทำหมด จะรับหมด จะเอา อะไรก็จะเอา เสร็จแล้วตัวเองไม่ฉลาดจริง ตัวเองโง่ ตัวเองมีกิเลส แล้วจะมารับเป็นภาระมากๆ คนอย่างนี้ก็คือผู้หาความเสื่อม หาความทุกข์ใส่ตน ตนเองก็จะเสื่อม อันอื่นเขาก็จะเสื่อม ข้อสำคัญก็คือตน เองนั่นแหละเสื่อมไม่ได้เจริญนะ เพราะงั้นถึงว่าอย่าหลงตัวนะ อย่าหลงตัวว่าเราจะรับภาระมากเกินไป แบกภาระมากๆ หาภาระมาใส่ตัวสุมมากเกิน เป็นกิเลส เป็นความโง่ ต้องรู้จักประมาณ มีสัปปุริสธรรม ประมาณว่าเรานี่ แล้วอย่ามากไป อย่าน้อยไป ถ้าน้อยไปมันก็ไม่ควร น้อยไปมันก็ไม่เจริญเท่าที่ควร แล้วมันก็สะสมความขึ้เกียจหรือความเห็นแก่ตัวให้แก่ตัวเอง ถ้าน้อยเกินแรง หรือเกินความสา มารถ เกินความอุตสาหะของตน ก็เท่ากับเราไม่พัฒนา ในจุดที่ว่าไม่เจริญจริง เห็นแก่ตัว หรือขี้เกียจ หรือแอบเสพย์ ทีนี้ ผู้รู้จักปลงภาระให้ได้สาระสัจจะ และให้สมตัวสมตน ตัวนี้เป็นตัวตีปลอกลงไปๆให้ชัด ผู้ใดรู้จักปลงภาระ เมื่อไปหลงมาก คนเราที่มีใจมีไฟนี่ จะเป็นผู้หลงมากไปหน่อยเสมอ ส่วนคนขี้เกียจนั่นไม่ต้องพูดถึงหรอก คนที่ขี้เกียจน่ะมันลักษณะด้อย เดี๋ยวก็จะตีปลอกคนขี้เกียจ ตอนนี้ก็ ผู้รู้จักปลงภาระ หมายความว่าคนที่เอาภาระหรือเอาภาระมากเกินไปน่ะ ก็เป็นความเสื่อมเป็นความทุกข์ได้ ทีนี้ ผู้รู้จักปลงภาระ รู้จักจัดสรร ให้ได้สาระสัจจะ ให้ได้เนื้อแท้ ให้สมตัวสมตน ให้พอเหมาะพอดี ก็คือผู้ปฏิบัติธรรม เป็นผู้ที่นี่แหละ ถือว่าปฏิบัติธรรม ถือว่าเป็นผู้ที่เข้ามาอบรมฝึกฝนตนเป็นสัตบุรุษหรือเป็นอาริยบุคคลที่แท้จริงนะ ทีนี้ ผู้รับภาระแต่น้อยเลี่ยงภาระมาก เราเอาแต่แค่พอเหมาะนะ แต่ที่จริงใจมักน้อย ไม่มักน้อยงานการ มักน้อยภาระ มักน้อยสิ่งที่สมควรที่จะสร้างจะสรรนี่ มันเป็นความขี้เกียจ มันเป็นความอยากอยู่ หนีงานหนัก สมัครงานเบา เลี่ยงภาระมากอยู่เรื่อย ที่จริงรู้นะ ต้องรู้นะว่าภาระมาก อาตมารู้ตัวภาระมาก ทุกวันนี้อาตมารู้นะว่า โอ้โฮ! ภาระไม่น้อย มีคนรับช่วงไปด้วย แต่ภาระมันก็มากอยู่เรื่อย เพราะว่าความวิจิตร ความสลับซ้บซ้อน หรือความเป็นงานกว้าง งานใหญ่มากขึ้น อาตมาต้องรับดูแล รับผิดชอบรับรู้ด้วย หลายอย่างอาตมาต้องรับรู้โดยที่ไม่บอกพวกคุณ เพราะบอกพวกคุณไม่ได้หลายอย่าง เพราะว่ามันไกลและบางทีเข้าใจผิดด้วยว่า ก็ไปเอามาวุ่นทำไมเรื่องนี้ แต่อาตมารู้ตัวว่า ควรวุ่นไหม ควรเอื้อมมือไปไหม เพราะงั้นเรารู้แล้วว่าเราควรจะเอื้อมเอื้อแล้ว เราก็จะเอื้อมเอื้อออกไป ถึงเวลาถึงคราวควร แล้ว ต้องเอื้อมเอื้อ ถ้าไม่ควรจะพึงไปเอื้อม จะพึงไปเอื้อมเอื้ออย่างเกินตัวนี่มันก็ควรรู้ ก็ต้องรู้จริงๆ ผู้เอาภาระแต่น้อย หรือผู้รับภาระแต่น้อย เลี่ยงภาระมาก คือผู้ สะสมอบายมุข อบายมุขข้อที่ 7 เกียจคร้านการงาน นั่นแหละเขาสะสมจริงๆนะ สะสมโดยไม่รู้ตัว ถ้ามันผิดสัดส่วนเมื่อไร มันก็สะสมจริงเมื่อนั้น นี่มันเลี่ยงมากไปแล้ว ที่จริงเขาทำได้มากกว่านี้น่ะ นี่มันรับภาระน้อยไป ที่จริงมันควรจะทำได้มากกว่านี้ นั่นน่ะคนนั้นเป็นโดยสัจจะนะ โดยสัจจะเขาก็สะสมอบายมุข แล้วตัวขี้เกียจนี่มันจะมากขึ้นๆ ก็ได้ท่านะ ไม่เข้าใจแล้วมันไม่ก้าว ไอ้ความเบากับกิเลสนี่จะเอาเรื่อยๆน่ะ ยิ่งได้ช่องเป็นผู้ใหญ่ เป็นผู้ได้รับความยอมรับนับถือนี่ ยิ่ง จะซ้อนเชิงเลยนะ ได้ทีได้ช่อง เลี่ยงได้ง่ายใช่ไหม ตีกินได้ง่าย ผู้ ใหญ่นี่ยิ่งตีกินได้ง่าย ยิ่งได้รับนับถือ มีอำนาจนี่ยิ่งมีช่อง ใครเขาจะมาว่าเราไม่ได้ และใครเขาก็ศรัทธาเลื่อมใส เชื่อว่าเรานี่ไม่เอาเปรียบหรอก แต่เชิงชั้นเอาเปรียบของทางโลกนี่เยอะๆๆ เพราะงั้นที่ไม่ใช่อาริยะจริง ไม่ใช่สัตบุรุษจริงนะจะซับซ้อนและฉลาดเหนือชั้นกว่าเขา เลย ซับซ้อนไม่ให้รู้ตัวด้วย เพราะฉะนั้นจะปกปิดกลบเกลื่อน หาอะ ไรแทรก หาอะไรแทน หาอะไรต่อมิอะไร เพื่อที่จะทำให้เขาไม่รู้เท่าทัน ตัวเองก็แอบหนีงาน แอบลดงานที่ควรจะรับ ลดภาระที่ควรจะรับ เพราะงั้นเรื่องนี้ก็คือ อาตมาถึงต้องกำหนดให้ชัด ให้รู้ว่ามันเป็นเรื่องความเสื่อมนะ เท่ากะคุณ อาตมาสรุปยอดนะ เท่ากับเป็นผู้ที่สะสมอบายมุขนะ ในตัวที่สรุปแล้วคือเกียจคร้านนี่แหละ มันเรื่องยิ่งใหญ่ตัวเกียจคร้านนี่นะ ตัวเกียจคร้านกับตัวขยันนี่มันเป็นตัวชี้ชัดเจนเลย จะบรรลุหรือไม่บรรลุ และใจนี่เราจะรู้เลยนะว่าเกียจคร้านนี่ ไม่เกียจคร้านนี่ มันละเอียดนะคุณ อาตมาเองอาตมายังรู้สึก บางครั้งบางคราว ยังรู้สึกว่าตัวเองขี้เกียจเลย เกียจคร้าน เอ๊อ! เราเกียจคร้านหรือนี่ ต้องตรวจสอบความพอดี แต่ถ้าเผื่อว่ามันพอดีแล้ว ยังอุตส่าห์ทำเป็นโอเวอร์ไป ระวังเถอะ นั่นก็ผิดเหมือนกันนะ ต้องตรวจความจริงเลยนะ มันสมดุลไหม มันพอเหมาะพอดีหรือยัง จะมากไปไหม ต้องตรวจจริงๆ มันไม่ใช่เรื่องเล่นนะ มันเรื่องละเอียดมาก เป็นเรื่องสูงส่งมาก เพราะฉะนั้น ลักษณะของพระอาริยะของพระพุทธเจ้า ถึงบอกมีความเพียร มีความขยันเป็นตัวแสดง จะเห็นเลยว่าท่านขยัน ท่านกระปรี้กระเปร่า ท่านขวนขวายเอาการเอางาน รับภาระ มีความยินดีพอใจ ไม่แหนงหน่ายการงาน มีอิทธิบาทที่เห็นเต็มตัวเลย เพราะฉะนั้น สมณะของพระพุทธเจ้านี่ มีอะไรเป็นเครื่องแสดง ถ้ายังไม่ตาย ถ้ายังมีอายุอยู่ ก็มีตัวความเพียร มีตัวอิทธบาทเป็นตัวแสดง คุณฟังดีๆนะ คุณฟังภาษาเข้าใจว่า อ๋อ! ลีลาอาการของอันนี้คือสมณะ นี่เป็นแง่หนึ่งประเด็นหนึ่งที่ท่านขยายความว่า อายุของสมณะคืออะไร อายุของสมณะคือผู้มีอิทธิบาท เพราะงั้นถ้ามีลีลาของอิทธิบาทอยู่ในคนๆนั้นอย่างพอเหมาะพอดีแล้ว นั่นแหละสมณะแท้ เพราะงั้นสมณะของพระพุทธเจ้าจึงไม่ใช่คนที่นั่งจม ใครมาจะลืมตาพูดด้วยมั่ง ก็เอาท่าน ไม่งั้นท่านก็จะหลับตานั่งเฉย ใครมาหา ไม่ขวนขวาย ไม่เป็นคนผู้สร้างสรร ไม่เป็นผู้ที่เอาการเอางานจริงๆเลย สำคัญ ตัวนี้สำคัญมากนะ เพราะงั้น ผู้รับภาระแต่น้อย เลี่ยงภาระมากนี่ สะสมอบายมุขในข้อเกียจคร้านการงาน ทีนี้ ผู้รู้สึกเบาภาระ แล้วขวนขวายเอาภาระมากขึ้นๆ เพราะงั้น เวลาเราทำงานหรือรับภาระอะไรก็ตามแต่ แล้วมันจะชำนาญ มันจะเบาภาระขึ้นเรื่อย หรือมีผู้มารับช่วงสอดซ้อนขึ้นมาเรื่อยๆ งานลงตัวขึ้นเรื่อยๆ เบาขึ้นเรื่อยๆ เราก็จะต้องขวนขวายหางานเพิ่มขึ้น หาภาระใส่ตัวเพิ่มขึ้น นี่คือคนเจริญๆๆแล้ว เจริญๆๆได้มากๆด้วย โดยที่ไม่บอกอีกทีหนึ่งย้อน โดยไม่หาทับถมตนจนเกินตนด้วยความโง่ หรือความมีกิเลสนะ อย่าไปหาเอามามาก เหมือนอย่างในวรรคที่ 2 หรือวรรคที่ 3 คือผู้ที่ภาระมากด้วยกิเลส หรือความโง่ นั่นน่ะเสื่อมแล้ว และก็เป็นทุกข์คือผู้หาความเสื่อม หรือผู้หาความทุกข์มาใส่ตน มาให้ตน เพราะงั้น ผู้ที่รู้สึกภาระเบาลงไป หรือเบาภาระลงไปได้แล้วก็จะ ขวนขวายเอาภาระมากขึ้น นั่นแหละคือ ผู้บรรลุธรรมเพิ่มขึ้นๆ เรื่อยๆ ผู้บรรลุธรรมจะเกิดญาณปัญญา ที่จริงจะเกิดสัตบุรุษ จะเกิดสัปปุริสธรรม 7 ขึ้นจริงๆ ชัดๆ ขึ้นเรื่อยๆ ผู้มีภาระมากขึ้นๆๆโดยธรรม โดยได้สัดส่วน โดยญาณปัญญา โดยความจริงใจ โดยความชัดแจ้ง คือผู้เจริญ ผู้เจริญขึ้นๆๆๆ เพราะงั้น การเพิ่มงานหรือการมีภาระเป็นงานมากขึ้นๆ มันจะมี มากขึ้นจริงๆ มันจะมีภาวะที่ซับซ้อนอีกทีหนึ่งก็ตรงที่ร่างกายแก่ อายุแก่ แต่แก่ก็จะมีภาระอีกชนิดหนึ่งที่เป็นภาระที่เบาลง ไม่ต้องใช้เรี่ยว แรง ไม่ได้ใช้สรีระมากนัก มันจะซ้อนเชิงๆ ลงไปเรื่อยๆๆ จนงานรู้สึกจะเบาขึ้น แต่จะมีสารัตถะหรือสาระสัจจะที่สูงขึ้น ลึกขึ้น คุณค่าวิเศษขึ้นเรื่อยๆ ความจริงแล้วมันก็ไม่ลดไม่ลดราคา หรือไม่ลดภาระนะแต่มันจะมี จำเป็นต้องหยุดไป แก่มากๆแล้ว ไปทำงานทำการ เอาภาระมันสมองก็เสื่อมแล้ว โดยจิตวิญญาณอาจจะอยากใช้งาน แต่ก็ทำไม่ได้ ก็ต้องลด และก็เป็นความจริงของสิ่งที่มันเกิดแก่ มันแก่ลงไปมันอะไรลงไป มันเสื่อม อวัยวะเสื่อมได้ ไอ้นี่เสื่อม ก็ทำได้พอควร แต่โดยค่าเฉลี่ยหรือโดยสัจจะแล้ว ผู้มีภาระมากขึ้นๆๆโดยธรรม คือผู้เจริญขึ้นๆ ทีนี้ข้อสุดท้าย ผู้ที่มีภาระมากแต่ไม่สับสนวุ่นวาย ไม่สับสนวุ่น วาย ทำอะไรก็ได้สัดได้ส่วน ได้อะไร ไม่ทำชกไอ้นั่น ทำไอ้นี่เลอะไอ้นี่ ทำไอ้นี่ไปค้านไปทะเลาะ ทำไอ้นี่ไปทำลายไอ้นี่ ไม่สับสน ไม่วุ่น วายและไม่หนักใจ ตัวท่านเองเป็นผู้มีภาระมากแต่ ไม่หนักใจ ไม่ทุกข์ ในภาระมากนั้นๆ ไม่หนักใจ ไม่ทุกข์ในภาระนั้นๆ นี่คือผู้เจริญขึ้นๆๆด้วยอินทรีย์ด้วยพละ ด้วยอินทรีย์พละแท้ อินทรีย์ 5 พละ 5 นั่นแหละ เพราะเจริญด้วยสัปปุริสธรรม 7 จริงๆ มีสัปปุริสธรรม 7 จริงๆ มันก็จะเป็นอย่างนี้จริงๆ จะเป็นผู้มีภาระมาก เอ้า! ทีนี้คุณคงเคยได้ยินนะในภาษาบาลีก็มี พาหุกรณียา พาหุกิจจา เขาว่าเป็นพวกฆราวาส พวกฆราวาสจะลาพระไป โอ้! เขามีคำสอนนะ เวลาจะลากลับ มาวัดมาวา เวลาจะลากลับ เขาก็จะสวด บทท่องอันนี้ อาตมาไม่เคยสวดหรอก ได้ยินมาทีหลัง ข้าพเจ้าเป็นผู้มีกิจมาก ธุระมาก ข้าพเจ้าขอลาไปก่อน มีภาระมาก มีกิจมาก ไอ้ภา ระมาก กิจมากของคนฆราวาส หรือปุถุชนอย่างนั้นน่ะ โดยกิเลสและความโง่อีกอย่างหนึ่ง ที่จริงลาไปน่ะ ไม่จริงหรอก ไม่ค่อยมีอะไรหรอก เสร็จแล้วไปนอนตีพุงทอดหุ่ยอยู่ที่บ้าน ฉันไม่อยากจะนั่งฟังธรรม ฉันไม่อยากจะอยู่นี่ รู้โกหกนั่นก็อย่างหนึ่ง อุตส่าห์พูดบาลีนะ ข้าพเจ้ามีกิจมากธุระมากเลยต้องไป ความจริงไม่มีหรอก ขี้เกียจ โก หก ถ้าไม่โกหกคุณมีกิจมากธุระมากจริงๆ เป็นฆราวาส หรือเป็นปุถุ ชนกิจมากธุระมาก กิจขี้หมูขี้หมาอะไร กิจสร้างบาปก็มีจริงๆนะ เขามีมากจริงๆ คนที่มีมากอย่างที่กล่าวนั่น ไม่ใช่หนีไปนอนนะ หลบหนีไปเที่ยวอะไรก็แล้วแต่เขา แต่มากล่าวว่า ฉันมีกิจมากธุระมาก ต่อให้ฆราวาสนั้นมีกิจมากธุระมากจริงก็ตาม ในกิจในภาระเหล่านั้น ต้องลึกซึ้งต้องละเอียดลออว่า กิจหรือภาระนั้นมันให้คุณหรือให้โทษ มันเป็นกุศลหรืออกุศล กิจนั้นเป็นกิจแค่กัลยาณชน หรือกิจถึงอาริยชนเชียว ป่วยการกล่าวไปไย ถึงกิจพวกอันธพาล กิจที่ไป กุหนา ลปนา ไปขี้โกง ไปหลอกลวง ไปตลบตะแลง เนมิตตกตา ฉันจะรีบไปมอบตนในทางผิด นิปเปสิกตา ฉันจะรีบไปหาลาภแลกลาภ และก็ต้องแลกอย่างได้เปรียบให้มากๆด้วย เสียเวลาฉันนะ นี่ซิดูฉันนี่ เสียเวลาฉันไปตั้งชั่วโมงหนึ่ง ชั่วโมงฉันเท่าไหร่รู้เปล่า ฉันลงทุนแค่ร้อยฉันจะได้ถึงหมื่นนะ คือเป็นภาวะของกิจของเขาสำเร็จ กิจของเขาประ สบผลสำเร็จ กิจของเขานี่ลงทุนร้อยได้ตั้งหมื่น ได้เปรียบขนาดนั้น แล้วมันไม่ขี้โกงและมันไม่หน้าเลือดหรือขนาดนั้น ถ้ารู้จักระบบ ทิศ ทางของระบบทุนนิยมดีแล้ว คุณฟังแล้วจะเข้าใจ เขาก็ถือว่าเป็นกิจของเขา กิจจำเป็น กิจสำคัญ เขาจะรีบไปเอาเปรียบให้ได้ เสียเวลาๆจะรวย พวกนี้รวยไม่เสร็จนี่ อีกชาติก็ไม่เสร็จ มันรวยไม่รู้เสร็จ มันขี้ตะกละตะกราม โลภมากไม่มีที่สิ้นสุดพวกนี้ เพราะฉะนั้น อาริยบุคคลนี่จะรู้ความรวย จะรู้เสร็จ แล้วก็จะไม่รวยด้วย แม้เขาจะมีสมรรถภาพ จะมีความสามารถที่จะรวย อาตมาเคยพูดนะถ้าอาตมาอยู่ทางโลกป่านนี้อาตมาก็คงจะมีเงินมีทองไม่ใช่น้อยเหมือนกัน ป่านนี้กิจการนี่นะ โอ๊! อาตมาคงทำ อาตมากำลังเริ่มต้นจะเปิดสำนักงานหัวใจสีชมพู อ้าว! จริง อาตมาตั้งชื่อสำนักงานไว้ แล้ว สำนักงานธุรกิจบันเทิงหัวใจสีชมพู ธุรกิจบันเทิงเดี๋ยวนี้นี่ มันหากินได้มาก ทันสมัยที่สุดแต่มันเป็นเรื่องของบาป พระพุทธเจ้าท่านว่า พวกร้องกินรำกินนี่หรือพวกบันเทิงเริงรมย์นี่ พวกนี้เป็นพวกนรก นรกชื่อปหาสะ แปลว่า ความร่าเริง ความเพลิด เพลิน นรกในเรื่องเพลิดเพลิน ความร่าเริง เอาความเพลิดเพลิน สนุก สนานพวกนี้ ปหาสะแปลว่า สนุกสนานเพลิดเพลิน เอาอันนี้มาหากินท่านเรียกว่านรกนะ คำว่านรกนี่ มันมีความหมายลึกซึ้ง มันเป็นเรื่องพาตกต่ำ มันฟ่าม มันหยาบ แล้วมันซ้อนเชิงขึ้นไปนี่ เต้นกินรำกินอะไรพวกนี้ ที่จริงอาตมาก็ทำ เดี๋ยวนี้ก็ยังเอามาผสมเลย เพราะมันไม่รู้จะทำยังไง เพราะสังคมมันเต็มไปด้วยยังงี้ เดี๋ยวนี้ตัวนรกตัวนี้เด่นมาก ราคาแพง คุณรู้ไหมใครได้ราคาแพง ใครมีรายได้มากที่สุดขณะนี้ปัจจุบันนี้ในอเมริกา ไมเคิล แจ๊คสัน ขณะนี้นะในอเมริกาเป็นผู้มีรายได้มากที่สุดขณะนี้ ไมเคิล แจ๊คสัน คือ นักร้องธรรมดานี่เอง เหมือนเบิร์ดนี่แหละ เดี๋ยวนี้นายเบิร์ดมีรายได้เท่าไรคิดดูซิ นายกสู้ไม่ได้ มันยิ่งใหญ่จริงๆนะ เพราะงั้น อาตมานี่ตั้งท่าเอาไว้แล้ว จะเปิดสำนักงานธุรกิจบัน เทิงหัวใจสีชมพู หวานจ๋อยเลย รับรองว่าไอ้ที่ว่าหวานแหวว สมัยนี้จะไม่หวานอ้วกเท่าอาตมาเลย จะเปิดทุกสาขาเลยอาตมากะเลยนะ ใจนี่ตั้งหมดทุกแผนกเลย ไม่ว่าจะเพลง การดนตรี ละครละเม็ง หนัง ทีวี วิดีโอ เอามันหมดแหละ ป่านนี้ โอ้โฮ! ไม่รู้กี่เครือข่ายนี่ ที่มาทำๆพวกนี้อาจจะไปเป็นบริวาร ไปทำมาหาตังค์อยู่ก็ได้ มานั่งง้องๆแง้งๆอยู่นี่ มานั่งแบกอยู่นี่ อาจจะไม่ได้มานั่งมาทำงานอยู่อย่างนี้นะ อาจจะไปอยู่ในเครือข่ายอาตมาอยู่แล้วป่านนี้ ถ้ามันเป็นพรรคพวกกัน มันก็ต้องไปหากันไปบ้าด้วยกัน ลงนรกก็ลงด้วยกัน ขึ้นสวรรค์ก็ขึ้นด้วยกัน แต่อาตมาปิดนรก ก็เลยไม่พากันลงนรก ก็เลยต้องพากันมาสวรรค์ อย่าเสียใจไปเลย ที่ไม่ได้รวย ถ้าไม่ยังงั้นก็ต้องไปรวยกันทางโน้น ที่ไม่ได้รวยน่ะอย่าเสียใจ อ้าว! จริงๆอาตมาทำแน่ เพราะงั้นเราเองถ้าเผื่อว่าเราจะไปเผลอไผล ไประเริงอย่างนั้น ไปหอบเอาภาระมาก เอาภาระอย่างนี้ เราก็ต้องรู้ว่ามันเป็นบาป เพราะงั้นจะบอกว่ากิจมากธุระมาก เสียเวลาหาเงินใช่ไหม นี่พูดสำนวนให้ฟัง แล้วมันเป็นอย่างงั้นจริงๆ แล้วบอกว่าเป็นคนมีกิจมากธุระมาก แต่กิจบาป ธุระบาป ไม่ไปเสียคุณยังไม่ได้บาป นี่พยายามเข้าใจถึงภาระ ถึงกิจของคน เพราะฉะนั้น ผู้ที่มีภาระมากแล้วเป็นภาระที่เป็นสารสัจจะ เป็น ภาระที่ไม่ได้เห็นแก่ตัว ไม่ได้เอามาบำเรอตัว ไม่ได้หักค่าด้วยลาภ ด้วยยศ ด้วยสรรเสริญ ด้วยโลกียสุข ไม่ได้ถูกหักค่าในสิ่งเหล่านี้เลย สร้างสรรกอรปก่ออยู่ เสียสละอยู่ และก็รู้สัดส่วนว่าเราทำมาก และรับมากยิ่งขึ้นๆๆ ผู้เจริญจริงๆจะรู้ตัวเองว่ามีภาระมากยิ่งขึ้นๆๆๆ พวกคุณ อาตมาว่าพวกคุณพูดจริงใจนะว่า อยากให้อาตมาพัก อย่ารบกวนเลย อาตมาว่าพวกคุณพูดจริงใจ และอาตมาไม่ใช่คุยโวโอ้อวดอะไร ภาระมาก ภาระตอนนี้ก็ขยายเครือข่าย ขยายกิจการ ขยายภาระออกไป ไม่ใช่อาตมารับภาระทีเดียว แต่ก็ต้องรับภาระ ที่จริงภาระของคุณไปทำ โรงสีที่ขอนแก่น คุณไปรับภาระนะ และคุณคิดว่าอาตมาเกี่ยวภาระด้วยไหม ต้องเอาภาระด้วยไหม นี่ตอนนี้เราจะเกิดสวนฟ้านาบุญกันแล้วนะ แล้วอาตมาก็จะต้องเอาภาระไหม จะต้องดูแล ต้องติดตาม ต้องศึกษาและจะต้องพยายามแนะนำ ตัว เองก็จะต้องรู้จริงเห็นจริง จะต้องเกิดสุตะของตัวเองด้วยนะ อาตมาก็ต้องมีสุตะเพิ่มขึ้นนะ ไม่มีสุตะเพิ่มขึ้น แล้วก็ไม่มีทุน เดี๋ยวก็เละกันใหญ่หรอก ต้องขวนขวายอยู่ในตัวบ้าง ต้องทำนะ ไม่ใช่ว่าให้พวกคุณไปทำงาน แล้วอาตมาก็ปล่อยมือคุณทุกอย่าง ไม่ใช่ เกี่ยวมากเกี่ยวน้อยก็แล้วแต่ ถ้าคุณรับภาระไปมาก อาตมาเองก็รับน้อยลง คุณชำนาญมาก อาตมาเองก็รับน้อยลงได้ ถ้าบอกว่าคุณรับเอาไปทำนะ คุณรับภาระไป แต่ทำยังไม่เป็นเลย ไม่ได้เรื่องเลย ภาระต้องตกหนักอยู่ที่อาตมามากกว่า มากขึ้นอยู่ ยิ่งทำไปแล้วยิ่งไม่ได้เรื่องเลย โอ๊ย! เราก็แบกใหญ่เข้าไปสิ เอ้า! ไปไม่รอดหยุดก่อนถ้าไปรอดแล้วค่อยต่อ เพราะงั้นถ้าเผื่อพวกคุณรับภาระไปเรื่อยๆๆๆ ภาระเราก็น้อยลง แล้วก็ได้กว้างขึ้น เอ้า! อันนี้เพลา ก็เพิ่มภาระ ขวนขวายหาภาระเพิ่มขึ้น อะไรจำเป็น อะไรสำคัญ จะแพร่จะขยายเพิ่มขึ้นเราก็จะทำ ยังงี้เป็นต้นนะ เพราะงั้นตัวท้ายที่บอกว่า ผู้ที่มีภาระมาก แต่ไม่สับสนวุ่นวาย ไม่หนักใจไม่ทุกข์ในภาระมากนั้นๆ ไม่สับสนนะ ภา ระมากๆที่คุณคิด ถ้าเผื่อว่าธรรมดาๆๆนี่มันน่าปวดหัวนะ มีผู้ที่เขากำลังทำวิทยานิพนธ์ ด็อกเตอร์ไปสัมภาษณ์อาตมา เขาบอกว่า เห็นท่านรับงานแล้วนี่ ท่านทำยังไงนะ มันถึงไม่สับสน มันถึงไม่วุ่นวาย ท่านจัดเวลายังไง วันหนึ่งก็ 24 ชั่วโมง เท่ากันกับทุกๆคน ได้ยินว่าท่านก็ต้องนั่งตรวจวิดีโอนี่ เอามาให้นั่งดูนี่ ให้ทันการยังงี้นะ ซึ่งจริงๆตรวจวิดีโอนี่ บางที 3 เรื่องยังไม่ได้เรื่องมาให้คุณดูเลย บางทีนี่ 5 เรื่องยังไม่ได้เรื่องเอามาให้คุณดูเลยนะ แล้วต้องนั่งดู ก็เหมือนคุณดู คุณใช้เวลา 2 ชั่วโมง และดูจุเสียด้วยนะ คุณดูทุกวันไม่มีวันเว้นเลย บางทีบางวันอาตมาไม่ได้ดูนะ ไม่ได้เช็คนะ วิดีโอนี่ บางทีต้องทำงานโน่นทำงานนี่ ก็ไม่ได้เช็คไม่ดูทุกวันเหมือนกัน พวกคุณมีกิจวัตรประจำเลยนะ มี routine เลยนะ 6 โมงทะแล่นแท่นแทน เดี๋ยวเปิดมาแล้ว คนก็ดู เอ้า! เย็นพอถึงเวลาก็ไป คุณก็ดูติดต่อกันไปวันละ 2 ชั่วโมงๆๆ อาตมา ถึงแม้อาตมาจะดูวันละ 2 ชั่วโมง แต่ 3 เรื่องก็ได้เรื่องหนึ่ง 5 เรื่องอาตมาก็ได้เรื่องหนึ่ง ก็เท่า กับอาตมาดู 6 ชั่วโมงได้ 1 เรื่อง แล้วมันจะไปทันกันหรือ อาตมาดู 6 ชั่วโมงถึงทันคุณเรื่องหนึ่ง คุณดู 2 ชั่วโมงเท่ากับอาตมาดู 6 ชั่วโมงเพื่อคุณใช่ไหม แค่นี้ อาตมาก็ต้องมีเวลามากกว่าคุณแล้ว เขาถึง สงสัยว่า ได้ข่าวว่าท่านเซ็นเซอร์วิดีโอก่อนแล้วถึงให้ดูกัน ท่านเอาเวลาที่ไหนไปทำ บริหา
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive