340421 เอาให้แน่...ทรัพย์แท้ของมนุษย์ โดย พ่อท่านโพธิรักษ์ ณ พุทธสถานสันติอโศก .docx
เนื้อหาในไฟล์
.pl34 .lh15 .op .fo # (เอาให้แน่...ทรัพย์แท้ของมนุษย์ / FILE:1465A.TAP) เอาให้แน่...ทรัพย์แท้ของมนุษย์
โดย พ่อท่านโพธิรักษ์ เมื่อ วันที่ 21 เมษายน 2534 ณ พุทธสถานสันติอโศก
เจริญธรรมญาติโยมผู้ใฝ่ในสัจธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลาย วันนี้อาตมาก็ยังตั้งใจที่จะเทศน์ เรื่อง ทรัพย์แท้ของมนุษย์อีกอยู่นั่นเอง แต่จะพยายามเจาะลึกลงไป ให้เห็นถึงนามธรรมให้จริงๆจังๆ เท่าที่อาตมาจะมี ความสามารถในการจะสื่อภาษา ให้หยั่งลึกเข้าไปถึงสภาวะธรรม ที่เป็นนาม ธรรมนั้นๆได้ ก็อยากจะเติมอีกหน่อย สำหรับวันนี้ จะเติมสำคัญลงไปตรงที่คำว่า"สงบ" คำว่าสงบ หรือ ความสงบนี่เรายังเข้าใจกันไม่ได้อยู่ทุกวันนี้นี่ แล้วก็ไปเข้าใจเอาสภาพของภาวะ ตื้นๆเป็นความสงบ ยังเข้าใจถึงปรมัตถสัจจะ ที่เรียกว่าความสงบยังไม่มั่น วันนี้ ก็คิดว่าจะขยายเติม ซึ่งมันเป็นตัวสำคัญของสภาวะที่สุด แม้การจาคะ การสละ การปล่อยวาง การสละออกนั่นแหละ จาคะก็คือสละ หรือเสียสละออกหมด แม้ กระทั่งตัวตนนี้ สละได้จริงแล้ว วางได้จริง ปล่อยได้จริง ตราบที่เรายังมีชีวิต อยู่ ยังมีรูปนามขันธ์ 5 สละแล้ว มันก็เป็นนามธรรม แต่เราก็ยังมีตัวมีตน ยังมีร่างกาย มี ชีวิต ส่วนการสละนั้น เป็นเรื่องของอาการ อาการ กิริยาของจิตที่เราปล่อยวางจริงในจิตของเราแต่ละคน ซึ่งไม่มีใครรู้ได้ด้วยใคร ใครไม่สามารถที่จะไปมองของใคร ไปรู้ของใครได้ พระพุทธเจ้าท่านก็ตรัสว่า อะหะเมตังนะชานามิ อะหะเมตังนะปัสสามีติ ไม่มีใครรู้ ไม่มีใครเห็นด้วย ผู้รู้ ผู้เห็น ก็คือตนเองเท่านั้น ไม่มีใครรู้ใครเห็นได้ด้วยใคร ไม่มีผู้ใดรู้เห็นได้ ด้วยเธอ ต้องเห็นของตนๆ เป็นปัจจัตตังเวทิตัพโพวิญญูหิ ของตนรู้ตนเอง เห็น ของตนเอง เราจะหลง หรือว่าเราจะรู้ด้วยปัญญ
อ่านต่อ
าญาณที่ชัดแท้ มันก็เป็นเรื่อง ของเราเหมือนกัน อาตมาได้เทศน์ ได้ย้ำเรื่องนี้มาอย่างสำคัญ แล้วก็คิดว่าจะต้องเรียบ เรียงทำเป็นหนังสือเหมือนกัน เรื่องของทรัพย์แท้ของมนุษย์นี่ อาตมาเห็นว่าสำคัญ เพราะว่าสังคมทุกวันนี้ มนุษยชาติทุกวันนี้ ไม่เชื่อกรรม ไม่เชื่อวิบาก ไม่เชื่อจริงๆ ไม่เชื่อบุญ ไม่เชื่อบาป ไม่เชื่อว่า บุญบาปมีจริง โดยเฉพาะศาสนา พุทธเรา มีสังสารวัฏ มีการเกิด เวียนเกิด เวียนตาย ถ้าผู้ใดยัง ไม่ปรินิพพานยังไม่ถึงขั้นเป็นพระอรหันต์แท้ หรือเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอย่าง สมบูรณ์ที่จะปรินิพพานไปแล้ว ไม่มีสูญ มันยังจะวนเวียน มีการเกิดอีก จะหมุน เวียนหมุนเวียน เวียนเกิดเวียนตายตามวิบาก ตามวิบากกรรม ผู้ใดทำดี ทำชั่ว กรรมเป็นของๆตน วันนี้ก็ขอกล่าวถึงคำว่า"กรรม" กัมมัสโกมหิ กัมมทายาโท กัมมโยนิ กัมมพันธุ กัมมปฏิสรโณ หรือกัมมังสัตเตวิภัชตินี่ เป็นภาษาบาลีทั้งนั้น กัมมัสโกมหิ หรือกัมมัสกตา คือกรรมเป็นของๆตน ที่พูดกันอย่างสูงๆเลิศๆยอดๆ ว่า อะไรๆก็ไม่ใช่ของตัวของตนนั่นแหละ มันเป็นที่สุดแห่งที่สุดของปรินิพพาน พระพุทธเจ้าท่านพิสูจน์แล้วว่า ปรินิพพานมีจริง คือสูญหมดเลย เมื่ออนุ ปาทิเสสนิพพานธาตุ เมื่อตาย อย่างพระอรหันต์เจ้าตรัสรู้เป็นพระอรหันต์แล้ว แล้วก็ท่านก็ปล่อยร่าง ปล่อยขันธ์ เมื่อท่านตายลง ตายแล้ว ทุกอย่างก็ไม่มี อะไรเป็นของตัวของตน ไม่มีอะไรเป็นของใคร แม้แต่กรรม แม้แต่วิบาก ก็สลายเกลี้ยง เลิก เลิกกันน่ะ ถึงขั้นสุดปรินิพพานจริงๆ แต่เมื่อยังไม่ ถึงปรินิพพานนะ เป็นพระอรหันต์เจ้า หรือแม้แต่ในร่างของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่ยังมีรูปนามขันธ์ขันธ์ 5 ยังมีชีวิตอยู่ ก็ยังมีของตัวของตน กรรมก็ยังมีผล วิบากยังมีผล อย่างพระพุทธเจ้านี่ ท่านตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าแล้วน่ะนะ ในสมัย ที่เป็นเจ้าชายสิทธัตถะแล้วก็มาตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า ยังมีชีวิตอยู่ ยังมีพระ ชนม์ชีพ ท่านก็ยังได้รับอกุศลวิบากตามมาทันเลย ยังถูกพระเทวทัต กลิ้งหินลงมา ทับพระบาทห้อเลือด ซึ่งพระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสเล่าให้พระสาวกฟังว่า เพราะ กรรมวิบากอะไร ถึงจะต้องถูกพระเทวทัตกลิ้งหินลงมาทับพระบาทห้อเลือด ท่านก็เล่าให้ฟังว่า กรรมตั้งแต่ปางก่อนๆที่ท่านได้ฆ่าน้องชาย ตั้งแต่ ชาติปางก่อน ท่านได้ฆ่าน้องชายของท่าน น้องชายต่างมารดา แล้วก็ท่านได้ฆ่า อยู่ในถ้ำ เข้าไปในถ้ำแล้วท่านก็เอาหินทุ่ม ฆ่าน้องชายตาย เป็นกรรมอันหนัก แล้วอกุศลกรรมอันนั้น ยังเป็นวิบากติดต่อมาจนกระทั่ง แม้ตรัสรู้เป็นสัมมาสัม พุทธเจ้าแล้วก็ยังไม่พ้นวิบากกรรม ในขณะที่ยังมีร่างกาย ยังไม่ได้อนุปาทิเสสนิพพาน ธาตุ ยังไม่ได้ตาย ยังไม่ได้สลายธาตุทั้งหมดน่ะ แต่ว่ามีสอุปาทิเสสนิพพานแล้ว คือได้บรรลุเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว เป็นนิพพานในรอบของจิตวิญญาณนี่แล้ว แต่ว่าร่างกายยังไม่ตาย นี่ต้องศึกษากันดีๆ อันนี้พูดถึงตัวยอดๆเสียก่อน เดี๋ยวถ้าใครที่ฟังยังไม่ค่อยเข้าใจก็ตั้งใจฟังดีๆ อย่าหรี่อย่าหลับก็แล้วกัน มันยากๆเหมือน กันน่ะนะ ก็ยังมีกรรมมีวิบาก มาถึงเราอยู่ตลอดเวลา ตราบใดที่ยังไม่สูญสลาย อย่างสนิทที่เรียกว่าปรินิพพาน ปรินิพพานคือหมายความว่า นิพพานรอบ รอบสุด เลย เลิกกันทุกสิ่งทุกอย่าง มีอยู่ 2 คนเท่านั้น ที่ปรินิพพานคือพระอรหันต์เจ้าที่ ไม่ต่อภพต่อภูมิอะไรอีกจริงๆ กับพระสัมมาสัมมาพุทธเจ้า มีอยู่ 2 คนเท่านั้นน่ะ ที่ปรินิพพาน แล้วสูญเลย เลิก อันนี้ถือว่าอะไรๆก็ไม่เป็นตัวเป็นตน อะไรก็ไม่ ใช่ของตัวของตนนั่นจริง แต่ถ้าเผื่อว่ายังไม่ถึงขั้นปรินิพพานอยู่ตราบใดแล้วไซร้ กรรม ยังเป็นของๆตน วิบากยังเป็นของๆตน กรรม!กัมมัสสกตายังเป็นของๆตน เพราะฉะนั้น ตราบที่เรายังไม่ถึงขั้นเป็นพระอรหันต์แล้ว อย่ามาพูด ให้เหม็นขี้ฟันเลยว่า อะไรก็ไม่ใช่ของตัวของตน ไอ้นั่นมันตรรกศาสตร์ ไอ้นั่นมัน ความรอบรู้ ใครก็เข้าใจ ฟังเหตุผลก็เข้าใจ ด้วยเหตุผลของมันว่าอย่างนั้นน่ะ เป็นภาษา เป็นตรรกศาสตร์ เป็นเหตุเป็นผล ความหมายของเหตุผล เป็นลอยิคอล ไม่มีปัญหาเลย เราเข้าใจอย่างนั้นน่ะ ความหมายของมัน แต่ เป็นความหมาย ผู้ที่ถึงจริง เป็นจริงเท่านั้น และเป็นผู้ที่ปรินิพพานจริงเท่านั้น จึงจะไม่มีอะไรเป็นของตัวของตน ไม่มีอะไรเป็นตัวเป็นตนทั้งหมด ใครยังไม่ถึง ขั้นปรินิพพาน คือเป็นผู้ที่เป็นอรหันต์สุด แล้วก็ตัดภพชาติ แล้วตายด้วย สิ้นชีพ ตักษัยลงไปด้วย สิ้นชีวิตลงไปด้วย จึงจะไม่มีอะไรเป็นตัวเป็นตน ไม่มีอะไรเป็น ของตัวของตนอย่างจริงจัง ฟังดีๆนะ เดี๋ยวนี้มันสับสน เอาหัวเป็นต้น เอาต้น เป็นกลางเป็นปลาย ไม่มีลำดับกัน แล้วก็ปฏิบัติธรรมไม่ได้มรรคได้ผล ไม่ได้ ความจริง ทีนี้ ที่อาตมาต้องเน้นตรงนี้ที่ว่า เราจะต้องเห็นว่าเรื่องของกรรมนี่ เป็นเรื่องสำคัญ ขนาดพระพุทธเจ้าที่อาตมายกตัวอย่างให้ฟังแล้วว่า ตรัสรู้เป็น พระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วยังมีวิบาก พระโมคคัลลานะเป็นพระอรหันต์นะ ในปางที่ ท่าน ปางสมัยพระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้ว พระโมคคัลลานะซึ่งเป็นอัครสาวกเบื้องซ้าย มีอิทธิฤทธิ์ อิทธิเดชเก่งนะ ท่านก็บรรลุอรหันต์ บรรลุอรหันต์แล้ว เป็นสอุปาทิเสสนิพพานแล้ว แต่ยังไม่ตาย ในขณะที่ท่านยังไม่ตายนี่ ท่านก็ยัง กรรมวิบาก ยังตามท่านมา ท่านจะต้องมาถูกเขาฆ่า ฆ่าแล้วฆ่าอีก ท่านก็เก่ง ทางอิทธิฤทธิ์ ท่านก็ฟื้นตัวขึ้นมาเขาก็ฆ่าอีก ฆ่าจนตายไปตั้งหลายที จนท่านระลึก ถึงกรรม ระลึกถึงวิบาก ก็ถึงได้รู้ว่าตัวเองนี่ เคยฆ่าพ่อ ฆ่าแม่มา ในชาติหนึ่ง เคยฆ่าพ่อ ฆ่าแม่มา ตอนนนั้นชาติปางนั้น ท่านก็เล่ามีคนเล่ากันนะว่า ท่านเองน่ะ พ่อแม่ท่านตาบอดในปางนั้ตน แล้วท่านก็พาพ่อแม่ไปฆ่าในป่า พระโมคคัลลานะ แล้วกรรมวิบากอนันตริยกรรมอันนั้นน่ะ มาตามถึงในปางที่ท่าน เป็นพระอรหันต์ ในระดับอัครสาวกเบื้องซ้ายด้วยซ้ำ ไม่ได้หมายความว่าอกุศล กรรมนี่จะหมด พระอรหันต์ยังไม่หมดร่างขันธ์ ยังหมดวิบาก ยัง ยังมีอกุศลตาม ทัน และมีกุศลด้วย กุศลก็ได้อาศัย อกุศลก็ตามทันมาให้เป็นทุกข์เป็นร้อนเหมือน กัน ถ้ายังไม่ปรินิพพานตายสิ้น หมดภพ หมดชาติจริงๆแล้ว ยังมีกรรมเป็นของๆตน ยังมีวิบากตามาถึงตนอยู่ตลอดเวลา อย่าไปเข้าใจอะไรด้วนๆสั้นๆผิดๆเพี้ยนๆไม่ได้ ระดับฟังให้ดีๆ เพราะฉะนั้นกรรมนี่แหละ เป็นเครื่องอาศัย กัมมปฏิสรโณ ที่อาตมา พูดไปแล้วเมื่อกี้นี้ กรรมน่ะ เป็นของๆตน เป็นของๆเรา เราทำดี ดีเป็นเรา เป็นของเรา บันทึกไว้ ไม่มีใครโกง โกงไม่ได้ ตกน้ำไม่ไหล ตกไฟไม่ไหม้ ไม่มีใครโกง ไม่มีใครหลอกลวงเอาของกันและกันไปได้ ไม่มี คุณจะคิดชั่วนิด หนึ่งก็บันทึกไว้นิดนึง จะหนัก จะเน้น หรือจะอ่อน จะเบา จะจาง มันก็เท่าความ จริงที่คุณเกิดกิริยาอันนั้น กิริยาของจิต กิริยาของวาจา กิริยาของกาย เป็น กรรม เป็นกรรมกิริยาทั้งนั้น เกิดจริง เป็นจริง อันนี้แหละ เป็นสมบัติ อันนี้ แหละ เป็นทรัพย์ เป็นของที่จะได้ไป คุณคิดชั่วก็สั่งสมชั่ว คุณคิดดีก็สั่งสมดี คุณ คิดสุจริตก็สั่งสมสุจริต คิดทุจริตก็สั่งสมทุจริต เราคิดทุจริต ไปโกงเขา โกง เขา คุณได้เงินนะ คุณได้เงิน นี่ก็ซ้ำ อาตมาก็พูดซ้ำซากนี่ได้เงิน อาจโกง เขามากๆ คิดทุจริตได้เงินมากๆ ฉลาดด้วยนะ ฉลาดโกงเขา ตำรวจก็จับไม่ ได้ ใครก็จับไม่ได้ด้วย รอดตัว มีเงินสะสมมากมาย แต่ทุจริตนั้นน่ะ ไปเที่ยว ได้โกง ไปเที่ยวได้หลอก เอาความฉลาดน่ะ ไปทำอย่างนั้น รอดตัวจริง แต่ กรรมนั้น เป็นทุจริต กรรมนั้นเป็นอกุศล กรรมนั้นเป็นบาป ขณะนี้คุณได้เงิน คุณมีเงิน แต่ตายแล้ว คุณเอาเงินไปด้วยไหม? ได้เงินไปด้วยไหม? ไม่ได้ แต่กรรมที่เป็นบาปนั้น ไปด้วยไหม? ฟังให้ชัดนะ นั่นแหละ เป็นของที่จะติดตาม คุณไปจนกว่าจะปรินิพพาน นั่นแหละทรัพย์แท้ของมนุษย์ ทรัพย์ชั่วด้วย ทรัพย์ที่เป็น อกุศล เป็นบาป เป็นทุจริตด้วยชั่วด้วย นั่นแหละแท้ ถ้าคุณศึกษาศาสนาพุทธไม่เข้าใจ ไม่ซึ้งในกรรมนะ คุณจะไม่มีกำลัง ใจทำดีทำจริงเลย คุณจะทำแต่ชั่ว ทำดีหรือทำชั่ว ลับหลัง ต่อหน้า มันก็เป็นกรรมของเรา กัมมัสโกมหิ กัมมัสกตา เป็นของๆตน ไม่มีใครโกง ไม่มีใคร จะเอาไปเที่ยวได้หลอกใครได้ โดยสัจจะ ไอ้ที่พูดว่ามีนายสุวาน มีนายสุวรรณ นายสุวานนี่แปลว่าหมา สุวรรณแปลว่าทอง นายสุวานจดลงไปในหนังหมา นาย สุวรรณจดลงไปในแผ่นทองคำ ไอ้นั่นก็พูดเป็นรูปธรรม ที่จริงมันไม่ต้องจดหรอก กรรมใดเกิดปุ๊บ ก็เห็นปั๊บทันทีทันใด ทันทีของตัวมันเองเลย ไม่ต้องรอเวลาด้วย มันเป็นของๆตนโดยปัจจุบันนั้นทันทีทันใด ไม่ต้องรอเวลาว่า เขาลืมจด หรือว่า รอเวลาอีก 3 นาทีค่อยจด อีก 5 นาทีค่อยจด ถึงจะเป็นเรา หรือต้องรอตรวจ น้ำเสียก่อน ถึงจะเป็นของเรา นี่ ทำบุญนะทำกุศล พอทำเสร็จแล้ว อ้าว!โยมตรวจน้ำนะ ถ้าไม่ตรวจน้ำแล้วจะไม่ได้บุญไม่ได้กุศล ไม่จริงหรอก ไม่ต้องรอตรวจน้ำ ไม่ต้องรอพระให้พร ถ้าทำสิ่งที่เป็นพรเป็นของประเสริฐ เป็นของเรา ถ้าเราทำ ถ้าเราทำความชั่ว ไม่ใช่ความประเสริฐ ไม่ต้องรอ ตรวจน้ำ ไม่ต้องรอสวดพร มันก็เป็นของเรา ทำชั่วก็เป็นของเรา ทำดีก็เป็น ของเรา ไม่ต้องรอใครสวด ใครมาให้พร ไม่ให้พรอะไรหรอก ไม่ต้องรอ เป็นของมันทันทีทันใด ในที่ลับ ในที่แจ้ง ในที่เปิดเผย หรือในที่สว่าง ในที่ปก ปิดที่ไหนก็แล้วแต่ ขอให้เป็นกรรมเถอะ แม้เราคิดนี่ มันอยู่ในตัวเรานี่ ใครจะ มาล่วงรู้ได้ง่ายๆ มันเป็นกรรมของเรา นี่คิดชั่วเดี๋ยวนี้ มันก็อยู่ในใจของเรา มันก็เป็นกรรมแล้ว สั่งสมลงในวิบากแล้ว เป็นกรรม เป็นวิบากแล้ว จะเบา จะแรง จะแน่นจะหนัก หรือว่าจะผิวเผินขนาดไหนก็ตามใจ มันก็ตามกิริยาของ กรรมนั้นๆทั้งนั้น อาตมาจะเน้นเรื่องนี้มากยิ่งขึ้น เพราะว่าคนทุกวันนี้ เมื่อไม่เชื่อ กรรม ไม่เชื่อวิบากแล้ว ก็ทำชั่วกันโดยประมาท แล้วก็คิดว่าชีวิตนี่ ชาติเดียวก็ หมดสิ้น พอตาย ชาตินี้ตาย หมด ไม่มีอะไรเหลือ เป็นอุจเฉททิฐิ เป็นการ เข้าใจอย่างอุจเฉทิฐิ ท่านเรียกอุจเฉทิฐิ คือตายแล้วสูญ เชื่อว่าเอ้อตายแล้วก็ เลิกกัน ตายแล้วก็จะไปมีอะไร ไม่มีอะไรหรอก สูญ เลิก อุจเฉทิฐิแบบนี้ คน ทำบาปได้เก่ง เดี๋ยวนี้ มากขึ้นแล้วคน ไม่เชื่อ ก็มันไม่รู้นี่ ชาติหน้า ใครจะ ไปรู้ เป็นอะไรอย่างไงๆ ก็คิดว่า มันไม่มีอะไร ศาสนาพุทธ มาสอนๆๆๆๆว่า ชาติหน้า ระลึกชาติได้ มีโน่น มีนี่ มีกรรม มีวิบากอะไรต่ออะไรต่างๆนานา ไม่เชื่อ ไม่เชื่อจริงๆเลย อาตมาก็เห็นใจ๊ เห็นใจนะก็เข้าใจอยู่เหมือนกันว่า เขาไม่รู้จริงๆ เขาเข้าใจอย่างนั้นจริงๆเลยนะ เขาไม่เชื่อจริงๆ เขาเห็นว่ามัน เป็นเรื่องไร้สาระด้วยซ้ำ สมัยนี้ วิทยาศาสตร์ต้องจับต้องได้ เป็นตัว เป็นตน เป็นชิ้น เป็นอันนะ เป็นวัตถุรูป เขาถึงจะเชื่อ นามธรรมนี่ มันไม่มีวัตถุรูปนี่ มันสัมผัสได้ยากด้วย แล้วก็ไม่อุตสาหะวิริยะที่จะมาพากเพียร เพราะศรัทธา เอ้า ทีนี้ก็เข้าสู่ทรัพย์ ทรัพย์ของมนุษย์นี่ จำง่ายๆก่อน 4 ตัว ศรัทธา ศีล จาคะ ปัญญา นี่เป็นทรัพย์ ตัวหลักๆเลย ศรัทธา ศีล จาคะ ปัญญา ที่จริงมี 7 ตัว อีก 3 ตัว คือ หิริ โอตตัปปะ และสุตะ หรือพหูสูตรเต็มๆก็ได้ เรียก พหูสูตร ความรอบรู้ อก 3 ตัวนั้น น่ะ เอาแทรกเข้าตรงกลางระหว่างศรัทธา ศีล จาคะ ปัญญานี่ เอา 3 ตัว มาแทรกตรงกลางเข้า ก็จะเป็น 7 แล้วจำง่าย ด้วย จำหัว 2 หาง 2 กลาง 3 มาแทรกตรงกลางเข้า ก็จะเป็น 7 แล้วจำ ง่ายด้วย จำหัว 2 หาง 2 กลาง 3 จำง่าย วิธีจำนี่ถ้าไปไล่เรียงนี่บางทีมัน สับสน โอ้โฮ. ยากกว่าจะจำ แล้วมันไล่เรียงยังไง มันจำยาก แต่จำอย่างนี้มัน ง่าย จำ 2 จำ 3 แค่นี้สบาย 2 สบาย 2 มีศรัทธา กับศีล หางก็มี 2 จาคะกับปัญญา กลาง สอดไส้ กลางนี่ หิริ โอตตัปปะ สุตะ หรือพหูสูตร 3 ตัว หิริโอตตัปปะสุตะ นี่เป็นตัวเสริม เป็นคุณธรรม เป็นภูมิธรรมของมนุษย์ที่จะเสริม ขึ้นมา ท่านเรียกว่าเทวธรรม เทวดา เทวดานี่ ไม่ใช่ว่าจิตวิญญาณลอยตุ๊บป่องๆ โน่นแน่ะ ถ้าเป็นเทวดาผู้หญิงก็ใส่ชฎาด้วย มีสังวาลด้วย แต่ไม่ใส่เสื้อที่เขาวาด ไว้ตามผนังวัดว่าอาราม แหม เทวดาโป๊น่ะ ส่วนมากไม่ใส่เสื้อด้วยนะ แต่ มีสังวาลด้วยนะ มีเครื่องประดับตกแต่ง แต่ไม่ใส่เสื้อ แหม.เทวดานี่โป๊ทั้งนั้น เลย ศิลปินนี่ก็ช่างวาด มันไม่ใช่อย่างนั้นหรอก เทวดา จิตวิญญาณ จะเป็นผี นรก หรือเป็นเทวดา ก็คือตัวจิตวิญญาณในร่างกายนี่ ในตัวเรานี่ มีจิตวิญญาณ ของเรา ประเสริฐ เกิดดี เกิดเจริญ เรียกว่าจิตวิญญาณเทวดา ถ้าจิตมันตก ต่ำ จิตมันเลว จิตมันชั่ว มีกิเลสเข้า โลภ โกรธ หลงนี่ มันเข้าไปเรื่อยๆนั่น แหละ ก็ตกต่ำ เกิดต่ำ เกิดชั่ว เรียกว่านรก ต่ำ ไม่ใช่ชี้ลงไปแผ่นดิน แล้ว ก็ว่านรกอยู่ใต้ดิน สูงก็ชี้ขึ้นไปบนฟ้านั่น แล้วก็บอกว่านั่นแหละสวรรค์อยู่บนฟ้า ไม่ ใช่ นั่นเป็นการเปรียบเทียบ เป็นการชี้ให้เห็นค่าของมัน ต่ำ สูง หรือว่าชั่ว ดี อะไรเท่านั้นเอง ความจริงก็คือค่าของจิตวิญญาณ จิตวิญญาณตกต่ำก็เป็นนรก เป็นอบาย เป็นควาวมไม่เจริญ ถ้าจิตวิญญาณสูง เกิดจริง เป็นจริงแล้ว มันเกิด เรียกว่า โอปปาติกะ จิตนี่ มันเกิดได้ เกิดเป็นผีก็ได้ เกิดเป็นเทวดาก็ได้ แล้วต้องเกิดจริง มันมีเกิดจริง กับเกิดปลอม เกิดปลอมนี่ก็คือสมมุติเทพ เป็นเทวดา เทพ ก็เทวดา เทวดาสมมุติ นี่เกิดปลอม ทุกวันนี้ปุถุชนนี่เป็นสมมุติเทพ เป็นเทวดา ปลอมทั้งนั้น ขึ้นสวรรค์ ก็สวรรค์ปลอม ได้เสพอร่อย สุข อร่อย หอฮ้อ อยากได้ เงิน ได้เงินมาสมใจ ห้อฮ้อ อยากได้ยศ พอได้ยศ สมใจหอฮ้อ สุขขึ้นสวรรค์ หอฮ้อ แต่เดี๋ยวลงนรกใหม่ อยากได้อีก แย่งชิงกันอีก นั่นแหละขึ้นนรก ลงสวรรค์ ขึ้นนรก ลงสวรรค์ไม่รู้แล้ว แต่อุบัติเทพ หรือเทวดาเกิดจริงๆ ในจิต วิญญาณนี่ มาละกิเลสออก มันอยากได้ลาภ ลดกิเลสอยาก มันอยากได้ยศ ลด กิเลสอยากได้ยศ มันอยากได้อะไร มันเป็นตัวกิเลส ต้องอ่านกิเลส แล้วก็มีวิธีลด กิเลสได้จริง ลดกิเลสได้จริงนั่นแหละ ลดได้ชั่วคราว ก็เกิดชั่วคราว ลดได้ถาวร เป็นสมาธิตั้งมั่น จนเป็นฐีติ จนเป็นของแข็งแรง จนเป็นของถาวร เป็นนิยตะ เรียกว่าเที่ยงแท้ จนกระทั่งจิตนี่ ไม่มีกิเลสเลย กิเลสตายสนิทเลย ดับสนิท นี่ แหละคือนิโรธ นิพพาน กิเลสดับสนิท กิเลสตาย ไม่เกิดอีก เราต้องรู้ว่ากิเลส ลักษณะอาการอย่างไร แล้วตัวที่มันตาย กิเลสตาย ของเรานี่ กิเลสของเราตาย ตายอย่างไร ตายแล้ว ไม่เกิดอีกนี่ รู้อาการลิงคะ นิมิต เรียกว่ารู้รูปนามของมัน รู้เลยว่า อาการของมัน เครื่องหมายให้รู้ต้องอ่าน เราใช้ญาณอ่านของเราเองนะ อาตมาจี้ไปตรงนี้ กิเลสมันก็ไม่ได้อยู่ตรงนี้ จิตมันก็ ไม่ได้อยู่ตรงนี้ มันไม่ได้อยู่ที่ปลายผม มันไม่ได้อยู่ที่ฝ่าเท้า มันไม่ได้อยู่ที่ตรงปอด ตับ หัวใจ ไอ้เครื่องเป็นสรีระ องคาพยพของสรีระนี่ มันไม่ใช่ มันอยู่ในร่างกายเรานี่ แหละ เป็นความรู้สึก เป็นความรู้สึก แล้วก็เป็นสภาพที่เกิดจริง เป็นจริงด้วย คือ เราก็ต้องยอมรับถ้ามันเป็นกิเลสแล้วบางทีเราสู้มันไม่ได้ กิเลสนี่ มันจะเอานี่บางที มันแรง เราสู้มันไม่ได้ เราเป็นทาสมันหนะ เราไม่อยู่เหนือมัน โลกุตระนี่คือเหนือ มัน เหนือกิเลสนั้นจริงๆ จิตที่เป็นโลกุตรจิตนี่เหนือมัน เหนือมันจนกระทั่งสามารถฆ่า มันตายเลย ตายแล้วล่ะ นิโรธเลยดับสนิท นี่แหละเรียกว่านิพพาน จิตตายนี่ไม่ เกี่ยวหรอก ไอ้ร่างกายตาย ไม่ตาย จะเกี่ยวก็ต่อเมื่อปรินิพพาน ปรินิพพาน ร่างกายตายนี่แล้วไม่หยั่งลงสู่ครรภ์อีก หมด ตัด สันตติสังสารวัฏหมด ไอ้อย่าง นั้นน่ะ ปรินิพพาน ถ้ายังไม่ปรินิพพาน ก็ยังตายแล้ว ก็ยังมีวิบากกรรมต่อ เกิด หมุนเวียนนี่ เรื่องของศาสนาพุทธเป็นอย่างนี้ เพราะฉะนั้น ถ้าเผื่อว่าเราอ่านพวกนี้ไม่ชัด รู้พวกนี้ไม่จริงแล้ว เราก็ ประมาท ทุกวันนี้คนไม่รู้สวรรค์ สวรรค็์จริงก็ไม่รู้ สวรรค์ลวงก็ไม่รู้ สมมุติเทพ นี่ เป็นเทวดาลวง อุบัติเทพนี่เป็นเทวดาจริง จริงคือลดกิเลสได้ถูกตัว เกิดค่อยๆเกิด ลดกิเลสได้เรื่อยๆ เป็นโสดาคุณ สกิทาคามีคุณ อนาคามีคุณ อรหัตคุณ อรหัตหมาย ความว่าจบ กิเลสดับสนิท กิเลสขนาดไหนก็ตาม กิเลสเรื่องไหนก็ตาม อาตมาเคย แบ่งให้พวกเราทำ แม้แต่แค่ไปดูดยาติดยากินเหล้า ดื่มเหล้า ติดการพนัน อบาย มุขต่างๆ เรื่องผู้หญิง ก็ไปติดไอ้ของที่เขาหลอกแต่งเนื้อแต่งตัวอะไรต่างๆนานา สารพัด สาระเพ เดี๋ยวนี้จัดจ้านยังกะอะไรดี เดี๋ยวนี้ผู้ชายก็จัดจ้าน โอ้โฮ ขนาดหนัก นี่ ดูนายเบริ์ดตอนนี้สิ นายเบิร์ด โอ้โฮ เอาอะไรต่ออะไรแต่งเข้า ไป บ้ากันใหญ่แล้ว นั่นแหละเดี๋ยวนี้สังคมเขาไปอย่างนั้น มันก็หลอกขายกันเป็น ธุรกิจ เป็นเรื่องของความวุ่นวายเดือดร้อน ยุ่งกันไปหมด ยิ่งปล่อยไปยิ่งเปิด ยิ่งยุ่งกันใหญ่เลย เป็นบริโภคนิยม เป็นเรื่องที่ทารุณ โหดร้ายต่อสังคมมาก แล้ว เขาก็ไม่รู้ เป็นสวรรค์หลอก แล้วมันก็ไม่ใช่ของจริงๆเลยนะ ต่อให้คุณทำความดี ยังไม่ใช่จริงเลย ไอ้ฉาบฉวย ผิวเผิน แค่กามกามารมณ์ กามคุณแค่นี้น่ะ มันเรื่อง จ้อย ไม่ใช่เรื่องจริงเลย แล้วก็หลงใหลได้ปลื้มกัน มอมเมากัน หมุนเวียน ขึ้นสวรรค์ ลงนรก เดี๋ยวไอ้นี่ก็เปลี่ยนไป เดี๋ยวไอ้โน่นก็เปลี่ยนไปอย่างผู้หญิงนี่ ประเดี๋ยวก็สั้นๆ ประเดี๋ยวก็ยาวๆ เดี๋ยวๆยาวๆ เดี๋ยวหุบๆ เดี๋ยวบานๆ อะไรอยู่ อย่างนั้นแหละ รองเท้าก็ประเดี๋ยวก็ส้นตัน ส้นแหลม เดี๋ยวก็ส้นสูง ส้นเตี้ย เอ้า วุ่นอยู่อย่างนั้นแหละ ผมนี่ ประเดี๋ยวก็สั้น ประเดี๋ยวก็ยาว ประเดี๋ยวก็สั้น ประเดี๋ยวก็สั้น ประเดี๋ยวก็ฟู ประเดี๋ยวก็แฟบอยู่อย่างนี้ถูกเขาหลอก หมุนเวียน เขาปั่นหัวยังกะจิ้งหรีด แล้วก็นึกว่าอย่างนี้ มันสวย อย่างนี้มันสุข พอถึง แฟชั่น ตอนนี้นิยม ก็ไอ้อย่างเก่าน่ะนะ เออดี สุขพอเขาไม่นิยม โอ้ย อาย แหม เด๋อ เชย เปลี่ยนไปแล้ว พอเปลี่ยนไปแล้ว ประเดี๋ยวก็วนมาที่เก่าอีก แล้วอยู่ อย่างนั้น มันไม่ใช่เรื่องจริงอะไรหรอก นี่ก็วิเคราะห์วิจัยให้ฟังชัดๆขึ้นมาบ้าง เพราะฉะนั้น เราเข้าใจ อย่างไร เรียกว่าปัญญา ที่จริงไม่ถึงกับปัญญาแท้หรอก ทิฐิความเห็นเท่านั้นแหละ เข้าใจ เข้าใจอย่างไร เราเชื่ออย่างไร อธิบายไว้แล้วว่า เชื่อมันมีถึง 3 เชื่อ เชื่อถือ เชื่อฟัง เชื่อมั่น ศรัทธานี่ ศรัทธาศรัทธินทรีย์ ศรัทธาพละ เชื่อถือ เชื่อฟัง เชื่อมั่น ตอนแรกก็แค่เชื่อถือ แต่ยังไม่ถึงขั้นทำตาม มาวัดดีไหม ดี เสีย สละดีไหม ดี แต่ยังไม่สละ ยังไม่ทำตามล่ะ ดี พูดอย่างไรก็ดี เสียสละดีไหม ดี เอาเปรียบดีไหม ไม่ดี แต่ฉันจะเอาเปรียบอยู่ล่ะ ได้เปรียบมาก็ไปฉลองกันอยู่ทุกที แต่ไม่ทำตาม นั่นเรียกว่า เชื่อเท่านั้นเอง เชื่อนะ ด้วยเหตุผล ตั้งสติดีๆ เข้าใจ คนไม่โง่ดักดานอะไรนี่เข้าใจทั้งนั้นน่ะ เด็กก็ยังเข้าใจได้เลย เชื่อ ศรัทธา เชื่อ ทีนี้ ความเชื่อ มันมีกำลัง มันมีน้ำหนัก ถ้าเชื่อมาก จนกระทั่งถึงขนาด หนึ่ง มันก็จะเชื่อ เรียกว่ามีศรัทธินทรีย์ มีกำลังของความเชื่อสูงขึ้นได้ขนาดหนึ่ง มันจะทำตาม มันจะฝึกฝนอบรม แม้จะต้องยาก ลำบาก ก็ต้องทน ฝึกอบรมเอา ขัดเกลาเอาให้ได้อย่างที่เราเชื่อว่าอย่างนี้เป็นความจริง อย่างนี้เป็นความดีจริง ของมนุษย์ อย่างนี้เป็นความประเสริฐของมนุษย์ เราก็จะทำตาม ในภาษาไทย เราเรียกว่า เชื่อฟัง เชื่อถือนี่ก็เชื่อ เชื่อฟังนี่ทำตาม ศัพท์ไทยนี่ ภาษาไทยนี่ ถึง ขั้นเชื่อฟังนี่คือศรัทธินทรีย์ เราก็ทำตาม ทำตาม แม้จะอดทน ฝึกฝนอบรมก็เอา ยาก ก็ต้องพยายามพากเพียร ตามอินทรีย์พละของใครก็ของใคร ทำได้ มันก็เบา ง่ายขึ้นเรื่อยๆ ถ้าทำไม่ได้ ก็ฝืนไป ทนไป ถ้าไปทำเกินฐานะ บางทีมันก็ทำยาก จนกระทั่งบางทีเข็ดเขี้ยวก็มี ตะกละ ไฟแรง จะเอาเกินฐานะ จะเอาให้มัน เก่งๆทันที พรวดพราดๆ เข็ดขยาดไปก็มี นี่แหละ มัชฌิมาปฏิปทาของพระพุทธเจ้า อันหนึ่ง ประเด็นหนึ่ง เราจะต้องคำนวณประมาณให้เหมาะกับเราด้วยว่า รู้จักสัก กายทิฏฐิ รู้จักตัวเอง สักกายะนี่ก็แปลว่า ตัวเอง ตัวตน อัตตาก็แปลว่าตัวเอง แปลว่าตัวตน อาสวะก็แปลว่าตัวเอง ตัวตน เพราะฉะนั้น สักกายะนี่ ตัวเองตัวตนในระดับแรก เราต้องรู้ตัวเรา ว่า เออ นี่ ขนาดนี้ เรานี่แหละ เป็นตัวตนอันใหญ่ๆ ที่เราจะจัดการกับมันก่อน ไอ้ ที่มันยังสูงขึ้นไป ไอ้ที่เรายังทำไม่ไหว เอาไว้ก่อน มันก็เป็นอัตตา มันก็เป็นอาสวะ นั่น มันระดับกลาง นั่นมันระดับปลาย อย่าเพิ่งไปละลาบละล้วง ต้องทำไปทีละขั้น ทีละขั้น ต้องมีลำดับ มีลำดับ แล้วเรายังทำได้มีสัดส่วน แล้วก็ฆ่าได้ ทำได้ เพราะฉะนั้น ผู้ใดเชื่อฟัง ได้ทำจริงๆ แล้วจนกระทั่งเกิดผล ฆ่า กิเลสตายจริงๆ เห็นการเจริญ เห็นความประเสริฐจริง คุณจะเชื่อตัวเอง เชื่อมั่น เห็นจริงด้วยญาณปัญญา เกิดนามธรรม นี่เป็นญาณทัศนะวิเศษ เห็นแม้กระทั่งกิเลส มันตาย เป็นวิมุติ วิมุติญาณทัสสนะเกิด ญาณทัสนะก็คือความเห็นแจ้ง เห็นว่ามัน วิมุติ วิมุติเป็นอย่างนี้ กิเลสมันตายสนิทเป็นอย่างนี้ แล้วอารมณ์ของกิเลสตายเป็น อารมณ์อย่างไร เอ้า อาตมาจะแถมตรงนี้น่ะนะ เมื่อกี้ว่าจะบรรยายถึงเรื่อง ความสงบให้ฟังด้วย อารมณ์ของกิเลสตายนั่นแหละ กิเลสหมดแรงแล้ว กิเลส หมดฤทธิ์แล้ว กิเลสสงบแล้ว กิเลสไม่เกิดอีกแล้ว ตายสนิทแล้ว นี่คือความสงบ สนิท ความสงบสมบูรณ์ กิเลสตายนี่ ร่างกายไม่ได้อยู่เฉยๆ ร่างกายยิ่งแคล่วคล่อง ร่างกายยิ่งสว่าง ยิ่งแข็งแรง ยิ่งมีประสิทธิภาพ ยิ่งสามารถ รู้โลกอยู่เหนือมัน ลุย ได้เลย สมมุติง่ายๆ เราติดเหล้า หรือเราติดบุหรี่ เราไปลดไปเลิก ฆ่ากิเลส ตัวติดบุหรี่ หรือติดเหล้านี่ได้อย่างสนิท ตายแล้ว โอ้ เรายิ่งสบายเลย เห็นเหล้า เห็นอะไร อยู่เหนือมัน จิตหมดมานะด้วย ถ้าเป็นอรหัตล หรือเป็นอรหันต์นี่ ใน ระดับที่เรียกว่า ไม่ผลัก ไม่ดูดนี่ จิตสงบนี่ ไม่ผลักไม่ดูด ทั้งสองด้าน ไม่โลภ ไม่ โกรธ ทั้งสองด้าน จิตสงบอุเบกขานี่ จะรู้เท่าทันเรียกว่าโลกวิทู หรือพหูสูตรรู้ เท่าทันไอ้เหล้ายา น่ะ มันเป็นอย่างไร มันเคยมีอุปาทาน เราเคยมีอุปาทาน ไป ติดมัน ไปอร่อยกับมัน เป็นอัสสาทะ เป็นรสอร่อยของโลก ไปติดมัน ไปอร่อยกับ มัน ตอนนี้เราฆ่ารสอร่อยหมดแล้ว รสอร่อย ไม่เป็นความจริงหรอก รสอร่อย เป็นความหลอก มันไม่ใช่ความจริง มันไม่เป็นความจริง ถ้ามันเป็นความจริง คน ก็เลิกไม่ได้ พระพุทธเจ้าก็เลิกไม่ได้ มันไม่จริงหรอก มันหลอก เป็นอัสสาทะ เป็นรสนิยมของโลกๆ นิยมกันสมมุติกันเป็นอุปาทาน แล้วก็นึกว่ามันใช่ นึกว่ามันเป็น สุข มันไม่มีสุข พระพุทธเจ้าจึงได้ตรัสรู้ความสุข ท่านตรัสรู้ความทุกข์ ไปได้สมใจ แล้วก็เรียกว่าสุข เราไม่เสพมันแล้ว เหล้าก็ดี บุหรี่ก็ดี ตามที่ว่า เมื่อกี้นี้ ฆ่า กิเลสตัวที่เคยไปหลงเป็นอุปาทาน ไปเป็นกิเลสตัณหา ตาย กิเลสตายแล้วทีนี้ ไม่ ดิ้นแล้ว กิเลส ไม่มีมาเกิดอีก เห็นเหล้าก็อยู่เหนือเหล้า มันจะอยู่อย่างไร มันจะ มีมาก มีฤทธิ์มีแรงอ
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive