340323 สร้างครูสร้างคน โดย พ่อท่านโพธิรักษ์ ณ พุทธสถานปฐมอโศก.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2534
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์58 KB
วันที่แก้ไข2 มกราคม 2568

เนื้อหาในไฟล์

.pl34 .lh15 .op .fo # (สร้างครู...สร้างคน / FILE:1464A.TAP) สร้างครู...สร้างคน

โดย พ่อท่านโพธิรักษ์ เมื่อวันที่ 23 มีนาคม พุทธศักราช 2534 ณ พุทธสถานปฐมอโศก

ขบวนการอโศกก็ดำเนินไปเรื่อยๆน่ะ วันนี้ก็เป็นอีกวันหนึ่งที่มีอะไร ขึ้นมาอีกเพิ่มเติม ที่เพิ่มเติมนี้ก็หมายความว่า เราได้จัดให้มันเป็นระบบ ให้มันมี อะไรที่พัฒนาขึ้นด้วยวิธีการ พัฒนาขึ้นด้วยวิธีการ เราเป็นสังคมกลุ่มขึ้นมา แล้วก็ จะมีคนมากขึ้น เมื่อมีคนมากขึ้นๆๆ มันก็ต่างความเห็น ต่างจริต ต่างนิสัย ก็ จำเป็นที่จะต้องมีการกำหนด มีการกระทำ การบอกกล่าวกัน กระทำรูปแบบ กระทำกรอบ โดยการกำหนดลงไป ให้ได้ว่า จะต้องทำอย่างนั้นจะต้องทำอย่าง นี้กันนะ มันถึงจะเป็นรูปเป็นรอย เป็นร่องเดียวกัน แล้วก็ได้เป้าหมาย ได้ เนื้อหาตามที่เราประสงค์เราต้องการ ก็จะดำเนินกันไปได้ เพราะว่าคนเรามัน ไม่เหมือนกันแน่นอน มันมีอะไรต่ออะไรต่างกันทั้งนั้น หนึ่งคน พอสองต่างกันแล้ว ต่อให้เป็นพระอรหันต์ด้วยกันก็ต่างกัน ไม่มีอะไรเลยที่เหมือนกันในโลกนี้ เคย ยืนยันมาแต่ไหนๆน่ะ ปรมาณูหนึ่ง สอง พอมีสองหน่วยขึ้นมา ก็ไม่เหมือนกันแล้ว ตั้งแต่ปรมาณู จะเล็กกว่าปรมาณูก็ตาม ก็ไม่สามารถที่จะเหมือนกันได้น่ะ เพราะฉะนั้น ในความไม่เหมือนกันนี่แหละ เราก็จะต้องอยู่ด้วยกัน สัมพันธ์กัน ประสานกัน มีประโยชน์ร่วมกันให้ได้ อโศกเราค่อยๆเป็นไป จน กระทั่งเราก็ได้เจริญขึ้นมา มาอยู่รวมกัน มีระบบ เป็นโรงเรียนซ้อน โรงเรียนกันขึ้นไปเรื่อยๆ แล้วอาตมาก็เคยกล่าวแล้วว่า มันไม่ใช่โรงเรียน ธรรมดาหรอก ของเรานี่มันเป็นมหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยแห่งชีวิต แล้วเราก็ จะเรียนไปอีกกี่ชาติๆเกิดมา เกิดมาเพื่อเรียน ที่จริงน่ะ ไม่ใช่อะไรหรอก ทีนี้การเรียน ก็มีครู ม

อ่านต่อ

ันเป็นครูตั้งแต่ธรรมชาติ อย่างสัตว์ สัตว์เดรัจฉานทั้งหลายแหล่นี่ มันพูดไม่เป็นหรอก ไม่ได้สอนกันแบบมานั่งสอนอย่าง นี้ๆหรอก แตมันก็สอนกัน สอนด้วยกายกรรม สอนด้วยสำเนียง เสียงด้วยสัตว์มี เสียงมีอะไร ก็มีบ้างน่ะ ใช้เสียงก็สอนกัน แต่ว่ามันไม่มีภาษาอะไรมาก คน เรานี่ เรานึกว่าการสอนนี่ มีแต่ทางทางด้านภาษา ทางด้านวจีกรรม ทางด้านคำพูด ที่จริงสอนกันทุกอย่าง สอนแม้แต่ทำให้ดู ด้วยกิริยา ด้วยกายกรรม ถ้าจะว่า กันจริงๆแล้ว ในความลึกซึ้งแล้ว แม้แต่การคิดก็คิด เป็นครูกันด้วย คิดอย่างไร ก็ สอนกันในทางความคิดด้วย ถ้าเราบอกว่า เราคิดอย่างไร แล้วเรามาเอามาบอก คนอื่น คนอื่นฟังแล้ว เออ คิดอย่างนี้ดี แล้วเราก็คิดตาม แล้วก็สอนให้คิด ก็จะคิด เหมือนๆกัน ทีนี้ ถ้าเรายิ่งสามารถรู้อารมณ์ที่ละเอียด รู้ความนึกคิด รู้ลักษณะที่เป็น นามธรรมขึ้นไปได้อีก ก็แสดงสภาพนามธรรม มันก็จะบอกในสภาพนามธรรมได้มาก หรือได้น้อย ถ้าสามารถรับได้มาก มันก็ทำตาม หรือไม่ทำตามกันอย่างมากแหละ ถ้า ใครศรัทธา หรือใครเห็นดี ก็เอาตาม ถ้าใครไม่เห็นดี ก็ไม่เอาตาม เพราะฉะนั้น การเป็นครูนี่ ก็คือพยายามทำให้เขาเห็นดี นั่นก็อย่าง หนึ่งน่ะ สำหรับคนที่จะศรัทธาเลื่อมใสกัน ทีนี้มันมีภาวะซับซ้อน มีภาวะทางจิตวิทยา อย่างหนึ่ง ถ้าเผื่อว่า อะไรมี 2 ด้าน ความเฉลียวฉลาดของคน ก็จะพยายามที่ จะอยากให้คนที่เขาไม่ยินดีในเรา แล้วเขาเป็นคนที่จะต้องทำตัวเป็นปฏิปักษ์ ทำตัว เป็นผู้ตรงกันข้ามอยู่เรื่อย เขาก็ใช้จิตวิทยาว่า ถ้าเราต้องการจะให้เขาเห็นดีใน เรานี่ เราจะต้องแสดงสิ่งที่ตรงกันข้ามให้กับเขาน่ะ พยายามที่จะทำสิ่งที่ตรงกัน ข้าม พอทำตรงกันข้าม คนนั้นก็ เขาก็จะมาทำสิ่งที่เราต้องการ นี่เป็นจิตวิทยา อันหนึ่งที่ง่ายๆตื้นๆ เพราะฉะนั้น อะไรที่มี 2 ด้านๆหนึ่ง เป็นอย่างนี้ เราต้องการอย่างนี้ แต่คนนี้เรารู้แล้วว่าคนนี้ มันประเภทตรงกันข้ามเรา เพราะฉะนั้น เราก็จะแสดง อีกสิ่งที่ตรงกันข้ามที่เขา...ไม่ เราต้องการอันนี้ เราก็ต้องแสดงอีกอันหนึ่งไปให้แก่ เขาว่าเราเห็นดีอันนี้ เราอะไรอันนี้ แป๊บเดียว เขาก็ต้องมาเอาอันนี้ นี่เป็นจิต วิทยาตื้นๆ จิตวิทยาธรรมดาๆ ที่คนใช้อยู่เป็นสามัญ จะรู้ตัว หรือไม่รู้ตัว มีมากมี น้อย มีบ้าง ถ้าคนที่รู้ตัวดีๆ ก็ควบคุมได้เลย แล้วก็ใช้วิธีนี้เลย มีอยู่ในโลก วิธี การธรรมดาๆ นี่ก็วิธีของครูที่จะสอน สอน 1. สอนให้ยินดี 2. แม้เขาไม่ยินดี รู้ว่านิสัยจิตใจเด็ก ไม่ยินดีในสิ่งนั้น ก็จะใช้วิธีตรง กันข้าม เช่นว่า แม่สอนลูก เป็นวิธีตรงกันข้ามนี่ ลูกกลัวผี หรือกลัวตุ๊กแก อย่าง นี้ เป็นต้น และต้องการให้มาหาเรา แล้วลูกไม่ค่อยมา อย่างนี้เป็นต้น เอาไปใช้ ตื้นๆ เราบอกโน่นตุ๊กแก ลูกก็วิ่งมาหาเรา อะไรอย่างนี้เป็นต้น เป็นลักษณะง่ายๆ เอาอะไรที่เป็นสิ่งที่ตรงกันข้ามกับสิ่งที่เขาไม่ต้องการ แล้วเราก็จะได้สิ่งที่ต้องการ วิธีการสอนอย่างนี้ วิธีการสอน หรือวิธีไอ้บางทีไอ้นี่ยกตัวอย่าง ไอ้กลัวมาหา เรา หรือบางทีเด็กไม่ชอบกินบางอย่าง ก็ใช้วิธีให้เขากินโดยที่เขาไม่ชอบ ก็ ต้องหาวิธีอะไรเขาชอบหรือไม่ชอบ ก็กลับกันอย่างที่ว่านี้น่ะ วิธีการสอนง่ายๆ วิธีการสอนง่ายๆ ทีนี้ ครูที่ดี สูงขึ้นไปกว่านั้น ก็สอนลึกซับซ้อนหลายชั้น ทีนี้ การจะ สอนลึกซึ้งหลายชั้น ก็ต้องมีความรู้จริงๆ รู้ในลูกศิษย์ รู้ในคนที่จะสอนว่าเขาเป็น คนอย่างไร ธรรมดาคนเรานี่ มีความฉลาดอยู่ในตัวเท่าที่ตัวเองฉลาด แล้วก็รู้ทัน อยู่ด้วยกันไปก็จะรู้ทันกันไปเรื่อยๆเสมอๆๆๆ เพราะฉะนั้น เมื่อเวลาครู หรือว่าผู้ ใหญ่ที่ต้องการจะให้อีกคนหนึ่งเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ เมื่อรู้ว่า ผู้นั้นรู้ทันมากขึ้นๆ ก็ จะต้องใช้วิธีกลับไปกลับมา กลับไปกลับมา กลับไปกลับมาเรื่อย โดยที่จะต้องรู้ ทันเขาว่า เขารู้ทัน จะต้องรู้ทันเขาว่า เขารู้ทัน แล้วเราจะต้องใช้ให้ถูก เหลี่ยมทุกทีไป จึงจะได้ผล ถ้าไม่เช่นนั้นก็ไม่ได้ผล ลักษณะดังกล่าวนี้แหละ คือลักษณะที่ซับซ้อนกลับไปกลับมา ที่ซับซ้อน หรือ ลึกซึ้งขึ้นไปทุกทีๆๆๆ วิธีการสอนก็ง่ายๆ อย่างนี้ แต่ว่าซับซ้อนเข้า ยาก ยากตรงที่ ว่าเราจะต้องรู้ความจริงของผู้ที่เราจะสอนว่าเป็นอย่างไรกันแท้ ตอนนี้รู้ทันอะไร แล้ว รู้ตัวอะไรแล้ว สำหรับผู้ที่เป็นผู้ที่มีภาวะตอบโต้ภาวะย้อนแย้ง ทีนี้ยิ่งทางด้าน ครูทางธรรมนี่ สำคัญมาก ครูทางธรรมนี่ สำคัญตรงไหน สำคัญตรงที่ว่า ถึงแม้จะ เต็มใจ นักเรียนจะเต็มใจมาเรียน แต่นักเรียนคือคู่ต่อสู้ที่ไม่ต้องการ กิเลสนี่ มัน ไม่ต้องการที่จะตามทุกคนไป เพราะฉะนั้น ครูธรรมดาในโลก กับครูทางธรรมนี่ จึงยากกว่ากัน มากมาย เพราะฉะนั้น ครูทางธรรม จะต้องใช้วิธีตีกลับเยอะ เยอะ แต่ไม่ใช่ หมายความว่า ใช้วิธีตีกลับทั้งหมด แต่ใช้วิธีตีกลับเยอะ เพราะกิเลสมันรู้ตัว มัน รู้ทันนี่ มันไม่เอาทุกตัว กิเลสในคนนี่ กิเลสคือตัวปฏิปักษ์ต่อความดีงามทั้งนั้น กิเลส ปฏิปักษ์ต่อความดีงามทั้งนั้น กิเลสมันรู้ตัวเมื่อใด เจ้าตัวไม่รู้ตัวเมื่อนั้น ฟังไว้ กิเลสมันรู้ตัวเมื่อไหร่แล้ว เจ้าตัวไม่รู้ตัวเมื่อนั้น เพราะฉะนั้น หลักการของการสอนธรรมะ จึงให้รู้ตัวทั่วพร้อม ให้รู้ตัว ทั่วพร้อมเสมอๆๆ ให้คนรู้ตัวทั่วพร้อม แล้วก็สอนให้เข้าใจ แล้วเขาก็เชื่อถือ ศรัทธา เขาก็จะเอาตาม พยายามที่จะรู้ตัว เพื่อที่จะไม่ให้ตัวกิเลสมันเป็นตัว กิเลสดื้อ มันเป็นตัวกิเลสที่ไม่รู้ตัว เพราะถ้ามันเป็นตัวกิเลสที่ไม่รู้ตัวแล้ว เสร็จมันทุกทีไป สติจึงเป็นตัวเอกที่สุด สติจึงเป็นตัวเอกที่สุด เป็นตัวที่จะต้องรู้ตัว จึงจะ ปฏิบัติหรือประพฤติ หรือว่ากระทำ เป็นนักเรียนที่เจริญได้ ถ้าไม่มีสติ การปฏิบัติ ธรรมไม่ได้เดินหน้า สติจึงเป็นตัวนำเสมอเลย เวลาตัวปฏิบัติทุกตัวไป โพธิปักขิยธรรม สติจึงเป็นเอก เป็นหนึ่ง เป็นตัวแถวหน้าเสมอ ทีนี้ เด็กๆนี่ แกไม่ค่อยเดียงสา เด็กๆนี่ แกไม่ค่อยเดียงสา โลกมี อำนาจ สิ่งแวดล้อมมีอำนาจ แล้วก็กิเลสก็มีอำนาจ เด็กเกิดมาก็เกิดมา ด้วยอำนาจของกิเลส แล้วก็เป็นคนที่ยังไม่ได้ยินได้ฟังอะไร ก็เป็นกิเลสเสีย ส่วนเยอะ กิเลสที่ว่านั้นน่ะ อาตมาเห็นตรงกันข้ามกับทางด้านท่านพุทธทาส ว่า เด็กเกิดมาน่ะ เขาบอกว่า เด็กเกิดมาบริสุทธิ์ อาตมากลับเห็นว่า เด็กนี่คือเด็ก เกิดมาแล้วมีกิเลสบริสุทธิ์ที่สุด มีกิเลสเต็มๆที่สุด แต่ว่า แกจะใช้กิเลสออกมา เรื่อยๆ เรื่อยๆ กิเลสเรื่อยๆๆๆ เพราะฉะนั้น เด็กแกจะเริ่มมีกิเลสขึ้นมาเรื่อยๆๆ แล้วไม่ปิดบัง ไม่อำพราง ไม่ปิดบัง ไม่อำพราง โตขึ้นๆ ก็จะรู้ตัว แล้วก็จะ อำพรางกิเลสขึ้นไปเรื่อยๆ โตขึ้นก็อำพรางกิเลสไปเรื่อยๆ การอำพรางจะบอก ว่าเป็นกิเลสซ้อนก็ไม่ใช่ตัวกิเลส แต่เป็นตัวฉลาด เป็นตัวกลบเกลื่อน แต่ที่จริง ตัวกลบเกลื่อนก็เป็นตัวเลวตัวหนึ่ง ตัวกลบเกลื่อนก็เป็นตัวเลวตัวหนึ่ง คือเป็น สัญชาติของธรรมดาคน เด็กๆมีกิเลสอะไร แกจึงแสดงออกมาซื่อๆ เรารู้ได้ เพราะกิเลสก็คือ ตัวเด็กก็คือเกิดมา แกก็มีกิเลส แกก็มีกิเลสอะไรแกก็มีอย่างนั้นล่ะ แกเป็นคนเจ้าขี้ โมโห แกก็จะโมโห ขี้โกรธ แกจะโกรธ ขี้อยาก อยากนั่น อยากนี่ ก็จะอยาก ต้องการอะไร ก็จะทำสดๆ ไม่พราง ไม่ซ่อน ไม่พราง ไม่แฝง แล้วจะเกิดได้ ตามสรีระ ที่มันมีเซลล์มีประสาท มีองคาพยพ ให้แกแสดงกิเลสน่ะ เช่น เด็กโต ขนาดหนึ่ง ก็จะต่างกับเด็กที่เล็กขนาดหนึ่ง เด็กเล็กขนาดหนึ่ง แกก็จะแสดงกิเลส ของแกได้ขนาดหนึ่ง ต้องการขนาดหนึ่ง พอโตมาอีกขนาดหนึ่ง เซลล์ประสา ทองคาพยพ ส่วนอวัยวะ ส่วนอะไรต่ออะไรของแก มีอีกขนาดหนึ่ง แกก็จะต้องการ อีกขนาดหนึ่ง ถ้าแกไม่เป็นผู้ที่ได้รับการพราง เพราะยิ่งโต ก็ยิ่งมีการพราง การ ฉลาดพราง การฉลาดพรางนี่ สอนกันโดยปริยาย ในโลกสอนกัน เอาอย่างกัน โดยปริยาย เอาอย่างกันโดยปริยายเลสนั่นมันแสดงออกมากับอวัยวะด้วย กับ องคาพยพของชีวิตด้วย เพราะฉะนั้น เด็กยังไม่โต ความรู้สึกนึกคิด ฮอร์โมน หรือมีอะไรต่ออะไรต่างๆนานายังไม่มี มันก็ยังไม่แสดง พอมี มันจึงแสดงขึ้นมา มันจึงใช้ตัวนั้น ออกมา ที่จริงน่ะ กิเลสมาพร้อมทั้งหมด แต่มันจะปรากฏกิริยาหรือไม่ ปรากฏ กิริยาได้ แสดงออกมาได้ แสดงออกมาได้ก็เพราะมันมีอวัยวะ หรือมีเครื่องมือ มี อวัยวะ มีเครื่องมือ มีองค์ประกอบให้เขาออกมาทำ ออกมาแสดงได้ ก็จึงแสดง เสร็จแล้ว ก็พรางกันเรื่อยๆ ยิ่งโตก็ยิ่งพราง เพราะฉะนั้น เด็กๆ เราจะเห็นกิเลสได้ชัด เราเห็นกิเลสได้ชัด แต่ที นี้มันซับซ้อน คนเรานี่ชอบความจริงใจ เมื่อเด็กๆนี่ แสดงความจริงใจ แสดงอะไร ออกมาซื่อๆ เราก็เลยเอ็นดู ทั้งๆที่มันแสดงกิเลส มันอยากอะไร มันจะโกรธ มันก็ โกรธ เราไม่โกรธละ ถ้าเด็กโกรธๆนี่ไม่โกรธ แต่ถ้าผู้ใหญ่โกรธ โกรธ ผู้ใหญ่ โกรธแล้วอำพรางนะ เหมือนกับอย่างพวกเรานี่ ก็มาเป็นนักปฏิบัติธรรม เมื่อมา เป็นนักปฏิบัติธรรม พอเราทำผิดธรรมะหน่อยหนึ่งนี่ ถือสามากมายเลยน่ะ ถ้าไม่ใช่ นักปฏิบัติธรรม ทำผิดอย่างนี้นะ ก็ธรรมดา เรื่องธรรมดา ยิ่งเรายกว่าสูง ยกว่าผู้ ใหญ่ ยกว่าดี ยกว่าสะอาดเท่าไหร่ จุดเปื้อน หรือจุดไม่ดีเล็กๆน้อยๆ เราก็รู้สึกว่า มัน แหม มันทำลายม้ากมาก นัยอย่างนี้ ลักษณะอย่างนี้ ก็คล้ายๆกันกับลักษณะของ เด็ก ที่เราเห็นว่า แกแสดงกิเลส แล้วก็ไปเอ็นดู พอผู้ใหญ่แสดงกิเลส แล้วก็น่า เกลียด คล้ายกัน แล้วนี่บอกเรื่องการจะต้องไปเรียนรู้ ว่าเรียนรู้เด็ก เรียนรู้ ผู้ใหญ่ เรียนรู้อะไรต่ออะไรต่างๆของนานา ก็บอกคร่าวๆ เราก็เรียนรู้ จะต้อง เรียนรู้ผู้อื่น เพราะฉะนั้น ครูนี่จะต้องรู้ผู้ที่เราจะสอน ต้องรู้เขาให้จริง นะ ครูต้องเป็นผุ้มีปรารถนาดี ไม่โกรธ นี่เป็นหลักสำคัญที่สุดเลย ครูนี่ สำคัญมาก ตรงที่ไม่โกรธให้ได้ มันเป็นการปฏิบัติตัว แล้วพวกเราเป็นครูพุทธธรรม ปฏิบัติตัว เราด้วย เราได้ลดความโกรธนี่ เราก็ได้ปฏิบัติตัวเรา แล้วเราก็จะเป็นครูที่ดี มาก ครูที่สอนดี อะไรต่างๆนานา ขี้โกรธนี่ ไม่มีใครจะรัก ไม่มีใครจะเข้าใกล้ เพราะฉะนั้น ครูเอง อาจจะเมื่อย เพราะจะต้องตามหาลูกศิษย์เอง เพราะเด็ก ไม่เข้าใกล้ตัวเอง ตัวเองจะต้องเดินตามหาลูกศิษย์เพื่อสอน แล้วครูจะเมื่อย ตัวเองเมื่อย เพราะฉะนั้น ถ้าครูนี่ เป็นคนใจไม่โกรธ จะเรียกว่าใจดีก็ไม่ถูก ประเดี๋ยวใจดี ประเดี๋ยวจะไปกันใหญ่ ใจดีมันอีกเรื่องหนึ่ง ครูที่ไม่ขี้โกรธนี่ จะต้องมีสติสัมปชัญญะ แล้วก็จะรู้จักการพูด รู้จักการพูด จะพูดดีอย่างไร ก็แล้ว แต่ พูดมีเหตุผล พูดมีสติก็พูดดีทั้งนั้นแหละ ดีไม่ดี บางคนพูดหวานด้วย ครูบางคน เด็กก็จะมาหา เด็กก็จะเข้ามาหา นักเรียนน่ะ ไม่ใช่แต่เด็ก ผู้ใหญ่เหมือน กันล่ะ ก็อยากเข้าใกล้ ก็ไม่ต้องวิ่งตามหานักเรียน ก็ลดความเมื่อยลงไปได้น่ะ แล้วเราก็จะได้ทำงานมาก เพราะจะมีนักเรียนมาให้เราสอนเรื่อยๆ มากๆ นี่ก็เป็น เรื่อง เรื่องวิธีง่ายๆ แต่ก็เป็นวิธีที่เราจะต้องรู้ เป็นวิถีที่เราจะต้องรู้ ความไม่โกรธนี่ อาตมาอยากจะขอกำชับกำชา อยากจะขอย้ำกันให้ดีๆ เราเป็นนักปฏิบัติธรรม ในเรื่องโกรธนี่ ก็เคยบอกแล้วว่า เรื่องโกรธ ไม่มีอะไรดี เลย คำว่าโกรธนี่ ไม่ใช่คำหยาบๆน่ะ ไม่ใช่แค่ว่า แหม วูบวาบแล้ว เปรี้ยงปร้างแล้ว ไม่ใช่ ความไม่ชอบใจ แม้นิดแม้หน่อย อรติ จิตที่มันอึดอัด ขัด เคือง หม่นหมอง มันไม่สบายใจ มันไม่อะไร ทั้งหมดนี่แหละ ทั้งสายเลย หยาบ กลาง ละเอียด โทสมูลจิตนี่มันไม่ใช่เรื่องดีอะไรเลยในมนุษย์ มันเป็นกิเลส จริงๆ แล้วเป็นกิเลสตัวไม่ดี ตัวเลว ตัวร้าย ขจัดมันออกไปเลย เกิดในใจ เมื่อไหร่ ไม่ต้องหาเหตุผลให้มันเลย ขจัดมันออกได้ด้วยวิธีใดๆ เอามันออก ไม่ ต้องหาเหตุผลว่า จะต้องเอามันไว้ เอามันไว้ในใจ เอามันไว้ในอารมณ์ ไม่ต้อง มีเหตุผลว่าจะเอามันไว้ในอารมณ์ ไม่ต้องอาศัยมันเลย ถ้าโลภ หรือว่าความต้อง การ คามประสงค์ ความอยากอะไรพวกนี้นะ เราจะต้องใช้ โดยสัจจะ ของมัน เราจะต้องใช้ ต้องการ ในลักษณะต้องการนี่ เราต้องใช้ ในคนนี่จะต้องมี ความประสงค์ ความปรารถนา ความต้องการ ต้องมีฉันทะ ต้องมีความปรารถนา ความต้องการ ต้องมี ต้องใช้ หมดกิเลสยังไงๆ ก้ยังมีชีวิตอยู่ ก็จะต้องใช้ หมด กิเลสแล้ว ก็อาศัย เหมือนกับพระอรหันต์แล้วนี่ ท่านสูญแล้ว ท่านไม่มีอะไรของ เราแล้ว แต่ท่านก็มีร่างกายเป็นของท่าน ต้องอาศัยส่วนในเรื่องวางนั้น เป็นเรื่อง คุณลักษณะพิเศษ คุณลักษณะสมบูรณ์ คุณลักษณะของพระอริยะอันวิเศษสุด ผู้ใดทำ ได้จริงๆ ตรงจริงๆ คนผู้นั้นก็ได้ ต้องอาศัย ฉันเดียวกัน ความปรารถนานี่อาศัย เท่านั้นเอง แต่ความโกรธไม่ต้องอาศัยน่ะ ความโกรธไม่ต้องอาศัย แม้เราจะ ทำลีลา กายกรรม วจีกรรม เป็นลักษณะโกรธ ปรุงวจีกรรม เป็นภาษา เหมือน ภาษาดุ ภาษาฟังแล้ว เหมือนคนเข้าใจว่าเป็นดุ กิริยากาย เหมือนโกรธ หน้าบึ้ง หน้าเข้ม หรือทำท่ายกไม้ยกมือ อะไรก็แล้วแต่ จะตี อะไรอย่างนี้เป็นต้น ทำท่า อย่างนั้น โดยจิตไม่มีโกรธ ไม่มีชัง ไม่มีแค้น ไม่มีเคือง ไม่มีไม่ชอบใจ ใน ความไม่ชอบใจ ก็ไม่มีในใจ ในอารมณ์เลยจริงๆ แล้วก็ทำได้โดยไม่ต้องมีสิ่งที่ว่า โทสมูล ทั้งหยาบ กลาง ละเอียด ทั้งหมด ไม่ต้องมีเลยก็ทำได้ ขอยืนยัน ทำได้ อย่ามาแก้ตัวว่า ตัวเองจะต้องสอนด้วย ต้อง... นี่ไม่ทำลักษณะโกรธ ไม่ได้หรอก มันไม่กลัว....ไม่ได้ อย่ามาแก้ตัว อย่ามาแก้ตัว ว่าจะต้องเลี้ยงความโกรธเอา ไว้ ด้วยเหตุผลแค่อย่างนี้ อย่ามาแก้ตัวน่ะ ไม่จำเป็นเลย เราจะแสดงได้น่ะแสดง ได้ เราจะไม่รู้สึกโกรธ ไม่รู้สึกอะไรต่ออะไรหรอก ไม่มีอารมณ์โกรธ ไม่มีเลย จริงๆ แต่เราแสดงได้ แสดงวาจา แสดงกายกรรมโกรธ เหมือนโกรธน่ะ ลักษณะที่แรงๆน่ะ เหมือนกับจะทำร้าย เหมือนกับไม่ชอบใจ อะไรอย่างนี้เป็นต้น น่ะ แสดงออกเหมือนไม่ชอบใจ แสดงได้โดยไม่ต้องมีกิเลสโกรธอยู่ในใจเลย มัน ฉันเดียวกันกับความปรารถนา ความต้องการน่ะ ที่จริงนี่ คนที่ไม่ต้องการ อยู่เหนือความต้องการแล้ว แต่ยังมีงาน ยัง มีความสัมพันธ์ ยังมีความเกี่ยวข้องที่จะต้องมีสิ่งนั้นๆขึ้นมา ที่ต้องพูด ก็ต้องกระทำ อาการเพื่อที่จะทำสิ่งนั้น เอาสิ่งนั้นขึ้นมา คนเขาเห็นว่า ไอ้นี่อยากได้อยู่ ต้อง การอยู่ ทั้งๆที่ไม่ต้องการ นี่ซ้อนเชิง ไม่ได้ต้องการมาให้แก่เรา แต่คนดูไม่ออก แล้วอันนี้น่ะ ดูยาก ซ้อน ยาก ถ้าเผื่อว่า นี่มันใกล้สูง นี่มันใกล้ตัวน่ะ มันยิ่งซ้อน ยิ่งดูยาก นี่เป็นความลึกซึ้งของคุณธรรม ที่มันยังอยู่ในรูปของกายกรรม วจีกรรม แม้มโนกรรมไม่มี เป็นอัตตา เป็นอัตนียา อัตตาไม่มีตัวตน ไม่มีอัตตา ไม่ มีอัตตา เป็นอนัตตา ไม่มีอัตตาแล้ว ไม่มีอัตตนียาแล้ว ไม่มีของตน ไม่มีตัวตนแล้ว แต่คนนั้นก็ยังมีกรรมกิริยาที่เหมือนเกี่ยวข้อง เหมือนเป็นตัวเป็นตนอยู่ อันนี้ใครๆ ก็ บอกกันไม่ได้น่ะ ใครๆจะไปเดาเอาของใครไม่ได้ อย่างนี้เป็นต้นน่ะ เพราะฉะนั้น เป็นครูนี่ ระวัง โดยเฉพาะเป็นครูทางพุทธธรรม บอกแล้วว่า การสอน เราไม่ได้สอนแต่เฉพาะวาจาภาษาเท่านั้น เราสอนทั้งกาย กรรมด้วย เราทำอะไร เขาก็ทำตาม เพราะฉะนั้น ถ้าเราไม่โกรธเลย เรา จะทำให้เด็กนี่ สอนแกก็ง่าย ลีลาไม่โกรธ เวลาจะทำโกรธจริงๆ มันก็โกรธไม่ได้ ดีเท่าไหร่หรอก คนไม่โกรธในใจจริงๆนี่ แม้จะแอ๊คโกรธยังไงๆ มันก็โกรธไม่ได้ ดีเท่าไหร่หรอก แสดงท่าโกรธ อะไรก็โกรธ ไม่ค่อยได้ ไม่เก่งน่ะ ไม่เก่งจริงๆ เพราะฉะนั้น การสอนกัน เราก็สอนตัวเราด้วย ว่าเราจะต้องลดความโกรธ และเราก็จะต้องสอน ดุ จะว่าหรืออะไร บางสิ่งบางอย่างที่จะให้ ลักษณะสอน บางทีให้กลัวด้วย ก็อย่าพยายามใช้ความไม่ชอบ อย่าพยายามใช้ความโกรธอะไร เข้าไปในใจให้ได้ แล้วอะไรๆ จะไม่เลวร้าย ถ้ามีความโกรธ ความไม่ชอบลง ไปในใจแล้ว เลวร้าย แล้วไม่งาม กระด้าง เพราะฉะนั้น ใครที่มีโทสะ เป็นคนโทสจริตนี่ จะเห็นได้ว่า มันไม่ ค่อยงาม คนโทสจริต มันไม่งาม มันน่าเกลียด มันน่าเกลียด มันกระด้าง มัน แข็ง มันอะไรต่ออะไรต่างๆนานา เพราะฉะนั้น ถ้าผู้ใด รู้ตัวว่าเรามีจริตอย่างนี้ แล้ว จะต้องพยายามพยายามทีเดียว พยายามปรับให้ดีๆ การจะเป็นครูนี่ เรื่องนี้ ระวัง ทางโลก ที่จริงทางโลกก็เหมือนกันละนะ แต่ว่าทางโลกนี่มันหยาบมาก เขาก็เลย บางทีเขาก็ไปชอบครูที่โกรธๆเก่งๆ ดุๆ มีอยู่เหมือนกัน เอาละ อาตมา คงจะขยายความในเรื่องของครูนี่มากไม่ได้ อยากจะพูดถึงบทบาท อยากจะพูดถึง ว่า นโยบาย หรือวิธีของครูของพุทธธรรมเรานี่ เราจะทำกันแค่ไหน เราจะทำกัน อย่างไรนะ ครูของเรานี่ มันต่างจากครูทางข้างนอกเขา ตรงที่ว่า ครูของเรา ไม่ใช่ครูรับจ้าง ไม่ใช่ครูโดยการจะต้องมีวุฒิทางโลก จะต้องมีอะไรแบบโลกๆ โดยเฉพาะวุฒิน่ะ วุฒิที่เรียนมาทางโลก ครูของพวกเราไม่ต้องมีอย่างนั้นก็ได้ นี่เป็นเรื่องต่าง แล้วอาตมาก็ขอยืนยันว่า ครูที่ไม่มีวุฒิทางโลกที่จะมาเป็นครูสอน นักเรียนพุทธธรรมนั้นน่ะ ไม่ใช่ว่าจะเป็นคนไม่มีคุณค่าของครู หรือมีคุณค่าของครู เท่าเทียมกับครูที่สอบวุฒิมาไม่ได้ ขอยืนยันว่าไม่ใช่ เพราะฉะนั้น หลายๆคน ได้วุฒิของครูมา แล้วก็มาเป็นครุพุทธธรรม ก็อย่าพึงไปดูถูกดูแคลน อย่าพึงไปคิดว่า โอ๊! คนนี้ไม่ได้ไปเรียนครูมา ดีไม่ดี เรียน ป. 4 ด้วย จบแค่ ป.4 ด้วย ต้องระลึกเสมอว่า โรงเรียนเรานั้น ครูพุทธธรรม โรงเรียนพุทธ ธรรม ไม่ใช่โรงเรียนสอนวิชาเลขคณิต สอนวิชาวิทยาศาสตร์ สอนวิชาเทคนิค สอนวิชาภาษาอังกฤษ สอนวิชาอะไรอย่างโลกๆ ไม่ใช่ เพราะฉะนั้น ครูบางคน อาจจะอ่านหนังสือไม่ออกเลยสักตัว ก็เป็น ครูพุทธธรรมได้ดี สูงกว่าดอกเตอร์ก็ได้ เป็นครูพุทธธรรมสูงกว่าดอกเตอร์ก็ได้ อ่าน หนังสือไม่ออกสักตัวนี่แหละ อย่าลืมว่า นี่คือนักเรียนพุทธธรรม เพราะฉะนั้น คำ ว่าครูในโรงเรียนพุทธธรรม จึงจะต้องเข้าใจให้ชัดเจน เข้าใจให้ชัดเจน อย่าลืม ตัว อย่าหลงตัว ว่าเราเรียนครูมา แล้วเราก็เลยมีมานะ มีอัตตาอะไรในใจของ เราว่า เออ เราเรียนครูมา เราก็มาสอนนักเรียน แต่ได้ประโยชน์ตรงที่ว่าเคย เรียนวิชาครูมา เมื่อเรียนวิชาครู ก็มีวิธีการ เข้าใจวิธีการ เพราะฉะนั้น ครูที่ไม่ได้เรียนวิชาครูมา ก็จะต้องเข้าใจว่า อันนี้เรา ต้องพึ่งพาอาศัยผู้ที่เขาเรียนมาโดยหลักการ โดยวิธีการ โดยวิชาการ เราต้องมีวิธีการในการจะทำยังไงกับคนหลายๆคน กับระบบวิธีต่างๆที่จะจัดการโน่นนี่ๆ อะไรต่ออะไร หรือแม้แต่ได้เล่าเรียนมา รู้จักว่าจะต้องทำอันนั้นอันนี้เป็นลำดับต้น ลำดับกลาง ลำดับปลาย มีกิจลักษณะอย่างโน้นอย่างนี้ อะไรพวกนี้ อันนั้น ผู้ที่ เรียนวิชาครูมา ก็จะได้เรียนมาเป็นหลักสูตรวิชาการ ก็เป็นรูปธรรม เป็นรูปแบบ ก็ดีน่ะ ก็อาศัยกัน แล้วเราก็ไม่ได้มาเน้นมากมายในเรื่องของวิชาทางโลก เพราะเด็กเขาก็ไปเรียนทางโลกของเขาอยู่ เรียนครูอย่างทางการแบบทางโลก ที่เขาจะเรียน เพราะฉะนั้น ครูอย่างนั้น ก็ครูอย่างหนึ่ง ทีนี้ ครุพุทธธรรมเราก็ครูอย่างหนึ่ง แม้ว่าจะอาศัยวิชาบางวิชาที่ซ้ำ ซ้อนกับโลกเขา ทางโลกเขาก็เรียน ทางเราก็เรียน ทางเราเอามาสอนน่ะ เอามาใช้วิชาเดียวกัน มีอะไรบ้างเป็นต้น ที่สอนอยู่ในโรงเรียนพุทธธรรมน่ะ จริยศึกษา ข้างนอก ที่เราสอนอยู่ วิชาที่เราสอนน่ะ จริยศึกษา มีอะไรบ้าง หา หัตถศึกษา จริยศึกษา นั่นแหละ วิชาพวกนี้ทางโลกเขาสอน และเราก็เอามา สอน มันซ้อนกัน ข้างนอกเขาก็สอน เราก็สอน มันต้องมีอะไรอาศัยอันหนึ่ง เมื่อเราสอนแล้ว เราก็จะให้ความรู้ทางด้านศีลธรรม ทางด้านคุณธรรมอะไรพวกนี้ สอนกันไปให้ดีๆ ที่จริงแล้ว ทางมหาวิทยาลัยของสงฆ์ เขาสอน เขาก็เอาวิชา ทางโลกมาเรียนกันตั้งเยอะ สอนพระอย่างนี้เป็นต้น แล้วพระก็จะไปใช้สอน มัน ได้ ที่จริงอะไรก็ได้ เอาวิชาการเมืองมาเรียนก็ได้ แล้วเราก็สอนศีลธรรมลงไป ในการเมือง เอาวิชาคณิตศาสตร์มาสอน เอาวิชาบัญชีมาสอนก็ได้ แล้วเราก็ สอนศีลธรรมลงไปในบัญชี ได้ความรู้นั้นด้วย แล้ววิชาศีลธรรมก็สอนด้วย หรือว่าพุทธ ธรรมก็สอนด้วย สอนวิทยาศาสตร์ สอนอะไรก็แล้วแต่ วิชาอะไรก็สอนศีลธรรม อยู่ในนั้นได้ด้วยน่ะ ได้ด้วย จริงๆแล้วได้ ไม่แปลกอะไรหรอก สอนได้ แต่คนเรา ไม่เข้าใจอย่างที่อาตมาว่า คนเรานี่เพ่ง ชอบอะไร ชอบการเมือง ชอบ วิทยาศาสตร์ ชอบศิลปะ ก็เพ่ง เพ่งสิ่งที่ตัวเองชอบ จนลืมศีลธรรม จนลืมคุณ ธรรม ทีนี้ ศีลธรรม หรือคุณธรรม หรือพุทธธรรม คืออะไร ยอดของศีลธรรม ยอดของคุณธรรมก็คือ การทาน การให้ การเสียสละ ทีนี้มันจะสอดคล้องกันกับ วิชาการหรือความรู้นี่ ก็ตรงที่ว่า ความรู้เป็นการสร้าง คุณธรรม หรือพุทธธรรม ศีล ธรรมคือการเสียสละ การสร้างคือการเสียสละ มันจะสอดคล้องนะ แต่ใน ความหมายของโลกนั้น มันตรงกันข้ามกัน เพราะฉะนั้น เราจะสอนเด็ก จะสอนอย่างไร อย่าว่าแต่สอนเด็กเลย สอนผู้ใหญ่เหมือนกันนั่นแหละ อาตมาบอกคุณนี่ก็เท่ากับอาตมาทำอยู่นั่นแหละ บอก พวกเรานี่ เป็นครูพุทธธรรมนี่ เหมือนกันนั่นแหละ จะสอนอย่างไรให้เขาสร้าง แล้วจะต้องสร้าง ไม่สร้างเพื่อตัวเอง เพื่อตน ไม่สร้างเพื่อเห็นแก่ตัว สร้างเพื่อ ที่จะเกื้อกูลผู้อื่น เขาสร้างก็เพื่อที่จะชวนคนอื่นสร้าง หรือว่าช่วยคนอื่นสร้าง นี่ เป็นวิธี หรือนโยบาย หรือว่าเป้าหลักๆ ของมนุษย์ เพราะฉะนั้น เราสอนเรื่องนี้กันทั้งนั้นแหละ สอนเรื่องนี้เท่านั้น จะ ประกอบอยู่ด้วยวิชาคณิตศาสตร์ วิชาหัตถกรรม วิชาเกษตรกรรม วิชา อะไรก็แล้วแต่ วิชานานาวิชา ก็แล้วแต่ ก็คือการสร้าง จะสร้างอย่างไร สร้าง อย่างเสียสละ สร้างอย่างที่เราจะต้องให้เด็กรู้ว่า สร้างเพื่อที่จะเป็นประโยชน์ต่อ แรกๆเราก็ให้เขาสร้างเพื่อที่จะไม่ติดยึดว่าเป็นของตัว ในโลกเขาไม่ได้สอน อย่างนี้ เขาสอนเพื่อที่จะให้สร้างขึ้นมา แล้วว่าเป็นตัวเอง สร้างเพื่อความภาค ภูมิของตัวเอง ว่าตัวเองยิ่งใหญ่ ตัวเก่ง นี่ได้แล้ว ตั้งแต่ความเป็นตัวเอง ขี้ เหนียวไม่อยากให้ใครสร้างได้เท่าเรา ไม่อยากให้ใครมีสิ่งที่ตัวมี จนกระทั่งเอา ไปแลกเงินแลกทอง หรือเอามาไว้เป็นของตัว ไม่ให้ใครเลย หรือถ้าจะให้ ก็จะ ต้องแลกมาให้ได้มากๆ ให้ตัวเองได้มากๆ ให้ได้ค่าที่แลกกลับคืนมามากๆ จะเป็น ลาภ เป็นยศ เป็นอะไรก็ตามใจ เพราะฉะนั้น ในชีวิตมนุษย์ทั้งหมดที่เราจะให้ศึกษา ให้การศึกษานั้น ให้การศึกษาในการสร้าง ไม่ใช่ให้ขี้เกียจ ไม่ใช่ให้ไร้ฝีมือ ไม่ใช่ให้ไร้ความ สามารถ ถ้าโลกทุกวันนี้มันอุดมสมบูรณ์ ถ้าโลกทุกวันนี้มันอุดมสมบูรณ์นะ เราก็ไม่ ต้องเรียนอะไรเลย ไม่ต้องเรียนอะไรเลย หรือเรียนแต่จะยังชีวิตอยู่ อย่างที่ใน พระไตรปิฎก คนเราตื่นมา ก็เดินไปเก็บข้าวสาลีเอามากิน ผู้ใหญ่ พ่อแม่ก็ไปเก็บ มา ไปเก็บ ลูกเห็นก็ต้องเดินไปเก็บตาม นั่นคือการเรียน การสอน เรียนตามผู้ ใหญ่ ทำก็เหมือนสัตว์ ส

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน