601215_พุทธศาสนาตามภูมิ การแก้ปัญหาเศรษฐกิจแบบพุทธ ตามภูมิโพธิรักษ์คิด ตอน 2.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2560
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์352 KB
วันที่แก้ไข30 ธันวาคม 2567

เนื้อหาในไฟล์

601215_พุทธศาสนาตามภูมิ การแก้ปัญหาเศรษฐกิจแบบพุทธ ตามภูมิโพธิรักษ์คิด ตอน 2

สมณะเดินดินว่า… วันนี้ วันศุกร์ที่ 15 ธันวาคม 2560 ที่บวรราชธานีอโศก ใกล้จะถึงงาน ว.บบบ. และงานเพื่อฟ้าดิน ก็แจ้งวันสอบ ว.บบบ. ข้อเขียน ว่าจะสอบ เลื่อนจาก วันที่ 30 ธ.ค. มาเป็น วันที่ 29 ธ.ค. 2560 แทน พ่อครูว่า... ก็มาดู sms

สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน เมื่อถูกเขาทำร้ายต้องทำใจอย่างไร _Chaiporn Anuwutnawin....กราบเรียนถามพ่อท่าน เมื่อเราประสบกับเหตุการณ์ ที่ถูกผู้อื่นที่ประกอบกิจการ แล้วมาเบียดเบียนกิจการของเรา จนเราไม่สามารถประกอบกิจการได้ จนถึงขั้นจะต้องปิดกิจการแล้ว ผู้ที่มาเบียดเบียน เป็นผู้มีอิทธิพลสูง มีอำนาจ จนเจ้าหน้าที่บ้านเมืองต้องเกรงใจ ใช้อำนาจนั้นข่มเหงเหยียบย่ำน้ำใจเราทุกวัน เราจะเดือดร้อนเสียหายอย่างไร เขารู้ แต่ก็เขาไม่สน เขาเห็นเราเป็นตอไม้ที่ตายแล้ว เหยียบย่ำน้ำใจกันทุกวัน ใจหนึ่งอยากต่อสู้ เพราะเราได้รับกับความอยุติธรรม แต่อีกใจก็กลัวกรรม กลัวจะเป็นวิบาก ลากยาวไปอีกครับ ที่อดทนกับการถูกเบียดเบียน ข่มเหง มานานกว่าสิบปีได้นี้ ก็เพราะใจอันหลังนี่ล่ะครับ แต่เขาไม่มีลดละ มีแต่จะกระทำหนักขึ้นทุกวัน ปรับใจปรับธรรมอย่างไรครับ ผมอยากฟังธรรมจากพ่อท่านให้เป็นยาใจ ลดความไม่ยอมกับความอยุติธรรม ที่เขายัดเยียดให้นี้ พ่อท่านโปรดเมตตา เทศนาให้ใจตัวนี้มันลงได้มากกว่านี้เถิดครับ กราบขอบพระคุณพ่อท่านด้วยความเคารพยิ่ง พ่อครูว่า... ก็น่าเห็นใจเน๊าะ อาตมาก็ไม่มีความเห็น ที่จะดีกว่า ที่จะพูดต่อไปนี้คือ เราก็ยอมให้ถึงที่สุด ก็อย่าไปยึดติดว่า เขาไปทำร้ายเรา อย่าง พระโมคคัลลานะ เขาจะฆ่ารุนแรง ท่านก็ไม่เคยถือสาเขา ท่านก็ฟื้นตัวเองตลอดเวลา แล้วก็ไม่ได้ต่อความ อาฆาตพยาบาทเลย สุดท้าย

อ่านต่อ

ไม่ไหว ก็ต้องยอมตาย เป็นอนันตริยกรรมที่ได้ทำไว้ ก็เลยมีคนมาฆ่า ท่านก็ตรวจอนันตริยกรรม ท่านมี ท่านก็ยอมตาย มันสุดที่สุดน่ะ ศาสนาพุทธสอนให้คนยอมคน ให้คนเอาเปรียบได้ เราเสียเปรียบได้ดีที่สุด ทนการเสียเปรียบได้มากที่สุด คือการเจริญ ด้วยการทำดีกับเขา เขาจะร้ายอย่างไร เราก็ดี อย่างจริงใจ ไม่มีอย่างอื่น เราไม่คิดจะชนะหรอก แต่เราไม่มีทางเลือก สุดท้ายต้องตาย เหมือนท่านโมคคัลลานะ ถ้ายังไม่ตาย เราไม่ไหวจริงๆ ก็จะพอหลีก ก็เริ่มห่างไกลได้ ก็อย่าไปใกล้ชิด ก็ทำ มันสุดทางสุดวิสัย ก็ต้องทำเช่นนั้น มันสุดวิสัยไปไหนไม่ได้แล้ว จะทำความดี เข้าใจความงาม ความดี อย่างจริงใจ เราก็ต้องดี ดีอยู่ที่เรา เราเชื่อกรรมวิบากอยู่แล้ว ไม่มีทางอื่นดีกว่านี้ คุณไม่มีทางรู้จักตัวเองได้หมด เราไม่ได้ทำร้ายตอบเขาเลย แต่เขาทำได้ทำเอา โดยที่เขาไม่รู้สึก เราก็ถือว่า เราได้ใช้วิบากคุณได้มาทวงหนี้วิบาก อาตมาก็ว่ามีทางออกทางเดียว ทางอื่นไม่มี แยกได้เป็นสองคำตอบ 1.คุณก็ต้องทำดี 2.ทนไม่ได้ก็ต้องหาทางไปให้ไกลห่าง อย่ามาใกล้ชิด เขาก็แกล้งได้ ห่างกัน จนเขาแกล้งไม่ได้ แต่ถ้ามันไปไม่ไหว คุณไม่มีทางจะไป จำนนก็มีทางเดียว ก็ต้องทำดีที่สุด ถือว่าใช้หนี้ไปสักชาติแล้วกัน อาตมาก็ไม่รู้จะทำอย่างไร นอกนั้นไม่จบ นี่เป็นทางจบ ทางอื่นเลี้ยวไปมา อย่างอาตมาขอยกตัวอย่างตัวเอง อย่าง เถรสมาคมทำกับอาตมา ทำสารพัด อาตมาก็ไม่เคยมีจิตใจรังเกียจ โกรธเคือง ไม่คิดจะตอบโต้ ไม่คิดจะไป แย้งย้อนอะไร บอกความจริงเท่านั้น ความจริงมันจะแย้งตัวความจริง เท่านั้นเอง ท่านว่ามันผิด เราก็ตอบไป อย่างถูก มันก็ย้อนแย้ง ไม่ได้เจตนาจะไปเถียง ไปโต้ตอบ มันไม่ทางเลี่ยงแล้ว จะให้เราพูด อย่างยอมว่าผิด เราก็ว่าถูก ก็ไม่ได้ บางอย่างจำนน ก็ไม่ต้องพูด ก็นิ่งบ้าง แต่จะนิ่งไปทุกอย่าง เขาก็จะนึกว่าเราผิดหมด แต่แท้จริง เราก็บอกสิ่งที่ถูก พระพุทธเจ้าสอนเราในสูตรแรกเลย พรหมชาลสูตร เขาว่าเรามา ผิดหรือถูก เราก็บอกไปได้ ไม่ใช่ว่าไม่โต้ตอบอะไรเลยก็ไม่ เราก็บอกความจริง สุดท้ายต่างคน ต่างอยู่ ต่างคน ต่างทำ เพราะว่าความเห็นมันขัดแย้งกัน ก็เป็นนานาสังวาส นี่คือที่สุด

_ธัมมิกา ที่ดื้อรั้นต่อความชั่ว… จากที่ฟังเทศน์พ่อครู ท่านสมณะ สิกขมาต ดูรายการช่องบุญนิยมทีวี เกิดความคิดว่าชาวอโศกไม่ใช่คนจนเลยค่ะ แต่เป็นคนรวยความดีงาม รวยความเมตตา รวยความสุข รวยความแบ่งปัน รวยความเสียสละมากๆค่ะ พ่อครูว่า... คนนี้ต้องชมว่าฉลาด รู้ความจริงได้ อาตมาก็ว่า ชมความจริงของเรานั้น ดูได้ยากอีกนะ คุณคนนี้รู้ได้

สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน การช่วยคนแบบโดยไม่ให้กิเลสเขาเพิ่มจะทำอย่างไร _Gusara tamma ...ถ้าช่วยคน มารับใช้ ให้เขามีกิเลสเพิ่มขึ้น ไม่ควรช่วย ช่วยคน ให้ลดกิเลส รู้เท่าทัน สร้างสรรค์... ควรให้คนเช่นนี้ ขอคำอธิบายเพิ่มด้วย ว่าต่างกัน เพราะติดในการช่วย...จาก รวมเล่มเราคิดอะไร อ่านเจอ แล้วไม่รู้ทำตัวอย่างไร ให้เหมาะสม พ่อครูว่า… อาตมาว่า เราได้พิสูจน์ เราจัด ตลาดอาริยะ เราช่วยเขา เขารู้ ที่เป็นคือ คนเขาสำนึกเหมือนกัน เราเกรงคนจะมาเอาเปรียบเหมือนกัน ตอนแรก แต่พอคนเยอะๆนี้ เขารู้สึก เพราะว่า เราได้เสียสละให้เห็นจริง เรายอมขาดทุนของเรา คือกำไรของเรา จนเขาเห็นได้ชัด มาแออัด ยัดเยียด ตอนปีใหม่ไทย เราจัดมา 38 ปีแล้ว ปีต่อไป ก็ครั้งที่ 39 เราก็ให้ เท่าที่เราเสียสละได้ เราก็ไม่ได้เสียสละจนตัวเองขาดแคลน ก็ไม่ใช่เช่นนั้น อาตมาก็ว่า ไม่มีทางใด อย่างไรคุณเสียสละ ก็เป็นคุณธรรมของคุณแน่นอน แต่ถ้าใครทำร้าย เอาเปรียบเรา เราก็มีใจต้าน สมณะเดินดินว่า... เราจะมีตลาดอาริยะในเดือนเมษายน และช่วงงานเพื่อฟ้าดิน จะเป็นตลาดอีกอย่าง ที่เรียกว่า ตลาดในระบบบุญนิยม มีการขายของ ราคาสี่ระดับ ต่ำกว่าราคาตลาด เท่าทุน ขาดทุน แจกฟรี ปีใหม่สากลที่จะถึง จะเป็น ตลาดบุญนิยม ปีใหม่ไทย เป็น ตลาดอาริยะ เป็นสินค้าที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต เช่น น้ำตาล น้ำมัน ข้าว เป็นต้น พ่อครูว่า... การที่เราทำมาตั้งแต่เริ่มต้น อาตมาพาชาวอโศกทำมา การให้นี้ เป็นสิ่งประเสริฐสุดแล้ว ทานัง ใน บารมี 10 ทัศ อะไรก็แล้ว แต่จบที่การให้ แม้แต่ที่สุดให้ชีวิต อย่างพระโมคคัลลานะ ก็จบแล้ว ท่านไม่ได้ให้แต่คนเท่านั้น เพราะสุดๆจริงๆ คือวิบากของท่าน สุดท้ายแล้ววิบากมาทวงเอา ก็จำนน ไม่มีใครจะเลี่ยงได้ แม้แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็หลีกเลี่ยงวิบากไม่ได้ คนไม่เข้าใจ วิบากจะหมดหรือไม่ วิบากไม่หมดง่ายๆหรอก เดี๋ยวคนจะเข้าใจผิดว่า พระพุทธเจ้าไม่มีวิบาก แม้แต่พระพุทธเจ้า สมณโคดมองค์นี้ พระเทวทัตมาทวงหนี้ กลิ้งหินมาทับพระบาท นั่นเป็นเศษวิบาก หนี้วิบากของท่าน ที่ท่านไปได้เคยฆ่าน้องชาย ต่างมารดา เอาหลอกไปในถ้ำ แล้วเอาหินทุบตาย เลยกลายเป็นเศษวิบากมาในชาตินี้ ส่วนอีกเรื่องคือ ท่านต้องไปทรมานในป่า 6 ปี ซึ่งเป็นทางผิด ไปทำทุกรกิริยา นอกรีตหมด เป็นการไปใช้หนี้วิบาก ท่านอดทนได้เก่งกว่าเขาทั้งหมด เราเป็นผู้ชื่อว่า โชติปาละ ได้เคยกล่าวกับพระสุคต พระนามว่า กัสสปะ ว่า “การตรัสรู้เป็นของได้โดยยาก ท่านจะได้จาก โพธิมณฑลที่ไหน โพธิญาณท่านได้ยากอย่างยิ่ง” ด้วยผลแห่งกรรมนั้น เราได้บำเพ็ญทุกกรกิริยาเป็นอันมาก สิ้นเวลา6ปี เราถูกบุรพกรรมตักเตือนแล้ว (ปุพพกัมเมนะ โจทิโต) จึงแสวงหาโพธิญาณโดยทางผิด เรามิได้บรรลุการตรัสรู้โดยทางนั้น บัดนี้เราเป็น ผู้สิ้นบุญสิ้นบาป( ปุญญปาปปริกขีโณ ) (เล่ม 32 ข้อ 392) คุณgusara tamma ว่า...ถ้าช่วยคน มารับใช้ ให้เขามีกิเลสเพิ่มขึ้น ไม่ควรช่วย ช่วยคน ให้ลดกิเลส รู้เท่าทัน สร้างสรรค์... ควรให้คนเช่นนี้ ขอคำอธิบายเพิ่มด้วย ว่าต่างกัน เพราะติดในการช่วย… ก็ช่วยไปเถอะ ก็ต้องทำ ช่วยไปเลย ช่วยใครได้ ก็ช่วย อย่างอาตมานี่ ช่วยอย่างที่ ขอพูดคำดุๆว่า ช่วยอย่างสิ้นหวังเลย ช่วยเถรสมาคม อาตมาช่วย ช่วยด้วยเมตตาสงสาร พยายาม เผื่อฟลุ๊ค อาจจะมีคนที่มีจิตใจ เข้าใจได้ ก็ไม่มีทางเลือก เพราะต้องช่วย ขนาดช่วยอย่างสิ้นหวัง แต่เอาอาตมาตายเลย ฟ้องร้อง เราต้องไปขึ้นศาล ไม่รู้กี่จังหวัด ร่วมสิบปี เสร็จแล้ว ถูกตัดสินแพ้อีก ดีแต่มีบารมีหน่อย รอดคุก ให้รอลงอาญาสองปี อาตมาว่าเป็นบารมี จากคุณค่า คุณงาม ความดีที่ได้ทำไว้ เราไม่ได้ต่อต้าน เรายอมแพ้ทุกอย่าง จะเอาอย่างไรก็เอา ปู้ยี่ปู้ยำก็ยอม มีแต่พูดความจริงเท่านั้น ที่อาตมาพูดความจริง ดูเหมือนว่า เราย่ำยีเขา แต่อาตมาต้องอธิบายสัจธรรม ความจริง ต้องพูดอะไรผิด อะไรถูก เมื่อพูดสิ่งที่ผิด มันก็ไปถูกเขา มาพูดสิ่งที่ถูก ก็ตีหน้าแงตัวเอง พูดดีถูกตัว พูดชั่วถูกเขา มันเป็นความจริง ก็เลยต้องพูดสิ่งชั่วมากหน่อย ให้รู้ว่าอันไหนชั่ว ไม่ค่อยพูดสิ่งที่ถูก คนจะหาว่ายกยอตัวเอง ไม่มีทางไป อาตมาสุดแล้ว จนตรอกแล้ว ไม่รู้จะพูดอย่างไร

_คุณดั้นเมฆ...ความวนของพลังงาน จับประเด็นที่พ่อครูบอกว่า พลังงาน คือความวน รวบรวมเรียบเรียงได้อย่างนี้ครับ 1. จากพฤติกรรมหยาบ ในวรรคแล้ว มีส่วนแล้วเศษ เป็นพฤติกรรมละเอียดในเศษวรรค การทำงานของเศษวรรค รวมตัวกันขึ้น เกิดเป็นประธาน (ฬ) มีความยิ่งใหญ่โอฬารมีพฤติกรรมเพิ่มก็เป็น โอฬาริ เพิ่มอีกเป็น โอฬาริกะ จาก (ก.) ก็กลับเข้าสู่วรรคแรก (ก ข ค ฆ ง) ต่อไปจากหยาบ ลดมาเป็นละเอียดกลับไปหาหยาบอีก ก็วนอยู่อย่างนี้ (ถ้าทำได้ถึง อํ ก็จะปล่อยให้เกิดแบบ อนุโลม อยู่ในการควบคุม หรือจะไม่ให้เกิด (ปฏิโลม) ก็ได้)

2. เมื่อ ปสาทรูป ทำงานกับ โคจรรูป สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาทันทีคือ ภาวะรูป 2 เกิดเลยคือ อิตถีภาวะ ปฏิบัติเป็นก็เกิด ปุริสภาวะ ผู้เลยปุริสภาวะ แล้วจะใช้งานได้ทั้งสองสภาวะ ฉะนั้นตัวประธานจึงเดินทางไป อิตถีภาวะ(ซ้าย) แล้ววนมา ปุริสภาวะ(ขวา) สลับไปสลับมา วนอยู่ดังนี้ พ่อครูว่า… ถูกแล้ว ผู้ที่ถึงก็ใช้ได้ทั้งสองสภาวะ วนได้ แต่วนไม่ทุกข์ วนได้ประโยชน์ เท่าบารมีของผู้ที่อยู่เหนือ มีอธิปไตยเป็นอุตระ มีสติเป็นอำนาจ มีปัญญาอยู่เหนือได้

3. วิญญาณ(ธาตุรู้) เกิดจาก เจตสิก 3 เวทนา สัญญา สังขาร เมื่อครบสามแล้ว ทำงานร่วมกัน ก็เกิดวงกลม เป็นความวน

4. จากพระไตรปิฎก เล่ม 10 ข้อ 57 ปฏิจจสมุปบาทนี้ ลึกซึ้งสุดประมาณ มีการวนกลับเมื่อไปถึงวิญญาณ นามรูป เป็นปัจจัยของวิญญาณ วิญญาณ เป็นปัจจัยของ นามรูป การเป็นเหตุให้แก่กันและกัน ก็คือความวน

5. รูป นาม สลับไปสลับมา ยกตัวอย่าง เราถูกตีทำให้เจ็บ ถูกตี เป็น รูป เจ็บ เป็น นาม เมื่อเวลาผ่านไประลึกถึงการถูกตีครั้งนั้น ตัวอาการที่เคยเจ็บ กลายมาเป็นรูปให้ถูกรู้ได้ ตัวระลึกรู้เข้าไป เป็น นาม เข้าไปรับรู้ รูป นาม จึงสลับไปสลับมาแม้สภาพที่ละเอียดสูงขึ้น ก็จะวนลักษณะเดียวกัน เจโต-ปัญญา จึงเป็นสิ่งที่สลับกันได้ (จึงควรชื่นชมกันและกัน) ไม่มีอะไรเหนือกว่าอะไรโดยสัจจะ การสลับไปสลับมาดังนี้ วิญญาณในข้อที่ 4 จึงแทรกตัวอยู่ในนี้ ในรูป ของ “สัญญา” โกดังเก็บตัวแรกและตัวสุดท้ายของอัตภาพ ถูก ผิด อย่างไร? ยังไม่ชัดเจน ครับ พ่อครูว่า...เจโตต้องพยายามเพิ่มปัญญา ปัญญาต้องพยายามเพิ่มเจโต ...ถูกแล้ว อันนี้อาตมาให้คะแนนเต็ม ถูกต้อง อาตมาก็ดีใจอยู่บ้าง ว่าบรรยายธรรมะพวกนี้ คนเข้าใจได้ แม้จะเป็นเรื่องโลกุตระที่ลึกซึ้งมาก เป็นจิตเจตสิกรูปนิพพาน ในระดับ ขออภัย ต้องพูดว่า ไม่มีใครสอนอย่างอาตมาหรอก อาตมาสอนนี่ มันไม่มี ยิ่งยุคนี้ ก็ยิ่งไม่มีใคร ยุคก่อน โบราณจารย์ ที่เป็นพระโพธิสัตว์ที่เก่งๆ ก็มีอยู่ อาตมาก็มาเป็นผู้หนึ่งเท่านั้นเอง

สื่อธรรมะพ่อครู(เศรษฐศาสตร์บุญนิยม) ตอน การแก้ปัญหาเศรษฐกิจแบบพุทธ 2 ทีนี้พอ ในที่ว่ามาทั้งหมด ที่เขาส่งมา มาเข้าเรื่องที่จะพูดวันนี้คือ การแก้ปัญหาเศรษฐกิจแบบพุทธ ตามภูมิโพธิรักษ์คิด ส่วนใครจะทำ ให้สมคิด ก็แล้วแต่ ข้อ 1. การจะทำให้คนทั้งประเทศ ไม่มีคนจนนั้น เป็นไปไม่ได้ เด็ดขาด โดยความแท้จริง ข้อ 2. และการจะทำให้คนทั้งประเทศ เป็นคนรวยไปทั้งหมด มันก็ยิ่งเป็นไปไม่ได้ใหญ่ จึงไม่ควรคิด และไม่ควรพูดเลยในโวหารอย่างนี้ ข้อ 3. การพูดออกไปต่อสาธารณชนว่า เราจะทำให้คนทั้งประเทศหายจนนั้น เป็นไปไม่ได้เลยในโลก ไม่ว่าใครจะเก่งปานใด พูดเช่นนั้นจึงเป็นการคุยโต “สร้างราคา” ให้แก่ตนเอง เท่านั้น เพราะไม่มีใครหรอกในโลกทำได้ แม้แต่พระเจ้า ก็มิบังอาจจะบันดล บันดาล ให้เป็นเช่นนั้นได้ ข้อ 4. ไม่มีใครเลยในโลก ที่จะแก้ปัญหาเศรษฐกิจ โดยทำให้คนทุกคนในประเทศ หายจนไปทุกคนได้หมด มันเป็นไปไม่ได้ ตามความเป็นจริง ใครๆก็เสกให้คนทั้งประเทศหายจนไม่ได้ และการแก้ปัญหาเศรษฐกิจของตน หรือของสังคมให้ดีขึ้น ก็ไม่ควรแก้ ด้วยการทำให้ตน หรือให้สังคมรวยขึ้นอย่างมาก จนถึงขั้นรวยๆๆๆ ชนิดไม่มีขีดความพอ ที่เรียกว่า“พอเพียง”นั่นเอง คนเรา คนๆหนึ่ง จะมีเงินถึงหมื่นล้านนี่ ก็อยู่รอดแล้วไหมในสังคมนี้ มันเกินพอแน่นอน เราจัดตลาดอาริยะ คอยดู จะมีแต่คนจน ที่มาใช้บริการพวกเรา คนรวยไม่มาหรอก และเราสร้างอาคาร บวร นี้ขอปวารณากับทางจังหวัดว่า ให้มาใช้บริการได้ฟรีเลย มีเงื่อนไขอยู่ว่า คนนั้นหรืองานไหนควรจัดได้ไหม ยิ่งพระนี้ จะไปส่งเสริมการแต่งงานไม่ได้ เป็นอาบัติ มีในพระวินัย แต่ท่านที่ไม่รู้ ก็ไปงานแต่ง ไปรดน้ำมนต์เขา ข้อ 5. ควรแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ด้วยการให้คนทั้งหลายรู้แจ้งรู้จริง มีความเข้าใจใน“ความจน” และคนผู้นั้น ตั้งใจทำตน ให้เป็น“คนจน” ในสังคมให้ได้จริงๆ ด้วยความมีปัญญา(ไม่ใช่เฉโก) นั้นประเสริฐจริง ข้อ 6. ปัญญาที่ว่านั้นคือ ต้องเป็น“คนจน”ที่เข้าใจจริงๆ ว่า เราเป็นคนมักน้อย หรือกล้าจน หรือมีทรัพย์สินไว้ที่ตนน้อยๆ(อัปปิจฉะ) เพียงพอกินพอใช้(สันโดษ หรือสันตุฏฐิ) ส่วนที่เหลือที่เกิน ก็รีบสะพัดออก ผู้อื่นที่แร้นแค้นจะได้รับไป เขาจะได้หายขาดแคลน เป็นการแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่แท้ ข้อ 7. คนที่แข็งแรง คนที่มีความรู้ มีสมรรถนะ คนที่ขยันหมั่นเพียรอยู่เสมอ ย่อมพึ่งตนเองได้จริง ไม่มีวันขาดแคลนง่ายๆเลย จึงควรเป็น“คนจน”เสียเอง จะได้ไม่กักตุนไว้ที่ตน กระจายออกไปสู่คนที่ควรได้ ควรมี ควรรับไปใช้ไปกินบ้าง ชื่อว่า เป็นคนมีประโยชน์ต่อผู้อื่นจริง ข้อ 8. เพราะคนในสังคม ที่จำเป็นต้องช่วย ต้องให้ความอนุเคราะห์ คือ คนที่ไม่แข็งแรง คนที่ไม่มีความรู้ คนไม่มีสมรรถนะ หรือคนที่จำเป็นต้องช่วยเหลือ มันเป็นเรื่องสุดวิสัย แล้วเขาช่วยตนเองไม่ได้จริงๆ เช่น เด็ก คนเจ็บป่วย คนแก่เฒ่า แล้วช่วยตนเองไม่ไหวแล้ว คนพิการกาย คนพิการสมอง คนที่ต้องทำงานช่วยคนอื่น ช่วยประชาชนส่วนใหญ่ อยู่ตามหน้าที่ต้องรับผิดชอบจริง จนไม่มีโอกาสช่วยตนเองได้ จึงอยู่ในวิสัยที่ต้องช่วย ข้อ 9. ปราบคนขี้เกียจ และคนขี้โกง ให้เด็ดขาด อย่าไว้หน้า อย่าละเว้น เพราะเขาทำบาปให้ตนเองจริงๆ ไม่ดีเลย อย่าปล่อยให้เขาทำบาป เขาน่าสงสารแท้ เพราะโง่ อย่ายกเว้นแม้แต่พี่น้อง ญาติ มิตร สหาย เขาจะมีแต่ ได้สะสมอกุศล วิบาก ใส่ตน ในการขี้เกียจ และการโกง ข้อ 10. ผู้มีปัญญาจริงนั้น เป็นคนจนที่สุขสำราญเบิกบานใจแท้จริง อยู่เสมอ ตลอดกาล ไม่เชื่อก็ไปถามพระอรหันต์ทุกพระองค์ ขนาดพระพุทธเจ้าก็ยังจนแหละ แม้แต่พวกเรา เป็นอาริยะพอสมควร ก็อยู่อย่างสุขสำราญเบิกบานใจ ระวังเถอะ ข้าวมีกิน ดินมีเดิน พี่น้องมีเสร็จ เห็ดมีเก็บฯ ระวัง คุณมาอยู่ในนี้ ให้คนอื่นเขาบริการคุณอย่างเดียว คุณไม่ขยัน ก็ต้องเป็นหนี้ คุณมากินแรงคนบุญ คนดี คนอาริยะ มันบาปยกกำลังนะ ไม่ใช่บาปแค่คูณ คุณกินแรงพระพุทธเจ้าเป็นไง คุณกินแรงพระอรหันต์เป็นไง บาปมันเป็นสัจจะ ข้อ 11. ผู้มีปัญญานั้น รู้แจ้งจริงว่า “ความจน”ไม่ใช่ความน่าเกลียด ไม่ใช่ความน่ากลัว ไม่ใช่ความต่ำต้อย ไม่ใช่ความน้อยหน้า ไม่ใช่ความมีเศรษฐกิจเสื่อมถอย ไม่ใช่การเบียดเบียนคนอื่น ประเทศอื่น ไม่ใช่ความเดือดร้อน ยุ่งยาก ตนเองแต่อย่างใด แต่ชัดเจนชัดแจ้งแท้จริงว่า “ความจน” นั้นมันยิ่งเบากาย สบายใจ ต่างหาก ไม่มีภาระ ภาระเบามากๆ และเป็นการช่วยที่แท้ ที่ช่วยทำให้เศรษฐกิจส่วนรวมดีขึ้นต่างหาก ข้อ 12. ความจนอันประเสริฐ ไม่ใช่เรื่องที่คนจะต้องวิ่งหนี แต่เป็นสภาพที่น่ายินดี น่าอภิรมย์ น่าได้ น่ามี น่าเป็น ข้อ 13. คนจนผู้ประเสริฐ คือ ผู้มีปัญญาจริง ไม่ใช่ยังมีแต่เฉโก จึงเข้าใจจริงๆว่า การเป็น“คนจนผู้ประเสริฐ”นั้นดีแท้ๆจริงๆ เพราะทั้งปลอดภัย ทั้งไม่เบียดเบียดผู้อื่น ไม่แก่งแย่งผู้อื่น ทั้งได้ช่วยเหลือผู้อื่นอยู่เสมอ จึงเป็นคนมีประโยชน์แท้ ทั้งประโยชน์ตน และประโยชน์ผู้อื่นจริง เพราะตนก็ไม่เบียดเบียนตน และทั้งไม่เบียดเบียนผู้อื่น เนื่องจากตน เป็นผู้มีความรู้มีสมรรถนะ สร้างสรร ขยันพากเพียรอยู่แท้ จึงมีผลผลิตมาก อุดมสมบูรณ์อยู่เสมอ ไม่ขาด มีมากมีล้นเกินอย่างแท้จริงด้วยซ้ำ จึงมีเผื่อแผ่ผู้อื่น เป็นประโยชน์ตน-ประโยชน์ผู้อื่น แท้จริง ข้อ 14. แต่เป็นผู้ทำตนให้เป็น“คนจน”ด้วยตัวเอง ด้วยความตั้งใจจน เต็มใจจน และตนมุ่งมั่นมีไว้แต่น้อย(อัปปิจฉะ) จึงเป็น“ความจน”ที่ตนพอมีพอกิน เพียงแต่ตนมี“ใจพอ”(สันโดษ,สันตุฏฐิ) ตนสบายใจไม่โลภมากกอบโกยมาสะสมอีก ตนรู้จักพอ จึงหยุดเอาไว้เป็นของตนแค่นี้ จึงชื่อว่าสงบอยู่(ปวิเวก) ทำให้สังคมสงบ เพราะการตั้งใจมีแค่นี้ ไม่สะสม(อปจยะ) ไว้ที่ตนมากกว่านี้ แต่ขยันยิ่งอยู่เสมอ(วิริยารัมภะ) เมื่อเป็นคน“เอาไว้แต่น้อย,มักน้อย(อัปปิจฉะ) จึงจน จึงเป็นคนจนจริงๆ แต่ไม่สะสมไว้ที่ตนมาก จึงแจกจ่ายออกไปแก่ผู้อื่น แก่สังคมส่วนรวมจริง ข้อ 15. ตนจึงเป็น“คนจน”เสมออยู่จริงตลอด เป็นนักเศรษฐกิจ ที่มีคุณธรรม ประเสริฐแท้ ข้อ 16. เป็นนักเศรษฐกิจที่“จน” ทว่ามีความอุดมสมบูรณ์ เพราะสามารถสร้างสรร เลี้ยงตนเองได้ พออยู่พอกิน และทำให้เหลือ ให้เกิน ที่ตนกินตนใช้บ้าง ด้วยความรู้ ด้วยสมรรถนะของตน ข้อ 17. คนจนเช่นนี้ จึงเป็น“คนจนผู้ประเสริฐ” ทำให้สังคมทรงอยู่ได้ ดำเนินไปได้ แม้คนอื่นจะขี้เกียจ และขี้โกง กอบโกยหนัก รวยเท่าไหร่ ก็ไม่รู้จักพอ ไม่มีจบสิ้น ก็ยังชื่อว่า เราเป็นส่วนที่ช่วยอุดหนุน จุนเจือสังคม อยู่แท้ พอบรรเทาทำให้สังคมไปได้ ไม่เช่นนั้นจะยิ่งยากแค้น แก่งแย่ง คนที่รวย ไม่รู้จักพอ กระชากชิงไป ไม่หยุด ก็จะทำร้ายกันกว่านี้ ข้อ 18. จึงเห็นจริงว่า ต้องมี“คนจน” ที่เสียสละอย่างนี้ เพราะคนที่เขาไม่ยอมจน เขาไม่ยอมจริงๆ เราจึงต้องมาเป็น“คนจน” ไม่เช่นนั้น ไม่มีส่วนใดในสังคมนั้นที่จะช่วยสังคมอยู่ ถ้าไม่มีลักษณะของคนในสังคมเช่นที่ว่านี้ ข้อ 19. ซึ่งเป็น“คนจน”แต่เป็นคนที่มีความรู้ ความสามารถ ขยันสร้างสรรอยู่ แม้จะได้สะพัด เผื่อแผ่ผู้อื่นอยู่ตลอด อย่างสุขใจจริง และสะพัดชนิดที่ “ขาดทุนของเรา คือกำไรของเรา”อีกด้วย จึงมีมากอยู่เสมอ อุดมสมบูรณ์ มีเหลือมีเกินอยู่ได้ คนเช่นนี้จึงต้องเรียกว่า คนจนที่มีความประเสริฐ (ตามคำตรัสของในหลวง ร.9 ตรงตามทฤษฎีของพระพุทธเจ้า) ข้อ 20. คนที่ทำตนได้เช่นนี้ คือ ผู้แก้ปัญหาเศรษฐกิจได้แล้ว เป็นจริงแล้ว สำเร็จแล้ว ชนิดที่มี “ กตญาณ ” (ความรู้ของผู้รู้จักความสำเร็จ ที่ตนทำจบแล้ว) ควรรู้จักความจบที่สุดวิสัยแล้ว สำหรับตนเอง หากไม่รู้ “ความเป็นไปได้ที่ควรเป็นอย่างแท้จริง” และไม่รู้ “ความจบ” หรือมีที่จบ ก็ต้องร้อนใจอยู่ตลอด เพราะไม่รู้เสร็จ ไม่รู้จบ จึงมีทุกข์ ไม่มีจบสิ้นได้ ข้อ 21. ดังนั้น การแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ใน“มิติ”ที่หมายเอาแค่ว่า จะทำให้ประเทศไม่มีคนจน ทำให้คนหายจนให้ได้มากที่สุดนั้น จึงไม่ใช่การแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ที่ดี ที่ประเสริฐเลย เพราะวิธีที่ไปตั้งใจ หรือตั้งความคิด ว่าจะรวยๆๆๆ แล้วหวังจะให้คนในประเทศของเรา ต่างก็จะให้มีความร่ำรวยกันทั้งประเทศนั้น ถ้าตนก็สามารถเท่านี้ ตนก็มีผลผลิตเท่าที่ตนมี แต่อยากได้มากกว่านี้ จึงมีแต่ใจจะเอาเพิ่ม จากที่“ตนมีได้จริง” เมื่ออยากได้มากกว่านี้ ก็ต้องแย่งจากผู้อื่น เท่านั้น คนเช่นนี้จึงใช้ความฉลาดแกมโกง ฉลาดอย่างมีกิเลส คือ เฉโก คิดหาวิธี ที่ตนจะ“มีมากๆๆๆๆ” แล้วก็ทำการโกง ด้วยวิธีโกงนั้นกันเต็มสังคม ตั้งแต่น้อยนิด จนถึงขั้นแรงสุด ข้อ 22. วิธีการโกงในสังคม ที่แก้ปัญหาเศรษฐกิจ ด้วยคนที่มีคอนเซพท์อยู่แต่ว่า คนต้องรวย ประเทศต้องรวย จึงเป็นแนวคิดที่ “คนมีแต่อยากรวย” ที่แก้ปัญหาเศรษฐกิจไม่ได้ ไม่มี “จบ” แก้ไม่เสร็จ ตลอดกาลนาน ข้อ 23. ฉะนั้น การจะทำให้คนในประเทศเราร่ำรวยขึ้น ได้มากจริงดังว่า ก็คือ ต้องแย่งเงินทองจากประเทศอื่น มาให้ประเทศ แก่ตน โดยการเอาเปรียบ หรือขูดรีดด้วยการขายผลผลิตของตนราคาสูง มาให้ตนเอง ซึ่งเป็นการเห็นแก่ตัวอย่างยิ่ง ตามปกติสามัญของคนเห็นแก่ได้ เห็นแก่ตัว เมื่อทำได้ ก็ดีใจ ชอบใจ ด้วยการเบียดเบียนผู้อื่น ขูดรีดผู้อื่น เอาเปรียบผู้อื่น ตั้ง“แนวคิด”อย่างนี้ทำไม? มันไม่ดีเลย มันเห็นแก่ตัว มันมีแต่ขี้โลภ เห็นแก่ได้ มันไม่คิดจะเสียสละ เพื่อผู้อื่นเลย ข้อ 24. เกิดเป็นคน ควรจะ เป็นผู้เสียสละ มากกว่า เป็นผู้ได้เปรียบ หรือเป็นผู้เอาเปรียบ สามัญสำนึก ก็คงพอรู้ ข้อ 25. เกิดมาเป็นคนแล้ว ไม่ควรคิด เป็นผู้ได้เปรียบ ไม่ควรเป็นผู้เอาเปรียบ เพราะมันกลายเป็นคนไม่มี “ประโยชน์” เป็นคนไร้“ค่า” เป็นคนขาด“คุณ” เป็นคนไม่มีธรรม “คนไม่ดี-คนไม่ประเสริฐ” ซึ่งไม่ควรมี ไม่ควรได้ ไม่ควรเป็นเลย ข้อ 26. เกิดมาเป็นคนแล้ว จึงควรคิด เป็นผู้เสียเปรียบ ควรเป็นผู้ เสียสละ เพราะมันเป็นคนมี“ประโยชน์”แท้ เป็นคนมี“ค่า”จริง เป็นคนมี“คุณ”แน่ เป็นคนไม่ว่างเปล่าจากธรรม ที่“คนดี-คนประเสริฐ” ควรมี ควรได้ ควรเป็น ข้อ 27. การแก้ปัญหา ที่ว่า ทำอย่างไร จึงจะ“หายจน” หรือทำอย่างไรปัญหา“ความจน”จึงจะจบลงได้สนิท ก็ขอไขความลับนี้ เราก็เป็น“คนจน”เสียเองเลย จนอย่างสุขสำราญเบิกบานใจ จนอย่างอุดมสมบูรณ์ เพราะมีความรู้ มีความสามารถ และขยันหมั่นเพียรอยู่เสมอ ตลอด เราไม่พัก(อัปปติฎฐัง)อยู่ เราไม่เพียร(อนายูหัง)อยู่ (พระไตรปิฎก เล่ม 15 ข้อ 2) จึงเป็น“คนจน” ที่“จน”อย่างไม่ขาดแคลน

โดยมีหลักการ ประมาณ 10 หลัก เป็นต้นว่า 1.ไม่เป็นหนี้(โดยเฉพาะหนี้ที่ต้องเสียดอกเบี้ย ในระบบทุนนิยม) 2. ทำกินทำใช้พอเพียงให้ได้ สำหรับตน 3. สร้างให้เกินที่ตนกิน ตนใช้ อยู่เสมอ 4. เมื่อตนเหลือกิน เหลือใช้แล้ว ก็สะพัดออก เผื่อแผ่ผู้อื่น 5. สะพัดแบบขาดทุนของเราคือกำไรของเราได้ เพราะมีเกิน 6. สะพัดออก โดยไม่ต้องกักตุนไว้มาก มีไว้เพียงพอที่จะใช้จะหมุนทำงาน ไม่ขาดขั้นขาดตอน แต่ไว้แต่น้อยๆ คนมีไว้แต่น้อยๆ จึงคือ คนจน 7. ไม่ต้องอยากรวยเลย ในชีวิต 8. เรียนรู้จิต อย่ามีสาเปกโข คืออย่ามีความหวัง ทุกครั้งที่เรามี“การให้” หรือ“ทาน”แล้ว อย่าอยากได้อะไรตอบแทน จึงเจริญครบสัจจะ ทั้งทางโลกีย์ และทั้งทางโลกุตระ 9. ขยันสร้างสรรเช่นนี้ เสมอๆ อย่าเกียจคร้าน 10. ถ้ามีหมู่กลุ่มรวมกันอยู่ ก็จัดสรรโดยวิธีสาธารณโภคี หากทำได้สำเร็จจริง ก็เป็นเศรษฐกิจที่ดีสุดสูงสุด

ข้อ 28. ดังนั้น หากยังมีคอนเซพท์ มีกระบวนทัศน์ มีวิธีการ จะให้คนพากันมารวยอยู่ละก็ ขอยืนยันว่า เป็นไปไม่ได้ การแก้ปัญหาสังคม ให้เศรษฐกิจเป็นคนรวยอย่างยั่งยืนนั้น ไม่มีวันสำเร็จ จะได้ก็เพียง“สมบัติผลัดกันชม” คือ จะมีคนรวย-คนจน สลับกันไปมา ไม่มีจบ เพราะคนจะแย่งกัน“รวย”อยู่ตลอดกาล “ทีใคร-ทีมัน” หมุนเวียน เปลี่ยนกันไป นิรันดร ตราบที่คนยังอยากเป็น“คนรวย” ไม่หยุดคิดจะรวย ไม่เห็นจริงว่า รวยนั้นไม่ดีเท่าจน อย่างมีปัญญาจริง การจะแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ให้มีคนรวยที่ยั่งยืนตลอดกาลนั้น ไม่เกิดผลสำเร็จหรอก ขออภัยนะ ..เพ้อเจ้อชั่วนิรันดร์ แน่นอน ข้อ 29. ที่ว่าเป็น“คนจน” เพราะเป็นคนไม่สะสมทรัพย์ ศฤงคาร เงินทอง บ้านช่องเรือนชาน เป็นของตัวของตน เป็นอนาคาริกชนจริง อยู่กันอย่าง “สาธารณโภคี” ทรัพย์สินช่วยกันสร้าง ช่วยกันทำ อย่างสัมมาทิฏฐิ-สัมมาปฏิบัติ มีลาภมาโดยธรรม(ลาภธัมมิกา) ทุกอย่างเป็นของส่วนกลาง แล้วบริหารกัน อย่างเป็นธรรม กินใช้ร่วมกัน อยู่กันอย่างเป็นสุข ข้อ 30. เศรษฐศาสตร์ทฤษฎีนี้ เป็นของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่ใช่อาตมาคิดเอาเอง ไม่ใช่เรื่องเพ้อเจ้อ สุดโต่ง ที่เป็นไปไม่ได้ เพียงแต่ในสังคมโลก ไม่มีทฤษฎียิ่งใหญ่ ที่จะสอนคนให้ปฏิบัติ ลดละกิเลส จนสามารถศาสนิกบรรลุธรรม เป็น“คนจน”ดังว่านี้ได้จริง อย่างสุขสำราญเบิกบานใจ ข้อ 31. ขออภัยที่จะต้องยกคนจริงๆ สังคมหมู่บ้าน หรือชุมชน ที่มี“ความจริง” ที่เกิดได้จริง เป็นได้จริง มายืนยัน อ้างอิง ประกอบความปรากฏอยู่จริง ได้จริง(phenomenal) ที่ยืนยันเชิญให้ไปสัมผัสของจริง พิสูจน์ได้จริง(เอหิปัสสิโก)ขึ้นในที่นี้ ได้แก่ สังคมคนอโศก หรือชาวอโศก หรือที่คนไทยทั่วไปมักเรียกว่า พวกสันติอโศก นั่นเอง ที่รวมตัวกันเป็นสังคม ชุมชน หมู่บ้าน กระจายอยู่ทั่วไปในประเทศไทย ก็ไม่มากมายกี่เปอร์เซ็นต์หรอก เพราะมันไม่ง่าย

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน