601218_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ บวร คือการซึมซับอย่างลึกซึ้ง.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2560
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์354 KB
วันที่แก้ไข4 มกราคม 2568

เนื้อหาในไฟล์

601218_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ บวร คือการซึมซับอย่างลึกซึ้ง สมณะเดินดินว่า… วันนี้ วันจันทร์ที่ 18 ธันวาคม 2560 ที่บวรราชธานีอโศก วันนี้เป็นวันบวร พ่อครูตั้งใจให้สถานที่ชาวอโศก เป็นบวรกันทุกแห่ง ให้มีการซึมซับ คุณธรรมอันดีงาม บ้าน วัด โรงเรียน เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เป็นสนามแม่เหล็ก ที่ทำให้วิญญาณของแต่ละคน เด็กนักเรียนแต่ละคน ได้เติบโต เป็นต้นกล้าที่ดี แก่ประเทศชาติ วันนี้ หลวงปู่ก็คงมีหลายเรื่องที่จะพูด หลายเรื่องเด็กๆน่าจะยังไม่เข้าใจ แต่ก็ไม่มีอะไรออกนอกไปจาก สิ่งที่จะทำให้เราเจริญขึ้น วิถีชีวิตของพวกเราเสื่อม แต่ละคนเสื่อม เพราะว่ามีความโลภ อยากได้มาก อยากร่ำรวย ก็ทำให้คนทุกข์ ทรมาน พอเราดูข่าว คนถูกหลอก ก็เพราะว่า อยากจะรวย ปัญหาที่ตำรวจปวดหัวมาก ตอนนี้คือ ล็อตเตอรี่ซื้อแล้วถูกรางวัล แต่ไม่รู้เป็นของใคร เพราะความโลภ ทำให้ยุ่ง วุ่นวายกันไปหมด คนโกหกอย่างหน้าแข็งๆกันเลย ความโลภของคน ทำให้มีเรื่องนิดหน่อย ก็จะเข่นฆ่ากันได้ มีเรื่องนิดเดียว แต่ก็ทำให้ฆ่ากันได้ มีคู่รักกัน พยายามจะขอคืนดี แต่ฝ่ายชายเป็นคนที่รุนแรง เอาน้ำกรดราดใส่ผู้หญิง แล้วหนีไป แล้วไปซื้อยาฆ่าแมลงกิน แล้วขอให้ตำรวจจับ แล้วราดน้ำกรดใส่ตัวเองอีก นี่เป็นเพราะอะไร เพราะว่า โลภมาก ก็ทรมาน รักมาก ก็ทรมาน โกรธ ก็ทรมาน เราฟังธรรมะหลวงปู่ ก็ฟังกันว่า ทำอย่างไร ความโลภ โกรธ หลง ของเราจะได้ลดลง พ่อครูว่า... ก็พยายามเอาที่มันเบาๆหน่อย ที่ตั้งใจนี้ ก็อาจจะลดลง วันนี้ไม่นึกว่าจะเป็นวันบวร ก็ตอบ ไลน์ที่ส่งมากัน ก็วันนี้ มีเด็กนักเรียนมาฟัง วิธีให้นักเรียนมาอยู่ที่นี่ ก็เพื่อให้ซึมซับสิ่งที่ดี ให้เป็นญาติ เป็นพี่ เป็นน้อง เป็นสายเลือดกันจริงๆ ปรารถนาดีต่อกันจริงๆ อันนี้เป็นเรื่องที่เป็นจริง เป็นไปได้ ที่ได้นำ

อ่านต่อ

เอาธรรมะพระพุทธเจ้า มาใช้ จนเกิดมรรคผล ทุกวันนี้ได้เห็น สิ่งที่เกิดขึ้น เป็นสิ่งประเสริฐ พูดไปก็เหมือนยกยอตัวเอง แต่ธรรมะพระพุทธเจ้า ทำให้เกิดสิ่งนี้ได้จริงๆ

สื่อธรรมะพ่อครู(นานาสังวาส) ตอน สามัคคีกับนานาสังวาส _มนุษย์ อินเตอร์เน็ต... คำว่านานาสังวาส ผมเชื่อแน่ว่าพระพุทธเจ้า ท่านทรงไม่อยากให้มีแน่ เพราะคำว่านานาสังวาส มันทำให้สงฆ์ต้องแบ่งออก เป็นหลายฝ่าย จุดประสงค์ของพระพุทธเจ้านั้น ท่านทรงให้สงฆ์สามัคคีกันอยู่แล้ว นานาสังวาสนี้ ถ้าพระพุทธเจ้าท่านทรงอยู่ ท่านใม่อนุญาตแน่ สามัคคีคุณธรรมชั้นต้น ความพร้อมเพียง ความปรองดอง ความกลมเกลียว พระพุทธเจ้าท่านทรงอยากให้สงฆ์ เป็นอย่างนี้อยู่แล้ว..ดังนั้น...คำว่านานาสังวาส...ใม่ใช่พุทธประสงค์ของท่านแน่ๆ..จาก..อานันทสังฆสามัคคีสูตร พ่อครูว่า... สามัคคี นี้แค่หัวชื่อของสูตร สามัคคีก็แน่นอน ตรงกันข้ามกับ สังฆเภท หรือ นานาสังวาส กับ อสังวาส การแตกแยกนั้น แตกแยกได้สารพัด นานาสังวาส เป็นการแตกแยกอย่างหนึ่ง อานันทสังฆสามัคคีสูตร เป็นสูตรแห่งความพร้อมเพรียง สามัคคี เป็นเพียงโลกียธรรม ความสามัคคี เป็นสมมติสัจจะ ไม่ใช่ปรมัตถสัจจะ ทุกวันนี้สังคมประเทศไทยสามัคคีกันดี แต่สามัคคีของประชาชนคนไทย สามัคคีไทยไม่มีเรื่องวุ่นวายอะไรมากเลย เพราะว่าถูก ม.44 คุมไว้ ก็เลยต้องสงบ ไม่ทะเลาะอะไรกันมาก แต่มันเป็นโลกียะ แม้ว่าจิตใจจะไม่ยอม แต่ก็ต้องยอม เพราะแย้งไม่ได้ ดีไม่ดี ไม่ใช่แค่ ม.44 จะถูกประหารชีวิตได้

อานันทสังฆสามัคคีสูตร เล่ม 24 [39] ท่านพระอานนท์ทูลถามว่าข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระองค์ตรัสว่า สังฆสามัคคี สังฆสามัคคีดังนี้ สงฆ์จะเป็นผู้พร้อมเพรียงกัน ด้วยเหตุมีประมาณเท่าไรหนอแล ฯ พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรอานนท์ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมแสดงสิ่งที่ไม่ใช่ธรรมว่า ไม่ใช่ธรรม ย่อมแสดงสิ่งที่เป็นธรรมว่า เป็นธรรม ... ย่อมแสดงสิ่งที่ตถาคตไม่ได้บัญญัติไว้ว่า ตถาคตไม่ได้บัญญัติไว้ ย่อมแสดงสิ่งที่ตถาคตได้บัญญัติไว้ว่า ตถาคตได้บัญญัติไว้ ภิกษุเหล่านั้นย่อมไม่ทอดทิ้งกัน ไม่แยกจากกัน ไม่ทำสังฆกรรมแยกกัน ไม่สวดปาติโมกข์แยกกัน ด้วยวัตถุ 10 ประการนี้ ดูกรอานนท์ สงฆ์ย่อมเป็นผู้พร้อมเพรียงกัน ด้วยเหตุมีประมาณเท่านี้แล ฯ [40] อา. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็บุคคลผู้สมานสงฆ์ผู้แตกกันแล้ว ให้พร้อมเพรียงกัน จะประสพผลอะไร พระเจ้าข้า ฯ พ. ดูกรอานนท์ บุคคลผู้ที่ทำสงฆ์ผู้แตกกันแล้ว ให้พร้อมเพรียงกันนั้น จะประสพบุญอันประเสริฐ ฯ อา. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญบุญอันประเสริฐคืออะไร พระเจ้าข้า ฯ พ. ดูกรอานนท์ บุคคลผู้สมานสงฆ์ผู้แตกกันแล้ว ให้พร้อมเพรียงกันนั้น จะบันเทิงอยู่ในสวรรค์ตลอดกัปหนึ่ง ฯ ความพร้อมเพรียงแห่งสงฆ์ เป็นเหตุให้เกิดความสุข และบุคคลผู้อนุเคราะห์สงฆ์ ผู้พร้อมเพรียงกันแล้ว ผู้ยินดีแล้วในความพร้อมเพรียงกัน ตั้งอยู่ในธรรม ย่อมไม่พลาดจากธรรม เป็นแดนเกษมจากโยคะ ย่อมบันเทิงอยู่ในสวรรค์ตลอดกัปหนึ่ง เพราะสมานสงฆ์ ให้พร้อมเพรียงกัน ฯ พ่อครูว่า... แม้ว่าจะแตกแยก แต่ว่าถูกจับมารวมกัน ด้วยหลักเกณฑ์ ด้วยการบังคับ ไม่ใช่เป็นอิสระเสรีภาพ คำว่าอิสรเสรีภาพนี้ ยิ่งใหญ่ที่สุด นานาสังวาส คือหลักเกณฑ์สุดยอด สุดเลยนะ หลักเกณฑ์ค่าสูงสุดเลย ของบัญญัติที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ ที่แสดงถึงอิสระเสรีภาพขั้นสูงสุด สุดวิสัยเลย มันสุดวิสัยแล้วจริงๆ ถึงยอมให้นานาสังวาส เพราะว่าต่างคน ต่างมีอิสระเสรีภาพ ไม่สามารถจะทำอย่างไรได้แล้ว ก็ต่างมีสัญญายนิจจานิ หรือว่าต่างคน ต่างมีอุปาทาน อภินิเวสายะ คือยึดมั่นถือมั่น แต่ สัญญายนิจจานิ เป็นกิเลสก็ได้ เป็นโลกุตระก็ได้ ถ้าเป็นโลกุตระ สัญญายนิจจานิ ก็จะไม่มีการยึดมั่นถือมั่น แต่เพียงยึดอาศัยเท่านั้น จะไม่มีการเดือดร้อนใจเลย ส่วนสัญญายนิจจานิ ของผู้ที่มีกิเลสมีอุปาทาน เช่น พวกที่นั่งหลับตาสมาธิ ที่มีแต่สัญญา ยึดอันนี้ว่าเที่ยง ไม่ใช่เป็นปัญญา เพราะว่านั่งอยู่ในภพตัว เอง คนอื่นไม่รู้ด้วย ไม่ร่วมด้วย สักคนเดียว แต่ถ้ามีคนอื่นร่วมด้วย ทั้งสมมุติสัจจะ และปรมัตสัจจะ เป็นสัจจะตรงกันหมด รับรองร่วมกัน อันนั้น เรียกว่าสัจจะได้ ไม่ใช่สัญญา รวมกันเป็นสัจจะได้ แม้จะเป็นสองอัน แต่สัจจะนั้นเป็นหนึ่งเดียว ที่จริง สัจจะทั้งหลาย ไม่มีในโลก สัจจะหนึ่งเดียว นอกนั้น เป็นสัญญายนิจจานิ สามตัวนี้ ใน จูฬวิยูหสูตร ซึ่งเป็นเรื่องของสัจจะ ที่เข้าใจไม่ได้ง่ายๆเลย 1. สัจจะ ไม่มีเลย ในโลก 2 สัจจะ มีหนึ่งเดียว ฟังสองอันนี้แล้ว เหมือนขัดแย้งกัน ก็แล้วแต่ความยึด แล้วก็ยึดของใคร ของมัน เป็นอุปาทาน ถ้าจะยอมอนุโลม หรือแย้งกัน โดยโลกีย์ไม่ใช่โลกุตระ ถ้าจะรวมกันเป็นหนึ่งเดียว ก็ตกลงกันว่า อันนี้สมมุติ อันนี้ปรมัตถ์ คนที่ยอมกันได้ จิตสัญญายนิจจานิ ก็สิทธิ์ของแต่ละคน อัตตาของใครของมัน สัญญายนิจจานิ ยึดตัวเอง ของข้าก็อย่างหนึ่ง ของเขาก็อย่างหนึ่ง ไม่รวมกันสนิท อย่างพวกเรา มันรวมกันจริง และรวมกันอย่าง โสดาฯเสมอโสดาฯ สกิทาฯเสมอสกิทาฯ ฯลฯ รู้ความจริงว่า ท่านสูง หรือต่ำ หรือเสมอเรา ก็ยอมเพราะว่ารู้ความจริง ไม่ใช่ยอมเพราะว่าถูกบังคับ ไม่ใช่เรื่องที่รู้ง่ายๆ ที่เราต้องศึกษา แค่อาตมาบอกว่า คำว่าสามัคคี มันก็เป็นภาษาโลกีย์เท่านั้น ไม่ใช่ปรมัตถ์ มันเกิดจากคนสองคนขึ้นไป ปรมัตถ์จริงๆของเราเอง สามัคคีต้องเกิดสองคนขึ้นไป ถ้าสองคนนี้ตรงกันหมด ทุกอย่างก็เป็นโลกุตระ ถ้าสองคนนี้ไม่ตรงกัน ทุกอย่างก็เป็นโลกียะ แต่ยอมกันได้ เรียกว่าสามัคคี เป็นโลกียะอยู่ ความรู้เกี่ยวกับโลกุตระสูงสุด จึงเป็นเรื่องที่ไม่ใช่เดาเอาได้ จะต้องมีภูมิ ถึงขั้นแยกโลกียะ แยกโลกุตระได้ แม้จะแยกได้ ก็มีเป็นขั้นตอน ขั้นโสดาบัน ก็แยกโลกียะ โลกุตระ ได้ภูมิแค่นั้น ถ้าเป็นสกิทาคามี ก็เป็นเรื่อง สุดวิสัย ที่โสดาบันจะรู้ได้ แยกได้ ต้องถึงสกิทาฯ จึงจะเป็นตัวแท้ อนาคาก็ยิ่งเป็นขั้นๆ อรหันต์ก็เป็นขั้นๆ เป็นต้น นี่คือสัจจะ เพราะฉะนั้น ความรู้แค่สามัคคี คือโลกียะ กับโลกุตระ ก็รู้ไม่ได้ ก็ต้องค่อยศึกษา จึงจะมีความรู้ไปตามลำดับ สรุปอีกทีว่า นานาสังวาส จึงเป็นหลักเกณฑ์ของศาสนาพุทธ ศาสนาเดียว เป็นขั้นสูงสุดของอิสระเสรีภาพ แห่งมนุษย์แต่ละคน ไม่ใช่ขั้นต้น อิสรเสรีภาพสูงสุด คือนานาสังวาส มีในศาสนาพุทธ ศาสนาเดียว

มาเข้าเรื่องที่จะต้องพูดกันให้เข้าใจคือเรื่องของบวร

สื่อธรรมะพ่อครู(การเมืองบุญนิยม) ตอน ความลึกซึ้งของประชาธิปไตยสองขา พ่อครูว่า... อาตมานำมา ให้ช่วยกันทำความเข้าใจ ก็ดีขึ้นเรื่อยๆ บวร มีสามเส้า บ้าน วัด โรงเรียน มีทั้งรูปธรรม และนามธรรม ทุกวันนี้ประเทศไทยของเรา อยู่กันอย่างสงบ มีรูปธรรมอันสงบมาก จนกระทั่ง มีการปฏิวัติยึดอำนาจ การเมือง หัวเรือใหญ่ของโลก สหรัฐอเมริกาชี้เลยว่า ไม่ใช่ประชาธิปไตย การยึดอำนาจ รัฐประหารนี้ ด้วยหลักเกณฑ์บัญญัตินิยามที่รู้กันทั่วโลก ถือว่าไม่ใช่ประชาธิปไตย หัวเรือใหญ่ประชาธิปไตยในโลก คืออเมริกา ก็ไม่รับ แต่พลเอกประยุทธ์ ได้แสดงประสิทธิภาพ เข้าตาประชาโลก เข้าตาประเทศต่างๆ พลเมืองโลก จนกระทั่งสุดท้าย อเมริกาก็ยอมรับ ประชาธิปไตยขาเดียว มีแต่รูป ไม่มีนาม มีแต่เรื่องรูปธรรม ถ้าเข้าใจ จิตวิญญาณ เป็นประธานของสิ่งทั้งปวง แต่ประชาธิปไตยขาเดียว ไม่มีหลักเกณฑ์ของจิตวิญญาณ อย่างสมบูรณ์แบบ มีจิตวิญญาณ แต่เป็นจิตวิญญาณโลกีย์ หลวมๆ ไม่มีรูปแบบ ไม่มีกฎมณเฑียรบาล ที่สืบทอดกันมา เหมือนกับการสืบทอด DNA ไม่มี relative อย่างลึกซึ้ง เป็นความสืบทอดที่ต่อเนื่อง ไม่มี หั่นวิ่นไปหมด ประธานาธิบดี คือผู้ยิ่งใหญ่ในประเทศ ได้มาอย่างไร ก็ได้มาจากการเลือกตั้ง ใครก็ได้ ใครจะมาเป็นองค์ประกอบ ยุคนี้ เงินหนาอย่างเดียว ก็เป็นได้ อำนาจบาตรใหญ่อย่างเดียว หรือยุคนี้ มีทั้งอำนาจบาตรใหญ่ และเงินทอง ก็ได้เป็นประธานาธิบดี อย่างที่เป็นกัน สรุปแล้ว เรื่องเหล่านี้ จิตวิญญาณ เป็นประธานของสิ่งทั้งปวง แล้วต้องเป็น จิตวิญญาณโลกุตระ เป็นจิตวิญญาณที่ประเสริฐ เป็นจิตวิญญาณอาริยะ เป็นจิตวิญญาณที่มีความลึกซึ้งสูง 2 มีคุณธรรมยอด แต่ประชาธิปไตยขาเดียว ไม่ได้สืบสานสิ่งเหล่านี้ ผู้บริหารที่เป็นรัฏฐาธิปัตย์ ของประเทศ ยังประเทศที่มี King มีกฎมณเฑียรบาลมี DNA สืบทอดกันมา ทางจิตวิญญาณ ไม่ว่าจะเป็น สืบทอดสันตติวงศ์ จะสันตติวงศ์ของประเทศไหน ก็ทุกพระประยูรญาติ ก็ต้องอยู่ในกฎมณเฑียรบาล ผู้ที่เป็นพระเจ้าแผ่นดิน และผู้ที่รองลงมา เป็นโอรส เป็นพระธิดา จนสายพระญาติต่างๆ มีแยกย่อย เยอะแยะ ก็มีขั้นตอนลำดับ ทั้งนั้นเลย ก็ต้องฝึกตน ให้อยู่ในหลักเกณฑ์นี้ ถ้าไม่อยู่ในหลักเกณฑ์นี้ ก็ต้องถูกคัดออก เขาก็มีการคัดออก ตลอดเวลา มันมีอะไรลึกซึ้งทางด้านจิตวิญญาณ ต่อทอดกันมา ตลอดกาลนาน ด้วยคำว่า กฎมณเฑียรบาล เป็นกฎหมายสำหรับราชวงศ์ ทุกประเทศมีกฎหมาย สำหรับราชวงศ์ทั้งนั้น เขาก็สืบทอดมาบริหารประเทศ ประเทศที่มีพระเจ้าแผ่นดิน ทุกประเทศ ดำเนินด้วยกฎมณเฑียรบาล แล้วทุกพระประยูรญาติ ทำตามขั้นตอน ต้องอยู่ในกฎ หลักเกณฑ์เหล่านี้ ผู้ที่เตรียมพร้อม จะเป็นพระเจ้าแผ่นดินคนสำคัญ ผู้ที่รองลงมา ก็มีอีก เพราะฉะนั้นจะต้องถูกขัดเกลา ถูกฝึกฝนอบรมให้ศึกษา ทุกอย่างจะต้องพร้อม ดีที่สุด คัดเอาคนที่ดีที่สุดขึ้นมาเป็นพระเจ้าแผ่นดิน ในแต่ละครั้งๆ แต่ประชาธิปไตยขาเดียว มีที่ไหน ปนกันเละ ประชาธิปไตยขาเดียวนั้น ไม่รู้ว่า ใครเป็นใคร ใครจะมาเป็นใหญ่ มีอำนาจ ก็ไม่รู้ แม้ยุคนี้อเมริกาถือว่า เป็นตัวอย่างประชาธิปไตยขาเดียวตัวใหญ่ ประชาธิปไตยขาเดียว กับสองขานี้ อาตมายังไม่เก่งอธิบาย อธิบายได้เท่านี้ มันลึกซึ้งหลากหลายซับซ้อนเยอะ อาตมายังไม่เก่งคลี่ขยาย

สื่อธรรมะพ่อครู(นานาสังวาส) ตอน หลักเกณฑ์ของนานาสังวาส พ่อครูว่า... นานาสังวาส เป็นหลักเกณฑ์อิสระเสรีภาพสูงสุด วิสัยของมนุษยชาติ ท่านจึงได้ยอมให้เกิดขึ้น เพราะฉะนั้น คุณมนุษย์อินเตอร์เน็ต ยังเข้าใจ ต้นกับปลายผิดกันไป ว่านานาสังวาสนี้เบื้องต้น แต่ที่จริงคือสิ่งสูงมาก แม้ในสมัยพุทธกาล ก็มีเรื่องของการแย่งน้ำกัน ก็เลยเอาอันนี้ มาตั้งเป็นหลักเกณฑ์ นานาสังวาส เพื่อเป็นประโยชน์ต่อศาสนามาถึงทุกวันนี้ ตอนพระพุทธเจ้า ไม่มีอะไรมาก ก็แค่นั้น แม้แต่พระเทวทัต ท่านก็ประกาศนานาสังวาสกับพระเทวทัต ไม่ได้ใช้กฎเกณฑ์อะไรมาก จึงไม่ได้มีตัวอย่างที่ท่านตั้งกฎเกณฑ์เอาไว้มากนัก ก็เลยใช้กันไม่เป็น เช่น ยกตัวอย่าง นานาสังวาส อนุญาตให้ปฏิกโกสนาได้ ปฏิกโกสนา หมายความว่า ว่ากันอย่างแรง ต้านอย่างแรง ค้านอย่างแรง ว่าหนักๆเลย ชัดๆเต็มว่า อันนี้ผิดหรือไม่ อย่าไปทำ อุกโกฏนา อย่าผิดเพี้ยนไปจากความจริง ให้ปฏิกโกฏนาได้ แต่ไม่ให้อุกโกฏนา สัจจะของธรรมวินัย นานาสังวาสของพระพุทธเจ้า ก็คอยจะได้พูดกันอีกในอนาคต ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ เหตุแห่งนานาสังวาสนั้น เกิดจากอะไรบ้าง สังฆกรรมบางอย่าง ภิกษุนานาสังวาสร่วมกันได้ บางอย่างร่วมกันไม่ได้ เช่น มีพระภิกษุเถรสมาคมมาร่วมอยู่กับเรา อย่างสังฆเภท นั้น ถ้าจะมาบวชกับอีกฝ่ายหนึ่ง จะต้องฝึกก่อน ถึงจะบวชได้ แต่ถ้าเป็นนานาสังวาสนั้น ไม่ต้องสึกก่อน แต่ถ้า อสังวาส นั้น ตลอดชาติ ห้ามเข้าร่วมกันเลย ต่างจาก สมานสังวาส ที่รวมกันโดยหลักเกณฑ์ต่างๆ 1.ศีลไม่เสมอสมาน 2.ประพฤติปฏิบัติ กรรมต่างกัน 3.อุเทส คำอธิบายธรรมะพระพุทธเจ้าต่างกัน ศีลต่างกัน อย่างพวกเรามี จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล แต่ทางโน้นเอาศีล 227 แม้ศีลไม่เสมอสมาน เช่น ทางโน้นไม่ถือมหาศีล เขาทำมีเดรัจฉานวิชชาเต็มไปหมด แต่เราถือว่าเรื่องใหญ่ ชาวอโศกจึงเป็นหมู่ที่ถือมหาศีล ทั้งสมณะและฆราวาส แต่ของเถรสมาคม แม้เขาจะชื่อว่าพุทธ เขาก็ไปทำเดรัจฉานวิชชาเองที่บ้าน แต่ว่าถ้าเข้าไปในวัด ถ้าที่วัดไม่ทำ เขาก็ต้องไม่ทำ แต่นี่ภิกษุเป็นเจ้าพิธีเองเลย เป็นตัวตั้งตัวตี ทำเดรัจฉานวิชา ก็เลยเจ๊งเลย ส่วน จุลศีล คือศีลที่ปฏิบัติแล้ว ขัดเกลากิเลสตัวเองไปตามลำดับ มี 26 เรื่อง แค่26 เรื่องนี้ ทำแล้วเป็นพระอรหันต์ได้เด็ดขาด แม้ศีล 5 ก็เป็นพระอรหันต์ได้ ถ้าทำอย่างถูกต้อง มีอธิศีลอย่างไร ศีล10 ก็เป็นอรหันต์เด็ดขาด ก็ต้องลึกซึ้งเอง สูงสุดแล้ว ขีดศีลธรรมดา ในหลักเกณฑ์ที่ปฏิบัติ ขั้นพื้นฐาน จนถึงศีล26 พระพุทธเจ้า เผื่อพอไว้แล้ว สมณะเดินดินว่า... นานาสังวาส เป็นอิสระเสรีภาพสูงสุด แม้ภิกษุรูปเดียว ก็ทำอิสระเสรีภาพได้ ถ้าความเห็นต่าง จนกระทั่งอยู่ร่วมกันไม่ได้ หมู่นี้ไม่เห็นด้วยเรา ก็ประกาศออกไปได้ อิสระเสรี ในอดีต สมัยพระพุทธเจ้ามีการขัดแย้งกัน แค่น้ำในกะลา พระพุทธเจ้าจะตัดสินเอง ก็ตัดสินได้ แต่ก็ไม่ทรงตัดสิน พ่อครูว่า... ท่านเจตนาจะถือเป็นเหตุ บัญญัตินานาสังวาส ซึ่งจะไม่มีใครบัญญัติหลักเกณฑ์ ได้อย่างสูงสุด อย่างนี้ได้ สมณะเดินดินว่า... ในสองฝ่าย ท่านก็ให้อิสระเสรีภาพว่า ให้ฟังว่าทั้งสองฝ่าย เป็นอย่างไร ฝ่ายไหนเป็นธรรมะวาที ฝ่ายไหนอธรรมวาที ก็เลือกเอาเอง เป็นอิสระเสรีภาพ แต่ของเรา ให้ศาลตัดสิน อย่างเราถือกินมังสวิรัติ แต่ทางโน้นจะถือไม่กินมังสวิรัติ แล้วจะให้ศาลตัดสินได้อย่างไร พ่อครูว่า... ให้ฆราวาสมาตัดสินพระภิกษุไม่ได้หรอก แต่เราก็ต้องยอมให้เขาทำไป จะไปแย้งได้อย่างไร ฆราวาส ส่วนพระไม่มีน้ำยาไปตัดสินได้ ก็เลยอาศัยฆราวาส เสียเหลี่ยมพระไหม เถรสมาคมทั้งสมาคมตัดสินไม่ได้ ให้ฆราวาสตัดสิน ก็ตัดสินกฎหมาย ไม่ได้ตัดสินธรรมวินัย อาตมาก็ว่ายอมเสียดีกว่า เสียเวลา ไม่แย้ง ทนายทองใบ บอกว่าสู้ อาตมาสู้ไปถึงศาลอุทธรณ์ ก็คิดต่อไปว่า ไม่ได้เรื่องหรอก ใครว่าให้สู้ อาตมาก็ว่ายอมดีกว่า อาตมาไม่เซ็นให้สู้เลย แค่อุทธรณ์ก็จบ อาตมาก็ยอมรับผิด รอลงอาญาไปอีกกี่ปี ก็ยอมทุกอย่าง เพราะอาตมาคิดอยู่แล้วว่า ให้ฆราวาสมาตัดสิน เรื่องของธรรมะ เป็นเรื่องของนานาสังวาส ฆราวาสจะไปตัดสินได้อย่างไร แต่เกิดในยุคนี้ ก็ต้องจำนน เรียกว่าขี้หมาลอยตามน้ำ สมณะเดินดินว่า... ไม่เข้าใจเรื่องนานาสังวาสว่าเป็นอิสระเสรีภาพสูงสุด ของศาสนาก็เลย ตัดสินไม่ได้ตัดสินผิด

พ่อครูว่า... มาพูดถึงเรื่อง บวรต่อ

สื่อธรรมะพ่อครู(บวร) ตอน บวรที่เป็นลำดับอันน่าอัศจรรย์ บวร คือ บ้าน วัด โรงเรียน บ้าน ก็คือสังคม วิธีการอยู่ร่วมกัน มีอะไรก็เกี่ยวเนื่องกัน ในโลกก็มี หมู่บ้าน ก็แบ่งกันไปเป็น ตำบล เพื่อจะได้ช่วยดูแลจัดสรรกันได้อย่างเรียบร้อย อย่างเรานี่อยู่หมู่ที่ 10 ต.บุ่งไหม ในหมู่10 มี 12 หมู่บ้าน ก็อยู่รวมกันเป็นตำบลบุ่งไหม ก็ดูแลกัน ชาวอโศกเป็นหนึ่งในหมู่บ้าน ในต.บุ่งไหม อยู่อย่างสงบ เอื้อเฟื้อเจือจาน เป็นหมู่บ้าน เป็นตำบล งานการเมือง คืองานเอื้อเฟื้อเจือจานช่วยเหลือกัน อยู่กันอย่างพี่น้อง สงบ คนไหนมีสมรรถนะสูง เก่งมาก ก็ช่วยคนไม่เก่ง คนรู้มาก ก็ช่วยแบ่งแจกความรู้ ให้คนรู้น้อย คนมีทรัพย์ศฤงคารมาก ก็แบ่งให้คนทรัพย์ศฤงคารน้อย อยู่กันเหมือนพี่ เหมือนน้อง แบ่งกัน ชาวบ้านราชฯ เป็นนักการเมืองตัวสำคัญ ช่วยหมู่บ้านนั้น หมู่บ้านนี้ อย่างหมู่บ้านคำกลาง เขาก็ไม่ให้ช่วยเลย เพราะว่าเขาเป็นคริสต์ ส่วนหมู่บ้านอื่น เป็นพุทธ อย่างกุดระงุม ใกล้ชิดกันมาก ก็ช่วยมาก แต่ห่างไปหน่อย อย่างท่ากกเสียว ก็ช่วยน้อยกว่า อย่างกุดระงุมบอกไฟฟ้าเสีย ก็ให้ช่วยหน่อย น้ำท่าเราก็คิดจะทำประปาให้อยู่ แต่เราไม่มีเงิน ชักหน้าไม่ถึงหลังอยู่ ขยายงาน แต่เฮือน อาคาร บวร นี่ก็หัวล้านไปเยอะแล้ว หมู่ชาวอโศก มีเงินแบ่งเป็นหลายกอง กองสงฆ์ กองพาณิชย์ กองศึก เป็นต้น เป็นสาธารณโภคี เป็นเรื่องสุดยอดแล้ว ต้องกราบเคารพพระพุทธเจ้า ที่ให้หลักเกณฑ์ธรรมวินัยนี้ไว้ คือทรัพย์สินศฤงคารทุกอย่าง เป็นของส่วนกลาง แล้วจะใช้ร่วมกัน กินร่วมกัน จิตวิญญาณในหมู่บ้าน คนในหมู่บ้าน ต้องสูงจริงๆ คุณจะร่วมกันเป็นสาธารณโภคีอย่างสงบอบอุ่น เราทำมาได้ 30 40 ปี ก็ไม่มีปัญหา ไม่เช่นนั้นก็จะเกิดการแย่งชิงกัน เพราะใครก็มีสิทธิ์ แม้กงสีของญาติโกโยติกา ของจีน ก็แย่งกันฆ่ากันเลย แต่นี่เราจริงๆบางที ก็คนนี้เชื้อลาว คนนี้เชื้อจีนมากหน่อย เขมรมากหน่อย ก็อยู่เป็นพี่เป็นน้องกัน มาจากคนละ DNA แต่เป็นญาติพี่น้องกันจริงๆ ทางจิตวิญญาณ เพราะจิตวิญญาณเป็นประธาน ของสิ่งทั้งปวง อยู่กันอย่างช่วยเหลือเกื้อกูลเลี้ยงดูกัน อาตมาภาคภูมิใจว่า เด็กๆมีตั้งแต่ตัวเล็กๆ เลี้ยงกันไปจนกระทั่งโต โตก็รวมมายากแล้ว อีกหน่อย อาตมาว่า ที่วิ่งออกไปอีกหน่อย อายุ 60-70 ก็ค่อยเห็นหน้า บอกไว้ก่อนเลย ตราหน้าไว้ ตอนนี้ก็ทำไป เป็นธรรมชาติของกิเลส แต่ค่อยๆเจริญ เขาก็ค่อยๆรู้ เพราะอะไร เขามีลูกเต้า มันไว้ใจไม่ได้ ข้างนอก ลูกหลานของเขาสุดวิสัยกันแล้ว ก็เอามาอยู่ข้างใน มาอยู่ที่นี่สนามแม่เหล็ก ก็จะช่วยลูกหลานได้ ไม่เดือดร้อนเลยในนี้ แต่ถ้าอยู่ภายนอก ก็ยากเลย สังคมมันอยู่ยาก เขาจะรู้เอง ฝากไว้ก่อนโอฬาร

มาขยายความต่อ บ้านก็มีบ้านเรือนต่างๆ เป็นสาธารณโภคี จะไปนอนบ้านนั้น บ้านนี้ก็ได้ เรื่องกินไม่ต้องกลัวหรอก เรามีกองกลางให้กิน บ้านนั้นบ้านนี้ แอบทำก็น้อย ก็อย่างนี้ กินอยู่หลับนอน กินใช้อยู่กับกองกลางทั้งนั้น โดยเฉพาะกองขยะวิทยาด้วยหัวใจของเรา ถือว่าเป็น Supermarket สถาบันขยะวิทยาด้วยหัวใจ อยากได้อะไรไปเลือกดูให้ดี เอามาใช้สอยได้ สบายอย่างนี้เป็นต้น ช่วยกันจัดสรรช่วยกันดูแลไป อาตมายังนึกไปข้างหน้า ในอนาคต ลัทธิจะเรียกว่าลัทธิที่จริง ศาสนาสาธารณโภคี มันจะเจริญต่อไปในอนาคต ชาวอโศกเป็นได้ก่อน เรื่องลึกซึ้งทางจิตวิญญาณ ทำปฏิกิริยา มีทั้งปัญญา ที่เข้าใจ และมันก็จริงใจ กิเลสมันน้อย หรือแม้แต่น้อยก็ตาม บางคนมีกิเลสไม่น้อย แต่จำนนต่อสภาพซ้อน องค์รวมประกันสังคม ที่เขาไม่กล้าแสดงออกหยาบคาย หรือทำแรงๆ ตามที่ตนเองมีกิเลส จะเรียกว่าครอบงำก็ได้ หยาบหน่อย แต่จริงๆคือ อำนาจของคุณธรรม อำนาจของความดีงาม ทำให้เขาแอ๊คไม่ได้ ทำไม่ออก อยากทำ ก็ทำไม่ได้ มันเหมือนสนามแม่เหล็กคุมไว้หมด เพราะฉะนั้น โมเลกุลภายนอก ตกมาภายในนี้ ก็ถูกปรับไปเลย ไม่มีแรงต่อต้านหรอก แรงที่นี่ปรับไปหมด เหล็กอ่อนตกมา ก็หันทิศเลย เข้าทิศเหนือใต้ออกตก ตามสนามแม่เหล็กนี้เลย คนเข้ามาในนี้ จะถูกอำนาจของสนามแม่เหล็ก ถ้าเรายินดี เป็นอิสระเสรีภาพ คุณเอาตัวของคุณเข้ามาในนี้ เป็นอิสระเสรีภาพ จะไม่เข้ามา ก็ไม่ว่าอะไร จะอยู่ที่ไหนคุณก็อยู่ของคุณไป แต่ถ้าคุณมาอยู่ในหมู่ชาวอโศก เขาก็มีกฎเกณฑ์ วัฒนธรรม คุณสมัครใจเอง เข้ามาปุ๊บ แม้คุณจะมีกิเลส ก็ถูกอำนาจสนามแม่เหล็ก ของคุณธรรมชาวอโศก ทำให้คุณทำอะไรไม่ค่อยออก นอกจากกิเลสหยาบแรงเกินไป ก็ไม่ค่อยเกิดนะ เพราะว่าคนจะเข้ามาในนี้ ละเอียดสูงพอ หยาบๆนี้เขาไม่เอา หยาบๆนี้ ในอโศกเขาจะไม่ยินดีมา หยาบเข้ากันไม่ได้ ไม่ต้องเอาอะไรมาก ยกตัวอย่างง่ายๆ ที่นี่ไม่ให้ใช้ตังค์ ไม่ให้มีเงิน จะอยู่อย่างไร อยู่ในนี้กินข้าวมื้อเดียว ไม่เอา อยู่นี่ไม่ให้เล่นฮาร์ดร็อค เขาก็ไม่เอา ไม่อยู่หรอก จะมาแต่งตัวมากๆ ก็ไม่เอา ใครทาลิปสติกก็ว่า….ใครกล้าบ้าง ขนาดเล่นละครเวที ยังไม่มีเลย จะมาแต่งได้อย่างไร คือวัฒนธรรมมันสูง ขั้นโลกีย์มาไม่ได้ สมณะเดินดินว่า... ที่นี่มีปลาตัวอ้วนๆใหญ่ๆ ถ้าไม่เกรงใจก็คงจะเสร็จหมดแล้ว พ่อครูว่า... มันเป็นคุณธรรมที่แท้จริง ต้องคัดเลือก ทีนี่บอกแล้ว ว่าที่นี่เป็นดินแดนอิสระเสรีภาพ ใครจะเข้ามา ก็สมัครใจมาเอง เพราะฉะนั้น ในสนามแม่เหล็กที่เข้มข้น เขาก็มีตัวตนของเขา เขาจะไม่กล้าเข้ามาในนี้เองหรอก เขาก็ว่ามาในนี้ มันไม่ไหวหรอก มันเชื่อมไม่ติด เข้ากันไม่ได้ เขาก็จะรู้ตัวเองของเขา ว่าเขาเข้ามาไม่ได้ เขาจะรู้ว่าเขาหยาบขนาดนี้ ไม่ไหวหรอก ยาก ละเอียด มันไม่ไหว เขาไม่เข้า เราไม่ได้รังเกียจเขา แต่เขารู้ตัวเขาเองว่า เขาเข้ามาในนี้ไม่ได้ ไม่ต้องอะไรหรอก ก็พวกศิษย์เก่านี่ ไม่มีใครบังคับเขา ไม่ให้เข้ามา กิเลสเขาเองบังคับ ไม่ให้เขาเข้ามา เราอยากจะให้เขาเข้ามาด้วยซ้ำไป แต่เขาเข้ามา ก็จะรู้ว่า เขาจะทำหยาบอย่างที่เขาเป็นไม่ได้แล้ว เขาก็รู้เขาเอง ตัดสินของเขาเอง ว่าไม่ได้มาอยู่ที่นี่ พูดให้อีกว่า ที่นี่เป็นสนามของหมาหัวดี มันจะปีหมาอยู่แล้ว แต่เขาหมาหัวเน่า จะเข้ามาไม่ได้ กลิ่นหึ่งเลย เขาไม่กล้าเอากลิ่นของเขาเข้ามาหรอก ที่นี่หมาหัวดีทั้งนั้น ไม่ต้องทำอะไร มาเดินก็กลิ่นทั่วแล้ว จะอยู่ได้อย่างไร ยกรูปธรรมหยาบๆ ที่นี่ดินแดนอิสรเสรีภาพ เป็นไปโดยธรรม มันจึงไม่มีการกดดัน บังคับ บริหารโดยไม่บริหาร บริหารกันอย่างสบายๆ ไม่ต้องกดขี่บังคับ สอดส่องกันระมัดระวังแจ มันเมื่อย ต่างคนต่างเป็นคนมีคุณภาพ สรุปแล้วเหมือนยกย่องตนเองเพิ่ม ต้องขออภัย ที่เอาความจริงมาประกาศ มายืนยัน มันเป็นความจริงของความจริง ไม่ใช่อยากอวดโอ่ ไม่มีสาเฐยจิตใดๆ เป็นเรื่องของความบริสุทธิ์ใจ สังคมอย่างที่เราทำนี้ เราอยู่ในหลักเกณฑ์ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ใช้ทฤษฎีของท่าน คำสอนของท่านทั้งหมด มาปฏิบัติประพฤติ สอนอบรม แล้วเราก็ทำได้ มันจึงเป็นองค์รวมของประชาชน สังคมบ้าน พร้อมกันนั้น ในสามเส้า บ้าน วัด โรงเรียน แต่ละคนที่เป็นหน่วยของสังคมบ้านวัดโรงเรียน แต่ละคนก็มีธรรมะ หรือมีวัตรอยู่ แต่ละคนมีธรรมะขั้นโลกุตรธรรมกันด้วย แต่ละคนๆ ก็เป็นวัดในตัว อยู่รวมกัน เข้ามาแล้ว ก็มีความตั้งใจเจตนา สอน ถ่ายทอดความรู้กันเรียกว่าโรงเรียน สอนกันโดยปริยาย หรือโดยตั้งใจสอน อย่างอาตมาตั้งใจสอน แล้วคนก็เข้าใจ อาตมาเป็นหัวเรือใหญ่ของการสอนธรรมะ แน่นอน พวกเราก็สอนกันต่อไปเป็นลำดับ เป็นปฏิกิริยาลูกโซ่ บางทีก็ลัดขั้นตอนบ้าง สลับซับซ้อน หมุนรอบเชิงซ้อนได้ จึงมีสามเส้า บ้านวัดโรงเรียน หรือมีสังคม มีธรรมะ มีการศึกษา การศึกษา ในทางการศึกษาวิชาการทางโลก ขอยืนยันว่า การศึกษาวิชาการทางโลก เราไม่เก่งเหมือนเขา เขามีเยอะกว้าง ของเราเก่งแบบของเรา เด็กเอาค่าเฉลี่ยเด็กข้างนอก รับรองว่า เกี่ยวข้าวสู้เด็กอโศกไม่ได้ รับรองเลย ไม่ต้องเอาอะไรมาก เด็กข้างนอกขัดส้วมสู้เด็กอโศกไม่ได้ แต่เขาก็บอกว่าของชั้นต่ำ ทำไร่ทำนา ขัดส้วม แบกหาม ขุดดินฟันหญ้า อะไรพวกนี้ มันเป็นเรื่องชั้นต่ำ แต่ว่า ไปดูชีวิตในโลกนี้ ก็อาศัยชีวิตชั้นต่ำ จากดินกับหญ้า คุณอยู่ฟ้า แต่กินอากาศเวหาหรือ? กินน้ำค้างหรือ? ไม่ได้หรอก อยู่ไม่รอดหรอก ชีวิตคุณ จะมีชีวิตอยู่ต้องพึ่งพา พวกเราต้องพึ่งพา ดินน้ำไฟลมนี่ และพืชพันธุ์ธัญญหาร ขี้คนนี่แหละ ปุ๋ยดีที่สุด คือขี้คน พยายามอยู่ ปุ๋ยพวกเรา แต่ยังไม่ได้ใส่นะ จะมาหาว่าปุ๋ยบ้านราชใส่ขี้คน แต่ขี้ดีสุด คือขี้ของคนมังสวิรัติ และไร้สารพิษอีกต่างหาก มันจะเป็นปุ๋ยชั้นหนึ่งขนาดไหน แต่พูดไปแล้วปุ๋ยเรา ยังไม่ผสมขี้คนนะ เขาจะรังเกียจได้ ติดยึด แต่ที่จริงมันสะอาดกว่าขี้ไก่เป็นไหนๆ ขี้ไก่เหม็นมาก จีนเขาใช้ขี้คนมาแต่ไหน จีนนี้ฉลาด เป็นที่หนึ่งในโลกนี้ พูดได้เลยว่า มีเจโตกับปัญญา คื

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน