601217_วิถีอาริยธรรม การแก้ปัญหาเศรษฐกิจแบบพุทธ ตามภูมิโพธิรักษ์คิด ตอน 3.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2560
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์353 KB
วันที่แก้ไข1 มกราคม 2568

เนื้อหาในไฟล์

601217_วิถีอาริยธรรม การแก้ปัญหาเศรษฐกิจแบบพุทธ ตามภูมิโพธิรักษ์คิด ตอน 3 สมณะเดินดินว่า… วันนี้ วันอาทิตย์ที่ 17 ธันวาคม 2560 ที่บวรราชธานีอโศก เมื่อเปิดดูทีวี จะพบว่ามีการโฆษณาเสมอๆ บอกว่าให้รวย ให้รวย ถ้าได้บูชาวัตถุมงคล อะไรต่างๆ เราก็ดูเป็นเรื่องตลก แต่คนทั่วไป คงจะมีคนเชื่อ จนมีข่าวหลอกลวงกันเป็นเรื่องเป็นราว คนก็มักจะพูดกันแต่เรื่องหวย แต่เราก็จะจัดงานเพื่อฟ้าดิน วิทยากรที่จะจัดมาให้สอดคล้องกับ ชีวิตที่มาจน เพราะทุกวันนี้ คนเราดิ้นรน อยากจะไปรวย อยากจะร่ำรวย ก็เลยเดือดร้อน พ่อครูก็พยายามทำความเข้าใจกับสังคม ต้นฉบับพวกเรา ให้รับรู้ก่อนว่า ทิศทางแบบนั้น เป็นทิศทางแห่งความหายนะ เราก็เห็นในสังคมมีพวกที่ รวยแย่ รวยจะแย่ ตรงข้ามกับคำว่า จนแล้วจนรอด จนสำเร็จ จนทุกชาติ อีกด้วย เป็นทิศทางที่จะมาทำให้ ที่พ่อครูบอกว่า สังคมกำลังมีความตื่นตัวเรื่องโลกุตระ เห็นดีเห็นงามกับการให้ ตอนนี้กระแสของตูนก็ดีมาก กำลังลุ้นกันจะว่าจะถึง 1,000 ล้านหรือไม่ แต่จะให้สมบูรณ์ ต้องให้อย่างไม่ปรารถนาจะได้อะไรกลับคืนมา ไม่หวัง ไม่ปรารถนาอะไรตอบแทน ให้รวยมากขึ้น แต่ต้องมาให้อย่างโลกุตระ ไม่มีตัวตน อย่างในหลวงทำให้ดูเป็นตัวอย่าง พ่อครูว่า... มาดู sms ก่อน _SMS วันที่ 15 ธันวาคม 2560 (พ่อครู บวรราชธานีอโศก)

_0750… เสียงเดี๋ยวแรง เดี๋ยวเบา อย่าปรับบ่อยสิครับ

_0015… ถ้าเรา "จนอย่างสุขสำราญเบิกบานใจ" ในชาตินี้ หนีไม่พ้นที่จะ"รวยอย่างสุขสำราญเบิกบานใจ" ในชาติหน้าเช่นกัน พ่อครูว่า... อย่างธรรมกายบอกว่า ปิดบัญชีโลก เปิดบัญชีสวรรค์ รวยๆๆๆ เอาอนันต์ อัศวโภคิน มาเป็นพรีเซ็นเตอร์ เขาก็รวยเละ เพราะเขาเหมาก่อสร้าง ในนั้นหมด

_0015… ในปีนี้ตั้งใจว่าจะซื้อของในตลาดอาริยะ แล้วนำมาขายลดราคาลงอีก ใ

อ่านต่อ

นตลาดอาริยะเช่นกัน ทำแบบนี้จะได้ไหมครับ พ่อครูว่า... ใครที่จะมาตั้งใจ ลดละ มาจน มาเสียสละ อย่างนี้ เราสนับสนุน แต่อย่าทรมานตน จะมีความเสียสละ ลดตัว ลดตน ลดความมีของตัวเอง ออกไปให้ผู้อื่นได้ มันเป็นสิ่งที่ดี

_3867… กราบอนุโมทนาธรรมะพ่อครู กับวิถีชีวิตคนจน แบบโลกียชน ทุกข์เข็ญ ท่วมหนี้ จมอบายไร้ ศรัทธาธรรม, ไม่ละอายต่อบาป, ไม่เกรงกลัวเวรกรรม, ไม่มีปัญญาในกุศลธรรม วิถีธรรม คนจนแบบโลกุตระชน สุขเพียงพอ กินอยู่ง่าย, ใจพอ, มักน้อย, กล้าจนทวนกระแสโลกธรรม ด้วยศีลเต็ม, ไม่สะสม, ขยันทุกกิจการงาน สาธุธรรมคนจน ที่รวยด้วยอาริยะทรัพย์แท้ ตามรอยล้น(9)เกล้าฯ

สื่อธรรมะพ่อครู(เศรษฐศาสตร์บุญนิยม) ตอน นิยามคนจนผู้ประเสริฐมีวรรณะ _3867… เศรษฐกิจคนจนในโลกนี้ ไม่มีใคร ทำได้นอกจากอาริยะชน คนใจพอ(เพียง)! พ่อครูว่า… อาตมาคงต้องพูดแล้วพูดอีก ในเรื่องของ ความจน เพราะว่า เป็นเรื่องเดียวในโลก ที่คนยัง งง หรือโง่อยู่ ยังงุ่มง่าม ยังเข้าใจไม่ได้ว่า ความจน หรือคนจน มันเป็นเรื่องที่น่ากลัว น่าขยะแขยง เป็นเรื่องต่ำต้อย เป็นเรื่องเสื่อม ซึ่งมันไม่ใช่เลย คำว่าคนจน นิยามชัดๆ คือ คนจน คือ คนไม่มีสมบัติมาก คนไม่มีสมบัติมาก เขาเรียกว่าคนจน ไม่ได้หมายความว่า คนจนเป็นคนโง่ ที่จริงแล้วคนจนนั้น สุดฉลาด คนที่เขาอยากรวย แต่คนที่จนแล้วไม่อยากรวย จึงเรียกว่าคนจน ถ้าคนยังอยากรวยอยู่ ไม่ว่าจะมีเงินมากหรือน้อย ถ้ายังอยากรวยอยู่ ก็คือคนจนทั้งนั้น ถ้ามีเงินพันล้าน หมื่นล้าน แสนล้าน ก็ยังอยากรวยอยู่ ก็คือ ยังอยากได้อีก ไม่รู้จักอิ่มจักเต็มจักพอ ตะกละยิ่งกว่าเปรต ยัดใส่เท่าไหร่ ไม่รู้จักพอ เขาได้เขียนรูปเอาไว้ ท้องโต ปากเล็ก เป็นการแสดงออกจิตใจ ที่ขี้โลภ มักได้ มากๆ และคนอย่างนี้ จะไปแก้ไขได้อย่างไร เสร็จแล้วอะไรไม่อะไร รัฐบาลก็ดี ผู้บริหารประเทศ แม้แต่ผู้รู้ นักวิชาการ ก็จะแก้ปัญหาให้คนไปรวยไปอีก สร้างคอนเซ็ป สร้างกระบวนทัศน์ในชีวิตของคน ให้ต้องรวยๆ สร้าง paradigm ให้รวยๆๆ ยัดเยียด ความเข้าใจ ความรู้แบบนี้ ยัดเยียดความต้องการ ความฉลาดแบบนี้ ให้แก่คน มันไม่ใช่ฉลาด ที่แท้จริง มันเป็นความโง่ ไปยัดเยียดความอยากรวย มันต้องมาอธิบายว่า ความจนคืออะไร และการเป็นคนจนอันประเสริฐ หรือเป็นคนเลว หรือคนชั่ว คนที่ตั้งตนเป็นคนรวย และได้พากเพียรปฏิบัติ ให้รวยนั้น เป็นคนเสื่อมทราม ไม่ใช่คนประเสริฐ เพราะว่าคนประเสริฐจริงๆแล้ว ต้องทำตนให้เป็นคนจน แต่เป็นคนฉลาด เป็นคนมีปัญญา เป็นคนรู้จักกิน รู้จักใช้ เป็นคนขยันหมั่นเพียร สร้างสรรค์ เป็นคนที่ไม่เบียดเบียนใคร สร้างสรรค์ได้มากๆ แล้วก็สละออก ลดตัวตน ไม่มีทรัพย์ศฤงคารอะไรมากมาย เสร็จแล้วก็มีชีวิตสบาย เป็นคนจนมีชีวิตที่ประเสริฐ ได้เป็นประโยชน์แก่สังคม เป็นคนดี มีคุณค่า ที่อาตมาพูดอย่างภาษาธรรมดา และสอดคล้อง ไปเอาศัพท์ของพระพุทธเจ้ามาประกอบด้วย ก็ยิ่งชัดเจน เช่นว่า คนที่เป็นคนชั้นสูง เป็นคนมีวรรณะ เป็นคนประเสริฐ จะเป็นคนเลี้ยงง่าย บำรุงง่าย ให้เป็นคนกล้าจน มักน้อย สันโดษ มีความพอใจพอ แค่นี้ก็เพียงพอแล้ว มีไม่มาก แล้วก็อยู่อย่างสงบ ปวิเวกะ พอ มีการขัดเกลาตนเอง ธูตะ ปฏิบัติศีลได้เคร่งขึ้น คำว่าธูตะ หรือธุดงค์ ไม่ได้แปลว่าเดิน หรือออกป่า แต่เป็นคนมีศีลเคร่ง ขัดเกลา จนเป็นปกติ เป็นคนที่น่าเลื่อมใส เป็นคนที่น่านับถือ ปาสาธิกะ ปฏิบัติประพฤติอย่างนี้ในสังคม เป็นคนที่น่านับถือ เป็นคนไม่สะสม อปจยะ จริงๆแล้วคนที่มีน้อยที่สุดนั่น คือคนที่เป็น 0 ไม่มีตัวมีตน ไม่มีทรัพย์ศฤงคาร บ้านช่อง เรือนชาน เป็น อนาคาริกชน ไม่สะสม อปจยะ แต่มี วิริยารัมภะ ขยันเสมอ ปรารภความเพียร สร้างสรรค์ แล้วก็มีการสะพัดออก สร้างสรรค์อะไรได้ เป็นผลผลิต มีเหลือ ให้มากๆ แต่ไม่สะสมเอาไว้ สะสมเอาไว้ จะกลายเป็นคนรวย ไม่เป็นคนจน เราก็ต้องแจกจ่าย เจือจานคนอื่นไป คนที่จะไม่ควรได้ มี 2 คนในโลก คือคนขี้เกียจ กับคนขี้โกง พวกนี้ฉลาดแกมโกงเก่ง ไม่ควรจะได้ แต่ก็ต้องได้ไป การแก้ปัญหาเศรษฐกิจ อาตมาก็ว่า ทำไมผู้บริหารประเทศ ไม่เข้าใจ ให้พูดตรงๆ การแก้ปัญหา อย่าพยายามไปพูดว่า ให้ทุกคนไปรวย เพราะมันจะแย่งชิงกัน

สื่อธรรมะพ่อครู(เศรษฐศาสตร์บุญนิยม) ตอน การแก้ปัญหาเศรษฐกิจแบบพุทธ 3 การแก้ปัญหาเศรษฐกิจแบบพุทธ ตามภูมิโพธิรักษ์คิด ส่วนใครจะทำ ให้สมคิด ก็แล้วแต่ ข้อ 1. การจะ ทำให้คนทั้งประเทศ ไม่มีคนจนนั้น เป็นไปไม่ได้เด็ดขาด โดยความแท้จริง ข้อ 2. และ ยิ่งจะทำให้คนทั้งประเทศ เป็นคนรวยไปทั้งหมด มันก็ยิ่งเป็นไปไม่ได้ใหญ่ จึงไม่ควรคิด และไม่ควรพูดเลย ในโวหารอย่างนี้ ข้อ 3. การพูดออกไปต่อสาธารณชนว่า คุณจะเป็นผู้ทำให้ คนทั้งประเทศหายจนนั้น เป็นไปไม่ได้เลยในโลก ไม่ว่าคุณจะเก่งปานใด พูดเช่นนั้นจึงเป็นการคุยโต “สร้างราคา”ให้แก่ตนเอง เท่านั้น เพราะไม่มีใครหรอกในโลกทำได้ แม้แต่พระเจ้าก็มิบังอาจ จะบันดลบันดาล ให้เป็นเช่นนั้นได้ การให้คนเห็นว่า มาจนนี้ ดีกว่าไปรวย นี้เป็นอัญญะ เป็นความรู้ ความเห็นใหม่ เรื่องนี้อาตมาไม่ได้พูดเพ้อเจ้อ ไม่ได้พูดไปก็โก้ๆ แต่เป็นเรื่องจริง แล้วจริงในยุคสมัยนี้ ที่คนหลงรวย โลกธรรมหนัก แต่อาตมาก็สามารถ ทำให้คนเข้าใจในความจริงนี้ได้ และทำให้คนมาเป็นคนจนได้ อย่างเช่นชาวอโศก เข้าใจความจริงนี้ได้ และพอใจที่จะมาเป็นคนจน เป็นคนจนสำเร็จแล้ว ลงตัวได้สบาย อาตมาขอถามด้วยความจริงใจ พวกคุณนี้รวยหรือจน ...จน แล้วสบาย หรือไม่สบาย...สบาย ข้อ 4. ไม่มีใครเลยในโลก ที่จะแก้ปัญหาเศรษฐกิจ โดย ทำให้คนทุกคนในประเทศ หายจนไปทุกคน ได้หมด มัน เป็นไปไม่ได้ ตามความเป็นจริง ใครๆก็เสก หรือบันดาล ให้คนทั้งประเทศหายจน ไม่ได้ และการแก้ปัญหาเศรษฐกิจของตน หรือของสังคมให้ดีขึ้น ก็ไม่ควรแก้ด้วยการทำให้ตน หรือให้สังคมรวยขึ้นอย่างมาก จนถึงขั้นรวยๆๆๆ ชนิดไม่มีขีด ความพอ ที่เรียกว่า“พอเพียง”นั่นเอง อาตมาไม่ได้นัดแนะคำตอบนะ ถามสดๆ หรือว่าพวกคุณตอบตามปฏิภาณ ให้สนองความต้องการ คำตอบตรงใจอาตมาหรือ?...ก็ไม่ใช่ มันเป็นความจริงตามที่เป็น เป็นความเข้าใจ อย่างจริงใจ เป็นปฏิภาณ ปัญญา รู้ว่ามันต่างจากสามัญชนทั่วไป เข้าใจ ที่ไม่มีความหยุด ที่จะอยากรวย แต่เรามาใจพอ หยุดเถอะ ทั้งที่ไม่ได้มีพันล้าน แสนล้าน ก็พอหยุดได้ ไม่มีเงินสักล้าน มีแต่หัวล้าน ก็หยุด ยิ่งอยู่กับสังคมสาธารณโภคี มีทรัพย์สินเป็นส่วนกลาง ข้าวของ เครื่องใช้ เครื่องกิน ใช้ร่วมกัน ต่างคนต่างทำ และหา และสร้าง โดยสุจริตธรรม ลาภธัมมิกา ได้ลาภโดยธรรม ก็แบ่งกินใช้ ไม่ตะกละ ลดละกิเลส ที่หลงโลภ อันนี้สวย ก็อยากได้มากๆ อร่อย ก็อยากกินมากๆ หลอกกันเต็มไปหมด ดาวเทียมไม่รู้กี่ดวง เปิดช่องไหน ก็มีแต่โฆษณา ชี้ชวน เต็มไปหมด มีอยู่ช่องเดียวที่แหกโผ ช่องนี้ช่องเดียว แต่ไม่ใช่ธรรมกาย พาให้มาจน ไม่ต้องไปแย่งชิงกับใคร นอกนั้นไม่มีใครจะกล้าพูดแบบนี้ แม้แต่ที่บอกว่า ช่องทางศาสนา ช่องทางธรรมะ ก็ยังบอกให้ไปรวยลาภ ยศ สรรเสริญ ให้เอามาบริจาคเยอะๆ แต่ที่นี่ ไม่เคยกล่าวเรี่ยไรเลย มีแต่เสาะไม้ ปลูกเอง ปลูกไม้กินเอง ไม่ใช่อย่างโคลงโลกนิติ โซก็เสาะใส่ท้อง จับเนื้อกินเอง เราก็โซก็เสาะใส่ท้อง ปลูกไม้กินเอง ข้อ 5. ควรแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ด้วยการทำให้คนทั้งหลาย เกิดปัญญา รู้แจ้งจริง มีความเข้าใจใน“ความจน” และคนผู้นั้น ตั้งใจทำตน ให้เป็น“คนจน” ที่มีปัญญา มีสมรรถนะอยู่ในสังคม ให้ได้จริงๆ ความมีปัญญานั้น เป็นความฉลาดที่ประเสริฐจริง เป็นความฉลาดของอาริยชน “ ปัญญา ”เป็นบัญญัติของพระพุทธเจ้า ใช้เรียกความฉลาดแบบอื่น( อัญญะ ) ที่แตกต่างจากความฉลาดของปุถุชน อันคือ“ เฉโก ” เป็น spiritual innovate มันแก้ไปจากความเข้าใจเดิม เป็นความรู้สึก ความคิดแบบใหม่ คือธาตุรู้ของจิตเปลี่ยนไป เรียกว่า เป็นความรู้ ความคิด ความเข้าใจใหม่ คนที่ว่าต้องไปรวย มันไม่ใช่ เราเห็นว่ามาจนดีกว่า เป็นความเห็นที่แตกต่างจากโลกียะ พระพุทธเจ้าตรัสใน ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร อนัตตลักขณสูตร จิตของโกณทัญญะเปลี่ยนเลย เป็นความเห็นใหม่ พระพุทธเจ้าเป็นผู้หยั่งรู้จิตใจของคนได้ ก็บอกว่าอัญญาสิ เป็นอื่นแล้ว คนนี้จิตเปลี่ยนเป็นอื่นแล้ว อัญญาสิ วตโพโกญทัญโญ เป็นความคิด ความเห็น ที่แตกต่างไปจากเดิม ที่โลกโลกีย สามัญปุถุชน เขาเป็นกันเต็ม แต่นี่มีความคิดใหม่ เกิดขึ้น จิตใจของคนท่านจะเปลี่ยนใหม่แล้ว ใน 5 คนฟังพร้อมกัน มีอัญญาโกณฑัญญะองค์เดียว ที่เกิด ที่ขยายความนี้ จากตำนานให้เข้าใจว่า มีทั้งพยัญชนะ และสภาวะ ปัญญานั้นต้องเป็นจริงว่า เป็นคนจนดีกว่าคนรวย เป็นคนมักน้อยหรือว่ากล้าจน ข้อ 6. “ปัญญา” ที่ว่านั้น จะเห็นจริง เข้าใจจริงๆ ว่า ต้องเป็น “คนจน” ดีกว่าเป็น “คนรวย” เป็นคนมักน้อย หรือกล้าจน หรือมีทรัพย์สินไว้ที่ตนน้อยๆ(อัปปิจฉะ) เพียงพอกินพอใช้(สันโดษ หรือสันตุฏฐิ) ส่วนที่เหลือที่เกิน ก็รีบสะพัดออก ผู้อื่นที่แร้นแค้น จะได้รับไป เขาจะได้หายขาดแคลน เป็นการแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่แท้ เพราะเกิดการสะพัดออกไปสู่ผู้อื่น ไม่ใช่การกอบโกยเข้ามา เป็นของตัว ไม่รู้จบ ความรู้สมรรถนะ ความสามารถ ความขยันหมั่นเพียร เป็นทรัพย์ที่ตกน้ำไม่ไหล ตกไฟไม่ไหม้ แต่ถ้ามีความรู้ ความสามารถ แต่ว่าขี้เกียจ ก็ไม่ได้หรอก แต่คนขี้เกียจนั่น ความขี้เกียจ จึงเป็นเรื่องเลวร้ายชัดๆ ข้อ 7. คนที่แข็งแรง คนที่มีความรู้ มีสมรรถนะ คนที่ขยันหมั่นเพียร อยู่เสมอ ย่อมพึ่งตนเองได้ จริง ไม่มีวันขาดแคลนง่ายๆเลย จึงควรเป็น“คนจน”เสียเอง จะได้ ไม่กักตุนไว้ที่ตน กระจายออกไปสู่คนที่ควรได้ ควรมี ควรรับไปใช้ ไปกินบ้าง สังคมก็จะได้รับการเผื่อแผ่ แจกจ่าย มีกิน มีใช้ ด้วยกัน ผู้สละออกชื่อว่า เป็นคนมีประโยชน์ต่อผู้อื่นจริง เป็นสังคมอาริยะ เป็นสังคมศิวิไลซ์ สังคมเจริญ แท้จริง ข้อ 8. เพราะ คนในสังคม ที่ จำเป็นต้องช่วย ต้องให้ความอนุเคราะห์ คือ คนที่ไม่แข็งแรง คนที่ไม่มีความรู้ คนไม่มีสมรรถนะ คนที่จำเป็นต้องช่วยเหลือ ซึ่งเป็นเรื่องสุดวิสัย แล้วเขาช่วยตนเองไม่ได้จริงๆ เช่น เด็ก คนเจ็บป่วย คนแก่เฒ่าแล้ว ช่วยตนเองไม่ไหวแล้ว คนพิการกาย คนพิการสมอง แม้แต่คนที่เขาทำงานช่วยคนอื่น ช่วยประชาชนส่วนใหญ่อยู่ ตามหน้าที่ต้องรับผิดชอบจริง จนไม่มีโอกาสช่วยตนเองได้ จึงอยู่ในวิสัย ที่ต้องช่วยคนเช่นนี้ อย่างสำคัญ ข้อ 9. ปราบคนขี้เกียจ และคนขี้โกง ให้เด็ดขาด อย่าไว้หน้า อย่าละเว้น เพราะคนขี้เกียจ และคนขี้โกงนี้ เขาทำบาปให้ตนเองจริงๆ ไม่ดีเลย อย่าปล่อยให้เขาทำบาป เขาน่าสงสารแท้ เพราะโง่ อย่ายกเว้น แม้แต่พี่น้อง ญาติ มิตร สหาย เขาจะมีแต่ได้สะสมอกุศลวิบากใส่ตน ในการขี้เกียจ และการโกง ที่ต้องปราบเพราะคนพวกนี้ อวิชชา สอนอย่างไรก็ไม่รู้เรื่องง่ายๆ เพราะโง่ ไม่มี“ปัญญา” มีแต่“เฉโก” และคนพวกนี้จะรวย และรวยมากๆด้วยนะ เพราะเขาโง่ไม่หาย โลภไม่ลด โลภไม่มีวันจบ จึงต้องปราบ ถ้า ปราบได้ ด้วยวิธีให้เกิดปัญญา รู้“ความจริง”ตามสัจธรรม จะเป็นการดีสุด ข้อ 10. สังคมที่แย่งกันรวยนั้น เป็นสังคมคนทุกข์ แต่สังคมที่เข้าใจความจนดี และไม่แย่งกันรวย เต็มใจเป็นคนจน อย่างมีปัญญาจริง จึงเป็นสังคมสุข ที่สงบ อบอุ่น ยกตัวอย่างชาวอโศก เป็นสังคมสงบอบอุ่นสบาย พูดความจริงไม่ได้อวดโอ่ เชิญให้มาพิสูจน์ได้ ข้อ 11. ผู้มีปัญญาจริงนั้น เป็นคนจนที่สุขสำราญเบิกบานใจ แท้จริง อยู่เสมอ ตลอดกาล ข้อ 12. ผู้มีปัญญานั้นรู้แจ้งจริงว่า “ความจน”ไม่ใช่ความน่าเกลียด ไม่ใช่ความน่ากลัว ไม่ใช่ความต่ำต้อย ไม่ใช่ความน้อยหน้า ไม่ใช่ความมีเศรษฐกิจเสื่อมถอย ไม่ใช่การเบียดเบียนคนอื่น ประเทศอื่น ไม่ใช่ความเดือดร้อน ยุ่งยากตนเอง แต่อย่างใด แต่ชัดเจนชัดแจ้ง แท้จริงว่า “ความจน” นั้นมันยิ่งเบากาย สบายใจ ต่างหาก ไม่มีภาระ ภาระเบามากๆ และเป็นการช่วยสังคมที่แท้ ช่วย ทำให้เศรษฐกิจส่วนรวมดีขึ้น โดยสัจธรรมต่างหาก ข้อ 13. ความจนอันประเสริฐ ไม่ใช่เรื่องที่คนจะต้องวิ่งหนี แต่ เป็นสภาพ ที่น่ายินดี น่าอภิรมย์ น่าได้ น่ามี น่าเป็น สำหรับอาริยบุคคลแท้จริง อาริยะแปลว่าความประเสริฐ ข้อ 14. คนจนผู้ประเสริฐ คือ ผู้มีปัญญาจริง ไม่ใช่ยังมีแต่เฉโก จึงเข้าใจจริงๆว่า การเป็น“คนจนผู้ประเสริฐ”นั้นดีแท้ๆจริงๆ เพราะทั้งปลอดภัย ทั้งไม่เบียดเบียดผู้อื่น ไม่แก่งแย่งผู้อื่น ทั้งได้ช่วยเหลือผู้อื่นอยู่เสมอ จึง เป็นคนมีประโยชน์แท้ ทั้งประโยชน์ตน และประโยชน์ผู้อื่น จริง เพราะตนก็ไม่เบียดเบียนตน และทั้งไม่เบียดเบียนผู้อื่น เนื่องจากตนเป็นผู้มีความรู้ มีสมรรถนะ สร้างสรร ขยันพากเพียรอยู่แท้ จึงมีผลผลิตมาก อุดมสมบูรณ์อยู่เสมอ ไม่ขาด มีมาก มีล้นเกิน อย่างแท้จริงด้วยซ้ำ จึงมีเผื่อแผ่ผู้อื่น เป็นประโยชน์ตน-ประโยชน์ผู้อื่น ได้อย่างสุจริตแท้จริง ข้อ 15. ผู้มีปัญญา เป็นผู้ทำตนให้เป็น“คนจน”ด้วยตัวเอง ด้วยความตั้งใจจน เต็มใจจน และตนมุ่งมั่น มีไว้แต่น้อย( อัปปิจฉะ ) จึงเป็น“ความจน”ที่ตนพอมีพอกิน เพียงแต่ ตนมี “ใจพอ”(สันโดษ, สันตุฏฐิ ) ตนสบายใจ ไม่โลภมาก ไม่กอบโกยมาสะสมอีก ตนรู้จักพอ จึงหยุดเอาไว้ เป็นของตนเพียงน้อย ไม่มีมากก็พอ จึงเป็นคนพอเพียง อย่างนี้คือผู้สันโดษ(สันตุฏฐิ) ผู้สงบอยู่( ปวิเวก ) ทำให้สังคมสงบอย่างเป็นจริง ยั่งยืนถาวร เพราะการตั้งใจมีแค่นี้ ไม่สะสม( อปจยะ )ไว้ที่ตนมาก กว่านี้ แต่ขยันยิ่งอยู่เสมอ( วิริยารัมภะ ) เมื่อเป็นคน“เอาไว้แต่น้อย,มักน้อย( อัปปิจฉะ ) จึงจน จึงเป็นคนจนจริงๆ แต่ไม่สะสมไว้ที่ตนมาก จึงแจกจ่ายออกไปแก่ผู้อื่น แก่สังคมส่วนรวมจริง สังคมได้รับการสะพัดแท้ เศรษฐกิจก็ดีแน่นอน ข้อ 16. ตนจึง เป็น“คนจน”เสมอ อยู่จริงตลอด เป็นนักเศรษฐกิจ ที่มีคุณธรรมประเสริฐแท้ ข้อ 17. เป็น นักเศรษฐกิจที่“จน” ทว่ามีความอุดมสมบูรณ์ เพราะสามารถสร้างสรร เลี้ยงตนเองได้ พออยู่พอกิน และทำให้เหลือ ให้เกิน ที่ตนกินตนใช้ได้ด้วย เป็นผู้รู้ เป็นผู้ มีสมรรถนะ สร้างสรรค์ เผื่อแผ่สังคม อยู่ตลอดไป ข้อ 18. คนจนเช่นนี้จึงเป็น“ คนจนผู้ประเสริฐ ” ทำให้สังคมทรงอยู่ได้ ดำเนินไปได้ แม้คนอื่นจะขี้เกียจ และขี้โกง กอบโกยหนัก รวยเท่าไหร่ก็ไม่รู้จักพอ ไม่มีจบสิ้น ก็ยังชื่อว่า เราเป็นส่วนที่ช่วยอุดหนุนจุนเจือสังคมอยู่แท้ พอบรรเทาทำให้สังคมไปได้ ไม่เช่นนั้นจะยิ่งยากแค้น แก่งแย่ง เพราะคนที่รวยไม่รู้จักพอ กระชากชิงไปไม่หยุด ยิ่งรวยก็ยิ่งเอาไปได้มากขึ้นๆ สังคมก็จะทำร้ายกันมากมายรุนแรงกว่านี้ เพราะคนรวยเป็นเหตุอยู่อย่างนี้แหละ “คนรวย”จึงคือ ภัยของสังคมโดยแท้ แม้จะรวยอย่างสุจริต แต่ไม่รู้จักพอ ไม่รู้จักเพลา มีแต่กอบโกยเอา ไม่มีขีดความพอเลย ข้อ 19. จึงเห็นจริงว่า ต้องมี“คนจน”ที่เสียสละอย่างแท้จริง เพราะ“คนรวย”ที่เขาไม่ยอมจน เขาไม่ยอมจริงๆ เราจึงต้องมาเป็น“คนจน” ไม่เช่นนั้น ไม่มีส่วนใดในสังคมนั้นที่จะช่วยสังคมอยู่ ถ้าไม่มีลักษณะของคนในสังคมเช่นที่ว่านี้ ข้อ 20. ซึ่ง เป็น“คนจน”แต่เป็นคนที่มีความรู้ ความสามารถ ขยันสร้างสรรค์ อยู่ และสะพัดส่วนที่ตนมีมาก มีเกินตนกิน ตนใช้แล้ว ก็เผื่อแผ่ผู้อื่นอยู่ตลอด อย่างสุขใจจริง แถมยิ่งสะพัดชนิดที่“ขาดทุนของเรา คือกำไรของเรา”อีกด้วย จึงเป็นคน มี“คุณ”มาก มี“ประโยชน์”มาก อยู่เสมอ ต่อสังคม คนเช่นนี้จึงต้องเรียกว่า คนจนที่มีความประเสริฐ เป็นคน“พอเพียง” (ตามคำตรัส ของในหลวง ร.9 ตรงตาม ทฤษฎีของพระพุทธเจ้า) ข้อ 21. คนที่ทำตนได้เช่นนี้ คือ ผู้แก้ปัญหาเศรษฐกิจของตนได้แล้ว เป็นจริงแล้ว สำเร็จแล้ว ชนิดที่มี“ กตญาณ (ความรู้ของผู้รู้จักความสำเร็จ ที่ตนทำจบแล้ว)” ว่า ตนไม่ได้มีส่วนทำลายเศรษฐกิจเลย มีแต่ช่วยเศรษฐกิจให้ดียิ่งๆขึ้น เพราะ รู้จักความจบ ที่สุดวิสัยแล้วสำหรับตนเอง หากไม่รู้“ความเป็นไปได้ที่ควรเป็นอย่างแท้จริง” และไม่รู้“ความจบ” หรือไม่มีที่จบ ก็ต้องร้อนใจอยู่ตลอด เพราะไม่รู้เสร็จ ไม่รู้จบ จึงมีทุกข์ ไม่มีจบสิ้นได้ ข้อ 22. ดังนั้น การแก้ปัญหาเศรษฐกิจใน“มิติ”ที่หมายเอาแค่ว่า จะทำให้ประเทศไม่มีคนจน มีคอนเซพท์ มีกระบวนทัศน์ จะทำให้คนหายจน ให้ได้มากที่สุดนั้น จึงไม่ใช่การแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ที่ดี ที่ประเสริฐเลย เพราะวิธีที่ไปตั้งใจ หรือตั้งความคิด ว่าจะรวยๆๆๆ แล้วหวังจะให้ คนในประเทศของเรา ต่างก็จะให้มีความร่ำรวยกันทั้งประเทศนั้น ถ้าตนก็สามารถเท่านี้ ตนก็มีผลผลิตเท่าที่ตนมี แต่อยากได้มากกว่านี้ จึงมีแต่ใจจะเอาเพิ่ม จากที่“ตนมีได้จริง” เมื่ออยากได้มากกว่านี้ ก็ต้องแย่งจากผู้อื่นเท่านั้น แล้วสังคมจะหยุดการแก่งแย่งกันได้อย่างไร? ความสงบในประเทศ จะเกิดได้หรือ? นอกจากจะใช้อำนาจของกฏหมายบังคับเอา ให้สงบ ข้อ 23. ใน โลกที่หลง“ความรวย” ไม่รู้จักความจริง ก็จะมีแต่คนใช้ความฉลาดแกมโกง ฉลาดอย่างมีกิเลส คือ เฉโก คิดหาวิธีที่ตนจะ“มีมากๆๆๆๆ” แล้วก็ทำการโกงด้วยวิธีโกงนั้นกันเต็มสังคม ตั้งแต่น้อยนิด จนถึงขั้นแรงสุด เพื่อให้“ตนรวย”ทั้งนั้น ความสงบที่หยุดแย่ง ความเอื้อเฟื้อเจือจาน ช่วยเหลือกัน ก็มีไม่ได้ ตลอดโลกแตก ข้อ 24. คนที่มีคอนเซพท์ มีกระบวนทัศน์อยู่แต่จะหา วิธีการให้คนรวย คนต้องรวย ประเทศต้องรวย แล้วก็แก้ปัญหาเศรษฐกิจด้วยการให้คนรวย ให้สังคมรวย จึง เป็นแนวคิดที่แก้ปัญหาเศรษฐกิจที่ไม่มีวันเป็นไปได้ เลย ซึ่งมันแก้ไม่ได้ ไม่มี“จบ” แก้ไม่เสร็จ ตลอดกาลนาน ตราบที่ใน“จิตใจ”ของคนในสังคมนั้นๆ ไม่มี“ปัญญา”รู้แจ้งรู้จริงว่า “ความจน”ไม่ใช่ปัญหาเศรษฐกิจ “ความโง่”ต่างหากเป็นปัญหาเศรษฐกิจ “ความอยากรวย”ต่างหากเป็นปัญหาเศรษฐกิจ แท้ๆก็คือ “ความโลภ”ไม่มี“ความเพียงพอ”นั่นแหละคือ ตัวการร้ายของปัญหาในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ข้อ 25. พระเจ้าอยู่หัวของไทย รัชกาลที่ 9 จึงตรัส ให้แก้ปัญหาเศรษฐกิจ ด้วยพระวจนะอันยิ่งใหญ่ในโลกว่า ให้บริหารประเทศ “ แบบคนจน ” และ“ การขาดทุนของเรา คือกำไรของเรา ” ชัดเจนที่สุด แต่นักบริหารบ้านเมืองยัง“ไม่เข้าถึงหรือเข้าใจได้จริงแท้ลึกซึ้งพอ” ในพระราชดำรัสนี้ ข้อ 26. ฉะนั้น การจะทำให้คนรวย ในประเทศเราร่ำรวยขึ้น ได้มากจริงดังว่า ก็คือการแย่งกันรวย ก็แย่งกันเองในประเทศ เมื่อแย่งกันก็ยังไม่พอ ก็ต้องแย่งเงินทองจากประเทศอื่นมา ให้ประเทศแก่ตน “การแย่งกัน” ไม่มีวันหยุด ไม่มีวันเสร็จ ไม่มีวันจบ ก็แค่“ได้สมบัติผลัดกันชม” แย่งกันไป แย่งกันมา การแย่งที่จะรวยได้มากยิ่งขึ้นๆ ก็โดยการเอาเปรียบ หรือขูดรีดด้วยการขายผลผลิตของตนราคาสูงมาให้ตนเอง ซึ่งเป็นการเห็นแก่ตัวอย่างยิ่ง ตามปกติสามัญของคนเห็นแก่ได้ เห็นแก่ตัว เมื่อแย่งได้ ก็ดีใจ ชอบใจ ด้วยการเบียดเบียนผู้อื่น ขูดรีดผู้อื่น เอาเปรียบผู้อื่น ตั้ง“แนวคิด”อย่างนี้ทำไม? มันไม่ดีเลย มันเห็นแก่ตัว มันมีแต่ขี้โลภ เห็นแก่ได้ มันไม่คิดจะเสียสละ เพื่อผู้อื่นเลย ข้อ 27. เกิดเป็นคน ควรจะเป็นผู้เสียสละมากกว่า เป็นผู้ได้เปรียบ หรือเป็นผู้เอาเปรียบ สามัญสำนึกก็คงพอรู้ ทำไมไม่เป็น“คนที่ควรเป็น” ข้อ 28. เกิดมาเป็นคนแล้ว ไม่ควรคิดเป็น ผู้ได้เปรียบ ไม่ควรเป็นผู้เอาเปรียบ เพราะมันกลาย เป็นคนไม่มี “ประโยชน์” เป็นคนไร้“ค่า” เป็นคนขาด“คุณ” เป็นคนไม่มี“ธรรม” “คนไม่ดี-คนไม่ประเสริฐ” ซึ่งไม่ควรมี ไม่ควรได้ ไม่ควรเป็นเลย

สมณะเดินดินว่า... ตอนนี้ พรรคการเมือง เขาจะมีกฎหมาย ให้หาสมาชิกพรรค สาขาละอย่างน้อยห้าร้อยคน พรรคเล็กๆนี้ ก็จะอยู่ยาก แต่พรรคใหญ่ๆ ไม่มีปัญหา ตอนนี้ พรรคใหญ่สองพรรค ที่เคยเป็นศัตรูกัน ก็เหมือนไปด้วยกัน มารุมกัดคุณไพบูลย์ หาว่าคิดจะล้มล้างประชาธิปไตย พ่อครูว่า… อาตมาสงสารประเทศมาก ที่มี ในหลวง เป็นนักปราชญ์ เป็นพระโพธิสัตว์ แต่ประชาชนรับสนองพระราชดำรัสไม่ได้ ท่านบอกว่า ให้บริหารแบบคนจน ต้องมาขาดทุนคือกำไร ก็ควรจะต้องศึกษาว่า คนจน คืออย่างไร ถ้าเป็นคนจน เศรษฐกิจจะไปอย่างไร จะอยู่ได้อย่างไร มาทำปัญญา มาทำความเข้าใจ วิจัย วิจารณ์ให้ลึกซึ้ง ว่าการมาเป็นคนจนนี้ จะต้องเปลี่ยนกระบวนทัศน์ และเปลี่ยนภาษาด้วย คนจนคืออะไร เป็นคนจนจะอยู่รอดได้อย่างไร จะแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้อย่างไร ขอเจาะลึกเข้าตรงนี้เลย ในหลวงท่านได้ทรงแนะแนวทาง แต่ไม่มีใครกระเตื้อง ว่าจะต้องเปลี่ยนทิศทาง เป็นความเข้าใจ แล้วบอกว่า แบบคนจนนี้ คนทั้งหลายในประเทศ ถ้าอ้างในหลวงตรัส คนก็ไม่กล้าท้วงติงหรอก ก็ต้องทำความเข้าใจ ให้ประชาชน ให้เขารู้ว่า คนจนคืออย่างไร คนจน คือคนไม่โลภ เอามาให้แก่ตัวมาก คนจน ไม่ได้หมายถึงคนขี้เกียจ ไม่ได้หมายถึง คนไม่มีความรู้ คนจนไม่ได้หมายความว่า เป็นคนไม่มีความสามารถ ไม่มีสมรรถนะ แต่คนจนมีสมรรถนะได้ ไม่ได้กีดกันไม่ได้รังเกียจ คนจนสามารถมีความรู้ สามารถได้ จะจบดอกเตอร์กี่ชั้นได้ ขอให้ไปเรียนเถอะ แต่ว่าส่วนมาก เรียนในระบบทุนนิยม คนจนก็ไม่ค่อยได้เรียนมากเท่ากับคนรวย รวยนี่ไม่มีสมอง แต่เป็นดอกเตอร์เยอะ แต่คนจนฉลาดเท่าไหร่ ก็ไม่ค่อยเป็นด็อกเตอร์ได้หรอก เดี๋ยวนี้เขาจ่ายครบ จบแน่ สังคมที่ยังไม่มีความสุจริต อย่างที่เป็นอยู่นี้ มันถึงต้องมีคนไปทำความเข้าใจกันให้จริงๆ ถ้าแก้ปัญหา แบบคนรวยนี้ หมดสิทธิ์จะไปแก้ปัญหาได้อย่างเด็ดขาด ต้องแก้ปัญหาให้มาแบบคนจน ให้เข้าใจความขาดทุน คนเรานี้ขาดทุนได้ไหม จะอยู่ได้ไหม ขาดทุนแล้วจะอยู่ได้อย่างไร อยู่ได้ การคิดต้นทุน …เขาคิดค่าข้าวของวัตถุดิบ โสหุ้ย พร้อมค่าแรงงานของคนด้วย ก็ว่า ค่าแรงงานของคุณนั่นแหละ ให้ลดค่าแรงงานของคุณลงมา ถ้าเข้าใจเสร็จแล้ว ต่างคนต่างลด ค่าแรงงานของตัวเองลงมา นั่นแหละคือการขาดทุนของเรา ตามราคาอัตราของโลก ของสังคม คุณได้คิดค่าแรงงานอย่างไร ก็เหมือนกับของสังคมนั่นแหละ แต่เราก็เอาน้อยกว่านั้น แค่นี้ก็แก้ปัญหาได้แล้ว จนลง อย่าไปเอามากนัก แค่นี้ก็แก้ได้แล้ว จริง คนที่แก้ปัญหาอยู่ ยังมีฐานะดี มีความรวย มีความรู้พออยู่แล้ว อย่าเอามากสิ เอาค่าตัวลดลง แต่ยิ่งจะไปเพิ่มค่าตัวมากขึ้น ทำงานมาก มีความรู้ ความสามารถ ก็จะเกิดผลผลิตมากอยู่แล้ว คุณก็ได้มากอยู่แล้ว คุณควรจะลดลงไปอีก ทำไมถึงวิ่งไปโลภมาก มันย้อนแย้งกัน สมณะเดินดินว่า... คนเขาทำก็บอกว่า มีความสามารถความรู้อย่างนี้ ก็จะเพิ่มเงินเดือนให้แก่ตัวเองมากกว่าเก่า ตีราคาข้าวของมากกว่าเก่าอีก พ่อครูว่า... ก็ตนเองมีความรู้ มีความสามารถ ก็ต้องเกิดผลผลิตที่ได้เร็ว ได้มาก ก็เมื่อคุณมีมากแล้ว กินใช้ก็พอแล้ว จะไปตะกละ ขึ้นราคาอีกทำไม ก็มีผลผลิตมาก ก็ควรเอาไปแจกจ่าย แต่ความคิดเห็นแก่ได้ มันพรางความเฉลียวฉลาดไป ความเห็นแก่ได้ ความขี้โลภทำให้คนโง่ลง แทนที่จะรู้ความจริง ก็กลับตาลปัตรกัน ถ้าให้คนมาจน โดยลดค่าแรงงานของตัวเอง ให้น้อยลง เมื่อเปรียบเทียบกับสังคม เราก็คือขาดทุนของเรา คือเราได้แล้ว ได้เสียสละออกไป เราก็เป็นคนดีที่ได้เสียสละให้แก่สังคม เราเสียนั่นแหละคือเราได้ เราได้ความดีงาม หรือเราได้เป็นคนดี มี

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน