601222_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ วิปัสสนาอาหาร 4 นี้ให้ถึงนิพพาน.docx
เนื้อหาในไฟล์
601222_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ วิปัสสนาอาหาร 4 นี้ให้ถึงนิพพาน
สมณะเดินดินว่า… วันนี้ วันศุกร์ที่ 22 ธันวาคม 2560 ที่บวรราชธานีอโศก ก็ใกล้จะถึงงานที่เราจะจัด การจัดงานเป็นการเพิ่มสัมประสิทธิ์อย่างหนึ่ง วันนี้อากาศลดความหนาวลง พวกเราที่จะมาร่วมงานเพื่อฟ้าดิน ถ้าเป็นไปได้นำเสื้อกันหนาวมาด้วย _ไม่มีการส่งใบสมัครก่อน ให้มาสมัครในงานเลย โดยจะมีการตั้งโต๊ะรับสมัคร นิสิต ว.บบบ.รุ่นที่ 5 ตั้งแต่วันที่ 23-26 ธันวาคม 2560 ที่ใต้เฮือนศูนย์สูญ เวลา 07.00-09.00 และ 13.00-16.00น. _อังคาร 26 ธ.ค. 2560 เวลา 18.00-20.00 มีปฐมนิเทศ ว.บบบ. พบสมณะ สิกขมาตุประจำกลุ่ม _ วันที่ 27-29 ธ.ค. 256 บำเพ็ญคุณ-บำเพ็ญธรรม เพื่อฟ้าดิน พบกับเทศนาธรรมชุดพิเศษจากพ่อครูสมณะโพธิรักษ์ “เพื่อฟ้าดิน สร้างคนจนสุขสำราญเบิกบานใจ” มีการบำเพ็ญคุณเพื่อเตรียมงานเพื่อฟ้าดิน _เสาร์ที่ 30 ธ.ค. 2560 สอบ ข้อเขียน ว.บบบ. เวลา 04.00-06.00 น. ที่เฮือน 00 _31 ธ.ค. 2560 -2 ม.ค.2561 งานเพื่อฟ้าดิน _ปีนี้ ไม่มีการแจกเข็ม จะมีแต่เพียงการสอบเพื่อวัดผลคะแนนจริงเท่านั้น ถือว่าเป็นรุ่นพิเศษ แบบคนจน ทำแบบปิดทองหลังพระตามในหลวงรัชกาลที่ 9 _ข้อสอบ จะออกจากเนื้อหาหนังสือ รวมคนจะมีธรรมะได้อย่างไร เล่ม 1 และจากที่พ่อครูเทศน์ในช่วงปลายปี ...
งานช่วงปลายปี จะมีปีใหม่สากล ปีใหม่ของคริสต์ คือวันที่25 วันเกิดพระเยซู มีการประดับไฟตามสถานที่ต่างๆ แต่พระพุทธเจ้าตรัส ไฟใดก็ไม่ประเสริฐเท่า ไฟปัญญ า นัตถิ ปัญญา สมาอาภา เราก็ไม่ต้องไปตื่นเต้นกับไฟอื่นๆ มาแสวงหาไฟปัญญากันดีกว่า
สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน วัดของศาสนาพุทธ ไม่มีจุดธูปเทียนบูชาไฟ พ่อครูว่า... ก็ต่อเนื่องจากที่ท่านเดินดินพูด เราจะมีงาน “เพื่อฟ้าดิน
อ่านต่อ
สร้างคนจนสุขสำราญเบิกบานใจ” งานนี้ วันที่ 31 รายการภาคค่ำของงาน 18.00-20.00 น. คืออาตมารู้สึกมานานแล้วว่าทำไม ประชาชนไปวัดนั้นวัดนี้ ไปกันเยอะ วันนักขัตฤกษ์ ไปแสวงหาสิ่งดีๆของชีวิตกัน แต่วัดของชาวอโศกไม่ค่อยมากัน เราก็ยินดีต้อนรับคนภายนอกกัน แต่ไม่ค่อยมา มันอย่างไร มันน่าเกลียด น่าชัง หรืออย่างไร หรือมาแล้วโดนดุ มีคนบอกว่ามาแล้ว ไม่เหมือนที่เขารู้สึกว่ามาวัด ไม่ได้จุดธูปเทียน สวดมนต์ พูดสองคำนี้ 1.ไม่จุดธูปเทียน 2.ไม่สวดมนต์ ก็ขอพูดให้ฟังเลยว่า วัดของพุทธนี่นะ จะไม่มีการจุดธูปเทียน เพราะว่า ศาสนาพุทธไม่มีบูชาเทียน ไม่มีสิญจนยันต์ พระพุทธเจ้าล้มล้างเลย ท่านได้สร้างศาสนาของท่านด้วย ศีล สมาธิ ปัญญา แต่ทุกวันนี้ศาสนาพุทธได้เสื่อม จนไม่มีศีลแล้ว จุลศีล มัชฌิมศีล ไม่รู้แล้ว ศาสนาพุทธเลยไม่มีศีล มีแต่วินัย 227 ถามว่าพระถือศีลเท่าไหร่ ก็ 227 ซึ่งเป็นวินัย วินัยเป็นกฎหมายอาญา ที่มีโทษ แต่ศีลนี่ ไม่มีโทษ ผิดก็ไม่ลงโทษ แต่เป็นอกุศลมูลของแต่ละคนเอง ผิดศีล เป็นบาปติดตัวตนเองไป วินัยนี้ บางอันก็ไม่เป็นโทษหนัก แต่ถูกลงโทษ ก็ต่างกัน วินัย เป็นรั้วของศาสนา แต่ ศีล เป็นแก่นสาร เป็นเนื้อหาของศาสนา เมื่อปฏิบัติศีล และบรรลุ ก็จะเป็นแก่นสารของศาสนา เป็นวิมุติเลย ไม่จุดธูปเทียนนี้ ชาวอโศกไม่ทำจริงๆ เพราะมันไม่ถูก อีกอย่างคือ สวดมนต์ ศาสนาพุทธ ที่เอาบทมนต์ไปสวดท่องต่อหน้าสาธารณะ สวดท่องพร้อมกัน สองรูปเป็นต้นไป เป็นร้อยรูปก็ตาม ต่อหน้าประชาชน ต่อหน้าฆราวาส อาบัติ ผิดวินัยเลย สวดไม่ได้ ถ้าเอาธรรมบท มาสวดพร้อมกัน ต่อหน้าฆราวาสตั้งแต่ 2 รูป ก็ผิดเลย แต่ถ้าเอาประณามคาถา สวดสรรเสริญคุณพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เช่น บทพาหุงฯ เป็นคำแต่งขึ้น คำยกย่องเชิดชูพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ที่แต่งภายหลัง เป็นมหากาฯ หรือพาหุงฯ 8 ที่สวดยกย่องพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ไม่ใช่เอาพระสูตรของพระพุทธเจ้า มาสวดพร้อมกัน ให้ญาติโยมได้ยิน ก็อาบัติ ก็เสื่อมกันจนไม่ทราบแล้ว ก็ทำอาบัติกันตลอดเวลา เป็นเรื่องเหลวไหล ศาสนาลัทธิอื่น ก็มีสวดมนต์เช่นนี้ แต่ศาสนาพระพุทธเจ้านั้น ไม่มีการไปเอาพระไปสวดที่บ้าน ต่อหน้าธารกำนัล เป็นหมู่นี้ ไม่ได้ ถ้าจะสวดได้ ต้องสวดพร้อมกัน ลับหลังฆราวาส ก็สวดได้ เป็นสังคีตะ สวดเพื่อให้ท่องจำได้ เหมือนท่องสูตรคูณ ท่องอาขยาน 2. สวดสังคายนา ก็สวดปาติโมกข์ มีผู้รู้สวดขึ้นมารูปหนึ่ง แล้วรูปอื่นก็ฟัง เพื่อตรวจสอบว่า ถูกต้องหรือไม่ ถ้าผิดก็ทักท้วงกัน เรียกว่าตรวจสอบคำสอนไว้ รักษาไว้ หรือส้งคายนาเพื่อตรวจสอบพระไตรปิฎก เวลาจะทำสังคายนา ก็มีผู้สวดพระธรรมวินัย เป็นบทยาวเลย เรียกว่าสังคายนาใหญ่ สังคายนาครั้งที่ 1 ครั้งที่ 2 เป็นต้น
สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน สะกดจิตไป ก็ไม่มีทางพ้นทุกข์ พ่อครูว่า... ทีนี้ พูดถึงข้อบกพร่องอันนี้แล้ว ก็พูดถึงองค์รวม ศาสนาพุทธทุกวันนี้ อาตมาสงสารศาสนาพุทธมากเลย ตายไม่ลง ทุกวันนี้ พยายามต่ออายุตนเอง พยายามรักษาชีวิต พิสูจน์ไป พยายามใช้สัมประสิทธิ์ Coefficient เพื่อให้เกิดพลังงานนี้ เป็นตัวแปรก้าวหน้า ที่เกิดพลังงานเพิ่ม เติมขึ้นเสมอ เป็นอัตราคูณเลย เสมอๆ คืออาตมาใช้วิทยาศาสตร์เข้ามา เป็นสูตรที่ว่า E=C(mc 2 +A) นี่คือสูตรเท่าที่อาตมารู้ได้ เอามาใช้ พลังงานทางวัตถุ ไอน์สไตน์ว่าไว้ E=mc 2 แต่ E=C(mc 2 +A) พลังงาน นั้นมี c คือการเดินทางของจิต ความเร็วของจิต ส่วน A คือเหมือนบวก mc 2 ไปเรื่อยๆ เท่าที่จะสามารถบวกไปจนทบทวีเป็นคูณได้ อาตมาเข้าใจสิ่งเหล่านี้ตามภูมิ ไม่ได้โมเม ถ้าโมเมไปเสียหาย บาปกินหัว ไม่มีประโยชน์ เป็นโทษได้ ก็จะไม่ทำ อาตมาจะทำต้องแน่ใจว่า ถูกต้อง หรือเป็นไปด้วยดี อาตมาพูดไป ก็มีผู้ที่เรียนวิศวกรมาเรียบเรียงคำสอนว่ามา อย่างคุณดั้นเมฆ ว่าพลังงานที่เราเข้าใจ เป็นพลังงานการสังขารปรุงแต่ง หมุนวนของพลังงาน ...พลังงาน คือความวน รวบรวมได้ว่า จากพฤติกรรมหยาบ ในวรรค แล้วมีส่วนเหลือเศษวรรค การทำงานของเศษวรรค รวมกันเป็น ฬ มีความยิ่งใหญ่ โอฬาร มีพฤติกรรม เพิ่มเป็นโอฬาริก เพิ่มอีกเป็นโอฬาริกอัตตา 1. ก็มาเข้าสู่วรรคแรก ก ข ค ฆ ง จากหยาบมาละเอียด ก็หยาบอีก ก็วนอยู่อย่างนี้ (ถ้าทำได้ถึง อํ) ก็จะปล่อยให้เกิดแบบอนุโลม อยู่ในการควบคุม หรือจะไม่ให้เกิด อนุโลมก็ได้ 2. เมื่อปสาทรูป ทำงานกับโคจรรูป ในรูป 28 สิ่งที่เกิดตามมาทันทีคือ ภาวรูปสอง คืออิตถีภาวะ ปฏิบัติเป็น ก็เกิดปุริสภาวะ ผู้เลยปุริสาภวะแล้ว จะใช้งานได้ทั้งสองสภาวะ ฉะนั้นตัวประธานจึงเดินทางไปอิตถีภาวะซ้าย แล้ววนมาปุริสภาวะขวา 3. วิญญาณ ธาตุรู้เกิดจาก เวทนา สัญญา สังขาร เมื่อทำงานครบสามเส้า จะเกิดความวน 4. ปฏิจจสมุปบาท มีการวนกลับ เมื่อไปถึงวิญญาณ 5. รูปนามสลับไปมา เช่น เราถูกตี ถูกตีเป็นรูป เจ็บเป็นนาม เมื่อเวลาผ่านไป เจโตปัญญา จึงเป็นสิ่งสลับกันได้ ไม่มีอะไรเหนือกว่าอะไร โดยสัจจะ การสลับไปสลับมา วิญญาณจึงแทรกตัวในรูปของสัญญา โกดังเก็บ ตัวแรก และตัวสุดท้ายของอัตภาพ เรียบเรียงได้อย่างนี้ก็ใช้ได้แล้ว อาตมาพูดตรงๆเลยว่า ไม่เคยเห็น ศาสนาพุทธสำนักไหน สอนแบบที่อาตมาพาสอน พาบรรยาย เอาไปใช้งานได้ ถึงขั้นอภิธรรม ก็เห็นใจเขา สอนแต่เรื่องอย่าทำชั่ว ทำแต่ดีไป ซึ่งอันนี้ ไม่ใช่ศาสนาเขาก็สอน สามัญที่ไหนๆก็สอน หรือศาสนาทุกศาสนาก็สอน แต่สิ่งพิเศษของศาสนาพุทธคือ รู้จักกิเลส แล้วดับกิเลสได้จริง คือแก่นสารของศาสนาพุทธ แล้วเราจะพ้นทุกข์ ถ้าไม่ถึงตรงนี้ ไม่รู้จิตเจตสิก จับอาการมันไม่ได้ ไม่มีทางพ้นทุกข์ จะสามารถระงับได้ ด้วยวิธีสะกดจิตแบบฤาษีก็ได้ แล้วมันก็กลับวนเวียนมาอีก เหมือนแก้วน้ำ ที่คุณมีตะกอนอยู่ในนี้เยอะแยะ คือกิเลส วิธีที่ทำอยู่ การนั่งสะกดจิต = ทำให้น้ำ มันไม่มีฝุ่น มันก็ตกตะกอน หรือจะกดฝุ่นในน้ำลงไป จะใช้วิธีไหนก็แล้วแต่ ให้ฝุ่นมันตกตะกอน ยิ่งแข็ง คือกิเลสจะยิ่งเป็นก้อนแข็ง จับตัวเป็นอนุสัยอยู่ในจิต แกะยาก แล้วหลงผิดไป ตลอดกาลนาน เป็นการซ้ำเติมให้กิเลสตัวเอง แน่นหนาหนักขึ้น วิธีนั่งสะกด หรือหลับตานี่ อาตมาพูดโทษภัยของการนั่งหลับตาสะกดจิตนี่ ถ้าคนมีสัมมาทิฏฐิ จะสามารถใช้เป็นอุปการะได้ นั่งเพื่อพักจิต นั่งเพื่อศึกษาจิต อ่านนิวรณ์ 5 ได้ในภวังค์ ก็อ่านศึกษา กาม พยาบาท ถีนมิทธะ อุทธัจจะกุกกุจจะ วิจิกิจฉา นั่งเพื่อเตวิชโช นั่งเพื่อทำอิทธิปาฏิหาริย์ ศาสนาไหนก็ทำได้แบบนี้ แต่ศาสนาพุทธเป็นโลกุตระ สามารถรู้จักอาการจิตที่เป็นอกุศลจิตเป็น ด้วยอาการ ลิงค นิมิต อุเทส อาการจิตเป็นสิ่งที่จะต้องจัดการ ปหาน ด้วย ปหาน 5 (วิกขัมภนปหาน ตทังคปหาน สมุจเฉทปหาน ปฏิปัสสัทธิปหาน นิสรณปหาน ) ถ้าคุณทำได้ก็หมดกิเลส เป็นพระอรหันต์ได้ แต่เดี๋ยวนี้ห่างไกล ไม่รู้เรื่องเหล่านี้เลย SMS 20 ธ.ค.60 _2166... พ่อท่านก็ประกาศมาทุกอย่างแล้ว เหลือแต่ยังไม่ได้ปักกิ่งหว้า ให้มันรู้ว่าไผเป็นไผไปเลยครับ??? ! ...คนกล้าเท่านั้น ที่มีศัตรู (จากอโศกมหาราช) พ่อครูว่า... ของพระพุทธเจ้า เป็นวิปัสสนา ใช้เวทนาเป็นกรรมฐาน ไม่ใช่ไปทำกสิณ ให้จิตหยุดนิ่ง เวทนาจะไม่ใช่กสิณ แต่เป็นฐานในการปฏิบัติ ต้องตามรู้เวทนาในเวทนา เวทนา108 หากเข้าใจเวทนา108 แล้วอ่านเวทนาเป็น การพิจารณาโลกุตระ โพธิปักขิยธรรม 37 คือ โลกุตระ 37 เริ่มต้นกายในกาย แต่ทุกวันนี้ เข้าใจกายผิด ไปเข้าใจว่ากายคือ แค่ ดินน้ำไฟลม แต่พระพุทธเจ้าตรัสว่า ตถาคตเรียก กาย ว่า คือ จิตบ้าง มโนบ้าง วิญญาณบ้าง เล่ม 16 ข้อ 230 ต้องรู้ รูปกับนาม นามคือกาย ต้องอ่าน ต่อไปเป็น เวทนาในเวทนา ก็จะอ่านลึกลงไปเป็น จิตในจิต กำจัดกิเลสในจิตนี่แหละ ถ้าจัดการได้ ก็เป็น ธรรมในธรรม ลดกิเลสได้เรื่อยๆ ไม่ช้าไม่นาน ก็เป็นพระอรหันต์ อาตมาประกาศเปิดเผยตนเองมาแล้ว ก็ไม่ได้เหนียมได้อายแต่อย่างใด อาตมาว่าอาตมาไม่ปาจิตตีย์ เพราะค่าเฉลี่ยที่มาฟังอาตมาคือ อุปสัมบัน อาตมาก็ไม่ไปเทศน์วัดนั้นวัดนี้ หรือบ้านนั้นบ้านนี้ แต่อย่างใด ไม่เหมือนท่านเพาะพุทธ อาตมาเทศน์ในหมู่จำกัด ก็เทศน์ออกโทรทัศน์ ในหมู่ชาวอโศก เราไม่เหมาะจะไปเทศน์แบบนั้น หนึ่งรับไม่ได้ เพราะว่าจะมาก จนไม่ได้ทำอย่างอื่น
_3867... ดูบุญนิยมฟังธรรมบ้านราชมาซะตั้งนาน เพิ่งเห็นฉากหลังพ่อครู สว่างจ้า ด้วยหลวงปู่วิชิตอวิชชา แจ่มแจ้ง ผัสสะสดใส สบายลูกกะตา ส๋าธุ! เกิดมาในโลกของคน เป็น!สุขทุกข์ 108เวทนา จากสารพัดผัสสะ เยอะนิ! ไม่เหมือนโลกของคนตาย(วิญญาณ) ที่พ้นสุขสิ้นทุกข์ เพราะบ่มี ลูกกะตา,ช่องหู,รูจมูก,ลิ้นติด รส,กายร้อนหนาวให้สัมผัส (ยกเว้นวิญญาณบาปติดวิบาก) ปลงอนิจจังหน๊อ! พ่อครูว่า…ไม่ผิด ก็ใช้ได้
_6956... อยากให้พ่อครูอธิบายเรื่องกินเนื้อลูก ความหมายทางธรรม แปลว่าอะไรครับ กทม พ่อครูว่า… ต้องเปิดตำรา ปุตตมังสสูตร เล่ม 16 ข้อ [240] พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายมาตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย อาหาร 4 อย่าง เพื่อความดำรงอยู่ของสัตว์โลก ที่เกิดมาแล้ว หรือเพื่ออนุเคราะห์แก่เหล่าสัตว์ผู้แสวงหาที่เกิดอาหาร 4 อย่างนั้นคือ 1. กวฬีการาหาร หยาบบ้างละเอียดบ้าง 2. ผัสสาหาร 3. มโนสัญเจตนาหาร 4. วิญญาณาหาร ภิกษุทั้งหลาย อาหาร 4 อย่างเหล่านี้แล เพื่อดำรงอยู่แห่งสัตว์โลกที่เกิดมาแล้ว หรือเพื่ออนุเคราะห์แก่เหล่าสัตว์ผู้แสวงหาที่เกิด ฯ
สื่อธรรมะพ่อครู(อัตตา) ตอน ยืนหยัดกับเอาแต่ใจต่างกันอย่างไร ฝั่งบุญ ....กราบเรียนถามค่ะ เอาแต่ใจตนเอง กับยืนยัด ยืนยันปฏิบัติตามสมควร แยกกันอย่างไรคะ พ่อครูว่า... คุณต้องรู้ละเอียด รู้ว่าใจตนเองจะเอาให้ได้ดั่งใจตนเองอย่างไร อีกอันคือ ยืนหยัดยืนยัน นี้เราไม่ได้เอาแต่ใจตนเอง เราเห็นว่า ต้องทำอย่างนี้ ต้องอ่านอาการ ลิงค นิมิต อุเทส คุณต้องอ่านอัตตา เรียนรู้ อัตตา3 แล้วรู้อัตตาหยาบ โอฬาริกอัตตา ลดได้ก็เหลือ มโนมยอัตตา เหลือในจิต ไม่แรง ไม่จัดอะไร แต่มันก็เป็นอีกระดับหนึ่งต้องรู้ระดับกลาง เมื่อล้างได้อีก อย่าไปยึดอย่างนั้น เหลือเศษสุดท้าย อรูปอัตตา ก็ต้องล้างอีก เหลือเศษสุดท้าย ให้หมดเกลี้ยงอัตตา คือการยึด ที่จะเอาแต่ใจ ต้องได้ดั่งใจตนเอง การยืนหยัดคือ เราเห็นถูก ควรจะทำ แต่ไม่ได้ยึด เป็นตัวเป็นตน จะกับใครก็แล้วแต่ เราก็อธิบายได้ แล้วทำในสิ่งควร เป็น มหาปเทส 4 เป็นหลักตัดสิน โดยพระพุทธเจ้าไม่ได้ห้าม หรืออนุญาต แต่ขณะนี้มีเหตุการณ์ที่เกินกว่าที่พระพุทธเจ้าห้าม หรืออนุญาตไว้ เราก็ต้องใช้ ปฏิภาณตัวเองตัดสิน ว่าเหมาะสมกับกาละเวลา องค์ประกอบ หากเห็นว่าไม่ควร ก็หยุดไป เป็นต้น คุณก็ทำตามที่เห็นว่า ควรหรือไม่ควร ยืนหยัด ยืนยัน โดยแม้ใครจะแย้ง ก็ไม่เป็นไร แต่ถ้ายึดเอาแต่ใจ บางทีมันเถียง ดีไม่ดีถึงขั้นฆ่ากันเลย ก็ต่างกัน การทำตามควร กับยึดถือตัวเอง มันต่างกัน
สื่อธรรมะพ่อครู(พระสูตรอื่นๆที่สำคัญ) ตอน วิปัสสนาอาหาร 4 นี้ให้ถึงนิพพาน มาเข้าสู่ อาหาร 4 อาตมาว่าครบแล้ว พระพุทธเจ้าตรัสการปฏิบัติที่ไม่ผิด มี 3 อย่างนี้ หากปฏิบัตินอกจากนี้ แล้วไม่มี 3 อย่างนี้ ก็เป็นการผิดธรรมะพระพุทธเจ้า ไม่มี 3 อย่างนี้ อยู่ในการปฏิบัติธรรม 1. อินทรีย์สังวร คือต้องมี ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ให้ ทวาร 6 เปิดรับสัมผัสทั้งนอก ให้สํารวมอินทรีย์ อยู่ใน สัมมัปปธาน 4 สัววรปธาน ปหานปธาน ภาวนาปธาน อนุรักขณาปธาน สัมผัสตา หู จมูก ลิ้น กาย เกิดกิเลส ก็จัดการฆ่ากิเลส สำเร็จเป็น ภาวนาปธาน สำเร็จแล้วรักษาผล เป็นอนุรักขณาปธาน คือสัมมัปปธาน 4 ใน โพธิปักขิยธรรม 37 เราจะต้องเรียนรู้อาหาร อย่างใน อปัณกปฏิปทา คือ ข้อปฏิบัติที่ไม่ผิด คือต้องมีการสํารวมอินทรีย์ 6 ตลอดเวลา ถ้าไม่มีทวาร 6 นี้ผิดไปจาก การปฏิบัติธรรมของพระพุทธเจ้า ไม่มีทวาร 6 เมื่อไหร่ เมื่อนั้นไม่ใช่ปฏิบัติธรรมพระพุทธเจ้า ไม่มีสัมผัส นั่งหลับตาสมาธิ เป็นเรื่องนอกรีต ไม่ใช่การปฏิบัติธรรมของพระพุทธเจ้าเลย พูดไปแล้ว ก็ไม่รู้จะทำอย่างไร เกรงใจก็เกรงใจ แต่เขายึดติดกัน ก็ต้องตีแรง ขนาดนั้นยังไม่ค่อยสะเทือน ดีไม่ดีด่ากลับด้วย อาตมายกอ้างคำสอน พระพุทธเจ้าทุกอย่าง ถ้าไม่มีสามอย่างนี้ ไม่ใช่การปฏิบัติธรรมของพุทธเจ้า เป็น ปัณกปฏิปทา คือ การปฏิบัติที่ผิด 1. สํารวมอินทรีย์ 2. โภชเนมัตตัญญุตา หรือ มัตตัญญุตาจ ภัตสมิง ต้องมีอาหารในการปฏิบัติ ภัตตะ แปลว่าอาหาร จงพยายามประมาณ หรือสังวร เรียนรู้เรื่องอาหาร เครื่องอุปโภค บริโภค ให้มัตตัญญุตา จ ภัตสมิง คือให้เรียนรู้ระมัดระวัง กิเลสมันอยู่กับอาหาร บริโภคพวกนี้แหละ 2 สิ่งที่คุณมีผัสสะ อาศัยเป็นอาหาร 1.ตั้งแต่ อาหาร คือคำข้าว กวฬีการาหาร 2. ผัสสาหาร คือ ทาง ทวาร 6 แล้วเกิด มโนสัญเจตนาหาร ซึ่งอยู่ใน นาม 5 คือ เวทนา สัญญา เจตนา ผัสสะ มนสิการ ปฏิบัติธรรมต้องปฏิบัติกับ รูป 28 กับนาม 5 ในปฏิจจสมุปบาท ก็สอนไว้ อาตมาอ้างอิงหลักฐาน ไม่อย่างนั้นเขาก็หาว่าพูดเอาเอง ไม่มีในตำราไหน อาตมาเป็นสยังอภิญญา ในสัมมาทิฏฐิข้อที่ 10 ใน อาหาร 4 กวฬีการาหาร ผัสสาหาร มโนสัญเจตนาหาร วิญญาณาหาร รวมแล้วมโนสัญเจตนาหาร เครื่องอาศัย 4 อย่างนี้แหละ จะศึกษาให้สูงสุดได้ ทำให้ดี โภชเนมัตตัญญุตา คือกวฬีการาหาร แล้วมีผัสสะทางทวาร 6 จิตสงบเป็น มโนสัญเจตนา ที่มีสามประการ มโนสัญเจตนา คือ กาม ภวตัณหา วิภวตัณหา หากผัสสะแล้วเกิดกามตัณหา ก็กำจัดกาม หมดแล้วเหลือ ภวตัณหา ก็ดับต่อ โดยไม่ต้องไปหลับตาเลย ก็จะเกิดกามราคะ ปฏิฆะ เป็นอุทธัมภาคิยสังโยขน์ ก็ทำต่อ โดยไม่ต้องหลับตาปฏิบัติเลย หากหลับตาปฏิบัติ ก็เป็นการปฏิบัติผิด หลักการของศาสนาพุทธ อปัณกปฏิปทา ไม่มีโภชเนมัตตัญญุตา ไม่มีการตื่นคือ ชาคริยานุโยคะ คือตื่นทั้งนอก และใน เขาปฏิบัติกันผิด ก็น่าสงสาร อาตมาพยายามให้คนเข้าใจ ให้คนเชื่อ ยอมรับฟังอาตมา ก็ไม่เก่งกว่านี้ ยืนยันหลักฐาน หรืออวดตัวตน ก็แล้ว ก็ยิ่งหมั่นไส้อีก ก็หมดท่าแล้ว อาตมาไม่ได้มาหาบริวาร เป็นแต่เพียงแสดงสัจธรรม ไม่ได้หาบริวาร ไม่ได้บรรยายธรรมเพื่อหาบริวาร หรือเพื่อให้คนยกย่องได้ลาภสักการะ หรือให้คนยกย่องว่าเป็นผู้วิเศษไม่ใช่ ไม่ได้มาสร้างลัทธิใหม่แต่อย่างใด หรือเป็นเจ้าลัทธิเพื่อค้านลัทธิอื่นๆ แต่พูดความจริงเท่านั้น พูดสิ่งถูกก็เข้าตัว พูดสิ่งผิดก็เข้าเขา แต่พูดเพื่อให้เกิดความละหน่ายคลาย ดับสนิทของกิเลส อาหาร 4 นี้ไม่ได้แยกกันเลย เป็นเครื่องอาศัยทั้งสี่อย่าง คุณกินข้าวอาหาร สัมผัสบริโภค ภายนอก ปัจจัย 4 ทุกอย่าง แม้แต่โทรศัพท์มือถือ อุปกรณ์ เครื่องใช้ต่างๆ กับเครื่องกิน คือบริโภค ก็สามารถมีผัสสะ อาหารเป็นเรื่องใหญ่ ปฏิบัติอาหารอย่างเดียว นี่รับรองเป็นพระอรหันต์ได้ ปฏิบัติธรรมต้องมีผัสสะ การปฏิบัตินั่งหลับตาเป็นหลัก เป็นการทำลายศาสนาพุทธ เป็นบาป ศาสนาพุทธทุกวันนี้ มีแต่ใบดอกผลคือ ลาภ ยศ สรรเสริญ สักการะ ไม่มีแก่นกระพี้ หรือเปลือกเลย อาหาร 4 อย่างนี้ที่ถามมา เรื่องทำไมต้องกินเนื้อลูก…
เล่ม 16 ข้อ [241] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็กวฬีการาหาร จะพึงเห็นได้อย่างไร ภิกษุทั้งหลาย เหมือนอย่างว่า ภรรยาสามี 2 คน ถือเอาสะเบียงเดินทางเล็กน้อย แล้วออกเดินไปสู่ทางกันดารเขาทั้งสองมีบุตรน้อยๆ น่ารักน่าพอใจอยู่คนหนึ่ง เมื่อขณะทั้งสองคนกำลังเดินไปในทางกันดารอยู่ สะเบียงเดินทาง ที่มีอยู่เพียงเล็กน้อยนั้น ได้หมดสิ้นไป แต่ทางกันดารนั้นยังเหลืออยู่ เขาทั้งสองยังข้ามพ้นไปไม่ได้ ครั้งนั้น เขาทั้งสองคนคิดตกลงกันอย่างนี้ว่า สะเบียงเดินทางของเราทั้งสองอันใดแลมีอยู่เล็กน้อย สะเบียงเดินทางอันนั้นก็ได้หมดสิ้นไปแล้ว แต่ทางกันดารนี้ยังเหลืออยู่ เรายังข้ามพ้นไปไม่ได้ อย่ากระนั้นเลย เราสองคนมาช่วยกันฆ่าบุตรน้อยๆคนเดียว ผู้น่ารัก น่าพอใจคนนี้เสีย ทำให้เป็นเนื้อเค็มและเนื้อย่าง เมื่อได้บริโภคเนื้อบุตรจะได้พากันเดินข้ามพ้นทางกันดารที่ยังเหลืออยู่นั้น ถ้าไม่เช่นนั้นเราทั้งสามคนต้องพากันพินาศหมดแน่ ครั้งนั้น ภรรยาสามีทั้งสองคนนั้น ก็ฆ่าบุตรน้อยๆ คนเดียวผู้น่ารัก น่าพอใจนั้นเสีย ทำให้เป็นเนื้อเค็ม และเนื้อย่าง เมื่อบริโภคเนื้อบุตรเสร็จ ก็พากันเดินข้ามทางกันดารที่ยังเหลืออยู่นั้น เขาทั้งสองคนรับประทานเนื้อบุตรพลาง ค่อนอกพลางรำพันว่า ลูกชายน้อยๆ คนเดียวของฉันไปไหนเสีย ลูกชายน้อยๆ คนเดียวของฉันไปไหนเสีย ดังนี้ เธอทั้งหลายจะเข้าใจความข้อนั้นเป็นอย่างไร คือว่าเขาได้บริโภคเนื้อบุตรที่เป็นอาหารเพื่อความคะนองหรือเพื่อความมัวเมา หรือเพื่อความตบแต่ง หรือเพื่อความประดับประดาร่างกายใช่ไหม ภิกษุเหล่านั้นกราบทูลว่า หามิได้ พระเจ้าข้า จึงตรัสต่อไปว่า ถ้าเช่นนั้น เขาพากันรับประทานเนื้อบุตรเป็นอาหารเพียงเพื่อข้ามพ้นทางกันดารใช่ไหม ใช่ พระเจ้าข้า พระองค์จึงตรัสว่า ข้อนี้ฉันใด เรากล่าวว่า บุคคลควรเห็นกวฬีการาหารว่า [เปรียบด้วยเนื้อบุตร] ก็ฉันนั้นเหมือนกันแล เมื่ออริยสาวกกำหนดรู้กวฬีการาหารได้แล้ว ก็เป็นอันกำหนดรู้ความยินดีซึ่งเกิดแต่เบญจกามคุณเมื่ออริยสาวกกำหนดรู้ความยินดีซึ่งเกิดแต่เบญจกามคุณได้แล้ว สังโยชน์อันเป็นเครื่องชักนำอริยสาวกให้มาสู่โลกนี้อีกก็ไม่มี ฯ
พ่อครูว่า... ก็ให้เข้าใจเช่นนั้นว่า กินเพื่อรักษาร่างกาย หรือเพื่อให้เดินทาง ได้พ้นทางกันดาร ถ้าเผื่อว่าคุณจะเดินทางไปสู่นิพพาน ก็ต้องพิจารณาถึง การได้อาหารเลี้ยงชีพ เพื่อจะไปหานิพพาน ต้องพิจารณา เราหลงในเบญจกามคุณหรือไม่? เรายินดีในกามแค่ไหน ก็ต้องเอาออกให้หมด 2. กำหนดรู้เวทนาทั้ง 3 คือสุข ทุกข์ อทุกขมสุข 3. คือกามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา 4. คือ รู้รูปนาม คือรู้วิญญาณ ที่ถามว่า ทำไมเทียบกับการกินเนื้อลูก คือมันอวิชชาทั้งโง่ ทั้งบ้า ก็กินเนื้ออยู่หยกๆ แล้วถามว่า ลูกหายไปไหน มันยิ่งกว่าคนโง่และบ้า ทั้งขี้ลืม เป็นโทษภัยมาก พระพุทธเจ้าสุดยอดเปรียบเทียบ มนุษย์อะไรเลวร้ายถึงขนาดนี้ เห็นแก่สิ่งที่เราจะทำ ว่าทางนี้ ยิ่งใหญ่ กันดารมาก ต้องปฏิบัติ แต่เสร็จแล้ว คุณก็ทำลาย สิ่งที่จะเป็นเครื่องช่วยเดินทาง ไปสู่จุดหมายนี้ ทั้งโง่ บ้า ขี้ลืม หมดเลย ไม่สมควรอย่างยิ่งเลย คนเรานี้ลูกก็แสนรัก ลูกน่ารักนะ แล้วทำไมมันลืมโง่ จนเห็นแก่ตัว จัดขนาดนี้ นี่คือ ความหลง โมหะว่าต้องไปนิพพาน เริ่มต้นตั้งแต่แค่นี้ ยังไม่ได้เริ่มอะไรเลย กวฬีการาหาร มีตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ สัมผัส จะมีกิเลสทางกาม เป็นอันกำหนดรู้ เมื่ออริยสาวกกำหนดรู้กวฬีการาหารได้แล้ว ก็เป็นอันกำหนดรู้ความยินดี ซึ่งเกิดแต่เบญจกามคุณ เมื่ออริยสาวกกำหนดรู้ความยินดี ซึ่งเกิดแต่เบญจกามคุณได้แล้ว สังโยชน์อันเป็นเครื่องชักนำอริยสาวกให้มาสู่โลกนี้อีก ก็ไม่มี ฯ แต่นี่ไม่รู้เลยว่า ได้ฆ่าลูกกิน ไม่รู้ตั้งแต่ต้นเลย ในโภชเนมัตตัญญุตา ข้อแรกเริ่มต้นไม่รู้เลย ยิ่งไม่เรียนรู้ผัสสาหาร อันนี้ยิ่งหนักเลย ชาวพุทธทั้งหลาย คุณปฏิบัติธรรมทุกวันนี้ คุณไม่ได้เรียนรู้ภายนอก ที่มีการสัมผัสเป็นปัจจัย มี ทวาร 5 กามคุณ 5 ได้เรียนรู้แต่เบื้องต้น คุณไม่รู้เลย ก็ไปนั่งหลับตา การหลับตา ก็เหมือนกับคุณเอง เหมือนโคนม ที่ไม่มีหนังหุ้ม สัมผัสกับอะไรคุณก็แสบไปหมด เพราะคุณไม่เรียนรู้เรื่องการสัมผัสภายนอกเลย คุณยังลอกหนังออกหมด นี่ข้อ 2 ข้อ1 เทียบกับกินเนื้อลูก เหมือนกับข้อ 2 นี้ผัสสาหารไม่มี เหมือนปฏิบัติธรรมเป็นวัวแม่ลูกอ่อน ลอกหนังออกหมดแสบไปหมด ปฏิบัติธรรมไม่ได้ ไม่มีผัสสะเป็นปัจจัย นี่ชัดเจนที่สุด พระไตรปิฎก พระพุทธเจ้าตรัสไว้ชัด แต่อ่านไม่แตก กินเนื้อลูก ก็ไม่รู้กาม ไม่ได้ปฏิบัติธรรมเพื่อจะรู้กาม แล้วดันไปปฏิบัติธรรมแบบไม่มีสัมผัสเป็นปัจจัย สัมผัสตาหูจมูกลิ้นกาย ก็ปฏิบัติธรรมเหมือนโคแม่ลูกอ่อน ไม่มีหนังหุ้ม [242] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ผัสสาหารจะพึงเห็นได้อย่างไร เหมือนอย่างว่า แม่โคนม ที่ไม่มีหนังหุ้ม ถ้ายืนพิงฝาอยู่ก็จะถูกพวกตัวสัตว์อาศัยฝาเจาะกิน ถ้ายืนพิงต้นไม้อยู่ ก็จะถูกพวกสัตว์ชนิดอาศัยต้นไม้ไชกิน หากลงไปยืนแช่น้ำอยู่ ก็จะถูกพวกสัตว์ที่อาศัยน้ำตอดและ กัดกิน ถ้ายืนอาศัยอยู่ในที่ว่าง ก็จะถูกมวลสัตว์ที่อาศัยอยู่ในอากาศเกาะกัดและจิกกิน เป็นอันว่าแม่โคนมตัวนั้นที่ไร้หนังหุ้มจะไปอาศัยอยู่ในสถานที่ใดๆ ก็ถูกจำพวกสัตว์ที่อาศัยอยู่ในสถานที่นั้นๆ กัดกินอยู่ร่ำไป ข้อนี้ฉันใดเรากล่าวว่าพึงเห็นผัสสาหารฉันนั้นเหมือนกัน เมื่ออริยสาวกกำหนดรู้ผัสสาหารได้แล้ว ก็เป็นอันกำหนดรู้เวทนาทั้งสามได้ เมื่ออริยสาวกกำหนดรู้เวทนาทั้งสามได้แล้ว เรากล่าวว่าไม่มีสิ่งใดที่อริยสาวกพึงทำให้ยิ่งขึ้นไปกว่านี้อีกแล้ว ฯ พ่อครูว่า... เรียนรู้อันนี้แล้ว ก็ล้างเวทนาให้หมดสุขทุกข์ เป็น เนกขัมมสิตเวทนา เป็น อุเบกขา 5 ปริสุทธา ปริโยธาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา เป็นอเนญชาที่สมบูรณ์ ก็จบ ปฏิบัติธรรมะพระพุทธเจ้า แค่นี้ก็จบแล้ว เอ้าเก็บ … ฟังธรรมะแล้วได้อานิสงส์ 5 ประการ คือ ได้ฟังสิ่งใหม่ เข้าใจสิ่งเก่า ได้เกิดความเข้าใจยิ่งขึ้น มาต่อที่ ผัสสาหาร เหมือนวัวแม่ลูกอ่อน ไม่มีหนังหุ้ม ถ้ายืนพิงฝาอยู่ ก็จะถูกพวกตัวสัตว์อาศัยฝาเจาะกิน ถ้ายืนพิงต้นไม้อยู่ ก็จะถูกพวกสัตว์ ชนิดอาศัยต้นไม้ไชกิน หากลงไปยืนแช่น้ำอยู่ ก็จะถูกพวกสัตว์ที่อาศัยน้ำตอด และ กัดกิน ถ้ายืนอาศัยอยู่ในที่ว่าง ก็จะถูกมวลสัตว์ ที่อาศัยอยู่ในอากาศ เกาะกัด และจิกกิน สู่แดนธรรมว่า... การปฏิบัติกับผัสสาหาร คือให้รู้สึกเหมือนแสบ แต่เขาปฏิบัติเหมือนไม่รับรู้สึกอะไร ผมเคยปฏิบัติกับพระสายวัดป่า เขาบอกว่าหลวงปู่ที่ปฏิบัติได้สุดยอด คือจะไม่เสวยเวทนา พ่อครูว่า... ถ้ารับรู้ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจก็จะมีเวทนา ก็เลยไปอยู่แต่ในจิต ดับไม่รับรู้ ก็จะไม่เสวยเวทนาคือ ทำตามความรู้ของตัวเองผิดๆ แล้วเอามาสอนกัน จนถึงทุกวันนี้ พระพุทธเจ้าท่านได้ตีทิ้งสิ่งเหล่านี้ไป แต่นี่ได้หลงผิดอย่างงมงาย อาตมาพูดอย่างไรก็เฉย เหมือนคนกินเนื้อลูกทั้งโง่บ้า ขี้ลืม เขาก็ว่าปฏิบัติธรรม ต้องนั่งหลับตา สะกดจิต ไม่เสวยเวทนาสิ เป็นเรื่องที่น่าสงสารจริงๆ พาซื่อหลงคำสอนผิด ใครจะพูดอย่างไร ก็ไม่มี ปรโตโฆษะ ไม่ฟังอีกแล้ว กูว่าอย่างนี้ถูกแล้ว อาจารย์ที่สอนมาก็จบปริญ 9 เป็นด็อกเตอร์ ได้รับการยกย่อง เป็นอาจารย์ทางโลก แล้วโพธิรักษ์เป็นใครมาจากไหน นี่เป็นคำพูดของพระ ที่เป็นเจ้าคุณ ชื่อเจ้าคุณ ตอนนี้เป็นเจ้าคุณ ขั้นต้น เจ้าคุณโสภณคณาภรณ์ ชื่อจริงคือ ระแบบ นามสกุลเดียวกันกับจตุพร พรหมพันธุ์ ตอนนี้ตายแล้ว เขาก็ว่า เป็นหัวเรือใหญ่จัดการอาตมา จะเอาอาตมาติดคุกเลย เป็นคนนำเรื่องไปให้พระสังฆราชเซ็นสั่งให้อาตมาสึก ตามกฎหมายที่บัญญัติเอง ซึ่งไม่ถูกต้องตามพระธรรมวินัย ที่ว่าผู้จะสึกนั้นก็มี ปาราชิก ไม่ต้องสึก แต่ขาดจากพระธรรมวินัยแล้ว แม้สังฆาทิเสส ก็สั่งสึกไม่ได้ หรื
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive