601225_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ สัมประสิทธิ์จากมิตรดีสหายดีสิ่งแวดล้อมดี.docx
เนื้อหาในไฟล์
601225_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ สัมประสิทธิ์จากมิตรดีสหายดีสิ่งแวดล้อมดี สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน คำว่า การให้ต่างจากการเสียสละอย่างไร สมณะเดินดินว่า… วันนี้ วันจันทร์ที่ 25 ธันวาคม 2560 บวรราชธานี วันนี้เป็นวันเข้าเส้นชัยของพี่ตูน ดูเหมือนโทรทัศน์ทุกช่อง ก็ให้ความสนใจ กับชัยชนะที่เป็นการวิ่ง 2000 กว่ากิโลเมตร ด้วยความอดทน ซึ่งเขาบอกว่า ถ้าเป็นตัวเขาเอง คงทำด้วยตัวเองไม่ได้ แต่ที่ทำได้ เพราะว่าพลังของประชาชน คนที่ให้กำลังใจเขา ทำให้เขารู้สึกว่ามีความสุข ที่ได้ทำสิ่งนี้ ให้เป็นประโยชน์ ต่อส่วนรวม ส่วนยอดทะลุ แต่ก่อนยังรู้สึกว่า 700 ล้าน จะได้ยังไง แต่ตอนนี้ทะลุไป พันกว่าล้านแล้ว 1200 ล้านแล้ว ตัวเลขก็ยังวิ่งขึ้นตลอดเวลา พ่อครูว่า... จิตใจอย่างนี้ มีความหมายที่คำว่า เสียสละ หรือ ให้ มีความหมายที่ลึกซึ้งอยู่ 2 คำนี้ เสียสละ กับ ให้ นี่ก็มีคำถามจาก กุสลาธัมมา ถามมาพอดีว่า... การให้ทาน กับการเสียสละ ต่างกันไหม ถ้าไม่ใยดี ในสิ่งของแล้วให้ไป กับยังหวงสิ่งนั้นอยู่ อานิสงส์จะต่างกันไหม? พ่อครูว่า... ถ้าไม่ใยดีสิ่งของแล้ว ก็ให้ไป ให้นี้ตรงกับภาษาไทยชัดๆว่า คำว่า ทาน ส่วนอีกคำหนึ่งเป็นภาษาไทยเหมือนกัน คือคำว่า เสียสละ เสียสละมีสองพยางค์ เสีย คำหนึ่ง สละ คำหนึ่ง ตอบอันนี้ก่อนว่า ไม่ใยดีสิ่งของ แล้วก็ให้ไป กับมีหวงแหนสิ่งนั้นอยู่ มีอานิสงส์ต่างกันไหม การให้อย่าง หวงแหน คือ ยังมีตัวกูของกู การ ไม่ใยดี มันหมายถึง เรา ไม่มีตัวกูของกู อะไรก็ได้ หรือมองว่า เป็นการไม่ชอบแล้ว ชังแล้วก็ตาม แต่มันก็หมายถึง การสละออก หลุดพ้นไปจากตัวตนจากเรา เพราะฉะนั้น น้ำหนักของการไม่หวงเลย แม้จะอยู่ในมุมไม่พอใจ ไม่ชอบใจ ก็ยังมีน้ำหนักสูงกว่า ยังหวง ยังเป็นตัวตน แต่ออกไปแล้ว ไม่มีตัวตน เพราะฉะ
อ่านต่อ
นั้น ถ้าจะให้ละเอียด ลึกซึ้งในจิตวิญญาณ สายเจโตนี่ จะให้ไปโดยที่ว่า ไม่ดูด สละแล้วจะไม่ดูดเอามากๆ สุดท้ายจะเร็วกว่า นั่นคือความหมดตัวตนที่ดี แต่สายที่ยังหวงแหน มีนัยซับซ้อนว่า หวงไว้เพื่อตนจริงๆ หรือหวงไว้ เพื่อใช้ประโยชน์ ใช้ประโยชน์นั้น จะเป็นประโยชน์เพื่อผู้อื่นอีก ไม่ใช่เพื่อตัวตนชัดๆ มันเป็นความเสียสละ ซ้อน มันเป็นนามธรรม ถ้าพูดด้วยภาษา ที่อาตมาใช้ขณะนี้คือ ค่าสัมประสิทธิ์ ที่สูงขึ้นไปอีก เพื่อให้ผู้อื่น ได้ประโยชน์มากขึ้นอีก ใช้ปัญญาเพิ่มขึ้น ถ้าบริสุทธิ์อย่างนี้สูงกว่า การไม่ใยดีต่ำกว่า อาตมาจะอธิบายตอนนี้สู่ฟัง หรือไม่อธิบายก็ดี ผู้ที่ศึกษาลึกซึ้งละเอียด จะรู้จักแรงบวกลบ การผลักการดูด จะมีตัวตนอยู่กับแรงผลัก แรงดูดอย่างไรหรือไม่ เราจะมีญาณปัญญา เข้าใจเอง รู้เอง แต่ทีนี้ อธิบายการเสียสละ กับการให้ทาน ต่างกันไหม คำว่า ให้ นี้ แปลตรงๆว่าการทาน ให้ เป็นภาษาไทยแท้ๆ แต่ ทาน เป็นภาษาบาลี เราก็เอามาใช้จนเป็นภาษาไทย จนคนที่ไม่ได้ศึกษาตามไม่ได้ ว่ามาจากต้นรากอะไร เสียสละ มีสองพยางค์ คำว่า เสีย นี่ไม่ค่อยดี คำว่า สละ นี่เป็นความดี เสียมีนัย เสียของ เลวร้ายได้ แต่ สละ นี่คือ ให้ การเสียสละ กับการให้ เสียสละ มีนัยสองอย่าง ส่วน ให้ มีนัยเดียวเลย การ เสียสละ จึงยังหยาบกว่าการ ให้ การให้ กับการทาน จึงเป็นตัวสูงสุด ใน บารมีสิบทัศ ให้นี่สูงสุดเลย _มีผู้รู้บอกมาอีกว่า สละคือ มีปฏินิสสัคคะ มี Action Reaction แรงงานสอง แต่ให้นี่มีแรงงานเดียวเลย ผู้ให้อย่างไม่ใยดี ก็อาจมีผลัก มีชัง ผลักมีปฏิกิริยา Action Reaction ยังไม่จบ สมณะเดินดินว่า... แต่ถ้าดูคนส่วนใหญ่ คนที่เขาให้กรณีตูน แต่ผมรู้สึกว่า การให้เพราะ จิตใจเขาจะมีการอยากได้อะไรตอบแทนอยู่ แต่การให้กับตูนนี้ จะไม่ใยดีเท่าไหร่ พ่อครูว่า... การให้กับตูนนี้ คนมีปัญญาว่า ตูนไม่ได้เอาไปเป็นของเขา ตูนเอาไปเป็นของคนอื่นต่อ ตูนก็มีตัวตน เป็นคนดีซ้อน ถ้าตูนชัดเจนว่า ไม่ได้ทำเพื่อความดีอะไร แต่ทำเพื่อให้ ตัวเดียว อันนี้มันละเอียด ลึกซึ้ง สูงสุด แต่ถึงอย่างไร เป็นรูปธรรม การแสดงออก เป็นรูปธรรมที่ชัดเจน และคนไทยตื่นตัว แล้วก็มีความชื่นชมสูงส่ง ขณะนี้ ก็ถือว่าดีแล้ว ดีมากๆแล้ว ปฏินิสสัคคะ คือ สละ ละ เลิก สลัดทิ้ง ไป ก็ฝังพยัญชนะใส่ไว้ใน harddisk ไว้ สรุปแล้ว สละนี่มีพยัญชนะสองตัว ถ้าให้มีพยัญชนะตัวเดียว ถ้าสองกับหนึ่ง นี่หนึ่งก็สะอาดขาดกว่า สมณะเดินดินว่า... แล้วเธออยากจะฟังพวกเรา ที่จะมาร่วมงานเพื่อฟ้าดินฟ้าว่า อากาศที่นี่ค่อนข้าง ไม่ใช่หนาวอย่างเดียว มีพัดลมเปิดจากแม่น้ำตลอดเวลา ผู้ที่เดินทางมา ควรเตรียมอุปกรณ์กันหนาวมาให้ครบพร้อม พรุ่งนี้เวลา 6 โมงเย็น เราก็จะมีการปฐมนิเทศ เข้าสู่การบำเพ็ญคุณ บำเพ็ญธรรม งานนี้เป็น ว.บบบ.ที่เชื่อมโยงเข้าหาสังคม งานเพื่อฟ้าดิน เป็นงานที่สอดคล้องกับ รัฐที่จะส่งเสริม ตลาดประชารัฐ ก็จะเป็นงานที่ เป็น ว.บบบ.เพื่อฟ้าดิน เป็นงานที่ให้สอดคล้องประโยชน์ตนประโยชน์ท่าน ใครจะมาก็เตรียมเครื่องกันหนาวให้ครบพร้อมก็แล้วกัน
สื่อธรรมะพ่อครู(เศรษฐศาสตร์บุญนิยม) ตอน ศิลปะโลกุตระกับแบบคนจน มีคำถามเด็กๆ จาก สสภ.ถามมาว่า... แบบคนจนนั้นเป็นศิลปะแบบโลกุตระ หรือไม่อย่างไรครับ และถามอีกว่า ศิลปะแบบโลกุตระ สามารถนำไปปฏิบัติให้ตนเอง เป็นคนจนที่สุขสำราญเบิกบานใจได้อย่างไรครับ พ่อครูว่า... คนจนที่สุขสำราญเบิกบานใจ เป็นโลกุตระจริงๆ และถามอีกว่า จะสุขสำราญเบิกบานใจ ได้อย่างไร ก็อธิบายตอนนี้คร่าวๆ คนจนนั้น เป็นศิลปะแบบโลกุตระ แน่นอน ในความหมายหนึ่ง แต่คนจนที่ไม่เป็นศิลปะ ไม่เป็นโลกุตระ ใครๆก็เข้าใจได้ แบบปุถุชน คนจนที่ไม่มีคุณสมบัติดี คนจนที่พฤติกรรมไม่ดี ประพฤติไม่ดี ก็ลึกซึ้งกว่า นอกจากคนจนที่ประพฤติไม่ดี ก็ต้องได้รับวิบากไป มีความทุกข์ทรมาน ทีนี้ คนจนแบบที่ไม่ได้ประพฤติไม่ดี คนจนแต่ประพฤติดี ก็ยังจน ก็มีสองนัย นัยหนึ่งนั้น จนแต่ประพฤติดี ก็เป็นคนเสียเปรียบอยู่ในสังคม เสียสละอยู่ในสังคม ที่อยู่ในสังคมต้องจน เพราะถูกเอาเปรียบจากคนในสังคม จากผู้มีอำนาจ ผู้มีความฉลาดกว่า ก็เอาเปรียบไป ก็ได้เปรียบไป ก็เลยต้องจน ผู้ที่จนแบบนี้ ถือว่าเป็นวิบากของเขา หรือจริงๆแล้ว เขาก็อยากสู้ แต่ก็สู้ไม่ได้ วิบากเขาอย่างหนึ่ง อีกอย่างหนึ่งเขาก็สู้ไม่ได้ ก็หมายความว่า เขาไม่มีความรู้ ความสามารถ ที่จะสู้ มันก็ต้องแพ้ภัย แต่ใจเขายังอยากสู้อยู่ แต่เขาต้องแพ้ เพราะสู้ไม่ได้จริงๆ จนอย่างจำนน อย่างพ่ายแพ้ ในสังคมโลกีย์ ก็มีเช่นนี้ แต่ สังคมโลกุตระ คนจนที่พ่ายแพ้ ก็ไม่สู้ ยิ่งคนที่ชนะเรา เขาไม่ซื่อสัตย์ ไม่สุจริต เท่าที่เราเห็น ไม่ซื่อตรงเลย ก็ปล่อยให้เขารับวิบากไป เราจะสู้กับเขา ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต จนสิ้นสุดพลังงานความซื่อสัตย์ สุจริต เราก็แพ้อีก ก็จบ อย่างอาตมาใช้แบบนี้ สู้ด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต จนในที่สุด แพ้ก็ไม่มีปัญหา เป็นโลกุตระที่ดีที่สุด แพ้ก็แพ้ ขอให้เรารักษาความบริสุทธิ์ ดีงาม ให้สูงสุด โศลกที่อาตมาให้ไว้ ความบริสุทธิ์ เท่านั้น ที่จะชนะทุกสิ่งทั้งโลก ในที่สุด เราจะมีปัญญารู้ ความบริสุทธิ์ของเรา เท่าไหร่ก็ตาม ก็จริงใจที่สุด บริสุทธิ์สูงสุด ก็ใช้ได้ ตรวจอ่านให้ดี อย่าทำลวกๆ ถ้าทำลวกๆ ก็เสียเอง ตั้งใจทำอย่างละเอียดลออจริงๆ มีความแหลมคม ปัญญาของเราเอง ตรวจให้จริง ก็จบที่ความบริสุทธิ์ของตัวเอง ถ้าตรวจลวกๆ ความจริง ก็มีความไม่บริสุทธิ์ ซุกซ่อน วิบากซ้อนลงไปอีก ยิ่งประมาท ยิ่งซับซ้อน ทับถมไปอีก ก็อาจเข้าใจได้ยากอยู่ ศิลปะโลกุตระนั้น สามารถนำไปปฏิบัติ ให้เป็นคนจนที่สุขสำราญเบิกบานใจ ได้อย่างไร อันนี้ อโศกเราพาทำอยู่ จนกระทั่งประกาศความจริง คนจนอย่างสุขสำราญ เบิกบานใจ เป็นปัจจัตตัง เป็นความรู้จริงเห็นจริงของเราเอง ว่า เราอยู่กับความจน อยู่กับความจนขณะนี้ แม้เราเองก็รู้ว่า ถ้ามีความจนอย่างบริสุทธิ์ ไม่แฝง ไม่ยักยอก จนจนถึงที่สุดเป็น 0 เราก็อยู่ได้จริงๆ ไม่มีปัญหาอะไร จะไม่กระดี๊กระด๊าในจิตจริง ถึงวาระควรจะได้มีมา เสร็จแล้ว ก็หมด เราก็อยู่กับความสูญ อย่างใช้เวลา ขณะครั้ง มากมายก่ายกอง เป็นหลักฐานยืนยันว่าเราอยู่กับศูนย์ได้อย่างสบาย ไม่ได้เดือดร้อน แฝงอะไรเลย เราจะมีญาณปัญญาตรวจสอบตนเองได้อย่างชัดเจน ผู้ใดที่มีความรู้ในความจน ความไม่มี ความสูญ กาละเวลา กับสิ่งที่ประกอบในชีวิตเรา เราก็จะมีข้อมูลหลักฐานพวกนี้ ยืนยันตัวเราเองว่า เราอยู่ในข่ายของความจน เพราะอยู่กับส่วนกลาง สาธารณโภคี มีความปลอดภัย อยู่ได้ ไม่ต้องห่วงจริงๆเลย สังคมสิ่งแวดล้อมดี มิตรดีสหายดี สุดยอดแล้ว ไม่มีอะไรอื่นแล้ว เราจะมีปัญญา ความรู้ชัดเจน เราก็ไม่ต้องห่วงกังวล เบิกบานใจสบายๆ ปกติ หายห่วง จริงๆ
_คนนี้ก็ถามมาอีก... ผมขอโอกาสเรียนถาม 1. ธุตังคะ หรือธุดงค์ หมายความว่าอย่างไร 2. คาถาธรรมบท หรือประณามคาถา ต่างกันอย่างไร ทำไมถึงสวดธรรมคาถาต่อหน้าบรรพชิตไม่ได้ พ่อครูว่า... คาถาธรรมบท คือ คำสอนจากพระพุทธเจ้า จากพระโอษฐ์ ได้บันทึกมาด้วยความธรรมบท เป็นบทภาษาธรรมศาสตร์ ส่วน ประณามคาถา เป็นคาถาที่คนแต่งขึ้น เพื่อยกย่องบูชา พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ก็ต่างกันแล้ว อันหนึ่งเป็นของพระพุทธเจ้า อีกอันหนึ่งเป็นของคนอื่น ที่ไม่ใช่พระพุทธเจ้าแต่งขึ้น อันหนึ่งของธรรมบท เป็นคำสอนแท้ๆของพระพุทธเจ้า ส่วนประณามคาถา เป็นคำยกย่องเชิดชูสิ่งที่เรายกย่อง คือพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นคำสรรเสริญ เยินยอ แต่ตอนนี้กลับกัน ประณาม แปลว่าดูถูก
สื่อธรรมะพ่อครู(ปกิณกะ) ตอน คำว่า น้ำปานะ คืออย่างไร 3. คำว่า ปานะ นั้นคืออย่างไร ทำไมพระพุทธเจ้าจึงได้อนุญาตให้พระภิกษุฉันน้ำปานะได้ พ่อครูว่า... ปานะ แปลว่า ไม่ใช่น้ำเปล่า อาจผสมอะไรเข้าไป น้ำผลไม้น้ำอื่นๆ ที่ผสมกับอื่นๆ ไม่ใช่น้ำบริสุทธิ์ เรียกว่าน้ำปานะ พระพุทธเจ้าก็อนุญาตให้ดื่มได้ โดยประมาณ ถ้าเป็นน้ำบริสุทธิ์ ไม่ใช่น้ำปานะ ก็สะอาดกว่า เพราะว่าน้ำปานะ ก็มี รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส เป็นกิเลสผสมอยู่ คนที่ไม่ติด ก็ไม่ต้องดื่มน้ำ ที่มีสิ่งเหล่านี้ นอกจากร่างกายเราธาตุไม่พอ ก็ต้องดื่มน้ำปานะที่มีธาตุหล่อเลี้ยงร่างกาย พระพุทธเจ้าจึงได้อนุญาต เพราะว่าน้ำปานะ เป็นธาตุอื่น ที่ไม่บริสุทธิ์ ที่บางทีร่างกายต้องใช้ ยิ่งป่วยก็ต้องใช้ อนุโลมตามควร
สื่อธรรมะพ่อครู(วรรณะ 9) ตอน คำว่า ธุดงค์หรือธูตะคืออย่างไร พ่อครูว่า... ธุตังคะ หรือ ธุดงค์ ธูตะ หรือ ธุตะ มันแปลว่า ศีลเคร่ง ปฏิบัติได้แล้ว หลุดพ้นแล้ว ไม่มีกิเลสแล้ว ตามศีลที่เป็นลำดับ ไม่มีความติดยึด เป็นปกติ ปฏิบัติแล้ว เราสบาย มีสัตว์ในโลก เราก็ไม่ไปตอบโต้ทำร้าย จริงๆ จิตใจเรามีความปกติ ไม่มีกิเลส ไม่มีภาวจิตตอบโต้อะไร สบายๆ ไม่เคร่ง แต่คนที่ติดยึดอยู่ เขายังมีกิเลสอยู่ ก็ทนไม่ได้ ที่จะไม่โต้ตอบ หรือศีลข้อ 2 ของที่ไม่ใช่ของเรา อย่าไปอยากได้ของเขา วิธีปฏิบัติศีลข้อ 2 ได้ดีแล้ว ไม่ได้อยากได้อะไร ไม่ใช่ของๆเรา เราไม่มีสิทธิ์ เราไม่มีใจอยากได้ ของเขาเลย ก็ปกติ จิตเฉยๆ สามัญปกติ เรียกว่า มีศีลบริสุทธิ์ บริสุทธิ์ง่าย แต่คนที่ติดอยู่อดใจไม่ได้ ต้องเอาๆ ก็เลยต้องไปปฏิบัติ ก็ไปชมเชย ยกย่องว่า คนที่เฉยๆนี้ เคร่งๆ เพราะเราทำต้องเคร่งครัด อย่าไปเอาของเขานะๆ มันต้องฝืนใจจังเลย ต้องเคร่ง ทำไมเขาทำได้ เรานี่ต้องเคร่ง แต่คนที่ทำได้แล้ว เขาไม่เคร่ง ผู้ที่ทำได้แล้วในสิ่งที่ทำยากนั่นแหละ เรียกว่า ธูตะ ได้จริงๆเลย จิตสบาย ผู้ที่บรรลุศีลเคร่ง ธุดงค์ มาเป็นภาษาไทย ที่จริงภาษาบาลี ไม่มี ด.เด็ก บาลีไม่มีแม่กง ถ้าจะสะกด ก็ต้องธุตังคะ ก็คือองค์ หรือหน่วย ศีลข้อนี้ ไม่ว่าข้อไหนก็แล้วแต่ แล้วศีลข้อนี้แหละ ที่เขาทำได้บริสุทธิ์แล้ว เป็นธุตังคะ หน่วยหนึ่ง องค์หนึ่ง หลายหน่วย ก็อย่างพระกัสสปะ มีธุดงค์ 13 หน่วย เป็นตัวอย่าง ก็ทำได้ยาก แต่พระกัสสปะ ท่านทำได้อย่างสบายๆ ใน 13 ข้อนี้ เช่น กินมื้อเดียว เขาก็ทนไม่ได้ คนไม่กินเนื้อสัตว์ คนก็ทนไม่ได้ แต่คนทำได้แล้ว ไม่เคร่ง มีธูตะ หรือธุดงค์แล้ว เฉยๆธรรมดา ไม่เห็นอยากกินอะไร ไม่ผลัก ไม่ดูดเลย หากคนยังรู้สึกผลักดูด ก็ยังไม่สมบูรณ์ ถ้าไม่ผลัก ไม่ดูด เฉยๆ ธรรมดา จึงเรียกว่า ไม่มีพลังงานผลัก ดูด กลางๆ อุเบกขา ได้โดยไม่ยาก ได้โดยไม่ลำบาก ในศีลข้อนี้สบาย เป็นปกติ นั่นคือสภาวะจิตของเรา เป็นธุดงค์ ธุตังคะ ธุดงค์ ไม่ได้แปลว่าเดิน ธุดงค์ไม่ได้แปลว่า ออกดง ออกป่า สำทับให้ชัด ผู้ที่ยังงมงาย โง่ไม่ชัดเจนไม่ฉลาดพอ ก็ไปตีกินว่าธุดงค์ คือออกดง หรือธุดงค์ คือการเดิน คือยังงุ่มง่ามงมงาย ขออภัยพูดชัด แต่แยกแยะให้ชัดเจน สมณะเดินดินว่า... เด็กๆลองสำรวจดูว่า มีธุดงค์ข้อไหน เวลายุงกัดแล้ว ใครมีจิตใจที่ไม่คิดอยากจะฆ่าเลย ใครรู้สึกสบายแล้วมีบ้างไหม (มีบ้าง) พ่อครูว่า... ไม่อยากได้เงินของคนอื่นเลย แม้แต่เงินแม่ ก็ต้องขอ เรายังต้องใช้ ก็ว่ากันไป สมณะเดินดินว่า... อย่างนี้เด็กๆก็ปฏิบัติได้ เราเห็นของคนอื่น ก็ไม่อยากจะได้เลย ตอนอาตมาเป็นเด็ก ที่บ้านขายของ อาตมาไปเล่นใต้ถุนบ้าน แล้วเห็นของตกลงมา เราก็บอกว่าของที่เป็นสมบัติของเรา เราเก็บได้ ก็เลยเอาไปแลกของมากิน แล้วไปเล่าให้แม่ฟังอีก แม่ก็ให้รางวัล เป็นตีด้วยด้ามไม้กวาด 3 ที หลังจากนั้น ก็ไม่ได้ไปเอาอีกเลย ทำให้เราถือศีลบริสุทธิ์ขึ้นมาแล้ว พ่อครูว่า... เข้าใจคำว่า ธุดงค์ กันนะ ถ้าใครเอาคำว่าธุดงค์ มาเป็นการเดิน เป็นทิวแถวแบบธรรมกายวันนี้ คือการหลอกลวง ไม่เข้าใจชัดเจน คนยังโง่อยู่ ก็ถูกหลอกไป ชื่นชมยินดีอะไรต่างๆ เป็นการเล่นละคร dramatic ประดิดประดอย อาศัยคนไม่เข้าใจให้ถูกหลอก บาปมหาศาล เป็นเรื่องที่พลิกแพลง โป้ปด มดเท็จ ในเรื่องคำว่าธุดงค์ เอาไปหลอกคนอื่น ปรุงแต่งด้วย รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ดอกไม้ ท่าทาง ให้เป็นระเบียบเรียบร้อย ปรุงแต่งให้คนหลงติด ให้คนเคารพ อยากจะมานับถือ
สื่อธรรมะพ่อครู(โพธิปักขิยธรรม 37) คำว่า กายานุปัสสนาสติปัฏฐานคืออย่างไร _คุณบัวบางใบ ณ อุบล... กราบนมัสการพ่อครูด้วยความเคารพอย่างสูงครับ ขอให้พ่อครูช่วยอธิบายคำว่า "กายานุปัสสนาสติปัฎฐาน" โดยละเอียดด้วยครับ เพราะฟังจากอาจารย์หลายสำนักก็อธิบายไปคนละอย่าง กราบนมัสการครับ พ่อครูว่า... กายานุปัสสนา เป็น ธรรมะสอง รูปกับนาม เรื่อง จิตกับกาย เรื่อง ภายนอก กับภายใน ให้วิปัสสนา หรือทำสติปัฏฐาน ให้มีสติ แล้วเรียนรู้ สิ่งที่เราสัมผัส ตั้งแต่อันใดอันหนึ่งหยาบๆ ที่เราเรียนรู้ได้แล้ว รู้ใจเรา ใจเรามีกิเลสกับสิ่งนั้น เราก็ล้างกิเลสนั้นออกไป นั่นก็เป็นการปฏิบัติตาม ธรรมะ 2 เรียกว่ากาย โดยมีสติเป็นที่ตั้ง สติปัฏฐาน มีสติเป็นฐานปฏิบัติ แล้วก็เรียนรู้วิปัสสนา เรียนรู้ปัสสะ ให้เห็นตาม อนุปัสสะ ตามธรรมะสอง มีรูปกับนาม รูปกับนาม หยาบสุด มากลาง มาละเอียด 3 ข้อนี้ แต่นับเป็นล้านๆ ละเอียดเข้าไป ก็ทำไปทีละอย่างไร มันก็จะค่อยๆเข้าใจชัดเจน จากระดับหยาบ ตัวอย่างระดับหยาบ เข่น พระพุทธเจ้าให้ปฏิบัติ จุลศีล 26 ก็บรรลุเป็นพระอรหันต์ได้ ที่จริงมีเป็นล้านๆ แต่ตัวอย่างมีแค่ 26 ตัวอย่าง จุลศีล ถ้าเราสามารถที่จะเข้าใจตามลำดับ ตั้งแต่หยาบไป กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน เป็นเบื้องต้น มีรูปกับนาม เป็นสำคัญ แล้วมีสติสัมโพชฌงค์ ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ วิริยะสัมโพชฌงค์ การปฏิบัติคู่ไปกับ มรรคมีองค์ 8 แล้วมี สติปัฏฐาน 4 กาย เวทนา จิต ธรรม ซ้อนไปอีก ล้างอกุศลจิต สูญก็เป็น นิพพานธรรม นิโรธธรรม นี่คือกาย เวทนา จิต ธรรม ถามมาเป็นเรื่องตั้งต้น จนจบเป็นอรหันต์เลย ที่ถามมา
_suda jaidee ....กราบนมัสการค่ะ กราบเรียนถามพ่อครู เรื่อง ข่าวปลอม หรือข่าวลวง(Fake News) ขอพ่อครูกรุณาไขความกระจ่าง เกี่ยวกับการสื่อสารทางศาสนา ของธรรมกาย และธัมมชโย เป็นข่าว ปลอมหรือไม่อย่างไร ..และกรณี คดีสันติอโศก เป็นปรากฏการณ์ที่เกี่ยวกับข่าวปลอม ของพุทธกระแสหลักด้วย หรือไม่อย่างไรคะ ..ปัจจุบันข่าวปลอม(Fake News) กำลังเป็นวิกฤติการณ์การสื่อสารของโลก พ่อครูว่า... เดี๋ยวนี้เขาจงใจสร้างหลอกกันมากจริงๆ ข่าวที่บอกว่า ธัมมชโยไม่อยู่ในประเทศไทยแล้วก็ดี ข่าวที่บอกว่า DSI เข้าไปค้นแล้วไม่เจอก็ดี มันเป็นข่าวปลอม ถ้าธรรมกายทำ fake news เพื่อให้ DSI ถูกดิสเครดิต ก็เป็นข่าวลวงได้ แต่จริงๆแล้ว DSI เข้าไปค้นแล้วก็คว้าน้ำเหลวอีก ก็ทำ ไม่ใช่เรื่องที่ทำขึ้นมา เราก็รู้ไม่ได้ เราไม่รู้เลยว่า อะไรจริง หรือปลอม ตอนนี้ค้นไม่พบ ทางธัมมชโย ก็เลยใช้บอกว่า เป็นฤทธิ์เดช หายตัวได้ แต่อาตมาคิดว่า เขาจะหายตัวได้จริงๆเหรอ ก็ตอบไม่ได้ตอนนี้ว่า ข่าวจริง หรือข่าวปลอม แต่ DSI เข้าไปตรวจจริง ส่วนก่อนโน้น ก็มีข่าว ที่เป็น fake news เราเองก็ไม่ได้เป็น อย่างที่เถรสมาคมเขาพูด แต่ตอนนี้ไม่มีแล้ว เกี่ยวกับข่าวปลอม เกี่ยวกับสันติอโศก ตอนนี้ไม่มีแล้ว หรือว่ามีนิดๆหน่อยๆ แต่เราไม่รู้ได้ เถรสมาคมมีคนเยอะ หลายล้าน ก็มีอยู่บ้าง ที่รู้สึกว่าไปใส่ความอโศกเป็น fake news บ้าง แต่ถึงอย่างไร โดยค่ารวม ทุกวันนี้น้ำหนักความเชื่อถือของชาวอโศก อาตมาว่าสูงพอสมควร สมณะเดินดินว่า... ผมว่าอย่างมากตอนนี้เขาพูดเฉียดๆ พ่อครูว่า... มันเป็นสัจจะ ที่เราก็ไม่ได้หยิ่งผยองอะไร ที่พูดไปนี้ ก็ไม่ได้ประมาท ถ้ามีมา เราก็ต้องดู และแก้ไขไป
_Trend Micro... ผู้ให้บริการด้านความมั่นคงปลอดภัยแบบครบวงจร ออกมาเปิดเผยถึง ภัยคุกคามไซเบอร์รูปแบบใหม่ ซึ่งให้บริการในรูปของ Fake News-as-a-Service พร้อมสร้างข่าวเท็จ สร้างภาพให้ดูดี รวมไปถึง สร้างความน่าเชื่อถือ เพื่อหวังผลในการเลือกตั้งและประชามติ ในราคาเพียง $400,000 หรือประมาณ 13.6 ล้านบาทเท่านั้น Trend Micro ระบุว่า การสร้างภาพ และสร้างความน่าเชื่อถือปลอมๆ เริ่มกลายเป็นธุรกิจที่นับวันจะเติบโตมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโลกออนไลน์ ที่มีอัตราการเผยแพร่ข้อมูล ด้วยความเร็วสูง และประชาชนยังขาดความตระหนัก เรื่องการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล ซึ่ง Fake News-as-a-Service เป็นบริการสร้างข้อมูลเท็จ ไม่ว่าจะเป็นการ สร้างโปรไฟล์ปลอม บน Social Media หรือการสร้างข่าวปลอมๆ แล้วแพร่กระจายผ่านการกดไลค์ การรีทวีต รวมไปถึงทำเป็นเว็บไซต์ข่าว ที่ดูดี มีความน่าเชื่อถือ บางแห่งถึงขั้นมีการแลกเปลี่ยนโพสต์ระหว่างกัน เพื่อกระจายข่าวเท็จ และทำให้ผู้อ่านคิดว่าเป็นข่าวจริงที่มีความถูกต้อง เหล่านี้ มีจุดประสงค์ เพื่อสร้างภาพลักษณ์ และความน่าเชื่อถือของบุคคล หรือองค์กรต่างๆ ให้เพิ่มสูงขึ้น ที่น่าตกใจคือ บางแห่งสัญญากับผู้ใช้บริการว่า การสร้างภาพเหล่านี้ จะส่งผลกระทบต่อผลคะแนนเลือกตั้ง การทำประชามติ หรือการบรรลุข้อตกลงการค้าอีกด้วย ซึ่งคิดค่าแคมเปญเพียง $400,000 เท่านั้น และดำเนินการให้นาน 12 เดือน ในขณะที่บางแห่งอ้างว่า สามารถปลุกม็อบได้ ในราคา $200,000 ลดความน่าเชื่อถือของนักข่าว ในราคา $55,000 และสร้างภาพให้กลายเป็นเซเลป ที่มีผู้ติดตามมากกว่า 300,000 คนในราคา $2,600 ประเทศจีนเอง ก็มีบริการลักษณะแบบนี้เช่นเดียวกัน โดยการสร้างข่าวปลอม กระจายไปยัง WeChat มีราคาเริ่มต้นเพียงแค่ 100 หยวน (ประมาณ 500 บาท) ในขณะที่การสร้างวิดีโอข่าวปลอม 2 นาที บน YouTube ในรัสเซียมีราคา 35,000 รูเบิล (ประมาณ 21,000 บาท) “Fake News-as-a-Service ช่วยให้การโปรโมต ข่าวสาร ข้อความต่างๆ ไปยังโลก Social Network ทำได้อย่างรวดเร็ว และมีราคาถูก เพียงแค่ $1,000 ก็สามารถสร้างยอดคนดูบน YouTube ได้ถึงหลักล้านครั้ง ในขณะที่แคมเปญเพื่อหวังผลการเลือกตั้งระยะเวลา 12 เดือนมีราคาเพียง $400,000 การปกป้องตนเอง จากการตกเป็นเหยื่อ ของข้อมูลเท็จเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก ควรต้องเสียเวลาอ่าน และวิเคราะห์ข้อมูล ที่ได้รับอย่างถี่ถ้วนก่อนที่จะปักใจว่าข่าวสารที่ตนได้รับนั้น เป็นเรื่องจริง” พ่อครูว่า... มันแย่เลยนะทุกวันนี้ รับจ้างทำความหลอก แล้วมีคนจ้างด้วยนะ ความไม่บริสุทธิ์ มันเฟื่องฟู รู้ทั้งรู้ว่ามันหลอก แต่ก็จ้างมาหลอกกันอีก กุหนา นี้ หลอกตรงๆ แต่ ลปนา คือหลอกซ้อนอีก ทุกวันนี้เป็นมาก ของเราไม่หลอก ใครจะมาอยู่กับเรา ก็อยู่ได้ แต่เราก็มีกฎระเบียบของเรา ใครอยู่ได้ ก็อยู่
สื่อธรรมะพ่อครู(บวร) คำว่า สัมประสิทธิ์จากมิตรดี สหายดี สิ่งแวดล้อมดี สมณะเดินดินว่า... ผมเคยถูกข่าวพวกนี้หลอก มีเศรษฐีคนหนึ่งบอกว่า อายุ 80 กว่าแล้วดูแข็งแรงมากมีกล้ามเนื้อ ก็จะเอามาดูกัน แต่ว่าภายหลังมีค้นข้อมูลว่า คนนี้ไม่ได้อายุถึง 80 กว่าหรอก ที่จริงอายุ 40 กว่าเอง แล้วหลอกคนว่าอายุมาก พ่อครูว่า... เราตรงกันข้ามกับเขาเลย เราของจริง อายุมากแล้ว แต่คนก็ดูว่า อายุยังไม่มาก ต่างจากเขาที่ อายุน้อย แต่บอกว่าตัวอายุมาก อาตมา ในการสร้างความรู้ สร้างความเป็นจริงของตัวเอง ไม่ได้อยู่เฉยๆ สร้างพลังงานสัมประสิทธิ์ ในองคาพยพ ร่างกาย อาการ 32 ของอาตมา อาตมาก็ช่วยตัวเอง คนอื่นก็ช่วยด้วย เพื่อให้อาตมาพิสูจน์ เพราะเขาก็รู้กันว่า ถ้าไม่ช่วยต่อ อาตมาไม่ยาวยืน แต่อาตมาก็รู้ว่า ใจสั่ง สัมประสิทธิ์ ได้ละเอียด เพิ่มขึ้นได้ ว่า E=C(mc 2 +A) ตัว C เป็นพลังงานตัวแปรแห่งความก้าวหน้า ไม่ใช่พลังงาน static ของไอน์สไตน์ E=mc 2 เป็น Static แล้ว แต่ของอาตมา จะเพิ่มพลังงาน Kinetic ให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้นอีก เรียกว่าสัมประสิทธิ์ สูงขึ้นไปถึงขั้น Coefficient คืออัตราการก้าวหน้า แบบคูณ เป็นต้นไป ไม่ใช่แค่ระดับบวก ในสามเส้า บวก คูณ ยกกำลัง ต้องระดับคูณ หรือยกกำลัง จะเป็น สัมประสิทธิ์ ถ้าอาตมาพิสูจน์ตัวเองได้ถึง 100 ปี อีกแค่ 16 ปี อาตมาว่าพวกเราจะฉลองแน่นอน อาตมาว่าไม่ถึง 100หรอก แค่ 90 นี่ก็เผลอๆจะฉลองให้อยู่นะ ยิ่ง 96 เป็นเท่าไหร่ล่ะ 8 รอบ 8 นักษัตร รับรองว่าฉลองแน่นอน ถึง100นี่ มันหน่วย0 ฉลองแน่เลย ถ้าไป 108 ครบนักษัตร จะมีฉลองไม่รู้กี่เที่ยว ก็พยายามที่สุด เพื่อจะสร้างพลังงานทางจิตวิญญาณ อาตมาว่าได้ใช้พลังงานทางจิตวิญญาณจริงๆ ยิ่งอาตมา 151 ปี รับรองว่าสูตรนี้จะยิ่งใหญ่ในโลก E=C(mc 2 +A) จะเป็นสูตรที่ ทางจิตด้วย ถ้าทางจิตพิสูจน์ได้ แน่นอนทางวัตถุที่เป็นสสาร ก็พิสูจน์ได้ เขาก็จะเอาไปใช้ได้เลย ตอนนี้เขาก็ยังไม่เชื่อ ไอน์สไตน์เอง ก็ได้อธิบายต่อลูกว่า ต่อไปคนจะรู้ แต่ตอนนี้อธิบายยังไม่ได้ อาตมาเองมั่นใจว่า จะเป็นสูตรในอนาคต จะเป็นสูตรที่ยิ่งใหญ่ในนามธรรม เมื่อได้นามธรรมนี้ ก็จะเอาไปใช้รูปธรรมได้ สมณะเดินดินว่า... ของไอน์สไตน์ เกิดจากการแตกสลายของ m ให้เล็กที่สุด เป็นปรมาณู แต่ถ้าทางด้านจิตใจ สามารถทำให้ละเอียดถึงขั้นไม่มีตัวตนได้แล้ว พ่อครูว่า... C ถ้าไม่สมดุล ก็ทำมวลให้เคลื่อนไม่ได้ มันจะต้องได้สมดุล ได้มวลที่มีแรง ในตัวมันเองทำ m คือ Static c คือ Dynamic จะเสริมเป็น Coefficient ซ้อนตั้งแต่ m กับ c มันถึงจะก้าวหน้าเป็นส่วนเกิน A พอครบหน่วยเป็น mc 2 เมื่อยังไม่ถึง mc 2 แต่ถ้าถึงแล้ว ก็จะได้ระดับ +ไป อีก mc 2 ถ้าครบสามเส้า ก็เพิ่มไปได้ ถ้าสามเส้า สองอันก็ยกกำลังสองเลย เป็นความรู้ในระดับที่ยังไม่มีเลยในโลก โดยเฉพาะ Coefficient ทางนามธรรม ใช้คำว่าปัญญา เป็นความรู้ที่ใหม่ในโลก เป็นวงวนพลังงานใหม่ๆ ทำให้เกิดได้จริง จิตเรามีพลังงานปัญญา เป็นพลังงานหมุนในจิต ตั้งแต่ เริ่มเป็นอริยบุคคล พระโสดาบัน จนถึง อรหันต์ ก็รอบ 10 อรหันต์เพิ่มเป็น อนุโพธิสัตว์ อนิยตโพธิสัตว์ เป็นสามเส้า โดยแกนของอรหันต์ เลยสามเส้า เป็นเลข 7 เป็นพลังงานซับซ้อน หมุนซ้อน เกินสองเส้าแล้วเป็นเส้าที่สาม 8 9 ก็เป็นเศษของมันอีก พอครบ 9 จะต่อหรือไม่ต่อก็ได้ ถ้าไม่ต่อก็วงวนสูงสุด เหมือนไอน์สไตน์ค้นพบ mc 2 ก็ได้เท่านั้น ไม่สร้าง A หรือ mc 2 เพิ่มขึ้นอีกตัวหนึ่ง แต่อาตมาพยายามทำเพิ่ม เป็นพลังงานทับทวีมากกว่านั้นได้อีก ถ้าทางจิตพิสูจน์ได้ เอาไปใช้ในทางวัตถุก็สบาย จะมีปรมาณูที่สูงกว่า คิมจองอึน ปรมาณูนี้ จะแรงกว่า คิมจองอึน มันจะเป็นอย่างนั้นจริงๆ ทีนี้คนจะได้ความรู้ พวกนี้เป็นความละเอียด หรือยิ่งด้านนามธรรม จะได้จากไหน ต้องมีคนที่นำหน้า คนที่คิดค้นได้ก่อน อย่างอาตมา ยังไม่ได้เป็นคนที่ค้นพบก่อน พลังงานเหล่านี้ พระพุทธเจ้าค้นพบมาก่อนแล้ว อาตมายังไม่ถือว่าเป็นเจ้าของธรรมะ ในหลักสูตรทฤษฎีของพระพุทธเจ้า ที่เป็นพุทธวิสัย อาตมาไม่บังอาจว่า ตอนนี้จะมีพุทธพิสัยอย่างนั้นไม่ได้ พูดอย่างจริงใจ แม้อาตมาตอนนี้ ระดับ 7 อาตมาจะเสริมพลังงานเป็นระดับ 8 ก็เป็นสัจจะที่เพิ่มขึ้นได้เรื่อยๆ แต่จะถึงขีดระดับ 8 เต็ม แล้วจะเสริมเป็น 9ไปเรื่อยๆ ซ้อนๆๆ เหลื่อมไปเรื่อยๆ เป็นลำดับจนกว่าจะเต็มรอบ 7 เต็มรอบ 8 9 ถ้าจะตัดก็เอาแค่10 แต่จะต่อก็ 11 12 13 ต่อไปอีก จะได้อย่างนี้ ผู้ที่ยังไม่มีเชื้อ คว
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive