601210_วิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ สวดมนต์มีสามแบบ.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2560
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์349 KB
วันที่แก้ไข15 ธันวาคม 2567

เนื้อหาในไฟล์

601210_วิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ สวดมนต์มีสามแบบ

สมณะฟ้าไทว่า… วันนี้ วันอาทิตย์ที่ 10 ธันวาคม 2560 ที่ บวรราชธานีอโศก เป็นวันรัฐธรรมนูญแห่งประเทศไทย แต่รัฐธรรมนูญไหนก็ไม่ดีเท่ากับ ธรรมนูญของพุทธ คือ จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล ที่ใช้ไปได้ตลอดกาล วันนี้ ที่ภาคใต้ ที่ ควรธรรม ที่ อ.หลังสวนก็มีตลาดอาริยะ เวลา 9น.- 15น. ที่ วังน้ำเขียว ก็มีงานชุมนุมถึงสื่อถึงคน ที่ ศีรษะอโศก ก็มีการรวมตัวของศิษย์เก่า ที่ธรรมกาย ก็มีการรวมตัวกันสวดมนต์ 777 จบ เพื่อฉลองอาจารย์ของเขา ท่านทัตตชีโย อายุ 77 ปี ก็ฟังสวดมนต์ 777 จบ ของเราไม่เน้นการสวดมนต์ แต่นิยมทำคุณธรรมของเราให้สูงขึ้น ปลายปีเราจะมีงานเพื่อฟ้าดิน ที่อาคาร บวร ปีหน้าข้าวสารจะแพง เพราะว่าปีนี้เรารับซื้อข้าวได้น้อยมาก มีคนอื่นไปรับกว้านซื้อจากชาวบ้านถึงที่เลย อาตมามองเห็นว่า บริษัทใหญ่กว้านซื้อข้าวในราคาที่สูง ชาวอโศกต่อไปนี้ ก็คงกินข้าวเหลือกันไม่ได้แล้ว มีสัญญาณบอกว่า จะมีความขาดแคลนจะเกิดขึ้น ข้าวจะไม่พอกิน ที่บ้านราชฯ ใช้ข้าวสำหรับบริโภคในหมู่บ้าน 55 ตันต่อปี สำหรับการขายก็คงจะมีน้อยลง ชาวนาเขาขายไปกับนายทุนเสียแล้ว อนาคตก็ควรจะกินข้าวมื้อเดียวต่อวันกันทุกคน ใครไม่กินข้าวมื้อเดียวต่อวัน แสดงว่าล้าสมัย ใครกินข้าวมื้อเดียว ตั้งแต่วันนี้ก็ล้ำสมัย เพราะว่าโลกนี้จะขาดแคลนทรัพยากร เราควรจะมาทำตนเองให้กินน้อย ใช้น้อย แบบคนจนที่สุขสำราญเบิกบานใจ พ่อครูว่า... เริ่มต้นด้วยการดู sms SMS วันที่ 8 ธันวาคม 2560 (พ่อครู: บวรราชธานีอโศก)

_30750… พ่อครูน่าจะเอาหนังสือ คนจะมีธรรมะได้อย่างไร อ่าน แจกแจง อธิบายให้พวกเราจะทำให้เข้าใจมากยิ่งขึ้น พ่อครูว่า… จะอธิบายไปอยู่แล้ว

เฟซบุ๊ก _ปรัชญา ปารมี…(3) ความเห็นส่วนตัวนะ เราเห็นว่า

อ่านต่อ

ท่านยังไม่ได้ "บรรลุอรหันต์อย่างจบสิ้นเด็ดขาด?" หรอก?.. แต่ที่ชัดๆคือ เราเห็นว่าท่านเป็น"นักจิตวิทยา" (ในเชิง"อ่านรู้เท่าทันสภาวะจิต" และ "การบริหารคน") และ "ขึ้นขี่หลังเสือแล้ว ไม่อยากยอมลงจากหลังเสือโดยดี?" นั่นต่างหาก?...

_ธราพงศ์ วิเศษถวัลย์… มุ่งมาจน หมายถึง ลดทอนการปรุงแต่งให้ถึงที่สุด เข้าสู่ภาวะเอกฐานอันเป็นจุดเริ่มแรกของกำเนิดชีวิต ดังนั้น จนแง่นี้คือ บริสุทธิ์ เช่น เด็กเล็กๆ มีพลังชีวิตสดใหม่ เห็นธรรมโดยง่าย เพราะเป็นเช่นธรรมในตัวเอง

สื่อธรรมะพ่อครู(อัตตา) ตอน นิพพานเป็นอัตตาหรืออนัตตา _ขอเรียนถามทรรศนะนิพพานเป็น _อัตตา _อนัตตา _ไม่เป็นทั้ง อัตตา อนัตตา พ่อครูว่า... นิพพาน เป็นอัตตานั้น ก็เข้าใจพยัญชนะ และเนื้อแท้ผิด อาตมาขอใช้คำตอบเช่นนี้ คนที่เข้าใจว่านิพพานเป็นอัตตานั้นผิด ถ้าเข้าใจนิพพานเป็นอัตตาแล้ว จะไปไม่ออก ไปไม่รอด เพราะว่า ความเป็นอัตตานั้น เป็นความเป็นตัวตน เป็นกิเลส เป็นสิ่งที่มีอยู่ อัตตา หรือ อาตมัน เป็นสิ่งที่คนส่วนใหญ่เข้าใจ ใน สายเทวนิยม ก็จะมีอัตตาอยู่ตลอดกาลนาน ถ้าขืนคุณยึดว่า นิพพานเป็นอัตตา ก็จะอยู่อย่างนั้นนิรันดร อัตตามันตรงกันข้าม กับ อนัตตา อนัตตามันคือสูญ อนัตตา เป็นไวพจน์ของศูนย์ หมด นัตถิ ไม่เหลือ มันเลิกไปเลย ในโลกมหาจักรวาลนี้ ซึ่งมีอยู่ตลอดกาลนาน เลิกไปเลย กับมีอยู่ตลอดกาลนั้น ตรงกันข้ามกัน อนัตตา หรือสูญนั้น ไม่มีตลอดไปเลย นิรันดร ส่วนอัตตา อาตมัน ปรมาตมัน นั้น มีอยู่ตลอดนิรันดร ถ้าไม่เข้าใจสภาวะอย่างนี้ เมาบัญญัติภาษาแน่ เพี้ยน เป็นเรื่องที่ผิดฝา ผิดตัวกัน สรุปว่านิพพานเป็นอัตตานั้นคะแนน 0 นิพพานเป็นอนัตตานั้น คะแนนเต็ม ส่วนนิพพานไม่เป็นทั้ง อัตตา อนัตตา เป็นไปได้หลายนัย นัยหนึ่งคือ คุณไม่รู้เรื่องเลย ไม่เข้าใจว่านิพพานเป็น อัตตาหรืออนัตตา คือโง่นิรันดร สอง คนที่ยังสับสน ยังไม่ชัดเจน ยังไม่รู้แท้ ก็บอกว่า มันก็เป็นได้ เป็นอัตตาก็ได้ อนัตตาก็ได้ บางคนก็ว่า ก็จะจบ ก็ไม่ได้นิรันดร เสถียรก็ไม่ได้ พวกนี้วิตักกจริต แกว่งไปตลอด จะจบอย่างมั่นคง ก็ไม่ได้ จะนิรันดรก็ไม่ได้ อย่างนี้เมื่อไหร่คุณจะมี หรือไม่มี ก็ยาวนานไปอีก นิรันดรเหมือนกัน สรุปแล้ว นิพพานเป็นอัตตา ผิด ได้ 0 นิพพานเป็นอนัตตา คะแนนเต็ม ถ้านิพพานไม่เป็นทั้งนั้น ทั้งอัตตา และอนัตตา คุณต้องไปเรียนรู้ใหม่ ฝึกฝนใหม่เอาจริงๆให้ได้ ไม่เข้าใจเลยว่า เป็นอนัตตา คนมีปฏิภาณ ก็พอรู้ว่าอัตตา คือมี อนัตตาคือไม่มี แต่สภาวะละเอียดลออ คือธาตุรู้ จิตวิญญาณ มันไม่รู้ ตั้งแต่ดีชั่ว โลกียะ ถ้าดีก็เอา แต่ดีนิรันดรไม่เอาชั่ว เลยเป็นเทวนิยม เป็นไปได้ยาก จะต้องวนเวียน กลับมาดีและชั่ว เพราะว่ามันไม่เที่ยง อันนี้เป็นหลักตายตัวเลย ถ้ามีแล้วอนิจจัง ไม่เที่ยง อย่างไรก็ไม่เที่ยง ให้มันเที่ยง ก็สะกดไว้ ให้มันยาวนาน ธรรมดา ธรรมชาติ คนก็ทำอยู่ มันก็ไม่เสร็จ หมดพลังงานกดข่มไว้ มันก็กลับมาอย่างเก่า สามประเด็นง่ายๆ นิพพานเป็น _อัตตา _อนัตตา _ไม่เป็นทั้ง อัตตา อนัตตา นิพพาน ไม่เป็นทั้ง อัตตา อนัตตา อันนี้น่าสงสาร นิพพานเป็นอัตตา ก็ยังมีเวลาพัก แต่นิพพานเป็นอนัตตานั้น ถ้าเข้าใจอนัตตาไม่ได้จริงๆ แน่นอน คุณก็ไม่มีทางบรรลุธรรม นิพพานนั้น ทุกอย่างแยกธาตุไปหมดแล้ว ที่จะมาเป็น พีชนิยาม จิตนิยาม ไม่ได้อีกแล้ว เหลือแต่ อุตุนิยาม มันเป็นตัวของมันเองไม่ได้ จนกว่าจะมีเหตุปัจจัยครบ ต้องศึกษาให้ดี ใน นิยามชีวิต 5

สื่อธรรมะพ่อครู(พิธีกรรม) ตอน การสวดมนต์ไม่ใช่ของศาสนาพุทธ _การสวดมนต์ หรือมนตรานี้ คุณคนนี้แสดงกระทู้ว่ากัน กระทบกัน ในเว็บพันทิพ การสวดมนต์....(มันตรา) มีมาแต่เดิม ก่อนพระพุทธเจ้าโคดมเกิด พ่อครูว่า... แต่ก่อนนี้ ไม่มีวิธีการบันทึกตัวอักษร ก็ใช้วิธีการสวด เพื่อท่องจำกัน แต่มันก็จะผิดพลาดกัน ก็เลยมีการท่องสวดแบบสังคีติ คือ คนสวดพร้อมกัน เพื่อให้ตรงกัน แต่อีกแบบ คือสวดแบบสังคายนา คือ มีคนสวด 1 คน ส่วนคนอื่นก็ฟังว่าถูกหรือไม่ ถ้าผิดก็ทักท้วงกัน เป็นการวิเคราะห์ วิจัย ตรวจสอบให้สมบูรณ์ อะไรที่บกพร่อง ก็ตรวจสอบ เป็นมติใหม่ไปเรื่อยๆ ยึดถืออันที่เป็นมติหมู่ ที่ต่างคน ต่างเห็นว่า พร้อมกัน เป็นหนึ่งเดียวกัน การสวดมนต์ที่ผิดเพี้ยนไป เพราะว่าไปคิดว่าการสวดนั้น จะบันดาล ให้เกิดอะไรขึ้น ได้สวรรค์ วิมาน อะไรก็ได้ แต่ถ้าสวด เพื่อรักษาสิ่งที่ดีเอาไว้ มันก็ดีอยู่แล้ว ถ้าจะท่องจำสวดไว้ให้ดีแล้ว เอาไว้ใช้กับตัวเอง หรือเอามาเผยแพร่ ให้คนอื่นใช้ มันก็ดี แต่ทีนี้เอาบทมนต์มานี่ 1. เอาอย่างแย่ คือเอามาสวดหากิน เอามาสวดเป็นสินค้า เพื่อให้ได้สิ่งแลกเปลี่ยนออกมา ได้เงิน ทอง ลาภ ได้ข้าวของ นั่นหยาบสุดแล้ว 2. ได้คนนับถือชั้นยศ ว่าคนนี้เก่ง สวดจำได้เก่ง ยกย่อง 3. เอาไปทำเป็นของขลัง สวดแล้ว จะมีฤทธิ์เดช มีอำนาจบันดาล ให้เราได้ อันโน้น อันนี้ ในอนาคต สวดไปจะเกิดพลังศักดิ์สิทธิ์ อันนี้เละเทะเลย ปั้นเอง ฟุ้งซ่าน มันไม่เกิดอย่างนั้นได้หรอก สวดแล้วจะได้เกิดฤทธิ์เดชอะไร มันไม่มี คนที่เพ้อเจ้อ สวดแล้วจะได้กุศล ได้บุญ ได้ขึ้นสวรรค์ ได้เป็นอันนั้น อันนี้ ในอนาคต เละเทะหมดเลย เพราะฉะนั้นในประเด็น ที่จะหลอกล่อให้ได้ อย่างนั้น อย่างนี้ เหมือนธรรมกายเขาหลอกล่อนี่ เละเทะหมดเลย เป็นการปู้ยี่ ปู้ยำ ความจริง สิ่งที่ดี สิ่งที่ประเสริฐ ให้ฉิบหาย และเข้าใจผิดกัน หมดเลย ผู้ที่ทำสิ่งที่ดี บทมนต์คำสอนที่ดี ของพระพุทธเจ้า ของพระศาสดา จะต้องศึกษาไว้จำไว้ แล้วเอามาปฏิบัติ มาฝึกฝน ให้เป็นไปตามนั้น ความเป็นคน ก็จะรักษาสิ่งประเสริฐเอาไว้ได้ แต่ถ้าเอามาฟุ้งซ่าน เพ้อพก จะได้รูปธรรม นามธรรมอะไร เป็นวิมาน เป็นผลประโยชน์อะไร ที่เป็นอนาคต ซึ่งมันไม่เกิดหรอก แต่เขาหลอกว่า มันจะเกิด ก็หลงนึกว่า มันจะเกิดอย่างนั้นจริงๆ ได้ไปเกิดในสวรรค์ วิมาน ได้สมบัติ พัสถาน ทำให้เราเป็นใหญ่ เป็นโต ในอนาคต อย่างนั้นอย่างนี้ เอาสิ่งที่จะมาบำเรอความอยากได้ มาเป็นของตัวตนทั้งนั้น เอามาหลอกล่อ คนที่มีแต่กิเลส ตัณหา มีความอยากได้มาให้เป็นตัวเป็นตน อยากได้ลาภ ยศ สรรเสริญ ความสุข วิมาน หลอกล่ออะไร แม้ที่สุด อยากได้นิพพาน เป็นภาษาบัญญัติ นิพพาน คือไม่มีอะไร อยากได้ แต่หลอกเราว่า มันจะได้ เป็นบัญญัติ ซับซ้อน เละเทะ อย่างนี้ตลอดกาลนาน ผู้ใดที่ทำให้มันผิดเพี้ยนขึ้นไปอย่างนี้ ทั้งชั่ว และเลว ชั่วกับเลวต่างกันอย่างไร ไม่มีอะไรอื่นมากไปกว่าชั่วกับเลว ในภาษาไทย ภาษาไทยมาจากบาลี ภาษาไทยมาขยายบาลี เพื่อให้มาเป็นไทยให้เข้าใจ ครบถ้วน ลึกซึ้ง เท่านั้นเอง แต่ของบาลีก็ครบแล้ว หากรู้ชัดเจน แต่ไทยนี้ เอามาขยายเพิ่มเติมจากบาลี เพื่อให้เกิดความเข้าใจในแบบไทย ถ้ายังเป็นภาษาบาลี ภาษาอื่น ก็เข้าใจได้เพียงเท่านั้น มันไม่พอ ก็เลยเอาภาษาไทยมาให้ นำพาให้ไปสู่ความลึก นั่นคือสิ่งที่ผู้รู้ได้ทำมา ภาษาบาลีก็เติมเป็นภาษาไทยขึ้นมา ในภาษาบาลี ไม่มี ซ โซ่ แต่ไทยก็บัญญัติเป็น ซ โซ่ เสริมมาจาก ช ช้าง เป็นต้น คนไทยก็เข้าใจ ใช้อันนี้ เพิ่มขึ้นมา ที่จริง ซ โซ่ ก็คล้ายๆกับ ส เสือ สร้างแล้วก็มาซ้ำๆ ซ โซ่ ก็ซ้ำ ส เสือ ก็สร้าง ส เสือมันซ้ำไม่ได้ สะกดอย่างไร ก็ไม่ได้ มันได้แต่ ส่าง ส้าง ส๊าง ก็ซ้ำกับ ซ โซ่ แล้ว ในบัญญัติภาษา วรรณยุกต์ต่างๆ เป็นเครื่องหมายที่สื่อให้เข้าใจ ผู้ที่บัญญัติขึ้นมา ก็เอามาใช้ ก็รู้ได้ เข้าใจกัน คำว่าชั่วนี้คือ ชัว กับ ไม้เอก ภาษาไทยมีวรรณยุกต์ แต่ภาษาอื่นไม่มี ชัว ชั่ว ชั๊ว ชั๋ว ในวรรค ช.คือ วรรค จ ฉ ช ฌ ย จ คือการรู้แจ้งเข้าใจรู้กระจ่าง ช.ก็รู้แจ้ง ฉ นี้ แปลว่า 6 จากทวาร 6 รู้ครบ เต็มทวาร 6 คือ ฉ รู้ครบทวาร 6 ไม่มีอะไรจะรู้เกินกว่านี้แล้ว เพราะมนุษย์มีแค่ 6 ทวารนี้ ฌ คือภาวะของทำให้รู้ ล้างความโง่ เผาตัวเหตุที่ทำให้โง่ ฌ กระเฌอ คือภาวะอุณหธาตุ พลังงานไฟ เผา สลาย สิ่งที่ไม่สะอาด ที่ทำให้โง่ มัวหมอง หรือมืด ก็ต้องล้างพวกนี้ให้ออก ใช้ ฌ พอหมดแล้วก็ ญ ผู้หญิง คือตัวรู้จบ วรรค จ ฉ ช ฌ ย เป็นวรรครู้ทั้งนั้น จนครบถ้วน รู้จัก คือเริ่มรู้แบบ จัก แล้วค่อยๆ รู้แจ้ง สว่างมากขึ้น จากรู้อย่างมืด ก็รู้แบบสว่างมากขึ้น รู้จัก รู้แจ้ง เป็นความจริงที่ครบมากขึ้น อาตมาถึงเอา รู้จัก รู้แจ้ง รู้จริง ครบสามเส้าแล้ว ชั่วนี้คือรู้ ส่วน เลว ล ลิงคือ เศษวรรค ยังไม่รู้หรอก แต่จะเริ่มเป็นธาตุมี ล คือตัวที่สามของเศษวรรค ย ล ร ว ส ห ฬ อ เศษวรรคคือ เก็บเล็ก ผสมน้อย ให้ครบ ล นี้ถ้าใช้ สระ ละ ลา ลิ ลี ลุ ลู ภาษาบาลีไม่มี ฤ ฤา สันสกฤตก็มีแต่ ฤ ภาษาไทยมาเติม ฤา สรุปแล้ว ล ลิงเป็น การเริ่มรู้ รู้ว่านี้ดีแล้ว ก็เป็นดี รู้ว่านี่ไม่ดี แต่ไปหลงว่าดี ก็คือไม่รู้ โง่ ไปหลงสิ่งที่ไม่ดี ว่าดี แล้วไปหลงว่าดี แต่มันไม่ดี แล้วคุณก็เป็น คนที่หลงสิ่งดี ว่าดี ก็เป็นอุปกิเลสแล้ว แต่หลงสิ่งไม่ดี ว่าดี คือโง่แท้ โง่เบ็ดเสร็จ เริ่มรู้เศษวรรค หลงสิ่งที่ไม่ดี มาดี ก็ ละ ลา ลิ ลี ลุ ลู ไป แล้วก็ เล ต่อไปอีก ยังเอาต่อไปอีก ยังไม่รู้ เละ เล ไม่พอก็เอา ว แหวนมาอีก ย ร ล ว ตัว ว นี้ไปเป็น ส ห รวมเป็นหกตัว เป็นตัวที่ 7 คือ ฬ สามเส้านี้ พอมาเป็นตัวที่ 4 ถ้าสามเส้า มันนิ่ง ไม่มีลีลา เหมือนลูกข่างกินน้ำจั้น หรือนอนวัน นิ่งเลย หมุนวนนิ่ง เป็น cyclic order หมุนนิ่ง สมดุล แต่ถ้ามีองศาเกิด เป็นอันที่ 4 ก็จะเริ่มแกว่ง ตัว ว นี้เพิ่มไปอีก ส ห ตัว ห นี้เป็นความเป็นจริง มันก็จะ สห เลย คือตัวจริง จาก ว นี้มากอีกเป็น 6 มีสองเส้า รวม 6 ก็มี 7 เป็น Coefficient ตัวแท้ Coefficient เป็นพลังงานซับซ้อน ที่ก้าวหน้า ระดับคูณเลขยกกำลัง ฬ นี้ยอดคูณ ยอดยกกำลังเลย ความรู้เหล่านี้ เป็นความรู้ที่อาตมาได้ศึกษามา จากพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆมา จนมาถึงปางนี้ ก็ไม่มีใครพูดให้คุณฟัง ไม่มีตำราเล่มไหนสอนหรอก ไม่มีหลักฐาน มีที่อาตมาเท่านั้น คนเดียว ถ้าหากใครเจอหลักฐานว่า มีคนบรรยายไว้ ก็เอามายืนยัน อาจจะมีเหมือนกัน ก็มาดูกัน อาจจะเป็นผู้พี่ ที่บรรยาย หรือเป็นผู้น้อง ก็ตรงกัน

สมณะฟ้าไทว่า… ย ร ล คือเกิดที่จิตของเรา ไม่ออกไปภายนอก พ่อครูว่า... ใช่ เป็นอยู่ในจิตเรา ลูกข่างนอนวัน แต่มาเป็น ส ก็เพิ่มอีก เช่น สะใจ สวะ สะสม สั่งสม สมณะฟ้าไทว่า... พอมากเพิ่มมากๆเป็น ฬ พ่อครูว่า... สะสมเป็น 8 เป็น 9 ก็ไปหาความสูญบริบูรณ์ ถ้าไม่เต็ม ก็อยู่ตรงนี้ ถ้าเพิ่มมี ว มี สห มี ฬ อ คือสูญเริ่มต้น อ เล็กนิดเดียว แต่เป็นตัวการ วงวนมันหมุนไปใหญ่ ไม่มีหยุดหมุน ถ้ากำหนดไม่ได้ ก็ไปใหญ่เลย ถ้าเป็นอย่างอวิชชา ก็ตัวใครตัวมัน ถ้าเป็นอย่างวิชชากำหนดก็ดี สมณะฟ้าไทว่า… คำว่า ว คือ เอาละวะ พ่อครูว่า... ถ้าเอาละวะ อย่างมีปัญญาก็ดี ถ้าเป็นอวิชชา ก็ไปกันใหญ่ สำหรับเป็นภาษาอื่น ก็อธิบายกันได้ ถ้ารู้พื้นของภาษา สรุปตรงนี้ก่อนว่าชั่วกับเลว เลวนี้มันโง่หนักกว่าชั่ว ชั่วนี้เป็นตัวตน เป็นเจโต เลวนี้คือ ความฉลาดเฉโก คือ ฉลาดไปใหญ่ เลยไม่มีที่ยับยั้ง โดยไม่มีกรอบขอบเขต ขั้นตอน เพราะว่ามันโง่ เลวคือ พลังงานที่หลงผิด แล้วสะสมตัวเองเข้าไปเรื่อยๆ จาก ล ว ไม่หยุดเป็น สห ย ร ล ขยายเป็น ว ไม่พอก็ ส ห รวมเป็นใหญ่ เป็นพหูพจน์ ส่วน ว เป็นเอกพจน์ แต่ถ้าไม่หยุดก็ สห สห สห แล้วก็หลง สห ถ้าเป็นอวิชชา คุณก็มี สห แล้วหลง สห เป็นประโยชน์ ก็เป็นสหาย อายะ แปลว่าประโยชน์ สห ที่หลงว่า เป็นประโยชน์ ก็คือสหาย ที่เป็นเพื่อนซี้ เพื่อนตาย กอดคอกันเลว ก็คือสหาย แต่ถ้าเป็นวิชชา ก็กอดคอกันดี มิตรดี สหายดี สังคมสิ่งแวดล้อมดี มิตรดีคือจิต สหายคือผู้ร่วมประโยชน์ สังคมสิ่งแวดล้อมทั้งหมด รวมเหมาเข่ง มีอะไรขนาดเล็ก ขนาดกลาง ขนาดใหญ่ ก็คือ เป็นสัมปวังโก สั่งให้เป็น วงใหญ่ กลาง เล็ก ก็อยู่ในสัมปวังโก มาพูดเรื่องสวดมนต์ต่อ...พระพุทธเจ้านั้นอุบัติขึ้นมา เขาก็มีการสวดมนต์กัน ท่านก็ค่อยสอน ให้คนที่หลงผิด มาเข้าใจให้ถูกต้อง ที่สวดจะได้สวรรค์ วิมาน อิทธิฤทธิ์อะไร ได้ลาภ สรรเสริญ โลกียสุข ท่านก็ว่าสวดมีแต่ สังคีติ กับสังคายนา พระพุทธเจ้าก็ตั้งกฎเกณฑ์เลยว่า อย่าเอาบทสวดบทธรรมะ ของพระพุทธเจ้า องค์ใดองค์หนึ่ง หรือทุกองค์ ไปสวดนอก จากสังคีติหรือสังคายนา ถ้าจะไปสวดก็เพื่อ ให้เกิดความเข้าใจ เป็นการสาธยาย เรียกว่าสังสาธยาย คืออธิบายอย่างปากบอกไป อย่างอาตมานี้สวดอย่างสังสาธยาย นี่สวดแบบอธิบาย ขยายความ ทำความเข้าใจไป ก็สวดคนเดียว คุณจะมาพูดเหมือนกันหมดได้อย่างไร คุณก็ต้องท่องให้เหมือนกัน แล้วก็สวดไป เท่านั้นเอง คุณจะมาท่องคนเดียว และอีกคนไม่ได้ท่อง แล้วจะสวดตรงกันคำความเดียวกันได้อย่างไร เพราะฉะนั้นในวินัย ปาจิตตีย์ ไม่มีสวดพร้อมกันตั้งแต่ 2 องค์ ต่อหน้าญาติโยม หรอก แต่เดี๋ยวนี้ก็สวดหากินไปแล้ว สวดต่อหน้า มีแต่สังสาธยาย คือสวดแล้ว ก็อธิบายประกอบ แล้วก็สาธยายคนเดียวด้วย ส่วนสังคายนา ก็สวดคนเดียว และคนรู้ร่วมกัน ก็ตรวจสอบ ส่วนสังคีติ คือสวดเป็นหมู่ แต่อย่ามาสวดต่อหน้าญาติโยม ตั้งแต่ 2 คนเป็นต้นไป เป็นร้อยคน พันคน เหมือนท่องสูตรคูณ อาขยาน ก็เพื่อจดจำ แต่อย่าเอามาโชว์ โดยเฉพาะเอามาโชว์ หากิน เอามาอวดอ้าง แล้วพลิกแพลงอีกว่า สวดแล้วจะได้อำนาจศักดิ์สิทธิ์ มาช่วย ได้วิมาน ได้ความร่ำรวย สวดแล้วจะเจริญงอกงามอะไรก็แล้วแต่ เห็นเขาทำผิด มันก็เป็นวิบากของเขา อาตมาเห็นแล้วก็ทำอย่างไรจะแก้ไข ทำอย่างไรจะช่วยให้เข้าใจ พระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นมาก็เห็นคนสวดอย่างมิจฉาทิฏฐิ ในยุคของพระพุทธเจ้าสมณโคดม และพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ก็ตาม พระพุทธเจ้าก็มาบอกว่า อย่าเอาไปสวดตั้งแต่ 2 คนพร้อมกันขึ้นไป ต่อหน้า ฆราวาสญาติโยม แต่สวดสังคีติ สวดพร้อมกันได้ แต่อย่าไปสวดให้ญาติโยมฟัง แต่ถ้าทำความเข้าใจ ก็สวดสังสาธยายอย่างนี้ได้ สวดคนเดียว สวดพร้อมกันสองคน เป็นไปไม่ได้ ใครเอาธรรมบทของพระพุทธเจ้าสวดพร้อมกันตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป ให้ญาติโยมฟัง ก็อาบัติ ก็ไม่รู้จะปรับอาบัติอย่างไรก็ทำกันเยอะแยะเหลือเกิน ถ้าบอกว่าเข้าคุก 50 ปี ก็เยอะแยะเกินไป เขาอดไม่ได้หรอก ต้องสวดกัน ตามไปจับเข้าคุกไม่ไหว แต่ยังธัมมชโยหนีรอดไป เอาตามเขามาเข้าคุกไม่ได้ พระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นมา ก็เจอการสวดที่มิจฉาทิฐิเหล่านี้ ท่านก็มาสอนใหม่ พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ในศาสนาของท่าน ไม่มีการสวดแบบนี้ สรุป การสวดมีสามอย่าง 1. สังคีติ สวดกันเป็นหมู่ตั้งแต่ 2 คนเป็นต้นไป เพื่อการจดจำ แต่ว่าอย่าให้คนอื่นได้ยินหรือ ให้ฆราวาสญาติโยมได้ยิน ถ้าใครได้ยินถือว่าผิด เป็นการสวดเพื่ออวดอ้าง สวดหาเงินยิ่งผิดใหญ่ สวดอวดอ้างว่าฉันจำได้ฉันเก่ง ดีไม่ดีก็ใส่ทำนองเละเทะใหญ่ 2. สวดแบบ สังคายนา 3. สวดแบบ สังสาธยาย นอกจากนั้นไป สวดพร้อมกัน 2 คนต่อหน้าญาติโยม เป็นการอาบัติหมด กรรมเป็นอันทำ เขาจะมีหนี้ วิบากอันนี้ต้องไปใช้ไปอีก ไม่รู้กี่ชาติ ยิ่งสวดเพื่อให้ได้ลาภ ยศ เงิน ทอง ก็ยิ่งเป็นหนี้ซ้ำซ้อน น่ากลัวนะ ถ้าว่ากันจริงๆแล้ว เพราะกรรมวิบากจะยาวยืดไปอีกเท่าไหร่ แล้วบอกจะเอานิพพานๆ จะไปได้ที่ไหน นี่คือ บริภาษ คือ พูดให้ครบ ไม่ใช่ด่า พูดแรงให้ครบ ก็ต้องหนัก พระพุทธเจ้าสมณโคดมอุบัติขึ้นมา เห็นท่องกันเละ ก็เลยตัดเลย แล้วออกกฏวินัยนี้ทันที สมัยพระพุทธเจ้าจึงไม่มี การสวด 2 คน ต่อหน้าญาติโยม เอาไปหากินนี้ ไม่มี สะอาดบริสุทธิ์ แม้ในยุคต้นๆของศาสนาพุทธ ก็ยังบริสุทธิ์ เสร็จแล้ว มาถึงบัดนี้ สองพันกว่าปี ก็พูดกันไม่รู้เรื่องแล้ว อาตมาพูดนี้ เขาหาว่าบ้าบอ ทั้งที่ตนเอง โง่หนัก เละหนัก ก็ไม่รู้เรื่อง

_มาพูดถึงคุณนี้ ที่เขียนมาในพันทิพต่อ

การสวดมนต์....(มันตรา) มีมาแต่เดิม ก่อนพระพุทธเจ้าโคดมเกิด 1 ด้วยความเชื่อว่า จะมีผู้ที่มีอำนาจจะพอใจ และบันดาลอะไรที่อยากได้ ให้ตามความประสงค์...นั้นหนึ่ง 2 ด้วยเป็นพิธีกรรมที่ต้องกระทำของ อาชีพผู้เป็นเป็นเจ้าพิธีกรรม อันต้องรักษามนตราในลัทธิของตนไว้...หนึ่ง 3 ด้วยความเชื่อว่า มนตราเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เมื่อได้ท่องบ่นแล้วจะเกิดพลังอำนาจ ตามที่คิดตริตรึกเอา...หนึ่ง สามหลักใหญ่ๆนี้ เป็นมาแต่เดิมทั้งสิ้น พ่อครูว่า… แถมว่า ถ้าสวดเพื่อได้เงินทอง นี่คือ สาเปกโข ยิ่งหวังว่า สวดดี เพราะขลัง ค่าตัวของการสวดก็จะแพงขึ้นอีก ก็ซ้อนในลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข เลยเละเทะ สรุปว่า การสวดมนต์ในยุคนี้ เสื่อมกว่าโบราณไปเยอะ พลิกแพลง ประเล้าประโลม มีการโปรโมชั่น หลอกล่อว่า สวดแล้วจะได้อย่างนั้นอย่างนี้ ก็อย่างธัมมชโยนี้ เป็นสำนักที่โปรโมทการสวดมนต์อย่างถึงขีด อาตมาก็เพิ่งจะได้ยินว่า มีคนสวดมนต์กันขนาดนี้ สวดธัมมจักกัปปวัตนสูตร 7 ล้านเที่ยว เกิดมาก็เพิ่งเคยได้ยินสำนักนี้ ทำอย่างนี้ โง่ขนาด เสียเวลาเสียแรงงาน เขานับกันอย่างไร โอ้ย สมณะฟ้าไทว่า... ทำไมไม่สวดให้เป็นพระอรหันต์ พ่อครูว่า… เขาทำนะ แล้วเขาจะได้เป็นพระอรหันต์หรือไม่ แต่เดิมคนสวด คนนี้ ก็ว่ามีสามข้อนี้แหละ ใหญ่ๆ จริงๆแล้ว แม้จะมี สาเปกโข จิตของคุณ ยังอยากได้อะไรตอบแทน การสวดมนต์ คุณเอาของไปให้ผู้อื่น ก็ต้องได้สิ่งตอบแทน คุณออกแรงงาน ก็ต้องการค่าตอบแทน คุณออกความคิด ความรู้ เขาก็ให้ค่าตอบแทน นี่คือสิ่งที่คุณมี แต่ถ้าทำการสวด อันนี้ คุณจะได้สิ่งตอบแทน คือสาเปกโข อันนี้แหละพวกงมงายธัมมชโยนี้ มีเต็มบ้องเลย เป็นตัวใหญ่เลย มันเป็นฤทธิ์เดชอภินิหารอะไรสักอย่างของเขายิ่งใหญ่มากเลย เป็นแก้วเนรมิต ถ้าได้อันนี้แล้ว ทุกอย่างได้หมด เรื่องใหญ่ๆคือ อยากได้พิเศษอำนาจ อยากได้ค่าสวดแพงๆ ซึ่งมันไม่มีหรอก สวดมีแต่สามอย่างนี้ 1. สังคีติ สวดกันเป็นหมู่ตั้งแต่ 2 คนเป็นต้นไปเพื่อการจดจำ 2. สวดแบบ สังคายนา 3. สวดแบบ สังสาธยาย มีเท่านี้ พ่อครูว่า… สวดเพื่อให้เกิดความศักดิ์สิทธิ์อันใด บันดาลได้ แต่ศาสนาพุทธ ไม่เชื่อในสิ่งศักดิ์สิทธิ์บันดาล แต่เชื่อเหตุ เชื่อผล ที่เกิดในปัจจุบันนี้ ยืนยันได้ตั้งแต่ 2 คน เป็นต้นไป จนถึงล้านคนนี้ เป็นความจริง ความจริงเป็นสิ่งที่รู้ร่วมกัน แล้วยืนยันได้ตรงกัน นี่คือความจริงของพระพุทธเจ้า อย่างนี้ ไม่ใช่ท้าทาย แต่คุณมีอำนาจศักดิ์สิทธิ์อะไร ก็เชิญทำเอา

_ในปัจจุบัน...ลัทธิสวดมนต์เพื่อให้เกิดพลังอำนาจดลบันดาลผลใดใด ให้ กลับมาเป็นที่นิยมอีกครั้ง หลังจากที่พระสมณะโคดม บรมครู ได้ทำลายให้สิ้นซากไป จากบรรดาสาวกของพระองค์ พระองค์สอนให้เชื่อ กรรมและวิบาก กรรมเป็นเหตุ วิบากเป็นผล

ทำอย่างไรได้อย่างนั้น..จะทำอย่างหนึ่ง และได้ผลอีกอย่างหนึ่ง ย่อมมิใช่ฐานะอันพึงเป็นได้… เช่น ท่านตรัสสอนว่า บุคคลหว่านพืชเช่นใด ย่อมได้ผลเช่นนั้น ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว พ่อครูว่า... ทำดีย่อมได้ดี ทำดีแล้วได้ดี๊ ไม่ได้ ทำดีแล้วจะได้ดู ก็ไม่ได้ ทำดีแล้วจะดา ไม่ได้ ทำดีได้ดี ทำโง่ได้โง่ ทำโลกุตระก็ได้โลกุตระ

การสวด บริกรรมใดใด หาใช่เหตุแห่งการพ้นจากทุกข์ไม่

หิวข้าวต้องกินข้าว หากหิวข้าว แล้วนั่งบริกรรมว่า อิ่ม อิ่ม อิ่ม..จะอิ่มได้อย่างไร พ่อครูว่า… มันมีเหตุก็เกิดผล มี 123 456 789 เป็น cyclic ถ้ามีแค่ 2 ก็เป็นระนาบ วิ่งวนไปมา เท่านั้น ถ้าสาม ก็เป็นวงกลม ถ้ามี 4 ก็เริ่มเป็นองศาเพิ่มอีก เกิดวงรี ซึ่ง วงรีไม่นิ่งหรอก แต่ถ้าวงกลม ก็จะนิ่ง ในโลกทุกโลก ในดวงดาวทุกดวงดาว ไม่มีกลมดิ๊กหรอก ถ้าวงกลม ดวงดาว ดวงไหนเป็นมวล แล้ววงได้สนิท สมดุลมากเลย อันนั้นเรียกว่าหลุมดำ หรือเรียกว่าจุดขาว สองภาษาเท่านั้น ที่เรียก หลุมดำ คือไม่มีแสงสะท้อนออกมาได้เลย แต่หลุมขาว คือสะท้อนออกมามาก จนขาวโพลนไปหมด ไม่มีสีอะไร แยกสีไม่ได้ เหมือนคุณเอาสีต่างๆ มารวมกันหมด ก็ได้สีดำ การเอาสีมารวมหมุนกัน ก็เป็นสีขาว ถ้าแสงเป็นสีขาว แต่สีจะเป็นสีดำ เอาสีต่างๆมาผสมกัน เป็นขาวไม่ได้

มีสาวกในยุคหลังๆ สอนนอกแนว เอาความเชื่อของลัทธิเดิม เข้ามาสอนตามความเชื่อของตน ทำให้ผู้ไม่ศึกษา ศึกษาน้อย หรือศึกษาไม่รอบด้าน เข้าใจผิดในสาระสำคัญของปรัชญาพุทธ คิดว่าพิธีกรรมของเดียรถีย์นอกพรหมจารรย์นั้น เป็นสิ่งที่ควรกระทำ ..เป็นความวิปลาสโดยแท้

หากเริ่มต้นที่ มิจฉาทิฏฐิ คือเห็นผิดจากที่ควรเห็น ไม่รู้จักทุกข์ที่แท้ ก็ย่อมไม่รู้สมุทัย และลามไปถึง การใช้วิธีแก้ที่ผิด ดังที่ลัทธิสวดมนต์ทำกันอยู่ ในอริยมรรคนั้น ไม่มีข้อไหนเป็นเรื่องสวดมนต์เลย...นอกแนวทั้งนั้น สาวกผู้ใดเอามาสอน ก็สอนผิด และชี้ทางผิด.....ระวังกันบ้างหรือไม่ หากปากเป็นเครื่องมือสำคัญของชีวิตขนาดนั้น(ใช้สวด) สิ่งที่พระศาสดาทรงตรัสสอนมากมาย ย่อมใช้ไม่ได้ ย่อมผิด และไม่เกิดผล พ่อครูว่า... คนอีสานว่า ปากสวด ปากยาว คนสวดมาก ปากเลยยาว

ลูกศิษย์เก่งกว่าศาสดาเชียวหรือ พ่อครูว่า... ถ้าสวดแล้วบันดาลอะไรได้ อาตมาก็ไม่ต้องเมื่อย สาธยาย อธิบายความเข้าใจอย่างนี้หรอก ต้องเอาคำพูดภาษา มาร้อยเรียง ปฏิสัมพัทธ์ให้ดีอย่างนี้ นั่งหลับตาปฏิบัติ ไม่มีปัญญา มีแต่สัญญา จะได้ครบสัญญาก็ยังยากเลย นั่งหลับตาแล้ว ระลึกก็ไม่ครบ สัญญาก็อย่างหนึ่ง ปัญญาก็อย่างหนึ่ง แล้วไปโมเม สัญญา ว่าเป็น ปัญญา อีก สมณะฟ้าไทว่า... อย่างพ่อครู ดึงสัญญามาใช้ พ่อครูว่า... อาตมาเองขอยืนยันว่า อาตมาไม่มีปัญญา อาตมามีปัญญามาแต่เก่า ชาตินี้อาตมาไม่มีปัญญา ชาติเก่าๆ เป็นสัญญา ที่เป็นปัญญาอยู่เก่าก่อน ชาตินี้อาตมาดึงสัญญา ที่เป็นปัญญามาใช้ ยังไม่หมดเลย จะไปเติมอะไรให้เมื่อย เอาปัญญาที่เป็นสัญญาเก่ามาใช้ ไม่ได้สร้างปัญญาใหม่เลย ที่เอามาใช้นี้ มันต้องเทียบกับพยัญชนะ ที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในพระไตรปิฎกด้วย เพราะไม่อย่างนั้น คนจะไม่เชื่อ หาว่าคิดเอง ผมจึงไม่กล้าเอาปัญญาของตนเอง ในชาตินี้ อาตมาบัญญัติคำใหม่สองคำ ชีรานุปาทิ กับ ชีวานุปาทิ อาตมาไม่เคยเจอหลักฐาน ที่บอกว่าพระพุทธเจ้าได้บัญญัติ 2 คำนี้ไว้ หรือค้นไม่เจอ อาตมาก็ว่ามันต้องมีสองคำนี้ไว้คือ ชีวา คือเกิด ชีรา ก็คือเสื่อม นอกนั้นก็เอามาจากของพระพุทธเจ้าตรัสไปทั้งนั้น ต้องยืนยันด้วยว่า ตรงกับพระไตรปิฎกเล่มไหน หน้าไหน

จะสวดอะไร....ดูเจตนาเป็นตัวตั้ง รู้เรื่องไหม เข้าใจไหม แทงตลอดได้ไหม ธรรมวิจัยเกิดไหม สวดแล้ว ราคะ โทสะ โมหะ เบาลงไหม หายไปไหม พ้นทุกขสัจจ์ไหม...ถามตัวเองดู พ่อครูว่า... มันพ้นชั่วคราว แต่ถ้ามีธัมมวิจัย ในเวทนา 108 ได้ จนครบอดีต ปัจจุบัน เป็นกิเลส 0 อนาคตก็กิเลส 0 แน่นอน ถ้าเรามีพลังงานนิวเคลียสนี้ เหนือคนอื่นทั้งปวงแล้ว คนอื่นจะมาอย่างไร ก็ไม่มีปัญหา

ไม่อย่างนั้น..ก็เป็นได้แค่นกแก้วนกขุนทอง ที่พูดจ้อยๆ แต่ไม่รู้ว่าตัวเองพูดอะไร... จะสวดอะไร กี่จบ บวกเท่าไหร่ แล้วชีวิตดีขึ้น....ดีขึ้นอย่างไร เกิดจากการสวดมนต์แบบไร้ปัญญา) จริงไหม...... ถามตัวเองดู อย่ามามัวโกรธและตอบโต้ หรือเถียงออกไปข้างๆ คูๆ เลย หัดศึกษาพระไตรปิฎกบ้

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน