601208_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ถอดรหัสศาสตร์พระราชา 9 ข้อ.docx
เนื้อหาในไฟล์
601208_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ถอดรหัสศาสตร์พระราชา 9 ข้อ
สมณะเดินดินว่า… วันนี้ วันศุกร์ที่ 8 ธันวาคม 2560 ที่ บวรราชธานีอโศก ปลายปีเราก็จะมีงานสอบ ว.บบบ. และงานเพื่อฟ้าดิน การสอบปีนี้ เราจะไม่มีการแจกเข็ม ก็จะเป็นปีแห่งการเข้าหาแก่นแท้ แม้ไม่มีเข็มแจก ก็จะดูว่าพวกเราจะสังวร และปฏิบัติกันได้ดีเหมือนเดิมไหม ก็จะมีการสอบด้วย ตอนนี้ก็คงจะติดต่อ อ่านหนังสือได้แล้ว ตามพุทธสถานต่างๆ หนังสือคนจะมีธรรมะได้อย่างไร มีสมณะอ่านจบแล้ว อาตมาก็ไม่มีเวลาอ่านสักเท่าไหร่ แต่คิดว่าอ่านง่าย ข้อสอบก็จะมีในหนังสือเล่มนี้ และก็มีในที่พ่อครูเทศนาในแต่ละวันด้วย เห็นด้วยความเข้าใจ มากกว่าความจำ ในการสอบ ก็จะสอบในวันที่ 30 ธ.ค. 2560 เวลา 18.00 น. ปีนี้ไม่ต้องสมัครมาก่อน ใครที่มางานก็ลงทะเบียนเลย แล้วก็สอบกันเลย พ่อครูว่า… เจริญธรรมพวกเราทุกคน ก่อนอื่นก็มาดูที่ sms
_เพื่อศีล อธิศีล แน่นอนตามพ่อสอน เนื้อก็บาปมหันต์ ไข่ นมเนย ก็แย่งลูกเขากิน น้ำท่วมปีนี้ ผู้ที่หนีขึ้นตึก เปลือกไข่เต็มกระป๋องขยะทุกวัน ตัวเองละเมิดศีลคนเดียวไม่พอ พาเพื่อนชี้แนะ ชักชวนกันกินไข่เป็นแฟชั่น เดี๋ยวนี้เดินผ่านบ้านส่งกลิ่นไข่เจียวคาวฟุ้ง หมอมิชชั่น รพ.ใหญ่ๆ ชี้แนะ ยามป่วย กินข้าวกับผัก โรคหายไว ไม่มีโรคแทรกซ้อน เพราะส่วนใหญ่เป็นผู้ทรงศีลจริงๆ ในบรรดาหมอ เพราะดิฉันเคยไปป่วย ไปพักรักษาตัวมาแล้วในอดีต ศีลที่หลุด เพราะความอยากของกิเลสตน ยังไม่เอาศีลเป็นหลักประกันของชีวิต อนาคต ดิฉันก็มั่นใจว่า ถ้าเตลิดเรื่องไข่ เรื่องเนื้อหยองๆ ก็ค่อยมีแอบกิน เช่นอดีตของวัดที่ดิฉันเคยอยู่ มามังสวิรัติจนหมดอายุเจ้าสำนัก ก็ใช่มาเป็น ถ้าอนาคตไม่มีพ่อท่านล่ะ ขนาดพ่อท่านเทศน์ปาวๆ ปากก็บอกว่ารักพ่อท่าน แต่พฤติกรรมการปฏิบัติ ใช่หรือ พ่อครูว่
อ่านต่อ
า… ก็มีรายงานมา คนที่เคร่งๆ เคร่งที่ตน ผ่อนปรนผู้อื่น ก็ดี เคร่งที่ตน ทักท้วงผู้อื่นบ้าง ก็ดี เอาพอท้วมๆ
SMS วันที่ 6 ธันวาคม 2560
สื่อธรรมะพ่อครู(โพธิปักขิยธรรม 37) ตอน ธรรมในธรรม คืออย่างไร _อำภา รื่นใจดี… ดีจังเลยวันนี้หน้าเฟซบุญนิยมทีวีกระจ่างใสไร้เงามา รบกวนอารมณ์ ลูกก็กลับเข้าเรียนธรรมะที่ยังไม่เข้าใจต่อ จะขอกราบนมัสการ ถามท่านพ่อครู ดังนี้ค่ะ กายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต สามอย่างนี้ คิดว่าพอจะเข้าใจบ้าง แต่ธรรมในธรรม ยังไม่เข้าใจ ลักษณะธรรมในธรรม เป็นอย่างไร ถ้าตาไปผัสสะกับผลไม้ ที่อยู่ตรงหน้าท่านพ่อครู ตรงส่วนไหน ที่เป็นธรรมในธรรมคะ ขอท่านพ่อครูช่วยให้คำนิยามคำว่า ธรรมะ ด้วยค่ะ กราบขอบพระคุณเจ้าค่ะ พ่อครูว่า... ก็ไม่ต้องลงรายละเอียดของ กายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต แต่ข้องใจ ธรรมในธรรม ตาไปกระทบรูปนี้แล้ว สมมุติผลไม้ ที่เห็นนี้เลยนะ สัมผัสแล้ว ตาเราก็เห็นรูป ก็เรียกว่า รูป รูปนี่ก็อยู่ในกายในกาย แล้วก็มีนาม จิตเราก็รับรู้ รูปก็ถูกรู้ จิตเราเกิดอะไรกันบ้าง จิตมันก็เป็นนามจะเกิดอะไรบ้าง ก็มีเรื่องรูปกับนามนี่แหละ กระทบกัน เป็นธรรมะ 2 ตลอด พอเกิด มันถูกรู้ขึ้นมา นามก็มี เวทนา สัญญา สังขาร รูปกระทบแล้ว เกิดนามมา ต่อ เวทนา ในขณะที่มันเห็นรูป ก็คือ การทรงอยู่ในปัจจุบัน ในขณะที่ เราอ่านเวทนาของเรา อ่านอาการเวทนาของเรา ในปัจจุบันนี้ ก็คือ ธรรมะ ที่หมายความว่า สิ่งที่ทรงอยู่ ทรงไว้ มีอยู่ ธรรมนี่ มันจะเปลี่ยนแปลงไปเร็วมาก มันทรงอยู่ ถ้าทรงอยู่ต่อเนื่อง ก็เป็นธรรมที่ต่อเนื่อง มันทรงอันนั้น ให้เราสัมผัส ให้เราเกิดทุกข์ เกิดสุข ให้เราเกิดกิเลส ได้ปฏิบัติจนไม่มีกิเลส ก็ทรงสภาพ ให้เรารู้ทั้งนั้น อะไรที่ทรงให้เรารู้ สัมผัสแล้วก่อเกิดสิ่งนั้น ให้เรารู้ รู้ที่สิ่งที่เป็นรูป ธาตุรู้ คือนาม สิ่งที่ทรงอยู่ ในสิ่งเกิดหลัดๆ เป็นรูปธรรมก็คือ รูป เป็นนามธรรม ก็อ่านสิ่งที่มันทรงอยู่ เกิดเวทนาก็ดี สัญญาก็ดี สังขารก็ดี คือสิ่งที่มีจริง เกิดจริง เป็นจริง ให้เราได้เห็นของจริง อาตมาก็ได้คำสรุปคำหนึ่งว่า ความจริงนั้น คืออะไร? ความจริง นั้นคือ สิ่งที่เกิดอยู่หลัดๆ มีผัสสะ ทั้ง 6 สัมผัส อยู่หลัดๆ ขณะนี้ ตาก็เห็นรูป หูกระทบเสียง สรุปคือ ทางทวารภายนอก ก็มีอยู่ เป็นภายนอก และเราก็มีนามไปสัมผัส รู้อยู่เป็นภายใน เป็นธรรมะ 2 ธรรมะ 1 กับ ธรรมะ 2 สัมผัสกันแล้ว เราก็มีธาตุรู้ รวมแล้ว เป็นสามเส้า อย่างนี้เรียกว่า ครบความจริง มีแต่จิต แล้วก็มีแต่สัญญา ไม่มีภายนอก ไม่มีรูปข้างนอกให้ถูกรู้เลย ไม่มีภาวะกาย วาจา และใจ ไม่มีสามเส้าไม่ครบ มีแต่สองเส้าไม่ครบ ความเป็นจริง ความเป็นจริงต้อง สามเส้าเสมอ จึงเป็นความจริง ที่นับว่าเป็น สมมุติสัจจะ และปรมัตถสัจจะ สัจจะคือความจริง ที่มีทั้ง สมมุติสัจจะ และปรมัตถสัจจะ ต้องมีทั้งภายนอก และภายใน จึงได้ชื่อว่า ความจริงที่บริบูรณ์ ถ้า สัญญาย นิจจานิ จะ กำหนดรู้คนเดียว ไม่มีคนที่ 2 3 4 5 รู้ด้วยเลย ก็ไม่ครบความเป็นสัจจะ ไม่นับเป็นสัจจะที่อยู่ในโลกกับใคร ไม่นับ ของคุณคนเดียว สัญญาย นิจจานิ พระพุทธเจ้าไม่นับเป็นสัจจะ ถ้าสัจจะต้องมี 2 อย่างครบ สมมุติสัจจะ และปรมัตถสัจจะ ทั้งภายนอก และภายใน จึงจะครบเป็นสัจจะ ถ้าไม่เป็นอย่างนี้ ไปนับเอาคนเดียว ไม่ถือเป็นสัจจะ เป็นสัญญา สัญญาไม่เที่ยง สัจจะเที่ยง หากสัจจะไม่เที่ยงก็ล้มเหลว สัจจะมีหนึ่งเดียว ถ้าไม่ครบ สามเส้า ไม่ใช่สัจจะ อย่างน้อย ต้องมีคนอื่น ร่วมรู้กับเรา เราคนเดียว ไม่ถือเป็นสัจจะในโลก เป็นสัจจะในตนคนเดียว สัญญาย นิจจานิ เป็นอัตตา ไม่ใช่โลก เพราะฉะนั้นอัตตาของเรา ก็มีแล้ว สัญญาย นิจจานิ ก็ร่วมกับโลก ก็ต้องมี 2 โลกต้องมีทั้งภายนอก และภายใน ต้องมีโลก และอัตตา เราไม่ได้ติดยึด ทั้งความเป็นโลก และความเป็นตน เพียงอาศัยโลก เพียงอาศัยอัตตา ทำงานในโลก จนกว่าเราจะปรินิพพาน เป็นปริโยสาน เท่านั้นเอง สรุปคือ ธรรมะ คือสิ่งที่ทรงอยู่ ถ้ามันอยู่ในปัจจุบันแป๊บเดียว .๐๐๐๐๐1 วินาที ก็อยู่แค่นั้น ถ้ามันมีผัสสะอยู่แล้ว มันก็มีอยู่ทรงอยู่ มันอยู่ 1 นาที อยู่ 1 ชั่วโมง ต่อเนื่องกันไป สัมผัสต่อเนื่องกันไป ไม่ขาดสันตติ นั่นคือทรงอยู่ ทรงอยู่คือ ไม่ขาดสันตติ สันตติขาดแล้ว วางแล้ว ไม่มีธรรมะ เอาตรงนี้เป็นเครื่องตัดสิน สิ่งที่ไม่มี สัมผัส ตัดสัมผัส ตัดสันตติ มีธาตุเดียว ไม่มีธาตุสอง ถือว่าอันนั้น ไม่ใช่ความจริง ความจริงต้องมี 2 ทีนี้มันจะยากที่เข้าใจว่า พระพุทธเจ้าตรัสว่า สัจจะมี 1 เดียว แล้วทำไมความจริงต้องมี 2 งงสิ พระพุทธเจ้าตรัสว่า สัจจะมีหนึ่งเดียว ความจริงมีหนึ่งเดียว แม้มีสอง เช่น คุณเห็นอันนี้ เป็นอันนี้ คุณก็ต้องเห็นตรงกันกับเราว่า อันนี้คืออันนี้ เราสัมผัสอันนี้ สมมุติว่า สัมผัสรส แตะลิ้น คนนี้แตะแล้ว รสเป็นอย่างนั้น คุณก็ต้องบอกได้ตรงกันกับรส เพราะลิ้นของใคร หากประสาทสัมผัสไม่เสีย ก็จะสัมผัสรสตรงกัน เปรี้ยว เค็ม ก็ต้องบอกตรงกันได้ เป็นหนึ่งเดียวกัน กี่คนก็ตรงกัน 3 คน 4 คนก็ตรงกัน สัจจะที่เป็นสัจจะแท้ของสภาวะมีหนึ่งเดียว ตรงกันหมด อย่างนี้เป็นต้น
นี่คือความซับซ้อน ลึกซึ้ง ของสภาวะ กับบัญญัติ ตอนนี้อาตมากำลังอธิบายสภาวะกับบัญญัติ ภาษาที่เอามาเรียก ละเอียดมาก จึงต้องเรียนให้ดีๆ เข้าขั้นลึกซึ้งแล้ว ลึกจนกระทั่ง คล้ายๆกับเขียนคำที่ศึกษาไปแล้ว ก็สรุปมา ตามที่อาตมาใช้ภาษาสื่อให้ฟัง คนนี้ก็เลยเขียนภาษาแบบนี้ ให้อาตมาตรวจสอบ _ สมณะถักบุญ… ขออนุญาตแทนค่า
ถ้าจะชื่อว่า เป็นอรหันต์ แม้ว่ามีกายสักขี มีรูปนามยืนยันเห็นได้ แต่ ถ้าไม่สัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย ท่านก็ ไม่ถือว่าเป็นอรหันต์ หรือว่ายังไม่สมบูรณ์ เป็นบุคคลในระดับที่ 5 ในบุคคลระดับที่ 6 ปัญญาวิมุติ นี้ สัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกายแล้วทั้งนั้น ส่วน อุภโตภาควิมุติ นั้น ก็แน่นอน ได้แล้ว แทนค่าแล้ว จะมีตัวเลข เป็นเหมือนพลังงาน ที่มีพลังงานเพิ่มขึ้นมากมาย ไม่ใช่เรื่องตลกนะ เป็นเรื่องจริง วงที่สามก้าวหน้า 104758 เท่า เป็นสัจธรรมทางวิทยาศาสตร์ นักวิทยาศาสตร์ที่เก่งกว่านี้ ก็จะมา แล้วก็จะรู้ว่า อันนี้คืออะไร แต่ตอนนี้ยังไม่รู้ ต้องมาคลุกวงใน ถึงรู้ ทางโน้นค่อยทำความเข้าใจเข้ามา แต่ถ้าไม่ถึงตรงนี้ ก็รู้ไม่ได้เหมือนกัน จนกว่าจะ contact กันได้
ต่อมา
สื่อธรรมะพ่อครู(รูป 28) ตอน หทยรูปอยู่ไหน _ขอความกรุณาพ่อครู ตรวจสอบ ความเข้าใจดังนี้
ภพ คือ ที่อยู่ของกิเลส หรือ หทยรูป ชาติ คือ การเกิด-ดับของกิเลส ภพชาติ จึงคือ การวนเกิด-ดับ ของกิเลส ในจิตของเรา จากความจำบ้าง จากสังขารบ้าง วนอย่างไม่มีที่จบสิ้น เพราะเราไม่มีบุญ หรือปัญญา ของพุทธ ที่แท้จริง นมัสการขอบพระคุณค่ะ พ่อครูว่า… เข้าท่า คนจะเข้าใจภพว่า คือที่อยู่ของกิเลส แล้วเรียกหทยรูปนี้ ไม่ใช่ธรรมดา มันไม่มีที่อยู่ ที่เกิด แต่ตรงที่คุณจับสภาพ สภาวะมันได้ปัจจุบันนั้น นั่นแหละ but now ต้องตรงนั้น ขณะนั้น นั่น สิ่งที่ถูกรู้ อันนั้นเรียกว่า หทยรูป แล้วคุณก็จับตัวรู้นี้แหละ เป็นจิตเจตสิก ที่คุณต้องวิจัยอันนี้ไป มันจะเป็นอาการ เป็นกิริยา คุณก็ต้องอ่านต้องศึกษากัน เป็นความรู้สึก หรือแม้ที่สุดไปเรียกว่า จิตก็ดี ต้องแยก 89 ดวง 121 ดวง ก็ต้องเรียกอาการด้วยพยัญชนะ บัญญัติ มันเรียกว่า อย่างนั้น อย่างนี้ ก็ต้องเข้าใจ ทั้งสภาวะ และจัดการกับมันได้ จนเป็นผลสำเร็จ เราก็จะสามารถใช้ประโยชน์ในตัวเราได้อย่างแท้จริง แม้ที่สุด จะมาพยายาม ให้ตัวเองอายุยืน เหมือนอาตมากำลังทำอยู่นี่ ได้ หรือว่าทำให้จิตใจ เป็นคนจน ที่สุขสำราญ เบิกบานใจ ทำสบายๆ สบายมาก ปกติ หายห่วง อยู่แล้ว แต่จะทำให้อายุเรายืนไปอีกนี่ มีอนายูหัง อาตมาก็ต้องพยายามอยู่ อาตมาฝืนมา อย่างที่อาตมาว่า เธอจะเชื่อหรือไม่เชื่อ ก็ไม่เป็นไร อายุขัย ของอาตมา 72 ปี ตอนนี้ฝืนมาได้ 1 นักษัตร ก็พยายามใช้ Coefficient สัมประสิทธิ์ อิทธิบาท เพื่อทำให้เกิดผล เดี๋ยวต่อไปจาก 84 ไปอีก 1 นักษัตร ก็จะเป็น 96 ปี คงจะมีคนฉลองให้นะ 96 แล้วก็ 108 อีก สามเส้าเลยนะ สามนักษัตรเข้าไปอีก สามนักษัตรคือ 36 อาตมายังตั้งใจว่า จะต้องไปได้อีก 36 เป็น 144 แล้วก็ขอต่อดูบารมีตัวเองอีกสัก 7 ปี ก็เป็น 151 ปี อาตมาไม่ได้เป็นคนตั้งตัวเลข 151 เองเลยมันมาตามธรรม มันมาตาม เหตุปัจจัย พวกเราก็คงรู้อยู่ จะพิสูจน์ได้ ไม่ได้ ไม่มีปัญหาอะไร เรานักพิสูจน์ พิสูจน์เรื่องนี้ดี ดีกว่าเราจะไปพิสูจน์ว่า จะหาเงินให้ได้สักแสนล้าน พิสูจน์ความรู้ ความสามารถ เราจะต้องไป ล่าลาภ ยศ เลิกไม่เอา เบื่อ ผ่านมาไม่รู้กี่ชาติแล้ว ไม่เอา
มาอ่าน กวีของ อ.เป็นต้น นาประโคน
สิ้นวสันต์เหมันต์มา
•สิ้นวสันต์หยุดฟ้า หย่าฝน ถึงรอบเหมันต์ดล อีกครั้ง ธรรมชาติต่างเวียนวน โลกเปลี่ยน แปลงเฮย ใครรึจะมารั้ง มิให้โลกหมุน
•บุบเพย้อนอดีตโพ้น อยู่ไพร หนาวเหน็บเจ็บภายใน ร่างน้อย มีผ้าห่มเพียงสไบ ผืนนิด หน่อยเฮย หยาดหยดน้ำค้างย้อย อยู่เหย้า หนาวเย็น
•นอนเสื่อน้อยอยู่รอบ กองไฟ เพลิงลุกแทนห่มสไบ อุ่นแท้ สยบเสียงหริ่งเรไร รายรอบ ไพรฤา ม่อยหลับตลอดคืนแล้ ตื่นแล้วรับอรุณ
•น้ำค้างบนยอดหญ้า พร่างพราย รอรับแสงอรุณฉาย อุ่นหล้า ฝูงวิหคกรีดกราย บินโฉบ เฉี่ยวเฮย หมดหยาดจากฟ้า ฝุ่นฟุ้งกระจาย
•รัฐบอกราษฎร์ให้ หายจน ล้านชาติรวยสักหน แน่แล้ว คนมั่งคั่งทุกคน เกินคิด คาดเฮย ทรายจะเป็นเพ็ชรแพร้ว เพริดพริ้งเจียรนัย
•อีกเสียงหนึ่งบอกให้ มาจน ทวนกระแสปวงชน แน่ไซร้ คนเสียสละช่วยคน เอาแต่ พอเพียง พุทธจะต้องเป็นได้ ดั่งนี้แลพุทธ
•เกิดมาชาติหนึ่งนั้น เป็นมนุษย์ ทำแต่ดีที่สุด แน่แท้ ให้กับเป็นพุทธ ในโลก นี้แล พุทธกลุ่มน้อยช่วยแก้ ก่อแก้ศาสนา
เป็นต้น นาประโคน 8 ธันวาคม 2560 07:07 นาฬิกา
สื่อธรรมะพ่อครู(ศิลปะโลกุตระ) ตอน ศิลปะต้องมีสองส่วน พ่อครูว่า… ผู้ที่ติดในรสอร่อยอยู่ ก็ใช้ภาษาฟรุ้งฟริ้งเยอะ ผู้ที่เข้าหาเนื้อหาสาระแล้ว ก็จะลดความอร่อยในรสลง ในศิลปะ มีสุนทรียศิลป์ และสารศิลป์ ต้องมีสิ่งชวนเชิญ ให้เข้าหาเนื้อหาสาระ แต่ อย่าให้สุนทรีย์ไปกลบสาระ ถ้ามีแต่สาระอย่างเดียว เรียกว่าสารคดี มันก็แข็งโป๊กเลย ก็สำหรับผู้ที่สนใจในสาระจริงๆ ไม่ต้องใช้ศิลป์เลย ก็ได้ คนที่เต็มใจ สนใจ แต่ส่วนใหญ่มีกิเลสอยู่ ก็ต้องอาศัยกระสัยสุนทรีย์ผสมไปบ้าง แต่ถ้ามากนัก ก็ไม่ดี มากจนกระทั่ง คนไม่เข้าถึงสาระ แอบเอาแต่ของอร่อย คนก็จะติดแต่ของประโลม ส่วนใหญ่ ไม่เข้าถึงแก่น ถึงเนื้อศิลปะ ทุกวันนี้ เลยเป็นของปลอม เต็มไปด้วยเทคนิค สีสัน รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส เต็มไปด้วยสิ่งที่เป็นสุนทรีย์หมด หมดสาระ จนอาตมาเคยท้วง ที่เขาตัดสินภาพ ให้ได้เหรียญทอง แล้วคนก็ไปสัมภาษณ์เจ้าของภาพว่า อาจารย์ภาพนี้นี่ Interest point หรือสาระ ของภาพนี้คืออะไร เขาก็ตอบว่า ไม่รู้หรอก อาตมาก็ว่า นี่หรือเหรียญทอง จำว่าเป็นภาพเสื้อ หรืออะไรนี่ คนอยู่ในวงการก็คงพอนึกออก ว่าเป็นของใคร อาตมาก็ว่านี่ละเนอะ คนเขียนศิลปะ ไม่รู้เรื่องเลย โมเมไป เข้าตากรรมการ กรรมการรู้เนื้อหาสาระ แต่ว่าคนเขียนนั้นไม่รู้ เดี๋ยวนี้ก็ไม่รู้จักศิลปะ เอาลิงมาเหยียบย่ำ มาขีดมาเขียนไป เอาช้างมาเขียน เอารถจักรยานชุบสี แล้วก็วิ่งไปบนแผ่นกระดาษ แผ่นพื้นผ้า แล้วก็กลายเป็น Abstract art วิจารณ์เขามาก เดี๋ยวหัวแตก เพราะว่าศิลปินส่วนมากนั้น มีอัตตาเยอะ ก็ไม่อยากจะไปแตะอะไรเขาหรอก วิจารณ์บ้าง ในฐานะที่เรารู้เรื่องศิลปะพอสมควร ก็เดี๋ยวแสดงออกบ้าง นี้มันน่าสงสารจริงจริงๆ ศิลปะกลายเป็นเรื่องมอมเมา ขี้หมูขี้หมา ก็ได้ราคาเป็นร้อยล้านพันล้าน ในต่างประเทศ ถูกหลอกกันน่าดู
สื่อธรรมะพ่อครู(เศรษฐศาสตร์บุญนิยม) ตอน ไขรหัสศาสตร์พระราชา 9 ข้อ พ่อครูว่า… มาเข้าเรื่องคนจน ก็เอา ของในหลวงมาเป็นหลักก่อน เพราะว่าในหลวงท่านทรง คนจะรู้จัก ของในหลวงก่อน แต่เขาก็ไม่ชัดเจนกัน อาตมาก็ค่อยเอามาย้ำ ก็ค่อยๆลึกซึ้งกันมาด้วยเรื่อยๆ ธาตุรู้ของคน เดี๋ยวนี้ค่อยรู้กระแสโลกุตรธรรม โลกีย์คนต้องเอา มีลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข มากมาย ยกย่องเชิดชูกัน พวกที่รู้ไม่ทัน ก็หลงไป กับสิ่งที่โลกธรรม มีลาภ เงินทอง ข้าวของ ทรัพย์ศฤงคาร เยอะก็หลงตัวหลงตน จนกลายเป็นพฤติกรรม ด้วยอำนาจของคนเป็นทาส ลาภ ยศ สรรเสริญ ก็เอาอำนาจพวกนี้ ไปเอาเปรียบ กดขี่ ข่มเหง เป็นกรรมวิบาก เขาไม่รู้ ความซ้อนพวกนี้ ที่เป็นสัจธรรม เขาก็นึกว่า เขาได้เปรียบ ได้อำนาจ ได้ยศศักดิ์ เสพส่วนตัว บำเรอความต้องการของตัณหา ของตัวเอง พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ของเรา ทรง อาตมาก็มั่นใจว่า อาตมาเป็นผู้ที่พูดเองว่า ท่านเป็นพระโพธิสัตว์ อาตมามั่นใจว่า อาตมาเป็นผู้กล่าวคนแรก เพราะอะไร เพราะคนไทยไม่ประสีประสา เรื่องพระโพธิสัตว์ ใครคือพระโพธิสัตว์ เป็นแต่เข้าใจหลวมๆว่า คือคนที่มีบารมี พระโพธิสัตว์เป็นผู้ที่ช่วยคน ก็แน่นอนในหลวงเป็นผู้ที่ช่วยคน ก็เหมาเลยว่า นี่แหละผู้ที่ช่วยคนนั่นแหละ คือพระโพธิสัตว์ คนหลายคนก็บอกว่า ช่วยคน อย่างธัมมชโยก็บอกว่า เขาก็ช่วยคน นั่นก็สัตว์แท้ๆ ไม่ใช่โพธิสัตว์ คือสัตว์มันมีหลายอย่าง ต้องศึกษา อย่างน้อย พระพุทธเจ้าก็ให้ศึกษา สัตตาวาส 9 แล้วมันเลิกความเป็นสัตว์ทั้ง 9 ชนิด เป็นพรหมสัตว์ ก็มี สัตว์ก็หมายถึงทุกอย่างที่เป็นสัตวโลก เป็นแต่เพียงใครจะเข้าใจบัญญัตินั้น อย่างถูกต้อง ก็เอาบัญญัติ มาให้รู้สภาวะ ในหลวงท่านตรัส อาตมาก็ขออภัย ในหลวงท่านเป็นสายเจโต ท่านไม่ค่อยตรัสมาก เพราะว่าท่านเอง สาธยายสิ่งแทนพวกนี้ ท่านอยู่กับสภาวะ เนื้อแท้ สาระ ที่ท่านมีมากพอ ท่านก็ไม่ขยายความด้วย จนอาตมาว่า ในหลวงปางนี้ บําเพ็ญเป็นปางเตมีย์ใบ้ ใบ้ยุคนี้ ก็ไม่ได้หมายความว่า ไม่พูดเลย ในหลวงก็ตรัสน้อย ท่านก็ตรัสตามที่ท่านเห็นควรที่จะตรัส เพราะว่าท่านเป็นพระเจ้าแผ่นดิน ก็จะพูดเยอะมากไม่ได้ เป็นเหตุปัจจัย องค์ประกอบของแต่ละคน ท่านตรัสน้อย แต่แก่นๆทั้งนั้น อาตมาก็ขอสรุป ศาสตร์พระราชา ว่าเป็น ความเจริญทางเศรษฐกิจ 1. ไม่เป็นหนี้ 2. ทำกินทำใช้พอเพียงให้ได้สำหรับตน แต่ในหลวงท่านจะตรัสว่า อย่าเป็นหนี้ อย่างโพธิรักษ์ไม่ได้ เพราะคนจน คนรวย คนเกเร คนดี ก็เป็นลูกของท่าน คนประเสริฐ ก็เป็นลูกของท่าน ท่านจึงลำบากมาก ที่จะตรัส ท่านก็ต้องบำเพ็ญ 3. ทำให้เหลือกิน เหลือใช้ 4. เมื่อเหลือกิน เหลือใช้ ก็สะพัดเผื่อแผ่ แก่ผู้อื่น เผื่อแผ่แบบ ขาดทุนของเราคือกำไรของเรา ขาดทุน ตามวิธีคิดของทุนนิยมนี่แหละ ทุนนิยมเขาคิดค่าแรงงานของคน คนที่ประกอบผลผลิตนั้นๆ หรือคนที่จัดการค่าแรงงาน เขาก็ต้องมี ค่าแรงงาน ค่าจัดการ ก็ต้องลด ค่าแรงงาน ค่าจัดการ ของเร าเท่าที่เรามีค่าของเรา ลดเท่าที่คุณอยู่ได้ แต่ขาดทุนแน่ เอาค่าแรงงาน เราสละให้คนอื่น ยิ่งมีความซับซ้อน อย่างอาตมาให้หมดเลย ร้อยเปอร์เซ็นต์ ไม่คิดค่าแรงงานตัวเองเลย แต่พวกคุณมาหนุนให้ ปรปฏิพัทธา เมชีวิกา พวกคุณมาเลี้ยงดูไว้ให้ จะใช้อะไรเปรยปราย หรือไม่ทันอ้าปาก ก็หาไว้ให้แล้ว พอเพียง ขอให้คุณทำจนกระทั่ง มีบารมี คนเห็นได้รู้ได้ คนที่จริงใจ คนมีภูมิปัญญา เขาไม่ทิ้งคนประเสริฐ คนดี คนที่มีประโยชน์ต่อผู้อื่น และเป็นประโยชน์อย่างดีงาม เขาจะไม่ทิ้งไว้หรอก และมันมีเหตุปัจจัย เรื่องอจินไตย เรื่องธรรม ธัมโมหเวรักคติ ธัมมจาริง ธรรมย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรม ธรรมะไม่ปล่อยให้ผู้มีธรรมะตาย ธรรมะจะเลี้ยงผู้ประพฤติ ธรรมจะรักษาผู้ประพฤติธรรม ไม่เป็นหนี้ 2. ทำกินทำใช้พอเพียงให้ได้สำหรับตน 3. ให้เหลือกินเหลือใช้ 4. เมื่อเหลือแล้วก็สะพัดออกเผื่อแผ่ผู้อื่น แบบขาดทุนของเราคือกำไรของเรา 5. สะพัดออกโดยไม่ต้องกักตุนไว้มาก มีไว้แต่น้อยๆ คนมีไว้แต่น้อยๆ จึงคือ คนจน 6. ไม่ต้องอยากรวยเลย 7. ขยันสร้างสรรเช่นนี้ เสมอๆ อย่าเกียจคร้าน 8. ถ้ามีหมู่กลุ่มรวมกันอยู่ ก็จัดสรรโดยวิธีสาธารณโภคี เป็นดีสุด นี้คือศาสตร์ของพระพุทธเจ้า ที่พระโพธิสัตว์ทุกพระองค์รู้จริง และนำพาปฏิบัติ ในหลวงรัชกาลที่ 9 ก็คือพระโพธิสัตว์ ที่ดำเนินพระจริยวัตร อย่างนี้ อาตมาไม่ได้โมเมนะ ในศาสตร์พระราชานี้ ถอดรูทออกมาได้อย่างนี้เลย 7- 8 ข้อนี้ ทวนอีกที หลายคนอาจไม่ทันโน้ตไว้
ถอดรหัสศาสตร์พระราชา 9 ข้อ โดยพ่อครูสมณะโพธิรักษ์
1.ไม่เป็นหนี้(โดยเฉพาะหนี้ที่เสียดอกเบี้ย) 2. ทำกินทำใช้พอเพียงให้ได้สำหรับตน 3. ให้เหลือกินเหลือใช้ 4. เมื่อเหลือแล้วก็สะพัดออกเผื่อแผ่ผู้อื่น แบบขาดทุนของเราคือกำไรของเรา 5. สะพัดออกโดยไม่ต้องกักตุนไว้มาก มีไว้แต่น้อยๆ คนมีไว้แต่น้อยๆ จึงคือ คนจน 6. ไม่ต้องอยากรวยเลย 7. เรียนรู้จิตอย่า สาเปกโข คืออย่าตั้งจิตให้แล้ว อยากได้อะไรตอบแทน 8. ขยันสร้างสรร เช่นนี้ เสมอๆ อย่าเกียจคร้าน 9. ถ้ามีหมู่กลุ่มรวมกันอยู่ ก็จัดสรรโดยวิธี สาธารณโภคี เป็นดีสุด
การบริหารทุกวันนี้ อาตมาโยนให้พวกเราทำกัน ใครต่อใคร ก็ช่วยกัน อาตมาไม่ได้หนักเรื่องนี้ แต่หนักเรื่องที่อธิบาย ตอนนี้สื่อสาร ก็มีฆราวาสเป็นหลัก หลายคน มีผู้อำนวยการ หนึ่งพุทธ ใครต่อใคร หลายคน ช่วยกันที่สันติฯ มีดินนา มีหนึ่งพุทธ เก็บขยะอยู่ที่นั่น ใครไม่รู้หรอกว่า เป็นผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์ ใครก็ไม่นึกว่านี่คือ ผู้อำนวยการ หนึ่งพุทธ วิมุตินันท์ อยู่บ้านราชฯก็มี แต่สมณะมีน้อย ที่มาช่วย ท่านหินมั่น ท่านใต้ดาว นอกนั้น ก็มีฆราวาส ได้แรงงานเด็กเสียส่วนใหญ่ ที่จบแล้ว ก็มาช่วย ที่บ้านราชฯ ก็มีอี๊ด เจมส์ เป็นตัวหลักอยู่ เป็น floor manager วันนี้ดีนะ มีช่างกล้องถึงสามคน หายไปไหน เมื่อกี้อยู่ครบ วันนี้เกินสาม นายชาติเมืองพุทธ ในศิลป์ เติมไพร เจริญ นายม่อน ไปช่วยที่สันติฯ พวกเราก็แม้แต่ มาช่วยตั้งวางเก้าอี้ จัดเวที เสร็จแล้วก็เก็บกัน คือพวกเรานี่มันอย่างนี้ flexible เคลื่อนไหวเร็ว
สื่อธรรมะพ่อครู(ปกิณกะ) ตอน ปทปรมะ คือคนเช่นไร พ่อครูว่า… พวกเราชาวอโศกนี้ ขอรื้อฟื้น ไปที่ไหนไหน เรื่องเก็บขยะ เสร็จจากงานที่นั้น เหมือนเดิม หรือสะอาดกว่าเดิม ทั้งที่คนอยู่เป็นพัน เป็นหมื่น เลิกงานภายในไม่กี่นาที ใครผ่านมาก็บอกว่า ที่นี่เมื่อกี้นี้เขาชุมนุมกันอยู่เหรอ ไปแล้วที่นั่นสะอาดกว่าเก่า หรือเท่าเก่า วัฒนธรรมนี้ ขอย้ำว่า พวกเราอย่าทิ้งนะ มันดูต่ำต้อย เก็บกวาดขยะ ขัดส้วม เป็นต้น มันเป็นเรื่องที่คนหลง หอคอย งาช้าง คนหลงวิมานลอยฟ้า แต่ กลายเป็นวัวลืมตีน เป็นคนที่ทิ้งสิ่งที่ตนเอง ต้องอยู่ เป็นปัจจัย ต้องอาศัย ลืมไปหมดว่า เรามาจากดิน เรามาจากพื้น เรามาจากขี้โคลน เรามาจากน้ำ น้ำเน่า ด้วยซ้ำ สัตว์เดรัจฉาน มันทำอย่างไม่มีวัฒนธรรม ไม่มีความรู้ คนมาเป็นจิตนิยาม ใน ระดับอเวไนยสัตว์ สอนไม่ได้ เป็นบัวใต้ตม เป็นบัวที่ห้า ปทปรมะ บัวปทปรมะ ขยายความ ซับซ้อน หมุนกลับ ไม่ได้หมายถึง คนโง่ เซ่อ พิการ อะไร แต่ว่าปทปรมะ คือคนฉลาด พระพุทธเจ้าตรัสไว้ ปทปรมบุคคล คือคนที่รู้พุทธพจน์ก็มาก ทรงจำไว้ก็มาก สอนคนก็มาก แต่ตนเองไม่บรรลุธรรมเลย ในชาตินั้นๆ ฉลาด รู้มาก ฟังมาก เก่งและเรียนเยอะด้วย แต่เพราะเล่ห์เหลี่ยมเยอะ ฉลาดมาก มันเป็นโลกีย์ มันเลยซับซ้อน หลอกคนอื่น เอาทางได้เปรียบทุกอย่าง อย่างที่มันเป็นอยู่ในโลก พวกที่ร่ำรวย มีมากมาย ไม่กล้าจน พวกอยู่ในข่ายนี้ ทั้งนั้นเลย ข่ายพวกเอาเปรียบ สะสม กอบโกย ทั้งวัสดุ เสพรส โลกีย์ รสตั้งแต่ลาภมาก ยศมาก สรรเสริญมาก รูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส กามคุณ ทั้งรสของการบำเรออัตตา บำเรออัตตานี้ รู้ยากกว่าการบำเรอ กามคุณ 5 ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใน ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร พระพุทธเจ้า แยก กาม กับอัตตา เป็นสองข้าง สองฟาก ทุกอย่าง ธรรมะทั้งหลาย ก็คือ กามกับอัตตา ถ้าเข้าใจแล้วก็คือ ธรรมะสองอย่างนี้ เป็นต้น แล้วก็ต้องรู้ว่า กามคือภายนอก อัตตาคือภายใน เรียกหยาบๆว่า กามคือรูป ภายในก็คือนาม รูปกับนาม แล้วก็ขยายรูปนามออกมา
สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน หัวใจของศีลข้อที่ 1 พ่อครูว่า… อาตมาก็ขอเข้าสู่ที่ตั้งใจจะอธิบาย เข้าหาวิชาการของธรรมะคือ ไตรสิกขา ศีล สมาธิ ปัญญา พูดไปอธิบายแล้วๆ เล่าๆ ก็ไม่ไปถึงไหนสักที ศีล สมาธิ ปัญญา การศึกษาของศาสนาพุทธ ทิ้งไม่ได้ ทิ้ง ศีล สมาธิ ปัญญา วิมุติ วิมุติญาณทัสนะ ไม่ได้ 5 คำละเอียดนี้ ถ้าจะพูด ศีล สมาธิ ปัญญา ก็เป็นเรื่องเบื้องต้น ครบก็ต้องเป็น ศีล สมาธิ ปัญญา วิมุติ วิมุติญาณทัสนะ ทำไมต้อง เริ่มต้นด้วยศีล ศีลเป็นเบื้องต้น เป็นเบื้องแรก เหมือนของต่ำ ต้องมีหลัก มีศีล หากคนไม่มีศีล ไม่มีหลักอะไรจะจับได้เลยว่า คุณเป็นคนหรือเปล่า เป็นมนุสโสหรือเปล่า? มนุสโส คือ ผู้ที่มีจิตสูง จิตสูงจะวัดได้ เอาศีลข้อ1 มาวัด ศีลข้อ1 คือความเป็นสัตว์ ความเป็น ชีวะ ชีวะในระดับจิตนิยาม คือสัตว์ ชีวะในระดับไม่เป็นจิตนิยาม คือพืช ผู้ที่สามารถเรียนรู้เข้าใจถึงนิยามชีวิตทั้ง 5 ไปถึง กรรมนิยาม กรรมคือพระเจ้า คือ God เป็นอำนาจใหญ่ คนที่จัดการกรรม ทำกรรมได้ จนกระทั่งสามารถที่จะสังขารกรรมนี้ ตกแต่งกรรม ให้เป็นโลกุตรธรรมได้ นั่นแหละคือ ขีดของอาริยบุคคล
มาเข้าสู่หลักวิชชา ขีดของบุคคล ศีลข้อ 1 คุณจะต้องสำคัญที่ความเป็นสัตว์ พืชพรรณธัญญาหาร ดิน น้ำ ไฟ ลม มันต้องสู้ ต้องระวัง ความเป็นสัตว์ สำคัญกว่า เพราะดินน้ำไฟลม มันไม่มีทุกข์ร้อนอะไร ตัวมันเอง ก็ไม่เป็นตัวมัน ปล่อยมันไปเถอะ มันจะไปเป็นเบี้ยล่าง ไปตามลมเพ ลมพัด อำนาจอื่นๆ บังคับมันหมด ส่วนมาเป็น พีชะ มันมีตัวของมันเพิ่มขึ้น มีเชื้อของมัน แต่ไม่มีพยาบาท ไม่มีรัก ไม่มีชัง มีแต่ตัวของมันเอง ไม่มีเวทนา ไม่มีวิญญาณ ไม่มีความรู้สึก ไม่มีความรู้เกินกว่าที่มันรู้ของมัน คือสามเส้า เป็นประธาน แล้วเอาพลังงานบวกลบ เข้ามาทำการดูด ให้เกิดพลังงานไฟแม่เหล็ก รวมตัวกับปล่อยกระจายออก เอาออกสิ่งที่เป็นขยะ ในตัวมันเอง ไม่ไปเบียดเบียนใคร อย่างเหล็กมันก็ทิ้งสนิม เป็นต้น พลังงานที่เราจะต้องคำนึง ก็ต้องสัตว์ขึ้นไป ฟังดีๆนะ อาตมาถึงบอกว่า เริ่มต้นตั้งแต่สัตว์เซลล์เดียว ต้องหวังประโยชน์เพื่อสัตว์ทั้งปวงอยู่ เห็นไหมว่าต้องคำนึงขนาดไหน จริงๆแล้ว สัตว์เซลล์เดียว ราคามันสู้วัตถุไม่ได้ตั้งเยอะ สัตว์เซลล์เดียวไร้ค่า ไร้ราคา ไม่มีประโยชน์อะไรมากมาย ดีไม่ดีจะเป็นโทษด้วยซ้ำไป แบคทีเรีย ไวรัส เป็นต้น มันเป็นโทษด้วยซ้ำไปสำหรับสัตว์ แต่มันก็มีประโยชน์ตรงทำพลังงานของมัน สรุปแล้ว ความเป็นสัตว์สำคัญ ที่คุณจะต้องคำนึงถึง ในศีลข้อที่ 1 คนที่จะนับว่าเป็นคน เป็นมนุสโส เป็นผู้ที่มีจิตสูง คุณจะต้องไม่ไปเบียดเบียนสัตว์ทั้งปวง แม้แต่สัตว์น้อยเซลล์ ศีลข้อที่ 2 นี้เป็นเรื่องของข้าวของ ไม่ใช่เรื่องของสัตว์ สัตว์มันก็มีตัวมันเอง เป็นเจ้าของตัวมันเอง มันก็อยากอยู่ต่อ มัน
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive