601213_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ การแก้ปัญหาเศรษฐกิจแบบพุทธ ตามภูมิโพธิรักษ์คิด.docx
เนื้อหาในไฟล์
601213_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ การแก้ปัญหาเศรษฐกิจแบบพุทธ ตามภูมิโพธิรักษ์คิด
สมณะฟ้าไทว่า… วันพุธที่ 13 ธันวาคม 2560 ที่บวรราชธานีอโศก ทุกวันนี้ สังคมวุ่นวายเดือดร้อน แต่ก่อนมีแต่กระดานชนวน กับดินสอหิน เวลาไปเรียน ก็สนุก แต่ทุกวันนี้ แบกกันหลังแอ่น เมื่อครั้งที่ผ่านมา พ่อครูให้หลักการในการเศรษฐกิจไว้ ประมาณ 10 หลัก เป็นต้นว่า 1.ไม่เป็นหนี้(โดยเฉพาะหนี้ที่ต้องเสียดอกเบี้ย) 2. ทำกินทำใช้พอเพียงให้ได้สำหรับตน 3. ให้เหลือกินเหลือใช้ 4. เมื่อเหลือแล้วก็สะพัดออกเผื่อแผ่ผู้อื่น 5. สะพัดแบบขาดทุนของเรา คือกำไรของเรา 6. สะพัดออก โดยไม่ต้องกักตุนไว้มาก มีไว้แต่น้อยๆ คนมีไว้แต่น้อยๆ จึงคือ คนจน 7. ไม่ต้องอยากรวยเลย 8. เรียนรู้จิต อย่ามีสาเปกโข คืออย่ามีความหวังทุกครั้งที่เรามี “การให้” หรือ“ทาน”แล้ว อย่าอยากได้อะไรตอบแทน 9. ขยันสร้างสรรเช่นนี้ เสมอๆ อย่าเกียจคร้าน 10. ถ้ามีหมู่กลุ่มรวมกันอยู่ก็จัดสรร โดยวิธีสาธารณโภคี เป็นดีสุด
สื่อธรรมะพ่อครู(เศรษฐศาสตร์บุญนิยม) ตอน แก้ปัญหาเศรษฐกิจแบบสมณะโพธิรักษ์ พ่อครูว่า… ก็มาพูดถึงเรื่องที่ซ้ำซาก วนเวียน เพราะต้องพูดกันให้ชัดเจน เป็นหนึ่งเดียวกัน เอาให้ชัด ขออภัยต้องกล่าวถึง ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ เพราะว่าเป็นหัวหน้า ที่ดูแลเรื่องเศรษฐกิจของประเทศอยู่ในปัจจุบันนี้ ท่านก็เรียกแนวทางของท่านว่า ประชารัฐ ซึ่งก็มีผู้ที่สรุปมาลงในสื่อ อาตมาหยิบของมติชนสุดสัปดาห์ เคยเอามาพูดแล้ว วันนี้ก็เอามายืนยันอีกทีหนึ่ง อาตมาเข้าใจนะ อาตมาเห็นว่าแนวคิดของ ท่านสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ยังมี Concept หรือว่ามีวิธีการที่ ยังมุ่งจะให้คนไปรวย เท่าที่อาตมารู้สึกเชื่อ เห็นจริงว่า จิตใจของท่านไม่เชื่อ จะมาโน้มน้อมให้คนมาจน ยังเชื่อมั่นว่
อ่านต่อ
า ไม่ได้หรอก โน้มทำให้เกิด trend ให้จิตคนมาจนนี้ แก้ปัญหาเศรษฐกิจไม่ได้หรอก ผิดถูกอาตมารับผิดชอบที่พูดไป ถ้าท่านสมคิด คิดเห็นอย่างไร ได้ฟังก็ช่วยตอบมาด้วย ดอกเตอร์ระดับปัญญาชนเช่นนี้ ก็ไม่น่าจะเข้าใจยาก อาตมาก็ขอสาธยายตามภูมิปัญญาของอาตมา ที่ได้เรียบเรียงมาว่า
การแก้ปัญหาเศรษฐกิจแบบพุทธ ตามภูมิโพธิรักษ์คิด ส่วนใครจะทำ ให้สมคิดก็แล้วแต่
ข้อที่ 1. การจะทำให้คนทั้งประเทศ ไม่มีคนจนนั้น เป็นไปไม่ได้ เด็ดขาด โดยความแท้จริง อย่างน้อย ก็มีชาวอโศกที่ ไม่มีทางรวย และยอมจนอยู่อย่างนี้ ไม่ขอเปลี่ยนแปลง เหนียมๆหน่อยที่จะพูดว่า เป็นคนจนผู้ประเสริฐ ขอยืนยันนะ ข้อที่ 2. และการจะทำให้ คนทั้งประเทศ เป็นคนรวย ไปทั้งหมด มันก็ ยิ่งเป็นไปไม่ได้ ใหญ่ จึงไม่ควรคิด และไม่ควรพูดเลย ในประเด็นเช่นนี้ ข้อที่ 3. การพูดออกไปต่อสาธารณชนว่า เราจะ ทำให้คนทั้งประเทศหายจน นั้น เป็นไปไม่ได้เลยในโลก ไม่ว่ากาละใดๆ พูดเช่นนั้นจึง เป็นการคุยโต “สร้างราคา” ให้แก่ตนเอง เท่านั้น ข้อ 4. ไม่มีใคร หรอก ในโลก ที่จะแก้ปัญหาเศรษฐกิจ โดยทำให้คน ทุกคนในประเทศหายจน ไปทุกคนได้หมด มัน เป็นไปไม่ได้เลย ตามความเป็นจริง ใครๆก็เสกให้เป็น ไม่ได้ แม้แต่พระเจ้า ก็เสกให้คนนั้น ประเทศนี้ เศรษฐกิจดีขึ้นไม่ได้ ข้อ 5. ควรแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ด้วยการให้คนทั้งหลายรู้แจ้งรู้จริงว่า คนที่ เข้าใจ“ความจน” และคนผู้นั้น ตั้งใจทำตนให้เป็น“คนจน” ในสังคมให้ได้จริงๆ ด้วยความมีปัญญา (ไม่ใช่เฉโก) นั้นประเสริฐจริง ข้อ 6. ปัญญา ที่ว่านั้นคือ ต้องเป็น“คนจน”ที่เข้าใจจริงๆ ว่า เราเป็นคนมักน้อย หรือกล้าจน หรือมีทรัพย์สินไว้ที่ตนน้อยๆ( อัปปิจฉะ ) เพียงพอกินพอใช้(สันโดษ หรือ สันตุฏฐิ ) ส่วนที่เหลือที่เกิน ก็รีบสะพัดออก ผู้อื่นที่แร้นแค้นจะได้รับไป หายขาดแคลน เป็นการแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่แท้ ข้อ 7. คนที่แข็งแรง คนที่มีความรู้ มีสมรรถนะ คนที่ขยันหมั่นเพียรอยู่เสมอ ย่อมพึ่งตนเองได้จริง ไม่มีวันขาดแคลนง่ายๆเลย จึงควรเป็น“คนจน”เสียเอง จะได้ไม่กักตุนไว้ที่ตน กระจายออกไปสู่คนที่ควรได้ ควรมี ควรรับไปใช้ ไปกินบ้าง เป็นคนมีประโยชน์ต่อผู้อื่นจริง ข้อ 8. ควรให้ คนที่ไม่แข็งแรง คนที่ไม่มีความรู้ คนไม่มีสมรรถนะ หรือคนที่จำเป็น ต้องช่วยเหลืออนุเคราะห์ เช่น เด็ก คนเจ็บป่วย คนแก่เฒ่าแล้ว ช่วยตนเองไม่ไหว แล้ว คนพิการกาย คนพิการสมอง คนที่ต้องทำงานช่วยคนอื่น ช่วยประชาชนส่วนใหญ่อยู่ตามหน้าที่ ต้องรับผิดชอบจริง คนสุดวิสัยต่างๆที่จำนน ต้องช่วย ข้อ 9. ปราบคนขี้เกียจ และคนขี้โกง ให้เด็ดขาด อย่าไว้หน้า อย่าละเว้น เพราะเขาทำบาปให้ตนเองจริงๆ ไม่ดีเลย อย่าปล่อยให้เขาทำบาป เขาน่าสงสารแท้ เพราะโง่ อย่ายกเว้น แม้แต่พี่น้อง ญาติ มิตร สหาย เขาจะมีแต่ได้สะสมอกุศลวิบาก ใส่ตน ข้อ 10. ผู้มีปัญญาจริงนั้น เป็นคนจนที่สุขสำราญเบิกบานใจ แท้จริง อยู่เสมอ ตลอดกาล อาตมาอยากให้คนมามีจิตสุขสำราญเบิกบานตลอดกาล ใครได้ลิ้มรสนี้บ้าง…(ยกมือกันส่วนใหญ่) พวกคุณมานั่งแอบรวยอยู่ที่นี่ไหม? ...ก็เป็นคนจนกันนี่ แล้วไม่สุขสำราญเบิกบานใจ หรือยังไร มันยังฝืน ยังลำบากอยู่ หรือไง ถ้ามันยังไม่ดี ก็ยังไม่กล้ายกมือ ก็มี ข้อ 11. ผู้มีปัญญา นั้น รู้แจ้งจริงว่า “ความจน”ไม่ใช่ความน่าเกลียด ไม่ใช่ความน่ากลัว ไม่ใช่ความต่ำต้อย ไม่ใช่ความน้อยหน้า ไม่ใช่ความมีเศรษฐกิจเสื่อมถอย ไม่ใช่การเบียดเบียนคนอื่น ประเทศอื่น ไม่ใช่ความเดือดร้อน ยุ่งยากตนเอง แต่อย่างใด แต่ชัดเจน ชัดแจ้ง แท้จริงว่า “ความจน” นั้นมันยิ่งเบากายสบายใจต่างหาก ไม่มีภาระ ภาระเบามากๆ แต่ทำงาน มันก็ต้องมีเหนื่อยมียาก ใครว่าอาตมาทำงานยากไหม? ยากสาหัสเลย สมณะฟ้าไทว่า... ถ้าง่ายอาตมาก็ช่วยทำได้ ไม่ต้องให้พ่อครูเหนื่อยมากหรอก ข้อ 12. ความจนอันประเสริฐ ไม่ใช่เรื่องที่คนจะต้องวิ่งหนี แต่ เป็นสภาพที่น่ายินดี น่าอภิรมย์ น่าได้ น่ามี น่าเป็น ที่พูดนี้ เป็นสภาวะจริง มีเป็นชุมชนหมู่บ้าน เป็นร้อย เป็นพัน เป็นหมื่นคน ข้อ 13. คนจนผู้ประเสริฐ คือ ผู้มีปัญญาจริง ไม่ใช่ยังมีแต่เฉโก จึงเข้าใจจริงๆว่า การเป็น “คนจนผู้ประเสริฐ” นั้นดีแท้ๆจริงๆ เพราะทั้งปลอดภัย ทั้งไม่เบียดเบียดผู้อื่น ไม่ทำร้ายผู้อื่น ทั้งได้ช่วยเหลือผู้อื่น อยู่เสมอ จึงเป็นคนมีประโยชน์แท้ ทั้งประโยชน์ตน และประโยชน์ผู้อื่นจริง เพราะตนก็ไม่เบียดเบียนตน และทั้งไม่เบียดเบียนผู้อื่น เนื่องจากตน เป็นผู้มีความรู้ มีสมรรถนะ สร้างสรร ขยันพากเพียรอยู่แท้ จึงมีผลผลิตมาก อุดมสมบูรณ์อยู่เสมอ ไม่ขาด มีมากมีล้นเกิน อย่างแท้จริง ด้วยซ้ำ จึงมีเผื่อแผ่ผู้อื่น เป็นประโยชน์ตน ประโยชน์ผู้อื่นแท้ ข้อ 14. แต่ เป็นผู้ทำตนให้เป็น“คนจน” ด้วยตัวเอง ด้วยความตั้งใจจน เต็มใจจน และตนมุ่งมั่น มีไว้แต่น้อย(อัปปิจฉะ) จึงเป็น“ความจน”ที่ตนพอมีพอกิน เพียงแต่ตนมี “ใจพอ” (สันโดษ,สันตุฏฐิ) ตนไม่เดือดร้อนดิ้นรนกอบโกยมาสะสมอีก พอแล้วก็หยุดแค่นี้ จึงชื่อว่าสงบอยู่(ปวิเวก) เพราะตั้งใจมีแค่นี้ไม่สะสม(อปจยะ) ไว้ที่ตนมากกว่านี้ แต่ขยันยิ่งอยู่เสมอ(วิริยารัมภะ) เมื่อเป็นคน“เอาไว้แต่น้อย,มักน้อย(อัปปิจฉะ) จึงจน จึงเป็นคนจนจริงๆ แต่ไม่สะสมไว้ที่ตน จึงแจกจ่ายออกไป แก่ผู้อื่น แก่สังคมส่วนรวมจริง ข้อ 15. ตนจึง เป็น “คนจน” เสมอ อยู่ จริงตลอด ข้อ 16. การ เป็น“คนจน”ที่อยู่อย่างอุดมสมบูรณ์ เป็นคนจนผู้ประเสริฐ ดังว่านี้ จึงทำให้สังคมทรงอยู่ได้ ดำเนินไปได้ แม้คนอื่นจะขี้เกียจ และขี้โกง กอบโกยหนัก รวยเท่าไหร่ก็ไม่รู้จักพอ ไม่มีจบสิ้น ก็ยังชื่อว่า เราเป็นส่วนที่ ช่วยอุดหนุน จุนเจือสังคมอยู่แท้ พอบรรเทาทำให้สังคมไปได้ ไม่เช่นนั้นจะยิ่งยากแค้น แก่งแย่ง กระชากชิง ทำร้ายกันกว่านี้ ข้อ 17. จึงเห็นจริงว่า ต้องมี“คนจน”ที่เสียสละอย่างนี้ เพราะคนที่เขาไม่ยอมจน เขาไม่ยอมจริงๆ เราจึงต้องมาเป็น“คนจน” ไม่เช่นนั้น ไม่มีส่วนใดที่จะช่วยสังคมอยู่ ถ้าไม่มีลักษณะของคนในสังคม เช่นที่ว่านี้ ข้อ 18. แม้ เป็น“คนจน” แต่เป็นคนที่มีความรู้ ความสามารถ ขยันสร้างสรร อยู่ จึงมีมากอยู่เสมอ อุดมสมบูรณ์ มีเหลือ มีเกินอยู่เสมอ และได้สะพัดเผื่อแผ่ผู้อื่นอยู่ตลอดอย่างสุขใจจริง และสะพัดชนิดที่“ขาดทุนของเรา คือกำไรของเรา”อีกด้วย เรียกคนเช่นนี้ว่า คนจนที่มีความประเสริฐ (ตามคำตรัส ของ ในหลวง ร.9 ตรงตามทฤษฎี ของพระพุทธเจ้า) ข้อ 19. นี่คือ การแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้แล้ว เป็นจริงแล้ว สำเร็จแล้ว ต้องมี“กตญาณ” ไม่ใช่ไม่มีที่จบ ไม่มีการจบกันสักที เมื่อไม่รู้“ความเป็นไปได้ ที่ควรเป็นอย่างแท้จริง” และไม่รู้“ความจบ” หรือไม่มีที่จบ ก็ต้องร้อนใจอยู่ตลอด เพราะไม่รู้แล้ว ไม่รู้จบ จึงมีทุกข์ไม่มีจบสิ้นได้ โลกนี้ก็มีความมีกับความไม่มีนี้แหละ พระพุทธเจ้าตรัสไว้ใน พระไตรปิฎก เล่ม 16 ข้อ 43 [43] พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรกัจจานะ โลกนี้ โดยมากอาศัยส่วน 2 อย่าง คือ ความมี 1 ความไม่มี 1 ก็เมื่อบุคคลเห็นความเกิดแห่งโลก(โลกสมุทัย) ด้วยปัญญาอันชอบตามเป็นจริงแล้ว ความไม่มีในโลก ย่อมไม่มี(โลเก นตฺถิตา สา น โหติฯ) เมื่อบุคคลเห็นความดับแห่งโลก(โลกนิโรธ) ด้วยปัญญาอันชอบตามเป็นจริงแล้ว ความมีในโลก ย่อมไม่มี(โลเก อตฺถิตา สา น โหติฯ) ข้อ 20. ดังนั้น การแก้ปัญหาเศรษฐกิจใน“มิติ” ที่หมายเอา แค่ว่า จะทำให้ประเทศ ไม่มีคนจน ทำให้คนหายจนให้ได้มากที่สุดนั้น จึงไม่ใช่การแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ที่ดี ที่ประเสริฐเลย เพราะวิธีที่ไปตั้งใจ หรือตั้งความคิด ว่าจะรวยๆๆๆ แล้วหวังจะให้คนในประเทศของเรา ต่างก็จะให้มีความร่ำรวยกันทั้งประเทศนั้น ถ้าตนก็มีผลผลิตเท่าที่ตนมี ตนก็สามารถเท่านี้ แต่อยากได้มากกว่านี้ จึงมีแต่จะเอาเพิ่ม จากที่“ตนมีได้จริง” เมื่ออยากได้มากกว่านี้ ก็ต้องแย่งจากผู้อื่นเท่านั้น ฉะนั้น การจะทำให้คนในประเทศเราร่ำรวยขึ้น ได้มากจริงดังว่า ก็คือ ต้องแย่งเงินทองจากประเทศอื่น มาให้แก่ประเทศตน โดยการเอาเปรียบ หรือขูดรีด ด้วยการขายผลผลิตของเราราคาสูง มาให้ตนเอง ซึ่งเป็นการเห็นแก่ตัวอย่างยิ่ง ตามปกติสามัญของคนเห็นแก่ได้ เห็นแก่ตัว เมื่อทำได้ ก็ดีใจ ชอบใจ ด้วยการเบียดเบียนผู้อื่น ขูดรีดผู้อื่น เอาเปรียบผู้อื่น ตั้ง“แนวคิด”อย่างนี้ทำไม? มันไม่ดีเลย มันเห็นแก่ตัว มันมีแต่ขี้โลภ เห็นแก่ได้ มันไม่คิดจะเสียสละเพื่อผู้อื่นเลย ข้อ 21. เกิดเป็นคน ควรจะเป็นผู้เสียสละมากกว่า เป็นผู้ได้เปรียบ หรือเป็นผู้เอาเปรียบนะ ข้อ 22. เกิดมาเป็นคนแล้ว ไม่ควรคิดเป็นผู้ได้เปรียบ ไม่ควรเป็นผู้เอาเปรียบ เพราะมันกลายเป็นคนไม่มีประโยชน์ เป็นคนไร้ค่า เป็นคนขาดคุณ เป็นคนว่างเปล่าจากธรรมที่“คนดี-คนประเสริฐ”ควรมี ควรได้ ควรเป็น ข้อ 23. การแก้ปัญหา ที่ว่า ทำอย่างไร จึงจะ“หายจน” หรือทำอย่างไรปัญหา“ความจน”จึงจะจบลงได้สนิท ก็คือ เราก็เป็น“คนจน”เสียเองเลย จนอย่างสุขสำราญเบิกบานใจ จนอย่างอุดมสมบูรณ์ เพราะมีความรู้ มีความสามารถ และขยันหมั่นเพียรอยู่เสมอตลอด เราไม่พัก(อัปปติฎฐัง)อยู่ เราไม่เพียร(อนายูหัง)อยู่(พระไตรปิฎก เล่ม 15 ข้อ 2) จึงเป็น“คนจน” ที่“จน”อย่างไม่ขาดแคลน โดยมีหลักการ ประมาณ 10 หลัก เป็นต้นว่า 1.ไม่เป็นหนี้(โดยเฉพาะหนี้ที่ต้องเสียดอกเบี้ย) 2. ทำกินทำใช้พอเพียงให้ได้สำหรับตน 3. ให้เหลือกินเหลือใช้ 4. เมื่อเหลือแล้วก็สะพัดออกเผื่อแผ่ผู้อื่น 5. สะพัดแบบขาดทุนของเราคือกำไรของเรา 6. สะพัดออก โดยไม่ต้องกักตุนไว้มาก มีไว้แต่น้อยๆ คนมีไว้แต่น้อยๆ จึงคือ คนจน 7. ไม่ต้องอยากรวยเลย 8. เรียนรู้จิตอย่ามีสาเปกโข คืออย่ามีความหวังทุกครั้งที่เรามี“การให้” หรือ“ทาน”แล้ว อย่าอยากได้อะไรตอบแทน มัน อยากได้ ความสบาย ความสะดวก ความชอบอะไร ก็คือ ภพชาติ ก็ต้องมี นรก ก เป็นการขยาย นร เป็นเจ้าของ นร จริงๆคุณต้องไม่ ต้อง น แต่คุณยังมี ร ยังมีพลังงานที่จะไปอีกนะ ใน ยรล วงวนสามเส้านี้ ถ้า ยร ก็ก้าวหน้าแล้ว นรก ต้องเรียนรู้ น ให้จริง อย่าให้ถึง นรก ถ้าคุณ ย นี้ยังยั้งได้หยุดได้ ย ได้ แต่ ร นี้รุก รบ แม้ว่าอาตมาจะไม่ได้เป็นผู้สร้างภาษาบาลี แต่อาตมาก็รู้ต้นรากบาลี อย่างจริง ไม่ได้พูดเล่นๆ มันเป็นบัญญัติที่ใช้เรียกสภาวะต่างๆ ซึ่งลึกซึ้งมาก อาตมาจึงยืนยันว่า อธิบายบาลี ไม่ได้อธิบายตามไวยากรณ์ ที่ท่านเรียนกันเป็นหลักสูตร... ไม่ใช่ ..อาตมาหยั่งลงไปถึงสภาวะเลย ก่อนที่จะมีไวยากรณ์บัญญัติ แต่สภาวะนี้ เป็นตัวแทน ตัวจริงเลย สภาวะเกิดก่อนไวยากรณ์ 9. ขยันสร้างสรรเช่นนี้ เสมอๆ อย่าเกียจคร้าน 10. ถ้ามีหมู่กลุ่มรวมกันอยู่ก็จัดสรรโดย วิธี สาธารณโภคี เป็นดีสุด ดังนั้น หากยังมีคอนเซพท์ มีกระบวนทัศน์ มีวิธีการ จะให้คนพากันมารวยอยู่ละก็ ขอยืนยันว่า เป็นไปไม่ได้ การแก้ปัญหาสังคม ให้เศรษฐกิจเป็นคนรวยอย่างยั่งยืนนั้น ไม่มีวันสำเร็จ จะได้ก็เพียง“สมบัติผลัดกันชม” คือ จะมี คนรวย-คนจน สลับกันไปมา ไม่มีจบ เพราะคนจะแย่งกัน“รวย”อยู่ตลอดกาล “ทีใคร-ทีมัน” หมุนเวียนเปลี่ยนกันไป นิรันดร ตราบที่คนยังอยากเป็น“คนรวย” ไม่หยุดคิดจะรวย ไม่เห็นจริงว่า รวยนั้น ไม่ดีเท่า จนอย่างมีปัญญาจริง การจะแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ให้มีคนรวยที่ยั่งยืนตลอดกาลนั้น ไม่เกิดผลสำเร็จหรอก ขออภัยนะ ..เพ้อเจ้อแน่นอน _ มีญาติธรรมถามว่า… ในหลวงตรัสแบบพอเพียง แบบคนจน แล้วพ่อครูก็สอน ทฤษฎีแบบพอเพียง แบบคนจน ถ้าวันข้างหน้า มีนายกรัฐมนตรี หรือคณะรัฐบาล ประกาศใช้ทฤษฎีนี้ อย่างจริงจัง ผลที่ตามมา ประชาชน ที่ยังไม่เข้าใจ จะมาลดกิเลส แบบคนจน ถ้ามีราคาสินค้าตกต่ำ อย่างยางพารา ประชาชนจะไม่มาประท้วง หรืออย่างไร พ่อครูว่า… ประท้วงไป เราก็ไม่ได้สะสม อย่างดีก็ตัดคอเราไปเท่านั้นเอง อย่าไปคิดแทนเขาเลย มันมีเชิงจะคิดไปได้เยอะ แต่อาตมามั่นใจว่า ประเทศไทย กำลังเป็นประเทศที่รุ่งเรืองด้วยปัญญา มีความเฉลียวฉลาดเป็นโลกุตระ กำลังก้าวหน้า กำลังพัฒนาขึ้น เห็นได้ชัด ในเหตุการณ์ ตูน Bodyslam ลึกๆแล้ว ความรู้สึกของคนนี้ รู้สึกว่าการเสียสละ เจ็บป่วย ปวดเมื่อย อย่างไรก็ทนสู้ เพื่อจะได้มาเสียสละๆ ขอเตือนไว้นะ กองที่ดูแลรายได้ เขาบริจาค อย่างุบงิบ ระวัง เขาจับได้ ไล่เบี้ยที่หลัง จะหนักกว่า พลเอกประวิตรที่เจออยู่นะ เพราะเรื่องนั้น มันเป็นเรื่องหยาบ แต่นี่เป็นเรื่องจิตวิญญาณลึกซึ้ง ระวังให้ดี ขอให้สติ
ข้อ 24. ที่ว่าเป็น“คนจน” เพราะเป็นคนไม่สะสมทรัพย์ศฤงคาร บ้านช่อง เรือนชาน เป็นของตัวของตน เป็นอนาคาริกชนจริง อยู่กันอย่าง “สาธารณโภคี” ทรัพย์สินช่วยกันสร้าง ช่วยกันทำ อย่างสัมมาทิฏฐิ-สัมมาปฏิบัติ มีลาภมา โดยธรรม(ลาภธัมมิกา) ทุกอย่างเป็นของส่วนกลาง แล้วบริหารกัน อย่างเป็นธรรม อยู่กันอย่างเป็นสุข ข้อ 25. ขออภัย ที่จะต้องยกคนจริงจริง สังคมหมู่บ้าน หรือชุมชน ที่มี“ความจริง” ที่เกิดได้จริง เป็นได้จริง มายืนยัน อ้างอิง ประกอบความ ปรากฏ อยู่จริงได้จริง(phenomenal) ที่ยืนยันเชิญให้ไปสัมผัสของจริง พิสูจน์ได้จริง(เอหิปัสสิโก) 26. ชุมชนตัวอย่างที่ว่านี้ เป็นชาวพุทธที่นำคำสอนของพระพุทธเจ้า มาปฏิบัติ กระทั่งเกิดผลจริง เป็นชุมชนที่พูดได้เต็มปากแล้วว่า ชุมชนนี้ ไม่มีปัญหา เรื่องเศรษฐกิจ โดยเฉพาะ“ความยากจน” เพราะทำ“แบบคนจน” หรือ“ขาดทุนของเราคือ กำไรของเรา” ตามศาสตร์พระราชา หรือจริงๆ ก็ตามรอยพระยุคลบาท พระสัมมาสัมพุทธเจ้า นั่นเอง จนกระทั่งบรรลุผล เป็นหมู่ชนที่มี “ วรรณะ 9” และมี “ สาราณียธรรม 6” ได้อย่างแท้จริง เพราะจิตเกิดคุณสมบัติ มีความเป็นไปตาม “ พุทธวจนะ 7 ” ได้แก่ สาราณียะ-ปิยกรณะ-ครุกรณะ-สังคหะ-อวิวาทะ-สามัคคียะ -เอกีภาวะ คนในสังคมชุมชนหมู่บ้านที่ว่านี้ เป็น“คนจน”จริงๆ เชิญมาวัดค่า“ความจน” ของ“คนจน”พวกนี้ได้ จะได้“ค่าเฉลี่ยแห่งความจน”ออกมายืนยันได้แท้จริงว่า เป็น“คนจน”ที่มีคุณภาพ เป็น“คนจน”ที่มีประโยชน์ เป็น“คนจน”ที่ไม่เบียดเบียนสังคมอื่น เป็น“คนจน”ที่มีน้ำใจต่อสังคมอื่น ช่วยผู้อื่นจริงๆ ไม่เสแสร้ง ไม่กดดัน ไม่หลอกลวงแน่นอนเด็ดขาด เพราะเป็นคนซื่อสัตย์แท้จริง มีศีลมั่นคงแท้ มีธรรมะของพระพุทธเจ้าจริง ตามที่ได้สาธยายมา และมีชีวิตจริง อยู่เป็นคนมีศีล มีธรรมจริง มากันเป็นหมู่กลุ่มชุมชนชาวอโศก มาจนถึงทุกวันนี้ ยังไม่ท้อถอย ยังไม่ลดอัตราการก้าวหน้า ยังดำเนินหมู่ชน ให้สัมผัสได้จริง ต้องขออภัยอย่างมากที่พูดความจริง ยกตนเองจริง สื่อธรรมะพ่อครู(วรรณะ 9) ตอน ชุมชนวรรณะ 9 พ่อครูว่า... เป็นชุมชนที่มี วรรณะ 9 ถ้าในประเทศอินเดีย ก็ถือว่าใช้ไม่ได้ เพราะเขาถือวรรณะอีกอย่าง เป็นศักดินา วรรณะ ทุนรอน ความรู้อะไรต่างๆ วรรณะคือ ชนชั้นต่างๆ วรรณะ 9 เลี้ยงง่าย ( สุภระ ) บำรุงง่าย, ปรับให้เจริญได้ง่าย ( สุโปสะ ) มักน้อย, กล้าจน ( อัปปิจฉะ ) ใจพอ สันโดษ ( สันตุฏฐิ ) ขัดเกลากิเลส ( สัลเลขะ ) เพ่งทำลายกิเลส มีศีลสูงอยู่ปกติ ( ธูตะ , ธุดงค์) มีอาการน่าเลื่อมใส ( ปาสาทิกะ ) ไม่สะสม ไม่กักเก็บออม ( อปจยะ ) ขยันเสมอ, ระดมความเพียร ( วิริยารัมภะ ) 1 เป็นคน เลี้ยงง่าย แต่ไม่ใช่เหมือนวัวควายหมูหมา เป็นคนไม่เรื่องมาก อยู่ง่ายกินง่ายไปง่ายมาง่ายนอนง่าย พอเป็นพอไป นี่คือสุภระเลี้ยงง่าย 2 บำรุงง่าย ทำให้เจริญงอกงาม ทำให้ดีขึ้น ได้ง่าย สุโปสะ ว่านอนสอนง่าย ไม่ดื้อดึง แม้จะไม่ฉลาด ก็พยายามพากเพียร ก็เจริญได้ง่าย 3 มักน้อย หรือกล้าจน หรือมีไว้น้อยๆ เอาไว้น้อยๆ เสมอๆ นี่แหละ อัปปิจฉะ มักน้อย หรือกล้าจน เป็นคนที่เข้าใจแล้วเอาไว้น้อยๆ จะสัมพันธ์กับข้อ ปวิเวกะ ซึ่งในกถาวัตถุ 10 มี อัปปิจฉกถา สันตุฏฐิกถา ปวิเวกกถา อสังสัคคกถา วิริยารัมภกถา ศีลกถา สมาธิกถา ปัญญากถา วิมุตติกถา วิมุตติญาณทัสสนกถา คำว่า อสังสัคคะ ไม่ได้แปลว่าไปเดี่ยวๆ ไม่เกี่ยวกับใคร ซึ่งค้านแย้งกับหลักการของศาสนาพุทธ ที่ให้อยู่เป็นหมู่กลุ่ม อสังสัคคะคือ ให้อยู่กับหมู่มิตรดี สหายดี สังคมสิ่งแวดล้อมดี อย่าไปอยู่กับคนพาล คนเกเร คนพาล กิเลสมาก อย่าไปคลุกคลี เกี่ยวข้องกับพวกนั้น อย่าไปคลุกคลีกับกองกิเลส ทำกิเลสของตนเองให้หมด จนแข็งแรง แล้วค่อยไปช่วยเขา ปฏินิสสัคคะ ถ้ายังไม่อยู่เหนือ สติ เป็นอธิปไตย ปัญญา เป็นอุตระไม่พอ ก็อย่าเพิ่ง สวรรค์นี้มีแต่ของหลอก ต้องเห็นโทษภัยของสวรรค์ แต่พระพุทธเจ้าอนุโลม สำหรับคนที่ติดสวรรค์ ก็ต้องเลิกมาเป็นลำดับ ต้องอสังสัคคะ แต่เป็นคน วิริยารัมภะ เป็นคนขยัน พากเพียรเสมอ แล้วก็เอาไว้น้อย ใจก็พอ 4 ใจพอ สันโดษ (สันตุฏฐิ) 5 ขัดเกลากิเลส (สัลเลขะ) เพ่งทำลายกิเลส 6 มี ศีลสูง อยู่ปกติ (ธูตะ, ธุดงค์) ธูตะคือ องค์คุณแห่งผู้ทำลายกิเลสได้ มีศีลไปตามลำดับ จนจิตเป็นปกติ แข็งแรง ถือว่าผู้มีศีล สัมผัสอยู่จิต ก็เฉยสบาย ไม่เดือดร้อน ไม่ต้องทำอะไร เป็นอัตโนมัติ องค์คุณ หน่วยแห่งการปฏิบัติศีล สมาธิ ปัญญา ตั้งแต่ จุลศีล 26 ทำให้เกิด อธิศีล อธิจิต อธิปัญญา หลุดพ้นได้เป็น อธิวิมุติ ได้ตามศีลตามลำดับ เป็นไตรสิกขา ซึ่งรวมของศาสนาพุทธไว้หมดแล้ว การปฏิบัติให้จิตตั้งมั่น เป็นสมาธิ ขาดศีลไม่ได้ ศีลไล่ไปตามลำดับ อาตมาถึงได้สงสาร พวกที่นั่งหลับตา ให้สงบหยุด ให้จิตแข็งแรง แล้วหลงสัญญาว่า เป็นปัญญา แล้วก็เพ้อพก สร้างวิมานอีกเยอะแยะ ไม่รู้ตัว อาตมาก็ไม่รู้จะทำอย่างไร ได้แต่สงสาร ก็เลยเผยแพร่กระจายธรรมะ หลายทาง อาตมาก็เลยต้องเป็นภาระ จัดการแก้ไขปรับปรุง 7 มี อาการน่าเลื่อมใส (ปาสาทิกะ) 8 อปจยะ คืออักษรสามเส้า ป จ ย จ รู้ ป ทำ ย คือเศษวรรค ย คือพลังงานตัวแรกของวรรคใหม่ ถ้า จ ป นี้ไม่มีพลังงานใหม่ได้ร่วมเลย มีแต่ จ ป ก็มีแต่ชรตา ถ้าไม่มีตัวแปร ไม่มีพลังงานใหม่เข้าไป แม้แต่ตัวแปรแค่บวก ไม่มีพลังงานสูงเท่าไหร่ ก็ไปไม่รอด แต่ก็ต้องใช้ ใช้ไปถึงขั้นที่คูณได้ เลิกบวก เอามาคูณเลย อ นี้เป็นตัวสระแรกเลย อะ อา อิ อี อุ อู ตัว อ เป็นตัวเสริม เป็นกษัย เป็นน้ำ ปจย เป็นเนื้อ ถ้าเนื้อไม่มีน้ำมาช่วยเลยก็แห้ง ถ้า ป จ ไม่มี ย มาร่วมก็ไปไม่รอด ใครจะหาว่าอธิบายมั่ว แต่ถ้าอธิบายได้เนื้อหาสอดคล้อง คนเอาไปปฏิบัติได้ผลดี ก็เป็นผลดี อาตมามั่นใจว่าถูก จึงทำ เมื่อ ไม่สะสม ทั้งวัตถุ และกองกิเลส อปจยะ จึงเป็นตัวสำคัญมาก เมื่อคุณไม่สะสม 9 ขยันเสมอ ระดมความเพียร วิริยารัมภะ และไม่ใช่ขยันแต่โง่ แต่ขยันอย่างมีปัญญา ก็จะเกิดผลผลิตสิ่งที่เป็นประโยชน์คุณค่าอยู่เสมอๆ ในวรรณะ 9 ข้อนี้เป็นคนที่เจริญ เป็นคนที่ท่านเรียกว่าวรรณะ ซึ่งมีวรรณะ ที่ได้ผิดเพี้ยนไป เป็นวรรณะ 4 ในอินเดีย หรือในบางประเทศ ก็มีวรรณะทางทุนรอน ศักดินา สีผิว อะไรก็แล้วแต่ ที่ยึดถือกันสารพัด อย่างนั้นไม่ใช่ ต้องทำความเข้าใจว่า วรรณะของพระพุทธเจ้า เป็นคุณสมบัติ เป็นคุณธรรม เป็นคุณวิเศษ ในมนุษย์ที่เจริญ ที่มีคุณสมบัติ คุณธรรม ตามพยัญชนะ 9 ตัวนี้
ย้อนไปที่คำว่า ธูตะ หรือ ธุดงค์ นี้ ขอย้ำอีก ที่เข้าใจว่าธุดงค์ คือการเดิน มันผิด ในคำว่าธุดงค์ ไม่มีคำไหนบอกว่า เป็นการเดิน หรือการออกป่า ให้ไปอยู่แต่ผู้เดียว ไม่มี แต่ก็ไปไม่เข้าใจความละเอียดลออ ว่า ในคนที่วาสนาอย่างพระมหากัสสปะ ก็เป็นวาสนาที่ไปติดยึดป่า ไม่รู้กี่ล้านชาติ ล้างไม่ออก แต่ท่านกัสสปะ ท่านเข้าใจแล้ว ก็เลยขออนุญาต อยู่ป่า มีคนเดียว ไม่ออกมาจากป่าเลย ตลอดชีวิต จึงถือว่าเป็นธุดงควัตร เป็นองค์คุณที่ยกเว้น ให้พระกัสสปะรูปเดียว เอารูปเดียวไปตีกินว่าอยู่ป่า แต่คำว่าเดินนั้น ไม่มีในธุดงควัตรข้อใดเลย ขณะนี้ธรรมกายกำลัง ปลุกธุดงค์ธรรมชัย กำลังจะพากันเดิน ก็จะบ้ากันไปใหญ่ ดันทุรัง เขาไม่มีทางออกแล้ว จะตายชักแล้ว ก็สร้างหลอกล่อคนโง่ต่อไป คนที่งมงายก็จะเอาเงินมาถวาย มาบริจาค ยินดี ชื่นใจ แล้วหลงงมงายกัน เขาจะเอาเงินคุณ จะตายชักอยู่แล้ว ไม่รู้ค่าไฟค่าน้ำนี้จะพอไหม ดิ้นรนจะตายนี่ ถ้าอาตมาทักถูกนี่ หยุดสิ แต่จ้างก็ไม่หยุด ศาสนาพุทธนั้น สอนว่ามนุษย์เป็นสัตว์โขลง แต่สัตว์โขลงไม่ใช่แบบเสือ ที่ฆ่ากัน หมาก็ไม่ใช่ ช้างม้า สัตว์มีฟันกราม มีเล็บ nail ไม่ใช้เขี้ยว canine ทุกวันนี้ ศาสนาพุทธกำลังชัดเจน ไปเรื่อยๆ ก็ขอให้พยายามช่วยกัน ขจัดสิ่งที่เป็นเสี้ยนหนาม สิ่งที่เป็นพิษ สิ่งที่เป็นของปลอม ของไม่ถูกต้อง ของไม่เจริญ พยายามช่วยกัน ขจัดให้เด็ดขาด เพราะว่าพวกนี้ เป็นเชื้อโรค ถ้าขืนปล่อยปละละเลย หรือว่าทำเป็นประมาท ไม่ได้หรอก ไวรัส ตัวน้อย มันจำศีลกบดานได้ เป็นล้านๆปี เสร็จแล้วไม่ตาย เขายังสามารถชุบชีวิตกำลังมาได้ ชุบชีวิตไดโนเสาร์ได้ ไม่รู้จะไปอุตริปลุกขึ้นมาทำไม คนเราอวดดี อวดเก่ง พุทธพจน์ 7 มี สาราณียะ ปิยกรณะ คุรุกรณะ สังคหะ อวิวาทะ สามัคคคียะ เอกีภาวะ เป็นคุณสมบัติแห่งความจบ สังคมที่มีคุณสมบัติ 7 ประการนี้ เยี่ยม ขออภัย ดูชาวอโศกเป็นตัวอย่าง 1. สาราณียะ ระลึกถึงกัน ระลึกถึงกัน ไม่ใช่เพื่อจะไปเอาของใคร เอาเปรียบใคร แต่ระลึกถึง เพื่อจะได้ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน อย่างเช่นพระพุทธเจ้า ตื่นเช้าขึ้นมา ก็จะไปโปรดใครดี อย่างนี้เสมอ 2. ปิยกรณะ มีความรักกัน มีความสัมพันธ์ที่ดีปรารถนาดีต่อกัน ไม่ใช่รักอย่างกาม ดูดดึง ผูกพัน ติดยึด ต้องศึกษาความรัก 10 มิติ 3. คุรุกรณะ มีความเคารพกัน ตามวัยวุฒิ คุณวุฒิ หรือตามสายญาติ เป็นต้น ก็รู้จักการเคารพ คารวะกัน ลูกเคารพพ่อแม่ พ่อแม่เคารพปู่ย่าตายาย แม้แต่ว่าพ่อแม่จะไม่ฉลาดหรือเลว เราก็ต้องเคารพในฐานะพ่อแม่ 4. สังคหะ คือการช่วยเหลือ เกื้อกูล สงเคราะห์ผู้อื่น เกื้อกูลผู้อื่น ขาดไม่ได้เลย สังคหะในสังคม การสงเคราะห์ช่วยเหลือเกื้อกูล ไม่มีการขาดตอน ต้องมีตลอดเวลาเสมอ มากหรือน้อย ถ้าจำเป็นก็ต้องมาก ถ้าไม่จำเป็น ก็พอเหมาะพอควร อย่างน้อยต้องมีอยู่เสมอ สังคหะ ใครที่มีก็ตาม มีโอกาส ได้ช่วยเหลือผู้อื่น คนนั้น คนนี้ตลอด ด้วยแรงงาน วัตถุสมบัติอะไรก็แล้วแต่ สังคหะนี้คุ้มครองโลก อยู่ด้วยกัน แต่ไม่ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ก็แพ้สัตว์เดรัจฉาน มันก็ยังช่วยเหลือกันอยู่ คนเราไม่ช่วยเหลือกัน ก็จบเห่ 5. อวิวาทะ ไม่วิวาท แตกแยกกัน วาทะคือเรื่องราว คำพูด แม้แต่ลัทธิก็ได้ เพราะฉะนั้นก็ต้องเลือกเฟ้นภาษาที่ควร ก็ต้องเรียน วาจา 4 มุสา นี่ไม่เอาเลย ไม่มีเลย แม้แต่จะเป็นคำหยาบ โดยการยึดติดกัน อย่างอาตมาบางทีพูด เขาก็บอกว่าหยาบ แต่ที่จริงไม่หยาบ คำส่อเสียด พูดคำที่ทำให้คนทะเลาะกัน อย่างนี้ส่อเสียด คือพูดให้ข้างนี้ ข้างโน้นฟัง แล้วเกิดทะเลาะกัน คำเพ้อเจ้อ เป็นคำสุดท้ายในมิจฉาวาจา 4 เพ้อเจ้อ คือไม่ได้อะไร พูดเสียน้ำลายเปล่า แม้จะพูดธรรมะสูงส่ง โลกุตรธรรม แต่คนฟังไม่รู้เรื่อง เป็นอนุปสัมบันหมด คุณก็พูดเพ้อเจ้อ ไม่เกิดประโยชน์ต่อผู้ฟัง เขาไม่มีภูมิพอ เป็นอนุปสัมบัน อย่างนี้เพ้อเจ้อ แต่ถ้าพูดไปแล้ว คนฟังรับได้ มีจำนวนหนึ่ง อย่างอาตมานี้ พูดออกไป ออกอากาศ เขาก็ว่ามีอนุปสัมบัน จะเอาอาบัต
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive