601224_วิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ คนจนเป็นศูนย์ที่สุขสำราญเบิกบานใจ.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2560
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์361 KB
วันที่แก้ไข24 มกราคม 2568

เนื้อหาในไฟล์

601224_วิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ คนจนเป็นศูนย์ที่สุขสำราญเบิกบานใจ

สมณะเดินดินว่า.... วันนี้ วันอาทิตย์ที่ 24 ธันวาคม 2560 พรุ่งนี้ เป็นวันคริสต์มาส เขาบอกว่าศาสนาคริสต์ จะเน้นเรื่องความรัก แต่ทุกวันนี้ เขาก็พูดถึงเรื่องความรัก และเป็นความรักที่เป็นฆาตกร รักต้องฆ่า มีคำถามที่เกิดขึ้นจากเรื่องราวเหล่านี้ นายเก่งเป็นคนที่ทำเรื่องไม่ดี มีดีเจเก่งก็ถอยรถไปชนเขา แล้วก็ไปต่อว่าเขา แต่นายเก่งคนนี้ ไปเป็นคู่รักกับหมอฟัน แล้วก็ฆ่าหมอฟัน สุดท้ายเขาก็เขียนจดหมายมาสารภาพว่า ไม่ได้คิดจะฆ่า ไม่ได้วางแผนจะฆ่า สารภาพกับพ่อแม่ฝ่ายหญิง แต่เขาทำไปด้วยความอึดอัด เหมือนกับบอกว่าทนไม่ได้ กับความหึงหวงของฝ่ายหญิง ก็ถ้าคุณไม่ชอบ ก็เลิกไปก็ได้ แต่ทำไมต้องไปฆ่า มีสิ่งหนึ่งที่ค้านแย้ง กับสิ่งที่เขาพูด เวลาคนไหนฆ่าคน ก็จะรู้เหมือนกันว่า ถ้าเจตนาฆ่า วางแผนฆ่า ความผิดหรือโทษก็จะร้ายแรงกว่าไม่ได้เจตนาฆ่า แต่นี่ทั้งใส่หมวกไอ้โม่งเข้าไป พกปืนเข้าไป ถ้าคนรู้จักกันทำไมต้องใส่หมวกไอ้โม่งเข้าไป พกปืนเข้าไป มันก็ย้อนแย้งกับเหตุผล ที่เขาชี้แจงออกมา แล้วกิ๊กของเขา ก็จะเดือดร้อนไปด้วย ตอนนี้เขาก็โยนกันไปมา ให้ความผิดเป็นของคนอื่น ตอนนี้ก็เครียดกันทั้งคู่ พ่อแม่มาเยี่ยมเสร็จ ก็ต้องรีบกลับไป เพราะค่ารถแพง เหมารถมา ทำให้เครียดไปทั้งหมด ( พ่อครูว่า... ถ้าอย่างนั้นต้องเปิดร้านขายเครียด ก็มีความเครียดเยอะ ) ก็เพราะว่าคนไม่รู้จักจากความจริง เพราะสะสมโลภ โกรธ หลง มาถึงที่จุดหนึ่ง ก็เลยไม่รู้ว่า ใครเป็นตัวเริ่ม แต่ก็เพราะว่าสะสมความโลภ โกรธ หลง มาถึงจุดหนึ่ง จึงได้ฆ่ากัน วันนี้ ก็มีนักเรียนมาฟังด้วย พ่อครูเคยพูดถึงเรื่อง เราอยู่ในระบบ บวร หรือ osmosis เป็นการไหลซึมถ่ายเทจากความเข้มข้นมาก ไปหาความเข้มข้นน้อย ก็เล่าให้ฟ

อ่านต่อ

ังว่า คนอยู่อย่างไม่มีธรรมะ ก็มีความทุกข์ทรมาน แค่คิดก็ทรมาน ไปทำก็ทรมาน ทำเสร็จแล้วก็ทรมาน เพราะว่าเขาไม่มีปัญญา หรือมีอวิชชานั่นเอง แต่หลวงปู่ต้องการฝังชิป ฝังสัจธรรมความจริง ฝังปัญญา ให้พวกเรา ได้รู้ เข้าใจชีวิต แล้วเมื่อเติบโตขึ้นไป เธอจะได้ไม่ทำอย่างคนที่เขาไม่มีปัญญา ที่เขามีแต่อวิชชา ทำเสร็จแล้ว ก็ต้องมาโกหก ต้องไปอยู่ในคุกตารางโดยไม่จำเป็น วันนี้ัพวกเธอฟังไป ก็จะเป็นสิ่งที่ฝังไว้ในจิตวิญญาณของเรา เมื่อเจอเหตุการณ์อย่างนั้น เราจะได้ไม่ต้องไปทำอย่างนั้น พ่อครูว่า... เจริญธรรมทุกคน เดี๋ยวอ่าน กวีของอาจารย์เป็นต้นก่อน ความตายมาเตือน โจรจู่โจมผ่อนแจ้ง เจ้าทรัพย์ ปล้นขณะที่นอนหลับ แน่ไซร้ เหมือนเชื้อโรคโถมทับ เรือนร่าง (เราเฮย) มัจจุราชเตือนให้ อย่าได้ เผลอตัว

อาหารเป็นหนึ่งนั้น ควรคนึง พันธุ์พืชควรรำพึง พิษร้าย สารพิษฤทธิ์รัดตรึง มากับ(ลิ้นแฮ) ความอร่อยนั้นดูคล้าย มิตรแท้(แต่ลวง)

มัจจุราชผ่อนร้าย กับใคร มีเกิดมีตายไป ทุกผู้ จะหลบเลี่ยงได้ไฉน ทั้งมนุษย์(สัตว์เฮย) รักเกลียดบ่รับรู้ หมดสิ้น ทั้งสอง

เมื่อถึงคราวจะทิ้ง ร่างกาย ลงจากเรือนเก่งหมาย มุ่งหน้า มีเรือนใหม่คือภาย ในร่าง เราเฮย เพียงเพื่อพึ่งขันธ์ห้า เฉกถ้ำ อาศัย

บ้านเคยอยู่อู่นั้น เคยนอน ถึงแท่นที่บรรจถรณ์ สุขนั้น ริมฟุตบาทเคยนอน มานัก(หนาเฮย) แค่พักนอนเท่านั้น หลับแล้ว เท่ากัน

_คุณตา เป็นต้น นาประโคน

พ่อครูว่า... การนอนหลับคนนั้น ไม่เหมือนกัน บางคนนอนหลับแล้ว เพ้อฝันร้ายก็มี อาตมาว่าธัมมชโยนี้นอนหลับทีไร ก็ฝันร้ายแน่ แต่เก่งนะ ไม่รู้จะหลอกลูกศิษย์ลูกหาไว้หรือเปล่าว่า เขาสามารถหายตัวได้ หากจับได้ ก็บอกว่ายอมให้เขาจับอีก ถ้ายังจับไม่ได้ ก็คาค้างอยู่ SMS 23 ธ.ค.60 _9759... ขอขอบคุณธรรมะของชาวอโศก(โลกุตระ) ทำให้รู้การบำเพ็ญจิตธรรมที่ถูกต้อง

สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน ปฏิบัติลืมตาสมบูรณ์กว่าปฏิบัติหลับตา _3867... ทุกข์ไม่เคยเกิด ตอนหลับตา! ทุกข์เวทนาเกิดเพราะทุกผัสสะ มากระทบทวาร5 ทุกขณะที่ลืมตา! สมาธิหลับตาดับทุกข์บ่ได๊! ดับทุกข์ ดับที่เวทนาทุกความรู้สึก ทุกอารมณ์! ทุกขณะที่ลืมตาด้วย การหยุดสังขารธรรม ผู้น้อยเข้าใจถูกไหม? พ่อครูว่า... บางคนบอกว่านอนหลับตา ไม่ทุกข์ ก็ทุกข์ตอนลืมตา ยิ่งคนที่เป็นอรหันต์แล้ว หลับตาก็ไม่ทุกข์ ลืมตาก็ไม่ทุกข์ หรือบางคนเก่งกดข่ม แค่ 12 ชั่วโมง ก็สบาย กดข่มไว้ 12 ชั่วโมง มันไม่นานหรอก ทนได้ ฝึกได้ คนฝึกแล้วก็เก่ง ฝึกจนกระทั่งนั่งมีสติลืมตา ไม่นอนเลย เนสัชชิ มีสติทรงตัว ให้แข็งแรง อยากให้ทรุดเสื่อม ก็นิ่งได้ ไม่เป็นไร ทั้งภายนอก ภายใน เพราะพลังงาน Static Dynamic เป็นหนึ่งเดียวเลย ทำได้เก่งมาก บางคนฝึกอย่างไร ก็ได้อย่างนั้น แต่ของพุทธนั้น ลืมตาสัมผัส ทวารทั้ง 6 สัมผัสอยู่ ก็ครบทุกทวาร มีความสมบูรณ์กว่า หลับตาปฏิบัติ ลืมตานั้น ครบทั้ง 5 ทวาร มีทุกข์มาให้เราฝึก 5 ทวาร แต่หลับตา มีเพียงทวารเดียว ก็จะไปครบได้อย่างไร ถ้าลืมตาดับทุกข์ได้หมด มันก็ยังมีอยู่ในหลับตาอีก ก็ค่อยไปฝึกหลับตา แต่นี่เอาแต่หลับตา ไม่ครบ กามภพ เอาแต่ รูปภพ อรูปภพ

_0750... ทราบว่าพ่อครูมีหยาดน้ำใจทองอีกมาก ในโอกาส 84ปีแจกสัก 84อัน เริ่มปีใหม่ดีไหมครับ เช่นให้อ.ยัก คุณโจน หมอเขียว อ.ไพศาล ป้าหญิง อ.ปานเทพ หมอมโน อื่นๆ _1065... ขอบคุณบุญนิยมทีวี พ่อครูว่า... อาตมามีไม่ถึงหรอก เขาทำให้ตอนอายุ 72 ปีบริบูรณ์ ก็ 72 อัน แจกไปหลายอันแล้ว ก็เหลือไม่ถึง 72 ก็ดูความเหมาะควร ให้ด้วยเกียรติ ด้วยจริงใจ เห็นว่าคนนี้สมควร เราศรัทธา เลื่อมใส ก็ขอให้อย่างนั้น จริงๆให้ไปหลายคนแล้ว ก็ไม่ต้องไปกล่าวนาม ได้รับไปแล้ว ได้รับความจริงใจจากอาตมาแล้ว ก็ยังมีชีวิตอยู่ เป็นอยู่ทำประโยชน์ให้สังคมตลอดเวลา บางท่านก็เสียไปแล้ว อย่างป้าอาตมา อาตมาให้เป็นคนแรกเลย ตอนนี้เสียชีวิตไปแล้ว ป้าก็เหมือนแม่อาตมา เลี้ยงอาตมาตั้งแต่เด็ก ตอนนั้นลุงหมอประจำจังหวัด อาตมาก็ไปเป็นเหมือนลูกคนโต ลุงป้ายังไม่มีลูกของตัวเอง จนกระทั่งลุงป้ามีลูกของตัวเองอาตมาก็เลี้ยงน้อง อาตมาเกิดปี 77 รุ่นเดียวกับ อาจารย์ปราโมทย์ นาครทรรพ ซึ่งมีพ่อเป็นหมออยู่ที่จังหวัดหนองคายเหมือนกัน ไปเป็นหมออยู่ที่เดียวกัน โรงพยาบาลจังหวัดหนองคาย ก็เล่นด้วยกัน รู้จักกันมาตั้งแต่เล็กๆ กับอาจารย์ปราโมทย์ นาครทรรพ แต่ดูเหมือนจะอ่อนเดือนกว่าอาตมา พอโตมาก็แยกกันไป อาจารย์ปราโมทย์ไปเป็นดอกเตอร์ อาตมาก็อยู่ที่นี่ ปริญญาจัตวา ก็ไม่ได้ ก็เลยต่างกัน นี่ก็เขาว่าคนที่เอาแต่เรื่องเก่ามาพูด เป็นคนแก่

สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน วิปัสสนาชนะกิเลสได้ยั่งยืนกว่าสมถะ ตอบปัญหาเด็กๆก่อน _แผ่นแรกบอกว่า สมถะกับวิปัสสนาแตกต่างกันอย่างไรคะ พ่อครูว่า... ถามดี ตอบ สมถะ ตอบง่ายๆว่า คือการกดข่ม ให้มันนิ่ง หยุด แล้วมันก็สงบ สมถะจึงแปลว่าสงบ สงบได้ด้วยการกดข่ม ส่วน วิปัสสนา นั้น สงบได้ด้วยปัญญา ด้วยความรู้ ด้วยความจริง แล้วพลังงานปัญญา มันมีพลังงาน ทำให้พลังงานกิเลส ราคะ โทสะ โมหะ ยอมสยบ หยุดนิ่ง ไม่ต่อสู้ ไม่เดือดร้อน สงบ ความสงบอันนี้ จึงยากที่จะเข้าใจได้ง่าย สงบมีหลายมิติ หลายส่วน สงบแบบกดข่มนั้น มีมิติเดียว ง่ายๆ ตื้นๆ ส่วนของพระพุทธเจ้านั้น สงบอย่างวิปัสสนา รู้ละเอียด ในเหตุปัจจัย แล้วมีพลังงานปัญญา ทำให้สงบลงได้แล้ว มันถาวร ความสงบที่มีนัยสำคัญลึก เรียกว่า สงบจากกิเลส จากสิ่งที่มีแรงมากวน การสงบนั้น จึงไม่ได้หยุดนิ่ง อยู่ในมิติเดียว อย่างเดียว ไม่ใช่ สงบเฉพาะตัวกวน ตัวกิเลส อกุศล ส่วน จิตมีอิสระเสรีภาพ คล่องแคล่ว ทำงานได้เร็วไว มุทุภูตธาตุ หรือมุทุธาตุ เป็นสภาพที่เร็วไว คล่องแคล่ว ทำได้อย่างปราศจากโทษภัย เพราะว่าเก่ง สามารถที่จะอยู่เหนือศัตรู อยู่เหนือคู่ต่อสู้ ไม่สู้แล้ว เป็นสิ่งที่ ปลอดภัย ด้วย แล้วก็อยู่อย่างดีด้วย อยู่อย่างชนะ อยู่อย่างเหนือ แต่ไม่เบ่งข่ม ถ้ายังเบ่งข่มก็จะมีศัตรูต่อต้าน ก็ไม่สงบ ไม่เบ่งข่ม มีแต่จะ เกื้อกูลผู้ที่เราชนะ แล้ว ใจมีเมตตา เอื้อเฟื้อ เจือจาน จึงไม่ก่อศัตรู ไม่มีศัตรูใหม่ ไม่พยายามจะไปหาเรื่อง ให้เขามีจิตไม่ดี แคะไค้ให้เขาก่อความโกรธ ความไม่ชอบใจ เพิ่มขึ้นอีก จึงเป็นความสงบสงัด สมณะเดินดินว่า... อย่างเด็กมีหัวใจสีชมพู จะวิปัสสนาอย่างไร? พ่อครูว่า... ต้องพิจารณาความจริง เข้าหาคำสอนพระพุทธเจ้า เรื่องอันนั้น เป็นเรื่องของ..พูดให้ชัดๆ ท่านเรียกว่าสิ่งที่เป็นคู่ ซึ่งมันไม่เป็นอิสระแล้ว มันก็จะก่อวิบาก ก่ออะไรอีกนาน ต้องพิจารณาให้ชัดเจนว่า มันเป็นเรื่องทุกข์ มันเป็นเรื่องก่อทุกข์ ที่ต่อเนื่องยืดยาว ไปอีกนาน นับกัปป์กาล ต้องเห็นทุกข์ในปัจจุบันให้ได้ว่า เดี๋ยวก็งอนกัน โกรธกัน ทะเลาะกัน ไม่ลงกัน ดีไม่ดี มันก็ไม่สนใจกัน อย่างนั้นอย่างนี้ ก็เป็นทุกข์ ไม่สุข นี่แค่เล็กน้อย แต่เขามีเรื่องฆ่ากันเลย ฆ่ากันอย่างไตร่ตรอง หรือไม่ไตร่ตรอง โกหกบาปซ้ำซ้อนอีก อย่าไปก่อวิบาก เป็นทุกข์ภัยที่เกิดแล้ว เกิดอีกซ้ำซ้อน อีกหลายชาติ น่ากลัว ความรัก เป็นตัวมาร ที่มาในรูปของ ความหลอกลวง แปลงตัวมา เป็นสิ่งที่จะให้ความสุข ความดีงาม ความพิเศษ ความประเสริฐ อะไรสารพัด เพราะฉะนั้น มันไม่จบ มันมีแต่จะเกิดเรื่องไม่เที่ยง ทรมาน ทรกรรมต่อไป เรื่อยๆ...เรื่อยๆ ให้ระลึกถึงพระพุทธเจ้า ระลึกถึงพระอาริยะ พระอรหันต์ ที่ท่านหมดแล้ว เรื่องคู่ เรื่องไม่ดี ท่านไม่เอาแล้ว ก็สบาย รักตัวเอง จบเลย แต่นี่ไม่จบ ตัวเองแก้ไม่ได้ ก็ต้องมาถามคนนั้น คนนี้ วุ่น จะแก้ไขได้ ต้องเลิกเลย ไม่มีทางอื่น แก้ได้คือ เลิกเลย หยุด เรื่องนี้ปิดฉาก นั่นแหละแก้ ใช้ภาษาไทย ภาษาง่ายๆ ตอบมันน่าจะเข้าใจนะ ไม่น่าจะคิดมากเหมือนผู้ใหญ่ ผู้ใหญ่พูดไปแล้ว ก็ยังวนเวียน คิดมาก แต่นี้พูดกับเด็กๆ ก็น่าจะง่ายกว่านะ

_ต่อมาคำถามจาก สส.ภ. แบบคนจนนั้น เป็นศิลปะแบบโลกุตระ หรือไม่อย่างไรครับ? พ่อครูว่า... แบบคนจนนี่แหละ เป็นศิลปะแบบโลกุตระ อย่างไร? ติดตามฟัง อย่ากระพริบตา หลวงปู่จะอธิบายต่อ งานปีใหม่ ก็จะอธิบายเรื่องนี้ให้มาก ซับซ้อนไชลึกเข้าไป _ศิลปะแบบโลกุตระแล้ว สามารถทำให้เป็นคนจนที่สุขสำราญเบิกบานใจ ได้อย่างไร พ่อครูว่า... นั่นแหละติดตามฟังจะได้รู้ไปได้เรื่อยๆ แสดงว่ามีปฏิภาณ ดูไปได้เรื่อยๆ _หลวงปู่จำวัดกี่โมงครับ พ่อครูว่า... จำวัด คือนอนพักผ่อน หลวงปู่นี่เขาจะให้นอน 2 ทุ่ม เป็นหลัก แต่มันไม่ได้ เพราะเทศน์จบก็ 2 ทุ่มกว่าแล้ว เมื่อเทศน์เสร็จ ก็ต้องพยายามให้นอน หลับไว ก็บางทีก็เลยไปอีกหลายนาทีอยู่ ก็ช่วง 2 ทุ่ม ถึง 3 ทุ่ม ไม่พยายามให้เกิน 3 ทุ่ม เกินมีบ้าง แต่น้อย

สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน วิบากกรรมของการทำผิดศีล 5 _ผมสงสัยอยู่ข้อหนึ่งครับ ถ้าทำผิดศีล 5 ศีลแต่ละข้อ มีวิบากต่อชาติหน้า ได้อย่างไร พ่อครูว่า... ถ้าจะให้ไล่ไปแต่ละข้อ ข้อ 1. เรียกเกี่ยวกับ สัตว์ ข้อ 2. เรื่องเกี่ยวกับ ข้าวของ ข้อ 3. เรื่องเกี่ยวกับ กามรส 5 สัมผัส ตา หู จมูก ลิ้น กาย วิบาก มันก็เกี่ยวกับอันนี้แหละ หากเราผิดศีลข้อที่ 1 เกี่ยวกับสัตว์ มันก็มีวิบากกับสัตว์ ที่มีวิบากแก่กันและกัน มันก็เลยมีคู่กับอีกอัน 2. มีวิบากกับชอบของ แล้วของที่ไม่มีเจ้าของ หรือเป็นสิทธิ์ของเรา ก็ไม่มีปัญหา แต่เป็นของที่เป็นสิทธิ์ของคนอื่น มีเจ้าของ แล้วเราก็จะไปอยากได้ แล้วไปแย่งชิง ปล้น ที่ไปโกงอะไรก็แล้วแต่ มันก็เป็นวิบากเกี่ยวกับของ 3. เรื่องรสชาติ การสัมผัสแตะต้อง แล้วเกิดสิ่งปลอมมายึดถือ ว่าเป็นจริง คืออารมณ์ ชอบรสสัมผัส จะสัมผัสตั้งแต่รูป เสียง กลิ่น รส อะไรก็ได้ หรือสัมผัสเรื่องเพศ ผู้หญิง ผู้ชาย เป็นองค์รวม เราก็ต้องศึกษาให้ลึกซึ้ง ในรสสัมผัส กามคุณ5 นี้ สามข้อนี้แหละ เป็น สัตว์ สิ่งของ สัมผัสทวาร 5 เรียน 3 ข้อนี้ให้จบ ส่วนข้อที่ 4 นั้นเกี่ยวกับเรื่องของคำพูด ภาษา ข้อ 5 เกี่ยวกับใจ ลงมาหา วิบากองค์รวมด้วย เราปฏิบัติ ลดละเพียงภายนอก ก็ได้ชั่วคราว แต่ถ้าทำที่ใจ ได้ถาวร พระพุทธเจ้าให้พิจารณาใน สังกัปปะ 7 เป็นต้นราก เกิดดำริแล้ว วิจัย ในกาม หรือความใคร่อยาก หรือพยาบาท แล้วล้าง กาม พยาบาท ให้หยาบหมดก่อน แล้วไปกลาง หมดกลาง ไปละเอียด หมดละเอียด เหลือเศษธุลีละออง ก็ให้หมดเกลี้ยง ไม่ให้ประมาทเลย ให้สิ้นซาก หยาบนี่แหละ เราทำเสร็จแล้ว ก็จะมีความรู้ในชั้นกลาง ที่เหลือ ถ้าไม่ทำหยาบก่อน แล้วจะไปรู้ชั้นละเอียด มันก็รู้ได้ สามารถรู้ได้ แต่คุณเอง ที่หยาบแท้ๆนี้ คุณไม่รู้ได้ไง มันทำร้ายอยู่ คุณไปทำละเอียด ก็ได้ไม้จิ้มฟันมา แต่เรือรบภายนอก คุณไม่ได้จัดการก่อน ไปจัดการไม้จิ้มฟัน แล้วจะได้แรงอะไร มาจัดการเรือรบ คุณทำเรือรบแล้ว จะไปทำกลาง และความละเอียดต่อไป ได้ง่ายมาก ทำหยาบ กลาง ละเอียดไป แต่ถ้าไปทำจากละเอียดไปหาหยาบ พระพุทธเจ้าไม่สอน

_กลุ่ม OHANA ถามว่า เลข 13 ทำไมคนไทยจึงเชื่อกันว่าเป็นเลขผีและมีความหมายว่าอย่างไร พ่อครูว่า... คนไทย ไม่ได้ติดยึดในเลข 13 เลข 13 นี้เป็นเลขของชาวคริสต์ ถือว่าเป็นเลขที่เป็นผลเสีย เขาถือนิมิตว่า พระเยซูมีลูกศิษย์ 12 คน เป็นการถ่ายทอดให้ลูกศิษย์ ก่อนจะสิ้นพระชนม์ มีลูกศิษย์ 12 คน ส่วน 13 คือพระองค์เอง ก็เลยไปเห็นว่า เลข 13 นี้ดี หรือไม่ดี ถ้าไม่ดีก็คือ พระเยซูสิ้นพระชนม์ ก็จะเหลือ 12 แต่ถ้า 13 พระเยซูมีคุณค่ายิ่งใหญ่อยู่ร่วมด้วย มันก็ครบ 13 มันก็ดี จากสามเส้า 123 มีสามอันสามเส้า รวมเป็น 9 แล้วเป็น 10 เป็น 11 เป็น 12 ก็จะมีอะไรอีกมาก ที่จะอธิบาย เท่าที่ขนาดหลวงปู่มีภูมิธรรม พอรู้ได้ แล้วพระพุทธเจ้า มีความรู้มากกว่า อย่างนับไม่ได้เลย ต้องศึกษาติดตามให้ดีๆ

_ทำอย่างไรคะให้มีความสุข พ่อครูว่า... จะตอบอย่างไร ศาสนาพุทธให้ล้างความสุข ความทุกข์ ออกไปให้หมดเลย แล้วนี่มาถามว่าจะเอาความสุข แล้วหลวงปู่จะว่าอย่างไร ก็ลดความทุกข์ไปเรื่อยๆ ก็จะเหลือแต่ความสุข เอาอย่างนี้ก่อนก็แล้วกัน เอาอย่างนี้ดีกว่า อยู่กับหมู่กลุ่มชาวอโศกไปได้เรื่อยๆ อย่าไปไหน นั่นแหละ ทำอย่างนั้นแหละ จะลดได้ จะมีสุข แล้วสูงขึ้น จนไม่ต้องมีสุขทุกข์ สอนให้หมดสุข หมดทุกข์ มีสุขทุกข์อย่างมาก มาลดเหลือ มีสุขทุกข์อย่างน้อย จนหมดความสุข ความทุกข์เลย เป็นปรมังสุขัง คือยิ่งกว่าสุข เหนือกว่าสุข มันไม่ต้องสุขหรอก นั้นมันถูกต้มจนสุกต่างหาก

_หลวงปู่ครับ คนที่ผมชอบเขา เขาก็ไม่ชอบผม แต่คนที่ชอบผม ผมก็ไม่ชอบเขา ผมโง่หรือเปล่าครับ หรือไม่มีแฟนดีที่สุดครับ ถ้ามีแฟนอยู่โง่หรือเปล่า พ่อครูว่า... เอารู้นี่ ไม่มีแฟนดีที่สุด ถ้ามีแฟนอยู่ ก็โง่อยู่ ใช่เลย

_ทำไมคนเราต้องมีแฟน แล้วต้องทะเลาะกันครับ พ่อครูว่า... นั่นแหละ ไม่ต้องมีแฟนสิ แล้วจะได้ไม่ต้องทะเลาะกัน

_ผมมีความโกรธในตัว มันทำให้ผมรู้สึกว่ามันไม่ดี ทำอย่างไรดีครับ พ่อครูว่า... ใช่แล้ว มันมีความโกรธ ก็ยังไม่ดี ทำให้ความโกรธ มันหายไปจากจิต ทำอย่างไรดี ก็ให้ติดตาม ขอพูดอย่างนี้เลยว่า ที่อื่นไม่เหมือนที่นี่ ที่นี่ทำให้ล้างความโลภ โกรธ หลง ได้จริงๆ อย่าหนีไปไหนล่ะ แต่ลดความอ้วนลงหน่อย มาวินถามมา มาวิน น้ำหนักร้อยกว่า มาที่นี่ตอนแรก ตอนนี้อายุมากขึ้น ก็ลดลงได้บ้าง แล้วก็ขึ้นอยู่บ้าง กำลังต่อสู้ คือคนเรา บางทีก็เป็นสรีระ ก็สู้กันไป

สื่อธรรมะพ่อครู(เศรษฐศาสตร์บุญนิยม) ตอน ทำอย่างไรจะจนอย่างสุขสำราญเบิกบานใจ _ทำอย่างไร ผมจะเป็นคนจนอย่างสุขสำราญเบิกบานใจคะ พ่อครูว่า... ก็ตอบวนเวียนซ้ำไป ทำอย่างที่ชาวอโศกเราพาทำ ไม่มีที่อื่น จะมีความจนอย่างสุขสำราญเบิกบานใจ เหมือนชาวอโศก คือจิตใจมันจะมีปัญญา เข้าใจว่าความจน คนจนคืออะไร แล้วจนแล้วเรามีชีวิตอยู่อย่างสุขสำราญ อยู่อย่างสบาย สงบสบายเลี้ยงตัวเองรอด มีความสงบ อบอุ่น ไม่เดือด ไม่ร้อนอะไร นั่นแหละ อยู่อย่างนี้ไม่เดือดร้อนอะไรเลย เพราะว่าพวกเรา ก็ไม่แสวงหาข้างนอกมากอะไรแล้ว อยู่ข้างใน มีการกระทบกระทั่งกันบ้าง มีวิบากบ้าง เราก็เรียนรู้ ลดลง ใครกระทบเราๆ ก็ไม่มีปัญหาอะไร เราก็นิ่ง เราก็เฉยๆ ไม่ถือสา ก็รู้ว่า เขาก็ชอบเรา อย่างนั้น อย่างนี้ เหมือนตบมือข้างเดียว เขาก็ตบไป เราก็เฉยๆ รู้ว่าเขาตบแรงคนนี้ คนนี้ตบเบา เราก็รู้ความจริง ตามความเป็นจริง ไม่มีการศึกษา แค่นั้นแหละ ทำให้จริง เกิดปัญญา หรือทนได้ก่อน เสร็จแล้วต่อไปก็รู้ว่า มันก็ต้องเป็นอย่างนั้น บางทีเราบังคับเขาไม่ได้ เราก็หาทางหลีกเลี่ยง อย่าไปสัมผัสเกี่ยวข้องกับเขาเท่านั้น ถ้าเกี่ยวข้องกับเขาแล้ว เขาเองจะขึ้น หากเราจำเป็นต้องพรากห่างจากกันก่อน ก็ต้องทำ ถ้าจำเป็นต้องเผชิญหน้ากัน ก็หลีกเลี่ยงเอา อย่าไปเผชิญกันบ่อยมากนัก ถ้าจำนน จะมากระทบแรงมาก หนักหนาสาหัสอย่างไร เราก็ทนได้ หรือไม่ต้องทนเลย สบายสบาย แล้วจะมีซ้อนอีกอันคือ บารมี บารมี เป็นเรื่องลึกซึ้ง อจินไตยมาก ผู้มีบารมี จะไม่มีใครกล้ามากระทบ อย่างพระพุทธเจ้านี้ ไม่มีใครกล้าจะกระทบอะไรง่ายๆ ทุกคนเกรง มันเป็นบารมี ผู้รองลงมา จะมีบารมี แม้อาตมา ถ้าจะมี ที่ไม่กล้ามากระทบ แม้แต่คนใกล้ตัว ก็จะคอยช่วย เป็นความเข้าใจ ที่เป็นปฏิภาณ ปัญญารู้กันอยู่ การจะเกิดความระหองระแหง กระทบกระทั่งกันแรงๆ ก็ไม่มี แสดงว่าพวกเรา เมื่อกระทบกระทั่งกันแรง ก็เข้าใจแล้ว ไม่ติดใจ มันเป็นความซับซ้อนลึกซึ้ง และได้ประโยชน์ ได้ความร่วมมือ จึงอยู่กันอย่างสงบ ทุกคนก็บันยะบันยัง ของแต่ละคน

สื่อธรรมะพ่อครู(อาริยบุคคล) ตอน พระโสดาบันเป็นอย่างไร _พระโสดาบันเป็นอย่างไร พ่อครูว่า.. เอา หลักธรรมที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ ผู้พันสังโยชน์ 3 คือพระโสดาบัน เรื่องสังโยชน์ 3 ไม่มีในตัวเอง พ้นได้ รู้จักกาย รู้จักรูปนาม สิ่งที่สัมผัสกับสิ่งอื่น กระทบอยู่ รู้ กาย รู้รูปนาม รู้ธรรมะสอง ว่า มันจะต้องเป็นอย่างนี้ คนนี้เขาเป็นอย่างนี้ เขามีความแรง ก็มันแรงอย่างนี้ เราก็ทนได้ หรือไม่ทนได้ก็ทน หลบเลี่ยงอย่าให้กระทบกัน สุดวิสัยกับเท่ากัน ก็ทนเอา ถ้าเรามีความฉลาด สามารถให้เขารู้ตัว ทำไมไปเบียดเบียนคนอื่นเขา คนอื่นเขาลำบากใจ กายนะ อาจสามารถที่จะย้อนศรกลับ ถ้าเขารู้สึกตัวแล้ว เขาเปลี่ยนแปลงตัวเองได้ ก็ทำ ถ้าไม่ได้ ก็จำนน ก็ต้องเฉย ไม่อยู่ในฐานะที่ต้องสอนเขา ก็เฉยไว้ มีความลึกซึ้งซับซ้อนอีกเยอะว่า เราจะทำได้แค่ไหน เราก็จะรู้ ใช้สำนวนไทยๆว่า รู้หลบเป็นปีก รู้หลีกเป็นหาง เราจะรู้วิธีหลีกเลี่ยง ไม่ให้เกิดเหตุการณ์ลุกลาม หรือว่ามากขึ้นกว่าเก่า คนที่รู้ด้วยปัญญา คนที่ทนได้ ก็จบ คนที่ทนได้ แม้ไม่มีปัญญา เราก็ต้องทน คนที่มีปัญญาจริงๆ เลย ไม่ทนหรอก ไม่ต้องทนเลย ปัญญาจะมีพลังสูงสุด ไปละลาย ไม่ต้องทำอะไร ปัญญามันก็รู้ชัด ตถตา มันเป็นเช่นนี้เอง ไม่ทำร้ายเรา จนเกินไปกว่านี้หรอก เช่น พระโมคคัลลา ถูกฆ่าๆๆๆ แล้วชุบตัวเองได้ มันก็ฆ่าอีกๆๆ จนสุดท้ายก็จำนน ต้องยอมตาย ไม่งั้นไม่จบ เพราะคนพยาบาทนี้ มันถือว่า มันไม่ชนะ ก็ไม่หยุดหรอก เราก็เสียสละ จบ ตาย คนนี้เขาก็ว่า เขาชนะแล้ว ต่อไปเมื่อวิบากจบกันแล้ว มันไม่เกิดมา มีวิบากต่อกันอีก หรือแม้เกิดมา มันก็จบ ถ้าเกิดในร่างใหม่ ชาติใหม่ ชาตินี้พระโมคคัลลานะ จึงยอมจำนน ตายไป มันเป็นเรื่องสุดวิสัย อย่างนี้เป็นต้น 1. รู้กาย รู้องค์ประกอบ ที่กระทบสัมผัสกัน ( สักกายทิฏฐิ ) 2.รู้อย่างครบ ไม่มี วิจิกิจฉา ไม่สงสัย มันต้องอย่างนี้ สรุปรวมต้องใช้คำว่า ตถตา สุดวิสัยที่เราจะไปจัดการมันได้ 3. มีหลักเกณฑ์ ศีลพรต ศีลพรต เรารู้หลักเกณฑ์ที่ถูกต้อง ไม่ใช่อย่างเป็นมิจฉานะ สังโยชน์ข้อที่ 3 นี้ลึกซึ้งมาก คือ มีวิธีการ ศีลพรต วิธีการประพฤติ ปฏิบัติ เพื่อที่จะให้สำเร็จ กิจ จบเรื่อง บรรลุธรรมสูงสุดเลย แต่ไม่ทำน่ะ ยังเล่นๆหัวๆ ยังผัดวันประกันพรุ่ง เรื่อยๆเรียงๆ ลูบๆคลำๆ เหลาะๆแหละๆ ไม่เอาจริง ไม่จัดการ ไม่ใช้บทปฏิบัติที่รู้ดีแล้ว เอาจริงๆ คนอย่างนี้อาตมาว่า ประมาทมากๆ (ไม่ สีลัพพตปรามาส ) หลักเกณฑ์ของพระพุทธเจ้าลึกซึ้งมาก เป็นการประมาทมากที่สุด ทำได้แต่ปล่อยมันทำไม ถ้าทำได้ 3 ข้อนี้นี่แหละ คือพระโสดาบัน และยังจะแถมมี ญาณ 7 เป็นตัวที่รู้รอบในสิ่งนี้ ก็ขอพัก ไม่ขยายความญาณ 7 วันนี้ เป็นความรู้ที่รอบครบที่สมบูรณ์ นอกจากนั้นก็จะมีแต่ ไม่มีอะไรทำได้มากกว่านี้อีกแล้ว เป็นเลข 7 แล้ว มีอิสระเสรีภาพ อย่างไรๆ ก็คิดถึงที่สุดแห่งที่สุด

สื่อธรรมะพ่อครู(ความรัก 10 มิติ) ตอน ทำไมคนเราถึงอยากมีความรัก _ทำไมคนเราถึงอยากมีความรักครับ พ่อครูว่า... ก็จะวนเวียนอยู่อย่างนั้น เพราะว่ายังโง่อยู่ เลิกโง่เสียที ได้ไหม โดยเฉพาะความรัก เรื่องกาม เรื่องเพศ มันไม่เป็นปัญญาเลย ยังเป็นอวิชชาอยู่ หยุดมันเลย ด้วยเหตุผลทั้งปวง หยุดเรื่องเพศ แม้กดข่มเฉยๆก็เถอะ กดข่มแล้ว จะรู้ว่า หยุดไปนี่ มันก็ไม่มีอะไร ไม่สบายมันก็สบายดี หากกดข่มได้ แล้วเราไม่มีปัญญาหรือ ปัญญาก็รู้ว่า มันสบายดีแล้ว ไปมีมันทำไม ให้ไม่สบาย ก็จะตอบด้วยภาษา ก็มีภาษาอื่นแล้ว นอกจากพออย่างเดียว มันเป็นความทุกข์ ที่ไม่รู้จักเสร็จเสียที แล้วไปมีมันทำไม หยุดมีสิ พลังงานปัญญาจะชัดเจน แข็งแรงขึ้น มันก็จะมีพลัง จนเพิ่มสัมประสิทธิ์ Coefficient ให้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น ทำไปเรื่อยๆ สักวันมันจะมีประสิทธิภาพ ที่เป็นสัมประสิทธิ์

สมณะเดินดินว่า... ไม่แน่ใจว่า นักเรียนเวลาไม่มีความรักแล้ว รู้สึกสบายดีกว่า หรือว่าตอนมีความรักแล้ว สบายดีกว่า พ่อครูว่า... มันว่างเบากว่าไหม แล้วไปมีไปทำไม เป็นเพื่อนกัน เป็นพี่น้องกัน เกื้อกูลกันดีกว่าเยอะ

_มาวิน..ทุกวินาทีของชาวอโศกเป็นวินาทีแห่งบุญ แล้วทุกวินาทีของธรรมกาย เป็นวินาทีแห่งอะไรครับ พ่อครูว่า... ก็เป็นทุกวินาทีแห่งบาปนะสิ ทุกวันนี้ เขาก็หนีไป ไม่กล้าให้เห็นหน้า หลบไป เขาจะจับเข้าคุก ต้องมาว่าความ ต้องมาพิพากษา ยังมีข้อหา ยังมีชนักติดหลังอีก ที่มีไปแล้ว ตั้งข้อหาไปแล้ว ยังไม่ได้ว่าความ ตัดสินอีก จะเข้าคุกกี่ปีไม่รู้ ยังมีอีก ที่ไม่ได้ว่าความ เพราะฉะนั้น เขาจึงต้องหลบไปจนตาย ซวยไหม เกิดมาเป็นคน เอาหน้ามาให้คนเห็นไม่ได้ แล้วทำหน้าหล่อด้วยนะ พยายามปรับปรุงหน้าให้หล่อ เสร็จแล้วเอามาให้ใครเห็นไม่ได้ มันอาภัพ อัปภาคย์ขนาดไหน ต้องหลบไปตลอดกาล ให้ใครเห็นไม่ได้ ไปเมืองนอกก็เถอะ คนเห็นก็ต้องรีบหลบ อย่าให้รู้ว่าเป็นใครนะ เดี๋ยวใครรู้ว่าเป็นใคร เดี๋ยวส่งข่าวมาทางเมืองไทย ตามไปจับเขาอีก ก็ต้องหลบอยู่ที่ไหนๆ ก็หลบหมดเลย เพราะฉะนั้นคนเดือดร้อนอย่างนี้ มันมีภาวะต้องหลบลี้ หนีหน้า มันเป็นคู่เปรียบเทียบกับ ความเป็นโสดาบัน โสดาบัน นี้ ยิ่งกว่าเอกราชทั่วทั้งแผ่นดิน ยิ่งกว่าขึ้นสวรรค์คาลัย ยิ่งกว่าอธิปไตยใดๆในโลกทั้งปวง นี่พระโสดาบัน มีคุณสมบัติ คนอันประเสริฐ พอได้หลุดพ้นอันนี้แล้ว เป็นเอกราช independence จะไปอยู่ไหน ก็อยู่เหนือหมดเลย เหนือสิ่งที่เราเหนือ โสดาบันก็อยู่เหนือ สิ่งที่เป็นอบายมุข ถ้าได้แล้ว อาตมายกตัวอย่างเป็นรูปธรรม เช่น เราไม่เล่นการพนันได้แล้ว เราจะไปมาเก๊า ไปเขมร หรือจะไปที่ไหนๆในโลก มันจะใหญ่ยั่วยวนอย่างไร เราก็อยู่เหนือมันได้สบายๆ ยิ่งกว่าขึ้นสวรรค์คาลัย อาศัยบัญญัติสวรรค์ สวรรค์ไหนๆ ก็ไม่เท่าเทียมอันนี้ มันสบายจริงๆ มีอำนาจอธิปไตย เหนือทุกอย่าง ที่เราเหนือได้ ในสิ่งที่ตนเองมีเงื่อนไขว่า สิ่งนี้เป็นระดับอบาย ระดับต่ำสุดของมนุษย์ ที่ถือค่ารวมว่า อันนี้เป็นสิ่งที่ต่ำสุด เช่น การพนัน สิ่งเสพติดมอมเมา เป็นต้น

_ผมทำให้เพื่อนผิดหวัง แล้วเพื่อนก็พร้อมให้โอกาสผม ผมควรจะทำอย่างไรครับ พ่อครูว่า... ดีแล้วที่รู้ ก็หยุด อย่าไปทำให้เพื่อนผิดหวังอีก เขาให้โอกาสแล้ว ก็จงทำอย่าให้เพื่อนผิดหวังอีกต่อไป ก็จบ

สื่อธรรมะพ่อครู(เศรษฐศาสตร์บุญนิยม) ตอน คนจนเป็นศูนย์ที่สุขสำราญเบิกบานใจ พ่อครูว่า... ก็มาพูดถ้าถึงเรื่องที่อาตมาจะพูด ในงานนี้สำคัญทีเดียว แต่ว่า ตอนนี้ก็ขอเกริ่นนำไปก่อน เรื่อง การแก้ปัญหาเศรษฐกิจแบบพุทธ ตั้งหัวข้อให้อาตมาบรรยาย เพื่อฟ้าดิน สร้างคนจนสุขสำราญเบิกบานใจ ประเทศไทยกำลังมีปัญญา รู้การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ที่ในหลวงตรัสไว้ แก้ปัญหา เศรษฐกิจ เศรษฐกิจ คืออะไร เศรษฐกิจ โดยความหมาย ไม่ใช่เป็นหลักวิชา แต่เป็นความหมายง่ายๆ พื้นๆ ที่คนจะเข้าใจ เศรษฐกิจ คือ สิ่งที่เราอาศัยร่วมกัน อย่างไม่เดือดร้อนขาดแคลน ขัดเขินอะไร เพราะฉะนั้น สิ่งที่เรากิน ใช้ อาศัย ร่วมกันอยู่ มันกระจายทั่วกันได้อย่างพอเพียง ไม่ขัดสน ไม่ลำบาก ไม่แก่งแย่ง ทะเลาะวิวาท อยู่กันอย่างสงบสุข อยู่กันอย่างพอเป็นไปได้อย่างดี เรียบร้อย ในสังคมเลย จะมีอะไร มีสิ่งที่ต้องอาศัยกินใช้ กินก็มีกิเลส ของใช้ก็มีกิเลส ยิ่งไปหลงของใช้นี่ ก็ของกินก็หลอกกัน บ้าบออะไรไม่รู

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน