601206_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ลำดับของพระราชดำรัสเศรษฐกิจพอเพียง.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2560
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์355 KB
วันที่แก้ไข8 ธันวาคม 2567

เนื้อหาในไฟล์

601206_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ลำดับของพระราชดำรัสเศรษฐกิจพอเพียง

สมณะฟ้าไทว่า… วันนี้ เป็นวันพุธที่ 6 ธันวาคม 2560 ที่ บวรราชธานีอโศก ปลายปีนี้ก็จะมี งานเพื่อฟ้าดิน ก่อนงาน ก็จะมีเด็ก นักเรียนสัมมาสิกขา มาช่วยเตรียมงาน เป็นการเข้าค่ายไปด้วย ก่อนงานเพื่อฟ้าดิน ก็จะมีกิจกรรม สอบ ว.บบบ. ไปด้วย แล้วก็จะสอบในวันที่ 30 ธันวาคม 2560 เวลา 18.00 น. ตอนค่ำ ใครที่จะมาร่วมกิจกรรมสอบ ก็มาได้เลย ไม่ต้องสมัคร แต่เอาตัวมาเลย ปีนี้ถือว่าเรารับสมัครแบบคนจน ไม่ใช้เอกสาร มาถึงนี่ ก็ลงทะเบียนเลย เข้ากลุ่มเลย ที่จะสอบก็คือ หนังสือเล่มนี้ หนังสือ “คนจะมีธรรมะได้อย่างไร” เล่มนี้ ใครไม่อ่านก็เสียใจด้วย สอบไม่ได้แน่นอน เล่มนี้สามร้อยกว่าหน้า และข้อสอบ ก็จะออกในเนื้อหา ที่พ่อครูได้เทศนา ในช่วงเดือนธันวาคมนี้ด้วย ส่วน 31 ธค. 60-2 มค. 61 ก็เป็นงานเพื่อฟ้าดิน ส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ เชิญมาสัมผัสกับ คนจนสุขสำราญเบิกบานใจ ด้วยวิถีชีวิตเศรษฐกิจพอเพียง ในงาน “เพื่อฟ้าดิน ปีใหม่ ปี 2561” ตั้งแต่วันที่ 31 ธ.ค 2560 ถึง 2 ม.ค 2561 เพื่อเทิดพระเกียรติ ในหลวงร.9 ที่ทรงพระราชทาน ศาสตร์พระราชา เป็นมรดกแก่ปวงชนชาวไทย ให้มีวิถีชีวิตเศรษฐกิจพอเพียง ให้พึ่งตน จนเป็นที่พึ่งของผู้อื่นได้ รักษ์ฟ้า รักษ์ดิน อยู่แบบคนจน ที่สุขสำราญเบิกบานใจ ณ หมู่บ้านราชธานีอโศก ต.บุ่งไหม อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี วันที่ 31 ธค 60 เวลา 09.00 น. ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร หรือ อ.ยักษ์ ให้เกียรติมาเปิดงานเพื่อฟ้าดิน ปี 2561 เวลา 9.30 น. ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี นายสฤษดิ์ วิฑูรย์ ให้เกียรติมาเปิด ตลาดประชารัฐคุณธรรม GREEN MARKET เป็น“ตลาดของประชาชน” โดยภาครัฐให้การสนับสนุน ช่วยเห

อ่านต่อ

ลือผู้มีรายได้น้อย และคนฐานราก ให้มีที่ยืนในสังคมได้อย่างเข้มแข็ง พบ นิทรรศการมีชีวิต แปลงปลูกพืชผักไร้สารพิษ เช่น กะหล่ำปลี กว่าหมื่นหัว แตงกวา ถั่วฝักยาว บวบ ถั่วต่างๆ และพืชผักอื่นๆ อีกมากมาย พร้อมปราชญ์ชาวบ้าน มาให้องค์ความรู้ตลอดงาน ในงานนี้มี มีสินค้าจากหลายภาคมาจำหน่าย ในราคา บุญนิยม 4 ระดับ (1. ต่ำกว่าท้องตลาด 2. เท่าทุน 3. ต่ำกว่าทุน 4. แจกฟรี) ตามปรัชญา ขาดทุนของเรา คือกำไรของเรา ของในหลวงรัชกาลที่ 9 มีนิทรรศการมีชีวิต จากผู้ผลิตสินค้ามาสาธิตให้เห็นๆ เพื่อจะได้นำกลับไปทำเองได้ เช่น การเก็บจุลินทรีย์ระดับ 1 เทพ 8 เซียน , กิจกรรมการดูแลสุขภาพทางเลือก , สาธิตการทำน้ำสมุนไพรพื้นบ้าน เพื่อการพึ่งตนเอง, สาธิตการผสมพันธุ์ข้าว, นิทรรศการ 3 อาชีพเพื่อมนุษยชาติ และสาธิตการแปรรูปสมุนไพรต่างๆ พบกับปราชญ์ชาวบ้าน อาทิ โจน จันได, ดร. แสวง รวยสูงเนิน, คุณคำนึง นวลมณีย์ มีบริการตรวจสารพิษตกค้างในเลือด ให้กับผู้มาร่วมงาน ปีใหม่นี้ 31 ธค. 2560 ถึง 2 มค. 2561 มารับสืบทอดศาสตร์พระราชา ร่วมกัน ที่ แผ่นดินพุทธ ดินแดนแห่งคนจนมหัศจรรย์ ณ อาคารบวร บวรราชธานีอโศก ต.บุ่งไหม อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี ..... เพื่อฟ้าดิน สร้าง "คนจน" สุขสำราญเบิกบานใจ ...

พ่อครูว่า... วันนี้วันที่ 6 ธันวาคม อีก 24 วันก็จะหมดปี เวลาก็ผ่านไปๆ อาตมาก็พยายามทวนกระแสพอดี จะหนุ่มขึ้นๆ เด็กลงๆ ตอนนี้รู้สึก มีผู้ที่เขามาแมะบอกว่า กำลังมีพลังเด็กอยู่ในสังขาร มันบอกไม่ได้ เป็นพลังงาน อย่างน้อย นี่นะ นอนมาก สู่แดนธรรมว่า ผิวพรรณจะโปร่งใส ก็พยายามฝึกพลังงานของเรา เรารู้ในสภาพทวนกระแส กลับไปกลับมา ปฏินิสสัคคะ หมุนรอบเชิงซ้อน อันนี้เราเข้าใจ แล้วก็ค่อยๆทำ สมณะฟ้าไทว่า... แสดงว่าตอนอายุ 96 ปีจะเริ่มเป็นวัยรุ่น พ่อครูว่า... คอยดู ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงจริงๆอีก 5 ถึง 6 ปี มันจะเห็น จะมีลักษณะที่ชัด ไว้ฉลองตอนนั้น สมณะฟ้าไทว่า ...พ่อหนุ่ม ลูกแก่ พ่อครูว่า ...จะไปแก่ทำไม หนุ่มตามกันสิ! อ่านดู sms

SMS วันที่ 4 ธันวาคม 2560 เฟซบุ๊ก _มณี ศรียงค์…เพียงแค่ขอความคิดเห็นไม่ได้ตำหนิท่านนะ เพราะเห็นท่านอายุมาก และไอมากๆ จึงกลัวท่านจะกระอักเลือดเสียก่อน เดี๋ยวจะอดฟังท่านเดี่ยวไมโครโฟน เห็นไหมคะว่า มณีมีจิตใจดีค่ะ พ่อครูว่า... ดีก็ปรารถนาดีช่วยเหลือกันไป ไม่มีปัญหาหรอก จะกระทบกระทั่งกันบ้าง

_ อำภา รื่นใจดี…ประเทศชาติ ต้องมีอาวุธยุทธโธประกร ไว้ปกป้องแผ่นดิน การซื้ออาวุธก็ซื้อตามฐานะ ตามกำลังทรัพย์ของประเทศ ไม่แปลกหรอก ถ้าประเทศไทยจะซื้อเรือดำน้ำไว้ปกป้องแผ่นดิน คุณมณีจะให้ซื้อเรือบดแทนหรือคะ

_แก้วลา ไชยวงค์… พ่อครูเจ้าคะ ท่านเป็นพระโพธิสัตว์ทางธรรมจริงๆ ท่านได้เป็นพลังส่วนหนึ่งในแผ่นดิน ท่านได้ช่วยในหลวงได้มากๆเจ้าค่ะ

_สุลิน สายพันธุ์… กราบนมัสการพ่อครูเป็นอย่างสูงค่ะ ซาบซึ้งในความจริงใจ ของพ่อครู ในทุกเรื่องที่ทำค่ะ เวลาฟังการเมืองเครียด นโยบายเรื่องพลังงาน พวกกลุ่มทุนต่างๆเอารัดเอาเปรียบชาวบ้านรู้สึกเศร้ามากค่ะ ได้ฟังธรรมของพ่อครู ก็ทำให้ปล่อยวางคลายเครียดพอได้บ้าง อยากจะทำใจให้รับได้ทุกสถานการณ์ค่ะ พ่อครูว่า… แน่นอนนายทุนก็ต้องทำ เพราะเขาได้ชื่อว่านายทุน ก็ต้องเอาเปรียบให้ได้มาก เป็นธรรมดา เราก็เข้าใจเขา ให้เขาเอาเปรียบเสียให้เข็ด เอาเข้าไป โลภโมโทสันเข้าไป เขามีจิตอยากมาก ขี้โลภ ก็ต้องทำ ใครรู้ทัน ก็ปล่อยเขาไป สมณะฟ้าไทว่า... ความจนนี้ มาหลอกไม่ได้ พ่อครูว่า… สบาย เพราะความจนนี่ มันจบ มีความจนที่ประเสริฐ มหัศจรรย์ มีปัญญา ขอยืนยันว่า คนที่รวยนั้น ไม่มี ปัญญา มีแต่ เฉโก ไม่มีธาตุปัญญา มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ ศึกษาที่ดีแล้ว จะเห็นชัดเจนว่า ธาตุสองธาตุนี้ ธาตุความเฉลียวฉลาด ที่จริงใจ ที่ดี ต่างกับธาตุฉลาดเฉโก มันจะมีความเห็นแก่ตัว เห็นแก่ได้มาก การศึกษาธรรมะพระพุทธเจ้านี้สุดยอด เป็นสภาพหมุนรอบเชิงซ้อน ที่ยิ่งใหญ่มาก

สื่อธรรมะพ่อครู (นิยามชีวิต 5) ตอน มีความเอ็นดูหวังประโยชน์ต่อแม้สัตว์เซลล์เดียว _auunee… เวลาเห็นคนเป็นมะเร็ง สงสารกันไหมคะ แต่จริงๆเราสงสาร ดีเลย์กันมากนะคะ น่าจะสงสารตั้งแต่เห็นคนกำลังตกปลา ฆ่าสัตว์ เพราะการกระทำเหล่านั้น นั่นแหละ นำมาซึ่งผล คือเจ็บป่วย อายุสั้น ตอนเห็นเขาตกปลา เราเฉยๆกัน ไม่สงสาร ไปสงสารตอนที่ เขาเจอผลของกรรมแล้ว พ่อครูว่า… เป็นสภาพ ปัจจยาการ ต่อเนื่องกันไป แม้โทษภัย อันมีประมาณน้อย อย่าทำเสียเลย มันเป็นผลสั่งสมต่อเนื่องใหญ่ขึ้นๆ เป็นอย่างนั้น มันไม่มีอะไรไปหักลบสัจธรรมพวกนี้ มันเป็นความจริงของความจริง เพราะฉะนั้น ที่อาตมาพูดถึงว่าในศีลข้อที่ 1 ที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ไม่กี่คำ แต่ครบ ชัดเจน ถ้าใครเข้าใจดังที่อาตมาได้พยายามชี้ พยายามอธิบาย พยายามไล่เรียงกันไป ให้ฟังด้วยเรื่อยๆ ก็คิดว่าน่าจะชัดเจน ซาบซึ้งขึ้นได้ พระสมณโคดม ละการฆ่าสัตว์ เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ วางทัณฑะ วางศาสตรา มีความละอาย มีความเอ็นดู มีความกรุณา หวังประโยชน์ เกื้อกูล แก่สัตว์ทั้งปวงอยู่ มันมีลำดับของมัน ที่ชัดเจนเลย ชัดเจนจนอาตมาบอกว่า แม้แต่สัตว์ ที่เป็นจิตนิยาม เซลล์เดียวก็ตาม เกิดมายังไม่ประสีประสา สัตว์เซลล์เดียว 2 เซลล์ 3 เซลล์ จนไล่ขึ้นมา 3 เซลล์ ก็เป็นวงวน หากเซลล์เดียวไปไม่รอด จะติดที่ตำแหน่งของห้องผนังของที่ว่าง ก็ติดแปะเหมือนพืช ออกไปไหนไม่ได้ สัตว์เซลล์เดียวเหมือนพืชที่ติดอยู่ ยิ่งกว่าพืช แต่เซลล์นี้ดิ้นได้คล่องขึ้น แม้แต่สอง ก็ขยับได้เป็นแนวระนาบ เมื่อมีสาม ก็ออกจากแนวระนาบ เป็นวงรี ที่แบนราบก่อน พอองศามากขึ้นกว่าจะเป็นวงรีที่กลมมากขึ้น 4 5 6 7 ก็จะกลมมากขึ้น จนกลมดิ๊ก สมดุลย์ ก็จะอยู่ได้นาน อย่างนี้เป็นต้น สิ่งเหล่านี้เป็นธรรมดา ธรรมชาติของ อุตุนิยาม พีชนิยาม จิตนิยาม ซึ่งประกอบด้วยพลังงานแบบฟิสิกส์ เส้น แสง เงาสี ความร้อน แสง เสียง แม่เหล็ก ไฟฟ้า ก็จะเกิดสภาพสังเคราะห์ สังขารกัน ขึ้นมาตามลำดับๆ ศึกษาดีๆ แล้วจะไม่สงสัยเลยว่า ทุกอย่างนี้ พระพุทธเจ้าตรัส อุตุนิยาม พีชนิยาม จิตนิยาม กรรมนิยาม และ ธรรมนิยาม นี้สุดยอด อาตมาเห็นแล้ว คนธรรมดามาแยก นิยาม 5 นี้ไม่ได้ แล้วคุณจะเข้าใจนิยาม 5 นี้ลึกซึ้งเข้าไป มีปฏิสัมพัทธ์กันในนิยาม 5 นี้ เดาเอาไม่ได้ เป็นเรื่องอจินไตย มีความขัดแย้ง มีการสังเคราะห์สังขารกันเป็นธรรมดา ธรรมชาติ ของทุกอย่างตั้งแต่วัตถุ อุตุนิยาม มาเป็น พีชนิยาม จนมาเป็น เซลล์ของสัตว์ชั้นต่ำ จนถึง อเวไนยสัตว์ เป็น มนุษย์โลกีย์ ที่จะมีความฉลาดเฉโก ที่ยาวนาน เห็นแก่ตัว เป็นวงวนที่ยาวนาน ไม่เข็ดหลาบง่ายๆ ลงนรก ขึ้นสวรรค์ หลงนรก หลงสวรรค์ ยังไม่ออกมาจากกรอบของโลกียะ ถึงหลงสูงๆ ต่ำๆ อร่อย ทรมาน สุขทุกข์ หมุนอยู่อย่างนั้น ไม่เข็ดหลาบง่ายๆ มันหลอกล่อนานมากเลย โลกียะ คนรวย คนที่เสพอะไรต่างๆนานา ก็ยากที่จะเข้าใจได้ง่ายๆ ทุกข์ทรมาน ช่วงที่เขาต้องชดใช้หนี้ วนเวียน เขาไม่รู้ ตายไปแล้ว วิบากก็ไปสังเคราะห์กันใหม่ แล้วใช้วิบากกันตามลำดับ อาตมายังไม่เก่ง จะอธิบายได้ละเอียด มีความซับซ้อน ในการใช้หนี้วิบากกัน นานนับชาติ จึงมีชีวิตกัน เป็นล้านๆชาติ ไม่ต้องงง เรื่องจริง ล้านๆๆๆชาติ เพราะฉะนั้น ในความเป็นโลกีย์ มากชาติที่สุด เมื่อมาเป็นโลกุตระ ชาติจะลดลง มันไม่มีวันจะลดลงง่ายๆ สำหรับโลกีย์ กว่าจะเข็ดหลาบ ก็จะเลิก เพราะมันตายแล้ว ก็ไม่รู้เรื่อง ไม่เข้าใจ ยิ่งไม่ได้ศึกษาธรรมะ ก็หลงงมงาย วนเวียน ตลอดเวลา บำเรอตัวเองยิ่งขึ้นๆๆ ก็เบียดเบียนผู้อื่นยิ่งขึ้น คุณบำเรอตนยิ่งขึ้น ก็จะเบียดเบียนผู้อื่นยิ่งขึ้น มากขึ้นๆ มันเป็นอย่างนั้น คุณไม่เบียดเบียนดิน พืช ก็จะเบียดเบียนสัตว์กับคน แล้วคนนี่มันซ้อนอัตตา เอาชนะคน ดีกว่าเอาชนะสัตว์ มันซับซ้อน เอาชนะคนนี้มันเท่ห์กว่าเอาชนะสัตว์ เพราะคนฉลาดแกมโกงฉลาดโง่ เอาชนะคนนี่แหละ เยี่ยมยอดกว่าเอาชนะสัตว์ ชนะช้างจะไปเก่งอะไร ต้องชนะคนนี้แหละ ยิ่งชนะคนเก่งๆนี่ล่ะวะ มันซับซ้อน กลับไปกลับมา ยิ่งคุณไปชนะคนเก่ง ก็นึกว่าคุณดี คุณจะไปเอาชนะเขา คุณเอาชนะสัตว์ ก็อย่างง่าย สมณะฟ้าไทว่า... ขนาดพระเทวทัต ยังจะเอาชนะพระพุทธเจ้า พ่อครูว่า… มันเป็นความซับซ้อน เรียนให้ดี มันซ้อนเชิง อาตมาเป็นโพธิสัตว์ระดับ 7 ก็พอจะรู้ได้ สรุปแล้ว ความเป็น เมื่อเริ่มต้น เป็นจิตนิยามขึ้นมา หวังประโยชน์เพื่อสัตว์ทั้งปวงอยู่เถิด ซึ่งอาตมาก็ได้อธิบายจนสุดแล้ว เซลล์เดียว หรือสองเซลล์ เป็นจิตนิยามนี้ อาจจะเป็นพระพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่ง คุณหวังประโยชน์แก่เขาเถอะ อย่าไปทำกรรมตัดรอนเลย ถ้าเขาจะมีอนาคตจะเป็นพระพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่ง คุณไม่รู้กรรมวิบากของเขา เริ่มเป็นสัตว์เซลล์เดียวนั้น บารมีเขามีหรือไม่ ก็ไม่รู้ แต่เขาเริ่มน่ะ คุณจะไปตัดรอนเขา คุณก็อาจจะไปตัดรอน พระพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่ง มันจะบาปขนาดไหน คุณรู้หรือไม่รู้ แม้แต่อาตมาก็ไม่รู้เลยว่า จะไปเป็นไหม สมณะฟ้าไทว่า... เซลล์เดียวนี้ พวกมันจะหายไปเลยไหม พ่อครูว่า... ก็อยู่ที่ความยึดถือของมัน เราจะไปรู้ด้วยได้ยาก อันนี้สุดท้ายเลย ถ้ามันมีความยึดมั่นถือมั่น ไม่ยอม ถ้ามันยอม ก็สลายได้ หรือแม้แต่เป็นอาริยะแล้ว เราไม่จองเวรจองกรรมอีก ก็สั้นลง แต่ทีนี้สัตว์ที่เพิ่งจะเกิดมา มันจะยอมหรือไม่ ก็ไม่น่าจะยอม มันจะเริ่มฉลาด ปัญญามีไหม ก็ไม่ มันต้องเริ่มเฉโก มันจะอาฆาต พยาบาทขึ้น คุณก็มีศัตรูเพิ่มขึ้น ในคำว่า สรณะ แปลกันว่าที่พึ่งนี้ มันไม่ใช่ที่พึ่งหรอก มันเป็นที่ทรมาน สรณะ นี้เป็นที่ทรมาน รณะ แปลว่า รบ ตะพึด สะ แปลว่าร่วม ก็ร่วมรบกัน จนกว่าคุณจะ อรณะ คุณต้องมี มรณะ กัน ตั้งเท่าไร วนเวียนกันไป คุณก็จะต้องทำ กรณะ ไม่เท่าไหร่ๆ ก็ชาตะมาเรื่อยๆ เกิดมาก็ อประ เรื่อยๆมา ไม่รู้ตั้งเท่าไหร่ เท่าไหร่ สมณะฟ้าไทว่า… เป็นโพธิสัตว์ก็ต้องมีสรณะ พ่อครูว่า… ก็ต้องรู้ สรณะ แปลโดยความหมายเท่านั้น โดยพยัญชนะไม่ได้แปลว่าที่พึ่ง แต่แปลว่ารบ ตะพึด แล้วคุณก็ต้อง รบอย่างมีปัญญา รบแพ้อย่างรู้ๆ ไม่ใช่แพ้โดยเสียรู้ หรือแพ้อย่างเสียรู้ แต่แพ้อย่างรู้ๆ ชัดเจนว่าเราแพ้ เราไม่เอาชนะคุณหรอก แพ้ก็แพ้ชะตาทราม คุณยังเกิดอยู่ ก็ต้องแพ้ไป แล้วก็ต้องเลิกเกิดๆ เราไม่แย่งการเกิด นี่เราชนะ คุณชนะไปเลยให้เข็ด คุณชนะ คุณจะเกิด ก็เกิดไป เราจะไม่เกิดอีก เรารู้ทิศทางไปหาความดับ ไปหานิพพาน เรื่องอะไรจะไปแย่ง มันซับซ้อน สลับไปสลับมา อย่างน่างง ก็มาขอสรุปลงตรงนี้ที่ว่า หวังประโยชน์ เพื่อสัตว์ทั้งปวงอยู่ นี่เป็นสุดยอดคำตรัส ของพระพุทธเจ้า ในศีลข้อที่ 1 พระสมณโคดม ละการฆ่าสัตว์ เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ วางทัณฑะ วางศาสตรา มีความละอาย มีความเอ็นดู มีความกรุณาหวังประโยชน์ เกื้อกูล แก่สัตว์ทั้งปวงอยู่ ศาสตรา นี้คืออาวุธส่วนหนึ่ง เป็นความรู้ส่วนหนึ่ง แต่ ทัณฑะ นี้ คืออาวุธ หยาบ อย่างคิมจองอึนนี้ สร้างทัณฑะ แต่ศาสตรานี้ไม่เชิง อย่างมีดหั่นผักนี้ เป็นศาสตราได้ แต่ที่จริงมันเอนเอียงมาข้างทำประโยชน์ จะบอกอีโต้ ก็แรงกว่า มีดหั่นผัก ยิ่งเป็นดาบแหลมด้วย คมด้วย ศาสตรานี้มีประโยชน์บ้าง แต่ทัณฑะนี้ไว้ห้ำหั่นสัตว์ทั้งหลาย ทำไมต้องวางทัณฑะ วางศาสตรา อเมริกาก็ดี รัสเซียก็ดี เกาหลีก็ดี สร้างทัณฑะ ประเทศไทยนี้ สร้างศาสตราไม่เก่งเลย ในการสร้าง ทัณฑะ อย่าไปอิจฉาเขาเลย ส่วนเขาจะสร้าง ก็เรื่องของเขา เราก็รู้แล้ว ไม่ไปแย่งแข่งเขา

สมณะฟ้าไทว่า… เป็นกุศโลบายในการแพ้ พ่อครูว่า… อุบาย คือการหลอกเขานะ เพื่อที่จะชนะเขา แต่นี่แพ้จริงๆ รู้อย่างดีไม่หลงใหล หลงผิด หลงตัวอะไร แพ้นี่ยอมแพ้จริงๆ แพ้สนิท ไม่เอาชนะอะไร มาแย่งอะไรใคร

สมณะฟ้าไทว่า… มาจนนี้ไม่มีใครมาแย่ง พ่อครูว่า… มาเข้าสู่ความจน จะต้องพูดกันน่าดูเลย…

แต่ละปีมี “กาล” กับ “กรรม” เท่านั้น

(1) มกราฯ หกหนึ่งแล้ว ปีหมา “กาล”ผ่าน..“เสีย”เวลา ฤ“ได้” “กรรม”เล่า..เก่า-ใหม่พา “ดี-ชั่ว” ไฉนเอย “กรรม”กับ“กาล”ใช่ให้ แต่ร้ายเลวเหลือ (2) “อยู่เหนือกรรม”ยิ่งแกล้ว “ปัญญา” ไหมเออ “อำนาจ”ใหญ่ด้วย“สติ”สา- มารถมั้ย ได้“วิมุติ”พึ่งพา เป็น“แก่น” บ้างฤา มีค่าคุณหรือไร้ ประโยชน์แล้ว“กรรม-กาล” (3) ผ่าน“กาล”ไปก้อไม่ สะดุดเลย “กรรม”ก็ไป่คำนึงเคย สำนึกรู้ แม้กรรม“ชั่ว-ดี”เฉย บ่พัฒ- นานา “โลกุตร”ยิ่งอั้นตู้ ยากแท้มีธรรม (4) ก็“กรรม”นี่แหละชี้ ชีวิต ดีชั่ว“สมบัติ”ติด จิตแท้ แต่“บุญ”หากพิชิต กิเลสเสร็จ “วิบัติ”เลย “บุญ”ก็“ไม่มี“แม้ เศษเสี้ยวธุลีธรรม (5) “กรรม”ตนคือทรัพย์นี้ ห้าประเด็น เชียวพ่อ “กัมมัสสกตา”เข็น ยากแท้ “กัมมทายาท”อีกเป็น มรดก “คน”เฮย “กัมมโยนิ”นั้นแก้ ชีพให้แปรผัน (6) “กัมมพันธุ”นี้ คือ“นาม- ธาตุ”แฮ มิใช่“รูปธาตุ”ตาม ที่รู้ ซึ่งเพี้ยนสัจจ์เป็นความ- พลาดผิด มาตลอด “กัมมปฏิสรณะ”สู้ รบแท้คือ“กรรม” (7) ธรรมะถึงนิโรธได้ ด้วย“กรรม” ไปกับ“กาล”ต้อง“ทำ” จึ่งได้ บรรลุสุดสูงสำ- เร็จเพราะ “กรรม”แล ปีใหม่แล้วอย่าให้ เสื่อมด้วย“กรรม”เลย

“สไมย์ จำปาแพง” 6 ธ.ค. 3560

[นัยปก “เราคิดอะไร” ฉบับ 330 ประจำเดือนมกราคม 2561]

สื่อธรรมะพ่อครู(พระราชดำรัส ร.9) ตอน ลำดับของเศรษฐกิจพอเพียง พ่อครูว่า… ปีใหม่แล้ว อย่าให้เสื่อมด้วยกรรมเลย กรรมจึงเป็นทุกอย่าง ของพลังจิต ที่มีอยู่ จะดีชั่ว กุศล อกุศล ทุจริต สุจริต หรือถึงขั้นเป็นบุญ เป็นบาป ก็อยู่ที่นี่ทั้งนั้นเลย ทีนี้ ก็มาเข้าสู่ความจน อ่านของในหลวงให้ชื่นใจหน่อย อันนี้ ท่านก็สรุปของท่านเอง พระราชดำรัสของในหลวง รัชกาลที่ 9 เกี่ยวกับ ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ล้มเหลวเพราะทุ่มเทให้เศรษฐกิจเจริญขึ้นได้รวดเร็ว… แนวทางเศรษฐกิจแบบพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่พระราชทานให้แก่พสกนิกรชาวไทย มีปรากฏอยู่ ในโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ทุกโครงการมาเป็นเวลาช้านาน ดังจะเห็นได้จากพระราชดำรัส เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ.2517 ความว่า...การพัฒนาประเทศจำเป็นต้องทำตามลำดับขั้น ต้องสร้างพื้นฐาน คือความพอมีพอกิน พอใช้ของประชาชนส่วนใหญ่เป็นเบื้องต้น โดยใช้วิธีการและอุปกรณ์ที่ประหยัดและถูกต้องตามหลักวิชา เมื่อได้พื้นฐานมั่นคง พร้อมพอสมควร และปฏิบัติได้แล้ว จึงค่อยเสริมสร้างความเจริญ และฐานะเศรษฐกิจขั้นที่สูงขึ้นโดยลำดับต่อไป พ่อครูว่า... อาตมาเชื่อว่า ทุกวันนี้ จิตวิญญาณของคนไทย ไม่ให้ใครอดตาย ไม่ต้องรีบร้อนไปเอาร่ำรวยมาทำไม ไปตามลำดับเถอะ ให้เขาไปได้มากกว่านี้ ก็ให้ แล้วก็จะทำให้ดีขึ้น แต่คนก็อย่างว่า ปัญญาคนนะ ก็มีเจตนาดี เขาเจตนาดี ต้องการให้เศรษฐกิจโตเร็วทั้งนั้น ซึ่งทุกวันนี้ อาตมาว่า เมืองไทย 4.0 นี้เหนือกว่าเขามากแล้ว ก็ไม่ต้องเร่งร้อนอะไรกัน ถ้าเร่งร้อน จะเป็นกรรมซ้อน การที่เราจะได้เป็นผู้ให้แก่เขา เราทำได้มาก เราจะไล่ขายทั่วโลก ขายต่ำกว่าทุน ของดี ราคาถูก ซื่อสัตย์ มีน้ำใจ ขายสด งดเชื่อ ราคาถูกกว่าทุกตลาดในโลก ดีไม่ดี ต่ำกว่าทุน พวกราคาตลาด จ้างก็แข่งเราไม่ได้ เพราะว่าเราขายต่ำกว่าทุน ขายไปสิ หมดแล้ว ก็สร้างขึ้นมา เพราะเราไม่ได้เดือดร้อนอะไร เราสร้างขึ้นมาได้ เหลือแล้ว เราจึงขาย เราพอกินพอใช้แล้ว อย่าไปตะกละ ผลาญพร่า แต่กินให้สมดุล ไม่เฟ้อ ผลาญพร่า สุรุ่ยสุร่าย ได้สัดส่วนที่พอเหมาะ พอดี ปโหติ จะขายดีมาก ประเทศเราไม่ได้เดือดร้อน มีน้ำใจเผื่อแผ่ คนรวยนี้ เอาออกมาให้เสียบ้าง หลายบ้างก็ดี คนรวยประเทศไทยมีก็เยอะ เอามาแชร์กันบ้าง นี่ยังโลภ ไม่รู้จักพออีก มันเป็นกรรมของคุณนะ คุณโลภ กิเลสก็โตอ้วน แล้วโลภ มันก็พาให้คุณทุกข์ในอนาคต ตอนนี้มันสมโลภ ก็ดูเหมือนมีความสุข แต่คนที่ถูกคนเอาเปรียบไป มันจะมาแก้แค้นได้ จะไปรู้ได้อย่างไร ถ้ามันอำมหิต

หากมุ่งแต่จะทุ่มเทสร้างความเจริญ ยกเศรษฐกิจขึ้นให้รวดเร็ว แต่ประการเดียว โดยไม่ให้แผนปฏิบัติการ สัมพันธ์กับสภาวะของประเทศ และประชาชน โดยสอดคล้องด้วย ก็จะเกิดความไม่สมดุลในเรื่องต่าง ๆขึ้น ซึ่งอาจกลายเป็น ความยุ่งยาก ล้มเหลวได้ในที่สุด (ในงานพระราชทานปริญญาบัตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วันพุธที่ 18 ก.ค. 2517)

... ความพอเพียงนี้ ไม่ได้หมายความว่า ทุกครอบครัวจะต้องผลิตอาหารของตัว จะต้องทอผ้าใส่เอง อย่างนั้นมันมากเกินไป แต่ว่าในหมู่บ้าน หรือในอำเภอ จะต้องมีความพอเพียง พอสมควร บางสิ่งบางอย่างที่ผลิตได้ มากกว่าความต้องการ ก็ขายได้ แต่ในที่ไม่ห่างไกลเท่าไหร่ ไม่ต้องเสียค่าขนส่งมากนัก... “...มีเงินเดือนเท่าไร จะต้องใช้ภายในเงินเดือน...การทำแชร์นี้ เท่ากับเป็นการกู้เงิน การกู้เงินนี้ นำมาใช้ในสิ่งที่ไม่ทำรายได้นั้น ไม่ดี อันนี้เป็นข้อสำคัญ เพราะว่าถ้ากู้เงิน และทำให้มีรายได้ ก็เท่ากับจะใช้หนี้ได้ ไม่ต้องติดหนี้ ไม่ต้องเดือนร้อน ไม่ต้องเสียเกียรติ... กู้เงินนั้น เงินจะต้องให้เกิดประโยชน์ มิใช่กู้สำหรับไปเล่น ไปทำอะไรที่ไม่เกิดประโยชน์...” (พระราชดำรัสในโอกาส วันเฉลิมพระชนมพรรษา 4 ธันวาคม 2540 )

…ในการพัฒนาประเทศนั้นจำเป็นต้องทำตามลำดับขั้น เริ่มด้วยการสร้างพื้นฐาน คือความมีกินมีใช้ของประชาชนก่อน ด้วยวิธีการที่ประหยัดระมัดระวัง แต่ถูกต้องตามหลักวิชา เมื่อพื้นฐานเกิดขึ้นมั่นคงพอควรแล้ว จึงค่อยสร้างเสริมความเจริญขั้นที่สูงขึ้นตามลำดับต่อไป การถือหลักที่จะส่งเสริมความเจริญ ให้ค่อยเป็นค่อยไปตามลำดับ...ด้วยความรอบคอบระมัดระวัง และประหยัดนั้น ก็เพื่อป้องกันความผิดพลาดล้มเหลวและเพื่อให้บรรลุผลสำเร็จได้แน่นอนบริบูรณ์” (พระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตร ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ 19 กรกฎาคม 2517 )

'ยอดยิ่งยวด'...เพราะเราสงบ และพออยู่พอกิน "...ขอให้ทุกคนมีความปรารถนาที่จะให้เมืองไทยพออยู่พอกิน...มีความสงบ และทำงานตั้งจิตอธิษฐาน...ตั้งปณิธานในทางนี้ ที่จะให้เมืองไทย... ...'อยู่แบบพออยู่พอกิน' ไม่ใช่ว่าจะรุ่งเรืองอย่างยอด แต่ว่ามีความพออยู่พอกิน ...'มีความสงบ' เปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆ ถ้าเรารักษาความพออยู่พอกินนี้ได้...เราก็จะ 'ยอดยิ่งยวด' ได้..." (พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาส วันเฉลิมพระชนมพรรษา เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2517)

“...ประเทศไทยเรา อาจไม่เป็นประเทศที่รุ่งเรืองที่สุดในโลก หรือรวยที่สุดในโลก หรือฟู่ฟ่าที่สุดในโลก แต่ก็ขอให้เมืองไทยเป็นประเทศที่มีความมั่นคง มีความสงบได้ เพราะว่าในโลกนี้หายากแล้ว เราทำเป็นประเทศที่สงบ ประเทศที่มีคนที่ช่วยเหลือซึ่งกันและกันจริงๆ เราจะเป็นที่หนึ่งในโลกในข้อนี้ แล้วรู้สึกว่าที่หนึ่งในโลกในข้อนี้จะดีกว่าผู้อื่น จะดีกว่าคนที่รวยที่สุดในโลก จะดีกว่าคนที่เก่งในทางอะไรก็ตามที่สุดในโลก ถ้าเรามีความสงบ แล้วมีความสบายความมั่นคงที่สุดในโลกนั้น รู้สึกว่าจะไม่มีใครสู้เราได้...” (พระบรมราโชวาท พระราชทานแก่คณะครูและนักเรียน ที่ได้รับพระราชทานรางวัล ณ ศาลาดุสิดาลัย วันจันทร์ที่ 27 กรกฎาคม 2524)

...ต้องทำแบบคนจน ต้องแบบคนจน เราไม่เป็นประเทศร่ำรวย เรามีพอสมควร พออยู่ได้แต่ไม่เป็นประเทศที่ก้าวหน้าอย่างมาก เราไม่อยากจะเป็นประเทศก้าวหน้าอย่างมาก เพราะถ้าเราเป็นประเทศก้าวหน้าอย่างมาก ก็จะมีแต่ถอยหลัง ประเทศเหล่านั้น ที่เป็นประเทศที่มีอุตสาหกรรมก้าวหน้า จะมีแต่ถอยหลัง และถอยหลังอย่างน่ากลัว แต่ถ้าเรามีการบริหารที่เรียกว่า แบบคนจน แบบที่ไม่ติดกับตำรามากเกินไปทำอย่างมีสามัคคีนี่แหละ คือเมตตากัน ก็อยู่ได้ตลอดไป คนที่ทำงานตามวิชาการจะต้องพึ่งตำรา เมื่อพลิกไปถึงหน้าสุดท้ายแล้ว ในหน้าสุดท้ายนั้นเขาบอก “อนาคตยังมี” แต่ไม่บอกว่าให้ทำอย่างไร ก็ต้องปิดเล่มคือปิดตำรา ปิดตำราแล้วไม่รู้จะทำอะไร ลงท้ายก็ต้องเปิดหน้าแรกใหม่ ปิดหน้าแรก ก็เริ่มต้นใหม่ ถอยหลังเข้าคลอง แต่ถ้าเราใช้ตำราแบบคนจน ใช้ความอะลุ่มอล่วยกันตำรานั้นไม่จบ เราจะก้าวหน้า “เรื่อย ๆ “ ( พระราชดำรัสเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนพรรษา 4 ธันวาคม 2534 )

พระราชดำรัสที่ทรงเรียบเรียง 4 ธ.ค. 2534 พระราชดำรัสพระราชทานแก่คณะบุคคลต่างๆ ที่เข้าเฝ้าฯ ถวายชัยมงคล เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ณ ศาลาดุสิดาลัย สวนจิตรลดาฯ พระราชวังดุสิต วันพุธ ที่ 4 ธันวาคม 2534

ขอขอบใจท่านนายกฯ (นายอานันท์ ปันยารชุน) ที่ได้อำนวยพรในนามของทุกๆท่าน ที่ได้มา ในวันนี้ ซึ่งก็เป็นสิ่งที่ดีมาก เพราะว่าแต่ก่อนนั้น เวลามีโอกาสเช่นนี้เมื่อ ประมาณ 30 ปีก่อน แม้จะมีผู้เข้าพบจำนวนมากพอใช้ ก็ได้ทักทายทุกคณะ เป็นอันว่าแต่ละคนๆ เขาได้ให้พร แต่เดี๋ยวนี้ โดยที่จำนวนทวีขึ้นมาก ถ้าทำ เช่นนั้น ก็ไม่มีทางที่จะเสร็จได้ภายในวันนี้ แต่ก่อนนี้ หลังจากพิธีในวัง ก็ได้ มาพบกับท่านที่มาให้พร โดยมาก ก็ไม่ได้รับประทานอาหารกลางวัน เพราะว่าต้องรับแขก ตั้งแต่เที่ยงจนถึงบ่ายสี่โมง แล้วบ่ายสี่โมงครึ่งก็ต้องไป งานพิธีในวังอีก ก็แปลว่า ขาดทุน คือ เป็นการได้กำไรของเรา หรือการขาดทุนของเรา เป็นการได้กำไรของเรา ท่านนักเศรษฐกิจคงร้องว่า ไม่ใช่ แต่ว่าเป็นไปอย่างนั้น ก็เห็นว่านักเศรษฐกิจก็ยิ้ม ยิ้ม ๆ ว่า อะไร ? พูดอย่างนี้ "การขาดทุนของเรา เป็นการได้กำไรของเรา" หรือเราได้กำไร แต่พูดภาษาอังกฤษมันสั้นกว่า งั้นก็ต้องขยายว่าภาษาอังกฤษเป็นอย่างไร ? ภาษาอังกฤษ Our หมายความว่า ของเรา Our Loss .. Loss ก็การเสียหาย, การขาดทุน Our Loss Is .. Is ก็เป็น Our Loss Is Our .. Our ก็คือของเรา "Our Loss Is Our Gain" ..Gain ก็คือกำไรหรือที่ได้ ส่วนที่เป็นรายรับ ก็ตกลงบอกกับเขาว่า "Our Loss Is Our Gain" ขาดทุนของเราเป็นกำไรของเรา หรือว่า เราขาดทุน เราก็ ได้กำไร เวลาพูดไปแล้วเขาก็บอกว่า "ขอย้ำ ขอซ้ำอีกที" ก็พูดซ้ำอีกที เขาก็นั่งเฉยไปอีก ก็หมายความว่าต้องการ การอธิบาย เราก็อธิบาย อธิบายว่า ถ้าเราทำอะไรที่เป็นการกระทำแล้วก็เราเสีย แต่ในที่สุดก็ ไอ้ที่เราเสียนั้นมันเป็น "การได้".. (พระราชดำรัส พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ทรงพระราชทานไว้เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2534) พ่อครูว่า… เสีย ในที่นี้ยังไม่ใช่เสียหาย แต่มุ่งหมายถึง การกระทำ ที่เราได้เสียสละ ซึ่งนัยของการที่เราได้เสียสละออกไป นั่นแหละ มันเป็นการได้ คือเธอทำความดีที่สุดแล้ว ในมนุษย์ใด ที่ทำการให้ ยิ่งการเสียสละ ด้วยการให้ใดๆ ออกไปแก่ผู้อื่น โดยไม่หวัง หรืออยากได้อะไรตอบแทนเลย นั่นแหละคือ สุดยอดมนุษย์ผู้ประเสริฐ ถ้าไม่ชัด ก็ไม่รู้จะว่าอย่างไร ยิ่งการเสียสละด้วยการให้ใดๆออกไปแก่ผู้อื่น โดยไม่หวัง ไม่มีจิต สาเปกโข ไม่มี อุปจยะ ไม่มีเส้นที่จะหวังว่า จะได้ออกไปเลย อุปจยะ คือ อาการจิตที่เริ่มเกิดใน ลักขณรูป 4 คือ อุปจยะ สันตติ ชรตา อนิจจตา อุปจ

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน

601206_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ลำดับของพระราชดำรัสเศรษฐกิจพอเพียง.docx | สารานุกรมชาวอโศก