601220_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ อ่านเวทนา108 ให้พ้นสังโยชน์_.docx
เนื้อหาในไฟล์
601220_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ อ่านเวทนา108 ให้พ้นสังโยชน์
สมณะฟ้าไทว่า… วันนี้ วันพุธที่ 20 ธันวาคม 2560 ที่บวรราชธานีอโศก ขึ้น 13 ค่ำ เดือนยี่ ปีระกา ตอนนี้ใกล้งานเพื่อฟ้าดินเข้าไปทุกที เราจะเริ่มงานตั้งแต่ วันที่ 27 ธันวาคม 2560 วันนี้ เริ่มต้นเข้าค่าย เด็ก ม.3 งาน ว.บบบ. เป็นงาน บำเพ็ญคุณบำเพ็ญธรรม นึกถึงตอนน้ำท่วมปี 54 พ่อครูก็พูดเรื่อง ว.บบบ. แต่ใจพวกเราห่วงอยู่กับเรื่องน้ำท่วม ( พ่อครูว่า... ตอนนี้ ผมปลดเกษียณเรื่อง ว.บบบ.แล้ว พวกคุณทำกันนะ) เราจะมีการสอบด้วย แต่ก่อนจะมีใบสมัคร สายวิชญ์ สายชาญ ก็ทำเอามึนหัว ชื่อสกุล ไม่ตรงกันบ้าง แต่ตอนนี้ไม่เอาแล้ว ให้มาสมัครที่ราชธานีอโศกเลย 23-26 ธ.ค. 2560 ไปลงทะเบียนเลย ว่าตนเองอยู่กลุ่มไหน เชิญร่วม ปฏิบัติธรรมข้ามปี ทำชีวิตให้พ้นภัย 5 กับการ บำเพ็ญคุณ บำเพ็ญธรรม เพื่อฟ้าดิน และสอบ ว.บบบ. ครั้งที่ 5 ปี 2560 ในช่วงเวลา วันที่ 27-30 ธันวาคม 2560 ต่อด้วยงานเพื่อฟ้าดิน 31 ธ.ค. 2560- 2 ม.ค. 2561
_ไม่มีการส่งใบสมัครก่อน ให้มาสมัครในงานเลย โดยจะมีการตั้งโต๊ะรับสมัคร นิสิต ว.บบบ.รุ่นที่ 5 ตั้งแต่วันที่ 23-26 ธันวาคม 2560 ที่ใต้เฮือนศูนย์สูญ เวลา 07.00-09.00 และ 13.00-16.00น. _อังคาร 26 ธ.ค. 2560 เวลา 18.00-20.00 มีปฐมนิเทศ ว.บบบ. พบสมณะ สิกขมาตุประจำกลุ่ม _ วันที่ 27-29 ธ.ค. 256 บำเพ็ญคุณ-บำเพ็ญธรรม เพื่อฟ้าดิน พบกับ เทศนาธรรมชุดพิเศษจาก พ่อครูสมณะโพธิรักษ์ “เพื่อฟ้าดิน สร้างคนจน สุขสำราญเบิกบานใจ” มีการบำเพ็ญคุณ เพื่อเตรียมงานเพื่อฟ้าดิน _เสาร์ที่ 30 ธ.ค. 2560 สอบ ข้อเขียน ว.บบบ. เวลา 04.00-06.00 น. ที่เฮือนศูนย์สูญ _31 ธ.ค. 2560 -2 ม.ค.2561 งานเพื่อฟ้าดิน _ปีนี้ ไม่มีการแจกเข็ม จะมีแต่เพียงการสอบ เพื่อวัดผ
อ่านต่อ
ลคะแนนจริงเท่านั้น ถือว่าเป็นรุ่นพิเศษ แบบคนจน ทำแบบปิดทองหลังพระตามในหลวงรัชกาลที่ 9 _ข้อสอบ จะออกจากเนื้อหาหนังสือ รวมคนจะมีธรรมะได้อย่างไร เล่ม 1 และจากที่พ่อครูเทศน์ในช่วงปลายปี 2560
ตอนนี้ใครจะมาบ้านราชฯ อุณหภูมิต่ำกว่า 20 องศาตลอด แต่ที่บ้านราชฯ พิเศษ มีพัดลมขนาดใหญ่เป่าด้วย วิธีที่คลายหนาวดีคือ เอาเต็นท์มากางด้วย งานนี้เป็นงานคนจนจัด คนจนไม่ใช่ไม่มีอะไรจะขาย แต่มีของขายอยู่ แม้ไม่มากเท่ากับตลาดอาริยะ แต่ก็มีมากอยู่ พ่อครูก็จะมาเทศน์ ตั้งแต่ตีสี่ ให้พวกเราฟัง
พ่อครูว่า... เทศน์ข้ามปี มีในศาสนาพระพุทธเจ้า แต่ สวดมนต์ข้ามปี ไม่มีในศาสนาพระพุทธเจ้า เขางมงายทำกันเอง คือสวดแล้ว ก็เห็นว่า จะเป็นสิริมงคล เป็นบุญกุศลอะไรต่างๆ โมเมไปว่า จะมีฤทธิ์เดช จะมีประโยชน์ อย่างนั้น อย่างนี้ เป็นความฉลาดของภิกษุในยุคนี้ เละเทะไปหมด พูดแล้วก็น่าสงสาร แวะบอกให้เขาได้ยินได้ฟังจะได้ระงับไปบ้าง สมณะฟ้าไทว่า... ข้อสอบจะออกจากหนังสือ รวมคนจะมีธรรมะได้อย่างไร เล่ม 1 และจากที่พ่อครูเทศน์ในช่วงปลายปี 2560 อ่านให้ดี จะทำให้บรรลุธรรมก็ได้ พ่อครูว่า... เริ่มต้นก็โอภาปราศัยกับ Facebook และ line ซึ่งอาตมาใช้พวกนี้ไม่เป็นเลย มีแต่คนเอามาให้พูด หรือดู ก็เท่านั้น
_SMS 19 ธ.ค. 60
สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน เหตุที่พระพุทธเจ้าไม่บัญญัติตามพระเทวทัตขอ _8498... ถ้าหากว่าสมณะอโศกฉันมังสวิรัติ แล้วเข้าข่ายเป็นพวกเดียวกับเทวทัต ก็จะเป็นเทวทัตวันละหนึ่งครั้ง เพราะฉันวันละมื้อ 24 ชั่วโมง เป็นเทวทัตหนึ่งรอบ แต่พระบางวัดในเถรสมาคม ที่ต้องไปสวดศพ ถือเอาผ้าบังสกุลที่หน้าศพวันหนึ่งมี 3-4 ศพ หรืองาน แสดงว่าใกล้พระเทวทัตบ่อยมากกว่าสมณะอโศก ที่ร้ายกว่าเทวทัตคือ มีวัตถุอนามาส แบงค์สีต่างๆล่อใจอยู่ จนเทวทัตแอบตบมือรัวๆให้เลยว่า ..เย้มีคนตกนรกลึกมากกว่าเราแล้ววววว.. พ่อครูว่า… ช่างคิดช่างมองกันนะ ขอพูดเสริมเติมความเห็นอันนี้ ในเนื้อหาก็คงพอเข้าใจ แต่ก็ขอเสริมเป็นความรู้พิเศษ ที่บอกว่า ถ้าหากว่า สมณะอโศกฉันมังสวิรัติแล้ว เข้าข่าย เป็นพวกเดียวกับเทวทัต อันนี้ถูก ที่บอกว่าฉันมังสวิรัติ อย่าว่าแต่เทวทัตเลย พระพุทธเจ้าก็ฉันมังสวิรัติ สงฆ์สาวกฉันมังสวิรัติเป็นส่วนใหญ่ เป็นเหตุผลที่ พระพุทธเจ้าไม่บัญญัติอย่างที่พระเทวทัตขอ ที่บอกว่าให้พระทุกรูป ต้องฉันอาหารมังสวิรัติ ก็ชัดเจนว่าพระส่วนใหญ่ หมู่ใหญ่ ฉันมังสวิรัติ มีพระเก็บตกที่เหลือ ไม่เท่าไหร่ที่ไม่ฉันมังสวิรัติ จึงให้พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติให้ชัดเจนเสีย ว่าให้พระทุกรูป ต้องฉันมังสวิรัติ แนะนำให้พระพุทธเจ้า ออกกฎระเบียบอย่างนั้น เป็นที่น่าสังเกตว่า ถ้าพระพุทธเจ้าฉันเนื้อสัตว์ ไม่ฉันมังสวิรัติ ถ้าพระเทวทัตไปขอว่า ให้ออกกฎ วินัย บัญญัติว่า พระทุกรูปต้องฉันมังสวิรัติ พระพุทธเจ้า ก็บอกว่า พระเทวทัตจะบังคับได้อย่างไร แม้แต่เราเอง ยังไม่ฉันมังสวิรัติเลย แสดงว่าพระพุทธเจ้าฉันมังสวิรัติ ท่านถึงโต้พระเทวทัตตรงนี้ไม่ได้ แต่พระปัญญาธิคุณของพระพุทธเจ้า ว่าหมู่ใหญ่เขาได้ฉันมังสวิรัติแล้ว จะไปบังคับได้อย่างไร มันดีอยู่แล้ว ก็เลยเป็นช่องว่างของการอนุโลม ซึ่ง ศาสนาพุทธนั้น มีการอนุโลม มีบันไดให้ขึ้นอยู่แล้ว เป็นธรรมดา ธรรมชาติ แบบนี้เป็นต้น นี่คือถ้าเข้าใจ ส่วนอาตมาไม่สงสัยว่า พระพุทธเจ้าฉันมังสวิรัติหรือไม่ ไม่ได้สงสัยเลย ในส่วนตัวลึกๆ ก็ไม่ได้สงสัย แม้แต่เหตุผลต่างๆ มันก็ชัดเจนหมด เอามาพูด คนที่กินเนื้อสัตว์นั้น อย่างไรก็จะหาเรื่องจะกิน หาเหตุผลอะไรต่างๆ เบี้ยวบาลี อะไรไปสารพัด เพื่อที่จะกินเนื้อสัตว์ แต่ส่วนใหญ่นั้น เข้าใจและรู้ดี ทีนี้ขยายความไปว่า อันนี้เป็นความคิดส่วนตัวของคุณคนนี้ว่า เป็นบาป นรกลึกต่างๆ ก็เอาเถอะ เขาว่า...ที่ร้ายกว่าเทวทัตคือ มีวัตถุอนามาส แบงค์สีต่างๆล่อใจอยู่ จนเทวทัตแอบตบมือรัวๆให้เลยว่า ..เย้มีคนตกนรกลึกมากกว่าเราแล้ววววว.. อันนี้ ต้องวิจารณ์ทั่วไป ถึงศาสนาพุทธทุกวันนี้ มันล้มเหลวโดยสิ้นเชิง คือไม่เชื่อว่า การไม่ถือเงิน ถือทอง มันเป็นการช่วยฐานะของภิกษุ ช่วยฐานะของตัวเอง ถ้าไม่มีเงินในมือ ก็ยาก พระพุทธเจ้าเปรียบเทียบว่า เงินเหมือนกับอสรพิษ ที่มันฉกกัดได้ ตายได้ แต่คนเขาฟังไม่ขึ้น ว่ามันถึงขั้น เป็นงูเห่า เป็นพิษร้ายอย่างไร เงินนี่ เอามาไว้ในตัว เขาไม่รู้ว่ามันร้ายแรง ก็ไม่เห็นโทษภัย ศาสนาพระพุทธเจ้านั้น เป็นศาสนาที่รู้คุณ รู้โทษ แม้แต่คุณโทษแค่นี้ ก็รู้ไม่ได้แล้ว นั่นคือผู้ล้มเหลว ในการปฏิบัติศาสนาของพระพุทธเจ้า พากันล้มเหลว จนเห็นได้ว่า ศาสนาล้มเหลวทั้งหมดเลยคือ พระมีเงินกันหมด นอกจากมีเงินไม่พอ ตั้งเงินเดือนให้กัน พระก็รับเงินเดือนกันอย่างหน้าชื่นตาบาน เห็นแล้วน่าสังเวชใจ เอาเรื่องเงินทองเรื่องเดียว ความเป็นสมณะ นักบวช ความเป็นผู้ปรารถนา มาปฏิบัติธรรม ออกมาบวช เวลาจะบวช ท่านบอกว่ามาบวชนี้คือ 1. มาอย่าพกทรัพย์ศฤงคารมา โภคขันธาปหายะ 2. อย่าพกพาความเป็นญาติมา เรียกว่า ญาติปริวัตตังปหายะ ตัดขาดญาติมิตรมา มาแต่ตัวคนเดียว ไม่เกี่ยวกับญาติ โภคขันธาปหายะ ตัดขาด เรื่องทรัพย์สิน เงินทอง บ้านช่อง เรือนชาน มาเป็นอย่างนั้น สำหรับผู้มาบวช แต่ทุกวันนี้ ไม่ได้รู้สึกรู้สา ให้ความสำคัญ เรื่องพวกนี้เลย เพราะฉะนั้น อาตมาจึงนำศาสนา มาให้พาทำ แม้แต่เป็นนักบวชหญิง สิกขมาตุ ก็ยังประพฤติตามพระธรรมวินัยได้ แม้แต่เรื่องเงิน เรื่องเดียว สิกขมาตุเรา ถือศีล 10 ก็ไม่มีทรัพย์สิน เงินทอง เป็นของๆตนแล้ว ก่อนบวช ก็ให้เซ็นออก ก่อนบวชแล้ว จนทุกวันนี้ อาตมาทำทางด้านศาสนามาเกือบ 50 ปีแล้ว ปฏิบัติตามได้ อาตมาภูมิใจว่า สมณะเราก็ดี สิกขมาตุเราก็ดี ที่มาบวชนั้น ปฏิบัติได้ ยืนยันได้ เจริญก้าวหน้าดี จนกระทั่งทุกวันนี้ ทั้งสิกขมาตุ ภิกษุเรา เรื่องเงิน เรื่องทอง แทบจะไม่รู้เรื่องแล้ว ไม่ใช้มาตลอด 30 ปี 40 ปี นี่เป็นการยืนยันสัจธรรมของพระพุทธเจ้าได้อย่างดี จึงมีนักบวชชาวอโศกนี้ เป็นอาริยะ ถึงขั้นอรหันต์ก็มี ซึ่งอาตมาได้เคยประกาศไปแล้วด้วย ทุกวันนี้ ศาสนาไม่เข้าใจว่า โสดาบันเป็นอย่างไร สกิทาคามีเป็นอย่างไร อนาคามีเป็นอย่างไร อรหันต์เป็นอย่างไร
อย่างมีไลน์ส่งคำถามมา จากกลุ่มพระโสดาบันเป็นคนเช่นไร พระสมัยนี้ก็ไม่รู้เรื่องพระโสดาบันเป็นคนเช่นไร ก็ขอขยายความอันนี้เป็นเนื้อหาสาระ พระโสดาบันเป็นเช่นไร ก็ขออ่านเฟสบุคนี้ต่อ
สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน มัชฌิมาปฏิปทา คือทางสู่จิตเป็นกลาง _3867... คนเหยียบเรือ2แคม เปรียบดังคนที่ยืนค้างคาตรงกลาง ระหว่างทางนาลมริยา กับทางอลมริยา ฤาเปล่า? สณ.สม.ฯจำพ่อครูสอนความเป็นกลาง สู่มัชฌิมา ถูกตรงต้องไปทางแคบลงสู่อลมริยา! ผู้น้อยจำถูกไหม? พ่อครูว่า… หมายถึงเรือ 2 ลำนะ ไม่ใช่เรือลำเดียว คนเหยียบเรือสองแคม 2 ลำนั้น ตกน้ำทุกคน แต่ที่ว่า คนเหยียบเรือ2แคม เปรียบดังคนที่ยืนค้างคา ตรงกลางระหว่างทาง นาลมริยา กับทาง อลมริยา ฤาเปล่า?นั้น ไม่ใช่ สมณะ สิกขมาตุ จำพ่อครูสอนความเป็นกลาง สู่มัชฌิมาถูกตรง ต้องไปทางแคบลงสู่อลมริยา! ผู้น้อยจำถูกไหม? อันนี้ถูกต้อง เพราะว่าความเป็นกลาง เหยีบบเรือสองแคม คือความเป็นกลาง ระหว่างบวก ลบ หรือนรก สวรรค์ นั้นไม่ใช่ ความเป็นกลาง ที่เรียกว่า มัชฌิมา ส่วน มัชฌิมาปฏิปทา ปฏิปทา แปลว่าวิธีปฏิบัติ มัชฌิมา แปลว่ากลาง ความเป็นกลาง ตรงกลาง ท่ามกลาง มัชฌิมา แปลว่าความเป็นลักษณะนั้นแล้ว จิตเป็นกลาง เป็นอุเบกขา ปฏิปทา แปลว่า ข้อปฏิบัติไปสู่ จิตอุเบกขา เป็นฐานนิพพาน ใครปฏิบัติ และอ่านจิตใจตัวเองเป็น แล้วอ่าน เคหสิตเวทนา เนกขัมมะสิต แล้วแยกแยะ โสมนัส โทมนัส อ่านรู้ จนจิตเป็นอุเบกขา ก็เป็นฐานนิพพาน ปฏิบัติให้ได้อุเบกขาทั้งหมด นั่นคือกลาง คือ อุเบกขา คือจิตเป็นกลาง ไม่ใช่ว่าแบ่งกัน ระหว่างสองส่วน หารครึ่ง เป็นนิพพาน ไม่ใช่ นิพพานไม่ใช่แบ่งเค้กเป็น 2 ก้อน คนละครึ่ง ยังไม่เข้าใจลักษณะของโลกุตระ อธิบายไม่ได้กัน ทุกวันนี้มัชฌิมาปฏิปทา ก็เลยอธิบายออกนอกความหมายไกลลิบ นาลมริยา คือ ทางปฏิบัติที่ ไม่ ไปสู่นิพพาน คือ นาล กับ อ คือ อลมริยา ส่วน อลมริยา คือ ทางที่ไป สู่ อรหันต์ ทางบรรลุธรรม ส่วนนาลมริยา คือทางไปนรกโลกีย์ ส่วนอลมริยา คือทางไปโลกุตระ
สื่อธรรมะพ่อครู(โพธิปักขิยธรรม 37) ตอน กายของโอปปาติกะคืออะไร จากเฟสบุ๊ค _สรารัตน์ วงศ์สุภานันท์ ...กราบนมัสการด้วยความเคารพคะ โอปาติกะ เป็นส่วนดี หรือไม่ดีคะ ในกายตน และคืออะไรด้วยคะ ฟังพ่อท่านคิดไม่ทันคะ พ่อครูว่า… มันไม่ใช่เข้าใจได้ง่ายๆ ต้องตั้งใจฟัง ติดตามไปบ่อยๆ ฟังให้เสมอๆ คำว่า โอปปาติกะ แปลว่าจิตวิญญาณดวงหนึ่ง คือความเป็นจิตวิญญาณ ที่มันเกิดอยู่ โอปปาติกะ มีความเกิด เรียกเต็มๆว่า โอปปาติกโยนิ เมื่อเกิดโอปปาติกโยนิ เมื่อเกิดแล้ว ก็เป็น สัตตาโอปปาติกา ผู้ที่สามารถเข้าใจธรรมะพระพุทธเจ้า อย่างสัมมาทิฏฐิ สัมมาทิฏฐิ ข้อที่ 9 คือ ผู้ที่มีปัญญารู้ว่า สัตว์ ที่เป็น โอปปาติกะ ความเป็น สัตว์ทางจิตวิญญาณ ไม่ใช่สัตว์ทางกาย ไม่ใช่สัตว์ทางรูปร่าง แต่โอปปาติกะ มีความเป็นกาย คือ มีทั้งรูป และนาม คำว่า กาย ไม่ได้หมายถึงแต่รูป หรือนาม ถ้ามีแต่นามก็ยังเข้าเค้ากว่า การไปเห็นว่ากายมีแต่ดิน น้ำ ไฟ ลม มหาภูตรูปนั้น สุญโญ โอปปาติกสัตว์ต้องมีกาย มีทั้งรูปและนาม ถ้าไม่มีนาม ไม่เป็นกาย เลย ถ้ามีนามบ้าง รูปนอกไม่มี ก็เป็นโอปปาติกสัตว์ ก็ยังเป็นกายได้อยู่ คำว่ากาย พระพุทธเจ้าท่านให้พิจารณาแยกกาย แยกจิต ใน มูลกรรมฐาน 5 ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง ท่านให้พิจารณารู้ ในความเป็นกาย ขนก็ดี ผมก็ดี เล็บก็ดี ฟันก็ดี หนังก็ดี เมื่อใดในฐานะไม่เป็นกายแล้ว ในตัวเรา หรือไม่อยู่ในตัวเรา ผมยาวๆ ส่วนไหนที่ไม่ใช่กาย ส่วนไหนที่เรียกว่า กาย ผมที่ติดในตัวเรา เรียกว่า กายทั้งนั้น ถ้าตัดออก แน่นอน ส่วนนั้นไม่ใช่กายแน่นอน แม้ยังไม่ตัดอยู่ที่ร่างเรา ไม่ขาดจากตัวเรา ส่วนที่ยังไม่ตัด ส่วนไหน ที่ไม่ใช่กาย ส่วนที่แม้อยู่กับร่างเรา แต่ไม่เป็นกายคือ ส่วนที่ไม่มีความรู้สึกร่วม เช่น ผมที่ยาวออกมา ฟันที่ยาวออกมา กรอได้ไม่เสียวอะไร ไม่ใช่กาย ถ้าเป็นกายต้องมีความรู้สึก มีนาม ผู้ที่ยังพิจารณา ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง ว่า ส่วนใดเป็นกาย ส่วนใดเป็นจิต แยกไม่ออก แค่นี้ไม่ต้องไปเรียนธรรมะพระพุทธเจ้า ถ้าเข้าใจชัดเจน มีความเข้าใจชัดในตัวเองเลยว่า กาย คือส่วนที่เป็น ดิน น้ำ ไฟ ลม ไม่มีนามธรรมอยู่ร่วม ก็ผิดเลย ไปไม่รอด จะเป็นการพิจารณากายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิตอะไร ซึ่งเป็นบทแรกในการปฏิบัติธรรมะพระพุทธเจ้า เป็นโลกุตระ ต้องศึกษากายให้ถูก เมื่อเริ่มต้นศึกษาผิดแล้ว ก็คงจะเข้าใจผิดไปทั้งหมด และคุณไม่เคยเห็น ความเข้าใจ ในความเป็นกาย ก็จะปฏิบัติธรรมพระพุทธเจ้าไม่ได้ แม้จะนั่งสมาธิได้เก่ง ดับจิตนิโรธเก่ง ก็เป็นโมฆะบุรุษ ทั้งชาติ ต้องเข้าใจความเป็นสภาวะ ของการเกิด เวทนา จิตคืออะไร ธรรมคืออะไร และพิจารณาเรียนรู้กิเลส กิเลสอยู่ในกาย กิเลสอยู่ในเวทนา กิเลสอยู่ในจิต กิเลสอยู่ในธรรม แล้วอ่านกิเลสใน กาย เวทนา จิต ธรรม แล้วตัดให้ได้ เห็นความจางคลายได้ วิราคานุปัสสี ทำให้ดับได้ นิโรธานุปัสสี ทำได้ซ้ำ วนเวียน ปฏินิสสัคคานุปัสสี จนเราเจตนาให้วนเวียนมา แต่จิตใจเรา อยู่เหนือมันแล้ว มีจิตใจ มีปัญญา เหนือกว่าแล้ว มีอุตระ มีสติ มีอำนาจ เป็นอธิปไตย อยู่ในกิเลสพวกนี้ได้ ก็อยู่กับกิเลส สัมผัสอยู่กับกิเลส แต่เราอยู่เหนือกิเลส นั่นคือผู้ที่บรรลุธรรม ไม่ต้องหนีกิเลส กิเลสมันจะเข้าเรา ให้มันมาเที่ยวในจิตใจเราได้ ด้วยกิเลส แต่มันทำอะไรเราไม่ได้ มันตกเป็นทาสเราเลย เราอยู่เหนือมัน เอามันมาเป็นข้ารับใช้ได้ กิเลสมันก็เป็นพลังงานหนึ่ง เอามันมาเป็นข้ารับใช้ได้ โอปปาติกะ ส่วนดี และไม่ดี ในกายตน แสดงว่า ไม่เข้าใจคำว่า โอปปาติกะคืออะไร ก็เลยถามมา โอปปาติกะ คืออาการของจิตที่เป็นสภาวะหนึ่ง แล้วจิตใจนี้ มันเป็น ชีวิตินทรีย์ ไม่ใช่จิต มันตายไม่มีความรู้สึกแล้ว ก็เป็นภาวะดินน้ำไฟลม มันไม่ใช่ เพราะฉะนั้นก็ต้องรู้ อธิบายเพิ่มเติมตรงที่ คนที่ไม่รู้โอปปาติกะ ไม่รู้จักจิตวิญญาณ จิตมันไม่ใช่กายเราแล้ว ก็ยังยึด เช่นคนที่ตายแล้ว ไม่เน่า คือคนที่ยึดติดกับตัวเอง ว่าเป็นตัวกูของกู ยิ่งไปหลงเขาเรียกว่าเป็นผู้มีบารมีทางธรรมะสูง ตายแล้วไม่เน่า นั่นแหละ คือคนที่ล้มเหลวในทางธรรมะพระพุทธเจ้า ยึดติดร่างเป็นตัวของเรา ตายแล้ว ก็ยังให้จิตวิญญาณดึงดูด ไปเป็นของเราเอง มันก็เลยต้องมีพลังงานไปเลี้ยงไว้ ก็เลยยังไม่เน่าเสีย คนธรรมดา เมื่อตายแล้ว จิตใจก็ต้องทิ้งร่างไป ร่างกายก็เน่าไป แต่นี่ตายแล้วไม่เน่าเสีย ก็เพราะว่าอุปาทานมันเยอะ ยึดร่างว่า เป็นตัวกู ของกู จนตายแล้ว ก็ไม่ยอมวาง เป็นมนุษย์พืช ที่จิตวิญญาณ ไม่ฟื้นแล้ว ก็เป็นพีชนิยาม จิตวิญญาณไม่มีแล้ว แต่เลี้ยงเอาไว้ ทั้งที่ควรจะปล่อยเขาได้แล้ว ไม่บาป ถ้าหากแน่ใจเขาเป็นมนุษย์พืชแล้ว จิตใจเขา drop ขั้นไม่สามารถฟื้นมาได้แล้ว หากคุณถอดสายอาหาร สายออกซิเจนไป ก็ไม่บาป เพราะมันเป็นพืช พีชนิยาม พีชนิยาม ไม่มีจิตใจพยาบาท ไม่มีจิตบาปบุญ ไม่มีเวทนา ไม่มีวิญญาณ เป็นพลังงานสัญญากับสังขารเท่านั้น ไม่ใช่จิตวิญญาณ คําสอนพระพุทธเจ้า อุตุนิยาม พีชนิยาม จิตนิยาม กรรมนิยาม เขาไม่รู้เรื่องกันแล้ว ทุกวันนี้ ในศาสนาพุทธ เรื่องของปรมัตถ์นั้น ไม่บาป แต่เป็นเรื่องของสังคมศาสตร์ บอกว่าใจร้าย เขายังไม่ตาย ทั้งที่เขาตายแล้ว แต่ตายในระดับพีชนิยาม เขาก็ไปเกิด แล้วต่างคนต่างหลง เสพอะไรที่ไม่ใช่แล้ว ไม่ใช่เรื่องงมงาย ดึงกันไว้ ความหลงทุกวันนี้ งมงายทางการแพทย์ วิทยาศาสตร์การแพทย์ ทำให้ซวยๆ คนตายแล้วก็ไม่ตาย ขังเขาไว้ให้ทรมานตนเอง ต้องดูแลเป็นภาระ คนจะตายไป ก็ไม่ให้ตาย เพราะไม่เข้าใจเรื่องสัตว์โอปปาติกะ เป็นมิจฉาทิฐิ ข้อที่ 10 เดี๋ยวนี้ไม่ได้เรียน สัมมาทิฏฐิ มิจฉาทิฏฐิ ไม่มี สุริยเปยยาลข้อที่ 5 ทิฏฐิ เพราะฉะนั้น ทิฏฐิ 10 ไม่เข้าใจ จะไปปฏิบัติ มรรคมีองค์ 8 ก็เป็นโมฆะ โดยเฉพาะ ทิฏฐิ 10 ไม่รู้ ทาน เป็นอย่างไร จึงจะปฏิบัติธรรมได้ ปฏิบัติศีลอย่างไร จะให้จิตใจเกิดเป็น อัตถิหุตัง แต่ทุกวันนี้ ปฏิบัติธรรมกันอย่างงมงาย ไม่มีธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ มีแต่ไปนั่งหลับตา เหมือนฤาษี เดียรถีย์ เหมือนยุคพระพุทธเจ้ายังไม่เกิด ในยุคนั้นเลย แถมเอาธรรมะพระพุทธเจ้า ตีไข่ ใส่สี ธรรมะพระพุทธเจ้า เละไปหมด พูดไปเหมือนถล่มทลาย แต่พูดความจริงให้ฟัง ก็พยายามตื่นมาเรียนรู้ ตรวจสอบ คุณไม่เชื่อ ไม่ฟังอาตมา ไม่เป็นไร ให้ทบทวน ตั้งแต่พระสูตรแรก พรหมชาลสูตร พุทธเจ้าตรัสไว้ชัดเจนว่า ในประดาศาสนาที่เกิดอยู่ในยุคของท่าน มันเป็นชาละ คือข่าย ตีกันยุ่ง เละเทะ รวม ทิฏฐิ 62 ไม่มีในศาสนาพุทธเลยทั้ง 62 เป็นมิจฉาทิฏฐิ เกิดจากอะไร? มิจฉาทิฏฐิทั้ง 62 เกิดจากการทำ เจโตสมาธิ ไม่ใช่ปฏิบัติสมาธิ แบบ สัมมาสมาธิ ทำให้เกิดเป็นเจโตสมาธิเท่านั้น การปฏิบัติที่ไม่เป็นสัมมาสมาธินั้น ทั้งหมดจึงมีทิฏฐิ 62 ที่เป็นทิฏฐิ 62 เพราะว่าจิตของเขานั้นอยู่ อฌานตัง อปัสสตัง คือจิตใจ อยู่กับความไม่รู้ ความไม่เห็น เป็นเพียงความแส่หาดิ้นรนของตัณหาเท่านั้น ทุกวันนี้ ศาสนาพุทธมีแต่ความแส่หาดิ้นรนของตัณหา ไม่มีสัมมาทิฏฐิ _มีผู้ถามว่า ฆราวาส ไม่ต้องการพ้นทุกข์ ต้องการแค่คลายเท่านั้น แล้วพระกระแสหลักสอนแบบนี้ พ่อครูว่า... ถูกต้อง เพราะว่ากระแสหลักไม่รู้ว่า จะเอาสัจจธรรมสิ่งใด ของพระพุทธเจ้าไปให้ฆราวาส พระก็อาศัยฆราวาสเลี้ยงชีพ ก็เลยต้องเอาใจฆราวาส คลายทุกข์กับดับทุกข์ ไม่ใช่นิโรธ คลายทุกข์นี้ จริง มันมีสัมมาทิฏฐิ หรือมิจฉาทิฏฐิ คลายทุกข์ ก็มีสัมมาทิฏฐิ บรรเทาลงเรื่อยๆ แต่มิจฉาทิฏฐิ คือเอามาบำบัดกิเลส กิเลสเมื่อทุกข์ บำบัด บำเรอกิเลส ก็คลายทุกข์ลง แต่กิเลสก็อ้วนขึ้น เลยกลายเป็นปุถุชน ที่กิเลสหนามากขึ้น แต่รู้สึกว่า ดูเหมือนเราบรรเทาทุกข์ คุณไม่ได้บรรเทาทุกข์ แต่คุณกำลังหลงสุข กับทุกข์ คุณนึกว่าได้รับการบำบัดกิเลสนั้น เป็นสุข กิเลสก็เลยยิ่งมากขึ้น ทุกระดับ ต่ำขึ้นที่พระพุทธเจ้าใช้ศัพท์ว่า ไม่ควรทำให้ทุกข์ทับถมทุกข์ที่มีอยู่แล้ว มันก็ยิ่งจะมีแต่หนา เพราะว่าทุกข์กับสุขนั้น ตัวเดียวกัน คุณเอาสุข บำเรอสุข ศาสนาพุทธไม่มีสุข มีแต่สุขตอแหล ความสุขไม่มีในศาสนาพุทธ สวรรค์ไม่มีในศาสนาพุทธ สุข กับทุกข์ อันเดียว นรกกับสวรรค์อันเดียวกัน คุณจะทำทานก็ดี ถือศีลก็ดี ต้องสะกิดใจไม่ให้มีสาเปกโข ไม่ต้องการแม้แต่สวรรค์ไม่ต้องการแม้แต่นรกนั่นคือเข้าทางธรรมพระพุทธเจ้า ฝึกอย่างนี้ไปตลอด จิตใจของคุณถึงจะลดหน่ายจางคลายเบาบาง คลายกิเลสได้ ดับกิเลสได้ แต่ถ้าไปบำเรอกิเลสก็มีแต่ทุกข์หนาขึ้นกิเลสหนาขึ้น คุณสุข ซึ่งมันเป็นทุกข์นั้นเอง สุขมันเป็นตัวหลอกเป็นการโกหกแต่คนนึกว่ามันมีจริง สุขมันไม่มีจริง มีแต่ทุกข์เท่านั้นที่เกิดขึ้น ทุกข์เท่านั้นที่ตั้งอยู่ ทุกข์เท่านั้นที่ดับไป ถ้าเข้าใจตรงนี้ มันมีแต่ทุกข์เท่านั้นที่เกิดขึ้นตั้งอยู่และดับไป ความสุขนั้นเป็นเท็จ สุขขัลลิกะ มันไม่มี การปฏิบัติธรรม ไม่ใช่ลัดนะ ตรง ปฏิบัติจิตไม่ให้มีแม้แต่ สาเปกโข ไม่ให้มีสวรรค์ไม่มีนรกตลอดเสมอนั่นแหละจะเป็นทางตรง ถ้ายังอยากได้สวรรค์อยากได้สุขอยู่ บางคนบอกว่าต้องให้เป็นไปตามลำดับ มีการบรรเทาคุณได้หรือ ทำไปตามลำดับ บรรเทาให้เขาได้สุขบ้าง อย่างไรอย่างไร แม้คุณจะปฏิบัติมีสติสัมปชัญญะ ใช้ปัญญาใช้ความรู้ เพื่อที่จะทำใจในใจ เรียกว่า มนสิกโรติ หรือว่าโยนิโสมนสิการ เป็นการทำใจในใจของตน ทำก็คือ ควบคุมมัน อย่าให้มันเกิดอาการอารมณ์ อ่านอาการของจิตให้ได้ จัดการหรือทำให้มันไม่มีอาการอารมณ์ไม่มีสวรรค์ไม่มีนรกให้ได้ ใครสามารถทำจิตให้มีสวรรค์ไม่มีนรกได้ แวบหนึ่งแม้ชั่วไก่ปรบปีก งูกระดิกหางก็ใช่เลย ไม่ใช่ไปติดสุข ต้องให้โยนิโสมนสิการให้ถูก
_โยมถามว่าอยู่กรุงเทพรถติด ก็เลยกดโทรศัพท์เล่น บรรเทาทุกข์ พ่อครูว่า... หลบเลี่ยงบรรเทาทุกข์ สรุปตอนนี้นิดหนึ่ง โอปปาติกะ เป็นตัวสำคัญ ที่คุณจะต้องผ่านในจิตให้ได้ โอปปาติกะ ถ้ามันมีตัวนี้เมื่อไหร่ ก็ชัดเจนว่า มันเกิด มันมีความเป็นสัตว์ เป็นอาการอยู่ในจิต แต่โอปปาติกะ เมื่อคุณสามารถอยู่เหนือความเป็นสัตว์ คุณมีจิตใจ โอปปาติกะ เป็นอุเบกขา เป็นความเป็นสัตว์ที่เรียกว่า พรหม เป็นสัตว์โอปปาติกะ ที่จิตใจบริสุทธิ์ เป็นวิสุทธิเทพ จิตใจสะอาดบริสุทธิ์อย่างถาวร อยู่เหนือกิเลส เป็นพรหมสัตว์ เป็นสัตว์ที่สะอาดบริสุทธิ์ คือ อรหันต์ คือ ประพฤติพรหมจรรย์จบแล้ว นี่ก็เรียกว่าโอปปาติกสัตว์ที่สูงแล้ว แต่ก็ใช้เป็นการเกิดอยู่ โอปปา คืออุบัติ นั่นเอง
_พระดี ..ขอเรียนถามว่า การที่พระสงฆ์รู้ดีว่า ฉันมังสวิรัติดีกว่า แต่ตนเองไม่ปฏิบัติ (เช่นเดียวกับการไม่รับเงิน,การเคร่งครัดวินัย,หรือรักษาศีล) เพราะมีสมณะและชาวอโศกปฏิบัติอยู่ก่อน ..ลักษณะเช่นนี้เรียกว่า อะไร ครับ พ่อครูว่า... แสดงว่าอัตตามานะยิ่งใหญ่มาก ถือดีถือตัว มี อุปกิเลส 16 ครบเลย โอ้ ถ้าหากคุณคิดเช่นนี้ เรียกว่าเปรต 16 ขุม ตั้งแต่ อภิชาวิสมโลภะ พยาปาทะ โกรธ อุปนาหะ มักขะ อิสสา มัจฉริยะ มายา สาเฐย ถัมภะ สารัมภะ มานะ อติมานะ มทะ ปมาทะ เป็นสัตว์นรกทั้ง 16 ขุมเลย พูดไปแล้ว เหมือนย่ำยี ถล่มทลาย เขาไม่เข้าใจอย่างอาตมา แล้วก็ปฏิบัติผิดไปหมด ที่พูดนี่พูดด้วยเมตตา ด้วยความปรารถนาดี ให้ฟังให้ถูก ว่านี่เป็นเรื่องที่ผิด แทนที่จะรู้สึกอย่างนั้น ก็หาว่าด่าเอาทุกวันๆ ก็ไม่ทำให้ดีสิ จะได้ชม อาตมาก็ไม่รู้จะทำอย่างไร ชมไม่ได้ ก็เพราะว่าไม่มีอะไรจะให้ชม พอชมก็จะชมพวกอโศกเอง เมื่อชมสิ่งดีสิ่งถูก ก็ถูกตัวเอง บอกว่ายกตนข่มท่าน ขี้บนน้ำก็ผิด ขี้บนอากาศก็ผิด ขี้บนอากาศมันก็ตกมาอีก _โยมว่า มีพระบางรูปจะฉันมังสะวิรัติก็หาว่าปฏิบัติแบบชาวอโศกอีก พ่อครูว่า... สิ่งดีงาม อย่าไปกลัวเลย หาว่าเหมือนกับโพธิรักษ์ เหมือนพวกอโศก นั่นคือเป็นเวรภัยของเถรสมาคม
สื่อธรรมะพ่อครู(อาริยบุคคล) ตอน พระโสดาบันคือ ผู้พ้นสังโยชน์ 3 พ่อครูว่า... ตอบคำถามที่ว่า โสดาบันเป็นคนเช่นไร... โสดาบันเป็นผู้พ้นสังโยชน์ 3 สังโยชน์ 3 คืออะไร ก็คือ 1. พ้น สักกายทิฏฐิ ความเห็นความรู้เรียกว่าทิฏฐิ ความเป็นสักกายะ พ้นสังโยชน์ 3 จะรู้จักความจริงนี้ได้ เป็นสักกายเรียกว่าอย่างไร ทิฏฐิที่ได้รู้คือความเข้าใจ เท่านั้นนะ ว่าสักกายะหมายถึงเช่นนี้ 2. พ้น วิจิกิจฉา เข้าใจอย่างไม่สงสัยเลยว่า สักกายะ คืออะไร เข้าใจอย่างพ้นลังเลสงสัยเลย 3. พ้น สีลัพพตปรามาส เข้าใจศีลพรต เช่น ศีลข้อ1 ไม่ฆ่าสัตว์ ข้อ2 ไม่ลักทรัพย์ ข้อ 3 ไม่ประพฤติผิดในกาม คือละราคะ ไม่ไปหลงในอารมณ์ กามราคะ รูป รส กลิ่น เสียง ทางทวาร เรียกว่า กามคุณ 5 คุณก็ต้องอ่านจิตของคุณ ว่ามี เห็นรูปแล้วอย่างไร อยากมี อยากเป็น ได้ยินเสียงแล้ว เป็นอย่างไร ต้องปฏิบัติที่ตัวปฏิบัติคือ ศีลข้อ 1 2 3 ศีลข้อ 2 ปฏิบัติกับสิ่งของ สัตว์มันก็อยู่ของเขา เป็นเพื่อนเกิดแก่เจ็บตาย อย่าไปทำร้าย ทำลายเขา เมตตาเอ็นดู หวังประโยชน์ต่อสัตว์ทั้งปวง ของที่เป็นของเขา อย่าไปอยากได้ด้วยทุจริต อยากได้ ก็ต้องสร้างด้วยความสุจริต เช่น อยากได้มะเขือเทศ มีสีสันน่ากิน ถ้าอยากได้ ก็สร้างขึ้น ปลูกขึ้น ถ้าไม่ได้ปลูกเอง ก็หาเงินมาซื้อ ถ้าอยากได้ลูกนี้ ก็ต้องมาซื้อที่ราชธานี เพราะว่าลูกนี้มันอยู่บนโต๊ะนี้ เอาเงินมาซื้อเองที่นี่ ให้ได้ อนุเคราะห์ได้ ถ้าอยากได้จริงๆ ไม่ได้กินจะชักดิ้นชักงอ ทีนี้ ก็ขออธิบาย ตามหลักธรรม อาตมาเขียนอยู่ในหนังสือเราคิดอะไร เล่ม 230 ใน คอลัมน์ เปิดยุคบุญนิยม บอกว่า เราได้พูดถึง ผลการปฏิบัติไตรสิกขา คือตามศีลแต่ละข้อ ที่เป็นสัมมาทิฏฐิจริง ก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นภิกษุ หรือฆราวาส บวชแล้วก็ปฏิบัติศีล ศีลข้อ1 เริ่มต้นไปได้ ไม่ว่าจะเป็นฆราวาส หรือภิกษุ ไม่ใช่ว่าเป็นภิกษุแล้ว ก็ไปถือแต่วินัย 227 ข้อ ที่เป็นพระวินัย ก็ดี ที่ปฏิบัติด้วย รูป คือกาย กับวาจา แต่ผู้ปฏิบัติศีล จะต้องสังวรระวัง ปฏิบัติศีล คือปฏิบัติจิต ท่านบอกว่า อย่าฆ่าสัตว์ ทางกายไม่ฆ่า วจีไม่ฆ่า จิตต่างหากต้องสังวรระวัง กายก็ดี จิตก็ดี คุณจะฆ่า ก็มีจิตใจเป็นประธาน คุณจะพูด ก็มีจิตใจเป็นประธาน ปฏิบัติศีลต้องปฏิบัติที่จิต ผู้ที่รู้จักการปฏิบัติจิต กระทบสัมผัสอะไรแล้ว เป็นจริง ถ้าคุณไม่ได้กระทบสัมผัสอะไร หลับตาปฏิบัติ คุณไม่ได้ปฏิบัติศีล คุณไม่ได้ปฏิบัติสมาธิพระพุทธเจ้า ไม่ได้ปฏิบัติปัญญา พระพุทธเจ้า การนั่งหลับตาสะกดจิต ไม่มีศีล สมาธิ ปัญญา ของพุทธ ปฏิบัติศีล จะต้องมีผัสสะ 5 แล้วมีจิตร่วม มี ปสาทรูป โคจรรูป เมื่อเกิดสัมผัสจึงเกิด ภาวะรูป 2 ปฏิบัติธรรมต้องอ่าน รูป 28 อุปาทายรูป 24 มหาภูตรูป 4 ดินน้ำไฟลม เป็
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive