601211 พ่อครูพบศิษย์เก่าศีรษะอโศก ที่มาช่วยทำ 5ส. อาคาร บวร ราชธานีอโศก.docx
เนื้อหาในไฟล์
601211 พ่อครูพบศิษย์เก่าศีรษะอโศก ที่มาช่วยทำ 5ส. อาคาร บวร ราชธานีอโศก
วันนี้ วันจันทร์ที่ 11 ธันวาคม 2560 ที่ บวรราชธานีอโศก พ่อครูพบกับศิษย์เก่าศีรษะอโศก ภายหลังจากบิณฑบาต ที่ศาลาเฮือน 00 เวลา 09.00 น.
สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน ดีที่สุดคือไม่บำเรอกิเลส พ่อครูว่า… เจริญธรรมทุกคนๆ วันเวลามันหมุนไปเรื่อยๆ พวกเราก็เห็นหน้ากันแล้ว รู้สึกเห็นตัว ก็แก่ลงเรื่อยๆนะ แต่ก่อนเห็นตัวเล็กตัวน้อย แต่เดี๋ยวนี้มันโต จนไม่โตต่อแล้ว ก็มีแต่จะเหี่ยวลงๆ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป แต่สำคัญคือ เวลามันผ่านไปแต่ละวินาทีๆ เราต้องสำคัญ แต่ละกาละ เวลา วินาที คนเราก็เกิดมาอยู่กับเวลา จนกว่าเราจะหมดเวลาไป ยังไม่หมดเวลา เราก็อยู่กับเวลาไป ช่วงระยะเวลาที่เรายังไม่หมดไปจากเวลา นี่แหละเป็นช่วงเวลาที่เราจะต้องใช้ธรรม ใช้ทำที่ว่านี้คือ ธรรมะ ใช้ธรรมะนี้ ทำให้เป็นประโยชน์ ทำให้เป็นคุณค่าประโยชน์ ประโยชน์ของมนุษยชาตินี้ ไม่มีประโยชน์อะไร ที่จะดีที่สุด ความเป็นประโยชน์ที่จะได้มาก และดีด้วย คำว่าดี ดีที่สุด คืออะไร ดีที่สุดนั่นคือ ไม่บำเรอกิเลส ไม่เห็นแก่ตัว และในการไม่บำเรอกิเลสตัวเอง นี้ต้องมีสติปัญญา เป็นตัวพิจารณา มีปัญญาเข้าไปเป็นตัวจัดการ เลือกสรรสิ่งที่ประเสริฐที่สุด ที่จะทำได้ อาตมากำลังบรรยายธรรมมะ เกี่ยวกับการใช้ความหมาย บัญญัติ ภาษาที่บัญญัติ ใช้เรียกสภาวะต่างๆ สภาวะใดควรทำ สภาวะใดไม่ควรทำ ถ้าเราไม่รู้ ไม่เข้าใจจริงๆ เราก็จะพยายาม ไม่ทำให้เรามีความเข้าใจ มี ปัญญา สร้างจริงๆ ในความหมายของคำว่า ปัญญา ทั้งหมด ปัญญาจริงๆ แล้วเป็นภาษาของ ศาสนาพุทธเท่านั้น ซึ่งหมายถึงความฉลาดคำว่าฉลาด นี่คือ ความรู้ทางทวารทั้ง 6 ซึ่งมาจากคำว่า ฉฬายตนะ มันกร่อนไปเป็นภาษาไทย เป็นคำว่าฉลาด รู้จัก ตา หู จมูก
อ่านต่อ
ลิ้น กาย ใจ สัมผัสทุกสิ่ง ทุกอย่าง แล้วก็วิจารณญาณ พิจารณามีการวิจัย มีปัญญา มีความฉลาดแบบปัญญา ไม่ใช่ เฉโก ฉลาดของคนทั่วไปนั้น ไม่ใช่ปัญญาเลย ภาษาบาลีเรียกว่า เฉโก อันนั้คือความเพี้ยน เสื่อมไปจากความจริง ก็เลยใช้ผิดไปเยอะ อาตมามาแก้ไขความผิดของภาษา ซึ่งทั้งยาก เยอะ และหนัก แต่จะเข้าใจให้ถูก ก็ยากแล้ว จะให้คนมาเปลี่ยน จากคนไม่ดี ไม่เจริญ มาเป็นคนดี คนเจริญ ก็ยิ่งยาก แต่ไม่คิดว่างานไหน จะดีกว่างานนี้ นี่เป็นงานที่ดีที่สุด งานบอกความจริง อะไรผิด อะไรถูก ผู้ใดรู้อย่างลึกซึ้ง ก็เอาไปแก้ไข ปฏิบัติ อาตมาสอนผู้ใหญ่ ผู้ใหญ่เขาก็ไม่มา ก็เลยตั้งโรงเรียนขึ้นมา ให้พวกเรามาอยู่ ให้ได้ดูแลด้านจิตใจ เด็กๆของพวกเรา ได้มากกว่าผู้ใหญ่ ผู้ใหญ่ก็ทำมาหากิน ไม่เข้ามา แต่เมื่อผู้ใหญ่ที่เข้าใจแล้ว ก็จะมาอยู่กับหมู่บัณฑิต ที่มีปัญญา ไม่ใช่เฉกา
สื่อธรรมะพ่อครู(สาราณียธรรม 6 พุทธพจน์ 7) ตอน ผลสำเร็จของพ่อครูคือสาธารณโภคี พ่อครูว่า… อาตมาอายุย่างเข้า 84 ปีแล้ว อาตมาว่า อาตมาทำงานได้ผล เอาทฤษฎีของพระพุทธเจ้ามาเปิดเผย ให้คนปฏิบัติ คนเข้าใจได้ แล้วก็เปลี่ยนแปลงชีวิต มาเป็นอย่างทุกวันนี้ เมื่ออยู่ในนี้ อาตมาขอพูดกับพวกเราว่า อาตมามีผลสำเร็จ ยิ่งกว่าเถรสมาคม ยิ่งกว่า ใช่ไหม ให้คนมาเป็นคนไม่เห็นแก่ตัว ลดละกิเลส โลภ แย่งชิงน้อย มีการช่วยเหลือเกื้อกูลกัน มีคนไม่เห็นแก่ตัวเพิ่มขึ้น เพิ่มขึ้น แบบที่ทุกคน ก็ต้องการเป็นแบบนี้ นอกจากไม่เห็นแก่ตัว ไม่ทำร้ายใคร ก็เป็นคนที่ขยันหมั่นเพียร สร้างสรรสิ่งที่ดี มีคุณค่า มีประโยชน์ แล้วก็เผื่อแผ่กินกัน ไม่ใช่เอาไปค้าขาย เอารัดเอาเปรียบ แบบทุนนิยม สร้างอะไรขึ้นมาได้ ก็บอกว่าของข้าดี ราคาดี ต้องตั้งราคาให้สูง ให้แพง ไม่ใช่ เรามาทำอะไรขึ้นมาดีๆ แล้วก็แบ่งกัน แชร์กัน เกื้อกูล ช่วยเหลือกัน นับถึงวันนี้แล้ว อาตมาได้พาคน ให้มีความรู้ มีปัญญา ได้เห็นจึงเป็นจริง แล้วมาอยู่รวมกัน เป็นกลุ่มหมู่ เป็นสังคมสังคม ชุมชนชาวอโศก ก็สำเร็จถึงขั้นสาธารณโภคี สาธารณโภคี เป็นเศรษฐศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด นักเศรษฐศาสตร์ในโลก ยังเข้าใจไม่ได้ ยังเข้าไม่ถึง เพราะฉะนั้นสังคมที่มีสาธารณโภคี เป็นเศรษฐศาสตร์ขั้นสาธารณโภคี สังคมนั้น ไม่ต้องจ่ายภาษี ทุกคนทำงานฟรี ทำงานเอาเข้ากองกลางหมดเลย เราก็แบ่งกันกินกันใช้ เป็นสังคมเศรษฐศาสตร์ ที่สุดยอด แต่คนไม่เห็นค่า นักเศรษฐศาสตร์เขามองไม่เห็น นักเศรษฐศาสตร์ก็น่าจะรู้นะ สังคมแบบนี้ ทำได้ไหม น่าจะมาวิจัย ตรวจสอบ สังคมคอมมิวนิสต์เขาเป็นอย่างนี้ไม่ได้ เพราะเขาใช้วิธีบังคับขูดรีด มาให้แก่กองกลางให้มาก คนที่ทำได้มาก เขาก็เอามามาก คนก็ไม่ชอบ เราก็เป็นระบอบที่เหนือกว่าประชาธิปไตย เหนือกว่าระบอบคอมมิวนิสต์สุดยอดแล้ว เหนือกว่าเผด็จการด้วย ก็ยิ่งแน่นอนอยู่แล้ว เผด็จการเป็นเรื่องของการบังคับ เขายิ่งไม่ต้องการให้ แต่เผด็จการมีอำนาจ ไม่ให้ก็ฆ่าได้ เขาก็จำนน ซึ่งไม่ดี ดีต้องให้อิสรเสรีภาพ ชีวิตนั้น พระพุทธเจ้าเป็นผู้ศึกษาชีวิต กับสังคม พบความเจริญสูงสุด ของมนุษย์ และสังคม ให้คนได้เรียนรู้ ปฏิบัติตาม ในศาสตร์ทั้งหลาย ที่มีในโลกนี้ มีทั้งเศรษฐศาสตร์ รัฐศาสตร์ สังคมศาสตร์ อะไรอย่างนี้ ถ้าทำความเข้าใจศาสนาพุทธ เนื้อแท้ ให้ถูกต้องนี้ มันจบ ไม่ว่าจะเป็นรัฐศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ สังคมศาสตร์ ทุกศาสตร์ อยู่ในนี้หมด อาตมาว่า อาตมาฉลาดที่รู้ อะไรดีที่สุด ของมนุษยชาติ เพราะอาตมาเรียนรู้ ตามพระพุทธเจ้า ก็พาทำสิ่งที่พระพุทธเจ้า พาทำที่สุดดีที่สุดแล้ว ยิ่งทำมานาน นานจะได้ครึ่งศตวรรษแล้ว ก็ยิ่งเห็นจริงว่า พระพุทธเจ้านี้ เข้าใจถูก เราเลือกไม่ผิดหรอก เรามาทำงานที่ดีที่สุดแล้ว ที่ควรจะทำพัฒนา ให้พวกเราศึกษา ช่วยให้รู้ความเป็นจริงนี้ ให้ชัดเจน อันนี้เมื่อชัดเจนแล้วผู้เข้าใจที่เห็นว่าอันนี้ดีที่สุด ก็มาร่วมกันทำ อยู่ข้างนอก คุณเข้าไปแย่ง แย่งสมโลภ สมโกรธ สมหลง บําบัดความโลภ ความโกรธ ความหลง ตัวเองมีมากหรือน้อยก็แล้วแต่ เสร็จแล้ว ก็ต้องเป็นหนี้ เป็นวิบากโลภ โกรธ หลง ของแต่ละคน เพราะกรรมเป็นอันทำ กรรมเป็นของของตน กรรมเป็นทายาท ธรรมของตนเองทำ เป็นที่กำเนิดของตัวเอง กรรมเป็นเชื้อ เป็นเผ่าพันธุ์ ของตัวเอง กรรมเป็นที่พึ่งพาอาศัยของตัวเอง กัมมปฏิสรโณ แปลว่าการพึ่งพา สงคราม รณะ คือ สงคราม ส คือเป็น การประกอบ การกระทำการ ปรุงแต่ง ขึ้น เพื่อเหตุคือ สงคราม อาตมาก็ยังหวังว่า พวกเราจะเกิดปัญญา เกิดความเข้าใจว่า เป็นสิ่งที่ควรทำ สถานที่เข้า มีหมู่กลุ่ม ก็มี มีโอกาสที่จะให้ทำด้วย เพราะความมารวมกันแล้ว จะทำอะไร ก็เพื่อทำประโยชน์ให้คนอื่น อย่างน้อย ให้เขารู้ความจริง ให้เขารู้ความประเสริฐพวกนี้ แล้วก็พาเขาทำ อย่างอิสระเสรีภาพ เราไม่บังคับ แล้วเราก็มีชีวิตอยู่กับสิ่งเหล่านี้ ดำเนินชีวิตอยู่กับสิ่งเหล่านี้ อาตมาได้บรรยาย และสอนพวกเราไปหมดแล้ว วันนี้ก็มาเตือนความจำพวกเราเท่านั้น นานๆ ก็มีเวลาก็มารวมกัน ก็มาย้ำเตือนย้ำเตือน อยากให้มารวมกัน ถ้าเรามารวมกันเป็นกลุ่ม มีความแน่นหนา มีปริมาณมาก ก็จะเป็นพลังงาน สร้างสรรศาสนา สร้างสรรวัฒนธรรม สร้างสรรพฤติกรรม สร้างสรรพลังงาน ที่จะทำออกไปสู่สังคมโลก ให้เป็นพลังงานที่ดี ให้เกิดจากการประกอบการ ออกไปสู่มนุษยชาติ ให้แก่มนุษยชาติ อาตมาว่า ได้ประสบความสำเร็จแล้ว โดยที่ไม่ต้องยึดถือเป็นเรา เป็นของเรา อยู่ร่วมกัน เราก็พอกินพอใช้ ชีวิตของเราไปรอด ไม่ต้องกังวลว่า จะกินอะไร จะมีอะไรใช้ โดยเฉพาะ ไม่ต้องใช้ดอกเบี้ย ไม่มีการเป็นหนี้ ที่จะต้องเสียดอกเบี้ย อาตมาว่าพวกเรารู้หมดแล้ว แล้วแต่จะทำหรือไม่ พวกเราความรู้ ความเข้าใจ และต้องเอาความจริง มาตอบก็ได้ว่า ควรจะมาทางโลกุตระ หรือโลกียะ สถานที่ในเมืองตอนนี้ มันออกไปทางกว้าง ไม่ได้แล้ว มันเข้าแข่งกันสูง สร้างตึกสูงๆ ลงใต้ดินก็มี อยากจะให้พวกเราทบทวนดูว่า สิ่งที่อาตมาเรียกร้องนี้ ควรหรือเปล่า มารวมกันนี่ ราชธานีอโศกต้องการให้คนมาอยู่สัก 1000 คนจนป่านนี้ปาเข้าไป 30 ปีแล้ว ยังไม่ได้คน 1000 คนเลย ไม่ใช่พันคือ หลังคาเรือนนะแค่ 1000 คน หลังคาโดยหนึ่งอาจจะมี 2 คน 3 คน 5 คนก็แล้วแต่ ตอนนี้คน 1000 คนยังไม่ได้เลย มันไม่ง่ายนะ ทำไมเสน่ห์ของโลกีย์มันแรงจังเลย ไปหลงโลกีย์กันจัง เสน่ห์อะไร กันนัก กันหนา อาตมาว่า นี่มันน่าจะเป็นเสน่ห์ กลิ่นของศีล สมาธิ ปัญญา หอมหวลยิ่งกว่าอะไรดี แหม? กลิ่นสวะต่างๆ มันเน่า กลิ่นไม่ได้น่าหอมหวล ทำไมไม่มาเอากลิ่นของศีล สมาธิ ปัญญา วิมุติ อันหอมหวล คนเรานั้น มันโง่หรือฉลาดนะ ...ตอบได้ไม่อายกันเลยนะ เข้าใจเลย อาตมาก็ไม่รู้จะพูดอะไรมาก มาแล้วพูดไปก็เข้าใจกันแล้ว แต่ไม่ทำ ก็ไม่รู้จะพูดอะไรต่อ จนป่านนี้แล้ว เมื่อยแล้ว ไม่เข้าใจ ก็เชิญเถียงมาเลย
สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน ทำไมต้องใกล้ชิดธรรมะ พ่อครูว่า… มีอะไรจะถามก็ถามมาเลย _ศิษย์เก่า นาย..ถามว่า เมื่อเช้านี้นั่งรถมา เกิดความสงสัยเกี่ยวกับคำว่า ธรรม มีคำว่าใกล้ชิดธรรม แล้วธรรม คำนี้ คืออะไร ทำไมเราต้องใกล้ชิดธรรม
พ่อครูว่า… ธรรมะ นี้ คืออะไร ธรรมะนี้ คือไม่ใช่โรคเอดส์ ไม่ใช่ขี้กลาก ไม่ใช่น้ำเน่า ธรรมะนี้ ไม่ใช่อาวุธร้ายนะ ธรรมะนี้ ไม่ใช่ของน่าเกลียด น่าชัง เป็นของน่ารัก เป็นของน่าได้ น่ามี น่าเป็น จริงๆในพยัญชนะ มันแปลว่า สิ่งที่ทรงไว้ คำว่าสิ่งที่ทรงไว้ คือธรรมะ มันมีทั้งธรรมะที่ดี และธรรมะไม่ดี ถ้าไม่ดีก็เรียก อธรรม หรือให้เต็มคือ อกุศลธรรม หรือทุจริตธรรม เป็นต้น ก็เป็นสิ่งทรงไว้ ซึ่งไม่ดี ไม่ถูกต้อง สิ่งดี คือสุจริต หรือ ธรรมะ เอง ก็คือ สิ่งดีแล้ว ทีนี้ ความดี นั้นมี 2 ขั้น มีดีแบบ โลกียะ กับ โลกุตระ คนมีปัญญาจะแยกได้ โลกียะกับโลกียธรรม มันมีความแตกต่าง มันมีทางแยกโลกีย์กับโลกุตระตรงไหน ธรรมะโลกุตระ นั้น หนึ่ง รู้จักกิเลส ตน สอง ทำให้กิเลสตนเองตาย ไปได้ นั่นคือโลกุตรธรรม ส่วน โลกียธรรม ไม่สามารถทำให้กิเลสตาย ไป อย่างดีก็ทำให้ แค่สลบ ส่วนโลกุตระนั้นทำให้กิเลสตายจริง ตายอย่างสนิท ไม่เกิดอีกเลย พูดได้เลยว่า ศาสนาอื่น ที่ไม่ใช่ศาสนาพุทธ ทำไม่ได้ มีแต่ศาสนาพุทธ ทำให้กิเลสตายสนิท จากชีวิตผู้นั้น ตลอดไปเลย อรหันต์ นั้น คือ ผู้ที่กิเลสไม่เกิดอีกเลยตลอดไป เลย นิรันดร ตลอดไป Forever มีศาสนาพุทธเท่านั้นแหละ ที่ทำได้ เขาจะว่า เรายังเข้าข้างศาสนาพุทธ ก็ได้ มันเป็นสุดยอดของมนุษย์ ที่ทำได้แล้ว ดีที่สุด ธรรมะที่เป็นโลกุตระ ของพระพุทธเจ้านั้น เป็นยอดของสิ่งที่ดีที่สุด สิ่งที่คุณจะทรงไว้ในตัวเราไว้ เรียกว่าธรรมะ ทำให้อธรรมนั้น เราทำให้หมดไปเลย ไม่มีอีกเลย ตั้งแต่ต้นทางของจิต เป็นประธานของสิ่งทั้งปวง มันไม่มีพลังงาน ไม่มีการเคลื่อนของอธรรม ว่ามันไม่ทรงอยู่อีกแล้ว ไม่มีการเกิดอีกแล้ว ก็คงเหลือปรับพฤติกรรมที่ดี สิ่งไม่ดี ได้ตายไปสนิท ได้ถูกอาวุธ ที่เรียกว่าบุญฆ่า คำว่าบุญคำว่ากาย คนได้เข้าใจผิดเพี้ยนไปมากแล้ว คำว่า บุญ สุดลึกซึ้ง เป็นของศาสนาพุทธ ศาสนาเดียว คนเอาไปใช้ผิดๆ แม้แต่ในศาสนาพุทธเอง ยังทำบุญไม่ถูกต้อง คำว่าบุญ ไม่เป็นกุศลในตัวมันเอง ไม่มีคำว่าเป็นสมบัติเลย มีแต่วิบัติ ในตัวบุญเอง ไม่มีคุณสมบัติ มีแต่โทษสมบัติ มีแต่ฆ่า ไม่มีการสะสม เลย แล้วฆ่าแต่กิเลส ไม่ฆ่าอย่างอื่นเลย นอกจาก โจรคือ กิเลสอย่างเดียว แล้ว บุญนี้ มีปัญญาร่วมอยู่ตลอด ปัญญาเลือกเฟ้น รู้จักกิเลสชัดเจน ทำลายกิเลสหมด ถ้า หมดหน้าที่แล้ว มันก็หายไป บุญ เป็นพลังงาน ที่เหมือนระเบิดนิวเคลียร์ ประกอบระเบิดนิวเคลียร์ ระเบิดนิวเคลียร์ ทำงานเสร็จ ระเบิดระเบิดนิวเคลียร์อันนั้น ก็หายไป ไม่มีอีก บุญ ไม่มีอีก ไม่เป็นสมบัติ ไม่เหลืออะไรเลย นี่คือความเข้าใจ แต่เขาหลอกกันไปว่า ต้องสะสมบุญ เพราะเขาไม่สามารถประกอบบุญ สร้างระเบิดนิวเคลียร์ได้ ก็เลยกิเลสไม่ตาย ระเบิดอันยิ่งใหญ่ ที่จะต้องมีประสิทธิภาพ ฆ่ากิเลสได้ อย่างดีอันนี้แหละ เพราะฉะนั้นพวกเรานี้ ที่นี่คือสำนักงานสร้างอาวุธ สุดประเสริฐ ที่สุดในโลก คิมจองอึนก็สู้ไม่ได้ โดนัลด์ทรัมป์ก็สู้ไม่ได้ รัสเซียก็สู้ไม่ได้ ปูตินก็สู้ไม่ได้ ไม่มีใครสู้ได้หรอก ต้องสร้างระเบิดนิวเคลียร์ ที่ชื่อว่าบุญนี้ เอาไว้ล้างกิเลส ปราบกิเลสอย่างเดียว ปราบกิเลสได้ทุกอย่าง สำเร็จ จบสิ้น เสร็จ เป็นความจริงที่สุดยอด ไม่ต้องมีอะไรพิจารณาอีก เป็นaxiom เป็นความแท้จริง ที่ไม่ต้องพิสูจน์อีกแล้ว จบในตัวมันเองนี่แหละ เป็นสิ่งที่ยอดเยี่ยมของมนุษยชาติ และในสังคม พวกเรามาสมัครเป็นข้าราชการของกระทรวงโลกุตระนี้ กันเถอะ ถ้าจะทำให้สังคมในยุคนี้ ดีขึ้น ชีวิตนี้เราเกิดมา ก็ต้องตาย อย่าเสียเวลากับโลกียะเลย มาร่วมมือกับทางนี้ดีกว่า ถ้าหากว่าราชธานีอโศกมีคน 1000 จึงจะดีมากเลย ตอนนี้ 500 คน ก็ยังไม่เข้าถึงเลย ราชธานีอโศกนี้ตั้งขึ้นมา ตั้งแต่ พ.ศ. 2537 มาถึงวันนี้ 23 ปีแล้ว ตอนนี้เรามีอาคาร บวร มีเนื้อที่ 11 ไร่มี 2 ชั้นจะให้เป็นศาลาเอนกประสงค์ ถ้าไม่มีที่ค้าขายก็มา ไม่มีที่จะศึกษา ไม่มีที่จะทำงานวิจัย ชั้นบนจะให้เป็นการศึกษา การวิจัย และเป็นการสัมมนาอยู่ ไม่เก็บเงิน เก็บทอง พูดเลย ไม่ได้สร้างขึ้นมา เพื่อหารายได้ ถึงบอกไป คนก็ไม่ค่อยเข้าใจ คนทั่วไป ก็สามารถมาค้าขายได้ ขอแต่เพียงว่า ให้มีนิสัยดีหน่อย ถ้านิสัยไม่ดี ก็ออกไปก่อนเถอะ ถ้าหากนิสัยดี ก็ให้สถานที่นี้ เป็นที่เลี้ยงชีพได้ แต่จะทำเป็นโรงงาน เป็นที่ปลูกพืชผัก ก็คงไม่ได้ ให้เป็นแหล่งขาย ชั้นบนให้เป็นการศึกษา จะตั้งห้องแล็บให้เป็นห้องวิจัย อะไรก็ได้ ให้มาแสดงเลย ต่างจังหวัดก็ยังไม่รู้เลยว่า เราสร้างอาคารนี้ทำไม ทั้งที่เราสร้างไว้ เป็นขายของ เป็นตลาดประชารัฐมาก่อนด้วยซ้ำ และจะทำเป็นการศึกษาด้วย ที่จะเป็นประโยชน์ต่อประชาชน ต่อสังคมประเทศชาติ ไม่เกี่ยง ถ้าหากว่าทางจังหวัดจะมาใช้งานบ้าง ก็ยินดี เนื้อที่ 11 ไร่ ก็ไม่น้อย ที่จะทำงาน มันก็ดูใหญ่เหมือนกันนะ แต่คนเขาไม่ค่อยเชื่อน้ำหน้า ไม่เชื่อว่า อาตมาจะมีความคิด ช่วยเหลือเขาแบบนี้ ก็ไม่เป็นไร คนเชื่อก็มารับบริการ พวกเราเองเข้าใจอยู่แล้ว ก็ช่วยกัน ตอนนี้ก็มีศิษย์เก่า เข้าไปจองห้อง ไม่ได้เสียค่าอะไรสักบาท คนอื่นไม่มากัน เดี๋ยวมันเต็มแล้ว ก็อย่ามาร้องนะ ตอนนี้ก็มีศิษย์เก่าหลายคน มาช่วยกันทำ บางคนจะจอง 2 ห้อง ซึ่งมันก็ยาวมากเลยนะ นี่ก็บอกให้ทราบว่าได้เห็นว่า เราน่าจะมาทำบ้าง ก็รีบมาจอง ไม่อย่างนั้นคนข้างนอก หรือตัวมาเอาก่อน ไม่เหลือนะ
สื่อธรรมะพ่อครู(สาราณียธรรม 6 พุทธพจน์ 7) ตอน จะสืบทอดระบบบุญนิยมได้อย่างไร พ่อครูว่า… มีคำถามว่าจะสืบต่อระบบนี้ได้อย่างไร ไม่ให้ผิดเพี้ยนไป ก็พวกเรานี่ไง มาสืบทอดต่อไป แล้วก็อย่าทำให้ผิดเพี้ยน นอกระบบออกไป แต่คนอาจจะมีกิเลสอยู่บ้างแบบนี้ แบบนั้น แต่ก็จะไม่รุนแรงเท่าไหร่ ขอให้มีความรู้ ความเข้าใจ และประพฤติตามที่รู้ได้สำเร็จ สำเร็จจริงๆ ทุกวันนี้ คนอาจบอกว่า ประเมินผลเร็วเกินไป ว่าอาตมาประสบความสำเร็จ ในการทำชุมชนชาวอโศก ทำสังคมมนุษยชาติ ที่มารวมกัน เป็นสาธารณโภคีได้ ซึ่งไม่ใช่ความรู้ของอาตมา แต่เป็นทฤษฎีของพระพุทธเจ้า ให้คนเข้าใจ และคนเข้ามาเอง เป็นอิสรเสรีภาพ ไม่ได้หลอกล่อ ไม่ได้บังคับเลย ทุกคนมานี้โดยสมัครใจเองจริงๆ แล้วก็มารวมกัน อยู่เป็นสาธารณโภคี กินอยู่กันในนี้ทำงานขยันขันแข็ง จะมีขี้เกียจแอบแฝง ก็อยู่ไป ให้ขยันขันแข็งเต็มที่ ก็ทำไป ก็เข้าใจกัน ถ้าคิดแอบแฝง ก็รู้อยู่บ้าง ที่มันเกิดผิดใจกันบ้าง มีทะเลาะกันบ้าง แต่พออยู่กันได้ ก็อยู่กันไปตามฐานะ ของแต่ละคน แล้วก็พออยู่พอกิน อุดมสมบูรณ์ด้วย มันไม่มีของเป็นพิษด้วย ของที่คุณใช้อยู่ ในสังคมชาวอโศก ไม่มีสิ่งเป็นพิษ มีแต่สิ่งใช้อาศัย อยู่กินสบาย สถานที่ทำให้ตอนตายก็มี ไม่ต้องบอกแล้วว่า ตายไม่ลง ต้องไปจ้างเขาเผา สำหรับที่นี่ตาย แล้วก็เผาให้ฟรี
สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน ความต่อเนื่องของการตายการเกิด ถามว่า… เคยได้ยินคนพูดว่าตายปุ๊บเกิดปั๊บ หรือเปล่า หรือว่าตายไปสู่สวรรคาลัย หรือตายแล้วจะมีภพ เป็นช่วงพักไหม หรือเปล่า หรือเป็นแบบพระพุทธเจ้า เสด็จจากสวรรค์ขั้นดุสิต หรืออย่างไร พ่อครูว่า… จิตวิญญาณเป็นอัตภาพ พลังงานเกาะกุมตัว และสลายไม่ได้ง่ายๆ คนไหนได้จิตนิยาม เป็นพลังงาน จับตัวกัน มีคุณสมบัติถึงขั้นเป็นสัตว์ พอตายปุ๊บ ตัวอัตภาพนี้ ก็จะไปตามกรรม ที่สร้างวิบากเอาไว้ เกิดปุ๊บก็มี แต่ว่าคำว่าตาย กับเกิดนี้ ถ้าไม่ได้สลายอัตภาพ มันก็ต่อเนื่องกันทันที เป็นสันตติ แต่ว่าอัตภาพของแต่ละคน มีวิบาก ตายปุ๊บจะเกิดมา มีร่างเลย ก็มีตามเหตุปัจจัย ตายแล้วไม่เกิดทันที ก็มี ต้องไปที่เรียกว่านรก หรือสวรรค์ นรกไม่ใช่วัตถุ ดิน น้ำ ไฟ ลม สถานที่สวรรค์ ก็ไม่ใช่วัตถุดิน น้ำ ไฟ ลม สถานที่ นรก สวรรค์ ก็คือ อุปาทาน คือ สิ่งที่จิตเราโง่ไปหลงยึดว่ามันมี แล้วมันก็มีจริงๆ เหมือนกับเรายึดถือ ว่ามันมีจริงๆ โอ๊ อันนี้เป็นความสวย อันนี้เป็นความสนุก มันไม่มี หรอก ความสวย ความสนุก แต่ คุณเกิดรสอันนั้นในจิต ความอร่อยก็ไม่มี แต่คุณอร่อย สร้างเอง บ้าบอ ลมๆแล้งๆ เช่น อันนี้กล้วย คนก็กินเนื้อมัน เมื่อเอาเข้าไปแตะที่ลิ้นแล้ว รสมันก็อย่างไร คุณจะเป็นชาติไทย ชาติลาว ชาติเขมร เป็นแขกฝรั่งจีน ก็รับรสเหมือนกัน คือความจริง ของรส ของมัน แต่มีภาษาเรียกต่างกันเท่านั้น หนึ่งจะเป็นรสเค็ม หวาน เปรี้ยว ขม ก็แล้วแต่ อันนั้นคือ รสจริง แต่มี รสชาติที่ปลอมแปลงออกมา คือ รสที่ชอบ กับไม่ชอบ ที่คนหนึ่งบอกว่า พอใจ ชอบ อีกคนหนึ่งบอกว่า ไม่ชอบ ไม่พอใจ นั่นคือ ตัวปลอมแท้ๆ ทั้งที่ของจริง มันก็เหมือนกันหมด เพราะฉะนั้น คนที่เรียนรู้ธรรมะพระพุทธเจ้า จึงรู้สิ่งที่จริง ระหว่างสัตว์ทั้งหลาย สัมผัสทวาร6 เหมือนกันหมด ความจริงเป็นสิ่งหนึ่งเดียว แต่ที่มันชอบไม่ชอบ ผลัก หรือดูด รุนแรง ดูดเอามาเป็นของเราหนัก เท่านั้นเอง ที่เป็นพิษภัยหนัก เรียนรู้อันนี้แล้ว อย่าไปโง่ เท่านั้นเอง เอา ความจริงตามความเป็นจริง เป็นรสชาติเดียว เหมือนกันหมด จบ นี่คือ อรหันต์ เพราะฉะนั้นคนที่ตายไปแล้ว มีสวรรค์ หรือนรก ก็คืออุปาทาน พลังยึดติดว่า มันมีจริง แล้วมันก็มีจริงๆ เหมือนอย่างบอกว่าอร่อย อร่อยมีที่ไหน ไม่มีอร่อยหรอก กล้วยก็รสอย่างนี้แหละ สีก็อย่างนี้ สีนี้สวย ก็ไม่มี คุณสมมุติกันทั้งนั้นแหละ คนหนึ่งก็ว่าสวย อีกคนหนึ่งก็ว่าไม่สวย คนหนึ่งบอกว่า ไม่อร่อย อีกคนหนึ่งก็ว่าอร่อย เท่านั้นเอง คนนึงพอใจ อีกคนหนึ่งไม่พอใจ ก็ตัวใครๆโง่ ก็เท่านั้นมันก็อย่างนั้น จะพอใจ หรือไม่พอใจ ถ้าคุณต้องกิน ก็กินเข้าไป ก็เท่านั้น ถ้ามันมีประโยชน์ต่อร่างกาย สวรรค์ นรก ก็คุณยึดถือ ตั้งแต่เป็นๆ โง่ด้วยภพนั้น คุณตายไป ก็ยึดติดอยู่อย่างนั้น มันยึดอยู่นาน มันก็เป็นภพจะเป็นสวรรค์กับนรก ความทุกข์ ก็แล้วแต่ แต่สัจจะความจริง มีอยู่ว่า สวรรค์นั้นมันไม่เกิดนาน สวรรค์มันเร็ว แต่นรกมันนาน เพราะฉะนั้นจะอยู่อีกนานไหม...นาน เพราะคุณยึดถือว่า นรกเป็นสวรรค์ คนไหนที่ยึดถือสวรรค์ อยากอยู่กับสวรรค์นานๆ นั่นคือคุณมีนรกนานๆๆๆๆ เท่าที่คุณยึด แล้วคุณก็อยากได้สวรรค์ สวรรค์กับนรก สวรรค์กับนรกไม่มี มันเป็นอันเดียวกัน คุณก็นึกว่านี่เป็นสวรรค์ๆๆๆ คนที่ยึดถือสวรรค์ ประเภท ซาดิสม์ ก็คือยึดถือสวรรค์ ที่เห็นคนอื่นทรมาน ด้วยความรุนแรง โหดร้าย ชอบ หรือสวรรค์แบบ มาโซคิส ให้กู ตัวเองเจ็บปวด นั่นคือ สุดแห่งที่สุด คือชอบใจ กับไม่ชอบใจ ชอบใจที่เห็นคนอื่นทุกข์ คือซาดิสม์ กับชอบใจที่กูทุกข์ๆ เรียกว่ามาโซคิส เท่านั้นเอง ไม่มีเลย ทั้งที่มีแต่ทุกข์เท่านั้น ที่เกิดขึ้น ทุกข์เท่านั้นที่ตั้งอยู่ ทุกข์เท่านั้นที่ดับไป สวรรค์คือ ของหลอก แล้วคนก็ไม่เข้าใจ ไขว่คว้าหาสวรรค์ สวรรค์ 6 ชั้น ขี้หมาทั้งนั้น ไม่มีเลย ไม่จริงเลย มีแต่ นรกเท่านั้นที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป เพราะฉะนั้นสวรรค์ หรือนรก ก็คืออุปาทานของจิต เกิดสวรรค์นั้น ไม่นาน สวรรค์นั้นหมดไปเร็ว แต่ความอยากได้นี้ ยืนอยู่ยาว เรียกว่า ยามะ คือเวลา หรือยาม หรือกาล อยากให้มันอยู่ยาวนาน แต่มันไม่ได้หรอก มันก็ต้องหยุด ดุสิต ก็คือที่ที่พัก มันเย็นหยุด แต่ไม่พอหรอก มันจะต่อไป คุณจะไปมีสวรรค์ นรก ก็คือสร้างเอง เหมือนกับคุณเป็นๆนี่ (พ่อครูหยิบกล้วยมาดู) แล้วบอกว่า ไอ้นี่อร่อยจริงๆเลย กล้วยอันนี้ อร่อยจริงๆเลย อร่อยนั่นแหละ คือสวรรค์ ไม่มีจริงเลย มันมีแต่สิ่งจริง ที่จะเข้าไปเป็นธาตุ เลี้ยงร่างกาย ตามควร คุณชอบ หรือไม่ชอบ ก็คือหลอกตัวเอง ทั้งนั้น สวรรค์ นรก ก็คืออุปาทาน ถ้าคุณยังมีว่า รสอร่อย คุณชอบใจ สวรรค์ของคุณก็มี แต่มันไม่นานบอกแล้ว แต่จริงๆนั้น คือโง่ ไปยึดว่ามันมี นรกมันก็ไม่มี สวรรค์มันก็ไม่มี เมื่อไม่ยึดแล้ว ก็มีแต่ความจริง ตามความเป็นจริง อยู่ในขณะมีผัสสะ6 หมดผัสสะ 6 ไม่มีอะไร สวรรค์ไม่มี นรกไม่มี เพระอรหันต์เกิดปุ๊บ ถ้าท่านจะต่อจิต อรหันต์นี้จะเกิดอีกหรือไม่ เกิดอีกก็ได้ ถ้าจะเกิดอีก ก็ไม่มีสุข ไม่มีทุกข์ ถ้าจะเกิด ก็เกิดมาสืบต่อศาสนา กตัญญูกตเวทีต่อศาสนา ก็มาช่วยคนอื่นต่อพระพุทธเจ้า ก็ปรินิพพานไปแล้ว เราก็ไม่ใช่คนต่อ ถ้าเราจะปรินิพพานไป เหมือนพระพุทธเจ้า ก็ทำได้
สื่อธรรมะพ่อครู(สาราณียธรรม 6 พุทธพจน์ 7) ตอน ทำอย่างไรเมล็ดพันธุ์อโศกจะไม่กลายพันธุ์ _ศิษย์เก่าดวงถามว่า...ถ้าเปรียบเทียบเหล่าศิษย์เก่า ก็คือเมล็ดพันธุ์ของชาวอโศก ดุดดังเมล็ดพันธุ์ข้าว ถูกพัดพาไปไกล ถูกนกกาจิกกินไปบ้าง บางเมล็ดพันธุ์ ตกอยู่ใต้ต้นโพธิ์ แต่ละเมล็ด ก็ไปเกิดในแต่ละที่ ก็อยากถามว่า เมล็ดพันธุ์ที่เกิด ตามแต่ละที่ แต่ละจุด ทำอย่างไร ไม่ให้มันกลายพันธุ์ เพราะบางตอน บางอย่าง ก็เริ่มกลายพันธุ์ หรือกลายพันธุ์ไปแล้ว ทำอย่างไรจะเชื่อมโยงเมล็ดพันธุ์ ที่กระจายไป ให้กลับคืนมา เต็มเมล็ดพันธุ์ที่แท้ได้บ้าง พ่อครูว่า... คำถามนี้ เป็นคำถามที่ยิ่งใหญ่ ทำอย่างไรจะไม่กลายพันธุ์ คุณจะต้องมีพลังงาน เป็นอรหันต์ พลังงานจิตคุณ เป็นอรหันต์แล้ว ไม่กลายพันธุ์ แต่ถ้าไม่เป็นอรหันต์ เป็นอนาคามี ไม่กลายพันธ์ุหรอก อนาคามีจะกลายพันธุ์ในจิต เป็นรูปภพ อรูปภพ แต่หากประมาท ไม่สำรวม ปล่อยปละละเลยตัวเอง ปู้ยี่ปู้ยำ ตัวเองอนาคามีก็ตกต่ำ เป็นกาม เป็นอบายมุขได้ แต่ว่าจะมีคุณภาพดีกว่า สกิทาคามี ถ้าคุณได้คุณสมบัติ คุณวิเศษนี้จริง คุณมาศึกษาฝึกฝน จนจิตคุณได้จริง ก็เป็นโสดา สกิทา อนาคา อรหันต์ จริง ไม่กลายพันธุ์ แต่ถ้าเผื่อว่า คุณไม่ศึกษา ให้จิตวิญญาณเป็นมรรคผล คุณก็ต้องกลายพันธุ์ ไม่ใช่หลอกล่อให้ปฏิบัตินะ คุณเชื่อหรือไม่เชื่อ ก็ศีรษะใคร ศีรษะมัน! จะเชื่อ หรือไม่เชื่อ ก็มีเท่านี้ เพราะฉะนั้นอาตมาถึงบอกว่า เรียก บอก แต่บังคับไม่ได้ ให้มารวมกันที่นี่ คุณแน่ใจหรือว่า คุณจะไม่กลายพันธุ์ ทุกวันนี้ถาม?...ตอบตัวเองสิ นี่ กลายไป คลายออกไป จากอยู่ที่นี่ เท่าไหร่ เกือบหมดหรือยัง...มีเกินกว่าเก่าด้วย? แต่ ขนาดนั้นก็ยังมี ก็ยังดีก็มีบางคน จะสามารถประคองเอาไว้ได้ รักษาไว้ได้ พระพุทธเจ้าถึงบอกว่า มาอยู่กับมวลมิตร สหายดี สังคมสิ่งแวดล้อมดี อาตมาก็บังคับไม่ได้ มาอยู่ ด้วยความจริง ด้วยปัญญา …จบ