590523_พุทธศาสนาตามภูมิ ตอน ผ่าตัดเพื่อฟื้นคืนพุทธศาสนาในเมืองไทย.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2559
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์344 KB
วันที่แก้ไข9 กุมภาพันธ์ 2567

เนื้อหาในไฟล์

590523 พุทธศาสนาตามภูมิ ตอน ผ่าตัดเพื่อฟื้นคืนพุทธศาสนาในเมืองไทย พ่อครูว่า..วันนี้วันจันทร์ที่ 23 พ.ค. 2559 ที่บวรราชธานีอโศกเดี๋ยววันวัน เดี๋ยวเดือน เดี๋ยวปี วันเวลาก็คือการเคลื่อนที่ไปเหมือนกับที่ผู้รู้ทั้งหลายกล่าวไว้ว่าวันเวลาไหลไปเหมือนกับสายน้ำชีวิตคนเราก็ขึ้นอยู่กับ ปฏิสัมพัทธ์กับกาลเวลา อาตมาเคยบอกไว้ว่าชีวิตคืออะไรว่าชีวิตคือกำกับกาละ ชีวิตก็คือพฤติกรรมของเราทุกกรรมการกระทำซึ่งก็ไปกับเวลา ถ้าเราเป็นคนแล้วไม่สำนึกสำเหนียกว่าชีวิตเกิดมาเป็นตัวเป็นตนได้รับการขันมาแล้วก็มีเหตุปัจจัยร่วมอยู่ด้วยเรียกมันว่าธาตุวิญญาณก็เป็นนามธรรมประกอบเป็นร่างกายนี้ทำงานร่วมกันไปกว่าจะหยุดธาตุวิญญาณร่างกายนี้ก็เน่าเปื่อยสลายไปไม่เจริญต่อก็เท่านี้แหละชีวิตของคน ความตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าที่เป็นปราชญ์เอกของโลกมีความตรัสรู้ในความจริงขึ้นมาว่าผู้ที่ได้ชีวิตเป็นคนเป็นมนุษย์ได้ร่างกายแล้วได้ถ้าวิญญาณเข้ามาร่วม แล้วก็พรากจากกันไปเป็นช่วงช่วงมันมีเท่านั้นแหละ ที่เข้าใจกันว่าการได้เกิดมาเป็นคนแล้วเสร็จแล้วก็ตาย 0 พระพุทธเจ้าตรัสรู้ว่ามันไม่จบเท่านั้น นิยามชีวิตมี 5 อย่าง คือ อุตุนิยาม พีชนิยาม จิตนิยาม กรรมนิยาม ธรรมนิยาม อาตมาเจอ 5 คำนี้ก็สะดุด แล้วทำความเข้าใจ จนเห็นว่าสุดยอด ก็ตรวจสอบไม่มีในพระไตรปิฎก พระพุทธเจ้าตรัส คนเรามีกรรมเป็นของๆ ตน สั่งสมเป็นผลวิบาก กรรมเป็นทรัพย์ของตน ไม่ใช่เงินทอง โลกธรรม ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข มันไม่ใช่ของเราอะไรอะไรก็ไม่ใช่ของเราแล้วที่ออกผลให้เราได้ทุกแต่สุขได้ดีได้ชั่วถ้าเราไม่ได้สำคัญของคำว่ากรรมอันนี้ยิ่งใหญ่มากสำหรับคำว่ากรรม ผู้ที่มีชีวิตไม่ได้สนใจไม่ได้ศึกษาธรรมะ ได้เกิดมาเป็นพุทธศาสนิกชนตามสำมะโนครัวแต่ไม่ได้ศึกษาให้เป็นประโยชน์กับชีวิตตั้งแ

อ่านต่อ

ต่เกิดจนตาย พระพุทธเจ้าท่านถือว่าเป็นโมฆะบุรุษ เป็นการเกิดมาสูญเปล่าไม่ได้สิ่งที่ควรจะได้ให้แก่ชีวิตแล้วมันหนักกว่านั้นตรงที่ว่ามันกลับไม่นอกจากไม่ได้เรียนรู้อะไรที่ควรได้แทนที่จะโมฆะได้เกิดมาเป็นร่างคนชาติหนึ่งมันกลับไปได้กิเลสกลับไปได้นรกกลับไปด้วยความตกต่ำกลับไปได้มิจฉาทิฐิได้ความอวิชชาติดตัวไปอีกและบาปไปอีกหนักกว่าเก่าอีก คำว่าหนักกว่าเก่าร้ายกว่าเก่า เพราะเอาความฉลาดมาทำความเห็นแก่ตัว เอาเปรียบ ตามที่โลกเขามีกฏกติกา ดูว่าดีสุจริต ได้ลาภยศสรรเสริญโลกียสุขแก่ตัวเอง แล้วหาทางเอาเปรียบได้มาซึ่งลาภ ยศ สรรเสริญโลกียสุข ใช้ความได้เปรียบสะสมพวกนี้ แล้วก็ดีใจยินดีที่ได้สะสมพวกนี้ แม้จะรู้ว่าทุจริตไม่ค่อยดี แต่มีฉลาดเฉกา ฉลาดมีกิเลสก็ได้เปรียบเขา ได้มาให้แก่ตนอย่างดีเลย เก่งนะ ขอยกตัวอย่างชัดๆ อย่างคุณธัมมชโย ใช้ความรู้ฉลาด สมรรถนะ แล้วอิงอยู่กับธรรมะพระพุทธเจ้าศาสนา เป็นฐาน ได้ลาภ ยศ สรรเสริญ เสพกามโลกียสุข ได้บำเรออัตตาใหญ่มาก เขาแสดงอัตตาตอนนี้ใหญ่มาก ตอนนี้หน่วยงานของชาติ อย่าง DSI เป็นสถาบันที่คนต้องเกรงเพราะมีอำนาจพิเศษ เขาไม่กลัวเลย ท้าทาย DSI ก็อาศัยศาล ให้ศาลออกหมายจับให้อีก ร่วมกับสถาบันหลักของประเทศ เขาก็ไม่เกรงใจไม่ไปใครจะทำไม อัตตาใหญ่จริงๆ แล้วใช้เล่ห์ท่าทีลีลา มันไม่ใช่ศิลปะเป็นเล่ห์กล วิธีการทางออกซับซ้อน พูดในสำนวนว่า จับส้นไม่ได้เลย ยิ่งกว่าปลาไหลใส่สเก็ตวิ่งบนจารบีชะโลมบนลานน้ำแข็ง 1. เขาอวิชชาหลงผิดจริงๆ แล้ว 2. เมื่อเขาหลงผิดแล้วก็กลับได้โลกธรรมมาอีกก็หลงอีก แม้จะรู้ว่าผิด ตอนแรกหลงอวิชชาตอนหลังหลงโลกธรรม ก็ทำให้เขารู้ว่าน่ามีน่าได้น่าเป็น ก็ฉลาดเฉโก แล้วได้ลาภ ยศสรรเสริญ หลุดจากสิ่งที่เขาต้องถูกตัดรอนคัดค้าน เขาก็หลงว่าฉลาดอีกได้ใจ เขาก็ยิ่งห่ามใหญ่ บังอาจหนัก แล้วเขาก็ใช้ปฏิภาณว่าใช้สุภาพอ่อนน้อม แต่ที่จริงหยิ่งผยองอยู่ในทีนะ เป็นความซับซ้อนเล่ห์กลร้ายกาจมาก เป็นสิ่งที่วงการศาสนาหมดฤทธิ์อำนาจตกใต้อำนาจผู้ฉลาดเฉโกเรียบร้อยหมด ทั้งองค์กรเถรสมาคม ขอพูดตรงๆ ทั้งตัวบุคคล แม้ที่สุดผู้ที่นับถือกันจะได้เป็นสังฆราช แม้แต่สังฆราชองค์ก่อนตัดสินปาราชิกเขาก็บังอาจอยู่อย่างสง่าผ่าเผย แล้วดีไม่ดียศชั้นเพิ่มอีก สุดยอด นี่คือสังคมบ้านเมืองประเทศไทย ด้านการเมืองก็เป็นอย่างนี้ ตอนนี้มีพระเอกขี่ม้ามา คนสงสัยว่าม้าเทา แต่อาตมาว่าม้าขาว อำนาจรวมของศาสนาพุทธในไทย ไม่มีอำนาจดึงคนออกมาจากโลกีย์หรอก คนออกบวชในศาสนาที่จริงเขาออกบวชเพื่อไปนิพพาน เขาก็มีความคิดรวบยอดเขาจำนวนหนึ่ง แต่เป็นเทวนิยมแม้เขามีบัญญัติว่าโลกุตระ นิพพาน อาริยะ ภาษาเขาว่างั้นแต่ทิฏฐิ concept เป็นโลกียะไม่ได้ข้ามสู่โลกุตระตรงไหนเลย ไม่เลย ในพรหมชาลสูตรก็ไปหลงอดีตอนาคต แม้ปัจจุบันก็หลงกามหลงภพภายใน ไม่ได้มีปัจจุบันที่จริงเลย จึงจัดอยู่ในอนาคต ทิฏฐิ 62 นี้คือความเห็นผิด แม้ไม่หลับตาก็หลงวิมาน เพราะไม่ได้ปฏิบัติโพธิปักขิยธรรม 37 แม้แต่คำว่ากายไม่ได้รู้ว่าคือรูปกับนาม เข้าใจว่ากายคือรูปร่างภายนอก ไม่ใช่ธรรมะสอง ไปถามเขาเลย อาตมาก็พูดออกอากาศไป เผื่อว่าเขาจะมีปรโตโฆษะ คือได้ฟังสิ่งใหม่ เป็นเสียงอื่น ว่ามีความรู้แบบอื่นอีก แปลกไปนะ แย้งไปนะ ไม่เหมือนที่เราเรียนรู้มากนี้ คนที่ไม่ยึดมั่นถือมั่นก็มีปรโตโฆษะ อาตมาพูดอย่างผยองเลยว่า เถรสมาคมทั้งหมดนี้ยึดถือแบบผิดๆออกนอกของพระพุทธเจ้าไปไกลมากแล้ว ขออภัยโพธิรักษ์พูดใหญ่มาก พูดมา 46 ปีแล้ว จะเอาไปตัดหัวคั่วแห้งอย่างไรก็เชิญ ที่เขาศึกษาปฏิบัตินั้นไม่ใช่แนวทางที่พระพุทธเจ้าสอนเลย ตั้งแต่คำว่าศีล คำว่าสมาธิ คำว่าปัญญา คำว่าวิมุต วิมุติญาณทัสนะ ไม่ได้เข้าหลักเกณฑ์ว่าต้องเป็นไปเพื่อ กถาวัตถุ 1. เรื่องที่ชักนำให้มักน้อย กล้าจน (อัปปิจฉกถา) . 2. เรื่องที่ชักนำให้สันโดษ ใจพอ (สันตุฏฐิกถา) 3. เรื่องที่ชักนำให้สงัดจากกิเลส (ปวิเวกกถา) . 4. เรื่องที่ชักนำไม่ให้คลุกคลีกับหมู่กิเลส (อสังสัคคกถา) . 5. เรื่องที่ชักนำให้ปรารภความเพียร (วิริยารัมภกถา) . 6. เรื่องที่ชักนำให้บริสุทธิ์ในศีล (สีลกถา) 7. เรื่องที่ชักนำให้จิตตั้งมั่นในสมาธิ (สมาธิกถา) . ยิ่งองค์กรใหญ่อย่างธรรมกายก็ไม่ได้เป็นไปเพื่อ อัปปิจฉะเลย เขาไม่มีวันพอ จะให้จิต ใจพอ ปวิเวก ก็อย่าหวังเลย มีแต่สะกดจิตไปเท่านั้นไม่ได้สันตา ปณีตาอย่างพระพุทธเจ้าสอนเลย ที่พูดนี้ไม่ได้พูดด้วยอคติ ไม่ได้กลัว แต่พูดด้วยจริงใจ ปรารถนาดี เห็นใจคนที่ต่อสู้กับคนดื้อดึงดันหน้าด้าน ลดเลี้ยวหลบเลี่ยงเล่ห์เหลี่ยม ไม่มีจริยธรรมเลย อย่างที่ DSI เขาเชิญไปให้ปากคำ ก็บอกว่าป่วย แต่เขาก็มีหลักฐานว่าไปได้แต่ก็ไม่ไป แม้มีคำสั่งจากศาลมาแล้วก็ตาม เป็นหมายจับด้วย อาการของธรรมกายตอนนี้ส่อให้เห็นความอ่อนแอขององค์กรหลักที่ดูแลศาสนา อ่อนแอมากจนไม่เหลือน้ำยาแล้ว ไม่ต้องพูดถึงขนมจีน หมดทั้งขนมจีนน้ำยา ศาสนาพุทธในเมืองไทยเอ๋ย รู้ได้เสีย สมเด็จพระสังฆราชที่ท่านออกมาเป็นพระลิขิตหลายฉบับยืนยันว่าปาราชิก องค์กรหลักของศาสนากลับฟังธัมมชโยมากกว่าท่าน นี่แหละคือส่อแสดงศาสนาพุทธในเมืองไทยที่ไม่เหลือแม้น้ำยาสักหยดอย่าว่าแต่เส้นขนมจีนสักเส้น แม้น้ำยาก็ไม่เหลือ เป็นศาสนาอะไรก็ไม่รู้ที่มีธัมมชโยเป็นสังฆราช เล่นภาษาว่าสังฆราชเลย ซึ่งซับซ้อนว่าธัมมชโย ได้ตำแหน่งถึงขั้นเทพ ที่พูดนี้คิดว่าไม่ผิด ว่าไม่ได้รับพระราชทานจากในหลวง แต่ว่า ได้รับสมเด็จช่วงเป็นผู้ทาน มอบพัดให้เอง ซึ่งก็รู้กันอยู่ ไปมอบพัดยศให้ถึงวัดเองเลย ซึ่งไม่มีธรรมเนียมเลย นี่คือเครื่องชี้บ่งว่าศาสนาพุทธในเมืองไทยไม่เหลือน้ำยาสักหยด หรือขนมจีนสักเส้นเลย น่าสังเวชใจ ยุคสมัยที่ดำมืด ที่งมงายหลงผิดไปกันจนไม่รู้จะทำอย่างไร แล้วตกใต้อำนาจแห่งความกลัว ไม่มีใครกล้าพูดชัดๆ อย่างอาตมาพูดนี่ ซึ่งอาตมาพูดด้วยความจริงใจปรารถนาดี เมตตา ไม่ได้พูดด้วยโกรธเคือง ปรารถนาร้ายหรืออคติ อาตมาเป็นพุทธศาสนิกชน เกิดมาอายุ 80 กว่าแล้วจะเต็ม 82 อีกไม่กี่วัน อาตมาเกิด 5 มิถุนายน เอาชีวิตมาใช้ทางศาสนา 46 ปีแล้ว ก็ตั้งใจทำงานศาสนาพุทธต่อไปอีกยาวนาน เพื่อฟื้นเอาความถูกต้องคืนมาให้แก่ศาสนาพุทธ เพราะสงสารศาสนาพุทธมาก ที่มันยิ่งกว่า กู้อะไรหนักที่จมในทะเลลึก ต้องกู้ศาสนานี้ขึ้นมาจากทะเลลึก ซึ่งมันหนักมาก อาตมาเองก็พยายามจะต้องกู้ให้ได้ อาตมามีเลือดศาสนาพุทธเต็มตัวนะ ทำด้วยความมุ่งหลัวเพื่อกอบกู้ดึงขึ้นมาจริงๆ จะหาว่าอาตมาหลงตัวหลงตนก็ตามใจ อาตมาเข้าใจว่าเขายังมีหมั่นไส้อาตมา ก็เอาแต่คนมีปัญญาเข้าใจ ไม่ได้หวังมากใหญ่ แต่หวังความถูกต้องเป็นจริง จะได้กี่คนก็เอาแค่คนจริง กอบกู้ให้ได้ ให้คนที่มีปัญญาแสวงหา เห็นด้วยเอาด้วย ก็ขอบคุณ เห็นด้วยแต่ไม่ช่วยก็ไม่เป็นไร ก็ทำไปตามที่อาตมามีปณิธานด้วยความจริงใจ จะเอาไปตัดหัวคั่วแห้งก็แล้วแต่ ชีวิตนี้อาตมาพลีเพื่อศาสนาเต็มตัว อาตมาไม่ขบถต่อความจริงจะให้เข้าคุก จะพิพากษาอาตมาให้แพ้ เขาเอากฎหมายที่ออกมาตามพรบ.สงฆ์ 2505 อาตมาผิดกฎหมาย ข้ออะไร ไม่ได้เป็นความผิดธรรมวินัยทางศาสนาเลย อาตมาไปผิดกฎหมายที่เขาบัญญัติใหม่ เขาว่าอาตมาผิดในมาตรา ที่เขาให้อำนาจแก่พระสังฆราช สั่งใครก็ให้สึกได้ อำนาจนั้นพระสังฆราชสั่งสึกได้ และสึกได้ภายใน 7 วัน แล้วคณะสงฆ์ก็ให้สมเด็จพระสังฆราชองค์ที่พึ่งสิ้นไปสั่งสึกตามกฎหมาย กฎหมายว่าถ้าสั่งสึกภายใน 7 วันแล้วไม่สึกก็ผิดกฎหมาย แล้วมีบทลงโทษต้องติดคุก กี่เดือนก็ว่าไป อาตมาก็แพ้ เพราะอาตมาไม่สึก ในข้อกฎหมายให้อำนาจสังฆราชสั่งสึก อาตมาก็ต่อสู้ในทางธรรมวินัยว่า ใครจะมาสั่งให้ภิกษุรูปไหนสึกสั่งไม่ได้ในกรณี 1. สมณะหรือภิกษุต้องปาราชิก ไม่ต้องสั่งสึก เขาเป็นสมีแล้วในตัวเอง 2. ภิกษุ สมณะที่ต้องอาบัติ อยู่อย่างสมณะไม่บริสุทธิ์คือศาสนาไม่บริสุทธิ์ของกลุ่มสงฆ์ที่คลุกคลีกัน เป็นคณปูรกะที่ไม่บริสุทธิ์อยู่ตลอดเวลา ตราบที่คนไม่บริสุทธิ์เข้าร่วมสังฆกรรม อาตมากล้าพูดได้ว่าศาสนาพุทธในขณะนี้ไม่ใช่ศาสนาพุทธที่บริสุทธิ์ เพราะผู้ไม่เป็นพระปกตัตตะ อยู่รวมบริหารคณะสงฆ์ดีไม่ดีเป็นหัวหน้าอยู่ในนั้นด้วย ในการทำสังฆกรรมแต่ละครั้ง เพราะไม่ได้อยู่ในวินัย อาตมากล่าวนี้อาจจะใหญ่ แต่จริง อาตมาจึงอยู่ร่วมไม่ได้จึงขอแยกมาเป็นนานาสังวาส แล้วอาตมาก็ไม่สงสัยหรอก อาตมาขอแยกเป็นนานาสังวาสตั้งแต่ 7 ส.ค. 2518 อาตมาขอแยกวันที่ 6 ส.ค. 2518 ในชั่วระยะ 2518-2532 เถรสมาคมก็ยอมรับว่าพวกอาตมาไม่อยู่ในการปกครองสงฆ์หมู่ใหญ่ เขาก็มีหลักฐาน ว่าเขามีจม.บอกผอ.การรถไฟว่า พวกสมณะอโศกไม่ใช่ภิกษุในสังกัดเถรสมาคม แต่วันร้ายคืนร้าย เอาเราเข้าไปอยู่ในการปกครองแล้วให้ทั้งธรรมยุติและมหานิยายรวมหัวกันทำสังฆกรรมอโศก ผิดธรรมวินัย เพราะเราเป็นนานาสังวาสแล้วมีหลักฐานประกอบพร้อม ตั้งแต่ ประกาศนานาสังวาส มีเจ้าคณะอำเภอยืนยัน และมีจม.จากเถรสมาคมถึงการรถไฟ แต่วันดีคืนดีรวมหัวกันอัปเปหิ พวกเราออกจากสงฆ์คณะใหญ่ ทุกวันนี้อาตมาพูดไปเหมือนเสียงแมลงหวี่แมลงวัน พูดให้คนรุ่นหลังฟัง จะได้ไม่เข้าใจผิด เขาพูดถ่ายทอดกันว่า สงฆ์อโศกไม่ใช่ศาสนาพุทธเขาพูดต่อกันมาผิดๆก็เลยต้องพูดยืนยันให้เขารู้ พูดอย่างไม่ได้กลัวไม่ได้สะทกสะท้านอะไร ในธรรมวินัยผู้ที่จะให้สึกได้มี หลักอยู่ 11 หลัก นอกนั้นให้เขาสึกไม่ได้ แม้จะสังฆาทิเสส ก็ไม่สึกได้ ถ้าเขาไม่เปล่งกล่าวสึกก็สึกไม่ได้ ยิ่งเขาไม่ผิดธรรมวินัยก็สึกเขาไม่ได้ ซึ่งเขาตัดสินเหลี่ยมมุมทางโลกเราก็แพ้ แต่ในมุมของธรรมะเราไม่ได้ผิด แต่ในมุมของโลกเขาว่าผิด บัญญัติว่าเราผิด สั่งให้เราสึก โดยหลักเกณฑ์ของกฎหมาย ศาลก็ทำหน้าที่ของเขาถูกต้อง เขาสั่งให้อาตมาสึก อาตมาไม่สึกก็ผิด เป็นอำนาจที่เกินกว่าบัญญัติของพระพุทธเจ้า ในกฎหมายก็บอกว่าไม่ให้มีกฎหมายที่ขัดแย้งกับธรรมวินัยของพระพุทธเจ้าในมาตรา 18 ว่าไว้ ที่พูดมานี้เป็นความรู้วิชาการทางศาสนาไม่ได้พูดเพื่อแก้ตัวให้ตัวเองหรือเพื่ออย่างอื่นใดเลย ทุกวันนี้อาตมาพูดโดยนำหลักฐานในพระไตรปิฎกที่ยึดถือกันอยู่ อาตมาก็เอาด้วย ฉบับเดียวกันนี่แหละ แล้วก็เอามาขยายความซึ่งก็จริงตรงที่ต่างกันแล้วเป็นนานาสังวาส นานาสังวาสมีหลักที่ 1. กรรมต่างกัน 2. อุเทสต่างกัน 3. ศีลไม่เสมอสมานกัน กรรมต่างกันคือประพฤติต่างกันอย่างชาวอโศก ประพฤติไม่ไปวุ่นวาย เอาง่ายๆ กับอบายมุขทั้งหลาย เดรัจฉานวิชชาทั้งหลาย ทั้งฆราวาส นักบวชเลย นี่เป็นกรรมต่างกัน อุเทสต่างกัน อุเทสคือคำอธิบายขยายความธรรมะ เช่นอาตมาอธิบายคำว่าสมาธิต่างกันแล้ว เอาคำว่าบุญมาอธิบายต่างกัน เอาคำว่ากายมาอธิบายต่างกันไปมากเลยด้วย ศีลไม่เสมอสมานกันเพราะทางโน้นไม่มีศีลแล้วเอาแต่วินัย แล้วบอกว่าศีลมี 227 ซึ่งที่จริงคือวินัย ศีลของพระพุทธเจ้า จุลศีล 26 มัชฌิมศีล 10 มหาศีล 7 ก็เป็นศีล 43 แม้ข้อนี้ข้อใดก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง เขาก็เรียกว่าศีล 227 ทั้งประเทศเลยบอกว่าพระถือศีล 227 แล้วศีลธรรมนูญของพระพุทธเจ้าที่เกิดก่อนพระธรรมวินัยเขาไม่เอาแล้ว นี่คือศีลไม่เสมอสมานกัน เพราะฉะนั้นศาสนาพุทธทั้งหมดละเมิดทำเดรัจฉานวิชชาไปหมดเพราะไม่ได้ถือศีลเลย พระพุทธเจ้าสอนไม่ให้จุดธูปเทียนบูชาไฟ หรือรดน้ำมนต์ แต่เขาทำกันทั้งประเทศเลย พูดไปเหมือนน่ากลัวมากเลย แต่อาตมามีพระไตรปิฎกอ้างอิง ถ้าไม่มีอ้างอิงเขาคงมาฆ่าตายแล้ว แต่นี่เขาจะฆ่าไม่ได้ เพราะอาตมาไม่ได้พูดผิด มีหลักฐานยืนยัน บางคนเขาก็บอกว่ามันล้าสมัยแล้ว แต่ว่า ธรรมะของพระพุทธเจ้ามันล้าสมัยหรือ? เขาบอกว่ายุคนี้เขาไม่ทำตามที่พระพุทธเจ้าบอกหรอก ถ้าคุณพูดเช่นนี้ก็พระพุทธเจ้าคนละองค์กับอาตมาแน่เลย ของอาตมาเอาตามพระไตรปิฎก ที่พูดนี้พูดเพื่อปฏิรูปศาสนา ไม่ได้มีเจตนาเลวร้ายอะไรเลย อาตมาตั้งใจขอเหน็ดเหนื่อยต่อไปอีก ไม่ยอมตายง่ายๆ จะขอมีอายุยืนยาวเพื่อที่จะฟื้นศาสนาพุทธขึ้นมาใหม่

SMS 22พ.ค.59 _0805925xxx ธัมมี่ใกล้เอวังคาวัดหรือล่องหนปายยอยู่มะกัน DSI จะเฮ๊ดด้ายยยยยเป่าน้อ? ตอนเวทนารู้นู๋มักแพ้ดาวยั่วผัสสะกิเลสกามแต่จะเฮ๊ดละจากเบาปายยหาหนักบัวพ้นน้ำเนาะ! เบิ่งพ่อเว้า SMS บ่เปิบข้าวหัวคักๆ เด๋วสำลักลีลาพ่อเว้ากินขาดนู๋ก๊ากก๊ากมักหล่ายหลายเด้อพ่อ _0890499xxx หนูเรียนแค่ป.6 แล้วไปเรียนป.7 ถึงม.ศ.3 สมัครสอบกระทรวงเพียงปีเดียวสมัยนั้นเรียนกวดวิชาวัดสุทัศน์ดังมากพศ.2516 แล้วอยู่ในมธ.14 ต.ค.เป็นแขนแดงอาชีวะเกือบถูกณรงค์ ลูกถนอมยิงในเหตุการณ์นั้น พ.ศ.19 ทำงานแล้วเลยรอดถูกจับพ.ศ. 35 ถูกจับติดคุก 3 วันกับลุงจำลองครับ ผม รัตน์ ทับ"แก รายงานจะตั้งทับสะแกอโศกถ้ามีเงินพออะแฮ่ม กม.355 ถ.เพชรเกษม ที่ 34 ไร่มีมะพร้าวด้วย 5 ไร่มียางฯล ฯ _จากไลน์ กราบนมัสการค่ะ ธรรมะ เป็นธรรมชาติ เป็นไปเป็นธรรมดา บางอรรถ บางข้อ บางขั้น อาจควรเป็นไปโดยง่ายได้รึเปล่าคะ เพราะธรรมะอยู่คู่กับชีวิตเราตั้งแต่ลืมตาจนลาโลก หากเริ่มด้วยคำว่ายากบางคนอาจหลบหลีก/ไม่กล้าที่จะศึกษาค่ะ เพราะรู้สึกว่าไกลตัว กราบขออภัยหากกล่าวในสิ่งที่ไม่เหมาะควรค่ะ ตอบ...ในความยังไม่ตาย ก็ชาติปิทุกขา คือหายใจเข้าก็ชาติปิทุกขา หายใจออกก็ชาติปิทุกขา ต้องรู้จัก ชาติ 5 คือชาติ สัญชาติ โอกกันติ นิพพัตติ อภินิพพัตติ ต้องเปลี่ยนแปลงที่โอกกันติ เมื่อจิตเราหยั่งลงด้วยกิเลส ด้วยเวทนา ด้วยสังขาร เมื่อจับกิเลสได้ กำจัดกิเลส ก็เกิดใหม่ เป็นโอปปาติกโยนิ ไปสู่โลกใหม่ โลกเดิมคือโลกียะ โลกใหม่คือโลกุตระ ต้องศึกษาชาติใหม่ ธรรมะคือธรรมชาตินั้นจะให้ปล่อยไปให้มันเป็นไปตามธรรมชาติยถากรรมนั่นคือธรรมะแบบธรรมชาติคือยถากรรม ดีไม่ดีกลายเป็นปุถุชน แก้ไม่ได้ ต้องศึกษาให้ดีในบางอรรถ บางข้อ บางขั้น เพราะธรรมะอยู่คู่กับชีวิตเราตั้งแต่ลืมตาจนลาโลก ถูกต้องมันอยู่กับเรา แต่เราได้ศึกษาได้ปฏิบัติไหมให้เกิด ปริยัติปฏิบัติปฏิเวธไหม คุณไปเอาใจใส่แต่โลกกับอัตตา แล้วไม่รู้จักอำนาจโลก อำนาจอัตตา จึงไม่รู้จักอำนาจโดยธรรม ถูกโลกกับอัตตากินตัวไปหมด จมไปหมด ไม่มีอธิปไตยในตน ภาษาคุณพูดว่าอยู่กับธรรมะ แต่คุณเองได้เรียนได้ฝึกได้ผลไหม คนจะมี Authority มี sov·er·eign·ty ไหม คุณต้องสร้างต้องฝึกให้มีธรรมะอย่างที่พระพุทธเจ้าสอน หากเริ่มด้วยยากบางคนอาจไม่อยากศึกษา ถูกต้องแต่อยู่ที่เรา จะศึกษาไหม? มันจะไกลตัวอย่างไร ธรรมะคือทรงอยู่ ถ้าทรงอยู่ด้วยกิเลสก็ไม่ดีสิ ต้องมาศึกษาสรุปแล้วถ้าเข้าใจว่าธรรมะคือธรรมชาติ แล้วเข้าใจว่าธรรมชาติคือเกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไป ใช่ แต่ว่าคุณเข้าใจได้ถูกไหม ไตรลักษณะ สามอย่างได้เรียนรู้กันไหม แล้วมาเรียนรู้ความเกิด ชาติ 5 อย่างแล้วทำให้เกิดนิพพัตติ จนบรรลุสูงสุดเป็นอภินิพพัตติ นี่แหละคือธรรมชาติ ต้องเรียนชาติจนไม่หลงใหลในชาติ รู้การเกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไปที่สะอาดบริสุทธิ์ไม่ตกในอำนาจโลกธรรม อิสระเหนือโลกเหนืออัตตาเป็นธรรมาธิปไตยศึกษาสิ เมื่อรู้แล้วทำได้จริงก็อยู่กับธรรมชาติ แต่เราเหนือธรรมชาติได้ เหนือธรรมชาติโลกีย์มาเป็นธรรมชาติของโลกุตระ ถ้าเป็นอรหันต์ก็มีอำนาจกำลังสูงสุดเหนือทุกโลกได้ เหนือโลกหรืออัตตาได้จริง ไม่ใช่เหนือเพราะความยกตัวยกตนหรือหลงผิด 1. การยึดครองหรือได้ตัวตนวัตถุภายนอก (โอฬาริกอัตตา ฯ) 2. การยึดครองหรือได้อัตตาที่สำเร็จด้วยใจ ปั้นรูปสัญญา ไม่อาศัยวัตถุภายนอกหยาบๆ แล้ว (มโนมยอัตตา ฯ) 3. การยึดครองหรือได้อัตตาที่หารูปมิได้ หรือรูปละเอียดที่ปั้นสำเร็จขึ้นด้วยสัญญา (อรูปอัตตา ปฏิลาโภ) (โปฏฐปาทสูตร พตปฎ. เล่ม 9 ข้อ 302) พระพุทธเจ้าสอนให้เรียนรู้แบบลืมตา ตั้งแต่กามภพก่อน กระทบสัมผัส กามคุณ โลกธรรมลาภยศสรรเสริญสั่งสมอัตตาไป จนเป็นอนาคามีเรียกว่าเป็นผู้มีนิโรธขั้นแรก แต่เขาเข้าใจผิดว่าไปนั่งหลับตาเข้านิโรธออกนิโรธ ดับปี๋ไป ไม่รู้เรื่องเลย ดับสุภกิณหะหรืออาภัสราพรหม ใสๆ จมภพใน สุขาวดี วิมานเพ้อพก ไม่ได้เรียนรู้กามภพ รูปภพอรูปภพ ผู้นั่งสมาธิหลับตาจมภพไม่ได้เรียนรู้ภพเลย จมในรูปภพ อรูปภพ แล้วละเลยไม่ลดกามภพ ทั้งที่ตนหอบลาภ ยศ สรรเสริญ สุขกันเต็มเลย ไม่ได้เรียนรู้ภพ 3 ชาติ 5 ไม่ได้เรียนอย่างที่พระพุทธเจ้าสอนว่าต้องเรียนรู้ ปฏิจจสมุปบาท 1. เพราะอวิชชาเป็นปัจจัยโง่ๆ จึงก่อสังขารโง่ๆ . 2. อาศัยสังขาร(3) จึงเป็นเหตุแก่ วิญญาณ(6) . 3. อาศัยวิญญาณ เป็นปัจจัยแก่ นามรูป . . . 4. อาศัยนามรูป เป็นปัจจัยแก่ อายตนะ(6) . 5. อาศัยอายตนะ เป็นปัจจัยแก่ ผัสสะ(6) 6. อาศัยผัสสะ เป็นปัจจัยแก่ เวทนา(6) . . 7. อาศัยเวทนา6 เป็นปัจจัยแก่ ตัณหา 6 . 8. อาศัยตัณหา6 เป็นปัจจัยแก่ อุปาทาน 4 . 9. อาศัยอุปาทาน4 เป็นปัจจัยแก่ ภพ 3 (กามภพ, รูปภพ, อรูปภพ) 10. อาศัยภพ เป็นปัจจัยแก่ ชาติ 5 (ชาติ สัญชาติ โอกกันติ นิพพัตติ อภินิพพัตติ) . 11. อาศัยชาติ เป็นปัจจัยแก่ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกขะ . โทมนัสสะ และอุปายาสะ (พตปฎ. เล่ม 16 ข้อ 2) ไม่มีเวทนาไม่มีฐานที่จะปฏิบัติได้ท่านแจกเวทนา 6 เป็นเวทนา 108 โดยเฉพาะมโนปวิจาร 18 ต้องแยกเคหสิตเวทนากับเนกขัมสิตเวทนา ให้ออก ธัมมชโยที่บอกว่าตนรู้ธรรมะนั้นนี้อวดอุตริมนุสธรรมที่ไม่มีในตนนั้นได้บาปตลอดเวลา ที่เจ็บป่วยนี้เพราะกรรมวิบากที่คุณทำของคุณเอง อวดรู้ที่ไม่จริง จิตวิญญาณเรานั้นแหละคือสัตว์นรกสัตว์เทวดา ถ้าทำให้เกิดโอปปาติกสัตว์ โดยมีศีลเป็นพ่อปัญญาเป็นแม่ ทำให้เกิดจิตใหม่ โดยกิเลสตาย เอาบุญไปชำระกิเลสจนกิเลสตายก็เกิดเป็นอุบัติเทพ อย่างรู้จักรู้แจ้งรู้จริง พลังงานจิตที่เป็นเปรตของเรา ทำให้ปรทัตตูชีวกเปรตในตัวเราตาย แม้ตายยังไม่หมดเป็นสาสวะก็ได้ส่วนแห่งบุญ จนเป็นอนาสวะ หมดเปรต หมดสัตว์นรก หยาบกลางละเอียดดับไม่เหลือก็เป็นอปุญญาภิสังขาร แล้วรักษาผลเป็นอเนญชาภิสังขาร ทำอภิสังขาร 3 เป็น เพราะเข้าใจกายสังขาร จิตสังขาร วจีสังขารอย่างรู้สภาวะรู้อาการลิงค นิมิตอุเทส ทุกวันนี้ศาสนาพุทธไม่เอาตามพระไตรปิฎกแล้ว แต่เทศน์ใส่ทำนองเลย แล้วศาสนาพุทธที่เข้าป่าเขาถ้ำ แม้มิจฉาทิฏฐิแต่ไม่ได้สร้างกรรมบาปใส่ตนมาก แต่ผู้ที่ไม่ได้ปฏิบัติลดละมักน้อยสันโดษ แต่หลงโลกธรรม กลายเป็นศักดิ์ฐานะแย่งชิงตำแหน่งจนในระดับชาติ จะได้เป็นพระครูจนติดสินบนซื้อยศตำแหน่งหรือหาพรรคพวกเพื่อได้ยศตำแหน่งสู้กันยิบตา มันศาสนาพุทธอะไร? ไม่มีใครพูดก็ช่างเถอะ อาตมาจะพูด เขาก็หาว่าอาตมาพูดแต่สิ่งไม่ดีของศาสนา ทั้งที่อาตมาก็พูดสิ่งดี แล้วดีที่เป็นโลกีย์ก็ดี แต่ไม่ใช่ศาสนาพุทธ อาตมาเคยได้ยินสมเด็จท่านหนึ่งบอกว่าที่ได้เป็นเจ้าคุณอะไรนี่ ไม่มีโสดาฯ อะไรหรอก ท่านรู้ตามฐานะที่ท่านเป็น….จบ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน