590522_วิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ เรื่อง อริโยสัมมาสมาธิ.docx
เนื้อหาในไฟล์
590522 วิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ เรื่อง อริโยสัมมาสมาธิ ส.ฟ้าไท ว่า...วันนี้วันอาทิตย์ที่ 22 พฤษภาคม 2559 ที่บ้านราชเมืองเรือก็มีฝนตกทำให้เราต้องเร่งผลิตปุ๋ยส่งชาวนาชาวสวนเราผลิตส่งไม่ทันเลย ก็เป็นนิมิตหมายที่ดีที่จะให้ชาวนาชาวไร่ได้ใช้ปุ๋ยอินทรีย์ วันนี้พ่อครูจะมาบรรยายเรื่องสัมมาสมาธิ หรือสมาธิพุทธ ก็ตั้งใจอธิบายทุกทีตั้งไปแล้วใครที่ตั้งมันก็ล้มเองก็ตั้งมันอีก ตั้งแล้วตั้งอีก ก็ขอส่งข่าวคราวอาศัยโทรทัศน์บุญนิยมก็คงจะมีคนที่เปิดดูโดยเฉพาะคนที่ชื่อว่าเพื่อนอาตมานั้นมีมิตรดีมีเพื่อนเก่าๆ ก็พยายามโยงใหญ่มามาสู่จุดสำคัญจุดนี้มาไม่ค่อยมาอาตมาก็หาเพื่อนอื่นๆ ไปแม้จะรู้จักกันหรือไม่รู้จักกันก็พยายามหว่านเสน่ห์ไปได้เรื่อยๆ เสน่ห์ก็ไม่ค่อยจะมีก็ยังพอได้ติดติดมาบ้างก็ได้เท่าที่ได้เพื่อนคนเก่าๆ ก็พยายามโยงใยให้มา ใครจะว่าอาตมาหลงตัวเองก็ได้ แต่ว่าอาตมาได้จุดนี้ คือสัมมาสมาธิ ในโลกเขามีสองสมาธิ คือ analysis vs hypnosis แล้วก็ชื่อว่าสมาธิทั้งคู่ ตั้งมั่นได้ทั้งคู่ เหมือนนิวเคลียร์ฟิวชั่นกับฟิชชั่น ก็มีกระแสบวกกระแสลบ พวกที่ดิ่งเดี่ยวเป็นหนึ่งเดียวก็ได้ความจริงนิ่งสดับไม่รับรู้แต่ของพระพุทธเจ้านี้ทำให้สองได้เป็นหนึ่งได้และเข้าใจ 2 เข้าใจหนึ่งก็จะอนุโลมปฏิโลมอยู่กับโลกได้อย่างประนีประนอมอยู่อย่างปรองดองอยู่อย่างไม่ทะเลาะกันอยู่อย่างอาศัยกันและกันและสำคัญที่สุดคือตัวอย่างยอมเป็นผู้เสียสละเป็นผู้แพ้ได้ผู้ที่ชนะทุกสิ่งทุกอย่างทั้งโลกที่เขาจะชนะเป็นที่สุดในโลกแต่เขาเป็นผู้พิชิตรอบโลกไม่ได้ก็เพราะเขาแพ้ไม่เป็น ผู้ที่จะชนะสูงสุดที่สุดในโลกเขาชนะทุกสิ่งทุกอย่างในโลกเลยแล้วเขาก็จะเป็นชนะทุกสิ่งทุกอย่างในโลกจริงๆด้วยถ้าเขาทำสิ่งนี้ได้คือเขาต้องแพ้ถ้าเขาแพ้ได้เขาเป็นผู้ชนะสูงสุดในโลก เขาเป็
อ่านต่อ
นผู้ชนะสูงสุดในโลกไม่ได้เพราะเขาแพ้ไม่เป็น นี่แหละคือสุดยอดพระอันตะมาถึงทุกวันนี้ไม่มีปัญหาเลยเพราะอาตมาแผลเป็นและสมาไม่มีหยุดอาตมาแพ้แต่อาตมาไม่มีหยุดพัฒนาสร้างสรรค์ไปเรื่อยๆ ทุกวันนี้ก็ประสบผลสำเร็จไปเรื่อยๆ ก็ขอส่งข่าวถึงเพื่อน อาตมาต้องมีลูกมากก็เลยเหมือนทิ้งเพื่อนแต่ก็ไม่ได้ทิ้งหรอกการมีเพื่อนนี่มันสุดยอดการมีศัตรูหนึ่งคนก็มากไปแล้วแต่การมีเพื่อนมีมิตรมีสหายดีเท่าไหร่เท่าไหร่ก็ไม่พอ มีเพื่อนเยอะเพราะเรียนซ้ำชั้นหลายปี ก็ได้เพื่อนเยอะ … ที่ ร.ร.เพาะช่าง อาตมาก็เป็นประธานนักศึกษาเป็นคนแรก เป็นยุคปชต. ซึ่ง พระพุทธเจ้าได้สอนปชต.สุดยอด แล้วมีหลักนานาสังวาส คือ ให้ปฏิกโกสนาคือ ท้วงกันติงเตือนกันได้เต็มที่แต่จะมาฟ้องร้องทำอธิกรณ์ไม่ได้ ปชต.ก็มีสุดวิสัย มีธรรมะสอง เจโตกับปัญญา ในโลกก็ต้องมีนิวเคลียร์ฟิชชั่นกัลฟิวชั่น พีชนิยามก็มีสอง จิตนิยามก็มีสอง เป็นภาวะสอง ผู้รู้จัก ธรระมสองภาวะสองก็ไม่ยึดมั่นฝ่ายใด มีแต่เอาปัจจุบันองค์ประกอบ วินิจฉัยตามมหาปเทส และสัปปุริสธรรม 7 อะไรควรไม่ควรแม้ไม่มีในมหาปเทสก็ใช้ความควร สุดท้ายใช้เยภุยสิกา คือพลังเสียงข้างมาก แล้วจากไหนก็ต้องในสภา ในสภาต้องเอาผู้รู้เอาบัณฑิต อย่าเอาสมาชิกที่พาลมาเป็นสภา แล้วตัดสินเสียงข้างมากชนะก็จบไม่มีอะไรมากกว่านี้แล้ว สุดยอด ปชต.หากเข้าใจแล้วจะเข้าใจถึงนามธรรม ในพีชะ ในอุตุ พลังงานเริ่มต้นที่มันไม่รู้ตัวตน ไม่ทำร้ายใคร มีญาณหยั่งรู้พลังงานเหล่านี้แยกธรรมะสองได้ทุกฐานะ สุดท้ายมีกรรมกับธรรมะ กรรมคือปัญญา ทุกอย่างสมบูรณ์แบบรู้รูปรู้นามรู้ธรรมะสอง รู้เจโตกับปัญญา รู้กรรมกับธรรมะ เมื่อชัดเจนจึงสั่งสมพลังงานปัญญากับเจโต ที่รวมเป็นพลังงานที่ทั้งรู้และมีเจโต แล้วจะเลือกอะไรก็ใช้มหาปเทส และสัปปุริสธรรม 7 ตอนนี้เราสร้างเชื่อที่มี DNA พุทธได้แล้วเป็นแต่จะพัฒนาต่ออย่างไรขยายอย่างไร รู้ว่าไม่ง่าย เพราะเป็นยุคหางศาสนาพุทธแล้วเลยครึ่งแล้วแย่ลงไปแล้ว ศาสนาพุทธไปถึง ห้าพันปี แต่ถ้าตอนนี้เลยสองพันเจ็ดร้อยแล้วไม่ได้ก็แย่ อาตมาก็เลยต้องหนักเป็นหลัก 7 ที่หนัก หลัก 8 นี้ค่อยยังชั่ว
Sms 19พ.ค.59 _ 0895781xxx สนับสนุนภิกขุณี ไม่ต้องมีสำนักพุทธและมหาเถรสมาคม ตั้งมหาพุทธบริษัทแทนและปฎิรูปพระ พ่อครูว่า… คิดได้แต่จะทำได้หรือไม่ ก็คิดกันไปทำกันไป เราหาทางออกที่สิกขมาตุ แล้วพาสิกขมาตุนี้ไปถึงอรหันต์ได้ไหม ก็ได้ ยืนยันเลย ถือศีล 10 ให้จริงให้เคร่งตามพระพุทธเจ้าสอน เณรนี่บรรลุเป็นอรหันต์ได้ ถ้าอาตมาลากชีวิตไปถึง 151 ปีจะมีคณะรัฐบาลโลกุตระที่บริหารประเทศด้วยแบบคนจน ขาดทุนของเราคือกำไรของเรา แล้วเราจะสร้างสรรให้เกินแล้วแจกจ่ายแก่ชาวโลก เมืองไทยศิวิไลซ์แน่นอน ตามในหลวงตรัส เราก็รวยพอควร แต่เราไม่รวยมาก เราไม่สะสม เราอุดมสมบูรณ์พอกินใช้แล้วแจก มีสมรรถนะมีน้ำใจ 1. ไม่เป็นหนี้ 2. พึ่งตนเองให้รอด 3. ทำให้เกินกินใช้ 4. แจกจ่ายเผื่อแผ่คนอื่น เราเป็นผู้ให้นี้ ขาดทุนของเราคือกำไรของเรานี่แหละไม่มีอะไรลบล้างได้ แล้วเราไปรอดแล้วชนะด้วยอย่างสวยงามด้วย ไทยเราทำได้แต่คนยังเชื่อน้อย เลยมีอัตราก้าวหน้าน้อย ถ้าเมืองไทยสัมมาทิฏฐิร่วมมือเอาใจโถมเลย หนักหนาเหน็ดเหนื่อยหน้านองน้ำตาก็ช่วยกันไป รับรองว่าไปรอด ทุกวันนี้ Globolization ถึงกันหมด ไทยกับอเมริกานี่ตรงกันข้ามสุดแล้ว ถ้าเดินตรงสั้นสุด แต่ถ้าเดินอ้อมก็ไกลสุด เจาะรู้โลกก็ถึงกัน อาตมาไม่ได้ดูถูกภิกษุณี ถ้าดีเราก็ยินดี แต่ถ้าไม่ดีก็ไม่ชื่นชม
_0812655xxx เมื่อวานดูรายการคมชัดลึก รู้สึกไม่ดีเลยที่พระพยอม เอ่ยถึงอโศกลักษณะเหมือนดูแคลน พิธีกรน่าจะห้าม ตอบ...ขออภัยพระพยอมก็คือท่าน ท่านก็มีกลุ่มท่าน คนเราโง่เท่าที่คนเราฉลาด คนเราฉลาดเท่าที่คนเราโง่
_0822712xxx เขาบอกว่าศีล5 ไม่มีในพระไตรปิฏก พระพุทธเจ้าไม่เคยสั่งสอน จริงมั้ยครับ. ตอบ...คนถามคือคนไม่รู้ ในจุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล มีหมด ในจุลศีลมีไว้หมด ไปทบทวนให้ดี
_0805925xxx คนที่มีบุญเก่าในธรรมจะเพียรสร้างกรรมดีรักสันโดษเห็นภัยแห่งกาม! คนที่ฟังธรรมเข้าใจง่ายเพราะมีอุปนิสัยเก่าแต่ปางก่อนที่สะสมมา! แต่ผู้ที่เพียรดับบาปบุญดีกว่าผู้ใฝ่ธรรมไม่เพียรดับกิเลส? นู๋ก็เป็นจังซี้บัวตูมบ่บาน! ตอบ...สรุปแล้ว ก็พัวพันกันอยู่ไม่ว่าคำว่ากาม สันโดษ หรือสร้างกรรม บุญเก่า นัวนังกันอยู่ก็ค่อยๆคลี่ แก้แหไป เหมือนช่างหูกช่างทอก็แก้ปมไหมปมด้ายไป ดีกว่าผู้ไม่เพียร
_0892297xxx ลูกฟังเสียงพ่อท่านจากเท็ปจากชีดีเกือบทุกวันมา30 ปีจนเดี๋ยวนี้ได้ดูจากบุญนิยมทีวีปีหนึ่งๆ ขาดไปสัก10 วันมังคะลูกเห็นว่าพ่อท่านเทศน์เก่งดีวันดีคืนเข้าใจง่ายมีอารมณ์ขำสนุกตลอดลูกต้องติดตามทุกวันแล้วลูกตรวจตนนิสัยดีขึ้นเรื่อยๆ เจ้าค่ะกราบขอบพระคุณอย่างสูงยิ่ง _0893867xxx ธรรมมงคล38 ปก.ที่พ่อครู สอนทำให้รู้จักมิตรเทียมจอมเสแสร้งได้ดีเป็นมิตรปฏิรูปก์มี หรชน,วจีบรม,อนุปิยภาณี,อปายสหาย! ส่วนมิตรแท้ที่อยู่ไกลตัวแต่จริงใจที่สุดเป็น สุหทมิตร มีอุปการณ์,สมานสุขทุกข์,อัตถักขายี,อนุกัมปี!เป็นมิตรดี ตรงตามอุปัฑฒสูตรในพระตปฎ.ไหม? ตอบ...วจีบรมคือยึดเอาคำพูดเป็นใหญ่ อนุปิยภาณี คือคนช่างพูดต่อยหอย อะไรเล็กๆ น้อยๆ ก็เก็บหมดคือกุ้งฝอย ฟรุ้งฟริ้ง อปายสหาย คือร่วมประโยชน์กันจนละเอียด คือไม่ติดประโยชน์แต่รู้ว่ามีละเอียด สหาย คือผู้ร่วมประโยชน์ อนุกัมปีคือผู้มีความอนุเคราะห์ ตอบว่า ตรงกับมงคล 38 หมด รายละเอียดต่างๆ อยู่ในมงคล 38 ที่รวบรวมตั้งแต่รูปธรรมละเอียดถึงนามธรรมที่สุดแห่งที่สุด กรรมที่ทำนั้นดีในระดับในในกัลยาณธรรมหรืออาริยธรรม สามเส้า 1. ไม่ดี 2. ดีกัลยาณธรรม(โลกียะ) 3. ดีเป็นโลกุตรธรรม ก็แยกพลังงานเหล่านี้ได้จริง ผู้ที่รู้จักพลังงาน สองหรือสามเส้าแล้วรวมให้เป็นหนึ่งได้ ที่มันเกินสลายหายไปจับไม่ติดก็ทิ้งมันไป isotope ก็จับไม่ได้ก็ปล่อยไป คนเก่งที่สุด เก็บ ได้แค่ half life กึ่งเดียวก็เก่งแล้ว
_0893867xxx กราบขอบคุณพ่อครูกับธรรมนัตถิสุกตทุกฎานังกัมมานังผลังวิปาโก!ผลวิบากของกรรมที่ทำดีทำชั่วแล้วไม่มีผลเป็นมิจฉาทิฐิสาธุ ขอบคุณบุญนิยมกับธรรมพ่อครูสอนอันมีปรฑัตตูปชีวกเปตฤาคนที่ยังต้องอาศัยผู้อื่นที่มีรูปธรรมสูงช่วยทำให้ชีวิตเกิดชีวิตเป็นไป _0805925xxx บายก่อนเน้อต้องตื่นเช้าใส่บาตรสวยๆพระล่องหน!บายๆ:-) _0818557xxx กราบนมก.พ่อท่านๆตอบคำถามได้ดีมากๆๆค่ะ จากกูรู สู่แดนธรรม _ ผมก็อยากถามพ่อท่านเหมือนกันครับ สมัยก่อน ราวๆ ปี 2537 พ่อครูถามว่า "ใครแปลคำว่า กัมมะหรือกรรม ได้ถูกต้อง อาตมาจะให้เป็นพระโสดาบัน" .. ทุกคนส่วนมากมักจะแปลว่าการกระทำ แต่พ่อครูก็เฉลยว่า กรรมะแปลว่า ทำการงาน คำถามคือ การแปลหรือการอธิบายความได้อย่างต่างไปจากคำมาตรฐานทั่วไปนี่ สามารถบ่งบอกถึงภูมิจิต ภูมิความรู้ ความมีความเป็น ของผู้นั้นได้ ใช่ไหมครับ ตอบ...ทุกอย่างเป็นสอง แต่เราทำให้เป็นหนึ่ง เราทำการงานแต่ไม่ยึดมั่นถือมั่นทำให้ดีที่สุดแล้วจบ อาตมาจะขยายความคำว่าสมาธิ เมื่อวานนี้ฟังอ.รัตนาภรณ์ ธรรมโกศลอธิบายสมาธิว่า เริ่มที่ Focus แล้วเป็น Concentrate ก็มีจิตวิญญาณประกอบ แต่ว่าอ.ว่ายังไม่สูง ต้องมี Meditation จึงสูง เป็นคำนาม รวมหนึ่งได้ พ่อครูว่า...จริงๆ Concentration นี้รวมให้เป็นหนึ่งได้เป็น Supraconcentration สิถึงสูงกว่า 1. Focus 2. Concentration 3. Meditation 4. Supraconcentration พวก Meditation คือ พวก hyponotize รวมนิ่งไม่ได้วิจัยอะไร สะกดแน่แน่ ตีดิ่ง ส่วน Supraconcentration คืออริโยสัมมาสมาธิ เป็นการเรียนรู้ความเคลื่อนไหวของจิตใจ ไม่ใช่รวมให้นิ่ง แต่วิจัยถึงอาการ แยกอาการลิงคนิมิตอุเทส ที่อาตมาอธิบายคืออุเทศให้คุณเข้าใจ อาการสองอาการก็ต่างกัน นิมิตสองนิมิตก็ต่างกัน เป็นลิงค หรือเพศก็ตั้งแต่อ่านองค์รวมเรียกว่ากาย กายคือภาวะสอง ธรรมะสอง เมื่อมีองค์รวม รวมกันแล้วคุณแยกไม่ออกก็เรียกกาย ถ้าแยกกายออกว่ามีสองก็เป็นกายในกาย ผู้ที่จะแพ้สูงสุดคือผู้มีน้อย ผู้ที่มักจะเอาชนะคือผู้เอามาก ผู้เอา 2 ก็ชนะ 1 แต่ 1 นั้นชนะ 2 ในทางน้อย ผู้เอา 1 ก็ชนะ 0 แต่ 0 นี่ไม่เอาเลย แต่ผู้ชนะจริงๆ คือผู้ไม่เอาเลย เขายอมสละให้ ถ้าคุณเข้าใจตรงนี้ก็จบ ถ้าเราได้ 2 เขาเองเขายอมเอา 1 เราก็ยกย่องเขาได้ ดีที่เขาได้เสียสละ แล้วไม่ต้องไปข่มเขา เขาเสียสละจริง เขาสามารถเอา 2 ได้แต่เขาเอา 1 หรือเขาสามารถเอา 1 ได้แต่เขา 0 ได้เลย ใครที่จะ 0 ได้จริงๆ คือจบ ในธรรมะสองนี้ท่านแยกเป็น 4 อาตมายังค้นหาต้นตอในพระไตรฯไม่เจอ.. ลักษณะ สสัมภาระ อารัมนะ และสมมุติ สี่อย่างนี้ไปกับธาตุ 6 ดินน้ำไฟลมอากาศวิญญาณ ใช้สัมผัส 4 นี้มาศึกษา ดินมี ลักษณะ สสัมภาระ แต่ดินไม่มีอารัมนะ แต่ดินมีสมมุติ น้ำ ไฟ ลมก็เช่นกัน อากาศหาลักษณะยาก ไม่มีกรอบขอบเขตขีดเลย ไม่มีเส้นแสงสีเสียงเลย แต่มีสสัมภาระ แต่ไม่มีลักษณะ ไม่มีอารมณ์ ไม่มีสมมุติ ไร้ลักษณะ วิญญาณไม่มีลักษณะ แต่มีสสัมภาระ(สำหรับผู้ที่ควบคุมจะให้มีหรือไม่มีก็ได้ ผู้อรหันต์ทำได้) อารัมนะ และสมมุติ สิ่งเหล่านี้จะรู้ได้ต้องมีผัสสะ ขนาดมีผัสสะยังอธิบายกันแทบหัวแตกเลย หลับตาปฏิบัติหมดประตูปิดประตูเรียนรู้ลักษณะ 4 นี้เลย การปฏิบัติ หลับตาทำสมาธิ ที่นิยมกันคือ Meditation จึงปิดประตูให้รู้จักรู้แจ้งรู้จริง ความเป็น ดินธาตุ น้ำธาตุ ลมธาตุ ไฟธาตุ อากาสธาตุ วิญญาณธาตุ ที่สัมบูรณ์ด้วย รูปกาย นามกาย และปิดประตูที่จะได้รู้จักรู้แจ้งรู้จริง ความเป็นธรรมะที่อยู่ในลักษณะ ดิน น้ำ ลมไฟ อากาศ วิญญาณ แต่ถ้าปฏิบัติตามทฤษฎี หรือทิฏฐิของพระพุทธเจ้าคือปฏิบัติลืมตา มีสัมผัส 6 จึงมีวิญญาณ 6 อายตนะ 6 เวทนา 6 ตัณหา 6 อุปาทาน 4 ภพ 3 ชาติ 5 จัดการสังขาร 3 ได้บริบูรณ์สำเร็จเป็นอภินิหาร 3 ได้สัมบูรณ์ ด้วย มรรค 7 องค์ แล้วเกิดสัมมาสมาธิ บรรลุ วิชชา วิมุติ หรือด้วยโพธิปักขิยธรรม 37 แล้วเกิดโลกุตระ 37 บรรลุธรรม โลกุตระ 9 ได้สัมบูรณ์ สัมประสิทธิ์ของพีชนิยามก็แค่อยู่กับตัวเอง แต่จิตนิยามสามารถรู้พลังงานตัวตั้งสัมประสิทธิ์แล้วรู้นอกได้อีก สามารถเก็บเอามาใช้เป็นหรม.หรือครน.ได้อีก หารร่วมมากหรือคูณร่วมน้อย ต้องกลั่นเอามา จะได้ปรอท หากเอามามากไม่กลั่นก็ได้แต่โฟม หารร่วมจากคนมากแต่เอามาแค่น้อยจึงได้แก่น แต่เราก็รู้มวลรวม มีตัวเลือกเอาส่งควรได้ก่อน นี่คือรายละเอียดของปัญญาธาตุรู้ที่ได้สั่งสมมา จะได้อัตราก้าวหน้า ผู้จะรู้จักสังขาร 3 กายคือรวมรูปนาม จิตสังขารคือเอาแต่จิต อาศัยพลังงานจิตมาแยกแยะอ่าน จนรายละเอียดของจิต ทำการ ตักกะ วิตักกะ สังกัปปะ อัปปนา พยัปปนา เจตโสอภินิโรปนา วจีสังขารา กายสังขารรวมทั้ง Cytoplasm และ Protoplasm (กรอบกาย) เราไม่ยึดมั่นถือมั่น เมื่อถึงเวลาเราก็ทิ้ง Protoplasm เหลือแต่ Zonar Pellucidar จึงเกิดการแตกตัวขึ้นมา ตัวยอมนี่ทำให้เจริญแต่เรารู้จักสัดส่วนการยอมจะผสมส่วนอะไร เราก็ยอม Cytoplasm ก็จะเจริญแตกตัวไป จะรู้จัก กายสังขาร วจีสังขาร จิตสังขาร จะรู้การเกิด 5 คือ ชาติ สัญชาติ (เท่าที่คุณจำได้มาเป็นสัญชาติ ) วิญญาณแยกได้เป็นสองคืออิตถีภาวะกับปุริสภาวะ เราถือว่า ปุริสภาวะเป็นพลังงานบวก เป็นแกน มีพลังงานลบคืออิตถีภาวะ ทำงานร่วมด้วยแต่เอาบวกเป็นแก่น เราขจัดพลังงานลบไปเท่าที่ไม่ได้อาศัย แต่ที่อาศัยได้ก็ทำไป เหมือนฟิชชั่น อะไรใช้ได้เอาเอามาเป็นฟิวชั่น ที่เราคัดออกเพราะว่ามันกวน ก็เกิดผลสร้างสรรไปเรื่อยๆ สิ่งเหล่านี้เกิดจากพลังงาน นาม 5 คือ เวทนา สัญญา เจตนา ผัสสะ มนสิการ เวทนาเป็นตัวถูกรู้ อารมณ์โกรธ รัก ชอบ หลงก็กำหนดรู้อาการ แล้วแยกเวทนา 108 ก็แยกอะไรควรตัดก็ตัด (เคหสิตะ) อะไรทำได้ก็เนกขัมมะ เก็บได้ ได้มาเป็นเวทนา 108 เหตุของเวทนาก็คือจิต สราคะ สโทสะ สโมหะเป็นตระกูลที่ต้องขจัดออก จนหมดอกุศลจิต เหลือจิตทรงไว้คือธรรมะ เป็นสิ่งที่ดีที่ควรเอาไว้ ก็เรียนรู้นาม 5 นี้ เจตนาคือมุ่งหมาย จะมุ่งเป๋หรือตรงก็ต้องทำทิฏฐุชุกัมม์อันนี้ เราต้องพยายามให้ตรงที่สุด อธิบายมาถึงขนาดนี้แล้วพอจะวางได้ไหม สำหรับผู้หลงยินดีในสมาธิหลับตา พวกหลับตากอดคอกับพวกขี้เกียจ และก็กอดคอกับพวกนักเลี่ยง อย่างคุณนักรบธรรมนี่ กอดคอกับพวกนักเลี่ยงกับพวกขี้เกียจ ชาติ 5 คือชาติสัญชาติ อบายนี่คือขี้แท้ๆ อบายคือขี้ ภาษาบาลีคืออุจจาระ มาเป็นภาษาไทยคืออุจาด มาจากอุจจาระ สรุปแล้วจะเข้าใจยิ่งขึ้นใน วิญญาณ 6 อายตนะ 6 เวทนา 6 ตัณหา 6 อุปาทาน 4 ภพ 3 ชาติ 5 จัดการสังขาร 3 รูป 28 วิญญาณ 6 ชาวพุทธในปัจจุบันนี้ แม้แต่คนผู้เรียกตนว่า นักปฏิบัติธรรม หรือพระที่หลงยึดตัวตนว่า เป็น“พระกรรมฐาน-พระปฏิบัติธรรม”แต่ละล้วนไม่ได้เห็นความสำคัญของ“ปฏิจจสมุปบาท” เอาแต่หลับตาทำสมาธิ จึงมิจฉาทิฏฐิ เพราะยังไม่มี“นามรูป”ที่ประกอบไปด้วย“ชาติ 5-ภพ 3-อุปาทาน 4-ตัณหา 6-เวทนา 6-ผัสสะ 6-อายตนะ 6-นาม 5-รูป 28-วิญญาณ 6-สังขาร 3”มาเล่าเรียนกันตามที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในพระไตรปิฎกเล่ม 16 ข้อ 4-18 ซึ่งล้วนระบุว่าปฏิบัติในความเป็น“ปัจจุบัน” มีแต่ล้วนเป็น“ภพ-ชาติ”หรือ“วิมาน” หรือ“มโนมยอัตตา”ที่ให้“ยึด”เป็นกสิณ เพื่อสะกดจิตตนเอง ให้รวมกันเข้าเป็นหนึ่ง สมาธิสากล meditation แบบสมถะ เป็นวิธี hypnotize ซึ่งไม่ใช่วิธีของพระพุทธเจ้า เพราะเป็น“การสะกดจิต”แท้ๆ ที่ชาวพุทธในปัจจุบันนี้ได้หลงปฏิบัติกันอย่างผิดทิศผิดทางออกไป แสวงบุญนอกขอบเขตพุทธกันเกือบหมดสิ้นแล้ว อย่างน่าสงสารจริงๆ ชาวพุทธในทุกวันนี้จึงผิดตั้งแต่ไม่มี“สัมผัส 6” ในปัจจุบันเลย ไปหลงปฏิบัติ “หลับตา”ซึ่งแน่ชัดว่าปิดสัมผัสภายนอกไปหมดในปัจจุบันที่ปฏิบัตินั้น เมื่อไม่มี“ปัจจุบัน” และไม่มีภายนอก-ภายในสัมผัสกันอยู่ เป็น“สัมผัส 3” หรือไม่มี“ธรรมะ 2” เพราะหลงผิดปฏิบัติโดย“ทำจิตไว้ผิดทาง”(อัปปณิหิตตังจิตตัง) เป็น“การทำใจในใจไม่ถูกต้อง”(อโยนิโสมนสิการ) นั่นแหละคือคนผู้ปฏิบัติที่หลงผิด ไม่มี“ผัสสะ 6 เป็นปัจจัย” ก็ไม่มี“เวทนา”หรือไม่มี“ความรับรู้สึก” เมื่อ“เว้นผัสสะ”แล้วจะรู้สึกได้นั่นไม่เป็นฐานะที่จะมีได้” เพราะไม่มี“ฐาน”ที่จะ“กระทำการ” ใดๆ คือ ไม่มี“กรรมฐาน” หรือไม่มี“ฐานที่จะกระทำอะไรใด”ได้เลย นั่นเองชาวพุทธทุกวันนี้ไปหลงยึดเอาอะไรต่ออะไรขึ้นมาเป็น“กรรมฐาน”(ฐานที่ใช้ปฏิบัติธรรมหรือปฏิบัติชีวิต)ที่ผิดไปจากพระอนุสาสนี พระวจนะของพระพุทธเจ้าที่ทรงสอนไว้นั้นคือ ให้เอา“เวทนา”เป็น“กรรมฐาน”หรือให้เอา“เวทนา”เป็น“ฐานปฏิบัติ”ในพระไตรปิฎก เล่ม 9 ตั้งแต่ข้อ 77 ไป นั้นก็ทรงยืนยันชัดยิ่งว่า “เว้นผัสสะแล้ว(อัญญัตระ ผัสสา)จะ“รู้สึกได้” (ปฏิสํเวทิสฺสนฺตีติ) นั่นไม่เป็น“ฐานะ” ที่จะมีได้(เนตํ ฐานํ วิชฺชติ) และในเล่ม 9 นี้แล ตั้งแต่ข้อ 64 ไปจนถึงข้อ 76 ท่านก็ตรัสชัดว่าผู้“ปรารภขันธ์ทั้งส่วนอดีตทั้งส่วนอนาคต จะกล่าวคำแสดงทิฏฐิทั้งหลายชนิด ด้วยเหตุ 62 ประการ แม้ข้อใดๆ นั้นๆ ก็เพราะผัสสะเป็นปัจจัย” ทั้งนั้น ..เห็นมั้ย?
จบ