580317_สรรค่าสร้างคน(๒๙) วนบ. มีเจตนาแต่อย่าอยาก จงพากเพียรให้เต็มบริสุทธิ์.doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
580317_รายการสรรค่าสร้างคน( 29 ) วนบ. ที่ราชธานีอโศ ก เรื่อง มีเจตนาแต่อย่าอยาก จงพากเพียรให้เต็มบริสุทธิ์ โดย พ่อครูโพธิรักษ์
พ่อครูว่า...วัน อังคารที่ 17 มี.ค. 2558 แรม 13 ค่ำเดือนสี่( 4 ) ปีมะเมีย วิชาสรรค่าสร้างคน( 29 ) อาตมาทำงาน 45 ปี ก็ไม่น้อยนะ ทำมา พยายาม สรรค่า สร้างคน สรรค่าอะไร? สรรค่าที่เป็นคุณธรรม เน้น คุณธรรมเป็นหลัก แม้มาตั้งโรงเรียนก็เน้นให้ศีลเป็นหลัก ธรรมะเป็นหลัก แล้วก็ขาดเรื่องการงานไม่เป็นก็เน้นการงานบ้าง ส่วนความรู้ความฉลาดของมนุษย์นั้นอาตมาเห็นว่ามันล้นแล้ว โลกทั้งโลกพังเพราะความฉลาดความรู้ โลกไม่ได้ขาดแคลนความฉลาด ความรู้เลย แต่ขาดแคลนคุณธรรม สังคมจึงเดือดร้อน ตัวอย่างที่จะยกขึ้นมาวันนี้ ไม่ได้เจตนาจะข่ม ทำลาย ซ้ำเติมนะ มีภาพการ์ตูน ว่า ไล่ออก ไม่ได้บำเหน็จบำนาญ จีทูเจี๊ยะ แล้วมีกรอบใหญ่ ว่า ชีวิตตูมาฉิบหายเพราะไอ้นักการเมืองระยำ แล้วเขาก็ทำเป็นภาพการ์ตูน ว่า มีข้าราชการถูกไล่ออกโดยไม่ได้บำนาญ แล้วชี้ไปที่คนหน้าเหลี่ยม คนนี้ก็ว่า ตูอีกแล้ว แล้วก็มีคนมองบ้องแบ๊วอยู่ข้างๆว่า โครงการรับจำนำข้าว ทักษิณคิด ปูทำ (ที่จริงคุณเปลวจะชอบเขียนว่า ทักษิณ(ริ) ปู(ยำ) ฟังแล้วก็เป็นการจัดสรรคำเสียบ
มี เลียบวิภาวดี : สามก๊ก ใ นนสพ.แนวหน้าวันนี้ เขียนไว้ว่า
กรณีสามข้าราชการระดับบิ๊กในกระทรวงพาณิชย์ถูก “ฟ้าผ่าตาย” ด้วยมติเอกฉันท์ของ อกพ.กระทรวงพาณิชย์ 9 – 0 ให้ “ไล่ออกจากราชการ” ฐาน “ทำสัญญาจีทูจีปลอม” จนก่อให้เกิดความเสียหายต่อกรมการค้าต่างประเทศและต่อประเทศชาติอย่างร้ายแรงนั้น ถือเป็น “ตัวอย่าง” ที่ข้าราชการทั้งหลายของทุกกระทรวง ทบวง กรม จะ “ต้องจดจำ” ไว้ให้ดี เหตุที่ “ต้องจดจำไว้ให้ดี” จะได้เป็นการเตือนสติตนเองในการปฏิบัติหน้าที่ราชการว่า “ถ้ายังไม่อยากถ
อ่านต่อ
ูกฟ้าผ่าตายแบบนี้” ก็จงอย่าทำผิดกฎหมายเด็ดขาด หรือ “ไม่อยากติดคุกติดตะราง” อย่าทำตามนักการเมืองในเรื่องที่ก่อความเสียหายให้แก่ประเทศชาติ “สามก๊ก” ของกระทรวงพาณิชย์ที่ถูกมติกพ.กระทรวงฯ “ไล่ออกจากราชการ” ประกอบไปด้วย 1.นายมนัส สร้อยพลอย อดีตอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ ขณะนี้เป็นข้าราชการบำนาญ คงจะถูกงดจ่ายบำนาญทันที แถมยังจะถูกฟ้องคดีทั้งทางแพ่งและอาญาเอาอีตอนแก่และอาจติดคุก ติดตะรางเอาอีตอนหง่อม 2.นายทิฆัมพร นาทวรทัต รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ และ 3.นายอัครพงศ์ ทีปวัชระ อดีตผอ.สำนักการค้าข้าวต่างประเทศต้องออกจากราชการทันทีโดยไม่มีบำเหน็จบำนาญ แถมยังจะถูกฟ้องคดีทั้งทางแพ่งและอาญาเหมือนรายแรก แม้จะมีสิทธิ์อุทธรณ์มติอกพ.ภายใน 30 วัน ก็น่าจะเป็นแค่ “ความหวังที่หวังไม่ได้” การที่ “สามก๊ก” ถูก “ฟ้าผ่าตาย ศพไม่สวย” ครั้งนี้เพราะในยุครัฐบาลอาซิ้มคอ-นก-รีต ได้มีการขายข้าว “จีทูจีเก๊” แหกตาคนไทยทั้งประเทศ ให้แก่สองบริษัทชาวจีนที่ไม่ได้รับการมอบหมายจากรัฐบาลจีนให้เป็นตัวแทนซื้อข้าว ซ้ำทั้ง “สามก๊ก” ต่างรู้ดีว่า “ทำไม่ได้” แต่ก็ยอมทำตามคำสั่งของนักการเมืองสายพันธุ์คอร์รัปชั่น โดยร่วมกันทำผิดกฎหมาย ช่วยเหลือให้มีการทุจริตการซื้อข้าวอย่างเสียสติ จนประเทศชาติได้รับความเสียหายอย่างมโหฬาร การที่ “สามก๊ก” ยอมทำผิดกฎหมายเพื่อเอาใจนักการเมืองนั้นอย่างน้อยๆ ก็ทำไปเพื่อรักษาตำแหน่ง กลัวถูกเด้งและกลัวไม่ได้เป็นใหญ่ อย่างมากก็อาจไปไกลถึงขั้นร่วมคอร์รัปชั่น ได้รับส่วนแบ่งเป็นกอบเป็นกำเหมือนนักการเมืองด้วย
แล้วในที่สุด เมื่อ “น้ำลดตอผุด” สามบิ๊กก็ถูก “ฟ้าผ่า” จนตายทันที งานสวดศพ อาจไม่มี “กงเต๊ก” แท้จริงเคยมี “ตัวอย่าง” มามากมาย ข้าราชการทำผิดกฎหมายตามใจนักการเมือง ถูก “ฟ้าผ่าตาย” มาแล้วนับไม่ถ้วนราย แต่ก็ยังมีแมงเม่าบินเข้ากองไฟอยู่เรื่อยๆ เพราะ “มโน” เอาเองว่าจะไม่ถูกเช็กบิล จึงขอเตือนสติข้าราชการที่ไม่อยากติดคุกหรือถูกไล่ออกจากราชการ “ต้องจดจำทุกลมหายใจเข้าออก” จะเซ็นหรือทำอะไรที่ผิดกฎหมายเพื่อนักการเมือง ขอให้ “นับหนึ่งถึงล้าน” แล้วจบลงด้วยคำว่า “ไม่ทำ” กมลศักดิ์ ตั้งธรรมนิยม See more at: http://m.naewna.com/view/columntoday/17430#sthash.FhwFcEfn.dpuf HYPERLINK "http://m.naewna.com/view/columntoday/17430#sthash.FhwFcEfn.dpuf" HYPERLINK "http://m.naewna.com/view/columntoday/17430#sthash.FhwFcEfn.dpuf" พ่อครูว่า… นี่คือบทความที่นำมาเป็นบทนำการบรรยายวันนี้ก็ขอบคุณท่านที่ให้นำมาใช้ ที่อาตมานำมาก็เพื่อให้เห็นว่ายุคที่เพิ่งผ่านมานั้นเลวร้ายเสื่อมต่ำมากที่สุด แต่คนไม่รู้สึก คนหลงระเริงตอนนั้นไม่ได้รู้สึก แต่ว่าตอนนี้สติคงตื่นมาบ้าง อาตมาเห็นถึงความจริงสัจธรรม จึงเกิดโศลกขึ้นว่า มี “เจตนา” แต่อย่า “อยาก” จง “พากเพียร” ให้เต็ม “บริสุทธิ์”...พ่อครูสมณะโพธิรักษ์ 17 มี.ค. 2558 เราต้องอ่านใจที่เป็นประธานเลยให้ดีว่า ถ้าใจมีกิเลส อย่าทำ แม้ว่าจะมีกิเลสอย่างไรก็ให้สังวรเลยว่า อย่าทำกาย วาจา อย่างที่ข้างนอกเขาว่าไม่ดีนี่ ที่จิตจะสั่งให้ทำมันไม่บริสุทธิ์นี่ ตามภูมิเราเลย แม้บางสิ่งอาจไม่ถูกต้อง แต่โดยสามัญสำนึก อาตมามั่นใจว่า มนุษย์พอรู้อะไรดีหรือชั่ว อาตมาว่า 90 % ขึ้นไปด้วยที่รู้ว่า อะไรถูกหรือผิด โดยง่ายๆก็ถูกกฎหมาย แต่คนข้างนอกที่ไม่ได้ศึกษาโลกุตรธรรมก็อาจหลงไปบ้าง แต่ต้องถูกมากกว่าผิด สัก 60 % ได้ แม้โลกีย์ก็ตาม แต่ว่าพวกเราที่ได้ศึกษาปฏิบัติธรรม อาตมาว่าไม่ถึง 10 % หรอกที่เราจะตัดสินไม่ถูก มันชี้ให้เห็นว่าค่าของคนมันตกต่ำไปถึงขนาดไหน ไม่ใช่คนเดียวนะ เป็นตับเลย อธิบดี หัวหน้าต่างๆอยู่ในสายที่ร่วมมือด้วย กินไปทั้งแถบเลย มาถึงวันนี้อาตมาว่า แม้แต่คนเขียนบทความก็มั่นใจเลยว่ามันผิดแน่นอน ที่จริงมี 21 คนนะที่ผิดแต่ว่ามีตัวใหญ่อยู่ 3 คน อาตมาว่าเป็นสิ่งที่ดีมากที่กำลังมีการล้างสิ่งเน่าเหม็นเลอะเทอะ แม้แต่ทางศาสนา อาตมาว่าควรทำอย่างนี้บ้าง ประเด็นที่พูดกันนี้คือ เรื่องศาสนา เขาบอกว่า เถรสมาคม ห้ามฆราวาสมาท้วงมาติ ...คุณเป็นใคร คุณเป็นพระเจ้าหรือ? คุณเป็นคนในประเทศนะ จะมีอภิสิทธิ์อะไร? ที่พูดนี่เป็นตำแหน่งใหญ่นะ จบดร.นะ แล้วรวมหัวกันมาอย่างนี้ ขอบอกเลยว่า ประชาชนฆราวาส มีสิทธิ์ตรวจสอบ พระ นักบวช ในศาสนาพุทธ มีสิทธิ์ค้าน พระพุทธเจ้าให้ปฏิกโกสนาได้ ค้านแย้งอย่างหนักจังๆได้ แต่ไม่ให้ฟ้องร้อง อาตมาทำอย่างพระพุทธอิสระไม่ได้ เพราะท่านอยู่สังวาสเดียวกัน แต่อาตมานานาสังวาสก็ได้แต่คัดค้าน เห็นแย้ง ในศาสนาโดยหลักธรรมนี่คอขาดหมดแล้ว แต่ก็อุ้มกันไว้ ทำไมเป็นไปได้ถึงปานนั้นนะ อาตมาไม่ได้โกรธเคืองแค้นนะ แต่เห็นแล้วสงสารทำไมความคิดวิปริตไปได้ นึกไม่ออกว่าทำไมเห็นดำเป็นขาว เห็นเหวเป็นสวรรค์วิมานไปได้ อาตมาก็ว่าคนเอ๋ย ทำไมถึงได้ตกต่ำเสื่อมจริงๆเลย เมืองพุทธต่างประเทศก็ยกย่องว่าเป็นหนึ่งด้านพุทธศาสนานะ อาตมาทำงาน นี่ก็ไม่ได้ใช้ท่าทีลีลาที่จะเป็น คือคนส่วนใหญ่จะเข้าใจกันว่า ผู้ที่เป็นนักบวช จะไม่มีท่าทีลีลา นัจจะคีตะวาทิตะ อย่างที่อาตมาทำนี่ อาตมาพูดอย่างธรรมชาติ เปรี้ยงๆแรง หลายคำคนอาจเห็นว่าหยาบ แต่อาตมาว่าอาตมาจริงใจ ไม่มีมารยาทหรือมารยามาก อาตมาจริงใจมากกว่า อาตมาว่า ขนาดนั้น คนก็ยังเข้าใจได้ยาก เข้าใจความจริงได้ยาก อาตมาพยายามเน้นหาความจริง หากอะไรพรางลวง อาตมาว่าช้า แล้วไม่เสร็จ ไม่เปิดหมด ยิ่งไปหลอกลวงโกหกก็ยิ่งแย่ แม้กระมิดกระเมี้ยนก็ไม่เสร็จเสียที อาตมาว่าไม่ทันกาล เพราะความเร็วมันจี้ไหม้ร้อน พระพุทธเจ้าท่านเทียบกับยุคของท่านว่าเหมือนผ้าชุบน้ำมันไหม้ไฟวอยู่บนศีรษะ ต้องรีบเอาออก แล้วท่านเทียบว่าควรเอาอะไรออกก่อน คนที่ถูกลูกศรอาบยาพิษมา เขาจะต่อรองว่า ไม่ยอมให้ผ่าดึงดันว่ามีเงื่อนไขต้องรู้ก่อนว่าใครยิง ลูกศรใช้ไม้อะไรทำ พิษอะไรให้ตรวจสอบก่อนถึงให้ผ่า อาตมาว่าลักษณะนี้คือไปสร้างเงื่อนไขพรางบังกัน ก็ไม่ทันกาลหรอก ทุกวันนี้มันร้ายแรงเหมือนลูกศรอาบยาพิษหรือไฟไหม้ศีรษะ โลกลุกเป็นไฟอยู่อย่างนี้จะมัวมาร่าเริงอะไรอยู่ ท่านใช้สำนวนนี้ ตนตกอยู่ในความมือยังมัวทำอะไรอยู่? อาตมาเห็นว่าทางธรรมสำคัญกว่าทางโลก พระพุทธเจ้าท่านก็ทำเช่นนั้น มีบางยุคที่ทางโลกนำทางธรรมก็มีแต่ไม่ใช่ยุคนี้ ที่ทางธรรมต้องยิ่งสำคัญ อาตมาพูดไม่รู้กี่ที่ว่า อุปสงค์ Demand ของสังคมคือคุณธรรม ไม่ใช่ความรู้ทรัพย์สินเงินทองที่เป็นเรื่องขาดแคลน แต่ว่าสิ่งที่จำเป็นและขาดแคลนคือ ธรรมะ อาตมาแต่งเพลง เมื่อไหร่จะรู้สักทีนะ ว่า สิ่งที่ขาดแคลนในโลกคือคุณธรรม อาริยธรรม ของพระพุทธเจ้า ที่เข้าถึงธรรมาธิปไตย อำนาจ 3 อย่างพระพุทธเจ้าประมวลลงเป็น 3 อำนาจนี้ คือ โลกาธิปไตย อัตตาธิปไตย และธรรมาธิปไตย สังคมใดมีอำนาจที่เป็นธรรมาธิปไตย สัมมาทิฏฐิถูกต้องจะได้อาริยธรรม โลกุตรธรรมแน่นอน เป็นอำนาจที่ไม่เบียดเบียนใคร และรับใช้สังคม เพราะอำนาจนี้เป็น sovereignty และ Authority เลย อำนาจที่พระพุทธเจ้าให้มาปฏิบัตินี้เป็นอำนาจที่ยิ่งใหญ่ที่สุด คือธรรมาธิปไตย ในสังคมใดก็ตามที่มี sovereignty และ Authority นี้ เป็นคุณธรรมวิเศษสูงสุด จริงใจจริงจังไม่ใช่อำนาจแฝงๆ แต่เป็นอำนาจ พลังงานที่ดีที่สุด แล้วเป็นคุณธรรม จึงชื่อว่าธรรมาธิปไตย เป็นธรรมะชั้นสูง ที่เป็นอุตริมนุสธรรม เหนือโลกียะสามัญ มันมีลักษณะอยู่กับโลก มีการงานเหมือนโลก แต่ไม่เหมือนโลกเพราะโลกทำแล้วต้องได้สิ่งตอบแทนเป็น โลกธรรม เรียกว่าลาเภนลาภังนิชิคิงสนตา แล้วได้ตอบแทน แต่ของพระพุทธเจ้าไม่แล้ว ทวนกระแส มันมีเหมือนกัน ท่านทำงานกับสังคม จะคิดส่วนต่างราคาอาจสูงกว่าด้วย เพราะมันซื่อสัตย์เป็นค่าทางธรรม แต่ท่านไม่เอาจึงเป็นการช่วยโลกจริง ทำงานเป็นประโยชน์ที่โลกต้องการไม่ค้านแย้ง ดูตื้นๆเหมือนค้านแย้งกับโลก งานการเมืองอย่างไร (ต้องเป็นนักการเมืองที่ถูกต้องจริง) คนที่ทำการเมืองดีอย่างไรชาวธรรมะของพุทธก็ทำงานการเมืองอันนั้น รับใช้สังคมจริง ไม่ใช่แบบประชานิยมปชต. แต่จะรับใช้มวลมนุษยชาติจริงใจบริสุทธิ์ใจ เป็นนักการเมืองจริง เพราะการเมืองไม่ใช่งานแย่งอำนาจตามที่เรียนกันมาว่า ต้องทำการสร้างอำนาจ ทำอำนาจ แต่อธิปไตยของพระพุทธเจ้านั้นเป็นคนได้อำนาจมีอำนาจอย่างบริสุทธิ์มีคุณค่า ทางสมรรถนะ ความซื่อสัตย์รับใช้ไม่เอาสิ่งแลกเปลี่ยน ตีราคาแล้วสุดยอด เพราะทฤษฎีพระพุทธเจ้าเรียนรู้โลกาธิปไตย อัตตาธิปไตย แล้วล้างกิเลสที่เป็นทาสโลก ทาสอัตตา คนสร้างอำนาจเพื่อจะได้เป็นเจ้าโลก เจ้ากลุ่มหมู่ เจ้าคณะ เจ้าประเทศ นั้นคือโลกาธิปไตย อัตตาธิปไตยแฝงซ้อนอยู่ในนั้นใช้เล่ห์เหลี่ยมหาบริวารโดยการเลี้ยงบริวารให้เขาได้โลกธรรม แต่สร้างอำนาจให้แก่ตนเองเหมือนนักการเมืองเหลี่ยมจัดๆที่เห็นอยู่เป็นตัวอย่างอัตตาธิปไตยเต็มบ้องสุดบ้องเลย แล้วพยายามหาอำนาจเสริมหนุนทั่วโลก มีทั้งบริวารทั้งในไทยและต่างชาติ จะเอาทั้งโลกเลย เหมือนกับนักบวชที่บอกว่าจะไม่แค่เป็นสังฆราชแต่จะเป็นศาสดาของโลกเลย นี่คื v อัตตาธิปไตยร้ายแรงมาก มีโลกาธิปไตยด้วย ถ้าอัตตาธิปไตยเชิงเดี่ยวก็หนีเข้าป่าเขาถ้ำก็เลวชั้นเดียวเท่ากับโลกาธิปไตย แต่อัตตาธิปไตยที่ใช้โลกาธิปไตยล่าด้วยนี่เลวกว่าเลวกว่าหลายเท่าด้วย มอมเมาให้คนหลงจนไม่ตื่นจนบัดนี้ก็มี พระพุทธเจ้าตรัสว่า โลกกำลังลุกเป็นไฟมัวสนุกสนานร่าเริงอยู่ไยกัน ตัวตกอยู่ในความมืดยังไม่รู้จักหาแสงสว่าง... ท่านตรัสมา 2,500 กว่าปีแล้ว ทำไมยังไม่ตื่นเสียที อาตมาที่พูดๆไปนี่พยายามให้สติ ให้ความรู้ตัวและให้ความรู้ที่ถูกต้อง ตอนนี้ก็ขอพูดบ้างว่า สถานีโทรทัศน์บุญนิยมทีวี ไม่มีโฆษณาใดๆเลย เอาเลือดเนื้อของเราเองทั้งหมด แม้แต่สถานีของศาสนาอื่นก็มีเรี่ยไร มีการหาเงินแบบโลกๆ มีมูลนิธิส่งเสริมเพื่อใช้จ่ายทำทีวี เพราะค่าใช้จ่ายสูง แต่ของบุญนิยมทีวี ไม่เอาแม้แค่เงินคนนอกมาบริจาค ไม่ใช่เงินของสมาชิกที่มีคุณสมบัติพอจะบริจาคเราก็ไม่รับ แม้โทรทัศน์ก็ไม่ได้รับบริจาค ชาวอโศกจะรับบริจาคก็ในงานที่จะต้องไปรับใช้ส่วนกลางของสังคมแนวกว้างจนเราไม่ไหว แม้แต่เราไปช่วยสังคม เช่นซับขวัญชาวใต้ หรือซึนามิเราก็ไปช่วย แต่เราไม่ได้เรี่ยไร ที่เราต้องออกไปแต่ละครั้งเพราะสังคมเดือดร้อนมาก เราก็ต้องรับบริจาคบ้างแต่เราก็ไม่ทำอย่างเรียกร้อง หรือว่าโฆษณา เรี่ยไร เราไม่ทำ เพราะเราทำตามพระพุทธเจ้าที่ให้พึ่งตนเองให้มาก หรือบอกบุญไปบ้าง ก็ต้องขอบคุณผู้ที่มาช่วยกันก็ต้องขอบคุณ การสรรค่าสร้างคนให้เป็นอารยะแบบที่พระพุทธเจ้าพาทำให้เป็นโลกุตรบุคคลหรืออาริยบุคคล เป็นทฤษฎีที่ยอดเยี่ยมที่สุด อาตมานำมาสาธยายบอกพวกเราก็เห็นว่าอาตมายังไม่เก่ง พูดไปก็ยังไม่ครบ ยังไม่ชัดก็ต้องรีบมาบอกแก้กัน พระพุทธเจ้าตรัสชัด อย่างโลกุตรธรรม 46 นี่คือคนที่พระพุทธเจ้าสร้าง ถ้าโลกุตรธรรม 9 ก็มีโสดาบันจนถึงนิพพานก็มี 9 แล้วก็มีโลกุตระ 37 ซึ่งไม่ใช่เป็นขั้นๆ แต่เป็นสภาพหมุนรอบเชิงซ้อนมากมาย อย่าง โสดาบัน ท่านแบ่งไว้ 3 ขั้นใหญ่ๆ 1. เอกพีชี เกิดอริยชาติอีกเพียงส่วนเดียว แล้วจักทำที่สุดแห่งทุกข์ได้ (พระบาลีไม่มีคำว่าชาติ หรือเป็นการเกิดแบบเป็นตัวๆ เลย) 2. โกลังโกละ เกิดในสุคติภพอีก 2-6 ส่วน สังโยชน์ก็จักทำที่สุดแห่งทุกข์ได้ 3. สัตตักขัตตุปรมะ เวียนเกิดในสุคติภพหรืออริยชาติอีกเพียง 7 ส่วนสังโยชน์ ก็จักทำที่สุดแห่งทุกข์ได้ (พตปฎ. เล่ม 20 ข้อ 528 ) ส่วน สกทาคามี แปลว่า อีกชาติเดียว...คนก็แปลกใจว่า ต่างอย่าไงไรกับเอกพีชี ของโสดาบัน ส่วน อนาคามี มี 5 ขั้น 1. อันตราปรินิพพายี ผู้เพียรทำปรินิพพานในระหว่างภพ 2. อุปหัจจปรินิพพายี ผู้ทำปรินิพพานด้วยสามารถ 3. สสังขารปรินิพพายี ผู้ทำปรินิพพานโดยต้องใช้ความเพียรมาก ประกอบปุญญาภิสังขารในภพตนให้มากๆ 4. อสังขารปรินิพพายี ผู้ปรินิพพานโดยไม่ต้องใช้การปรุงแต่งอภิสังขารให้มากนัก 5. อุทธังโสโตอกนิฏฐคามี สภาวธรรมไม่เป็นสองรองใคร หรือไม่เป็นน้องใครอีกแล้ว ปรินิพพานไว มาดู โสดาบัน 3 อย่าง ที่มีลักษณะ 1 . อนัญญตัญญัตญัสสามีตินทรีย์ อินทรีย์แห่งผู้ปฏิบัติด้วยมุ่งว่าเราจักรู้สัจจธรรม ที่ยังมิได้รู้ ได้แก่ โสตาปัตติมัคคญาณ 2 . อัญญินทรีย์ อินทรีย์คืออัญญา หรือปัญญาอันรู้ทั่วถึง ได้แก่ ญาณ 6 ในท่ามกลาง คือ โสตาปัตติผลญาณ ถึงอรหัตตมัคคญาณ 3 . อัญญาตาวินทรีย์ อินทรีย์แห่งท่านผู้รู้ทั่วถึงแล้ว กล่าวคือ ปัญญาของพระอรหันต์ ได้แก่ อรหัตตผลญาณ อนัญญตัญญัตญัสสามีตินทรีย์ แค่พ้นสักกายะ และพ้นวิจิกิจฉาก็พ้นมรรคญาณ ถ้าสามารถละหน่ายคลายถึงสมุจเฉทปหานก็ใช่เลย เป็นโสดาปัตติผล ก็ชื่อว่าสัตตักขัตตุปรมโสดาบัน ก็จะเข้าสู่ อัญญินทรีย์ เป็นโสดาปัตติผล จนถึง อรหัตตมรรค ทำไล่ไปจนถึง สกิทาคามีมรรค ไปจนถึงอรหัตตมรรค สกิทาคามีคืออย่างนั้น ถ้าฟังให้ดี สกิทาคามี 6 อัญญินทรีย์นี่ โสดาบันเอกพีชี สูงกว่า สกทาคามี แม้ สกทาคามีไปหาอนาคามีก็มีชั้นที่สูงกว่าสกทาคามี แต่ โสดาบันนี่อธิบายรวดเลยว่า พ้นแล้ว 3 สังโยชน์เหลืออีก 7 ถ้าเป็นเอกพีชีก็ได้อรหัตตมรรคเป็นอย่างน้อย ก็เหลือแต่ทำอรหัตตผล เช่น พระอนาคามีปฏิบัติอรหัตตมรรคเพราะเมื่อเป็นอนาคามีผลก็ต้องมีอรหัตตมรรค ก็คือเดินเอกพีชี เพราะบรรลุอรหัตต ผ ลก็เป็นอรหันต์ทันที เอกพีชีเป็นคุณธรรมที่สูงกว่าสกิทาคามี แต่อธิบายไว้ ตั้งแต่สัตตักขัตตุปรมโสดาฯ จนถึงเอกพีชี หรือเหลือเศษแห่งอรหัตตมรรคเท่าไหร่ ก็พอหมดก็เป็นอรหัตตผล อย่างในนิยาม 5 นี่ มีในอรรถกถาจารย์ แต่อาตมาสัมผัสพยัญชนะ นี้แล้วก็เห็นเลยว่าเป็นภูมิของพระพุทธเจ้าจึงบรรยายได้ อย่างนี้ ส่วนคนอื่นจะคิดได้เป็นอฐานะเลย ส่วนที่เป็นนิยาม ธรรมะนั้น ถ้าเราทรงไว้ซึ่งโลกุตรธรรม เราจะเจริญได้ก็ด้วยจิตเรา จะทำอะไรให้สำเร็จก็อยู่ที่จิต จะทรงอยู่อย่างโลกียะบางส่วน เป็นโสดาปัตติมรรค จนไล่ไปสูงสุดได้ ฐานของจิตที่เป็นฐานนิพพานหรือนิโรธ ต้องแยกเนกขัมสิตอุเบกขา ได้ ต้องซับซาบอารมณ์นี้ได้ ว่าเป็นเช่นนี้ ตถตา เป็นเช่นนี้เอง เป็นปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหีติ ต้องซับซาบรสนิพพาน เป็นฐานนิพพานเบื้องต้น ทำให้อุเบกขาแข็งแรง เป็นนิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ) ในเวทนา 108 ก็ทำให้แข็งแรงสั่งสมตั้งมั่น อย่างเป็นวิทยาศาสตร์ จะเป็นโพชฌงค์ 7 สมาธิ หรือฌานก็ไปจบที่อุเบกขาทั้งนั้น เป็นฐานนิพพาน ที่มีคุณสมบัติ 1. ปริสุทธา บริสุทธิ์ปราศจากกิเลสนิวรณ์ 5 2. ปริโยทาตา ผุดผ่องขาวรอบแข็งแรงแม้ผัสสะกระแทก 3. มุทุ รู้แววไว อ่อน-ง่ายต่อการดัดปรับปรุงให้เจริญ 4. กัมมัญญา สละสลวยควรแก่การงาน ไร้อคติ 5. ปภัสสรา จิตผ่องแผ้วแจ่มใสถาวรอยู่ แม้มีผัสสะ (ธาตุวิภังคสูตร พตปฎ. เล่ม 14 ข้อ 690 )
ต้องทำอย่างมี สัมมป ท าน 4 1. สังวรปธาน เพียรระวังไม่ให้บาปเกิดขึ้น 2. ปหานปธาน เพียรละบาปที่เกิดขึ้นแล้ว 3. ภาวนาปธาน เพียรสรรสร้างให้กุศลเกิดขึ้น 4. อนุรักขนาปธาน เพียรรักษากุศลที่เกิดขึ้นแล้ว ให้เจริญขึ้นเรื่อยๆ ไม่ให้เสื่อมลง (พตปฎ. เล่ม 21 ข้อ 14 )
พ่อครูว่า… แต่คำว่าภาวนาของพระป่านี่กลายเป็นปริยัติ สวดท่องไปทำให้เพี้ยนไป คำว่า ภาวนาแปลว่าทำให้เกิดผล ได้ผลแล้วก็อนุรักขณาปธาน ทำอย่างให้มีอเนญชาภิสังขาร ให้แข็งแรงตั้งมั่นเป็นสมาหิโต หลายคำใช้แทนกันได้แต่มีนัยละเอียด หากไม่มีสภาวะแท้ของตนก็จะสับสนอยู่นะ ต้องเป็นของตนแล้วจึงติดสลากไม่ผิด ถ้าไม่เช่นนั้นติดฉลากผิดนะ
ต่อไปเป็นการตอบประเด็นหรือคำถาม? _ฉลาดที่ว่าจะต้องปฏิบัติผ่านอายตนะ 6 แล้วตัดกรอบเท่าที่ทำได้ลาดลุ่มเหมือนฝั่งทะเล ย ิ่ งแข็งแรงก็อนุโลมได้เยอะ สร้างความแข็งแรงก็เป็นอัปปมาณาภา อัปปมาณาสุภาพรหม _หินแสง · พ่อครูพูดถึงเอกพีชี หากเราใช้ชีวิตเหมือนพืช คือต้นไม้ ไม่มี รัก หรือชอบหรือชัง และที่พ่อครูประกาศอรหันต์ผมไม่แปลกใจ พ่อครูว่า...คำว่า พีชี นี้เปรียบเหมือนเหลือเชื้อชีวิตของความเป็นสัตว์อีกอันเดียวแล้ว ถ้าดับอันนี้ได้เป็นอรหันต์เลย อย่าสับสนว่า เป็นพีชะนิยามนะ
_มิ่งหมาย...วันนี้อยากยืนยันคำสอนของพ่อครูว่า พี่น้องชาวอโศกที่มีกรรม เสียสละเช่นนี้ เป็นผลจากที่พ่อครูนำเอาคำสอนของพระพุทธเจ้ามาให้พวกเราปฏิบัติจึงเกิดผลเช่นนี้ _คุณจรัสพร · อย่างดิฉัน จะลดขนมหวาน ดิฉันก็ลดได้ประมาณหนึ่ง เวลาผ่านไปก็หยิบมาดู แต่ไม่กิน ก็เก็บไปข้างนอกให้เด็กกิน อย่างนี้เป็นปุญญาภิสังขารไหม? แต่ตอนลดกาแฟไม่ได้จับเลย ลดได้สนิทเลย พ่อครูว่า… ก็เป็นการฝึก เป็นปุญญาภิสังขารไป เราจะรู้เลยว่าเราทำได้สนิท อย่างปหาน 5 ซึ่งวิกขัมภนปหานนี่ กดข่ม เราต้องรู้ว่าจิตเราได้วิจัยไหม เราได้มีไฟฌาน ไฟปัญญา มีฤทธิ์เห็นกิเลสแล้วกิเลสมันจะค่อยๆกลัวไฟปัญญาที่รู้ทัน ว่าเอ็งมันของเก๊ ของหลอก มันจะหน้าด้านตอนแรก แต่ตอนหลังมันจะอายกลัวหลบ แรกๆเราต้องค่อยบอกมัน แต่ตอนหลังไม่ต้องบอกแค่เห็นมันก็ไปแล้ว จะเป็น อนิจจังของมัน เป็น ญาณที่เห็นเลยว่ามันไม่นานเลย มันเสื่อมไปได้ มันไม่อยู่กับเราตลอดหรอก มันมาหลอกเรา ถ้าเราติดอยู่อย่างนี้จะอีกกี่นานเท่าไหร่ เป็นภัยต่อวัฏฏะ ภยตูปฐานญาณ ต้องงดเว้น ขาดให้ได้ จนละล้างไปตามลำดับเห็นเป็นโทษ อาทีนวานุปัสสนาญาณ จนมันนิพพิทาญาณ มันจะจางคลายจนถึง มุลจิตตุกัมมยตาญาณ มันเปลื้องปล่อยไป ไม่ได้กดข่มเลย เป็นโลกุตรปัญญาไม่ใช่เจโตสมถะเลย จนทำซ้ำทำแข็งแรงเป็นสังขารุเปกขาญาณ สัจจานุโลมมิกญาณ ที่เราจะอนุโลมช่วยโลกไปตามลำดับ จิตเราจะมุทุ ภูเต มีกัมมัญญตา ทำงานเหมาะควรช่วยคนอื่นมากขึ้น ทำได้แล้วก็ต้องทำต่อไป แม้ได้ฐานอุเบกขาก็ทำปฏิปัสสัทธิปหาน ทำซ้ำทำทวน ซ้ำไปซ้ำมา จนปฏินิสสรณปหาน ไม่ต้องทำอะไร แตะปั๊บกิเลสก็หายไป เป็นตถตา เป็นอเนญชาภิสังขาร จบ....