580315-วิถีอาริยธรรม ที่ ราชธานีอโศก เรื่อง พระสงฆ์ที่แท้จริง คืออย่างไร.doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
580315-รายการวิถีอาริยธรรม ที่ราชธานีอโศก เรื่อง พระสงฆ์ที่แท้จริง คืออย่างไร? โ ดย พ่อครูโพธิรักษ์
ส มณะ ฟ้าไท … วันนี้วันที่ 15 มี.ค. 2558 ตอนนี้พ่อครูอยู่ที่ราชธานีอโศก ซึ่งที่ชุมชนก็กำลังเตรียมงานตลาดอาริยะและปลุกเสกฯ วันนี้พ่อครูจะมานำเสนอเรื่องที่กำลังเป็นข่าวดัง แม้แต่ในต่างประเทศก็มีกล่าวถึงข่าวนี้ด้วย เรื่องนี้ พระพุทธเจ้าท่านพูดถึงเรื่องนี้ในจุลศีล พระพุทธเจ้าบอกไว้ว่าให้ภิกษุ ให้เธองดเว้นจากการรับเงินและทอง และเรื่องปาราชิกนี้ พระพุทธเจ้าอุปมาเหมือนอะไรดังนี้ พึงสดับ ดังนี้ : (1) เสพเมถุน : ปุริโส สีสจฺฉินฺโน = เหมือนคนถูกตัดศีรษะ คนถูกตัดศีรษะไม่อาจจะมีชีวิตอยู่ได้อีกฉันใด ภิกษุที่ต้องอาบัติปาราชิกเพราะเสพเมถุนก็พ่ายจากความเป็นพระฉันนั้น (2) ลักทรัพย์ : ปณฺฑุปลาโส พนฺธนา ปวุตฺโต = เหมือนใบไม้เหลืองที่หลุดจากขั้ว ใบไม้หลุดจากขั้วไม่อาจจะเขียวสดได้อีกฉันใด ภิกษุที่ต้องอาบัติปาราชิกเพราะลักทรัพย์ก็พ่ายจากความเป็นพระฉันนั้น (3) ฆ่ามนุษย์ : ปุถุสิลา เทฺวธา ภินฺนา = เหมือนหินทั้งแท่งที่แตกเป็นสองเสี่ยง ก้อนหินแตกสองเสี่ยงต่อให้ติดสนิทเป็นเนื้อเดิมอีกไม่ได้ฉันใด ภิกษุที่ต้องอาบัติปาราชิกเพราะฆ่ามนุษย์ก็พ่ายจากความเป็นพระฉันนั้น (4) อวดอุตริมนุสธรรมที่ไม่มีในตน : ตาโล มตฺถกจฺฉินฺโน = เหมือนตาลยอดด้วน ตาลยอดด้วนไม่อาจจะงอกได้อีกฉันใด ภิกษุที่ต้องอาบัติปาราชิกเพราะอวดอุตริมนุสธรรมที่ไม่มีในตนก็พ่ายจากความเป็นพระฉันนั้น
พ่อครูว่า.... วันนี้ ต้องทำการ ปรับปวาทะ ซึ่ง แปลว่า คำสอนคำพูดหรือลัทธิ ที่แปรไปเป็นอื่นจากของพระพุทธเจ้าแล้ว ผู้รู้จะต้องทำกลับคืน ต้องทำความเข้าใจให้ประชาชนรู้ว่า มันเป็นสิ่งที่เพี้ยนไปแล้ว สาวกของพระพุทธเจ้าผู้สามารถจะต้องแสดงธรรมมีปาฏิห
อ่านต่อ
าริย์ ข่มขี่ ปรับวาททะที่เกิดขึ้น เพราะทุกวันนี้ คำสอนของพุทธเปลี่ยนไป ไม่เหมือนคำสอนของพระพุทธเจ้าแล้ว ไม่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกับของพระพุทธเจ้า กลายเป็นอื่นไปทั้ง ศีล สมาธิ ปัญญา วงการสงฆ์ล้มเหลวไปหมดแล้ว ที่พูดนี้ไม่ได้พูดด้วยการดูถูกดูแคลน โกรธเคือง ไม่ได้เจตนาถล่มทลายหาเรื่องใส่ไคล้ ให้ประชาชนเกลียดชังหรือไปทำร้ายทำลายแต่อย่างใด แต่เป็นการพูดเชิงวิชาการ ว่าในวงการสงฆ์ ทั้งในหมู่ ผู้เปรียบเหมือน 1. พรหมปาริสัชชาภูมิ คำว่า ปาริสะ แปลว่าบริวาร 2. พรหมปุโรหิตาภูมิ คำว่า ปุโรหิต คือผู้รู้ผู้เป็นครูเป็นหัวหน้า 3. มหาพรหมาภูมิ คำว่า มหาพรหม ก็คือผู้ยิ่งใหญ่ ใหญ่กว่านายใหญ่อีก _ คุณไพศาล พืชมงคล · พระสงฆ์สาวกของพระพุทธเจ้าคืออะไร? พ่อครูว่า… พระสงฆ์สาวกของพระพุทธเจ้าคืออะไรก็ลองสาธยายไปเล็กน้อยก่อน....พระสงฆ์สาวกของพระพุทธเจ้ามีองค์คุณอย่างไร ก็สวดท่องกันอยู่ทุกวัด บทพระสังฆคุณ (ภาษษ บาลี) สุปฏิปนฺโน ภควโต สาวกสงฺโฆ อุชุปฏิปนฺโน ภควโต สาวกสงฺโฆ ญายปฏิปนฺโน ภควโต สาวกสงฺโฆ สามีจิปฏิปนฺโน ภควโต สาวกสงฺโฆ ยทิทํ จตฺตาริ ปุริสยุคานิ อฏฺฐ ปุริสปุคฺคลา เอส ภควโต สาวกสงฺโฆ อาหุเนยฺโย ปาหุเนยฺโย ทกฺขิเณยฺโย อญฺชลีกรณีโย อนุตฺตรํ ปุญฺญกฺเขตฺตํ โลกสฺสาติ
( แปลภาษาไทย) สงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า ปฏิบัติดีแล้ว สงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า ปฏิบัติตรงแล้ว สงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า ปฏิบัติเพื่อรู้ธรรมเป็นเครื่องออกจากทุกข์แล้ว สงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า ปฏิบัติสมควรแล้ว ได้แก่บุคคลเหล่านี้ คือ คู่แห่งบุรุษ 4 คู่ นับเรียงตัวบุรุษได้ 8 บุรุษ นั้นแหละ สงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า เป็นผู้ควรแก่สักการะที่เขานำมาบูชา เป็นผู้ควรแก่สักการะที่เขาจัดไว้ต้อนรับ เป็นผู้ควรรับทักษิณาทานเป็นผู้ที่บุคคลทั่วไปควรทำอัญชลี เป็นเนื้อนาบุญของโลก ไม่มีเนื้อนาบุญอื่นยิ่งกว่า ดังนี้.
พ่อครูว่า… ก็ท่องสวดกันอยู่ทั้งนั้น ก็รู้อยู่ ตนเองก็ปฏิญาณตนว่าเป็นสงฆ์ แต่ไม่ได้เป็นสงฆ์ตามที่สวด ไม่ได้ปฏิบัติตามที่สวด ตามที่พระพุทธเจ้าสอน ไม่ได้ปฏิบัติเพื่อออกจากทุกข์ มีแต่วิ่งไปหาทุกข์ ไม่ได้เป็น พ ระสุปฏิปัณโน แม้แต่เบื้องต้น กายในกาย ท่านก็เข้าใจไม่สัมมาทิฏฐิ ไม่รู้จัก กาย ก็ไม่รู้สักกายะ ก็จะปฏิบัติให้พ้นสังโยชน์ไม่ได้ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เข้าใจผิด แล้วทำให้ศาสนาพุทธผิดเพี้ยนไปมากมาย จนอาตมาเห็นว่า ปฏิบัติร่วมด้วยไม่ได้ก็เลยต้องขอแยกตัวออกมา เป็นนานาสังวาส แต่ถึงที่สุดเขาก็ดึงอาตมาไปฟ้องร้องอีก แล้วสั่งให้สึกตามกฎหมาย โดยเป็นเรื่องที่อาตมาเคยมีคดีความตอนปี 2532 นี้ อาตมามีข้อมูลว่าที่สมเด็จพระสังฆราช เคยมีว่า ท่านท้วงมหาเถรสมาคมว่า ไปตรวจสอบพระโพธิรักษ์ดีหรือยัง จะมาให้เซ็นให้สั่งให้พระโพธิรักษ์สึกน่ะ นี่คือมันมีเรื่องที่ซับซ้อนอยู่ อาตมาก็ได้แต่ปฏิกโกสนา ตำหนิคัดค้าน ว่าได้ขนาดนี้ ท่านพรหมคุณาภรณ์ท่านแปลปฏิกโกสนาว่าเป็นการคัดค้านอย่างจัง พูดไปนี่ไม่ได้ฟื้นฝอยหาตะเข็บ แต่เป็นการพาดพิงไปเท่านั้น ตั้งแต่แรกๆพระพุทธเจ้าตรัสว่า สงฆ์นั้นจะออกมาบวชต้อง โภคขันธาปหายะ ไม่มีทรัพย์สินเงินทอง แม้เป็นเณรก็ไม่มีเงินทองแล้ว อาจมีบริขาร แต่ก็ไม่ได้มีมากมายหลายขนาดนี้ สร้างที่อยู่ใหญ่โตหรูหราขนาดนี้ เพราะระดับหัวระดับครูทำนำมาก็เลยกลายเป็นอย่างนี้ไปหมด จนความเน่าในเต็มที่แล้ว เป็นแก๊สมีเทนที่อัดไว้เต็มถัง พร้อมระเบิดออกมา อาตมาขออ่านบทความของ สิริอัญญา ในนสพ.แนวหน้า คอลัมน์ บ้านเกิดเมืองนอน 11 มี.ค. 2558
ความรับผิดของกรรมการมหาเถรสมาคม หลวงปู่พุทธะอิสระได้ไปแจ้งความกล่าวหากรรมการมหาเถรสมาคมบางรูปว่าปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ชอบ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ชอบหรือทุจริต ทำให้เกิดความสงสัยและกลายเป็นเหยื่อของนักฉวยโอกาสว่า นี่คือการทำลายพระพุทธศาสนา หรือจาบจ้วงล่วงละเมิดคณะสงฆ์ เป็นการจงใจลวงประชาชนให้เข้าใจผิด ทั้งๆ ที่แท้จริงแล้วกรรมการมหาเถรสมาคมไม่ใช่คณะสงฆ์ และไม่ใช่ศาสนาพุทธ นอกจากนั้นยังมีความรับผิดตามกฎหมายด้วย เพราะไม่มีกฎหมายใดบัญญัติให้กรรมการมหาเถรสมาคมอยู่เหนือกฎหมาย และอยู่ภายในอำนาจแห่งกฎหมายเสมอกันทั้งสิ้น ดังนั้นจึงต้องหยุดการโกหกหลอกลวงและการสร้างความเข้าใจผิดดังกล่าวนั้นเสีย รวมทั้งต้องทำความเข้าใจกันใหม่ให้ถูกต้องว่ากรรมการมหาเถรสมาคมไม่ได้อยู่เหนือกฎหมาย แต่อยู่ภายใต้บังคับแห่งกฎหมายเหมือนกับประชาชนทุกคน และไม่ใช่คณะสงฆ์หรือเนื้อตัวของพระพุทธศาสนาแต่อย่างใด เมื่อตั้งความเข้าใจให้ถูกต้องเช่นนี้แล้ว ก็จะไม่ตกเป็นเหยื่อการโกหกหลอกลวงและจะทำให้ความเป็นไปในบ้านเมืองนี้ เป็นไปโดยมีบทกฎหมายเป็นหลักในการประพฤติปฏิบัติ อันกรรมการมหาเถรสมาคมนั้น ตั้งขึ้นก็โดยอาศัยกฎหมายคณะสงฆ์ เป็นองค์กรที่มีอำนาจหน้าที่ในการบริหารจัดการคณะสงฆ์ไทย แต่ไม่มีอำนาจหน้าที่ไปบริหารจัดการพระธรรมวินัยหรือยกเลิกเพิกถอนพระธรรมวินัยใดๆได้เลย เพราะพระธรรมอันพระบรมศาสดาทรงแสดงแล้ว และพระวินัยอันพระบรมศาสดาทรงบัญญัติแล้วคือ ผู้แทนของพระบรมศาสดา หลังจากเสด็จดับขันธปรินิพพานแล้ว ดังที่ตรัสเป็นปัจฉิมวาจาว่า “ธรรมอันเราได้แสดงแล้วแก่เธอทั้งหลาย วินัยอันเราได้บัญญัติแล้วแก่เธอทั้งหลาย จักเป็นศาสดาของเธอทั้งหลาย เมื่อเราตถาคตได้ล่วงลับไปแล้ว” ก็แลเมื่อกรรมการมหาเถรสมาคมเป็นผู้มีอำนาจตามที่บัญญัติไว้ในกฎหมายคณะสงฆ์ และมีหน้าที่ตามที่บัญญัติไว้ในกฎหมายคณะสงฆ์ เหตุนี้กรรมการมหาเถรสมาคมจึงต้องใช้อำนาจและต้องปฏิบัติหน้าที่ตามที่กฎหมายบัญญัติ หากใช้อำนาจหน้าที่โดยไม่ชอบ หรือละเว้นการใช้อำนาจหน้าที่โดยไม่ชอบ หรือโดยทุจริต ก็มีความผิดตามกฎหมาย ดังเช่นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ซึ่งมีโทษจำคุกถึง 10 ปี เป็นความผิดอย่างเดียวกันกับบรรดานักการเมืองทั้งหลาย ที่ใช้อำนาจหน้าที่โดยไม่ชอบหรือละเว้นการใช้อำนาจหน้าที่โดยไม่ชอบหรือโดยทุจริต ดังนั้นโดยบทบัญญัติแห่งกฎหมาย กรรมการมหาเถรสมาคมโดยเฉพาะตัวก็ดี หรือโดยรวมเป็นคณะกรรมการก็ดี จึงมีอำนาจและหน้าที่ตามที่กฎหมายบัญญัติและต้องปฏิบัติหน้าที่ตามที่กฎหมายบัญญัติ หากไม่ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติโดยไม่ชอบหรือโดยทุจริต ก็มีความผิดทางอาญาและมีโทษจำคุกถึง 10 ปี แล้วถามว่า กรรมการมหาเถรสมาคมมีอำนาจหน้าที่อะไรบ้าง? ก็สามารถกล่าวได้ง่าย ๆ เพื่อให้เข้าใจกันตามประสาชาวบ้านอย่างเราท่านว่า มีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้ หนึ่ง มีอำนาจหน้าที่ต้องปฏิบัติตามที่กฎหมายบัญญัติ คือบริหารจัดการกิจการพระพุทธศาสนาและกิจการคณะสงฆ์ สอง มีอำนาจหน้าที่ต้องพิทักษ์ปกป้องพระธรรมวินัย ไม่ให้ใครมาบิดเบือนพระธรรมวินัย รวมทั้งไม่ให้ใครปฏิบัติวิปริตไปจากพระธรรมวินัยที่ทรงบัญญัติแล้ว ทรงแสดงแล้ว หากไม่ทำหน้าที่หรือทำหน้าที่โดยทุจริตหรือโดยไม่ชอบ ก็มีความผิดติดคุกติดตะรางได้เหมือนกับนักการเมืองนั่นแหละ! การที่หลวงปู่พุทธะอิสระไปแจ้งความดำเนินคดีกับกรรมการมหาเถรสมาคมเป็นเรื่องที่มีมูลอันน่าจับตามอง เพราะถ้าหากข้อเท็จจริงเป็นดังที่หลวงปู่พุทธะอิสระกล่าวหาแล้ว กรรมการมหาเถรสมาคมบางรูปหรือหลายรูปก็มีความผิดทางอาญา จะต้องถูกลงโทษจำคุกและจะต้องสึกออกจากความเป็นภิกษุ เนื้อหาสาระอันเป็นที่น่าสนใจตามที่มีการแจ้งความกล่าวหาเห็นจะมีดังต่อไปนี้ ข้อแรก ฝ่าฝืนกฎหมายคณะสงฆ์ เพิกเฉยไม่ปฏิบัติตามพระลิขิตสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก และมติมหาเถรสมาคมที่ 193/2542 ที่สรุปใจความได้ว่า ธัมมชโยเป็นปาราชิกด้วยเหตุบิดเบือนพระธรรมวินัย ทำสงฆ์ให้แตกแยก สถานหนึ่ง และยักยอกทรัพย์ของวัดอีกสถานหนึ่ง เพราะมติมหาเถรสมาคมดังกล่าวระบุว่า พระดำริของสมเด็จพระสังฆราชชอบด้วยกฎหมาย ชอบด้วยพระธรรมวินัย และชอบด้วยกฎมหาเถรสมาคม ดังนั้นใครก็ตามที่ฝ่าฝืนและมีมติว่าธัมมชโยไม่เป็นปาราชิก จึงเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย ข้อสอง เพราะเหตุที่ธัมมชโยพ้นจากความเป็นสมณะตามพระลิขิตของสมเด็จพระสังฆราช และตามมติมหาเถรสมาคมที่ 193/2542 แล้ว จึงมีฐานะเป็นฆราวาส ใครก็ตามที่ไปลงมติให้ธัมมชโยได้กลับเป็นเจ้าอาวาส จึงเป็นการกระทำผิดกฎหมายอีกสถานหนึ่ง ข้อสาม เพราะเหตุที่ธัมมชโยพ้นจากความเป็นสมณะตามพระลิขิตของสมเด็จพระสังฆราช และตามมติมหาเถรสมาคมที่ 193/2542 แล้ว จึงมีฐานะเป็นฆราวาส ใครก็ตามที่ไปลงมติให้เสนอแต่งตั้งเป็นพระราชาคณะชั้นเทพ จึงเป็นการกระทำผิดกฎหมายอีกสถานหนึ่ง ข้อสี่ การที่พระสงฆ์หลายรูป ทั้งที่เกี่ยวข้องและไม่เกี่ยวข้องในมหาเถรสมาคมสั่งสอนบิดเบือนพระธรรมวินัย และปฏิบัติวิปริตไปจากพระธรรมวินัย จะต้องถูกดำเนินการตามกฎหมาย แต่พระสงฆ์เหล่านั้น กลับลอยนวล ยังคงประพฤติผิดอยู่อย่างต่อเนื่อง จึงเป็นการกระทำความผิดตามกฎหมายฐานละเว้นไม่ปฏิบัติหน้าที่ ข้อห้า การที่พระสงฆ์บางรูปที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการพิจารณาเรื่องของธัมมชโยและวัดพระธรรมกาย หากมีการรับผลประโยชน์ตอบแทนในรูปใดๆ ก็ตาม หรือหากรับผลประโยชน์ที่เกี่ยวเนื่องกับการฉ้อโกงสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน คลองจั่น ก็อาจมีความผิดฐานรับของโจรหรือฟอกเงินอีกด้วย ข้อหก การที่พระสงฆ์บางรูปละเมิดพระธรรมวินัยร้ายแรง ประพฤติตนยิ่งกว่าปุถุชนที่มากด้วยกิเลส สะสมของเก่า ไม่ว่ารถยนต์ รถม้า หรือทรัพย์สินเงินทองก็ดี แต่ถูกปล่อยปละละเลยไม่ดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมายและพระธรรมวินัยก็เป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ชอบหรือทุจริตอีกสถานหนึ่ง นั่นเป็นความผิดชอบตามกฎหมายของกรรมการมหาเถรสมาคม ซึ่งถึงแม้บางหมู่บางเหล่าจะปกป้องขัดขวางไม่ให้มีการตรวจสอบหรือยกให้อยู่เหนือกฎหมาย ก็ไม่มีทางที่จะเป็นไปได้และไม่มีทางที่จะสำเร็จ ในที่สุดอำนาจแห่งกฎหมายก็จะเอื้อมไปถึงอย่างแน่นอน โดยเฉพาะความรับผิดชอบต่อสังคมนั้นใหญ่หลวงนัก เพราะเมืองไทยเป็นเมืองพระพุทธศาสนา คนไทยส่วนใหญ่เป็นชาวพุทธ การละเมิดพระธรรมวินัย การบิดเบือนพระธรรมวินัย การปฏิบัติที่วิปริตไปจากพระธรรมวินัย ไม่ว่าการเดินแฟชั่นธุดงค์หรือเดินขบวนบิณฑบาตที่สร้างปัญหาให้กับประเทศชาติและประชาชน หรือการสร้างขบวนการผีบุญหลอกลวงฉ้อโกงให้คนหลงทำบุญซื้อสวรรค์ซื้อวิมานตั้งแต่ราคาหมื่นบาทไปจนกระทั่งถึงพันล้านบาทนั้น ได้สร้างความมัวหมองให้กับกิจการคณะสงฆ์และสร้างความมัวหมองในจิตใจของพุทธศาสนิกชนทั้งหลาย ดังนั้นจึงไม่เป็นที่แปลกใจอันใดที่ผลการทำโพลล์หลายโพลล์หลายสำนักตรงกันว่า ประชาชนส่วนใหญ่ต้องการให้ปฏิรูปการบริหารกิจการพระพุทธศาสนา แม้บางโพลล์ถึงขั้นที่เรียกร้องให้ยุบมหาเถรสมาคมไปเสียเลยก็มี
ความรับผิดชอบทั้งทางกฎหมายและทางสังคมมีอยู่ และเป็นเรื่องที่ต้องสำเหนียกและสังวรกันให้ดีว่าจะทำการกันอย่างไร จึงจะเป็นผลดีแก่ประเทศชาติและศาสนาอันประชาชนนับถือ ไม่ใช่คิดแต่จะดื้อรั้นหรือคิดแต่จะชุมนุมเดินขบวนสวดมนต์ ดังที่ขู่กรรโชกกันอยู่ในขณะนี้!
พ่อครูว่า... นี่คือบทความที่ถูกต้องตามกาลเทศะ ถูกสัจธรรม ที่พฤติกรรมสังคมมี phenomena ที่เป็นจริงแล้ว ต้องให้ผู้รู้เห็นจริงมาจัดการปรับปวาทะให้ได้ ไม่เช่นนั้นศาสนาพุทธก็ต้องเลิกในประเทศไทย เพราะเน่าเต็มที่แล้ว ปล่อยไปเชื้อโรคนี้จะร้ายกว่า อีโบล่า ขอสรุปว่า ขณะนี้คณะสงฆ์ไทย กลายเป็นคณะราชปัตโต เป็นคณะข้าราชการของรัฐแล้ว ซึ่งผิดไปจากศาสนาพุทธที่ให้โภคขันธาปหายะ มา ออกบวชแล้วต้องสละเงินทองทรัพย์สอน และต้องมีญาติปริวัตตังปหายะ คือผู้สละญาติมิตร มาเป็นญาติธรรม ให้ประชาชนเลี้ยงไว้ แต่ตอนนี้เป็นปรับปวาทะแล้ว เป็นเรื่องนอกรีตจากศาสนาพุทธแล้ว อาตมาเป็นชาวพุทธก็ต้องทำการ ข่มขี่ปรับปวาทะให้เรียบร้อย (สุนิคคะ คือ ข่มขี่) ทำให้ปรับปวาทะนี้หายไป สิ่งที่เป็นอื่นจากพระพุทธเจ้าก็ให้หายไป ทำให้เรียบร้อย อาตมามีเจตนาปรารถนาดี ไม่ได้ทำเพื่อใหญ่โต อาตมาไม่ได้จะไปเป็น เจ้าคุณแต่อย่างใด เดี๋ยวนี้เขายกเป็นพ่อครูคือเป็นพ่อในฐานะครูที่นำความรู้มาให้ ไม่ได้เป็นตำแหน่งแต่อย่างใด เมื่อท่านทำนอกรีต มีหลักฐานแล้วด้วย คณะสงฆ์ กลายเป็น ข้าราชการของรัฐไปแล้ว เป็นราชปัตโต คือบวชไม่ได้อยู่แล้ว ซึ่งเวลาจะบวชเขาก็ถามว่า เป็นราชปัตโตหรือไม่? ก็โกหกกันว่าไม่ได้เป็นอีก แล้วพอบวชไปก็มีตำแหน่ง มีเงินเดือนด้วยนะ ช่างกระไร ก็เอาเงินให้พระสงฆ์ทำผิดอีก บัญชีอัตรานิตยภัตปรับใหม่ พระสังฆาธิการ พระสมณศักดิ์ พระเปรียญธรรม 9 ประโยค และพระเลขานุการ เริ่มตั้งแต่เดือนตุลาคม พ.ศ.2549 ที่ ตำแหน่ง อัตราเก่า อัตราใหม่ 1. สมเด็จพระสังฆราชเจ้า 22,000 32,000 2. สมเด็จพระสังฆราช 20,000 29,000 3. ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช 18,000 26,300 4. กรรมการมหาเถรสมาคม (สมเด็จพระราชาคณะ) 16,000 23,400 5. สมเด็จพระราชาคณะ 16,000 23,400 6. กรรมการมหาเถรสมาคม (โดยแต่งตั้ง) 14,000 20,400 7. เจ้าคณะใหญ่ 14,000 20,400 8. เจ้าคณะภาค 10,000 14,600 9. แม่กองบาลี แม่กองธรรม 10,000 14,600
บรรพชิตจีนนิกาย ( พระจีน ) และอนัมนิกาย ( พระญวน ) ที่ ตำแหน่ง อัตราเก่า อัตราใหม่ 1. เจ้าคณะใหญ่ จีนนิกาย / เจ้าคณะใหญ่ อนัมนิกาย 6,000 8,800 2. รองเจ้าคณะใหญ่ จีนนิกาย / รองเจ้าคณะใหญ่ อนัมนิกาย 2,600 3,800 3. ผู้ช่วยเจ้าคณะใหญ่ฝ่ายขวา จีนนิกาย / อนัมนิกาย 1,800 2,600 4. ผู้ช่วยเจ้าคณะใหญ่ฝ่ายซ้าย จีนนิกาย / อนัมนิกาย 1,800 2,600 5. ปลัดขวาจีนนิกาย / ปลัดขวาอนัมนิกาย 1,600 2,300 6. ปลัดซ้ายจีนนิกาย / ปลัดซ้ายอนัมนิกาย 1,600 2,300 7. รองปลัดขวาจีนนิกาย / รองปลัดขวาอนัมนิกาย 1,400 2,100 8. รองปลัดซ้ายจีนนิกาย / รองปลัดซ้ายอนัมนิกาย 1,400 2,100 9. ผู้ช่วยปลัดขวาจีนนิกาย / ผู้ช่วยปลัดขวาอนัมนิกาย 1,200 1,800 10. ผู้ช่วยปลัดซ้ายจีนนิกาย / ผู้ช่วยปลัดซ้ายอนัมนิกาย 1,200 1,800 11. เลขานุการเจ้าคณะใหญ่จีนนิกาย / อนัมนิกาย 1,800 2,600
เบี้ยกันดาร ที่ ตำแหน่ง อัตราเก่า อัตราใหม่ 1. อำเภอแม่ลาน้อย จังหวัดแม่ฮ่องสอน 100 500 2. อำเภอปางมะผ้า จังหวัดแม่ฮ่องสอน 100 500 3. อำเภอขุนยวม จังหวัดแม่ฮ่องสอน 100 500 4. จังหวัดยะลา ทุกอำเภอ 100 500 5. จังหวัดปัตตานี ทุกอำเภอ 100 500 6. จังหวัดนราธิวาส ทุกอำเภอ 100 500 7. จังหวัดสตูล ทุกอำเภอ 100 500 (ตัดมาบ่างส่วน) ข่าว : สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ 2 มิถุนายน 2549
พ่อครูว่า … นี่เป็นเรื่องที่ผิดที่ทำกันมา อาตมาเลยต้องประกาศลาออกจากมหาเถรสมาคม ตั้งแต่ปี 2518 อาตมาก็ว่าอาตมาเป็น สังฆัง สรณัง คัจฉามิ เป็นที่พึ่งของพุทธศาสนิกชน เกรงใจที่ต้องพูด แต่พูดเป็นวิชาความรู้ เมื่อมาบวชเป็นภิกษุของศาสนาพุทธแล้วอย่าเล่นกับเงิน พระพุทธเจ้าว่าเป็นอสรพิษ ในวงการสงฆ์ให้ตรวจสอบดูให้ดี ปาราชิกกันมากเลย ที่ทำเงินเคลื่อนจากฐาน เกิน 5 มาสก ปาราชิกกันมากมาย แม้แต่ทำให้ของเปลี่ยนผิดประเภท ก็ผิดหมด ของพระพุทธเจ้าละเอียดมาก มันเป็นเรื่องเสื่อมร้ายแรงมาก ผู้ใดตั้งใจจะพัฒนาตนเองให้ดีก็ช่วยกัน ผู้ใดไม่ตั้งใจพัฒนาตนก็ลาออกเสีย อย่ามาทำชั่วทำบาป กรรมเป็นอันทำแล้ว มาฟัง เรี่อง เงินบาป คอลัมน์ กวนน้ำให้ใส ของสารส้ม ในสพพ.แนวหน้า 11 มี.ค. เงินบาป คลิปเหตุการณ์ที่ชาวสมาชิกสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่นตะลุมบอนกัน เมื่อวันที่ 9 มี.ค.ที่ผ่านมา ชาวบ้านผู้เดือดร้อนด่าทอกัน บางคนชี้หน้าด่าด้วยความโกรธแค้น กล่าวหาว่าฝ่ายบริหารสมรู้ร่วมคิดกับธัมมชโยและวัดพระธรรมกาย บางคนถึงขนาดลงมือทำร้ายกันนั้น ทำให้เกิดความรู้สึกเจ็บปวดในใจ… 1) ชาวบ้านถูกโกง แต่กลับต้องมาทะเลาะกันเอง ในขณะที่คนโกงและคนที่รับเงินโกงไป ยังไม่รู้ร้อนรู้หนาว 2) ผู้เดือดร้อนจากกรณีนี้ มีทั้งคนที่เคยนิยมเสื้อแดง คนที่ศรัทธาธรรมกาย ข้าราชการบำนาญ แม่ค้ารายวัน คนชราที่เก็บออมเงินมาทั้งชีวิต ฯลฯ จำนวน 56,000 ราย นำเงินมาฝากไว้กับสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น หวังผลตอบแทนสูงๆ มีความมั่นคง ตามคำโฆษณาของอดีตผู้บริหาร นอกจากนี้ ยังมีบรรดาสหกรณ์ออมทรัพย์ต่างๆ ที่นำเงินมาฝากออมทรัพย์ไว้สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น มีสถานะเป็นเจ้าหนี้อยู่อีก 80 กว่าแห่ง เช่น สหกรณ์ออมทรัพย์สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม 101 ล้านบาท, สหกรณ์ออมทรัพย์พระจอมเกล้าพระนครเหนือ 143 ล้านบาท, สหกรณ์ออมทรัพย์ครูขอนแก่น 156 ล้านบาท, สหกรณ์ออมทรัพย์กรมบัญชีกลาง 159 ล้านบาท, สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนครูดอกสะเก็ด 197 ล้านบาท, สหกรณ์ออมทรัพย์โรงพยาบาลราชวิถี 208 ล้านบาท, ชุมนุมสหกรณ์ออมทรัพย์ตำรวจแห่งชาติ 211 ล้านบาท, สหกรณ์ออมทรัพย์ครูพัทลุง 251 ล้านบาท, สหกรณ์ออมทรัพย์ครูนนทบุรี 286 ล้านบาท, สหกรณ์ออมทรัพย์ครูมหาสารคาม 312 ล้านบาท, สหกรณ์ออมทรัพย์ครูสงขลา 339 ล้านบาท, สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนมงคลเศรษฐี 347 ล้านบาท, สหกรณ์ออมทรัพย์ครูนครราชสีมา 537 ล้านบาท, สหกรณ์ออมทรัพย์มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 773 ล้านบาท, สหกรณ์ออมทรัพย์ครูปทุมธานี 848 ล้านบาท, สหกรณ์ออมทรัพย์ครูยโสธร 984 ล้านบาท ฯลฯ รวมทั้งสหกรณ์ออมทรัพย์ที่ถือสัญญาเงินกู้และตั๋วสัญญาใช้เงิน มีสถานะเป็นเจ้าหนี้อยู่ ได้แก่ สหกรณ์ออมทรัพย์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ถือสัญญาเงินกู้ 1,431 ล้านบาท และเงินฝากออมทรัพย์ 84 ล้านบาท รวมเป็นเงิน 1,515 ล้านบาท สหกรณ์ออมทรัพย์ตำรวจแห่งชาติ ถือสัญญาตั๋วใช้เงิน 150 ล้านบาท และเงินฝากออมทรัพย์ 852 ล้านบาท รวมเป็นเงิน 1,002 ล้านบาท รวมเงินของสหกรณ์อื่นๆ ที่เป็นเจ้าหนี้ของยูเนี่ยนคลองจั่นอยู่เกือบหมื่นล้านบาท! ถ้าไม่สามารถติดตามเอาเงินที่ถูกโกงไปกลับคืนมา ความเสียหายก็จะตกแก่ผู้เกี่ยวข้องทุกคน และอาจส่งผลกระทบต่อสังคมในวงกว้างเป็นลูกโซ่! 3) โกงแล้วไปไหน? พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง รองอธิบดีดีเอสไอ เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบเช็คสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น จำนวน 878 ฉบับ จำนวนเงิน 11,367 ล้านบาท ที่รับเช็คจากนายศุภชัย ศรีศุภอักษร อดีตประธานสหกรณ์ฯ แบ่งออกเป็น 6 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มที่ 1 วัดพระธรรมกาย พระเทพญาณมหามุนี (ธัมมชโย หรือนายไชยบูลย์ สุทธิผล) พระครูปลัดวิจารณ์ มูลนิธิอุบาสิกาจันทร์ ฯลฯ จำนวน 932 ล้านบาท กลุ่มที่ 2 ญาติธรรมและบุคคลใกล้ชิดนายศุภชัย จำนวน 348 ล้านบาท กลุ่มที่ 3 บริษัทเอสดับบลิวฯ และนายสถาพร วัฒนาศิริกุล (อดีตพระวัดธรรมกาย) จำนวน 272 ล้านบาท กลุ่มที่ 4 สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนมงคลเศรษฐี (ให้สินเชื่อเพื่อการทำบุญกับธรรมกาย) 46 ล้านบาท กลุ่มที่ 5 นายวัฒน์ชานนท์ นวอิสรารักษ์ (อดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีคลังยุครัฐบาลยิ่งลักษณ์) นายจิรเดช วรเพียรกุล และสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนรัฐประชา จำนวน 2,566 ล้านบาท และกลุ่มที่ 6 นิติบุคคลและเงินโอนภายในประเทศและต่างประเทศ ในรูปแบบถอนเงินสด แคชเชียร์เช็ค โอนผ่านเนต โอนทางอินเตอร์เนต 7,203 ล้านบาท ปัจจุบัน ดีเอสไอ และ ปปง. ได้ร่วมทำงานติดตามเส้นทางการเงินแต่ละสาย ทั้งเรียกผู้รับเช็คจำนวน 878 ฉบับมาสอบปากคำทุกกลุ่ม และได้เข้าตรวจค้นเพื่อตรวจสอบ ดำเนินการอายัดทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับการกระทำผิดแล้ว เช่น บริษัทเอสดับบลิวฯ, เครดิตยูเนี่ยนรัฐประชา เป็นต้น 4) เมื่อไหร่จะคายเงินโกงคืนชาวบ้าน? เจ้าหน้าที่ได้ติดตามอายัดเงินไปหลายสายแล้ว เหลือแต่เงินของสายวัดพระธรรมกายและพระที่เกี่ยวข้อง ในความเป็นจริง เจ้าหน้าที่รัฐมีอำนาจตามกฎหมายที่จะยึดอายัดทรัพย์ของมูลนิธิที่เกี่ยวข้องกับวัดเอาไว้ได้ หากพบเส้นทางการเงินเชื่อมถึงกัน เพราะทรัพย์สินของมูลนิธิมิใช่ธรณีสงฆ์! แต่ในฐานะเป็นผู้ทรงศีล แถมเป็นวัดที่มีเงินทองมหาศาล เมื่อปรากฏชัดว่าชาวบ้านเดือดร้อนหนัก และเงินของชาวบ้านถูกผ่องถ่ายมาที่พวกตน ก็สมควรจะต้องรีบคืนเสียที มิใช่อ้างว่า จะคืน จะคืน แต่ยังไม่ยอมคืนเสียที แม้การคืนเงิน จะไม่สามารถตัดตอนคดีทางอาญา แต่ทางวัดก็จะได้ช่วยทำบุญกุศลแก่ชาวบ้านที่เขาถูกโกง กำลังทุกข์ร้อนอย่างหนัก มีคนเสื้อแดงอยู่ด้วยจำนวนมาก มีคนที่ศรัทธาวัดอยู่ก็ไม่น้อย น่าใจหาย... ในขณะที่ชาวบ้านผู้เสียหายกำลังทุกข์ร้อนหนัก เครียดจัด ขัดแย้งรุนแรง ถึงขนาดตะลุมบอนกันเองแล้วนั้น ทางวัดและพระที่ปรากฏชัดว่าได้รับเงินที่โกงไปจากสหกรณ์ก็ยังไม่ยอมเข้าไปให้การต่อเจ้าหน้าที่บ้านเมือง เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเส้นทางการเงินให้เป็นที่กระจ่างชัด ที่อ้างว่า ไม่รู้ว่าเป็นเงินโกงมานั้น จริงแท้แค่ไหน? เส้นทางการเงินเป็นอย่างไร? รับมาแล้วจ่ายไปไหน? มีการผ่องถ่ายอย่างไร? มีการจ่ายกลับไปที่ผู้บริหารหรือไม่? จ่ายต่อไปกลุ่มไหน? แบ่งงานกันทำอย่างไร? เพื่ออะไร? โดยอดีตผู้บริหารที่ต้องคดีนั้นเคยเป็นไวยาวัจกรของวัด ทำหน้าที่หาเงินเข้าวัด เจ้าหน้าที่บ้านเมืองย่อมต้องการคำชี้แจงที่ชัดเจน เพื่อจะได้ตัดสินใจดำเนินคดีหรือไม่? ในข้อหาใด? รับของโจร? ฟอกเงิน? ฯลฯ นิมนต์เถิด อย่าผัดวันประกันพรุ่งต่อไปเลย … เริ่มจากรีบคืนเงินเสียเถิด...เงินที่ได้ไปจากทำบาป ต่อให้นำไปสร้างมหาเจดีย์ใหญ่โตขนาดไหน ก็เป็นได้แค่กองบาปมหึมาบนฐานความเจ็บปวดและน้ำตาของชาวบ้าน! สารส้ม
พ่อครูว่า… อาตมาขอเอาหลักฐานยืนยันต่อ ที่คุณไพศาล ถามมาว่า พระสงฆ์ของพระพุทธเจ้าคืออย่างไร ก็ขอทวนว่า พระสงฆ์คือ ผู้ที่โภคขันธาปหายะ และญาติปริวัตตังปหายะ คือผู้สละทรัพสินและญาติมิตร มาเป็นผู้ที่ป ระชาชน เลี้ยงไว้ แล้วทำงานรับใช้ ทำงานเหมือนกรรมกรได้ แต่ที่ว่าไม่รับใช้ฆราวาสคือ ไม่ทำงานรับจ้าง เพราะเป็นผู้พ้น ลาเภนลาภัง นิชิคิงสนาตา คือพ้นลาภแลกลาภแล้ว ไม่มีสิ่งแลกเปลี่ยน ด้วยลาภ ยศ หรือสรรเสริญ ไม่หลงมีจิตยินดีในลาภ ยศ สรรเสริญ เป็นจิตบกพร่อง ศาสนาพุทธอ่านจิตออก มี จิตวิเคราะห์ psychoanalysis ออก รู้จิตที่เป็นอุกศล กุศล ก็ทำการจัดการและกระทำได้ถูกต้อง ยิ่งเป็นพระที่คนยอมรับนับถือ คนก็จะเอาทานมาให้ คำว่า ทาน ไม่ใช่บุญ หากรับเงินมาโดยตนไม่ได้ชำระกิเลส ตนก็กิเลสงอก เพิ่ม อย่าไปเสียงให้กิเลสตนเพิ่ม ส่วน บุญ คือ การชำระกิเลส พระพุทธเจ้าสอนแต่ต้น ท่านมีธรรมนูญของท่าน คือ จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล นี้คือศีลของเธอประการหนึ่ง ในสามัญผล คือผลที่เกิดปกติสำหรับสมณะ ผู้ใดปฏิบัติแล้วจะต้องทำตามคำสอนของพระพุทธเจ้า ในสามัญผลสูตร ท่านเริ่มที่ศีล แต่ทุกวันนี้เขาเอาวินัยมาเป็นศีล ซึ่งวินัยนี้มีโทษ เหมือนกฎหมาย ถ้านักบวชของพุทธไม่ปฏิบัติตามศีล ไม่สมาทานศีล เช่น ชาวอโศกจะมาเป็นส
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive