580313-ธรรมาธรรมะสงคราม-บ้านราชฯ-เรื่อง-ธรรม-๒-อย่าง-รวมเป็น-๑.doc.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2558
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์342 KB
วันที่แก้ไข27 มิถุนายน 2566

เนื้อหาในไฟล์

580313-รายการธรรมาธรรมะสงคราม ที่ บ้านราชฯ เรื่อง ธรรม 2 อย่าง รวมเป็น 1 โดย พ่อครูโพธรักษ์ พ่อครูว่า… โลกทุกวันนี้ย่ำแย่เพราะอวิชชา แล้วสืบไล่หาเหตุ เจอสังขาร วิญญาณ เกิดนามรูป สฬายตนะ ผัสสะ เวทนา เมื่อเจอเวทนาก็เจาะลงที่เวทนา ก็จะเจอตัณหา อุปาทาน ซ่อนภพชาติไว้ เกิดนิยายเป็นโศกะ ปริเทวะ ทุกขะ โทมนัส อุปายาสะ เป็นนิยายโลกที่ดุเด็ดเผ็ดมัน ผู้รู้ก็จะรู้ยอดนิยายของโลก นิยายโลกที่ดุเด็ดเผ็ดมัน พระไตรปิฎก เ ล่ม ที่ 19 ข้อ 14 ท่านไล่แยกโลกว่า แบ่งเป็น 1. อบายโลก 2. มนุสโลก 3. เทวโลก 4. ขันธ์โลก 5. ธาตุโลก 6. อายตนโลก มี 6 โลกที่เป็นความหมุนวน เป็นนิยาย แก้แค้นกัน รักกันหนักหนา ปานจะกลืนกิน แล้วโมหะ หลงไปไม่เงยหัว ตราบใดไม่ได้สดับคำสอนของพระพุทธเจ้า ผู้นั้นไม่มีทางละหน่ายคลายสิ่งที่ตนเองหลงนี่ได้เลย ไม่มีทาง ต้องได้เป็นผู้สดับธรรมพระพุทธเจ้า แม้ไม่ได้ยินจากพระโอษฐ์ก็ได้ยินจากสาวก ที่เป็นสัมมาปฏิบัติ จนเกิดสัมมาปฏิเวธ ตั้งแต่ปัจจัตตัง ปัจเจก สยังอภิญญา ปัจเจกสัมมาสัมพุทธเจ้า และพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าจึงเป็นต้นทางของความรู้ที่จะรู้โลก แล้วดับโลก ถึงดับเหตุ สมุทัยของโลก ดับได้ก็เป็นโลกนิโรธ รู้แจ้งรู้จริงในสิ่งที่เป็นความมี(โหติ) กับความไม่มี (นโหติ) ท่านเปิดเผยเรื่องราวเป็นสายปฏิจจสมุปบาท ก่อเรื่องราวในโลกอย่างเบื่อไม่ลง มาดูที่อาตมาเรียบเรียงมา เรื่อง “ธรรม 2 อย่าง รวมเป็น 1 ” ประโยคที่ว่า “เทฺว ธมฺมา ทฺวเยน เวทนาย เอกสโมสรณา ภวนฺติ ฯ” -ธรรมทั้งสองเหล่านี้ รวมเป็นอันเดียวกันกับเวทนา โดยส่วนสอง (พระไตร ปิฎก ฉบับหลวง เล่ม ที่ 10 ข้อ 60 ) -ธรรม 2 อย่างนี้ ทั้ง 2 ส่วน รวมลงเป็นอย่างเดียวกันกับเวทนา (พระไตรปิฎก ฉบับ มจร. เล่มที ่ 10 ข้อ 112 ) เทฺว ธมฺมา =

อ่านต่อ

ธรรม 2 อย่าง ไม่ว่า 2 อย่างนั้นจะคือ อะไรกับอะไรก็ตาม ในประดา “รูป” กับ “นาม” เป็นสำคัญ โดยเฉพาะแม้แต่ “องค์ประชุมของรูปกับนาม” ที่เรียกว่า “กาย” ก็ให้เน้น “นาม” เป็นสำคัญ ดังที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ชัดว่า “ในร่างกายนั้น แต่ตถาคตเรียกร่างกายอันเป็นที่ประชุมของมหาภูตรูปทั้ง 4 นี้ว่า จิตบ้าง มโน บ้าง วิญญาณบ้าง” (เล่มที่ 16 ข้อ 230 ) ดังนั้น “ธรรม 2 อย่างนี้ ทั้ง 2 ส่วน รวมลงเป็นอย่างเดียวกับเวทนา” จึงเป็นหลักการสำคัญมากในการปฏิบัติของพุทธ หากไม่สามารถพิจารณา “กายในกาย-เวทนาในเวทนา-จิตในจิต-ธรรมในธรรม” เฉพาะอย่างยิ่ง “เวทนาในเวทนา” ตามที่พระพุทธเจ้าทรงเน้นในความเป็น “รวมเป็นอันเดียวกันกับเวทนาโดยส่วนสอง” เห็นไหมว่า พระพุทธเจ้าไม่ได้เรียก “กาย” อันเป็นที่ประชุมแห่งมหาภูตทั้ง 4 นี้ว่า “ร่าง” (สรีระ) แต่อย่างใด ทั้งๆที่ระบุชัดๆ ยืนยันอยู่โต้งๆว่า “เป็นที่ประชุมของมหาภูตทั้ง 4 “มหาภูตทั้ง 4 ” ก็คือ ดิน น้ำ ไฟ ลม อันเป็นสสารหรือวัตถุอยู่แท้ๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่จะ “ถูกรู้” ก็คือความเป็น “รูป” โต้งๆ ที่จะ “รู้ได้ด้วยการสัมผัสทางตา-หู-จมูก-ลิ้น-กาย” (ปสาทรูป 5 ) โดยมี “ใจ” เป็น “นาม” หรือ “ตัวผู้รู้” อวจรอยู่กับ “กามภูมิ” บ้าง อวจรอยู่กับ “รูปภูมิ” ส่วนในบ้าง และอวจรอยู่กับ “อรูปภูมิ” ส่วนในสุดบ้าง จึงเป็น “โคจรรูป” ร่วมกับ “ปสาทรูป” ล้วนเป็น “องค์รวม” ของ “รูปกับนาม” (กาย) นี่เอง เกิด “ภาวะ 2 ” ให้เจ้าตัวได้เรียนรู้ปฏิบัติจัดการ นี่แหละ เหตุ-นิทาน-สมุทัย-ปัจจัย แห่งปฏิจจสมุปบาททั้งหลาย ตามที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ใน “มหานิทานสูตร” หรือในปฏิจจสมุปบาท พระพุทธเจ้าทรงเรียกว่า จิตบ้าง มโนบ้าง วิญญาณบ้าง ตั้งต้นแต่ “อวิชชา” จนถึง ชรา มรณะ โสก ะ ปริเทวะ ทุกข ะ โทมนัส อุปายาสะ ล้วนเป็นอาการทางจิตทั้งสิ้นชัดเจนไหม ว่า แม้จะยืนยันใน “องค์ประชุม” (กาย) นั้นอยู่โทนโท่ ว่ามี “ดิน น้ำ ไฟ ลม” ประกอบอยู่แท้ๆนี่แหละ แต่ “รูปธรรม” แท้ๆ แต่ “กลายเป็น” นามธรรมคือ “จิต-มโน-วิญญาณ” เป็นเอก “รวมลงเป็นอันเดียวกับเวทนาหรือเป็นหนึ่งกับเวทนา” (เทฺว ธมฺมา ทฺวเยน เวทนาย เอกสโมสรณา ภวนฺติ ฯ ) ซึ่ง “กาย” ต้องมีทั้ง “รูป” ทั้ง “นาม” ร่วมกันอยู่ไม่ขาดอันใดอันหนึ่งนะ หมายความว่า ต้องมีทั้งภายนอกและภายใน เชื่อมต่อ มีสันตติกันอยู่ไม่ขาดทาง “รูปธรรม” ส่วนทาง “นามธรรม” นั้นเป็น “ตัวแท้” ของการจัดการอภิวัฒน์พัฒนา(อภิสังขาร) หรือ “การทำใจในใจ” ให้ถ่องแท้แยบคายลงไปถึงที่เกิด แล้วทำ”ความเกิด-ความดับ” กัน ณ ที่ตรงนั้น (สัมภวะ) ซึ่งทำให้ “อกุศลจิตดับ” และเห็นกุศลจิตเกิด จึงจะชื่อว่า เป็นผู้ “เห็น” ความเกิด-ความดับของจิต ชนิดที่ “เห็นแจ้ง” (สัจฉิ) ของจริงด้วยตนสัมมาทิฏฐิแท้ นั่นก็คือ ดับ “อุปาทาน” เริ่มตั้งแต่ “รูปูปาทานักขันธา” และ “เวทนูปาทานนักขันธา-สัญญูปาทานักขันธา-สังขารูปาทานักขันธา-วิญญูปาทานักขันธา” เพราะรู้จักรู้แจ้งรู้จริง “เวทนาในเวทนา” มีความสามารถทำ “การวิเคราะห์ภาวะจิต” (consciousness analysis ) รู้จักรู้แจ้งรู้จริงความเป็น “เวทนา 108 ” ได้แก่ เวทนา 2 -เวทนา 3 -เวทนา 6 -เวทนา 18 -เวทนา 36 -เวทนา 108 “การปฏิบัติกับภาวะจิต” (consciousness doing) จึงจะถึงขั้น “การทำใจในใจอย่างถ่องแท้ลงไปถึงที่เกิด” (โยนิโสมนสิการ = genesis doing ) และสามารถกำจัดกิเลสในจิตที่เป็นความเห็นแก่ตัวสำเร็จตามลำดับได้จริง (selfishness killing) หมดสิ้นเกลี้ยง ซึ่ง ความเป็นหนึ่งอย่างเอกอย่างยอดนั้นก็คือ “เนกขัมสิตอุเบกขาเวทนา” นั่นเอง ที่ธรรม 2 อย่าง ทั้งหลายล้วน “รวมลงที่เวทนา” (สโมสรณา) ตาม “มูลสูตร 10 ” ที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ ประโยคที่ยิ่งใหญ่ นี้ คือ “เทฺว ธมฺมา ทฺวเยน เวทนาย เอกสโมสรณา ภวนฺติ ฯ” (ฉบับ มจร. เลมที่ 10 ข้อ 112 ) -ธรรมทั้งสองเหล่านี้ รวมเป็นอันเดียวกันกับเวทนา โดยส่วนสอง (พระไตร ปิฎก ฉบับหลวง เล่มที่ 10 ข้อ 60 ) -ธรรม 2 อย่างนี้ ทั้ง 2 ส่วน รวมลงเป็นอย่างเดียวกันกับเวทนา (พระไตรฯ ฉ บับ มจร. เล่มที่ 10 ข้อ 112 ) 1 แต่ก็ยังมี 2 พ่อครูว่า… เวทนา 108 นั้นสำคัญมาก เพราะผู้จะปฏิบัติต้องมนสิกโรติ ได้ ต้องอ่าน อาการเวทนา 2 คือ กายิกเวทนา กับ เจตสิกเวทนา แยกกายแยกจิตนั่นเอง แต่ไม่ใช่เข้าใจผิดว่า กายคือร่าง แยกกาย แยกจิตก็คือ เข้าใจว่า กายคือร่างคือวัตถุ ส่วนจิตคือนามธรรมที่ไปรับรู้ นี่คือเพียงรู้ตื้นๆ เพราะคำว่า กาย ไม่ใช่ ดิน น้ำ ไฟ ลมเท่านั้น ทิ้งจิตไปเลย ไม่ใช่ เพราะคำว่า กาย ไม่ทิ้งจิต แต่กายคือภายนอกไม่ทิ้งจิต แม้จะเป็นอนาคามี เหลือแต่สังโยชน์เบื้องสูงมีแต่รูปภพ อรูปภพก็ต้องมี ทวารนอกสัมผัส แล้วรู้สองส่วน รวมลงที่เวทนา เหลือแต่กิเลสในรูปภพ อรูปภพ แล้วก็ต้องรู้อินทรีย์ของมันว่ามันแรงหรือเบา ทำให้มันดับได้หรือไม่ เป็นครั้งคราวหรือถาวร เห็นของจริง ถ้าคุณไม่รู้ว่ามันตั้งอยู่ จางคลาย ทำให้ดับได้ ถ้าไม่ไปรู้ลำดับก็จะเดาๆเอาแค่นั้น แต่ผู้รู้ลำดับ จะไม่มาบอกว่าตนเป็นอรหันต์อย่างผลีผลามเป็นอันขาด การปฏิบัติไปตามลำดับของพระพุทธเจ้าเป็นเรื่องมหัศจรรย์ จะสั้นที่สุด ตรงที่สุดเร็วที่สุด ถ้าสัมมาทิฏฐิชัด ถ้าสามารถรู้ว่ามันเกิดจากทวาร 5 ที่สัมผัสแล้วรวมลงที่ใจ แล้วเวทนาเป็นอารมณ์ที่บอกสุข ทุกข์ นี่คือทุกข์อาริยสัจ อ่านได้ด้วย อาการ ลิงค นิมิต อุเทส แล้วพระพุทธเจ้าว่าอย่าไปให้อาหารมัน สัมผัสแล้วงดเว้นสิ่งที่เราติดมีกิเลส เราก็จะอ่านรู้อาการอยาก ถ้าไม่ได้ก็เดือดโทสะขึ้นจะเนื่องกันให้เห็น ท่านให้กำจัดมัน เห็นมันไม่เที่ยงสู้กันจนตายเลย ไม่ให้อาหารกิเลสไม่ตายหรอก เอาอย่างอื่นแทนได้ สอง อ่านอาการที่มันเป็นสุขเท็จสุขหลอก มันมีตอนมีเหตุปัจจัย หมดเหตุมันก็ไม่มี เราก็เริ่มรู้อัตตา ตั้งแต่ข้อ 61 ว่า [ 61 ] ดูกรอานนท์ บุคคลเมื่อจะบัญญัติอัตตา ย่อมบัญญัติด้วยเหตุ ประมาณเท่าไร ก็เมื่อบุคคลจะบัญญัติอัตตา มีรูปเป็นกามาวจร ย่อมบัญญัติว่า อัตตาของเรา มีรูปเป็นกามาวจร เมื่อบัญญัติอัตตา มีรูปหาที่สุดมิได้ ย่อมบัญญัติว่า อัตตาของเรา มีรูปหาที่สุดมิได้ เมื่อบัญญัติอัตตา ไม่มีรูปเป็นกามาวจร ย่อมบัญญัติว่า อัตตาของเรา ไม่มีรูปเป็นกามาวจร เมื่อบัญญัติอัตตา ไม่มีรูปหาที่สุดมิได้ ย่อมบัญญัติว่า อัตตาของเรา ไม่มีรูปหาที่สุดมิได้ ฯ ดูกรอานนท์ บรรดาความเห็น 4 อย่างนั้น ผู้ที่บัญญัติอัตตา มีรูปเป็น- กามาวจร นั้น ย่อมบัญญัติในกาลบัดนี้(ในเล่มมจร.แปลว่า มีอยู่เฉพาะในชาตินั้น ก็เลยมีตัวตนมาหน่อย) หรือบัญญัติซึ่งสภาพที่เป็นอย่างนั้น (พ่อครูว่า..ต้องเป็นปัจจุบันขณะเท่านั้นจึงเป็นเวทนาจริง) หรือมีความเห็นว่า เราจักยังสภาพอันไม่เที่ยงแท้ ที่มีอยู่ให้สำเร็จ เพื่อเป็นสภาพที่ เที่ยงแท้ อานนท์ การลงความเห็นว่า อัตตาเป็นกามาวจร ย่อมติดสันดานผู้มีรูปที่เป็นอย่างนี้ เพราะฉะนั้น จึงควรกล่าวไว้ด้วย ฯ ดูกรอานนท์ บรรดาความเห็น 4 อย่างนั้น ผู้มีบัญญัติอัตตา มีรูปหาที่สุด มิได้นั้น ย่อมบัญญัติในกาลบัดนี้ หรือบัญญัติซึ่งสภาพที่เป็นอย่างนั้น หรือมี ความเห็นว่า เราจักยังสภาพที่ไม่เที่ยงแท้อันมีอยู่ ให้สำเร็จ เพื่อเป็นสภาพที่เที่ยงแท้ อานนท์ การลงความเห็นว่า อัตตาหาที่สุดมิได้ ย่อมติดสันดานผู้มีรูปที่เป็นอย่างนี้ เพราะฉะนั้น จึงควรกล่าวไว้ด้วย ฯ ดูกรอานนท์ บรรดาความเห็น 4 อย่างนั้น ผู้ที่บัญญัติอัตตาไม่มีรูปเป็น กามาวจรนั้น ย่อมบัญญัติในกาลบัดนี้ หรือบัญญัติ ซึ่งสภาพที่เป็นอย่างนั้น หรือ มีความเห็นว่า เราจักยังสภาพอันไม่เที่ยงแท้ ที่มีอยู่ให้สำเร็จ เพื่อเป็นสภาพที่เที่ยงแท้ อานนท์ การลงความเห็นว่า อัตตาเป็นกามาวจร ย่อมติดสันดานผู้มีอรูป ที่เป็นอย่างนี้ เพราะฉะนั้น จึงควรกล่าวไว้ด้วย ฯ ดูกรอานนท์ บรรดาความเห็น 4 อย่างนั้น ส่วนผู้ที่บัญญัติ อัตตาไม่มีรูป ทั้งหาที่สุดมิได้นั้น ย่อมบัญญัติในกาลบัดนี้ หรือบัญญัติซึ่งสภาพที่เป็นอย่างนั้น หรือมีความเห็นว่า เราจักยังสภาพที่ไม่เที่ยงแท้ อันมีอยู่ให้สำเร็จ เพื่อเป็นสภาพ ที่เที่ยงแท้ อานนท์ การลงความเห็นว่า อัตตาหาที่สุดมิได้ ย่อมติดสันดาน ผู้มีอรูปเพราะฉะนั้น จึงควรกล่าวไว้ด้วย ฯ ดูกรอานนท์ บุคคลเมื่อจะบัญญัติอัตตา ย่อมบัญญัติด้วยเหตุมีประมาณเท่านี้แล ฯ

พ่อครูว่ า… ลึกๆของคนมีสัญเจตนาเป็นตัวกำกับ โดยคุณรู้ตัวหรือไม่ก็ได้มันมาจากอนุสัยสั่งการอยู่ (สัญชาติญาณ) เราไม่สามารถดิ่งเขาหาอนุสัยทันทีได้ เราก็ทำอันที่หยาบก่อน มีสติสัมปชัญญะกำหนดรู้ ในนาม 5 มีเวทนา สัญญา เจตนา ผัสสะ มนสิการ คุณเข้าใจแล้วก็ไปทำเอง มนสิการเอง อย่างมีผัสสะเป็นสมุทัย ตามมูลสูตร 1. มีฉันทะ เป็นมูล-รากเหง้า (มูลกา) 2. มีมนสิการ เป็นแดนเกิด (สัมภวะ) 3. มีผัสสะ เป็นเหตุเกิด (สมุทัย) 4. มีเวทนา เป็นที่ประชุมลง (สโมสรณา) 5. มีสมาธิ เป็นประมุข (ปมุขะ) ต้องทำที่เวทนา นี่แหละ จะเกิดเป็นฌาน สมาธิ อุเบกขา ต้องแจกเวทนา 108 ออก แยกเนกขัมมสิตเวทนา กับ เคหสิตเวทนา ออกได้ ถ้าทำให้เกิดเนกขัมมสิตเวทนาได้ก็คือผู้ออกบวช เป็นนักบวชแท้ ผู้ใดอ่านจิตไม่ได้ ไม่มีจิตวิเคราะห์ แยกโลกุตระกับโลกียะไม่ได้ก็ไม่สามารถปฏิบัติได้ คุณจะต้องเริ่มทำจิตคุณให้เข้ากระแสโสตาปันนะ แต่คนที่ไปนั่งหลับตาทำสมาธิ จะไม่สามารถเรียนรู้ปฏิบัติได้ ไม่สามารถอ่าน อาการ ลิงค นิมิต ที่เป็นเวทนาโลกีย์กับโลกุตระออก เพราะต้องมีผัสสะ จึงเกิดเวทนา อ่านเหตุได้ว่าเป็นสราคะ สโทสะ สโมหะ ได้ แล้วทำให้วีตะได้ ลดได้ เป็นสังขิตตัง วิกขิตตัง จากนั้นทำให้ได้ดีขึ้นอีกเป็น มหัคตจิตกับอมหัคตจิต เริ่มตั้งแต่โสดาบันจิตเข้ากระแสก็ไม่รู้ เอาแต่เอา ทำไปไม่มีลำดับก็ไปไม่ได้ แต่ผู้ปฏิบัติสัมมาทิฏฐิ เมื่อแยกทิศทางโลกีย์กับโลกุตระได้ก็พยายามทำสัมมัปปธาน 4 สติปัฏฐาน 4 อิทธิบาท 4 ทำการดับชีวิตินทรีย์ของกิเลสได้ ทำวิราคานุปัสสี จนมันดับได้ เป็นนิโรธานุปัสสี ทำได้ต่อเนื่องไปจนดับสนิท ทำทวนทำซ้ำ เป็นปฏินิสสัคคานุปัสสี แม้ดับได้ก็อยู่ในโลก สัมผัสเหตุปัจจัยเดิม เราก็รู้ทั้งสองส่วน แต่เวทนาเราเป็นหนึ่งเดียว เป็นเอกัคคตาจิต แต่ก่อนเป็นเคหสิตเวทนา เป็นสุข ทุกข์ แต่เราทำให้สองนี้เป็นหนึ่งได้ แม้หมดแล้วเราก็มีจิตที่เราบรรลุแล้ว แต่มีจิตเป็นหนึ่ง เป็นอุเบกขา ตัวสุดท้ายของสัมมาสมาธิคืออุเบกขา เป็นฐานนิพพาน ก็สุดยอดตรงนี้ทั้งนั้น อุเบกขา เป็น 1 เป็นเวทนา 1 คือรู้สึกว่าง ไม่มีกาม ไม่มีอัตตา ไม่สุขไม่ทุกข์ ไม่ผลักไม่ดูด ไม่ใช่แบบดับไม่รู้เรื่อง แต่ดับอย่างมีจักษุ ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่าง วันนี้ได้พูดเรื่องโลก 6 โลก พระไตรปิฎก เ ล่ม ที่ 19 ข้อ 14 ท่านไล่แยกโลกว่า แบ่งเป็น อบายโลก มนุสโลก เทวโลก ขันธ์โลก ธาตุโลก อายตนโลก โลกคือความวนเวียน หากไม่วนก็จบโลก คนมีโลกคือคนที่ยังวน ไม่ได้ดับความเป็นโลกของตน ต้องดับที่สมุทัย จึงเกิดโลกที่ดับคือโลกนิโรธ เอาไว้ค่อยอธิบายต่อไป ต่อไปเป็นการตอบประเด็นหรือคำถาม? -เวลาฟังธรรม จะมีบ้างที่รู้เรื่อง ไม่รู้เรื่อง รู้เรื่องบ้างไม่รู้บ้าง มาสังเกตอีกทีว่า เวลาเราถือศีลหรือสังวรศีล แล้วทำดีๆจะฟังได้รู้เรื่องมากขึ้นแต่เวลากิเลสเข้า เราจะฟังไม่รู้เรื่องมองมุมว่า ที่ลาดลุ่มโดยลำดับ เวลากิเลสภายนอกออกไป กิเลสตัวในก็จะขึ้นมา มันเป็นอย่างเดียวกันไหม? พ่อครูว่า… มันยังไม่ รา บเรียบ ไม่ทะลุ แต่ถ้าทะลุดีแล้วก็จะชัด ถ้าสังวรดี ก็มีอุปกรณ์ในการมาฟังที่ดี การจะมาเก็บผลไม้ หากไม่มีตะกร้าหรือไม้สอยมาก็เก็บไม่ได้มาก แต่ถ้าเตรียมมาดีก็จะได้เยอะ เป็นธรรมดา ไม่น่าสงสัย _แม้อรหันต์ ท่านปิดไม่รับภายนอก อย่างพระพุทธเจ้าท่านไม่รับรู้เสียงฟ้าผ่าเลย ท่านไม่ตกใจได้ แต่ถ้าภายนอกกระแทกแรงถึงขีด ที่ไม่ได้ตั้งใจตั้งรับ มันก็จะต้องตั้งสันตติ ก็จะมีอาการที่เรียกว่า ตกใจ ถ้ามันแรง แต่ถ้าอรหันต์ตั้งจิตแน่วแน่ แต่คุณสมบัติยังไม่ถึงพระพุทธเจ้าก็ตกใจได้ เพราะจิตต้องมารับอันนี้จึงตกใจได้ แล้วแต่ว่าพระอรหันต์ท่านจะมีเจโตสมถะมากหรือน้อย แต่พวกฤๅษีก็ไม่ตกใจง่ายหรอก มีเจโตสมถะแข็งๆ จะเอาความตกใจมาวัดว่าเป็นอรหันต์หรือไม่ ไม่ได้

พ่อครูว่า… รูป 28 นี่แหละคือรูป ในรูปขันธ์ก็คือรวมกองทุกอย่าง ที่จริง รูป นี่คือ นาม สิ่งที่เป็นรูปนี้เกิดจากมหาภูตรูป ประชุมรวมกับนาม เป็นกาย เมื่อเรามาเรียนรู้รูปเหล่านี้ก็กลายมาเป็นนามรูป และจิตเจตสิกต่างๆก็กลายเป็น นามรูป ส่วนเวทนาที่ถูกรู้นี่เรียกว่ารูป นอกจากจะเรียกว่ารูปแล้วยังเรียกว่า กาย อีก _ส.มือมั่น · พ่อครูได้เทศน์ถึงเรื่องเวทนาหลายวัน เรื่องนี้ผมรู้สึกว่า ความรู้สึกที่เป็นความอร่อย ประทับใจ นั้น ความประทับใจจะไม่ค่อยระวัง เรื่องความอร่อยมันก็รู้โทษภัย แต่เรื่องความประทับใจจะไม่ระวัง มันเพลินใจอยู่ (พ่อครูว่าเหมือนเอาขี้มาขยำ) พ่อครูว่า … เรื่องเหล่านี้เอามาบอกเล่าสู่กันฟังได้ เพราะเป็นเรื่องที่ถูกตรงสัมมาทิฏฐิ แต่ว่าถ้าปฏิบัติผิดจะเอามาเล่าเรื่องอย่างนี้ไม่ได้หรอก แม้เป็นนามธรรมแต่ว่า ผู้เรียนรู้ตามลำดับ จะอธิบายได้ สุขเท็จนี่มันไม่มี แต่ก่อนนี้มันมีจริงๆ เราจำได้เทียบได้ แต่เดี๋ยวนี้มันไม่มี เราสัมผัสอยู่นี่แหละ เราอยู่กับโลก เรื่องหยาบๆก็ไม่ต้องสัมผัสก็ได้ เรารู้อยู่เห็นอยู่กับโลก ที่นี่ไม่จำเป็นต้องมีเหล้าเลย แม้น้ำขวดก็ไม่มีเลย ก็ไม่เห็นเป็นไร … จบ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน