580311-ธรรมาธรรมะสงคราม ราชธานีอโศก เรื่อง ทบทวน มหานิทานสูตร ๒.doc.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2558
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์344 KB
วันที่แก้ไข26 มิถุนายน 2566

เนื้อหาในไฟล์

580311-รายการธรรมาธรรมะสงคราม ที่ราชธานีอโศก เรื่อง ทบทวน มหานิทานสูตร 2 โดย พ่อครูโพธิรักษ์

พ่อครูว่า..วันนี้วันที่ 11 มีนาคม 2558 วันพุธ แรม 7 ค่ำ เดือน 4 ปีมะเมีย วันนี้อยู่บ้านราชฯแล้ว อย่างน้อยพวกเราที่นี่ ร้อยกว่าคนถือว่าเป็นวิทยาลัยที่จะสอนถึงปรมัตถ์ จนถึงพูดไขกันอย่างไม่ปิดบัง ว่าเราคือใคร มาสอนอะไร เอาให้ชัดเจน ถึงขนาดนี้ ถ้าไม่รู้ว่าชีวิตนี้จะเอาอะไร จะทำอะไร จะไปไหน ก็เอาเถอะ ใครไม่รู้ก็แล้วแต่ คนไม่เคยได้ยินก็แล้วแต่ คนได้ยินได้ฟังก็ดี แต่ก็มีคนที่ได้ยินหรือไม่ แต่เขาก็เล่นไลน์ มาถล่มอาตมา เปิดเผยเจตนา แต่มันดีที่เปิดเผย อาตมาเปิดเผยความเป็นอรหันต์ ข่าวคราวที่เขารู้จักอาตมาตามกระแสสังคม ก็คือคนที่มาวุ่นวายกับศาสนา อาตมาเ ด าเอานะ ประมาณได้ว่า คนที่ไลน์มาเป็นพันๆคน ที่เขาเปิดไปว่าอาตมาเป็นอรหันต์ ในจำนวนนี้เขียนโต้ตอบอาตมา คนเขาก็เอามาให้อาตมาดูบ้าง แชร์กันไปพันกว่าครั้งแล้ว ส่วนใหญ่ก็มีความเห็นเชิงลบ ในลักษณะนี้ที่อาตมาเอามาพูดให้เกิดข้อขบคิด ศึกษาว่า ลักษณะที่คนแสดงออก คนที่เขารู้จักอาตมาแล้วมีเชิงลบมาก่อนว่าไม่ใช่นักบวชในศาสนาพุทธ หรือพ้นจากพุทธไปแล้ว แม้จะมาประกาศว่าตนเป็นอะไรก็ไม่มีผลหรอก เพราะไม่ใช่คนพุทธ ก็ประกาศไปตามประสา เขาก็เห็นไปตามที่เขาว่าฉลาดมีแนวคิด ที่เอามาพูดนี้จะบอกว่า ที่เขาแสดงออกมานี่เป็นการถูกแล้ว เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ของศาสนาพุทธ ซึ่งยุคนี้เขาเชื่อว่า เป็นอรหันต์แล้วประกาศไม่ได้ ใครประกาศขึ้นมาเป็นเรื่องผิด คนประกาศว่าตนเป็นอรหันต์ไม่ใช่อรหันต์ เขาก็ว่าทุเรศ ย่ำยีศาสนา ฟังแล้วจะไม่เชื่อว่าเป็นเรื่องดีงามสักนิด เป็นลักษณะสามัญ อาตมาไม่แปลกใจ ไม่ท้อใจ ไม่เสียใจ เพราะถ้าไม่เป็นเช่นนี้สิ อาตมาจะเห็นว่าอาตมาเข้าใจผิดประเทศไทย แต่เป็น

อ่านต่อ

เช่นนี้ที่เขาแสดงออกมันก็ตรงกับที่อาตมาเข้าใจ ที่อาตมาเข้าใจคือ ความเข้าใจผิดเรื่องศาสนาพุทธมีเต็มบ้านเต็มเมืองแล้ว ถ้าคนที่เขาศรัทธาอาตมา เขาก็จะแสดงชื่นชมยินดี แต่อย่างนี้แล้วคนไทยไม่ค่อยทำกัน แต่ถ้าโกรธเกลียดจะแสดงออกเต็มที่เลย คนที่เข้าใจจะไม่แสดง แล้วคนไม่แสดงนี่ แน่นอนอาตมามั่นใจว่า คนไม่แสดงนี้มีจำนวนน้อย คนเข้าใจเห็นดีก็มีน้อยแล้วยิ่งไม่แสดงออกมาก็ไม่เป็นปัญหา แต่คนที่แสดงออกมา ประมาณเท่านี้ อาตมายังคิดว่า ประเทศไทยยังดี เพราะยุคนี้ ไม่มีใครทำหรอกในไทย ที่อาตมาทำนี่ อาศัยกาลัญญุตา ว่ากาละนี้ควรทำเช่นนี้ ควรบอกเช่นนี้ เพราะกาละนี้ กระแสศาสนามันเสื่อมต่ำสุดแล้ว ก็ต้องแสดงออกว่า ต่ำสุดนั้นอย่าหมดหวัง อาตมาแสดงออกเพื่อให้สังคมพุทธรู้ว่า มันยังมีความหวัง อย่าสิ้นหวัง สำหรับคนที่ท้อแท้สิ้นหวังกับศาสนาพุทธ ก็ต้องมีที่พึ่ง จะได้คนส่วนน้อย ฟังแล้วเข้าใจ คนที่ไม่มีอคติ แล้วมีปัญญาคนพวกนี้แหละ เราจะช่วยเขาไว้ ถ้าไม่มีอะไรช่วยเลย ศาสนาพุทธจะหมดที่พึ่งเลย ที่กล่าวว่า ขอพึ่งพระรัตนตรัยก็ต้องมีที่พึ่งจริง อาตมาก็อธิบายเรื่องโพธิสัตว์มาก่อนหน้านี้แล้ว ว่าคนจะเป็นโพธิสัตว์ต้องเป็นอรหันต์มาก่อน อาตมาก็ประกาศโพธิสัตว์อยู่มานานแล้ว พวกเราเลยไม่เกิดอาการอะไร จากที่อาตมาประกาศ อาตมาประกาศเพราะพวกเราก็เชื่อมั่นอยู่แล้ว อาตมาใช้มหาปเทส และสัปปุริสธรรม การมีสื่อสารพวกนี้เลยมีคำตอบ คนแสดงออกคือคนคันหัวใจทนไม่ได้ ก็แสดงออก ส่วนคนชอบใจพอใจก็จะไม่ค่อยแสดงออก แม้คนไม่แน่ใจก็แสดงออกน้อย อาตมาก็ประมาณว่า น่าจะแสดงออกแรงกว่านี้ ผลสะท้อนน่าจะแรงกว่านี้ อาตมาก็ว่าดีกว่าที่ควร ไม่เลวดังที่คิด มันดีกว่าที่คิด ถ้าจะว่าไปก็ทำให้ยิ่งมีกำลังใจ อ่านให้ฟังก็ได้นิดหน่อย -โพธิรักษ์เขาไม่ใช่นักบวชในเถรวาท....เขาแยกลัทธิไปแล้ว...จะไปสนใจทำไม...นู้น...สำนักจานบินนี่สิอันตรายของจริง....แม้แต่คณะสงฆ์ไทยยังไม่ทำอะไรเลย -ไม่อาบัติหรอก เขาไม่ได้บวชตามพระธรรม-วินัย ที่พระพุทธเจ้าทรงอนุญาต -ท่านบวชตามธรรมวินัยคับ แต่ท่านแค่ออกจากสังกัดมหานิกายมาตั้งใหม่ ยังถือว่าเป็นภิกษุคับ แต่ถ้าท่านมาอวดแบบนี้ ถ้าเป็นอรหันต์จริงก็ต้องอาบัติปาจิตตีคับ แต่ถ้าไม่ได้เป็นจริง มีเจตนาเพื่อน้อมลาภสักการะมาสู่ตน อันนี้อาบัติปาราชิก ขาดจากความเป็นพระอย่างสิ้นเชิง แต่ประเด็นคือ เราไม่อาจรู้ได้ ว่าจริงไม่จริง คงต้องวางเฉย รอดูกันไปก่อน -สันติอโศกไม่ใช่ศาสนาพุทธ ดังนั้นผู้ที่จะบรรลุอรหันต์ได้มีแต่พุทธศาสนาเท่านั้น สำนักโพธิรักษ์เป็นเพียงเดียรถีย์ นักบวชนอกศาสนาเท่านั้น ไม่ใช่พุทธศาสนา แต่น่าสมเพชที่ดำรงชีพเลียนแบบศาสนาพุทธแทบทั้งสิ้น น่าอายที่ไม่มีปัญญาตั้งศาสนาเอง คิดเองไม่เป็น แล้วอย่างนี้จะบรรลุได้อย่างไร 5555+ -สันติอโศกประกาศตนว่าไม่ใช่พุทธสาวก ไม่ใช่ศาสนาพุทธ แต่การดำรงกลับปฏิบัติเลียนแบบพุทธศาสนาแทบจะทุกอย่าง ยกเว้นเล่นการเมือง ที่พุทธไม่เข้าไปเกี่ยว ดังนั้นขอให้พุทธศาสนิกชนได้ทราบและเข้าใจด้วยว่า สันติอโศกไม่ใช่พุทธศาสนิกชน เป็นนักบวชที่นอกพระพุทธศาสนา (เดียรถีย์)นั่นเอง และถ้าเราศึกษาประวัติพุทธเจ้าถ่องแท้ ไม่เคยมีนักบวชนอกศาสนาใด ที่จะเป็นพระอรหันต์ มีแต่อวดอ้างเท่านั้น พ่อครูว่า… มาต่อกันที่มหานิทานสูตร เรื่องทั้งหลายคือนิทานหรือนิยาย ที่เป็นจริงที่เกิดจากเหตุ ปัจจัย สมุทัย ทั้งนั้น แสดงออกมาเป็นกรรมของมนุษย์ในโลก ในนิทาน นิยายต่างๆที่เกิดมา เรียนรู้แล้วเข้าใจ เหตุ สมุทัย ปัจจัย ก็คือสภาวะของสิ่งที่เกิดเป็นเหตุปัจจัยแก่กันและกันทั้งนั้น ในปฏิจจสมุปบาทนั้น ที่พระพุทธเจ้าตรัสกับพระอานนท์ แล้วสรุปลงที่ ธรรมะสองอย่าง ที่เป็นปัจจัยแก่กันและกัน จะมารวมลง นามรูป เป็นปัจจัยจึงเกิดผัสสะ มีผู้ท้วงว่า อายตนะ ทำไมไม่มี อาตมาก็ตอบแล้วว่า อายตนะ นั้นเป็นสิ่งที่ไม่ตั้งอยู่ที่ไหน ไม่มีเวลาของความตั้งอยู่ มันเกิดในสมัยของสองสิ่งมาทำปฏิกิริยากัน เมื่อไม่มีสองสิ่งนี้ โดยเฉพาะไม่มีรูปกับนาม โดยเฉพาะในระดับจิตวิญญาณมนุสโสนั้น มีสุรภาโว สติมันโต อิธพรหมจริยวาโส แล้วมีอาการที่ 33 ทั้งอบายภูมิ เทวดา 6 ก็อยู่ในอาการ 33 ซึ่งเป็นนามธรรม ผู้ไม่ได้ศึกษานามธรรมเหล่านี้ ที่จะเจริญ จะดี จะสุข จะทุกข์ จะเสื่อมก็ขึ้นอยู่กับอาการที่ 33 นี้เป็นหลัก ไม่ใช่อยู่กับอาการ 32 ที่ได้มาตามวิบาก ผู้ที่มีอาการ 33 จะเป็นสัตว์อบาย ผู้ที่จะเรียนรู้ได้ต้องเป็นมนุษย์ชมพูทวีป นอกนั้นเรียนรู้ไม่ได้ต้องรับวิบากด้วย เพราะไม่มี สุรภาโว สติมันโตครบ แม้บางคนมีสุรภาโว แต่ขาดสติมันโต พร้อมทั้ง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ด้วย แต่บางทีอาจสำคัญเฉพาะจุด เช่นที่ตา หรือที่หู ก็ได้ เฉพาะจุดเดียว ทำได้ทั้งปุถุชน และอาริยะด้วย บางปุถุชนเพ่งจัดเลย อยู่กับอะไรจดจ่อ คำว่าสุรภาโว สติมันโต ถ้าไม่ได้ศึกษาก็ไม่รู้เรื่อง จะเป็นไปตามอวิชชา ตามสัญชาติญาณ ผู้ที่ศึกษาจะเข้าใจเลยว่า กามภูมิ ที่เป็นเทวดากามภูมิเป็นเทวดาโลกีย์ สมมุติเทพ เมื่อได้ฟังสัมมาทิฏฐิ แล้วปฏิบัติเนกขัมมะเป็น ทำใจในใจได้ จึงเกิด อุ ปปัติ เทพ ทำไปจนมีจิตใดจิตหนึ่ง เป็นอรหัตตผลวิสุทธิ สะอาด แม้ชั่วสมัย ชั่วขณะก็เป็นจริง ยิ่งทำให้ต่อเนื่องอยู่ นานถาวรก็เป็น วิสุทธิเทพ เราก็รู้จิตเราว่า เป็นสัตว์นรก เป็นผี เป็นเทวดา เป็นมาร เป็นพรหม ก็จะรู้ได้ด้วยตน สันทิฏฐิโก รู้ได้ด้วยตนเอง อกาลิโก โอปนยิโก ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหีติ นี่คือสวากขาตธรรมของพระพุทธเจ้า อาตมาพูดธรรมะระดับนี้ไม่สูญเปล่า มีผู้รองรับ นี่คืออกาลิโก ที่ยุคนี้เขาไม่เข้าใจกันแล้ว อธิบายไม่ได้ แต่ไม่ได้ทำอย่างชี้ชวนกันให้มาปฏิบัติได้อย่างนี้หรอก ไม่อาจหาญแกล้วกล้าหรอก เพราะถ้าขืนพูดไปกลัวคนมาซักถาม แม้แต่คนกล้าประกาศก็ต้องไม่มีจิตอวดโอ่ ต้องมีสัปปุริสธรรม มีมหาปเทส ว่าควรประกาศไหม อาตมาทำงานมา ย่าง 45 ปีแล้ว จึงประกาศ สภาวธรรมเทวดานี่ ถ้าคุณเห็นด้วยตนเองแล้วว่าไม่ใช่อย่างเทวนิยม เป็นเทวดากามภูมิด้วย แต่นี่เราเป็นเทวดาที่ได้ลดความยึดติด เสวยภ ู มิข อ ง อา-กิญจัญญาตนะ เราอ่านอารมณ์อากิญฯออก แต่ก่อนเราเคยหลงเป็นเทวดาเสพกามเป็นสุข แต่เดี๋ยวนี้รสอร่อยในกามมันไม่มี อ่านอาการอากิญฯได้แล้ว อ่านถึง อากาสานัญจายตนะออก จิตว่างจากความเป็นสัตว์อบาย สัตว์กาม เป็นเทวดาวิสุทธิเทพ เราเคยติดฟักทอง คะน้า กาแฟ ติดเพชรพลอย ติดโลกธรรม คนติดเสลดของพระอาจารย์ ก็มี เอาไปบูชา เขาก็เป็นจริงได้ทุกอย่างยึดติดไป แต่เราเข้าใจไม่ติดยึด จะมีก็แต่รสธรรมชาติ รู้จริงตามจริง จะอ่านอินทรย์ของจิต ที่เป็นแรงพลังของจิต นามธรรมคือพลังงานจิต แล้วพลังงานเหล่านี้มีชีวะ เราก็อ่านออกว่าเป็นชีวิตที่ยังไม่บรรลุ เป็นอิตถินทรีย์ มันมีชีวิตที่ยังไม่ถึงอากิญจัญญะ เมื่อวานอาตมาอธิบายสัญญา 4 ตั้งแต่ ปริตรตารมณ์ มหัคคตารมณ์ อัปปมานาพรหม อากิญจัญญายตนะ ปริตรตาพรหม มหัคคตาพรหม และอัปปมาณาพรหม (มีมากจนหาประมาณมิได้แต่เราต้องประมาณให้รู้ได้ในความมาก)หรือมหัคคตะ คือฐานจิตที่เจริญ เราพากเพียรปฏิบัติ จิตเรามีสัตว์อบาย กาม หรือผี ยักษ์ มาร เป็นยักษ์จตุมหาราชิกา มีอำนาจที่จะเอามาบำเรอกิเลสตนได้ เพื่อได้ดาวดึงส์นั่นแหละ มหัคคตะคือทำให้เจริญให้ได้ ต้องมีเจโตปริยญาณ ข้อที่ 9-10 ส่วน 6 ข้อแรกคือรู้จักผีในจิต ทำได้ลดได้ ก็เป็นสังขิตตัง หรือวิกขิตตัง แต่มันก็จับไม่ค่อยติดหรือว่าจมเป็นก้อน ก็ต้องทำให้ดีขึ้นเจริญขึ้นเป็นมหัคคตะหรืออมหัคคตะ ต้องรู้ปริตรตารมณ์ คือทำให้ได้แม้ลักษณะน้อยนิด ทำดีขึ้นก็เป็นมหัคคตะ ทำดีขึ้นเป็น สอุตตระ คือจิตที่ดี แต่เราจะรู้ว่ามันยังไม่สมบูรณ์ ยังมีดีกว่านี้อีก คือ อนุตตรังจิตตัง จนสูงสุดเป็นวิมุติ ไม่มีเศษแห่งอสมาหิตจิต มาอธิบายต่อใน มหานิทานสูตร ดูกรอานนท์ เธอพึงทราบความข้อนี้ โดยปริยายแม้นี้ เหมือนที่เราได้กล่าวไว้ว่า เพราะชาติเป็นปัจจัย จึงเกิดชรามรณะ ดูกรอานนท์ ก็แล ถ้าชาติมิได้มีแก่ใครๆ ในภพไหนๆ ทั่วไปทุกแห่งหน คือ มิได้มี เพื่อความเป็นเทพ แห่งพวกเทพ เพื่อความเป็นคนธรรพ์ แห่งพวกคนธรรพ์ เพื่อความเป็นยักษ์ แห่งพวกยักษ์ เพื่อความเป็นภูต แห่งพวกภูต เพื่อความเป็นมนุษย์ แห่งพวกมนุษย์ เพื่อความเป็นสัตว์สี่เท้า แห่งพวกสัตว์สี่เท้า เพื่อความเป็นปักษี แห่งพวกปักษี เพื่อความเป็นสัตว์เลื้อยคลาน แห่งพวกสัตว์เลื้อยคลาน พ่อครูว่า … คุณเป็นมนุสโส ก็มี สุรภาโว สติมันโต ที่อ่านความเป็นเทพออก เห็นความเป็นเทพแห่งความเป็นเทพต่างๆหลายนัยยะ คือ เป็นสมมุติเทพหรืออุ ปปั ติเทพ หรือวิสุทธิเทพก็รู้ได้ เป็นเรื่องที่ไม่ใช่ว่ารู้ ไม่ได้ประกาศ ไม่ได้แสดงออกไม่ได้ คนธรรพ์คือจิตวิญญาณเสพกามแบบแอบเสพด้วยนะไม่ให้ใครรู้ แต่พอมาปฏิบัติธรรมรู้ว่าตนแฝง แอบอยู่กับครุฑ ทำตนเองเป็นไรแทรกในขนของพญาครุฑ พวกพญาครุฑคือผู้ยิ่งใหญ่ในกามภูมิ เป็นสมมุติเทพ ที่เราไปแฝงอยู่กับโลกกามภูมิ คือครุฑสัตว์ใหญ่ของโลก คุณแฝงแอบเสพไม่ให้ครุฑรู้ตัว พอมาศึกษาแล้วจะรู้ว่าเราเองหน้าตัวเมีย แอบเสพ ว่าตนไม่มีหรอกแต่แอบเสพ บางที แปลงเป็นตัวไร แต่ตนเองเป็นสัตว์อบายของกาม เป็นสัตว์ชั้นต่ำ แต่แปลงตัวเสียนิดเดียวเป็นไร อยู่ในวงจรของโลกแทรกในขนของพญาครุฑ ตอนนี้เรารู้ตัวก็จะละอายตนเอง พวกหน้าด้านเสพคนก็พอรู้ แต่พวกแอบเสพนี่ ไม่ให้คนรู้ ก็เป็นลักษณะนี้ แล้วทำแบบรู้ด้วย เขามีปัญญาเลยแอบ ถ้าไม่มีปัญญาก็แสดงออกหน้าด้านๆเหมือนหมูหมา แท้จริงตนเองมีแรงมากแต่ก็ต้องเนรมิตตนเป็นตัวไร ผู้รู้จักกามภพ รูปภพ ต่อมาในข้อ 58 มหานิทานสูตร กามภพมีอบายภพเป็นเบื้องต่ำก่อน มีการปฏิบัติไปตามลำดับ ทำที่อบายก่อน หมดอบายที่ 1 อบายที่ 2 ก็ขึ้นมาก็คือ กามภพ จนหมดกามภพ เป็นอนาคามีก็เหลือรูปภพ อรูปภพ ก็จะรู้ว่าเราเป็นอนาคามีหรือสกิทาคามี ก็ไล่ภพไปตามพยัญชนะ ตามลำดับ ไปสู่ความละเอียด นี่คือตาทิพย์แท้ตามอนุสาสนีย์ปาฏิหาริย์ของพระพุทธเจ้า กามภพ (consciousness) รูปภพ (sub consciousness) อรูปภพ (unconsciousness)ก็จะขึ้นมาให้เราปฏิบัติ ไปตามของจริง เป็นทฤษฎีที่เป็นไปได้จริง มีเบื้องต้น ท่ามกลาง บั้นปลายได้ คนไม่ได้ศึกษาก็จะปฏิบัติสลับไปสลับมา ก็บรรลุยาก แต่ถ้าปฏิบัติไปตามลำดับจะทำได้เร็ว ลาดลุ่มละเอียดด้วย ในอนาคามีจะเรียกรูปภพ ว่าเป็นอบายภูมิของเรา มันเป็นความเสื่อมต่ำของเราอยู่ เราจะไม่งงในสภาวะ แต่คนติดบัญญัติจะบอกว่า อนาคามีทำไมมีอบายอยู่ เขาจะงง แต่คนที่รู้จริงก็จะไม่งงในสภาวะและภาษาที่อาตมาสื่อออกไป จากภพ แล้วมาถึงอุปาทาน กามภพ มาเป็น 1 .กามมุปาทาน 2 .ทิฏฐิปาทาน 3 .สีลลัพพตุปาทาน 4 .อัตวาทุปาทาน กามุปาทานคือความใคร่อยากเสพ ได้เสพก็เป็นเทพ ไม่ได้เสพก็เป็นผี เป็นยักษ์ มันยึดกามก็ต้องรู้อ่านได้ อัตตวาทุปาทาน มีคำว่าอัตตา วาทะ อุปาทาน คือยึดได้แค่คำพูดเป็นอัตตา เป็นตัวตน คนนี้ได้แต่แค่คำพูด พระพุทธเจ้าตรัสว่า สัพเพ ธัมมานาลัง อนัตตา คือทุกอย่างไม่มีอัตตา คนก็ไม่มีอัตตา ใครไปยึดว่ามีอัตตาก็คือคนมีอัตตา ซึ่งคนยึดแบบนี้คือคนอุจเฉทิฏฐิ เพราะเขาเข้าใจว่าทุกอย่างไม่มีอัตตา ตายไปก็ไม่มีอัตตาสิ นี่คืออุจเฉทิฏฐิ เคยมีฝรั่งมาคุยเรื่องอัตตา อนัตตากับอาตมา แต่ก่อน แต่เขาดูดบุหรี่ปุ๋ยๆ อาตมาก็ว่าให้เขาไปเลิกบุหรี่เสียก่อน เขาก็พูดเสียเท่เลยว่า ในเมื่อทุกสิ่งทุกอย่างไม่มีอัตตา แล้วจะเอาอัตตาที่ไหนมาปฏิบัติ อาตมาก็ว่าคุณกลับไปได้แล้ว อาตมาคงเมื่อยที่จะพูดกับคุณอีกนาน ให้ไปเรียนรู้อัตตาในการติดกามบุหรี่นี้เสียก่อน เขาก็ได้แค่วาทะ เสพรสบุหรี่ หมากพลู ของหวาน ติดยึดในทรัพย์วัตถุ โลกธรรมก็ตาม เป็นอัตตาทั้งนั้น นี่คืออัตตา คนที่ได้แค่วาทะ อาตมาพูดถึงอัตตาอย่างเทวนิยม เขาพูดถึงปรมาตมันอย่างอัตตาใหญ่แบบพระเจ้า เขาก็ได้แค่วาทะ เขาไม่ได้รู้จักพระเจ้าที่แท้จริงหรอก เขาได้แค่ยึดว่า พระเจ้าคือสิ่งยิ่งใหญ่ เขาไม่เคยรู้เทวดา ไม่รู้กามุปาทาน หรือมีความเห็นเข้าใจว่า อัตตาเป็นเช่นไร อัตตาอยู่ที่จิตวิญญาณเรา เอาที่อัตตาน้อยๆก่อน เริ่มจาก ปริตรตาพรหมก่อน พวกฝึกนิโรธดับ ก็เป็นเนวสัญญานาสัญญายตนสัตว์สูงสุด ไม่เช่นนั้นก็ได้แค่อากิญจัญญายตนะเท่านั้น เขาก็กำหนดได้แค่นี้ ได้แค่ดำดับ เขาไม่มีอายตนะเป็นอสัญญีสัตว์ด้วย แต่ของพระพุทธเจ้านั้นกายประกอบด้วยองค์ประกอบทั้งปสาทรูป โคจรรูป จนเป็นเอกบุรุษ นิดหนึ่งน้อยหนึ่งก็ไม่มี มีสัญญากำหนดรู้ มีอายตนะด้วย เพราะในวิญญาณฐิติ 7 และอายตนะ 2 ในฌานสูตร ท่านอธิบายถึงธรรมะสอง คืออายตนะ 2 ท่านไม่กล่าวอายตนะ แต่ท่านกล่าวถึง สภาพ เนวสัญญานาสัญญายตนะ กับ สัญญาเวทยิตนิโรธ ในสัญญาเวทยิตนิโรธไม่มีคำว่าอายตนะ อายตนะนั้นละไว้ เมื่อรู้ความไม่มีอะไร ผ่านเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน ขึ้นเป็นสัญญาเวทยิตนิโรธ จึงเป็นธาตุที่รู้ อากิญจัญญายตนะได้สมบูรณ์ พ้นความไม่รู้เป็นสัญญาเวทยิตนิโรธ อาตมาเป็นเศรษฐีบ้านนอก มีทรัพย์เยอะ แต่จัดระเบียบยาก เหมือน ยอดนิยายของโลก ในความเป็นมนุษย์ เป็นชื่อหนังสือที่อาตมาจะเอามหานิทานสูตรมาเขียนเป็นหนังสือเล่มต่อไป อาตมาก็ว่าจะเอาอะไรไปเรียบเรียงให้ดีนะ มันเยอะไปหมดที่รู้ อัตวาทุปาทาน เป็นเทวนิยมแท้ๆ แล้วเป็นอัตวาทุปาทาน แบบสัสตทิฏฐิ ส่วนพุทธเป็นอัตวาทุปาทานแบบอุจเฉทิฏฐิ คือได้แค่วาทะคำพูดว่า อะไรก็ไม่มีไม่ใช่อัตตา ส่วนเทวนิยมมีปรมาตมันนิรันดร แต่เขาไม่เคยได้รู้แท้เลยว่าเทวดาเป็นอย่างไร พระเจ้าเป็นอย่างไร ปรมาตมันเป็นอย่างไรจริง เขาแยกแยะจิตไม่ถึง ระดับ psychoanalysis เข้าไม่ถึงจิตสามระดับ ที่ลึกซึ้ง ซึ่งพุทธทำได้ ให้จิตวิญญาณมีคุณสมบัติของ ปัญญาธิคุณ วิสุทธิคุณ กรุณาธิคุณ คุณสมบัติของตรีมูรติ ของพระเจ้า ได้เลย พิสูจน์ได้ สีลลัพพตุปาทาน คือยึดศีลพรต คือการปฏิบัติ ศีลคือหลักปฏิบัติ เช่น ศีล 5 ได้แค่ยึดศีล รู้ว่าศีลระงับแค่กายกับวาจา นี่ก็มิจฉาทิฏฐิ ที่จริงศีลนั้น กำจัด ความเป็นสัตว์อบาย กาม อัตตาได้ ถ้าลดได้ก็จะพ้นสีลลัพพตปรามาส ถ้าคุณจับได้กิเลสตัวนี้แต่ก็ได้แต่เล่นหัวกับมัน ไม่ได้ทำให้มันลดก็คือ สีลลัพพตุปรามาส แต่ถ้าได้แค่รู้ศีลพรต แต่ไม่ได้ปฏิบัติเลย สักแต่ว่ายึดถือ ตามภาษาก็ได้แค่ สีลลัพพตุปาทาน แล้วปฏิบัติศีล สมาธิ ปัญญา ก็แยกส่วนกัน คือมิจฉาทิฏฐิ ก็มักมีศีลพรตที่มิจฉาไปด้วย จะต้องทำให้เกิดสัมมาทิฏฐิก่อน 1. ทานที่ให้แล้ว มีผล(ให้กิเลสลด) (อัตถิ . ทินนัง) 2. ยัญพิธี (พิธีการปฏิบัติ) ที่บูชาแล้ว มีผล (อัตถิ ยิฏฐัง) 3. สังเวย(เสวย)ที่บวงสรวงแล้ว มีผล (อัตถิ หุตัง) ก็คือภาวนามัย ทำให้เกิดผลทางจิต เมื่อรู้สัมมาทิฏฐิก็ไปปฏิบัติให้รู้นามรูป ด้วยอาการ ลิงค นิมิต อุเทส ให้ได้ เมื่อเวลาปฏิบัติก็ปฏิบัติที่ตัณหาปัจจุบัน ตอนสัมผัส แล้วจะได้อ่านตัณหาที่คือพลังงานจลน์ที่เกิดจากอุปาทานที่เป็นพลังงานศักย์ ที่นอนนิ่งกบดานอยู่ เป็น อพฺยากตา ธมฺมา มันไม่รู้สุข ทุกข์อะไร คือตัวไม่รู้ไม่ชี้ แยกไม่ออก ไม่ได้ศึกษาไม่ได้จำด้วย ต้องรู้ตัณหา 6 ที่เกิดจากทวารทั้ง 6 กระทบสัมผัส แล้วเกิดปฏิกิริยาตามอวิชชา ให้เรียนรู้ตรง ตัณหา 6 นี้ ต้องมีกายยืนยัน มีตากระทบรูป เสียงกระทบรูป เป็นกายสักขี ตื่นรู้ทั้ง 6 ทวาร จึงเรียกว่าสมบูรณ์ด้วยกาย สัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย อัชฌัตตังอรูปสัญญี เอโกพหิทารูปานิปัสสติ สัมผัสทั้งนอกและใน เป็นพรหม ปริตรตารมณ์ - มหัคคตารมณ์ - อัปปมานาพรหม – อากิญจัญญายตนะ ในตัณหา 3 นี้ วิภวตัณหาเป็นตัณหากุศลที่จะไปล้าง กามตัณหา ภวตัณหา คำว่า “ วิภวตัณหา ” นี่เข้าใจยาก นี่คือธรรมะสอง ที่จะรวมลงที่เวทนาหรือรวมลงในแต่ละธรรมะ ตัณหา 2 คือตัณหามีภพ คือภวภพ และกามภพ และตัณหา 1 คือวิภวภพ คือ 2 รวมเป็น 1 คุณปฏิบัติที่เวทนาก็คือ มีตัณหาเป็นปัจจัยแก่กันและกัน ไล่มาใน มหานิทานสูตร ต่อ ดูกรอานนท์ เธอพึงทราบความข้อนี้ โดยปริยายแม้นี้ เหมือนที่เราได้กล่าวไว้ว่า เพราะตัณหาเป็นปัจจัย จึงเกิดอุปาทาน ดูกรอานนท์ ก็ถ้าตัณหามิได้มี แก่ใครๆ ในภพไหนๆ ทั่วไปทุกแห่งหน คือ รูปตัณหา สัททตัณหา คันธตัณหา รสตัณหา โผฏฐัพพตัณหา ธรรมตัณหา เมื่อตัณหาไม่มี โดยประการทั้งปวง เพราะ ตัณหาดับไป อุปาทานจะพึงปรากฏได้บ้างไหม ฯ ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ฯ เพราะเหตุนั้นแหละ อานนท์ เหตุ นิทาน สมุทัย ปัจจัย แห่งอุปาทาน ก็คือตัณหา นั่นเอง ฯ ก็คำนี้ว่า เพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงเกิดตัณหา เรากล่าวอธิบายไว้ ดังต่อไปนี้ ดูกรอานนท์ เธอพึงทราบความข้อนี้ โดยปริยายแม้นี้ เหมือนที่เราได้กล่าวไว้ว่า เพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงเกิดตัณหา ดูกรอานนท์ ก็ถ้าเวทนามิได้มี แก่ใครๆ ในภพไหนๆ ทั่วไปทุกแห่งหน คือ เวทนาที่เกิด เพราะจักษุสัมผัส โสตสัมผัส ฆานสัมผัส ชิวหาสัมผัส กายสัมผัส มโนสัมผัส เมื่อเวทนาไม่มี โดยประการทั้งปวง เพราะเวทนาดับไป ตัณหาจะพึงปรากฏได้บ้างไหม ฯ ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ฯ เพราะเหตุนั้นแหละ อานนท์ เหตุ นิทาน สมุทัย ปัจจัยแห่งตัณหา ก็คือ เวทนา นั่นเอง ฯ พ่อครูว่า… ผัสสะ 6 ก็เป็น ธรรมะ 2 ที่หยั่งลงเป็นเวทนา คำว่า 1 คือต้องทำให้ได้เป็นเนกขัมมสิตเวทนา ถึงที่สุดเป็นอากิญจัญญายตนะ ก็คือเนกขัมมสิตอุเบกขาเวทนา คำว่า 2 ตกลงสุดท้ายเป็น 1 จึงต้องรู้เวทนา 108 ให้จริง ในมโนปวิจาร ในสังกัปปะ 7 ต้องให้จิตมีวิจัย วิจารณ์ รู้ความประพฤติ ทำวิจารณ์ คือทำจิตให้วิเศษหมดกิเลสได้ ทำเข้าไปถึงวจีสังขาร ผ่านอัปปนา พยัปปนา เจตโสอภินิโรปนา ก่อนเป็นวจีสังขาร มาถึงข้อ 59 เล่มที่ 10 [ 59 ] ดูกรอานนท์ ก็ด้วยประการดังนี้แล คำนี้ คือ เพราะอาศัยเวทนา จึงเกิดตัณหา เพราะอาศัยตัณหา จึงเกิดการแสวงหา เพราะอาศัยการแสวงหา จึงเกิดลาภ เพราะอาศัยลาภ จึงเกิดการตกลงใจ เพราะอาศัยการตกลงใจ จึงเกิดการรักใคร่พึงใจ เพราะอาศัยการรักใคร่พึงใจ จึงเกิดการพะวง เพราะอาศัยการพะวง จึงเกิดความยึดถือ เพราะอาศัยความยึดถือ จึงเกิดความตระหนี่ เพราะอาศัยความตระหนี่ จึงเกิดการป้องกัน เพราะอาศัยการป้องกัน จึงเกิดเรื่องในการป้องกันขึ้น อกุศลธรรมอันชั่วช้าลามก มิใช่น้อย คือ การถือไม้ ถือมีด การทะเลาะ การแก่งแย่ง การวิวาท การกล่าวว่า มึง มึง การพูดคำส่อเสียด และการพูดเท็จ ย่อมเกิดขึ้น คำนี้เรากล่าวไว้ ด้วยประการฉะนี้แล ดูกรอานนท์ เธอพึงทราบความข้อนี้ โดยปริยายแม้นี้ เหมือนที่เราได้กล่าวว่า เรื่องในการป้องกัน อกุศลธรรม อันชั่วช้าลามกมิใช่น้อย คือ การถือไม้ ถือมีด การทะเลาะ การแก่งแย่ง การวิวาท การกล่าวว่า มึง มึง การพูดคำส่อเสียด และการพูดเท็จ ย่อมเกิดขึ้น ดูกรอานนท์ ก็ถ้าการป้องกัน มิได้มีแก่ใครๆ ในภพไหนๆ ทั่วไปทุกแห่งหน เมื่อไม่มีการป้องกันโดยประการทั้งปวง เพราะหมดการป้องกันอกุศลธรรมอันชั่วช้าลามก มิใช่น้อย คือการถือไม้ ถือมีด การทะเลาะ การแก่งแย่ง กา ร วิวาท การกล่าวว่า มึง มึง การพูดคำส่อเสียด และการพูดเท็จ จะพึงเกิดขึ้นได้ บ้างไหม ฯ ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ฯ เพราะเหตุนั้นแหละ อานนท์ เหตุ นิทาน สมุทัย ปัจจัยแห่งการเกิดขึ้น แห่งอกุศลธรรม อันชั่วช้าลามก เหล่านี้ คือการถือไม้ ถือมีด การทะเลาะ การแก่งแย่ง การวิวาท การกล่าวว่า มึง มึง การกล่าวคำส่อเสียด และการพูดเท็จ ก็คือ การป้องกัน นั่นเอง ฯ ก็คำนี้ว่า เพราะอาศัยความตระหนี่ จึงเกิดการป้องกัน เรากล่าวอธิบาย ดังต่อไปนี้ ดูกรอานนท์ เธอพึงทราบความข้อนี้ โดยปริยายแม้นี้ เหมือนที่เราได้กล่าวไว้ว่า เพราะอาศัยความตระหนี่จึงเกิดการป้องกัน ดูกรอานนท์ ก็ถ้าความตระหนี่ มิได้มีแก่ใครๆ ในภพไหนๆ ทั่วไปทุกแห่งหน เมื่อไม่มีความตระหนี่ โด ย ประการทั้งปวง เพราะหมดความตระหนี่ การป้องกันจะพึงปรากฏได้ บ้างไหม ฯ ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ฯ เพราะเหตุนั้นแหละ อานนท์ เหตุ นิทาน สมุทัย ปัจจัยแห่งการป้องกัน ก็คือ ความตระหนี่ นั่นเอง ฯ ก็คำนี้ว่า เพราะอาศัยความยึดถือจึงเกิดความตระหนี่ เรากล่าวอธิบาย ดังต่อไปนี้ ดูกรอานนท์ เธอพึงทราบความข้อนี้ โดยปริยายแม้นี้ เหมือนที่เราได้กล่าวไว้ว่า เพราะอาศัยความยึดถือจึงเกิดความตระหนี่ ดูกรอานนท์ ก็ถ้าความยึดถือ มิได้มีแก่ใครๆ ในภพไหนๆ ทั่วไปทุกแห่งหน เมื่อไม่มีความยึดถือ โดยประการทั้งปวง เพราะดับความยึดถือเสียได้ ความตระหนี่ จะพึงปรากฏ ได้บ้างไหม ฯ ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ฯ เพราะเหตุนั้นแหละ อานนท์ เหตุ นิทาน สมุทัย ปัจจัย แห่งความตระหนี่ ก็คือ ความยึดถือ นั้นเอง ฯ ก็คำนี้ว่า เพราะอาศัยการพะวงจึงเกิดความยึดถือ เรากล่าวอธิบาย ดังต่อไปนี้ ดูกรอานนท์ เธอพึงทราบความข้อนี้ โดยปริยายแม้นี้ เหมือนที่เราได้กล่าวไว้ว่า เพราะอาศัยการพะวงจึงเกิดความยึดถือ ดูกรอานนท์ ก็ถ้าการพะวง มิได้มีแก่ใครๆ ในภพไหนๆ ทั่วไปทุกแห่งหน เมื่อไม่มีการพะวง โดยประการทั้งปวง เพราะดับการพะวงเสียได้ ความยึดถือ จะพึงปรากฏได้บ้างไหม ฯ ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ฯ เพราะเหตุนั้นแหละ อานนท์ เหตุ นิทาน สมุทัย ปัจจัย แห่งความยึดถือ ก็คือ การพะวง นั่นเอง ฯ ก็คำนี้ว่า เพราะอาศัยความรักใคร่พึงใจ จึงเกิดการพะวง(อัฌโชสาณัง)เรากล่าวอธิบาย ดังต่อไปนี้ ดูกรอานนท์ เธอพึงทราบความข้อนี้ โดยปริยายแม้นี้ เหมือนที่เราได้ กล่าวไว้ว่า เพราะอาศัยความรักใคร่พึงใจ จึงเกิดการพะวง ดูกรอานนท์ ก็ถ้าความรักใคร่พึงใจ มิได้มีแก่ใครๆ ในภพไหนๆ ทั่วไปทุกแห่งหน เมื่อไม่มีความรักใคร่พึงใจ โดยประการทั้งปวง เพราะดับความรักใคร่พึงใจ เสียได้ การพะวง จะพึงปรากฏได้บ้างไหม ฯ ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ฯ เพราะเหตุนั้นแหละ อานนท์ เหตุ นิทาน สมุทัย ปัจจัย แห่งการพะวง ก็คือ ความรักใคร่พึงใจ นั่นเอง ฯ ก็คำนี้ว่า เพราะอาศัยความตกลงใจ จึงเกิดความรักใคร่พึงใจ เรากล่าวอธิบาย ดังต่อไปนี้ ดูกรอานนท์ เธอพึงทราบความข้อนี้ โดยปริยายแม้นี้ เหมือนที่เราได้กล่าวไว้ว่า เพราะอาศัยความตกลงใจ(คือวินิจฉัย) จึงเกิดความรักใคร่พึงใจ(ฉันทราโค) ดูกรอานนท์ ก็ถ้าความตกลงใจ มิได้มีแก่ใครๆ ในภพไหนๆ ทั่วไปทุกแห่งหน เมื่อไม่มีความตกลงใจ โดยประการทั้งปวง เพราะดับความตกลงใจเสียได้ ความรักใคร่พึงใจ จะพึงปรากฏ ได้บ้างไหม ฯ ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ฯ เพราะเหตุนั้นแหละ อานนท์ เหตุ นิทาน สมุทัย ปัจจัย ความรักใคร่ พึงใจ ก็คือ ความตกลงใจ นั่นเอง ฯ ก็คำนี้ว่า เพราะอาศัยลาภจึงเกิดความตกลงใจ เรากล่าวอธิบาย ดังต่อไปนี้ ดูกรอานนท์ เธอพึงทราบความข้อนี้ โดยปริยายแม้นี้ เหมือนที่เราได้กล่าวไว้ว่า เพราะอาศัยลาภจึงเกิดความตกลงใจ ดูกรอานนท์ ก็ถ้าลาภมิได้มี แก่ใครๆ ในภพไหนๆ ทั่วไปทุกแห่งหน เมื่อไม่มีลาภโดยประการทั้งปวง เพราะหมดลา ภ ความตกลงใจ จะพึงปรากฏได้บ้างไหม ฯ ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ฯ เพราะเหตุนั้นแหละ อานนท์ เหตุ นิทาน สมุทัย ปัจจัย แห่งความตกลงใจ ก็คือ ลาภ นั่นเอง ฯ ก

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน