580602 พ่อครูเทศน์งานศพคุณวัชราภรณ์ สุขสวัสดิ์.docx
เนื้อหาในไฟล์
580602 พ่อครูเทศน์งานศพคุณวัชราภรณ์ สุขสวัสดิ์
วัดทุ่งสาธิต สุขุมวิท 101/1 กทม. พ่อครูว่า วันนี้วันอังคารที่ 2 มิ.ย. 2558 เป็นวันรองสุดท้ายของงานศพ วัชราภรณ์ สุขสวัสดิ์ วัชราภรณ์นี่ แต่เดิมที่อาตมารู้จักตั้งแต่เขาอายุตั้งแต่ 16 หรือ 17 ปี ตอนสุดท้ายที่เสียนี่อายุ 65 ปี เขาไปร้องเพลงกับอาตมา อาตมาทำงานกับโทรทัศน์ เขาก็ไปประกวดร้องเพลง เขาชอบร้อง อาตมาก็ช่วยเขาเท่าที่ช่วยได้ อาตมาเป็นผู้จัดการอยู่ อาตมาก็ถนัดทางนี้ ทำเพลง ทำรายการ ก็ตั้งแต่นั้นมา เขาทำงานเลี้ยงชีพทางนี้ตลอดชีวิต แม้อาตมามาบวชแล้วก็ให้เขามาร้องเพลง เยอะพอสมควร ก็ทำเป็นแผ่นอัลบัมไว้ ตอนเขาป่วย ตั้งชื่อไว้ว่า แพรแก้ว 2 แผ่น ก็วางตลาด แต่ของเขาเขาว่าจะเก็บเอาไว้งานศพ เขาบอกไว้แต่ต้นเลย เขาเป็นคนขี้เล่นสนุกสนาน ป่วยเป็นไตวายมา 17 ปี นานทรมานทรกรรมมาก ป่วยเป็นโรคไตนี่เขาเรียกว่า โรคกินเงิน ถ้าเงินไม่หมดไม่ตาย ถ้าเงินหมดตาย แต่ก็ไม่ใช่เช่นนั้นหรอก พวกเรามีสมณะท่านถนอมคูณก็ล้างไตเป็น 10 ปีแล้วท่านออกกำลังกาย แข็งแรงอยู่ เขาเรียกว่าโรคกินเงิน แม้จะเปลี่ยนไตก็ช่วยได้ระยะหนึ่ง ถ้ามันไม่ยอมรับ โครโมโซมของมันละเอียด มันยอมรับได้ระดับหนึ่งแต่ไม่เต็มที่หรอก มันยาก เรื่องโครโมโซมของคนกับคน ถ้ายีนไม่ตรงกันก็อยู่ยาก ยีนต้องมาจากเชื้อสายเดียวกัน ถ้าคนละสายแม้ใกล้เคียงก็ตาม ก็ต่อต้านกัน เป็นเรื่องของวิบากเก่ากับใหม่ คนเรามีพฤติกรรมชีวิตแล้วแต่ แล้วไปกระทบต่อตับ มีผลต่อตับ ทำให้ตับมันเสื่อม มันสู้ไม่ไหวก็เสื่อม ก็จะเป็นทั้งกรรมปัจจุบันเราไปหาเรื่องทำให้ตับเราเสื่อมเองก็ได้ วิบากกำหนดชีวิตมนุษย์ ถ้าชีวิตปัจจุบันเราไม่ได้หาเรื่องก็น่าสงสาร แต่ถ้าใครก็ตามไม่รู้จักชีวิต จะกินอยู่ก็รับอะไรมาเข้าร่างกายเรา ทั้งสัมผัส กายใจ ทั
อ่านต่อ
้งกลืนกิน แล้วไปรับสังเคราะห์เป็นชีวิต หากสิ่งไม่ดีก็พาเสื่อมไปเรื่อยๆ จึงต้องเรียนรู้ระมัดระวังให้ถูกต้อง อาตมาก็ไม่รู้ได้ที่เขาวัดกัน ที่จริงเขาชื่อว่า สุวัฒณา อาตมาเคยเปลี่ยนชื่อให้ว่าวัฒณา แต่เขามาหากินเขาเปลี่ยนชื่อเป็นวัชราภรณ์ เรื่องของศิลปะร้องเพลงนี่ที่จริงอาตมาก็มีความรู้ทางนี้ รู้โดยไม่ใช่พรแสวง เรื่องของการแสดง พระพุทธเจ้าสอนว่า ศิลปะเป็นมงคลอันอุดม ถ้าการประกอบเพลง ดนตรี วรรณกรรม สถาปัตยกรรม อะไรก็แล้วแต่ หากไม่เข้าใจความเป็นศิลปะ สร้างมาแล้ว พระพุทธเจ้าว่าเป็นข้าศึกแก่กุศล ที่ไม่ควรเกี่ยวข้องสัมผัส ไม่ควรไปเสพ งานนั้นเป็นข้าศึกแก่กุศล เป็น วิสูกทัสสนา แต่ถ้าเป็นศิลปะ มีสัดส่วนที่เป็นได้มีองค์ประกอบที่ใครสัมผัสแล้วก่อนให้เกิดการเจริญในการลดละกิเลส เพื่อละหน่ายคลายสิ่งนั้นเป็นศิลปะ แต่ถ้าสิ่งใดคนสัมผัสแล้วเกิดเสริมราคะ โทสะ โมหะ งานนั้นเป็นข้าศึกแก่กุศล ให้ติดยึดรส หรือติดสนุกสนาน ไม่ว่าติดรสทางโทสะ เชิงบู๊ หรือว่าเชิงรัก หนังรัก จนผูกพันติดยึดในรสรักใคร่ ติดยึดลีลาอย่างนั้นอย่างนี้ สั่งสมเป็นกิเลส คนประกอบงานศิลป์ส่วนใหญ่ไม่เข้าใจเรื่องนี้งานที่ทำออกมาส่วนใหญ่จึงกลายเป็นงานเพิ่มกิเลสสั่งสม ราคะ โทสะ โมหะ หนังรักส่งเสริมราคะ หนังบู๊ส่งเสริมโทสะ งานจึงกลายเป็นงานมอมเมา อาตมาก็ขออภัยที่ต้องกล่าวว่าทั้งโลกไม่เข้าใจเรื่องนี้ อาตมาเคยคุยกับถวัลย์ ดัชนี เขาเรียนจบ ป.เอก โดยไม่ใช่กิต ติม ศักดิ์นะ แต่เขาไม่ค่อยแสดงตัวว่าจบป.เอกนะ อาตมาก็ถามว่าเรียนป.เอกต้องเรียนถึงขนาดไหน เขาก็ว่า ต้องจบถึงอภิธรรม เขาเรียนจบจาก เนเธอแลนด์นะ สถาบันศิลปะทางเมืองนอกก็ยังเข้าใจถึงอภิธรรม แต่อภิธรรมตามความหมายเขาไม่เหมือนของพุทธ อภิธรรมคือลึกซึ้งถึงจิตวิญญาณ แต่ละศาสนาก็ให้เจริญในทางธรรม งานศิลปะ หากใครสัมผัสแล้วไม่ว่าจะเป็นศิลปกรรม ปฏิมากรรม จิตรกรรม วรรณกรรม นาฏกรรมและดนตรีการ เดี๋ยวนี้เป็นศิลปะเนื้องอก เป็นการศิลปโฆษณา ศิลปะพาณิชย์ไปแล้ว เป็นศิลปะเหนือจริง ประหลาดมากมายก่ายกอง แต่อาตมาเรียนมา pure arts มีห้าแขนงเท่านี้นอกนั้นเป็นศิลปะเนื้องอกบานปลาย แม้แต่ 5 แขนงก็เป็นข้าศึกแก่กุศลได้ไม่เป็นมงคลอันอุดม อาตมามาบวชแล้วก็เลยเข้าใจเรื่องนี้เยอะขึ้น สมัยก่อนแต่งเพลงรักแต่ไม่เลวร้ายอย่างเขาทำ อาตมามีเกณฑ์แบ่งเพลงออกเป็น 5 ระดับ 1 .ระดับลามก 2 .ระดับราคะ 3 .ระดับสาระ 4 .ระดับธรรมะ 5 .ระดับโลกุตระ
ถ้าระดับลามกนี่เขาว่าผิดกฎหมายนะ แต่บางประเทศมีเกณฑ์ที่ต่ำกว่าประเทศไทยมาก แล้วแต่แต่ละชาติ ข้อที่ 1 กับ 2 นี่ถือว่าแย่ ถ้าลามกนี่คนรู้กันทั่ว ละคนลามก หนังลก เพลงลามก รูปเขียนลามก ก็รู้ได้ง่าย แต่ก็ซ่อนซ้อนนะ อาตมามีเกณฑ์ว่า ถ้างานของใคร จะชี้บ่งว่าเป็นข้าศึกแก่กุศลหรือเป็นศิลปะ ถ้างานใดคนสัมผัสแล้วรสราคะโทสะ หรือโมหะ ก็เป็นมงคล แต่ถ้าสัมผัสแล้วเพ่ิมราคะ โทสะ หรือโมหะก็ไม่ใช่มงคล ถ้ามีสุนทรียะ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสที่ชี้ชวน เติมนิดหน่อยแต่ไม่มอมเมาจัดจ้าน อย่างใช้ผงชูรสเข้าไป อย่างนั้นลามก แล้ว หรือลดกว่าลามกก็เป็นราคะ ซึ่งคนติดยึดโลกีย์มีอยู่ ก็ต้องช่วยเขาบ้าง แต่ต้องมีเนื้อหาสาระของชีวิตที่เป็นปัจจัยสามัคคี คุณธรรม โดยเฉพาะเป็นปัจจัยให้ลดละกิเลส ถ้าสาระพวกนี้มีอยู่บ้าง ไม่มอมเมาด้วยกามคุณจนเกิดการ แม้แต่เสริมใส่ความเป็นอัตตาอันนี้ลึกซึ้ง ศิลปินส่วนใหญ่เสริมอัตตาตัวตนทั้งนั้น ถ้าลามกก็รุนแรงมาก ถ้าราคะก็รุนแรงน้อยลง แต่ก็เสริมราคะโทสะ เกิดรัก/ชังมากขึ้น เช่นลีลาที่เขาดูการชกมวยหรือเตะฟุตบอลเป็นศิลปะ พวกนี้ยั่วยุให้ติดยึด ในการให้เกิดเอาชนะคะคาน โดยแฝงเทคนิควิธีการ ชกเขาอย่างไรให้เขาม่อยกระรอก มันทำร้ายเขานะ คือเรียกว่าหมดความรู้สึกสลบไปได้ก็ชนะ หรือใช้เทคนิคเตะให้เข้าโกล โดยกระทบกระแทกน้อยสุด สุดท้ายก็ทนไม่ได้ต้องกระทบ แจกใบเหลืองใบแดงกันตะพึดตะพือ ทั้งนั้นใช้กลเม็ดกัน อย่างฟุตบอลนี่มันถึงตัว เตะโดนคางตายคาสนามเลยก็ได้ หรือเกมส์อื่นๆด้วย แต่ขึ้นหน้ามากคือมวยกับฟุตบอลนี่ทั่วโลก อย่างอื่นก็ไม่มากเท่า ถ้าไม่เข้าใจในความหมายของการประกอบ เทคนิค วิธีการที่จัดองค์ประกอบการกระทำกิจนั้น ๆ ถ้าไม่ประกอบด้วยสภาพที่ผสมส่วนแล้วไม่ทำให้เกิดยุแหย่ให้เกิดราคะโทสะโมหะ ที่ผู้ทำตั้งใจก็ถือว่าเป็นงานศิลปะ แต่ถ้าเลยสาระไปแล้วก็เป็นธรรมะ ธรรมะเป็นสิ่งดีงาม ศาสนาไหนก็เป็นไปเพื่อสิ่งดีงามแม้แต่เทศน์เป็นเทศน์ราคะได้ ให้ลามกก็ได้ ให้เป็นราคะก็ได้ เทศน์เป็นธรรมะก็ได้ เทศน์ให้เกิดลามกคือมอมเมาให้กิเลสมาก การสวดมอมเมา คำที่สวดโหยหวน ได้แต่รสของโหยหวนโอดโอยทำสุ้มเสียง กลายเป็นให้ติดในเสียงนั้นก็คือลามกแล้ว ติดจัดก็ลามก ติดรองลงมาก็ราคะ แม้แต่สวดก็ไม่มีธรรมะ กลายเป็นลามก ราคะ ติดดันไปหมด สวดงานใดก็ให้มีเสียงร้อง สวดหาเงิน เป็นพระเพณี สวดผะเหวด เอากัณฑ์นั้นกัณฑ์นี้มาสวด มีแทคติกในการหาเงินหาทอง อย่างนี้ไม่ใช่ศิลปะ ไม่ใช่ธรรมะ เป็นงานลามก ราคะแท้ๆ ให้เกิดกิเลสเต็มที่ คนที่หลงใหลรสชาติกิเลสก็ติดกัณฑ์เทศน์เหมือนติดนักร้องมีแฟนานุแฟน ส่ิงเหล่านี้คืออวิชชาไม่รู้แล้วทำทำให้ศาสนาเสื่อม เพราะฉะนั้นไมเคิลแจคสัน กุม เป้าก็ลามกชัดๆ พวกเรามีวัฒนธรรมก็รู้สึกทันที มันลามกไม่ใช่ศิลปะ กลเม็ดทำให้คนติดใจลีลาท่าทาง เปลือกๆผิวๆ สุ้มเสียงสำเนียง คีตะ วาทิตะ ให้ซาบซึ้งก่อเกิดผูกพันราคะ โทสะ ติดยึด มอมเมาให้เพิ่มกิเลสหนักหน้ามีแต่เติมราคะโทสะ โมหะ กันเต็มโลก ไม่ว่าหนังเรื่องใด อย่างหนังเรื่องไตตานิค โกยเงิน ใช้กลเม็ดเด็ดพราย อาตมาเห็นว่าคนเราหนักหน้าก็เลย เขียนหนังสือมาเล่มหนึ่ง ก็วิจัยว่าหนังเรื่องนี้ทำเงินเพราะปรุงแต่งครบด้วย ราคะ โทสะ โมหะ กันในนั้นหมด ได้เงินได้ทอง ใครทำซ่อนเชิงราคะโทสะโมหะ ให้เนียนเท่าใดก็ได้เงินมากเท่านั้นแต่ถ้าหยาบเกินมันไม่ผ่านเซ็นเซอร์ผิดกฎหมาย วัฒนธรรม ก็ไม่ทำ ความไม่รู้เรื่องนี้จึงเป็นศิลปลอมไม่ใช่ศิลปะ เรียกกันว่า abstract art คนไม่รู้ แล้วหลอกว่าเป็นอภิธรรมชั้นสูงต้องใช้จินตนาการ จิตวิญญาณ ความคิด ก็เลยหลอกกันเต็มไปหมด แม้แต่ในวงการศาสนาก็สร้างวิมานให้คนติด คนหลงรักก็สร้างวิมานรัก คนหลงรวยก็สร้างวิมานรวย หลงวิมานสุข หนักหนาสาหัสไม่มีของจริงมีแต่ลมๆแล้งๆ คนไม่รู้ก็หลงใหล คนฉลาดหาเรื่องหลอกคนก็ชอบ ติดยึดทั้งนั้น ติดยึดอิทธิฤทธิ์ก็ตามหรือติดยึดเชื่อว่ามีวิมานแล้วจะได้สมโลกธรรม ฟรุ้งฟริ้งมาก อย่างสายธรรมกาย สร้างออกแบบ ยิ่งโทรทัศน์มียิ่งแย่ ทางด้านที่ไม่รู้เรื่องไม่มีรูปธรรมก็ฝันอย่างมืดๆ คือสายนั่งหลับตา ปั้นรูปภพ อรูปภพไป ไม่รู้ว่าคืออะไรก็ปั้นกันไป หลงว่ามีเป็นอำนาจวิเศษที่ไม่รู้ว่ามีหรือไม่แต่ก็ปั้นกันไป สารพัด จนหลงว่ามีอำนาจวิเศษในการช่วยให้รวยให้แคล้วคลาด อาตมาเคยอธิบาย ว่าคนเราจะรวยก็อยู่ที่กรรมของเขา เขาทำให้สัดส่วนดี ทั้งวิบากเก่าและใหม่ก็รวยได้ไม่ใช่เกิดจากอำนาจอื่น เช่นไปบนบานศาลกล่าว จะมาแก้บนสัญญาไว้สารพัด เขาลือกันว่าขลังก็ไปบนบาน พอไปได้ดังที่ต้องการมากบ้างน้อยบ้างก็ว่าขลังก็มาแก้บน ที่ศาลนั้นเจ้านั้นหรือพระรูปนั้นยืนยันความขลัง ใครมาพบก็จะเห็นว่าพบคนที่มาแก้บน ก็เป็นคนได้ผลสำเร็จทุกคน สมมุติว่าเขามาบนไว้ 1000 คนก็ต้องสำเร็จสัก 100 คนก็ได้ แล้วก็มาแก้บน ใครมาไม่ว่าเก่าหรือใหม่ก็มาเจอคนแก้บน ก็เลยคิดว่าขลัง แต่คนที่ไม่ได้สำเร็จก็ไม่มาแก้บน ต่อให้มีมากเท่าไหร่ก็ไม่เจอ ส่วนคนที่ถูกมาแก้บนก็เจอ พระรูปไหนก็ขลัง ศาลไหนก็ขลัง ความจริงมันไม่ใช่ อาตมาเคยบอกว่าถ้าขลังสำเร็จได้ดังประสงค์ ต่อให้ยิงไม่เข้าฟันไม่ออก ถ้าจริง อาจารย์ไหนไปเชิญมา ไปเอาไปให้นายกฯตู่ นี่แก้ปัญหาประเทศได้เลย อ.นี้ขลังทางรวย อ.นี้ขลังทางอยู่ยงคงกระพัน ก็สร้างสถาบันให้เลย ทำให้ทหารทุกคน ยิงไม่เข้า ฟันไม่ออก ไปรบก็ไม่ต้องถือปืนเลย ไปเดินไปให้เขายิงฟันเลย มันฟันไม่เขาก็หนีไปแล้ว ยิงไม่ออกก็วิ่งหนีแล้ว เราก็เดินไปจิ้มลูกกะตาเลยไม่ต้องใช้อาวุธ หากขลังจริง แล้วแก้ปัญหาเศรษฐกิจก็เอาอ.เก่งๆมาใครอยากรวยก็มาเลย สร้างสถาบันใหญ่แต่ละจังหวัด แต่ละอำเภอเลยก็แก้ปัญหาได้สำเร็จสิ อาตมาเล่านิทานให้ท่านแสนดินฟัง ว่ารถยนต์ชนเปรี้ยง คนกระดอนจากรถ รถพังเลย ใครก็ว่าตายหมด แต่ว่ามีสองคนที่กระเด็นจากรถ มา คนไปช่วยก็ว่าเคล็ดยอกนิดหน่อยเอง ดูพระ หลวงพ่อคูณ ก็ว่าขลัง อีกคนหลวงพ่อทวด เขาไปกันสามคน สองคนมีหลวงพ่อคูณหลวงพ่อทวดก็ว่าขลัง แต่อีกคนตายคารถเลยก็ไปเอามา คนนี้ดูคอสิ ปรากฏว่าในคอมีทั้งหลวงพ่อคูณหลวงพ่อทวด เลย อยู่ในนั้น คนนี้มีหลายองค์เกินท่านก็เลยว่าคงทะเลาะกัน สาธุ เป็นพระอะไรจะมาทะเลาะกัน สรุปแล้วมันเกิดจากจังหวะเหมาะมันรอดออกมา ไอ้ที่ไม่รอดก็เหมาะแต่ไม่รอด ได้จังหวะเหมาะแต่ไม่รอด บางคนน่าตายแต่ไม่ตาย ถ้าเข้าใจสัจจะนะ ขนาดหลวงพ่อคูณเคยพูด ข้าไม่ได้ขลังอะไร ถ้านั่งรถไป เอ็งขับ 120 หรือ 200 กูก็กระโดดลงแล้ว กูไม่ไปด้วย นี่คือยึดติดอุปาทานกันไป ความเข้าใจของสังคมทุกวันนี้เข้าใจสัจธรรมพระพุทธเจ้าไม่ได้แล้ว กลายเป็นเรื่องเหลวใหล นอกรีตนอกทาง พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในเกวัฏฏสูตร ท่านตรัสว่าปาฏิหาริย์มี 3 อย่าง ดูกร เกวัฏฏะ เราทำให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่งด้วยตนเองแล้ว จึงได้ประกาศให้รู้ ปาฏิหาริย์ 3 อย่าง เป็นไฉน ? คือ 1 . อิทธิปาฏิหาริย์ (แสดงฤทธิ์ทางใจ ไปซ้ำกับพวกคันธารี เหาะเหินเดินน้ำ ดำดินเป็นต้น) 2 . อาเทสนาปาฏิหาริย์ (หยั่งรู้จิตคนอื่น ไปซ้ำกับมณิกา) 3 . อนุสาสนีปาฏิหาริย์ (สอนวิชชา 8 เป็นปัญญาสัมปทา) พระองค์ทรงเห็นโทษภัยจึง อึดอัด(อัฏฏิยามิ) ระอา(หรายามิ) เกลียดชัง(ชิคุจฉามิ) ในอิทธิปาฏิหาริย์และอาเทสนาปาฏิหาริย์ แต่ทรงยกย่องให้สอน ให้ทำใจ ให้เข้าถึงอนุสาสนีปาฏิหาริย์ (เกวัฏฏสูตร พตปฎ. เล่ม 9 ข้อ 339 - 341 )
คำว่าอัฏฏิยามิ หรายามิ ชิคุจฉามิ คือ เป็นคำว่าคำเปรียบแรงๆ แต่ท่านส่งเสริมปาฏิหาริ์คือคำสอนที่ให้มีศีล สมาธิ ปัญญา เช่นศีลข้อ 1 กายกรรมไม่ฆ่า วจีกรรมไม่ฆ่า มีแต่บอกให้เลิกฆ่า ใจก็มีแต่เมตตาไม่รุนแรง ตนเองไม่ฆ่าเอง ไม่เกี่ยวเนื่องกับการฆ่าทั้งนอกและในทำได้จริงๆ อย่างนี้คือปาฏิหาริย์ไม่ว่าจะวัดใด หากทำให้มีเมตตาได้จริง ตนเองต้องทำให้สำเร็จก่อน ตนต้องเมตตา ไม่รุนแรงต่อสัตว์แม้แต่การกินเนื้อสัตว์ก็งดเว้น ไม่ใช่เลี่ยงไปว่า คนเขาเอามาถวายก็กิน ก็ต้องบอกเขาว่าไม่ดี คนไปซื้อถือว่าไปจ้างเขาโดยตรงหรืออ้อมก็ตาม ก็คุณเป็นคนกำหนด คน 1 คนกินเนื้อเท่านี้ 5 คนก็ไปซื้อมากขึ้น ก็เป็นการกำหนดการฆ่า สมมุติว่า เขาฆ่าหมู 5 ตัวให้คน พันคนกิน แต่ว่าต่อมา ฆ่าหมูให้คนกินลดลงเป็น ห้าร้อยคน หมูก็เหลือ แล้ว 500 คนที่กำหนดให้เขาฆ่าหรือไม่ฆ่าได้ คนกินนี่เป็นตัวกำหนดผู้ฆ่า
การฆ่าสัตว์นี่มีนัยสองประการ อันแรกคือฆ่าสัตว์ให้ครบองค์ 5 ปานาติบาติ คือสัตว์มีชีวิต รู้ว่าสัตว์มีชีวิต เจตนาฆ่า ลงมือพยายามฆ่า สัตว์ตายลง ก็บาปเต็มรูปเลย
ส่วนอีกสูตรหนึ่งไปบอกว่าเอาสัตว์นั้นไปฆ่ามากิน 1 . ผู้นั้นกล่าวอย่างนี้ว่า “ท่านทั้งหลายจงไปนำสัตว์ชื่อโน้นมา” (อุทิศ, อุททิสสะ คือ เจาะจงมุ่งหมายไปที่สัตว์ชื่อนั้น) 2 . สัตว์นั้นเมื่อถูกเขาผูกคอนำมา ย่อมได้เสวยทุกข์โทมนัส 3 . ผู้นั้นพูดอย่างนี้ว่า “ท่านทั้งหลายจงไปฆ่าสัตว์นี้” 4 . สัตว์นั้น เมื่อกำลังถูกเขาฆ่าย่อมเสวยทุกข์โทมนัส 5 . ผู้นั้นยังตถาคตและสาวกตถาคต ให้ยินดีไปด้วยเนื้อ ย่อมประสพบาปมิใช่บุญเป็นอันมาก (ตถาคตํ วา ตถาคตสาวกํ วา อุทฺทิสฺส ปาณํ อารภติ โส อิเมหิ ปญฺจหิ ฐาเนหิ พหุง อปุญฺญํ ปสวตีติ) ชีวกสูตร ล. 13 ข. 60
เดี๋ยวนี้เลี่ยงบาลีกันเยอะ นี่ก็เทศน์ในวัด แต่มันเป็นสัจจะต้องพูด ก็ขอพูดสัจจะ อาตมาพูดไปนี่อาตมาไม่ได้เสียหายหรอก แต่ผู้ที่ไปร่วมวงจรบาปนี้ พระพุทธเจ้าว่าครบองค์ 5 ก็บาปแล้ว ในศีล 5 ข้อ 1 ถ้าผู้ใดไม่ฆ่าสัตว์ไม่อยู่ในวงจรให้สัตว์ตายก็หลุดพ้นจากสายของวิบากบาปไปได้เลย รักษาศีลต้องให้เกิดการหลุดพ้น นัยเดียวกับศีลข้อ 2 ก็ไม่อยู่ในวงจรคนทุจริตที่ไปร่วมกันโกง คุณอยู่ในบริษัทเดียวกับเขาก็รับส่วนแบ่งไม่รอดหรอก ถ้าศึกษาศีลแต่ละข้อศึกษาให้ดี อย่าเกี่ยวกับอกุศลก็หลุดพ้นตามคำสอนอนุสาสนีย์ปาฏิหาริย์ของพระพุทธเจ้า แต่ถ้าปลุกเสกเครื่องราง ของขลังเก่งอย่างไร อยู่ในข่ายที่พระพุทธเจ้าบริภาษทั้งนั้น แต่ถ้าสอนให้คนไม่ติดในอบายได้อย่างนี้คืออนุสาสนีย์ปาฏิหาริย์จนจิตหลุดพ้น เป็นฌานเป็นสมาธิ เป็นวิมุติ หลุดพ้นจากกิเลสตัณหาทั้งปวงอย่างนี้คือปาฏิหาริย์ บุคคลใดกาย วาจา ใจ หลุดพ้นไม่ทำผิดศีล คนนั้นคืออาริยะ เป็นได้ทั้งหมู่บ้าน อำเภอ ตำบล จังหวัดอาริยะ แต่ถ้าหลุดพ้นแค่กาย วาจา แต่ใจอยากได้ถ้าอยากแล้วไม่โกงก็ธรรมดา แต่ถ้าอยากได้แล้วทุจริตด้วย หาวิธีโกงจนสำเร็จก็ได้บาปสำเร็จ แต่ถ้าอยากแล้วแต่หาด้วยสุจริตไม่บาปทีเดียว แต่อัตตาของคุณโต ตัวตนกิเลสไง ได้สมใจถามว่ากิเลสอ้วนหรือผอม...อ้วน แล้วกิเลสอ้วนขึ้นนี้ชีวิตเจริญหรือไม่? นี่คือปุถุชน แปลว่าอ้วนใหญ่ โต มาก หลากหลาย คำว่าปุถุนี่ จึงเรียกว่าปุถุชนผู้อวิชชา แม้จะไม่ทุจริต ไม่โกง ถ้าโกงก็ยิ่งหยาบ แต่นี่ไม่โกง ทำสุจริตแต่บำเรอตัณหาคือปุถุชน ต้องศึกษาจิต อ่านจิตให้เป็น ผู้ใดสามารถอ่านอาการจิตได้ ภาษาไทยคำว่าอาการ แม้อาตมาเอาไปอธิบายวิทยาศาสตร์ก็คือกิริยาของรูป/นาม ของสสาร/พลังงาน ถึงนิวเคลียร์นิวเคลียสก็มีอาการเคลื่อนไหวอันนั้น พระพุทธเจ้าสอนให้อ่าน อาการ ลิงค นิมิต อุเทส พระไตรฯล. 10 ข้อ 60 รู้รูปนามได้ด้วย อาการคือการเคลื่อนไหว ไม่ว่าของชีวะหรือสสาร/พลังงาน คนเรียนรู้อาการได้คือมีปัญญาญาณ แต่ทางวิทยาศาสตร์เขาก็เรียนรู้อาการในชีวิต ร่างกาย เรียนรู้ถึง ยี นส์ ดีเอ็นเอ โครโมโซม แยกเพศหญิงชายได้แต่เขาไม่รู้ที่สุดแห่งที่สุดของอาการ โครโมโซมเป็นที่อยู่ของ ยีนส์ ดีเอ็นเอ พอลึกถึง DNA นี่เท่ากับ Atom เป็นสารสด เป็นอุปจยะ เป็นการเกิด ไม่ใช่สารแห้งที่เป็นชรตาที่เสื่อมไปหาสูญ ของพระพุทธเจ้าจับได้ถึงจุดกลางของการเกิดดับ มีจุดต่อเรียกว่าสันตติ พระพุทธเจ้าสอนให้อ่านอาการจนคุมการเกิด/ดับได้ อ่านการเคลื่อนไหวของชีวะ รู้อกุศลจิต ถ้ามีแนวโน้ม อันตา มาทางอุปจยะ ถ้าไม่ให้เกิดก็ไม่ต่อมันจะเสื่อมมาอันตาทางเสื่อม คุณก็ไม่อยากให้เสื่อมสูญ เช่นอรหันต์ท่านไม่อยากเกิดก็ปล่อยแต่ถ้าให้เกิดก็ต่อได้ ท่านกำหนดสันตติได้ ในพลังงานชีวะได้ ท่านจะไม่ให้เกิดอกุศลได้แล้วตลอดไป สุดท้ายท่านไม่ให้เกิดในกุศลเลยให้หมดสูญได้ การไม่ให้เกิดมันก็เสื่อมไปแล้ว ความรู้ของพระพุทธเจ้าอ่านได้แม้พลังงานในอะตอม คุณหยุดแรงงานมันก็เบาลง จนไม่ให้เกิดต่อมันก็เสื่อมลง ควบคุมพลังงานได้ พลังงานชีวะก็ได้ แม้พีชนิยามท่านก็คุมได้ พลังงานจิตนิยามท่านคุมไม่ให้เกิดอกุศลได้แน่นอน ถ้าเป็นอรหันต์ท่านจะให้เกิดอีกก็ให้เกิดแค่พีชะ เพราะอิเล็กตรอนไม่ออกไปข้างนอก ของฤาษีไม่ให้พลังงานจิตทำงานเลยกดข่มอันนี้ไม่ใช่ของพระพุทธเจ้า ของพระพุทธเจ้าไม่กดข่มแต่เรียนรู้อกุศลไม่ให้อกุศลทำงานแล้วแปรมาเป็นกุศล นิวเคลียสของพระพุทธเจ้าจึงมีพลังงานสูง อะตอมนี่ถ้ากระแทกกระเทือนก็จะออกมาทำงาน ในนิวเคลียสมีโปรตอน นิวตรอน ซึ่งคุมได้อยู่แล้ว มันเป็น x กับ y ถ้า xx เป็นเพศหญิง แล้ว xy เป็นเพศชาย ธรรมะพระพุทธเจ้าเรียนรู้วิทยาศาสตร์ทางจิต รู้จักอาการ แล้วจำสัญญาณได้ รหัสอย่างนี้ได้เรียกว่า นิมิต แล้วมันต่างกันอย่างไรเรียกว่า นิมิต มันต่างกันเท่าไหร่ก็อ่านค่าความต่าง ถ้าจับไม่ได้มันตีกินคุณหมดเลยสองหน่วยมันเป็นกุศลและอกุศล มันรวมหัวตีกินว่าเป็นกุศลหมด เราต้องแยกแยะให้ออก นี่เดาไม่ได้หรอก ธรรมะพระพุทธเจ้าเดาไม่ได้หากไม่มีสภาวะจริงเดาเละเลยดำน้ำไม่โผล่
วิทยาศาสตร์ทางโลกเขาเข้าใจไม่ได้ขนาดนี้ที่จะระงับจัดการถึงพลังงานจิต จัดการจิตอกุศลไม่ให้เกิดอีก ทำได้ถึงอาการนี้ไม่เกิดในจิตได้นิรันดรเลย อย่าง นิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ) เป็นมุจเฉทปหาน ทำได้ปฏิปัสสัทธิปหาน นิสรณปหาน ธรรมะของพระพุทธเจ้าทำให้ชีวิตคนเปลี่ยน ซึ่งเกิดจากพลังงานทางจิต ซึ่งเหนือว่าพลังงานสสาร เพราะเข้าถึง DNA ยีนส์ จีโนม ไปถึงไอโซโทป ถ้าเกิดการกระทบเกิดพลังงาน เป็นเพศชาย/หญิง ทางโลกเขาพอรู้ แม้แต่จับได้ เอามาใช้ได้บ้าง อย่างสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ ก็ควบคุมพลังงานปรมาณูแล้วเอาที่จะใช้ได้อามาใช้แต่เขากำจัดไม่ได้นะ แต่ของพระพุทธเจ้านี่ทำได้ แล้วจะแตกตัวหรือรวมตัว เป็นนิวเคลียร์ ฟิชชั่นที่สลายไปเรื่อย เขาก็รู้นะว่าหายไปเรื่อยๆ เขาก็เลยได้พลังงานนิวเคลียร์ได้ครึ่งหนึ่ง แต่เขาไม่สามารถจับมาใช้ได้หมด เขาทำลายไม่ได้ด้วย แต่ของพระพุทธเจ้ารู้ว่าพลังงานเหล่านี้ ถ้าคนไม่ทำให้แรงถึงก็จะไม่เกิดกัมมันตรังสีเป็นพิษได้ ท่านก็คุมในความเบา ท่านจะสร้างรูปธรรมอะไรก็จบที่ ลหุตา มุทุภูตธาตุ กัมมัญญา ให้ใช้พลังงานเท่านี้ไม่เกิดกัมมันตรังสีเป็นพิษแต่เราจะเรียกว่า กัมมันตภาพรังสีนี้ มีรังสีพลังงานออกไปอย่างของพระพุทธเจ้าเรียกว่าฉัพพรรณรังสี แต่อาตมานี่เป็นรังสีที่ดูไม่ออกหรอก เป็นพลังงานสุดยอด วิทยาศาสตร์ก็อธิบายได้ ธรรมะก็อธิบายได้ เป็นผู้ควบคุมกัมมันตะได้ สุกฏทุกตานังกัมมานัง ผลังวิปาโก คุณจะให้เกิดวิบากสุขหรือทุกข์ ก็คุมได้ ทำไม่เกิดทุจริต ทำแต่ดีตลอดกาล ที่พูดนี้ต้องมีสภาวะนะ การศึกษาธรรมะพระพุทธเจ้าให้เกิดอนุสาสนีย์ปาฏิหาริย์ ตอนนี้ก็อบอุ่นใจที่ผู้ดูแลพุทธศาสนาชักชวนกันมาให้ถือศีล 5 แม้จะไม่ถึงปรมัตถ์ เกิดดับกิเลสได้ ไม่ใช่แค่ถือศีลได้แค่กาย วาจา แต่ถือศีลแล้วรู้ต่อเนื่องถึงจิต เช่นข้อ 1 ไม่ฆ่าสัตว์เราก็อ่านใจเราด้วย เมื่อสัมผัสกับสัตว์เรารู้ว่าเขาก็ชีวิตเราก็ชีวิตเราก็ไม่เป็นเหตุทั้งตรงและอ้อมให้เกิดการลำบากหรือฆ่ากันตาย กินกัน นอกจากไม่กิน จิตก็ไม่มีกิเลสรัก/ชัง เป็นอุเบกขา เราก็เข้าใจสัตว์คือสัตว์เขาก็มีวิบากของเขาเราก็มีวิบากของเรา คนด้วยกันก็มีการใช้วิบากกันมากมายแล้วเกิดเป็นผัวเมีย พ่อแม่ ก็เป็นวิบากทั้งกุศล/อกุศลที่ต้องชดใช้ทั้งสิ้น แต่ละคนรับผิดชอบของตนเอง ก็ให้ตัดวงจรที่ต้องไปรัก/ชัง โดยเฉพาะตัดกับคนก่อน ไม่ต้องพูดถึงสัตว์เลย พระพุทธเจ้าไม่ส่งเสริมให้เลี้ยงสัตว์ สัตว์บางตัวกลายเป็นคู่กรรมคู่เวร ดึงคุณเป็นเดรัจฉานไปด้วย อาตมาเห็นรางๆไรๆว่า โลกต้องการสิ่งสูงสุดที่ควบคุมพลังงาน พลังงานสูงสุดที่ไอสไตน์ค้นพบคือ E=mc 2 แต่อาตมารู้ E=mc 2 +A อาตมาเทศน์มานานแล้ว ที่มช.ตอนนั้นตั้งชื่อหัวข้อเทศน์ว่า แพทย์คือเดรัจฉานวิชชา มีพวกแพทย์หรือวิศวะมากันเต็มห้องเลย อาตมาก็เทศน์สูตรนี้แหละ E=mc 2 +A ตัว A คำนี้คือ abstract เป็นนามธรรม มาถึงวันนี้อาตมาเทศน์มา 45 ปีก็เพ ิ่ งเทศน์เรื่องนี้ ประยุกต์ภาษาวิทยาศาสตร์กับนามธรรม ตอนนี้กำลังอธิบายถึงโครโมโซม ตอนนี้โลกกำลังต้องการรู้ต้นเหตุแห่งความไม่สันติภาพ ก็คือคนนี่แหละที่ทำให้เกิดหรือไม่เกิดได้ ไม่ใช่อยู่ที่ปรมาณูลูกระเบิด ถ้าคนควบคุมตนเองได้ ก็จะก่อความสงบสันติภาพอย่างถาวรเจริญยืนนานเสถียรด้วย ทฤษฎีพระพุทธเจ้านี้แหละยุคนี้อธิบายธรรมประยุกต์วิทยาศาสตร์จะรู้ได้ดี ตอนนี้พูดกันถึง เรื่องนิวเคลียร์ฟิชชั่น ฟิวชั่นนะ ซึ่งอาตมาพูดนี่ก็เพราะทำได้นะ ที่กำลังอธิบายก็อธิบาย E=mc 2 +A แล้ว c ก็คือนาม, m ก็คือรูป แล้วรูป/นามก็สลับกันไปมาได้ อาตมาอธิบาย xx คือชาย xy คือหญิง คุณก็สะดุด แล้วก็มาถกกับอาตมาก็ดีแล้วแต่ที่จริงมันสลับกันได้ จริงๆแล้ว xx นี่ก็เป็นหน่วยหนึ่ง xy ก็คืออีกหน่วยหนึ่ง แล้ว x นี่เป็นสภาพของจุด สี่ จุด คนไม่รู้ตัวที่ 5 อยู่ตรงกลาง พอคุมตัวที่ 5 ได้ ก็คุมทั้ง 4 จุดได้ สามารถเอาสองจุดนี้มารวมกันได้ เป็น y ซึ่ง y คือโยนี คือที่เกิด ไม่ได้พูดลามกนะพูดสัจจะ ก็กลายเป็น ห้าจุด แล้วใช้ได้ทั้งหมดห้าจุด แต่ฝ่ายหญิงนี่ x ใช้ได้แค่ สี่จุด ไม่สามารถใช้นิวตรอนที่อยู่กลางได้แต่อรหันต์นี่ใช้นิวตรอนได้คุมตรงกลางได้... พระมาแล้วจะสวดอภิธรรมศพก็จบแค่นี้ โปรดติดตามฉบับหน้า....จบ