600203_พุทธศาสนาตามภูมิ สันติอโศก ทานศีลภาวนา ในสัมมาทิฏฐิ ๑๐.docx
เนื้อหาในไฟล์
600203_พุทธศาสนาตามภูมิ สันติอโศก ทานศีลภาวนา ในสัมมาทิฏฐิ ๑๐
สมณะเดินดินว่า…วันนี้วันศุกร์ที่ 3 กุมภาพันธ์ 2560 วันนี้เป็นวันโกน ขึ้น 7 ค่ำเดือน 3 เป็นเดือนที่จะมี พระจันทร์เต็มดวง ในวันมาฆบูชา อีกประมาณ 8 วัน วันที่ 11 ก็จะเป็นวันมาฆบูชา วันนี้เราก็คงได้มาเติมเชื้อ อัญญา ที่เมื่อวาน พ่อครูเทศน์ ทำอย่างไร เราถึงจะมีตัวรู้ ตัวฉลาด ที่เริ่มต้นจาก อัญญา แล้วมันจะพัฒนาไปเป็น กัญญา ไปเป็นสัญญา ไปเป็นปัญญา ขบวนการปัญญา ก็จะเกิดจากองค์ 6 ที่เป็นปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ เราฟังธรรมแต่ละวัน ก็จะได้มีธรรมวิจัยสัมโพชฌงค์ เพิ่มขึ้นด้วย ทำให้เรามีสัมมาทิฏฐิ มีมรรคคังคะ ที่ชัดเจนขึ้น คุณสมบัติของปัญญา จะมีลักษณะเป็น อุทธัง จะลอยเหนือ แต่ไม่ข่ม จะอุตตระ สูงขึ้นเรื่อยๆ แต่ท่านย้ำว่า ไม่เป็นตัวข่ม หากเป็นตัวข่ม จะปักดิ่งลงมา จิตที่มีปัญญารู้ดี จะเห็นใจเขา เมตตาเขา จิตนี้จะลอยเหนือ เป็นดาวรุ่งพุ่งแรงขึ้นไป แต่เมื่อไหร่ข่มเขา จัดการเขาเอาเรื่องเอาราวเขาได้ ถ้าไม่รู้ทัน มีคนบอกว่า คนที่อยู่ข้างๆเขาคนนั้น มีแต่หมาบ้าทั้งนั้นเลย แต่เขาไม่ได้จัดการ หมาบ้าในตัวเขา เขาพยายามจะหาทาง จัดการคนที่ไม่ดีในศาสนา มันมีตัวรู้เหมือนกัน แต่จัดการเขาแหลกราญเลย ดีว่าปรับทัศนคติได้ แต่ถ้าปรับไม่ได้ ก็ต้องให้ออกไป มันมีตัวรู้ พ่อครูบอกว่า ความรู้จะไม่ไปกระแทก จะมีเมตตา จะเห็นใจ ผู้มีจิตเมตตาเช่นนี้ จะมีแต่ช่วยเหลือผู้อื่น รับใช้ผู้อื่น จะพัฒนาเป็นประโยชน์ตน ประโยชน์ท่าน เพิ่มขึ้นเร็ว แต่เมื่อไหร่ ไปเอาเรื่องเอาราว ไปข่ม ไปบีบบี้ ก็จะเป็นดาวร่วง ตกต่ำลงไป เป็นทิศทาง คุณลักษณะของอัญญา หากไม่รู้จักทิศทาง ก็จะไปเพิ่มตัวตน แต่ถ้ารู้ทิศทาง ก็จะลดตัวลดตน เป็นความเจริญที่แท้จริง ที่จะไม่เห็นแก่ตัว เห็นแก่พรรคพว
อ่านต่อ
ก แต่จะเห็นคนอื่น ที่กว้างไกลออกไป ตัวตนก็จะลดน้อย เล็กลงไปลดลงไป เป็น DNA ที่พ่อครูว่า ต้องทำให้แข็งแรงขึ้นเรื่อยๆ เพื่อให้ปัญญา ปั ญญินทรีย์ ปัญญาพละ
มาจนคือทิศทางโลกุตระ พ่อครูว่า...ตั้งใจฟัง สุสสูสัง ละภะเต ปัญญัง ผู้ที่มีความแสวงหา อยากจะได้โลกุตรธรรมจริงๆ ก็จะได้ เพราะมีของจริง อาตมาขอยืนยันว่า เป็นธรรมะของพระพุทธเจ้า เป็นโลกุตรธรรมที่แท้จริง สิ่งที่ยืนยันได้ก็คือ มันขัดแย้งกับสิ่งที่ไม่จริง คนที่เป็นปุถุชนเป็นโลกีย์ ที่ไม่ใช่โลกุตระ มันไม่จริง มันจริงแบบโลกียะ มันยึดจริงๆ เมื่อพอฟังโลกุตระ ก็จะบอกว่าไม่ใช่ มันมีความต่าง แยกออกจากกันจริงๆตรงกันข้ามกัน กว่าจะเข้าใจได้ เข้าใจโดยปฏิภาณตรรกะ เช่น เราเข้าใจว่า ถ้ามาเป็นคนจน มาไม่สะสมไว้ ของที่เราไม่สะสมไว้ เช่นเงิน เราก็สะพัดให้คนอื่นได้ ก็เข้าใจได้นะ ถ้าเงินมันมีอยู่แค่ 10,000 เราไว้สัก 9,000 ก็แจกให้คนอื่น 1,000 คนอื่นมีหลายคน แต่ใช้แค่พันเดียว เรามีตั้ง 9,000 มันไม่ดีนี่นาแบบนี้ เราควรจะเอาออกไป ให้คนอื่นให้มาก ถ้าเขามีสิบคน ก็เอาไว้คนละ 1000 รวมเราด้วย พวกเขาไม่ฉลาดเท่าเราจริงๆ ความสามารถ สู้เราไม่ได้ เราก็ให้เขาเถอะ เครื่องอำนวยความสะดวก อะไรที่พอจะช่วยเขาได้ สิ่งเหล่านี้ เป็นความเฉลียวฉลาด ที่ไม่เห็นแก่ตัว แต่มันเป็นสัจจะความจริง เป็นสิ่งที่มันควร ควรจะเป็นเช่นนี้นะ ถ้าเราพอจะฝืนได้ทนได้ หัดอดหัดทน แล้วพอปรับตัว ก็จะพบว่า กิเลสมันยังกินรายได้ ก็จะเข้าใจชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ
ยิ่งตัวตนน้อยยิ่งเจริญ ในความเห็นต่าง ที่ภาษาบาลีเรียกว่า อัญญะ อาตมาจึงพยายาม ขยายความ ว่าอัญญะเป็นปัญญา ที่ต่างจากความเฉลียวฉลาด เฉกา แต่ก่อนมีแต่เฉกะ กว่าจะมาเป็นปัญญา ต้องเริ่มจากมีอัญญา เพราะยังไม่มีสิ่งที่แตกต่างจาก เฉกา มันมีความรู้มีโลกใหม่ มีความต่างจาก อันเก่าจริงๆ มันเป็นอันอื่น ต่างจากอันเก่ามา แค่รู้โดยตรรกะ ความเข้าใจเหตุผล มันก็ยังไม่ใช่ มันต้องที่จิตใจ มันเป็นจริงๆ มันเป็นอย่างนี้จริงๆ มันว่างเบา มันสบายแล้ว เกิดความเฉลียวฉลาด ที่ยิ่งเห็นจริงตามเหตุผล ด้วยตรรกะแล้ว มันมาเป็นจริงอย่างนี้จริงๆ มันเหนือชั้นกว่าเขา เพราะเราเอง ด้อยกว่าเขา น้อยกว่าเขา เขาได้ประโยชน์น้อยกว่าเรา ตัวตนเราน้อยกว่าเขา เราเปลืองผลาญ น้อยกว่าเขา เขายิ่งเปลืองมากกว่าเรา เขายังต้องกิน ต้องใช้ ต้องมีมากกว่าเรา เพราะเขายังอ่อนแอ เขาจึงต้องใช้เครื่องบำเรอ องค์ประกอบ มากกว่าเรา ดีไม่ดี กิเลสมันผลาญ มันตะกละ ก็ให้พวกนี้ก่อน เดี๋ยวมันมาฆ่าแกงทำร้ายได้ ต้องอนุโลมให้เขาก่อน อย่าให้มาทำชั่วเพิ่ม เราจะเข้าใจซับซ้อน เข้าใจชัดเจน ต้องรักษาความสงบ ความไม่สร้างบาปเพิ่มอีก แม้จะต้องยอมให้เขา กิเลสโตขึ้นอยู่บ้าง เขาก็ต้องกิเลสโตขึ้นอยู่บ้าง ถ้าเขาทนไม่ได้ ต้องบำเรอกิเลสเขาอยู่ ก็ต้องทำไปตามลำดับๆ เราจะเข้าใจลึกซึ้ง ละเอียดจริงๆ คนที่ได้ความเข้าใจว่า ไม่มีตัวตน ไม่มาบำเรอตน ตอนแรก ก็อดทน ต่อมาก็ไม่ต้องอดทน มันสบายๆ น้อยก็สบาย สูญ ไม่มีเลยก็สบาย มันจะมีจริงเป็นจริงแล้ว คนก็จะใช้น้อย เปลืองน้อย แต่พลังงานเร็วแรง ความรู้ความสามารถ ไม่ได้ลดลง ดีไม่ดี มากกว่าเขาด้วย ทำอะไรสร้างอะไร ได้ประโยชน์มากกว่า จึงเรียกว่า เป็นคนที่เจริญ เจริญจริงๆ เจริญต่างจากคนโลกีย์ปุถุชน ซับซ้อน เจริญเป็นประโยชน์คุณค่า ต่อผู้อื่นจริงๆ เราจะเห็นความซับซ้อน ที่มันเพื่อผู้อื่นจริงๆ มันเจริญ เพราะทำให้แก่คนอื่น มันไม่ใช่ ทำเพื่อบำเรอตนเอง ทำเพื่อพวกตนเอง แต่ทำเพื่อผู้อื่น อย่างหมดเนื้อหมดตัว แล้วก็ยังพา หมู่ที่มา ทำซ้อน ทำเพื่อผู้อื่น ซ้อนเข้าไปอีก พวกเราที่มีสภาพเป็นจริงแล้ว ก็จะเข้าใจว่า ใช่ ชัดเจนเลย ไม่ต้องฝืน ไม่ต้องอดทน เราเสียเปรียบ เราเสียให้เขา ทั้งๆที่เรารู้อยู่ว่า เราได้เสียสละ เราได้เอาน้อย เขาเอามากกว่า ไม่ได้สงสัยเลย มันเป็นจริง แต่เราเต็มใจให้เขา ว่าเราพอจริงๆ ไม่ต้องอดทนฝืน ข่มอะไร อยู่อย่างแข็งแรง สมบูรณ์ดี แม้ของเรา มีน้อยกว่าเขา ทั้ง ทุนรอน ข้าวของอุปกรณ์ น้อยกว่าเขา ก็ยังทำได้ดีกว่าเขา เพราะเรามีฝีมือ เรามีความรู้ความสามารถ เป็นเศรษฐศาสตร์ที่ซับซ้อน ที่ทำเพื่อผู้อื่นจริงๆ ซึ่งเป็นสิ่งวิเศษจริงๆ
เมืองไทยมีเชื้อนี้แล้วมี DNA อันนี้แล้ว ขอยืนยัน ไม่ได้พูดโม้โกหกจริงๆ ถ้าเข้าใจ และเชื่อมั่นว่า DNA แบบนี้ เอาสิ่งที่จริงเป็นจริงมาทำ ในหลวงนี้ อาตมารับรองเลย ว่าเป็นพระโพธิสัตว์แท้ๆ เป็น DNA แท้ของพระพุทธเจ้า ถ้าคุณเชื่อ ได้ปลูกฝังลงไปแล้ว คนไทยก็เข้าใจ และเห็นดีเห็นงาม ตอนนี้ก็ปฏิบัติตาม น่าอนุโมทนา สาธุไหม …. สาธุๆๆ นี่เป็นสัจจะ เห็นไหม ถึงบอกว่า เมืองไทยจะเป็นตัวอย่าง จะเป็นหลัก ให้แก่โลกขณะนี้ เมืองที่เขาว่า เจริญในขณะนี้ ก็มองตรง ทะลุโลกไปฝั่งโน้น ก็จะไปเจอสหรัฐอเมริกา ไม่ได้ดูถูกหรือสมน้ำหน้าเขา หรือย่ำยีเขา แต่ดูเพื่อการศึกษา สิ่งที่เป็นจริง หลงใหลได้ปลื้มกับ ความหรูหรา อำนาจบาตรใหญ่ โดนัลทรัมป์ ก็ยังมีแนวคิด ที่จะให้ประเทศตนเอง ยิ่งใหญ่อยู่นะ คนก็สนับสนุนเขา ขึ้นมาเป็นประธานาธิบดี ทั้งที่มีข้อด้อยหลายอย่าง แต่ประชากรของอเมริกา ก็ยังเลือกเข้ามา เพราะว่าเขาทำอย่างที่ ทำก็ไม่ตรงกันทีเดียว อย่างฝ่าย ฮิลลารี่ คนที่เขาเสื่อมลงต่ำลง ก็น่าสงสารทั้งนั้น ช่วยเขาได้ก็จะช่วย แต่ขณะนี้ ถ้าไทยเสนอตัว ไปช่วยอเมริกา เขาจะไม่ขานรับเลย เขาก็จะมองว่า เป็นไอ้หนู แม้เขาจะรู้จัก กิตติศัพท์ของในหลวง เหมือนหนูกับราชสีห์ เขาก็อาจจะเห็นว่า หนูก็มีประโยชน์ ช่วยได้เป็นครั้งคราว แต่ข้าเอง ก็เป็นราชสีห์ หนูก็ช่วยได้เล็กๆน้อยๆ แต่เอาเถอะ เราก็ไม่ต้องไปว่าอะไร พยากรณ์อะไรมากมาย เขาก็ต้องเป็น อย่างที่เขาเป็น ทุกวันนี้ ข่าวสารไปถึงกันหมด ความลับไม่มีในโลก ก็มาอ่าน SMS วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2560
ชาติ 5 ภพ 3 0893867xxx คงมีแต่คนรู้จักกาย คือ จิต มโน วิญญาณถูกตรง จึงจะรู้ความเป็นภพ ความเป็นชาติ ถูกทาง ชาติ,สัญชาติ, โอกกันติ,นิพพัตติ, อภินิพพัตติ ต้นเหตุแห่งการเกิดทุกข์ แล้วดับทุกข์ โดยรู้ทันทุกผัสสะ จึงดับเวทนา ตัณหา อุปาทาน ภพชาติได้ถูกไหม? พ่อครูว่า...ถูกต้องที่สุด อาตมาอุ่นใจ ที่ให้ชาวพุทธ มีคนเข้าใจ ความเป็นภพความเป็นชาติ แล้วก็รู้ความเป็นชาติ 5 ตัวชาติ 5 เป็นตัวท้ายสุด ของปฏิจจสมุปบาท เมื่อมาแก้ไขให้ดับชาติ อย่างไม่เกิดอีก ชาติแต่อดีต ชาติที่เรามีเป็นสัตว์โลก เป็นจิตนิยาม จนรวมตัว เป็นตัวเราปัจจุบัน คนที่เป็นปุถุชนนั้น มีอวิชชาทั้งนั้น พอเริ่มมามีอัญญะ เริ่มรู้โลกุตระ เริ่มมีปัญญา ก็จะเห็นว่า อ๋อ ความเจริญที่แท้จริงมัน ไม่ใช่โลกีย์อย่างนั้น กลับมาเอาโลกุตระ เมื่อได้โลกุตระไปเรื่อยๆ ตั้งแต่เป็นโสดาบัน สกิทาคามี ไปได้เรื่อยๆ สิ่งใหม่ๆที่จะเข้าใจ แต่ทำได้ แต่จะไปรู้รายละเอียด ทั้งรูปนาม พยัญชนะ อรรถะก็ยัง กว่าจะชัดเจนก็ยัง จนแยกภพ 3 ชาติ 5 กามภพ รูปภพ อรูปภพ กามภพ เริ่มต้นจากอบายภพอีก เอาเบื้องต้นก็อย่างต่ำของเรา จากนั้นก็ขั้นกลาง มาสู่ละเอียด เป็นโครงสร้างสามเส้า จนมาภพที่สอง รูปภพ อรูปภพ การดับภพ ก็คือดับชาติ ภพเป็นรูป ชาติเป็นนาม ภพก็คือ แดนที่ให้ชาติเกิด พอชาติเกิด ภพก็รองรับ ถ้าเป็นภาษาหยาบ ก็คือภพ คือแดนสถานที่ แต่ไม่มีสถานที่ มันเป็นความละเอียดเกิน ถ้าเป็นบาลี ก็เป็น หทยรูป เป็นสัมภวะ ปภวะ ก็คือแดน เมื่อคุณทำให้ชาติเกิด ชาติก็มีภพ ภพกับชาติก็แยกกันไม่ได้ เป็นธรรมะ 2 ที่แยกกันไม่ได้ ชาติกับภพน ทุกวันนี้ พุทธศาสนิกชน โดยเฉพาะคนไทย ดูแล้วเข้าใจ ภพ ชาติ แล้วแยกชาติเป็น 5 ชาติแต่เดิม ชาติทั้งหลายทั้งปวง ก็คือ ชาติ จากอดีตไปถึงอนาคต อย่างธรรมกาย ธัมมชโยสร้างสวรรค์วิมาน หรูหราฟู่ฟ่าเพ้อพก ก็มากกว่าที่เคยทำ แม้ทำแล้ว ก็ใช่ว่า จะพ้นจากภพชาติอดีต นะ อดีตมี 18 แต่อนาคต จะบ้าบออย่างไร ก็ให้มี 44 แต่ธัมมชโยนี้ สร้างเกิน 44 บ้าบออะไรอีก เกินกว่าที่พระพุทธเจ้าบอกอีก เพราะมันมีอวกาศ สตาร์วอร์ ไปนอกโลก คิดดูสิ สตาร์วอร์ มันสร้างสัตว์ต่างๆ แล้วสัตว์เหล่านั้น มันมีจริงที่ไหน ในหนังสตาร์วอร์ มันก็เป็นสารพัดสัตว์ กึ่งคนกึ่งสัตว์บ้าบอของมันไป เห็นไหมล่ะ มันไม่มีจริง พระพุทธเจ้าไม่เคย ให้คิดสร้างแบบนั้นอย่างสัตว์ ที่ใส่ไว้ในสตาร์วอร์ ก็คิดกันไปได้ ปั้นกันไปได้ ใหม่ๆมันจะบ้าบอ ปรุงแต่ง สร้างสรรค์ create อย่างไรก็ได้ เกินกว่าที่ควรจะคิด ชาติ คือความเกิดต่างๆ ทั้งอดีตหรือในอนาคต ก็ชัดเจนว่า มันไม่ใช่ของจริง จึงต้องมาปฏิบัติ ที่ปัจจุบัน แล้วก็รู้ว่า อะไรที่เป็นอกุศล ดับสิ่งที่ควรดับ ให้ยั่งยืนถาวร เป็นปรินิพพาน เราให้มันหยุด หยั่งลงที่เป็นอวิชชา ก็หยั่งลง เป็นนิพพัตติ เป็นอภินิพพัตติ เป็นอรหันต์ อรหันต์ในแต่ละรอบ โสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ ตามอบายภพ กามภพ รูปภพ อรูปภพ เราก็มาไล่เรียงของตัวเอง ให้ถูกให้ได้ นี่คือสัจจะ แล้วเรื่องอัตตาของมนุษย์ ตอนนี้ อาตมาเชื่อว่า ผู้แสวงหาด้วยความจริงใจ และมีภูมิปัญญาพอ ที่จะฟังอาตมาเข้าใจ แล้วก็ยินดี และตั้งใจศึกษาอยู่ ในวงการ เป็นพระผู้ใหญ่ ผู้ที่อยู่ในสังคม แต่ท่านต้องอยู่ในฐานะนั้น อาตมาก็เข้าใจนะ สังคมไม่มีไม่ได้ เช่นขณะนี้ พูดอย่างของจริงเลย สังคมชาวพุทธขณะนี้ ไม่มีสังฆราชไม่ได้ ต้องมีสังฆราช เพราะฉะนั้น ก็ต้องเอาที่เหมาะสมที่สุด มาถึงวันนี้ ก็ดีขึ้น เพราะทุกคน จะเข้าใจแล้วว่า บารมีของประเทศไทย จะต้องมีคน มีมนุษย์ผู้นั้น ที่จะต้องมี รูปและนาม ที่ลงตัวกัน อาตมาก็เคยพูดเรื่องนี้ สัจจะนั้น รูปกับนาม ต้องลงตัวกัน พระพุทธเจ้ามาเกิด ก็จะมีพระอัครสาวก คู่นี้มาเกิด พระพุทธเจ้าเห็น ก็บอกว่า ใช่เลย ไม่ผิดเพี้ยน พระพุทธเจ้าประสูติ ก็จะเกิดแผ่นดินไหว ไม่ต้องสงสัย ถ้าไม่ใช่อย่างงั้นก็ไม่ใช่ ท่านจะต้องประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพาน ในเวลาขึ้น 15 ค่ำ เดือน3 นี่แน่นอน ไม่อย่างนั้น ไม่ใช่พระพุทธเจ้า มันต้องลงตัวจริงๆ คุณจะมาเสแสร้ง เล่นลิเกละครได้ แต่ไม่ใช่ อาตมาจะลองถามคุณ ใช้ปัญญาคิดตอบกันนะ คุณรู้ไหมว่า พระพุทธเจ้าจะรู้มาก่อน ว่าท่านจะต้องตรัสรู้ ในวันเพ็ญขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 ไหม ก็ไม่ใช่ คุณว่า ท่านจะรู้ว่าปรินิพพาน วันที่ 15 ค่ำนั้นไหม อันนี้ท่านรู้ แต่วันที่จะตรัสรู้ท่านไม่รู้ ยิ่งวันเกิด ท่านก็ไม่รู้มาก่อนหรอก เกิดมาแล้วยังไม่รู้ตัวเอง ว่าเป็นพระพุทธเจ้าเลย จนสุดท้าย ต้องมาแสวงหาธรรมะ ยังอุตส่าห์ต้องไปบวชอีก 6 ปี ถูกเขาหลอกอีก ลิงลมอมข้าวพองอีก เหนื่อย ที่แท้เรามีหมดแล้ว 15 ค่ำเดือน 6 นั้น ระลึกถึงได้ เป็นอย่างนี้เองหรือ ศาสนาพุทธ แท้จริงเราก็เป็นพระพุทธเจ้าอย่างนี้เองเหรอ อาตมาว่า ถ้าอาตมาไม่มาอธิบาย ไขให้ฟัง คุณจะเข้าใจเองได้ไหม
0893867xxxกราบขอบคุณพ่อครู ผู้รอบรู้ธ. แสดงธ.ตถาคต ด้วยสายธารของปัญญา ที่ทำให้ผู้เรียนรู้ธ. ไม่ต้องไปร.พ.ธัญญา (ประสาททางโลกียะ!?!) ด้วยธัญญา (ปัญญาทางโลกุตระ ^.^ ) ที่แปลว่าเจริญ เป็นเลิศทุกสิ่งสาธุ!
0864283xxxโอยยย ระยะนี้ ฟังเทศพ่อครูแต่ละวัน ทั้งเจ็บจี๊ดๆ และ เจ็บๆ คันๆ ด้วย บางวันถึงกับ สำลักข้าว สำลักน้ำเลยทีเดียว บางวันฟังแล้ว รู้สึกแย้งทั้งน้ำตาก็มี (กิเลสไม่ยอม) แต่ละคำแต่ละเรื่องนั้น กรีดตัวกิเลสของลูกเต็มๆ เจ็บนะคะ. หลายครั้ง รู้สึกละอายใจมากๆ แต่ยิ่งเจ็บก็ยิ่งอยากฟัง พ่อครูเทศทุกวัน และชอบฟังซ้ำๆ จนกิเลสบางตัว มันหนีเลย คือเลิกกินเนื้อสัตว์ หันมากินมังสวิรัตจริงจัง ลูกเลิกได้ จากการฟังธรรมบ่อยๆ ทำให้เข้าใจเรื่องศีล ที่มีรายละเอียด ซึ่งหาฟังได้ยาก ในยุคนี้ค่ะ
อุปาทายรูป 24 จากครูสุดา ใจดี...กราบนมัสการค่ะ กราบฝากเรียน ถามพ่อครูว่า.. อุปาทายรูป 24 เป็นองค์รวมของอุปาทาน หรือไม่ อย่างไรคะ ..กราบขอบพระคุณค่ะ พ่อครูว่า... ใช่ คำว่าอุปาทายรูป 24 นั้นมันไม่ใช่ 28 มันพ้นมาจาก ดินน้ำไฟลม มหาภูติ 4 24 นี้แหละเป็นอาการ เริ่มเป็นนามธรรม แต่ทั้งหมดคือ รูป มันเป็นนามธรรม ที่ซ้อนอยู่ในรูป เริ่มต้นตั้งแต่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย 5 ปสาทรูปกับโคจรรูป(วิสัยรูป) ทำงานร่วมกัน หากไม่มีสองอันนี้ จะปะทะกันให้ตาย ก็ไม่เกิดอะไรขึ้น หากปสาทรูปเสื่อม ประสาทดับ กระทบอะไร ก็ไม่เกิดอะไรเพิ่ม แต่ถ้าทำงานพร้อมกัน กระทบกัน ก็เกิดอันที่สาม เป็นภาวรูป ที่เป็นภาวะสอง ต้องทำให้เป็นหนึ่งให้ได้ จนทำหนึ่งให้ลึกซึ้ง จนกระทั่งไม่มีเพศเลย( นปุงสกลิงค์) เลย เป็น 0 เลย จะเอาอำนาจมาใช้ หรือไม่ใช้ก็ได้ แต่มีอำนาจ ก็ค่อยๆทำตามลำดับ จากภาวรูป 2 จึงต้องเรียนรู้ ตั้งแต่อิตถีภาวะ ปุริสภาวะ จึงรู้จักพลังงานชีวิตที่มันยังไม่ตาย ที่มันเป็นอกุศล ที่มันเป็นพลังงานที่ต้องกำจัด แยกให้ได้ ถ้าแยกแยะผิด ก็เละเลย ก็จะไปกำจัด พลังงานที่ไม่ควรกำจัด ต้องมีความรู้จะถึงขั้นพ้นวิจิกิจฉา ต้องรู้ว่า มันเป็นอกุศลจิตจริงๆ แล้วกำจัดมัน ตั้งหลัก นามธรรมอยู่ที่ไหน?อย่างไร? หทยรูปนี่ อยู่ที่ไหนอย่างไร มันไม่ใช่วัตถุ ไม่ใช่สถานที่ แต่มันอยู่ในเรา ของใครของมัน หทยรูป เห็นใจพวกที่เรียนอภิธรรม แล้วบอกว่า อยู่ในหัวใจห้องที่ 4 มีน้ำใสๆสีน้ำเงิน ที่จริงแล้ว มันไม่มีตัวตนอะไร มันเล็กละเอียด ยิ่งกว่าอากาศ พอจับได้มั่น อย่างไม่มีสงสัยลังเล ถูกแน่ๆของจริง ก็จะรู้อาการ หทยรูป ก็จะรู้ความมีชีวิต ชีวิตินทรีย์ของอกุศล ก็จัดการไปตามลำดับ กิเลสตัวนี้ มันมีอะไรเป็นอาหาร วิธีปฏิบัติก็ทำอย่างนี้ ปริเฉทรูป ภาวะมีสามอย่าง มีตัวประธาน กับอีกสองตัว ประธานคือตัวรู้ของเรา เป็นธาตุรู้ของเรา มีธาตุรู้ที่เป็นประธานจัดการ กับอีก 2 ภาวะ ให้เหลือ 1 เดียว จัดการทีละ ปริเฉทๆๆ สามเส้า เป็นอย่างมาก แล้วทำ 2 ให้เหลือ 1 มีประธาน I แล้วมี S she คืออิตถีภาวะ และมี H คือ he คือปุริสภาวะ ถ้าสามารถรู้สภาวะพวกนี้ แล้วทำได้จริง คุณก็จบไปเป็นปริเฉท ที่พูดนี้มี โคจรรูป 5 ปสาทรูป5 (หักประธานออก 1 เหลือ 9 ) ภาวรูป 2 หทยรูป1 ชีวิตรูป1 อาหารรูป1 ปริเฉทรูป1 แล้วทำต่อไปอีก หลายปริเฉท ขึ้นเรื่อยๆ ส่วนต่อก็เกิด วิการรูป 5 เอามาใช้ทางกายกรรม วจีกรรม เป็นกายวิญญัติ วจีวิญญัติอีก 2 ก็จะช่วยอีกวิการรูป 3 ลหุตา มุทุตา กัมมัญญา และสุดท้าย มีลักขณรูปอีก 4 ตัวลักขณรูป 4 คือรูป วิการรูปคือ นาม เป็นตัวเคลื่อนไหวอยู่ เราจะทำให้เบาที่สุด เรียกว่าลหุ ตัวที่จะจัดการได้คือมุทุ ตัวมุทุ คือตัวธาตุยอดสุด ทั้งปฏิภาณปัญญา ตัวเจโตก็เร็วไว แข็งแรง ปรับได้ง่าย ปัญญาก็ไวเร็ว แล้วมีกัมมัญญะ มีการกระทำที่ได้ดี เพราะคุณสมบัติ ที่มีปัญญารู้ จิตและปัญญาทำได้เร็ว แล้วทำได้ออกมา จึงเป็นสิ่งที่ไม่มีเสียหาย มีแต่สิ่งที่เหมาะควร เป็นการงาน เป็นการกระทำที่ดีตลอด จึงออกเป็นกายวิญญัติ วจีวิญญัติ ในห้านี้เคลื่อนไหวทั้งนั้น ส่วนอีกสี่ลักขณรูป อุปจยะ สันตติ ชรตา อนิจจา เราฟังดูแล้ว เหมือนชรตา เป็นการเคลื่อนไหวแต่มันเป็นธรรมชาติ อนิจจตาเป็นรูป ไม่ใช่พลังงาน อุปจยะคือเกิดใหม่ ก็เป็นรูป ยิ่งสันตติ ตัวสูญ ตัวกลาง จะให้เกิดหรือไม่เกิดก็ได้ อยู่ที่ตัวเอง จะใช้ปัญญาตัดสิน ว่าจะต่อ หรือไม่ต่อสันตติ ถ้าต่อก็เป็นตัวเกิด ถ้าไม่ต่อก็สูญหายไป อรหันต์แท้ ปรินิพพาน เป็นปริโยสาน จบหายไปเลย แต่ถ้าต่อมา แม้ต่อมา ถ้าไม่เพิ่มทศนิยมให้แก่ตัวเอง คุณเกิดมาอย่างไร มันก็จะต้องตาย ก็จะมีแต่ลดลงๆ ชรตา เสื่อมลงไม่เที่ยง แต่ถ้าต่อ ก็ไม่ชรตาแล้ว อยู่ดีไม่ว่าดี คุณไปเพิ่มพลังขึ้น แทนที่จะอุปจยะ ให้เกิดแล้วไม่ต่อ ไม่สันตติ ก็เหลือชรตากับอนิจจตา คือไม่เที่ยง หากต่อ ก็กลับไปหาสันตติ กับอุปจยะ หากไม่ต่อ ก็ชรตาไปหา สูญ มันต้องสูญของมันเองเลย นี่คือลักขณรูป 4 ซึ่งเดาไม่ได้ อธิบายไม่ออกอย่างอาตมา มันสลับซับซ้อนไปมา เป็นรูปนามใน วิการรูป ลักขณรูป มีชรตาที่หมุนซ้อนไม่เที่ยง คู่สุดท้ายของนามธรรม แต่เรียกว่ารูป คือชรตากับอนิจจตา จะไปยืดมั่นถือมั่นเอา ชรตาหรืออนิจจตา อย่างเดียวไม่ได้ แล้วแต่ว่า ประธานจะทำอย่างไร หรือจะไม่ทำอย่างไร สิ่งที่จบ จึงจบที่ตัวเราเอง ตัวกูของกู อัตตาของกูแท้ๆ มันที่จะเป็นไป อย่าไปโทษใครเลย อาตมาเคยพูดว่า ประเทศอเมริกา เขาเดือดร้อน เกิดเหตุการณ์ เขาขับเครื่องบินไปชนตึก เวิร์ลเทรด มันเป็นความผิด ของอาตมาเอง คนฟังแล้ว ก็อยากจะอ้วกแตกตาย เอ็งไปเกี่ยวอะไรกับเขา ก็เพราะว่า อาตมาสอนไม่ทัน ให้ความรู้ไม่ทัน เอาความรู้ความเข้าใจ ของพระพุทธเจ้า มาเปิดเผยให้เขาได้รับ แล้วเขาก็จะไม่ทำ ฟังแล้วหมั่นไส้ไหม อาตมาถึงไม่ถือสา เขาไม่รู้จริงๆ ถ้าเขารู้ก็จะน่าสงสารเขา เขาจะทำสิ่งละลาบละล้วง เขาก็ต้องทำตามจริง ไปโทษเขาไม่ได้มันใช่ จึงเป็นอย่างนั้น คนเข้าใจแล้ว ไม่โทษใครเลย พระโมคคัลลานะ ถูกฆ่าตาย ไม่รู้กี่เที่ยว แต่ท่านก็มีฤทธิ์เดช ก็ชุบตัวเอง กลับมาฟื้นคืนทุกที แต่ท่านเอง ไม่เคยโกรธเกลียด พยาบาทคนที่มาฆ่าท่านเลย แม้สักรายเดียว เหมือนผู้ใหญ่เห็นเด็กๆทำ อย่างไม่รู้เดียงสา มันน่า เคาะกบาล ก็นึกว่า ทำดีด้วยอัตตาของตน ก็เป็นอัตตาของเขา เราควรเมตตาเอ็นดู ไม่ไปถือสาเขา อาตมาก็มอง ผู้ที่ท่านว่าท่านใหญ่ แต่ว่าท่านไม่ไร้เดียงสา ในโลกเขานับถือว่า ท่านยิ่งใหญ่ แต่อาตมาเห็นว่า ท่านไม่เดียงสา คนมีอัตตาก็จะขึ้น บอกว่า มาว่าข้าไม่เดียงสา แต่คนไม่มีอัตตาก็ฟังแล้ว ก็มาเรียนรู้เอาจาก ผู้ที่เป็นพ่อเป็นแม่ ที่จะสอนได้
ก็มาเข้าสู่ คำถามของคุณ 3867 อีกอัน เขาไปลอกมาจากไหนไม่รู้ว่า _0893867xxxพระอรหันต์โดยบริสุทธิ์สมบรูณ์ ต้องเป็นอรหันตะ, ขีณาสาวะ, วุสิตวันตะ, กตกรณียะ, โอหิตภาระ, อนุปปัตตสสทัตถะ, ปริกขีณภวะสัญโญชนะ,สัมมทัญญาวิมุตตะ! พ่อครูอธิบายคำแปล ให้เข้าใจอย่างละเอียดได้ไหม? คุณสมบัติของพระอรหันต์ ๘ ๑. เป็นพระอรหันต์ คือผู้ไกลจากกิเลส (อรหันตะ) ๒. เป็นขีณาสพ คือผู้สิ้นกิเลสที่หมักดอง ในสันดาน (ขีณาสาวะ) ๓. เป็นผู้จบพรหมจรรย์แล้ว (วุสิตวันตะ) ๔. เป็นผู้มีกิจที่ควรทำ อันทำเสร็จแล้ว (กตกรณียะ) ๕. เป็นผู้มีภาระอันวางลงแล้ว (โอหิตภาระ) ๖. เป็นผู้มีประโยชน์ตน อันบรรลุโดยลำดับแล้ว (อนุปปัตตสทัตถะ) ๗. เป็นผู้สิ้นเครื่องผูกพัน ให้ติดอยู่ในภพแล้ว (ปริกขีณภวสัญโญชนะ) ๘. เป็นผู้หลุดพ้นแล้ว เพราะรู้โดยถูกต้อง (สัมมทัญญาวิมุตตะ) (พระไตรปิฎก เล่ม ๑๙ “อิจฉานังคลสูตร” ข้อ ๑๓๖๗) พ่อครูว่า...อาตมาก็ยังไม่เข้าใจ พยัญชนะเหล่านี้ ค้นบาลี และดูสภาวะ ก็เอามาพูดได้ 6 ตัว ตัวที่ว่า อนุปปัตตสสทัตถะ อันนี้นึกสภาวะอันนี้ไม่ออก คำว่า สส นี้ละเอียดเกิน สส คือสภาวะของ ตัวเรา คำว่า ส คือตัวเรา สก สว สย คือตัวเรา ส ตัวเดียวก็คือตัวเราแล้ว แต่ก็ยังตีไม่ออก มันเป็นความฉลาดที่เข้าถึง อาตมาเดาจากพยัญชนะ เป็นความเฉลียวฉลาด เป็นเนื้อหาแก่นแท้ ของสิ่งที่บรรลุ (ปัตตะ) ที่ละเอียดที่สุด ตัว ท ทัตถะ เป็น ตัว คุณค่าเนื้อแท้แก่นแท้ ของสิ่งที่เรามี สส ที่เข้าถึงบรรลุ ปัตตะ อนุสย คืออนุสัยแล้ว ขีณาสาวะ คือสิ้นอาสวะ, วุสิตวันตะ คือสิ่งที่คายออกไป เอาออกไปจากตัวเราเองได้เลย ออกจากเจตสิกได้ , กตกรณียะ คือความจบกิจ ที่ทำของตนเอง, โอหิตภาระ คือปลงวางภาระ อนุปปัตตสสทัตถะ ก็พูดไปแล้วเมื่อกี้นี้, ปริกขีณภวะสัญโญชนะ คือดับสิ้นภพชาติสังโยชน์จบ, สัมมทัญญาวิมุตตะคือ สัมมทัญญาคือความรอบรู้ วิมุติคือหลุดพ้นครบรอบพร้อม สู่แดนธรรมแทรกว่า... อนุปปัตตสสทัตถะ คือลุถึงประโยชน์ของตนแล้ว
พ่อครูว่า...อนุคือตัวน้อยที่สุด สุดท้ายที่สุด ทัตถะคือประโยชน์เนื้อแท้ อาตมามีสภาวะ พยัญชนะอันไหน ไม่ชัดเจน ก็ค่อยๆรู้ไป อาตมาไม่เสแสร้ง หรือดัดจริตว่าฉันรู้ ทั้งที่ฉันไม่รู้ รู้ก็ว่ารู้สิ ไม่รู้ก็ว่าไม่รู้ ไม่รู้ก็จะว่าฉันเสียเชิง ก็เป็นอิตถีภาวะ เอาล่ะผ่านไป มาเข้าสู่บทเรียน
เรายังพยายามจะขยายความ ความฉลาดอย่างโลกียะ กับโลกุตระ ในประดาจิตนิยาม ของสัตวโลก อเวไนย์ ก็ล้วนแต่เกิดมา พร้อมกับอวิชชา ก็มาพัฒนาตัวเอง จนกว่า จะได้เจอกับศาสนาพุทธ จนกว่าจะเกิด อัญญะ เป็นพลังงาน ทางจิตนิยาม แต่ก่อนมีแต่เฉกะ แต่ก่อนมีแต่ความฉลาด ชนิด เฉกะ เป็นโลกียะทั้งนั้น จนกว่าจะได้มาหักมุมกลับ ก็รู้ว่า เราไปตามน้ำ ไปตามโลกโลกีย์ มาตลอด คนที่มีบารมี หลายอย่าง ถูกโลกเขาหลอก ก็ไม่ติด มันมีอยู่ในโลก แต่เราไม่ติดมันมาก่อน เราได้ฟรี ไม่ติด มันเป็นอย่างนี้เอง แม้มันจะมีอยู่ในโลก ดีไม่ดี มันมา ยั่วยวนอย่างแรง แต่เราก็ใช้เฉยๆได้ นี่คือคนมีบารมี เหมือนได้ฟรี อันที่เราเคยติด อบาย เราล้างมาได้ ก็จะชัดเจน โสดาบัน พ้นอบายก่อน มันเป็นเช่นนี้เอง ตถตา มันเป็นปัจจัตตลักษณ์ เป็นปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหีติ ที่บอกว่า มันไม่มีตัวตนแล้ว มันเป็นอย่างนี้ มันเป็นไตรลักษณ์ ไตรลักษณ์ที่มีสภาวะ อนัตตาแล้ว แต่ก่อนเคยทุกข์ ตอนนี้ไม่ทุกข์แล้ว แต่ก่อนไม่เที่ยง ตอนนี้เที่ยงแล้ว อย่างไรก็ไม่เวียนวนกลับไปแล้ว จึงเป็นความเที่ยง เป็นความหลุดพ้น อย่างเด็ดขาด เป็นอนัตตา ไม่มีตัวตนที่จะมาเกิดอีก ไม่มีชาติ สัญชาติ แม้แต่อภินิพพัตติ ก็ทำได้สมบูรณ์แล้ว ไม่ต้องทำอีกแล้ว จบกิจแล้ว เป็นอรหัตตผล 7 แล้ว แต่โสดาบัน ก็อาจไม่ถึง แต่ถ้าเลยสี่เลยห้า ก็นิยตะ ทำขึ้นไป ก็จะเจริญเสริมให้ โสดาฯ แข็งแรงขึ้น เป็นสกิทาฯ เป็นสภาพที่ซับซ้อน เหลื่อมกัน เป็น overlap กันไปเรื่อยๆ จนกว่าจะมากพอ ที่จะหลุดออกมา แล้วก็จะไปเหลื่อมกับอันอื่นๆ ก็จะเป็นวงวน ที่เล็กลงไป เล็กลงไป ผู้ที่มาเข้าใจแล้วว่า โลกีย์ คืออะไร คนมีจิตใจ มีเวทนา มีอารมณ์ความรู้สึก เขาสุขเขาทุกข์ แต่เราไม่สุขไม่ทุกข์เลย ตั้งแต่สิ่งที่เราเคยทำมาได้ ได้ฟรีมาแล้ว เราไม่เคยติดมา เราเคยล้างมาได้ มันไม่มีเหลือแล้ว มันเที่ยงแท้ ยั่งยืน มั่นคง เด็ดขาด ไม่เวียนกลับอีกเลย เราก็จะรู้ในปัจจัตตัง ตัวเราจริงๆ ตถตา มันเป็นเช่นนี้เองมันเป็นเช่นนี้เอง แล้วมันก็เป็นอัตโนมัติ ได้แล้วด้วยเป็นเอง เราไม่ต้องไปทำแล้ว มันจบ ไม่ต้องไปทำมันก็เป็นเองในตัว แล้วมันเป็นเช่นนี้ เช่น พระพุทธเจ้า ท่านเป็นมาก่อนแล้วองค์อื่น ท่านก็สอนให้เป็นได้ อันเดียวกันเลย แต่มันปัจจัตตัง เป็นของของเรา ลักษณะไตรลักษณ์ ที่เป็น ปัจจัตตลักษณ์ ไตรลักษณ์ โลกียะคือมันยังไม่เที่ยง เป็น อนิจจัง ทุกขัง อัตตา ธรรมกายเขาพูดว่า เที่ยง สุขขัง อัตตา นี่คือธรรมกาย ทางด้าน มหาบัว เที่ยง แต่ยังสุข และก็อัตตา แต่นั่นสายดับ สายอาจารย์มั่น สายดับเหมือนกัน แต่อันนั้นดับดำ แต่ธรรมกายดับสว่าง สว่างนี้ปรุงไปไม่จบ ดับดำนี่ปรุงน้อย ปรุงอยู่ในสิ่งที่ มันพอบำเรอตน ทนไม่ได้ ก็มีอะไรกดข่ม ข่มได้ก็ไม่เอาพอรู้โลกีย์ ไม่เพ้อเจ้อวิมาน เหมือนพวกสว่าง ที่เละเลย วิมานมหาศาลอะไร ก็เป็นภพชาติ สายดับนี่ ยังดับภพชาติบ้าง ก็คือทำให้โลก วุ่นวายน้อยกว่า มักน้อยกว่า ทางด้านโน้น ไม่มีมักน้อยเลย ทางด้านนั่งหลับตาดับ ก็มีมักน
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive