600207_พุทธศาสนาตามภูมิ ปฐมอโศก ตอบปัญหาพาพ้นชาติ(การเกิด).docx
เนื้อหาในไฟล์
600207_พุทธศาสนาตามภูมิ ปฐมอโศก ตอบปัญหาพาพ้นชาติ(การเกิด)
สมณะเดินดินว่า…วันนี้เป็นวันอังคารที่ 7 กุมภาพันธ์ 2560 ชีวิตของนักบวชไม่มีวันหยุด ดูเหมือนจะไม่มีวันจันทร์อังคาร ปฏิบัติธรรมไปตลอด พ่อครูสอนเรามา 40 ปีแล้ว ก็คงจะต้องมาคิดว่า จะทำอย่างไรจะแบ่งเบาพ่อครูได้ ช่วงงานคงจะต้องใช้พลังงานมากอีก ก็คงจะต่อรองให้พ่อครู ได้เทศนาเนื้อหาใน 1 ชม.แรก ส่วนชั่วโมงที่ 2 ก็เป็นช่วงตอบปัญหา คำถามที่พวกเราซักถามกัน ก็จะช่วยลดการปรุงของพ่อครู เมื่อวานนี้ พ่อครูได้พูดถึงมนุษย์พืช มีคติของฝรั่งบอกว่า you are what you eat คนกินเนื้อสัตว์ ก็คงจะมีความใกล้เคียงกับ ความดุร้ายของสัตว์ พระพุทธเจ้าก็ตรัสว่า คนที่ชอบกินเนื้อสัตว์มากๆ ตายไปแล้ว จะเป็นพวกสัตว์กินเนื้อด้วยกัน พวกหมู่พวกเสือ ที่ล่าสัตว์ด้วยกัน ดูได้จากสารคดี บางครั้ง สิงโตไปล่าวัว แต่วัวฮึดสู้ ก็ทำสิงโตตายเหมือนกัน กว่าจะได้กิน บางทีก็บาดเจ็บ หรือตาย บางที หนีสิงโตก็ลงน้ำปะจรเข้ ความเป็นอยู่ของสัตว์นั้น ลำบากมาก พวกคนก็ยังมีการเรียกร้อง สิทธิมนุษยชนได้ พ่อครูว่า เรากินพืชผัก ก็ควรจะทำจิตใจ ให้เหมือนพืช เป็นคุณสมบัติของพระอรหันต์ ที่ไม่มีโทษภัยกับใคร เหมือนกับพืช ใครจะไปด่าต้นไม้ ว่าต้นไม้ ต้นไม้ก็ไม่มีโทษภัยกับใคร พระอรหันต์ก็เช่นกัน ใครอยากจะเป็นพระอรหันต์ ก็ทำใจ ให้มีความใกล้เคียงกับต้นไม้ ใครมาด่ามาว่าอย่างไร ก็ไม่โกรธ พืชมีแต่สัญญากับสังขาร แต่มนุษย์มีปัญหาที่มีเวทนา พอเวทนาไม่ได้รู้ความจริง ตามความเป็นจริง มันก็จะมีชอบมีชัง ก็จะพาไปหาตัณหา อุปาทาน ชาติ ชรา มรณะ มันเป็นเวทนาเท็จ ถ้าเรารู้เท่าทัน และจัดการกับเวทนาเท็จ ได้มากเท่าไหร่ เราก็จะมีความใกล้เคียงกับมนุษย์พืช เป็นมนุษย์พืช แต่มีพลังงานเหลือเฟือ ที่เคยสูญเสียไปกับค
อ่านต่อ
วามชอบ หรือไม่ชอบ เอาพลังงานที่เคยสูญเสีย มาช่วยเหลือมนุษยชาติได้ พ่อครูว่า... เรื่องอุตุ พีชะ เรื่องนิยามชีวิต 5 นี้ ไม่เห็นมีใคร นำมาขยายความได้อย่างนี้ เวลาเราไม่ชอบใจ ก็ลองหาทางทำใจ ให้เหมือนต้นไม้ ที่มีแต่ความรื่นรมย์ ให้คนได้อาศัย ก็คงต้องมาฟังกันต่อ พ่อครูว่า...ก่อนจะได้ขยายความ ในสิ่งลึกซึ้งๆ ท่านเดินดินว่า ไม่มีใครเอาอะไรต่างๆ ที่พูดถึงเมื่อกี้นี้ มากล่าว มาพูด อธิบาย อันนี้เป็นเรื่องจริงที่สุด แม้แต่ ธรรมนิยาม 5 นี้ ไม่มีใครเอามาอธิบายหรอก นอกจากอาตมานี่ล่ะ ที่จะเอามาอธิบายในยุคนี้ พูดไปแล้ว เหมือนกับว่ายกตัว แต่ก็ต้องพูดด้วยความจริงใจ ใจที่พูดนี้ ไม่ได้มีใจอยากอวดอ้าง อยากเด่นดัง พูดไปแล้ว จะได้รับคำชมเชย มีคนมายกย่องเชิดชูก็ไม่ อาตมาพูดไป คนไม่เชื่อง่ายๆหรอกว่า พูดความจริง อาตมาก็ยืนยันว่าพูดจริง หากอาตมามีสาเฐยจิต อยากให้คนมาชมเชย อาตมาก็ไม่มีกิเลสอันนั้น แล้วก็พูดว่าอาตมาไม่มี แต่ถ้าอาตมาโกหก แล้วพูดเช่นนั้น การโกหกเช่นนี้ ก็คือปาราชิก เพราะมีกิเลส อยากให้คนมาชมเชย หรือสาเฐยจิต อาตมาบอกว่า อาตมาไม่มีกิเลสนี้ ถ้ามีแล้วอาตมายังมีอยู่ และพูดว่าไม่มี ก็เป็นการโกหก ในความรู้อุตริมนุสธรรม อาตมาโกหกอย่างนี้ ก็ปาราชิก อาตมาก็อ่านใจตนเองเป็น รู้อาการ ลิงค นิมิต อุเทส ตามที่พระพุทธเจ้า ให้เรียนรู้รูปนาม ด้วยอาการ ลิงค นิมิต อุเทส ในพระไตรปิฎกเล่ม 10 ข้อ 60 นี้ แต่คนทุกวันนี้ ไม่สามารถเรียนรู้ที่จะอ่าน รูปนาม แบบนี้ อาตมาไม่เคยได้ยินอาจารย์ผู้ใดสำนักใด ที่สอนให้เรียนรู้รูปนามด้วย อาการ ลิงค นิมิต อุเทส ไม่เคยได้ยิน แต่อาตมาเห็นว่า เป็นเรื่องสำคัญ หากไม่เรียนรู้รูปนาม หรือธรรมะสอง แล้วจัดการกับรูปนาม โดยเฉพาะนามที่เป็นกิเลส แล้วดับกิเลสให้ได้ ก็ไม่ได้ปฏิบัติธรรมพระพุทธเจ้า เช่น ไปนั่งสะกดจิต ไม่ได้เกิดสัมผัส กายเวทนาจิตธรรม เอาแต่นั่งหลับตาสะกดจิต มันออกนอกรีตศาสนาพุทธ เพราะศาสนานั่งหลับตาสะกดจิต มีอยู่คู่โลก ก่อนพระพุทธเจ้าอุบัติ ตอนพระพุทธเจ้าอุบัติ ท่านก็ไปทำตามเขา ไปนั่งหลับตาสะกดจิต แบบอาฬารดาบส อุทกดาบส เรียนรู้แล้วท่านก็บอกว่าไม่ใช่ ก็เดินหนีไป แต่ทุกวันนี้ 2600 ปีแล้วผ่านมา มันก็กลับไปทางเก่าอีก ไปนั่งหลับตาสะกดจิต ซึ่งไม่ใช่ทางปฏิบัติ ของศาสนาพุทธ ก็ขอบอกว่าผิดทาง อาตมาพูดไปเถิด อาจารย์ทั้งหลาย ที่เขานับถือกัน ก็นั่งหลับตาสะกดจิตทั้งนั้น มีที่จะยืนยัน ปฏิบัติแบบลืมตา อย่างอาตมามั้ย คงมีคนเดียวเท่านั้น ที่พูดอย่างเด็ดขาด ว่านั่งหลับตาสมาธินั้นไม่ใช่ทางปฏิบัติ ของศาสนาพุทธ อาตมาเอาหลักฐาน จากพระไตรปิฎกอ้างอิง เขาก็ไม่ฟัง ฟังก็ไขหูฟัง เอาแต่พิจารณาตาม ถ้าเขายังปักใจเชื่อในทิฏฐิ ในความรู้ความเห็น ความเข้าใจอย่างนั้นแล้ว เป็นการยึดถือมิจฉาทิฏฐิ เป็นสัมมาทิฏฐิ ไปยึดถือความรู้ความเห็นอย่างนั้น แล้วปฏิบัติอย่าง สีลัพพตุปาทาน เพราะเห็นและเข้าใจอย่างนั้น เขาจึงไม่ได้ปฏิบัติ ตั้งแต่กาม ซึ่งเป็นเบื้องต้น เพราะเขาหลับตา ก็ไม่ได้เรียนกาม กาม มีกามคุณ 5 มีตาหูจมูกลิ้นกาย ไปกระทบสัมผัส จึงเรียก กามคุณ 5 ศาสนาพุทธ มีการปฏิบัติที่เป็นลำดับ อย่างน่าอัศจรรย์ ในพระไตรปิฎกเล่ม 23 ข้อ 109 ปหาราทสูตร แม้อ้างอิงว่า ปฏิบัติธรรมพระพุทธเจ้า ต้องมี การปฏิบัติตามมรรค มีองค์ 8 ปฏิบัติมรรค 7 องค์ แล้วจะเกิด อริโยสัมมาสมาธิ ในพระไตรปิฎก ล.14 ข.252-281 มหาจัตตารีสกสูตร กรรมฐานของศาสนาพุทธ คือเวทนา กรรมฐาน 40 ไม่ใช่กรรมฐานของพระพุทธเจ้า เป็นกรรมฐานฤาษี พระพุทธเจ้าท่านตรัสตีทิ้ง ตั้งแต่พระไตรปิฎก ล.9 ว่า ข. [87] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมณพราหมณ์เหล่าใด มีทิฏฐิว่า นิพพานในปัจจุบัน ย่อมบัญญัติว่า นิพพานปัจจุบันเป็นธรรมอย่างยิ่ง ของสัตว์ผู้ปรากฏอยู่ด้วยเหตุ 5 ประการ เขาเหล่านั้น เว้นผัสสะแล้วจะรู้สึกได้ นั่นไม่เป็นฐานะที่จะมีได้ แต่เขากลับไปหลงวัตถุ เป็นกสิณ แต่กรรมฐานของพระพุทธเจ้า ต้องมีกาย เป็นองค์ประชุมนอกและใน เป็นธรรมะสองเสมอ กายมีอย่างเดียวไม่ได้ คนจะแยกกายแยกจิต ความเป็นกายเป็นจิต จึงเป็นมูลกรรมฐาน 5 ให้เรียน แต่เดี๋ยวนี้ ไม่รู้จักแล้ว อธิบายแยกกายแยกจิต ในเล็บ ผม ขน ฟัน หนัง ได้ จะได้เรียนรู้ว่า เมื่อไหร่เป็นกาย เมื่อไหร่ไม่เป็นกาย อาตมาก็หยิบเล็บ มาเป็นตัวอย่าง ขยายกัน ถ้าเรารู้ว่า เมื่อใดไม่ใช่กาย จิตเราไม่มีกายแล้ว ก็เป็นจิตมีนิพพาน เพราะไม่มีกาย ก็ไม่มีเวทนาเป็นสุขเป็นทุกข์ อาจมีธาตุรู้รับรู้ แต่ในจิต ไม่มีเวทนาสุขและทุกข์แล้ว นั่นคือไม่มีกายแล้ว กายคือธาตุรู้สองอย่าง แต่ในชีวิตของคน ต้องมีดินน้ำไฟลม วัตถุ มหาภูตรูป แล้วมี อุปาทายรูป 28 สัมพันธ์กัน จึงต้องมาเรียนและปฏิบัติ ในอุปาทายรูป 24 ให้ได้ จนทำเวทนา 2 ให้เป็น 1 ในรูป 24 นี้ แต่เดี๋ยวนี้ เขาไม่เข้าใจกันแล้ว ลองถามพวกเราว่า พอจะเข้าใจได้ไหม ในอุปาทายรูป 24 นี้ ว่ามันสำคัญ จนกระทั่ง รูปคือสิ่งที่ถูกรู้ จะต้องมีภูมิปัญญารู้ จนทำให้จิตเราที่ถูกรู้ คือรูปจิต อรูปจิต มันถูกรู้อาการของจิต ความเป็นรูปที่เป็นจิต ก็แยกกันไม่ค่อยออกแล้ว แต่เขาไปแปลรูปว่า คือภายนอกวัตถุ เขายึดว่ารูปมีแต่สิ่งที่เป็นเรื่องไม่รู้เรื่องดินน้ำไฟลม มันก็ไม่รู้เรื่องแน่นอน เราสัมผัส ดินน้ำไฟลม คือกาย ถ้าไม่มีธาตุรู้ แม้มีสัมผัส ก็ไม่เกิดกาย สัตว์เดรัจฉาน เป็นจิตนิยาม ก็เรียนรู้ไม่ได้ แม้คนที่เป็นอเวไนยสัตว์ ก็เรียนรู้ไม่ได้ คนที่จะเป็นเวไนยสัตว์ ที่จะเรียนรู้ ธรรมะพระพุทธเจ้าได้ ก็มีน้อย ยิ่งอาจารย์เก่าแก่ ที่สอนตามกันมา สอนผิดๆอีก จนอาตมาจะแก้กลับ ก็เลยยากมาก แต่ยากอาตมาไม่ท้อ เพราะอาตมาบำเพ็ญ ตนเองเป็นพระโพธิสัตว์ ปฏิบัติปฏิญาณมา ไม่รู้กี่ชาติ มันก็ต้องทำ จะยากอย่างไร มันก็ต้องทำ เพราะเป็นหน้าที่ของ พระโพธิสัตว์ ที่ต้องมาแก้ สิ่งที่ผิดให้ถูก มันพ้นจากสิ่งที่อาตมาตัดสิน ก็อาจมีได้ แต่อาตมาต้องมั่นใจว่า สิ่งที่บรรยาย เป็นเรื่องถูก ถ้าผิดก็เป็นวิบาก ซึ่งอาตมาต้องพยายาม ไม่ให้เกิดวิบากบาป แต่สุดวิสัยก็แล้วไป ก็เป็นวิบาก ที่ไม่มีเจตนาให้ไม่ถูก ก็บำเพ็ญมา ปฏิบัติมาจนทุกวันนี้ อาตมาไม่มีหน้าที่ไม่มีงานอื่น มีแต่งานยืนยันความถูกต้อง ของธรรมะพระพุทธเจ้า ทุกวันนี้ แม้แต่งานจะกินจะนอน ก็มีคนชี้บอกทั้งนั้น มีอยู่อย่างเดียว ที่ไม่ต้องบอก คือปวดขี้ปวดเยี่ยว ก็พยายามตรวจสอบธรรมะ มีหลักฐานต่างๆ ก็พยายามมุ่งมั่นทำ 40 กว่าปีแล้ว ก็ยังยาก แต่เราต้องทำ สิ่งที่ทำได้ยาก ไปทำสิ่งที่ง่ายๆก็เสียเชิง ปล่อยให้เด็กๆทำไป เรื่องง่ายๆ ลองมาอ่าน sms _0893867xxxพระอรหันต์โดยบริสุทธิ์สมบรูณ์ ต้องเป็นอรหันตะ, ขีณาสาวะ, วุสิตวันตะ, กตกรณียะ, โอหิตภาระ, อนุปปัตตสสทัตถะ, ปริกขีณภวะสัญโญชนะ, สัมมทัญญาวิมุตตะ! พ่อครูอธิบายคำแปล ให้เข้าใจอย่างละเอียดได้ไหม? พ่อครูว่า… อรหันต์มาจาก อรหะ แปลว่าไม่ลึกลับ กับ อันตะ แปลว่าที่สุด ต้องทำการเรียนรู้ กำจัดกิเลสให้ได้ ที่เป็นความลึกลับ จนทำลายได้หมดสิ้น วิธีทำลาย ก็ถูกต้องแล้วทำลายได้ ก็มีญาณปัญญา วิมุติญาณทัสสนะรู้ด้วย ขีณาสวะคือ หมดอาสวะ อาสวะคือกิเลสระดับลึก ของสังโยชน์ คือเลิกหมักดองแล้ว แต่ก็ยังมีตัวตนอาศัยอยู่ หากไม่สามารถกำจัด หรือกำกับธรรมะสอง อนุสัยไม่ให้ขยายตัวได้ แต่มันก็ขยายตัวได้ แต่ช้า ผู้ทำการกำจัด อาสวะได้หมด พระพุทธเจ้าก็ว่า คืออรหันต์แล้ว แต่ไม่ที่สุด พ้นทุกข์นานมากพอได้ จนกระทั่งถือว่า ปัญญาวิมุติ ถ้าพ้นดับสิ้นถึงอนุสัย คนไม่ตายก็มีเครื่องอาศัยคือ อนุสยะ ก็ตามรู้ปฏิบัติ จนสามารถควบคุม ตัวเล็กตัวน้อยนี้ได้ ควบคุมได้ถึงถาวร ไม่เปลี่ยนแปลง คือขีณาสวะ มุสิตวันตะ คือการคายออก เอาออก หรือทิ้งออกไปจากจิตเรา จากตัวเรานี่เรียกว่า มุสิตวันตะ เป็นผู้รู้จักอะไร ที่ทิ้งออกไป คายออกไป เอาออกไปจากจิต ก็จัดการ มีปัญญารู้แล้วทำได้ กตกรณียะ คือผู้รู้จุดจบ ทำได้จบแล้ว กรณียะคือการกระทำ ทำเสร็จต้องรู้ตัวจบ หากไม่รู้ก็วนกลับอีก ต้องมีตัวจบกิจ ต้องมีญาณรู้ ที่ท่านบอกว่า มีสัจญาณ กิจญาณ กตญาณ โอหิตภาระ คือวางภาระ ไม่ต้องแบกต้องหาม ไม่ต้องถืออีก ไม่เป็นภาระกับเราอีก เราสิ้นภาระแล้ว อยู่กับเราก็ไม่เป็นภาระอะไร อนุปปัตตสสทัตถะ คือบรรลุถึงประโยชน์นั้นแล้ว เรียบร้อย สิ่งที่เราต้องการเป็นประโยชน์ ในการปฏิบัติธรรมถึงจุด ปริกขีณภวะสัญโญชนะ คือสิ้นรอบในสังโยชน์ มีสังโยชน์ 10 เป็นต้น สัมมทัญญาวิมุตตะ คือวิมุติหลุดพ้นแล้ว เป็นความหลุดพ้น อย่างมีความรอบรู้ สัมมทัญญา คือรู้ครบรอบสิ้นในวิมุตินั้น นี่ก็อาจหาญนะ ในการอธิบายความหมาย ของอรหันต์ แต่คนอธิบาย อย่างแค่ตรรกะ พอเวลาคนซักถาม ก็จะวนไป พอยาวมากๆ ก็จะจำไม่ได้ ก็วนไป
SMS 5 ก.พ. 60 0893867xxx จะทำความปรองดอง ให้เกิดสันติภาพ ทั่วไทยทั่วโลก! หยุดเอารัดเอาเปรียบปชช. หยุดทำลายปท. จากการทุจริตคอรัปชั่น กอบโกยธรรมชาติโกงกินแผ่นดิน ต้นตอจลาจลเล็กย่อย สงครามน้อยใหญ่ พ่อครูเห็นเป็นเช่นไร? พ่อครูว่า... อาตมากำลังทำพระพุทธรูป ปาง ปรองดอง หรือปาง สมานัตตตา นั่งสมาธิ มือประสานกัน วางหงาย นิ้วประสานนิ้ว สมานัตตตา คือสมานอัตตา มันยังมีอัตตาอยู่ (มีคนเสนอ ให้ประสานมือวางคว่ำ มันก็จะให้ความหมายว่าสำเร็จแล้ว) ผู้เป็นศิลปินที่จะออกแบบ ฟังหรือเปล่า ก็บอกหน่อยว่า ทำแบบมือคว่ำ _0893867xxx ทำไมบิ๊กตะวันตก กับบิ๊กตะวันออกกลาง ไม่ตั้งโต๊ะปรองดอง สันติภาพก่อนล่ะ?มะกันเขาเดือดร้อน จากก่อการร้าย! มุสลิมเขาเดือดร้อน จากสงครามค้าอาวุธ ค้าน้ำมันค้าสีเทา! ช่วยผู้ลี้ภัยที่ดีที่สุด หยุดสงครามพังบ้านเกิดผู้ลี้ภัย! การอพยพก็ลดลง พ่อครูว่าไหม? พ่อครูว่า เราก็ทำตามหน้าที่สิทธิ์ ไปละลาบละล้วงกันไม่ได้หรอก
ชาติ(ความเกิด) 5 อย่าง _คำถามจาก สิกขมาตุสัจฉิกตา ...ขบวนการเกิด แบบอภินิพพัตติ เป็นอย่างนี้หรือไม่ คือ เมื่อการเกิดแบบชาติ สัญชาติ โอกกันตินั้น พัฒนาจนมีสังขาร แบบปุญญาภิสังขาร จนเมื่อบริบูรณ์ก็เป็น อปุญญาภิสังขาร อันเป็นการเกิดแบบ นิพพัตติ ยิ่งๆขึ้น จนถึงขั้น อภินิพพัตตินี้ เป็นอเนญชาภิสังขาร ทีนี้แต่ละขั้นตอนนั้น ล้วนเป็นการทำประโยชน์ตน ระดับโสดา สกิทาคา อนาคา จนอรหันต์ คือไม่ต้องทำอีกต่อไป นั่นคืออรหัตตผล เช่นนี้เป็นการมีประโยชน์ตน อันบรรลุโดยลำดับแล้ว ตามคุณสมบัติข้อที่ 6 ของพระอรหันต์ การตีความเช่นนี้ พอจะถูกต้องได้ไหม ตอบ..การเรียนรู้ความเกิด 5 ก็ไม่เห็นสำนักไหน เอามาสอนกัน ชาติ คือความเกิดที่รวมหมด สัญชาติ คือการเกิดที่เกิดแล้ว ก็อยู่ในความจำ แล้วออกมาป็นพลังงาน ตามอัตโนมัติ เรียกว่า สัญชาติญาณ มันเป็นความรู้ตามที่มีในจิตฝังมา อยู่ในจิตแล้วออกมาเป็นบทบาท คนมีสัญชาติโทสะแรง ราคะแรง โมหะแรง ก็มีไปตามความเป็นจริง ของแต่ละคน ของแต่ละสัตว์ เราต้องเรียนรู้เข้าไปในตัวมัน โอกกันติ มันเกิดแล้ว เราก็ฝังลงหยั่งลง มีอะไรเกิดหรือหยั่งลงในจิต อาการนี้ เกิดแล้วก็พยายามรู้ พยายามรู้ให้ทันว่า เป็นการเกิดของกาม ก็ดับให้ได้ในกามวิตก หรือกามสังกัปปะ ที่เริ่มดำริ ก็จับให้ทัน แยกให้เร็ว อ่านว่าเป็นกาม ก็ต้องลดอาการนั้น จริงๆ โดยอัตโนมัติของคนพอรู้นะ เรามีกาม เราก็บังคับ ไม่ให้แสดงออกมากมาย แต่คนไม่พยายามตามให้รู้ อาการมันเกิดในใจ มันระงับไม่ทัน โทสะหรือราคะ ที่แสดงออกมา ส่วนมากเราจะระงับ ไม่ให้ออกมาขายขี้หน้า นอกจากคนไม่ละอาย หรืออยากแสดงราคะ หรือ โทสะอย่างแรง คืออวิชชา มันไม่น่าแสดง น่าอายแต่เขาอยากแสดง ก็เลยตีกลับ แสดงความโกรธ นักเลง ว่า มีฤทธิ์มีอำนาจ แสดงความโกรธด้วย เขาต้องยอม หรือแสดงราคะ แสดงออกเซ็กซี่ คือมันโง่อย่างเต็มรูปแบบเลย สับสน จนไม่รู้อะไรถูก อะไรควร ในเรื่องของโอกกันติ เป็นการเกิดของปัจจุบันว่า กามหรือโทสะเกิดก็ระงับ คนรู้ทันอ่านออก มีวิธีระงับได้ ข่มไว้ก่อนก็ตาม ทำให้กิเลสนั้น ไม่มีฤทธิ์เดชแสดงออกทางกายกรรม วจีกรรมก็ได้ แต่ยิ่งเรียนรู้ โดยวิปัสสนาญาณ ว่ามันไม่จริงไม่เที่ยง พาทุกข์ทั้งเราและคนอื่น จริงๆ มันดับได้ มันไม่มีตัวตน เราก็พิจารณาและทำจริง เห็นความจริงว่า ถ้าปัญญามีพลังงานพอ จะเรียนรู้ได้เร็ว จะลดได้เร็ว ทำให้อาการของกิเลส หมดไปได้ คนมีสติรู้ทันปั๊บ มันก็หาย พวกปฏิบัติ มีสติแล้วอาการหาย พวกนี้มีเยอะ แต่ไม่เกิดปัญญาวิจัยวิจาร ว่ามันมีความต่อเนื่องอย่างไร มีอิทัปปจยตา จนมีความรู้องค์ประกอบ ปฏิกิริยาลูกโซ่ของมัน ตัดอาการของมันอย่างไรให้ละเอียดลออ คนต้องมีปัญญารู้รอบ แล้วเห็นว่ามันมีโทษภัย และความทุกข์ แล้วก็ดับได้ จนมันไม่มีตัวตน คนที่ปฏิบัติ แล้วอ่านรู้พวกนี้ออก ทำได้ทำเป็นอ่านออก คนนี้ก็จะรู้ความจริง พลังงานแห่งปัญญาพลังงานแห่งการรู้ความจริง ทำให้สิ่งที่ไม่ควร ดับไป เลิกได้ จนถึงที่สุดได้ เมื่อเรารู้ความเกิด และทำความเกิดให้ดับไป ตามลำดับ เรียกว่า นิพพัตติ คือทำให้เกิด การเกิดของจิตนี่ คนหลงผิด เป็นสุข โง่ถึงขนาดว่า มันเป็นเรื่องของทุกข์ เขาก็สุข เป็นเรื่องของการทำร้าย เขาก็เป็นสุข เป็นเรื่องสัมผัสเสียดสีสมใจเขาก็เป็นสุข อันนี้คนก็พอเข้าใจ แต่ไปทำร้ายคนแล้วเป็นสุข ก็เข้าใจยากหน่อย แต่ไปทำร้ายคนอื่น ทำให้เขาทุกข์ มันเข้าใจง่ายกว่า มันเป็นเรื่องทุกข์ แต่ใจตนนี้ชอบอาการที่คนอื่นทุกข์ เป็นเรื่องที่ไม่ควรให้เกิด คนนี้จึงเรียกว่า เป็นพวกซาดิสม์ ผู้ที่ทำให้มันลดได้ เรียกว่า นิพพัตติ ลงได้สูงสุด เจริญจนสุด เรียกว่า อภินิพพัตติ อย่างที่สิกขมาตุ สัจฉิกตา ขยายความมา อธิบายมา ก็จะได้เสริมรอบ
_0893867xxxอยากมาฟังธ.พ่อครู ที่งานพุทธาฯปฐมอโศก แต่คงบ่ได้มา!คนมาได้แค่ศาลีอโศก! งานพุทธาฯปฐมอโศก ญตธ.ไกลอโศก! ศิษย์นอกอโศก! มวลเสริมกทธ.! ผู้เคยร่วมงานบุญ ทุกพุทธสถ.อโศก ยังถามประเด็นธรรมความเห็นโลก ตลอดงานได้ไหม? ตอบ...ได้ยินดีตอบ
_0893867xxxเห็นพ่อครูไอเลยมิกล้าถาม แต่ขอกราบขอบคุณท่านกับ ธ.อุตุนิยาม ที่ยังไม่เป็นชีวะ! พีชะนิยามเป็นชีวะ ฤาอนุปาทินนกสังขาร แต่พีชะในพืชพันธ์ไม่มีชีวะ ฤาจิตวิญญาณเหมือนคนสัตว์สาธุ! ตอบ...ความรู้นิยามชีวิต 5 เป็นความรู้ของพระพุทธเจ้า ทุกพระองค์ แม้แต่วิทยาศาสตร์ ที่มีความเจริญ ก็ไม่สามารถมีความรู้ขั้นนี้ได้ ทำจิตนิยามให้มีคุณสมบัติ พีชนิยาม แล้วไม่เป็นโทษภัยกับใคร แต่มีประโยชน์ พระอรหันต์ จึงมีประโยชน์ ต่อคนอื่นมหาศาล ตั้งแต่โสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี ก็จะมีประโยชน์ต่อคนอื่น มากขึ้นตามลำดับ จนเป็นอรหันต์ ก็มีประโยชน์อย่างมหาศาล อาตมาเคยพูดกับหนุ่มคนหนึ่ง ที่วัดมหาธาตุว่า กินข้าวนี้ ไม่ได้กินเพื่อตัวเอง แต่กินเพื่อคนอื่น เพื่อพวกคุณ ไม่ได้กินเพราะอร่อย เขาก็ซักถาม จนอาตมาจน เขาซักเก่ง แต่เขาว่า จะบ้าหรือ ว่าไม่ได้กินเพื่อตัวเอง เข้าใจไม่ได้ อุตุนิยามนี้ พลังงานอื่น ผลักดันให้มันเป็น มันมีพลังงานฟิสิกส์ แต่ไม่พอที่จะอาศัยตัวเอง แต่พีชะนี้อาศัยพลังงานของตัวเอง แต่ละพืชพันธ์ุ ก็สร้างตัวเองอย่างเป็นระบบ ส่วนจิตนั้นมีผลัก ไม่ใช่เอาแต่ตัวเอง ไปเบียดเบียนผู้อื่น ไปทำร้ายผู้อื่นด้วย จึงเกิดวิบาก เอามาให้แก่ตัวเองแรง จึงเป็นภัย ซึ่งพลังงานอันนี้ มันเป็นโทษเป็นภัย สัตว์เดรัจฉานไม่รู้ตัว แม้คนอเวไนยสัตว์ ก็ไม่มีภูมิ ที่จะเรียนรู้ได้ บางทีเป็นคนฉลาดมาก ฉลาดเรื่องลาภยศ สรรเสริญโลกียสุข บางคนฉลาด ระดับด็อกเตอร์ มีวิธีการเอาเปรียบ มากมาย หลอกคนอื่นด้วย ไม่ให้รู้ว่าเขาหลอก เป็นระบบทุนนิยม ที่เลวร้ายมาก คนทำระบบได้ ก็นอนตีพุงกิน รายได้ไหลเข้า ยิ่งกว่าน้ำก๊อก ผู้ที่สามารถเข้าใจพลังงาน 5 นี้แล้ว ไม่เห็นแก่ตัว ไม่มาเสพติด กิเลส ตัณหา เลิกได้จริงๆ เป็นความรู้ที่ยิ่งใหญ่ ศาสนาเทวนิยม ไม่ได้เรียนรู้รายละเอียดพวกนี้ มีแต่ กดข่ม hypnosis ไม่เป็น Analysis หรือไม่ถึงจิตเจตสิก ไม่รู้จักพลังงาน 5 อย่างนี้ ธรรมนิยาม เป็นจิตนิยามที่มีพลังงานชั้นสูง ที่มีคุณสมบัติไม่เบียดเบียน ไม่เป็นโทษภัยกับใคร มีประโยชน์ต่อทุกคน สัตว์เรียนรู้ไม่ได้ คนที่ไม่ใช่เวไนยสัตว์ ก็เรียนรู้ไม่ได้ ที่จะปฏิบัติจนถึงเป็น โสดาบัน สกทาคามี อนาคามี อรหันต์ ต้องรู้จักทฤษฎี ของพระพุทธเจ้าให้ถูกต้อง จึงเป็นเรื่องที่ เรียนรู้จัดการพลังงาน ให้จิตนิยาม ทรงไว้ทั้งกรรมนิยาม และคุณวิเศษ คืออุตริมนุสธรรม ที่ไม่เป็นโทษภัยกับใคร เป็นแต่คุณค่าประโยชน์เสียสละ ไม่เอาเปรียบ สูงสุดในความเป็นสัตว์โลก ขั้นอรหันต์ คือเป็นผู้รู้จริงๆ ไม่มีอะไรลึกลับ อันตะ แปลว่าสูงสุด รู้สูงสุดไม่ลึกลับ ในพลังงานจิตของตน ที่จะจัดการพลังงานที่ดีที่สุด ให้มีประโยชน์คุณค่า แก่ตนแก่ผู้อื่นในโลก แก่ตนคือไม่สุขไม่ทุกข์ แม้ตนเอง จะจนที่สุด จะเห็นแก่ผู้อื่น ก็คือ ช่วยผู้อื่น มีประโยชน์แก่ผู้อื่น เสียสละให้แก่ผู้อื่นได้เสมอ แม้ตนเองจะจนที่สุดกว่าเขา น้อยที่สุดกว่าเขา ก็ไม่ทุกข์ นี่คือ ทฤษฎีบริหารประเทศ หรือปกครองประเทศด้วยแบบคนจน ตามพระวจนะของในหลวง รัชกาลที่ 9 ของไทย และท่านแถมว่า Our loss is our gain. เพราะฉะนั้น อยู่อย่างขาดทุน คือมีชีวิตที่กำไร ให้แก่ผู้อื่นมาก ตัวเองใช้น้อย อาศัยน้อย เอาไว้น้อยที่สุด ซึ่งเป็นเรื่องจริงใจจริงจัง ปฏิบัติในชีวิตจริง แล้วคนนั้นอยู่ได้ เอาน้อยก็อยู่ได้ อาตมาว่า อาตมาเอาอะไรจากใครน้อยเหมือนกันนะ แต่ในสังคมนี่ จะมีอย่างนี้ว่า คนที่ยิ่งไม่อยากได้ เขายิ่งอยากให้ คนที่ยิ่งอยากได้ เขายิ่งไม่อยากให้ ยิ่งเขาไม่สะสม ไม่มี คนยิ่งอยากให้ นอกจากเขาไม่อยากได้แล้ว เขายังมีพฤติกรรมการงาน ที่เป็นประโยชน์คุณค่า แล้วเขาไม่คิดค่าแรงงาน เอามาเป็นของเขาเลย ยิ่งชัดเจน คนก็เห็นว่า คนนี้ควรจะต้องให้เขา คนนี้สร้างสรรค์มากกว่าที่ตนเองใช้ ตนเองกิน มันเป็นสัจจะเห็นได้ง่าย ไม่ได้ยากเลย พิสูจน์สิ ชาวอโศกเรา พิสูจน์ความจริงเช่นนี้ มากพอสมควร แต่คนส่วนใหญ่ ตาบอดตาใส เห็นนะแต่ไม่เห็น เขาเห็นว่า ชาวอโศกทำอะไร แต่เขาไม่เห็น คำว่าไม่เห็นนั่นแปลว่า อวิชชา แปลว่าไม่รู้ เห็นว่าชาวอโศกให้ แต่ไม่รู้ว่าให้ทำไม เห็นว่าดีแปล เอ็งก็ทำไปเถอะ กูไม่ทำตาม มาฝึกอย่างนี้มันดี แต่ไม่มาฝึก เขาก็ไม่มาเข้าหมู่ นอกจากคนมีปัญญาว่าต้องเป็นคนอย่างนี้ จะเป็นคนอาริยะ คนประเสริฐคนเจริญ ต้องมาฝึกให้ ไม่เอามาเป็นของตน อย่างนี้สิ แล้วจริงที่สุด ดีที่สุด
_คำถาม จากไลน์ คุณนาคี... ทำไมรูป ปั้นพระพุทธรูป หลวงปู่วิชิตอวิชา ที่ปฐมอโศก ไม่สมส่วน ช่วงแขนจะยาวมาก เมื่อเทียบกับโมเดลต้นแบบเดิม ที่ดูสมส่วน มีจุดประสงค์อันใด ถึงปั้นแบบนี้ครับ ตอบ...ไม่ได้ตั้งใจเลย คนปั้นคนแกะสลัก ไม่ต้องการให้ไม่สมส่วน แต่สัจธรรม มันทำให้เกิดขึ้น ซึ่งเป็นนิมิตสัจจะ ตามโลกที่เป็นจริง ของศาสนาแห่งพระพุทธเจ้า คือ ผู้คนในโลกปัจจุบันนี้ มันเป็นคนไม่สมส่วน คือผิดรูปร่าง ผิดจิตวิญญาณ เหมือนคนพิการ แม้คนทุกวันนี้ ความเป็นกายของศาสนาพุทธ ก็มิจฉาทิฐิ แล้วจะเอาความสมส่วน มาจากไหน ก็พิการมาตั้งแต่กาย เพราะจิตเป็นประธาน จิตมันพิการแล้ว กายก็พิการ ดังนั้นความไม่สมส่วน ความผิดรูปผิดนาม ก็เป็นอยู่จริง ของศาสนาพุทธ ในขณะที่เห็นและเป็นอยู่ ไม่ได้อยากให้เป็น ไม่ได้แกล้งให้เป็น แต่ม้นเป็นสัจจะนิมิตที่จิต นี่คือ สมเด็จปู่วิชิตอวิชชา ที่ปฐมอโศก เป็นการรายงานความจริง ของศาสนาพุทธ ที่ผิดรูปผิดร่างของปัจจุบัน นี่คือคำตอบที่ไม่ใช่เดา แต่เป็นสัจจะที่ลึกซึ้ง
_จากกูรู สู่แดนธรรม ...กราบนมัสการพ่อท่านที่เคารพ ผมเองได้พิจารณาเฉพาะวลี คำตรัสของพระพุทธเจ้า เพียงบางคำ ผมก็รู้สึกว่า มีคำตอบ มีจิ๊กซอว์ ที่แก้ความสงสัย หรือวลีนั้นๆ ก็แก้ปัญหาของคนรุ่นใหม่ ที่พากันยึดเอาเฉพาะ "คำที่ระบุชัด" ถ้าไม่ใช่คำที่ระบุชัดๆ เขาจะไม่เชื่อว่า พ่อท่านพูดได้ถูกต้องจริง เช่น เขาถามหาหลักฐานที่ว่า พ่อท่านบอกว่า อรหันต์ในโสดาบัน อรหันต์ในสกิทา อรหันต์ในอนาคา อรหันต์ในอรหันต์ มีตรัสเป็นบัญญัติบอกไว้ชัดๆ ตรงไหนบ้าง
ผมคิดว่า การจะถามหาบัญญัติชัดๆ เช่นนั้น เป็นเรื่องของคนเขลา เบาปัญญา ที่ไม่มีภูมิใน วลีเพียงบางๆ (ลหุตา) เอาเสียเลย ส่วนคนผู้ที่เป็น อุคฆติตัญญู เห็นแค่วลี ไม่ต้องเห็นทั้งประโยคเลย ก็ย่อมเข้าใจได้ ไม่สงสัยในธรรมของบัณฑิต ที่กล่าวแบบบ้านๆ เลย
คำวลีของพระพุทธเจ้า ผมเห็นจากคำนี้ครับ ที่เฉลยว่า พระอรหันต์ ย่อมมีการบรรลุ จบรอบไปตามลำดับ คือวลีที่บอกว่า "อนุปปัตตสทัตถา" แปลว่า "ลุประโยชน์ตนแล้วโดยลำดับ" (วลีแบบนี้ จะมีอยู่ในทุกๆ ที่ ที่กล่าวถึงคุณสมบัติหลายๆ อย่างของพระอรหันต์ เช่น ทำกิจที่ควรทำเสร็จแล้ว ปลงภาระได้แล้ว ลุประโยชน์ตนได้แล้ว ฯลฯ
และมีอีกที่ ผมเห็นมีอยู่ใน ความมหัศจรรย์ของมหาสมุทร กับธรรมะ มีความมหัศจรรย์เหมือนกัน ในข้อต้นเลยบอกว่า ธรรมะกับมหาสมุทร ย่อมมีความลาด ลุ่ม ลึกลงไปตามลำดับ ย่อมศึกษาไปตามลำดับ กระทำไปตามลำดับ ปฏิบัติไปตามลำดับ ไม่ใช่จะบรรลุอรหันต์ได้ ในพรวดเดียว !
_ถามเรื่อง โพธิสัตว์ระดับ 5 6 7 8 ท่านจะสร้างบารมีอย่างไร ตอบ... เรื่องโพธิสัตว์ระดับต่างๆ อาตมาเป็นคนมาพูด อธิบายขึ้น ในเถรวาทไม่เอาถ่านเรื่องโพธิสัตว์ ในมหายานไม่รู้พูดกันไหม เถรวาทโต่ง เอาแต่ตนเอง ดีไม่ดีหนี เลยพาให้เข้าใจเพี้ยน หนีไปอยู่แต่ผู้เดียว ในพระไตรปิฎกถึงแปลว่า อยู่แต่ผู้เดียว เอกะแปลว่า แต่ผู้เดียวไปหมด ทั้งที่แปลว่าหนึ่ง เป็นหนึ่ง แปลว่า เลิศยอดนะ เป็นวิเศษสูงสุด แต่ไปแปลแต่ว่า ปลีกเดี่ยวอยู่ผู้เดียวไปหมด ศาสนาพุทธเถรวาท จึงเอียงโต่ง ต้องปฏิบัติ หนีจากคนหมู่มาก ที่บอกว่า เป็นคณะ สัคคะ คำว่าอสังสัคคะ แปลว่า ไม่ประกอบสวรรค์ อสังคนิกะ คือไม่ประกอบผูกเข้าเป็นหมู่คณะเดียว แต่ไม่เข้าใจสภาวะธรรม ก็เลยแปลเอียงไปว่า ไม่คลุกคลีกับหมู่ บอกว่า ปลีกออกไปอยู่ผู้เดียว ไม่ช้าไม่นาน ก็เป็นพระอรหันต์ อย่างนี้เข้าใจผิด ศาสนาพุทธ ต้องปฏิบัติมรรค มีองค์ 8 ใครปฏิบัติมรรค มีองค์ 8 ไม่ได้ ก็ไม่มีทางเป็นพระอรหันต์ แล้วจะเป็น การปฏิบัติมรรค มีองค์ 8 ได้ จะต้องมีแสงอรุณ 7 ข้อ ต้องมีคุณธรรม 7 ข้อนี้ก่อน จึงจะปฏิบัติมรรค มีองค์ 8 ได้ ไม่สามารถเล่นกับพระอาทิตย์ ไม่สามารถเอาพระอาทิตย์ มาปฏิบัติได้ สุริยเปยยาลสูตร คือแสงอรุณ 7 ข้อเริ่มต้นก็คือ ต้องมีมิตรดีสหายดี ก่อนเลย แต่ถ้าหนีไปอยู่ผู้เดียว ก็โง่คนเดียวเลย เพราะคนเรานั้น เกิดมาด้วยอวิชชา แต่หนีไป หอบเอาอวิชชาไปด้วยคนเดียว แล้วเมื่อไหร่จะได้บรรลุ พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า เรานี้แหละ เป็นมิตรดีสหายดีของเธอ ภิกษุ ต้องอยู่กับหมู่มิตรดี สหายดี สังคมสิ่งแวดล้อมดี ข้อ 1 ในสุริยเปยยาลสูตร เขาก็ตีทิ้งแล้ว ศาสนาพุทธในเมืองไทย มิตรดีจะพาปฏิบัติ ต้องศึกษา ศีลสมาธิปัญญา อย่างสัมมาทิฏฐิ เสร็จแล้วก็ได้ผล ยินดีในการปฏิบัติ มีฉันทะเป็นอันที่สาม อันที่สี่ ต้องรู้จัก อั
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive