350207 รู้อย่างนี้ ทำตั้งนานแล้ว โดย พ่อท่านโพธิรักษ์ ณ พุทธสถานสันติอโศก.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2535
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์346 KB
วันที่แก้ไข15 กันยายน 2569

เนื้อหาในไฟล์

350207 รู้อย่างนี้ ทำตั้งนานแล้ว โดย พ่อท่านโพธิรักษ์ ณ สันติอโศก

รู้อย่างนี้ ทำตั้งนานแล้ว โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2535 ณ พุทธสถานสันติอโศก

อะไรๆมันก็คุยกันมามากมายแล้วนะ จริงๆแล้ว ก็ไม่ได้หมายความว่าอาตมาไม่มีอะไรจะคุย ไม่มีอะไรจะพูด หรือไม่มีอะไรจะบอกล่ะนะ ก็มี มีตลอดเวลาแหละมีอยู่เรื่อยๆ ของเก่าที่เราได้พูดกันมาซ้ำซาก พูดซ้ำด้วยแล้วก็พยายามหาแง่เชิงต่างๆอีก เอาแง่เชิงต่างๆเข้ามาพูดอธิบาย ขยายความประกอบกันไปอีก ในสิ่งที่มันลึกซึ้งขึ้น เรียกว่าแง่มุมที่แม้แต่เรื่องที่ไม่ลึกซึ้งหรอก ผิวเผินขึ้นก็ตาม แต่เป็นแง่เชิงที่หลากหลาย จะเป็นแนวตื้นก็ตาม แต่หลากหลาย มีเหตุมีปัจจัยที่จะเกี่ยวจะเนื่อง มันก็ทำให้เราได้รู้ความเกี่ยวพัน ความเกี่ยวข้องของทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ หรือในโลกมหาจักรวาลนี้ มันเกี่ยวพันจริงๆ มันเกี่ยวพันทั้งจักรวาลนี้ เกี่ยวพันกันไปมากมาย แล้วมันเกี่ยวพันทั้งอดีต ปัจจุบัน อนาคต มันเกี่ยวพันอีกด้วย ความรู้ของคน รู้กันไปมากมาย รู้กันแล้วก็ไม่รู้ว่า เราจะทำอะไรให้แก่ตัวเองดี ตัวเองหรือตัวคนนี่ จะมีประโยชน์ให้กับสังคมมากมายได้อย่างไรดี พร้อมกันนั้นตัวเราก็อยู่เย็นเป็นสุข อยู่เป็นสุขจริงๆ อยู่เย็นเป็นสุขนี่ไม่ได้หมาย ความว่าอยู่เย็นเป็นสุขแค่แบบโลกๆที่เข้าใจ ซึ่งเราได้ศึกษามาแล้วว่าโลกียสุข หรือสุขอย่างที่โลกๆ ปุถุชนเข้าใจๆกันน่ะ มันไม่ได้อยู่เย็น มันอยู่ร้อนด้วย เป็นสุขก็เป็นสุขร้อนๆ นี่เรียกว่าสุขัลลิกะ หรือว่าโลกียสุข มันสุขร้อนๆ แต่ทางนี้สุขเย็นจริงๆ วูปสโมสุขนี่สุขระงับ สุขไม่วู่วาม สุขไม่ต้องการก่อน แล้วก็ค่อยมาบำเรอความต้องการ บำบัดความต้องการ แล้วเราจะเรียกว่าสุข ไม่ได้สุขอย่างนั้น มันสงบอยู่ มันไม่ต้องการนะ แล้วมันเย็น

อ่านต่อ

ๆ สบายๆ มันไม่ต้องการมาบำเรอ มันไม่ต้องการมาบำบัด มันว่าง โล่ง โปร่ง เบา ง่าย สะดวก ไม่ต้องมีอะไรมารุกราน หรือไม่ต้องมีอะไรมาคอยยุ ยั่วเย้า ยั่วยุอะไรได้เลยนะ อยู่กันอย่างปลอดๆ อยู่อย่างที่ไม่เกี่ยว ไม่เกาะ ไม่ผลัก ไม่ดูด ลักษณะพวกนี้นี่อาตมาก็ใช้ภาษาบ้าง พวกคุณฟังภาษาที่มีความหมายของมันแต่ละคำ ฟังไปแล้วจะเข้าใจเพิ่มเติมขึ้น เรื่อยๆว่ามันสุขอย่างไร และก็ได้พยายาม หยิบเอาเหตุปัจจัยที่มันพอจะเอามาพิสูจน์กันได้ ตั้งแต่หยาบๆ ง่ายๆ แล้วเราก็ได้พิสูจน์กันไปเรื่อยๆนะ พิสูจน์กันไปๆ จนกระทั่งได้ผลๆ ที่มันเป็นไปอย่างสงบระงับ ที่มันสงบนะ ที่มันสุขอย่าง วูปสโมสุข สุขอย่างเย็น สุขสงบ มันสงบไปนี่ เรียกว่าเอาภาษาโลกมาใช้ เรียกว่ามันสุข คือมันไม่ ที่จริงแล้วมันไม่ทั้งสุขและมันไม่ทั้งทุกข์ มันไม่สุขมันไม่ทุกข์ ทั้งสองอย่างแหละ วูปสโมสุข เอาภาษาโลกเขามาใช้เรียกเท่านั้นเอง เราก็ได้ ตัวอย่าง ได้ตัวอย่างเราจึงจะรู้รส เป็นรสวิมุติ หรือเป็นรสของความสงบ เป็นรสสุดยอด เป็นรสอันเลิศของทางพระพุทธศาสนาเรา ถ้ามีตัวอย่างจริงๆเลยนี่นะ คนนั้นก็จะรู้ได้เอง เป็นปัจจัตตัง เป็นของตนเอง กระทำมากขึ้น เหตุปัจจัยต่างๆที่จะทำอย่างนี้แหละ ลดละกิเลส ลดละความติดความหลง ที่เราหลงว่าอร่อย หลงว่าเสพเป็นสุข อะไรลดละวาง จางคลายไปได้มากๆ ตัวอย่างมากๆ เหตุปัจจัยเราก็จะเข้าใจดีขึ้น จริงจัง ชัดเจน มั่นใจยิ่งขึ้นๆๆ แล้วมันก็จะมีพลัง มีพละ มีพลัง ความเชื่อมั่น มีศรัทธาพละ แล้วเราก็เสริมต่อในเรื่องอื่นใด ที่เรายังละยังลดไม่ได้ ยังเป็นกิเลส เป็นอะไรอยู่อีกก็จะทำให้เรานี่ พยายามกระทำเพิ่มเติมขึ้นไปอีก ถ้าใครได้อาศัยแล้วนะ ได้อาศัยจิตสงบ ได้อาศัยสิ่งที่มันว่าง มันเบา มันไม่ได้พาเราทุกข์ร้อนมากนัก ยกตัวอย่างง่ายๆว่า โลกหยาบๆอย่างโลกอบายมุข เราก็เลิกละมาได้ โลกกามารมณ์หยาบๆ เราก็ละมาได้ โลกแห่งโลกธรรม ไม่ว่าลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุขหยาบๆ อะไร เราก็เลิกละมาได้พอสมควรแล้ว เราก็จะรู้ว่ามันเบา มันว่าง มันไม่จัดจ้าน มันไม่ต้องเป็นภาระ มันไม่ต้องเหน็ดเหนื่อย มันไม่ต้องคอยบำเรอตน บำบัด คอยเป็นทาสของตนเอง ต้องคอยไปหามาบำบัดซ่อกๆๆ อะไรมากมายนัก ของใหม่ที่เขามอมเมากัน อาตมาก็บอกให้รู้เท่าทัน ไม่ต้องไปปรุงแต่ง ไปเพิ่มเติมหรอก ของเก่าที่เราติดอยู่แล้ว เคยปรุงเคยแต่ง เคยติดเคยหลงอยู่ตั้งเยอะตั้งแยะแล้ว เราก็มาล้างออกไปให้หมดเถอะ ของใหม่นี่ก็เข้าใจเขาให้รู้โลก เมื่อเราเข้าใจตัวอย่างแบบธรรมะแล้ว ใหม่นี้ก็จะไม่ติด มันก็น้อยลง ของเก่าก็ลดล้างละออกไปได้เรื่อยๆๆๆ มันก็มีวันหมด แต่อย่างนั้นก็ตาม พวกเราก็ประมาท ประมาทว่าเราได้เบามาแล้ว เราไม่ทุกข์อย่างก่อนๆนี้ เพราะว่าเราได้ลดละลงมาบ้างแล้ว เสร็จแล้วก็ไม่ขมีขมันต่อ มันก็พาช้าตรงนี้ พาช้าตรงว่ามีที่พัก มีสวน ได้แวะสวนแล้ว ได้ถึงสวนบ้างแล้ว สวนแม้จะไม่ใช่สวนนิพพาน หรือสวนสวรรค์สูงสุด เป็นสวนนิพพานน้อยๆ สวนสวรรค์ได้พอสมควร เราก็ติดสวนสวรรค์อยู่แค่นี้ ไม่อุตสาหะ ไม่พากเพียร ไม่พยายามที่จะกระทำอะไรเพิ่มเติมขึ้น ที่ไม่ทำเพราะอะไร เพราะว่าเราเอง เราอยู่ในแวดวงสิ่งแวดล้อมเสนาสนะสัปปายะ ได้อยู่กับที่ควรอยู่ มีหมู่กลุ่ม อะไรต่ออะไรพอสมควร แล้วมันก็เลยเกื้อกูลกัน มีไอ้โน่นไอ้นี่ต่างๆนานา ช่วยเหลือเฟือฟาย ห้อมล้อมอยู่ ก็เป็นไปได้ อย่างที่เรียกว่าไม่ทุกข์ ไม่เดือดร้อนนัก ไม่ว่าเสนาสนะ หรือเพื่อนฝูง หมู่กลุ่ม บุคคล แม้แต่อาหาร ลดละมาได้ เราก็มีขนาดนั้นขนาดนี้ อาหารจะเป็นตั้งแต่กวฬิงการาหาร อาหารที่กินเข้าปากเข้าท้องนั่นแหละหรือผัสสาหาร ผู้ที่สามารถอยู่กับหมู่ก็มีผัสสะแล้วก็พยายามเข้าใจหมู่ฝูง มีผัสสะก็พอทนได้ ไม่หนักหนาสากรรจ์อะไร ก็พอทนได้ ก็อยู่ไปได้ ส่วนผู้ที่อยู่กับหมู่ไม่ได้ ทนไม่ได้ ก็มีอัตตามานะหน่อย ทนไม่ไหวก็ออกไปบ้าง แต่ถ้าผู้ใดทนได้แล้ว มันก็อยู่ได้ อาศัยได้มีสัปปายะต่างๆนานา ผู้ที่อยู่ได้อย่างนี้จะประมาท ทั้งๆที่มีการเสริมสานในเรื่องธรรมะ มีปริยัติธรรมบรรยาย พยายามบอก พยายามแนะ พยายามสอน พยายามปรับ พยายามเร่งเร้า ปลุกเร้าให้เราขมีขมัน อย่างนั้นอย่างนี้อยู่ เมื่อผู้ใดที่ประมาทแล้วไม่ขวนขวาย ไม่อุตสาหะเพิ่ม ก็จะไม่ค่อยฟังธรรม ปริยัติก็ไม่ค่อยจะฟัง ไม่ค่อยจะนั่นนะ หลบๆเลี่ยงๆไป เรารู้ว่า เรารู้แล้วได้แล้ว ไม่พยายามขวนขวายที่จะเพิ่มเติมอีก เพราะรู้สึกว่า ตัวเองสบายขนาดนี้ก็พอ ได้แฝงอยู่กับหมู่ ได้แฝงอยู่กับที่ อาศัยอะไรบ้างต่างๆนานาที่พอเป็นไป สิ่งเหล่านี้เป็นองค์ประกอบที่ทำให้คนเราประมาท ไม่อุตสาหะ วิริยะ ไม่ขวนขวายเพิ่มเติม จุดหนึ่ง เราเอาความฟังที่อาตมาพูดนี่ ลองเอาไปคิดดูให้ดีๆ มันสบายขึ้นจริงๆ มันสบายขึ้นกว่าก่อนนี้ มีเสนาสนะสัปปายะ มีเสนาสบาย มีอาหารสัปปายะ มีอาหารสบาย ตามที่เราเองเราละเราลดได้มาในฐานะนี้แล้ว แล้วมันก็มีบุคคล เพื่อนฝูงช่วยเหลือเฟือฟายกัน สร้างสรรทำอะไรกันอยู่ละ มีงานโน่นมีงานนี่ ก็เป็นจักรกลหรือว่าเป็นองค์ประกอบ เป็นพฤติกรรม กิจกรรม พิธีกรรม ที่เรามีอยู่ เราก็พอเป็นไป แล้วก็ทำงานไปวันต่อวันๆ เราทำขนาดนี้ ไม่ต้องขวนขวายอะไรมากนัก มันก็พอเป็นพอไป อยู่กับหมู่กับฝูงไปเรื่อยๆๆ แล้วก็เลยไม่คิดอยากจะขวนขวายเพิ่มเติม ธรรมะก็ไม่ได้เติมอะไรมากมายนัก มันก็จะช้า ดีไม่ดีเป็นตัวประมาทด้วยนะ ประมาทมากตรงที่ว่าเราเองเราเข้าใจ นึกว่าตัวเองบรรลุแล้ว ถึงขอบเขตที่ตั้งมั่นแล้ว ความจริงมันยังไม่ตั้งมั่น ความจริงยังไม่เข้ารอบแท้ มีบางคนไม่ถึงขั้นถึงรอบแท้ก็ประมาท พอประมาทปั๊บก็หลวมๆ ทำให้ตัวเองไปละ เมิดนั่นละเมิดนี่เข้าไปเรื่อยๆๆ สักวันหนึ่งหรอก สักวันหนึ่ง ก็จะตกต่ำแน่ๆเลย จงระลึกเสมอว่า สิ่งใดที่เราเองยังไม่ถอนอนุสัยอาสวะ หรือยังไม่เข้ารอบ จริงๆแล้วอาตมาอยากจะให้คำนึงถึงขั้นถอนอนุสัยอาสวะโน่นแหละ เป็นที่สุดที่จบด้วยซ้ำไป โน่นแหละสำคัญ ไอ้การประเมินประมาณว่าพวกเรามีอินทรีย์พละสูงแล้ว ว่านี่เราแน่ใจแล้วว่าเราเข้ารอบที่ตั้งมั่นแล้ว ไม่เวียนกลับแล้ว ถึงขีดถึงรอบอนาคามีภูมิ อนาคามีภูมิในธรรมะ ไม่ใช่อนาคามีภูมิในความเป็นพระอนาคามี อนาคามีภูมิในธรรมะแต่ละเรื่องๆของเรานี่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็แล้วแต่ แยกย่อยไปจนกระทั่งสูบบุหรี่ กินเหล้า ใช้ลิปสติก ทาหน้าทาตา อะไรก็แล้วแต่ หรือการแต่งตัว รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส อย่างนั้นอย่างนี้ อะไรมันเป็นสิ่งที่เราเลิกเราละมา เป็นเรื่องเกี่ยวกับกาม เกี่ยวกับพยาบาทใดๆก็แล้วแต่ มีราคะอย่างนั้น มีเหตุปัจจัยที่ก่อให้เกิดราคะอย่างนั้นอย่างนี้ ถ้าเรายังไม่ถึงขั้นเข้ารอบแล้วนี่ ประมาทไม่ได้เลย แม้ว่ามันจะมีสิ่งแวดล้อม มีเพื่อน มีฝูง มีโน่น มีนี่อะไรอยู่ พาเราไม่ตกต่ำอะไรมากนักก็ตาม เราเองนั่นแหละ ประมาทมากๆเข้า ก็ไปละเมิด ไปเคล้าๆ เคลียๆ ไปเล่น ไปทำเล่นทำหัว ทำประมาท ช่างมันเถอะ เล็กๆน้อยๆ เล็กๆน้อย เล็กๆน้อยๆ ช่างมันเถอะ เราละเมิดหน่อย ผิดศีลบ้าง ผิดศีลนิดผิดศีลหน่อยบ้าง ช่างมันเถอะ อย่างไรก็หมู่ฝูงอยู่เยอะแล้ว จะเป็นจะตายอย่างไร หมู่ฝูงคงดึง มันไม่ได้ดึงกันได้ง่ายๆนะ ถ้ากิเลสมันดึงเราหนักแล้วละก็ มันอยู่ที่ตัวของเรา มันดึงเราออกไปจากหมู่ด้วยซ้ำ หมู่จะดึงอะไรได้ มันทำให้เราตกร่วงไป ดึงเราออกไปจากหมู่ด้วยซ้ำ ถ้าไปเที่ยวได้แถมประมาทมาก อย่างที่อาตมากล่าวนี้ ในหมู่พวกเรานี้มีอยู่ ไม่ขมีขมันหรอก ประมาท ลอยๆ ทำเฉยๆ เฉื่อยๆ หรือว่าไม่เฉย ไม่เฉื่อยหรอก ประมาทอย่างที่ว่า ไปซูเอี๋ยกับกิเลส เที่ยวละเมิดนั่นละเมิดนี่ก็เอามันไปบ้างเล็กๆน้อยๆ ก็ไม่กลัว ไม่มีหิริ ไม่มีโอตตัปปะเพียงพอ ไม่มีความเกรงกลัว ไม่มีความละอายต่อบาป ต่อสิ่งที่มันละเมิดไปนั้นน่ะ ถ้าเผื่อว่าเราไม่เอาจริงเอาจัง ไม่ตั้งหน้าตั้งตา ตั้งใจศึกษาทั้งปริยัติเพิ่มเติมแล้วก็พยายามเคร่งครัดต่อตัวเอง ปฏิบัติแข็งแรงกันจริงๆ ให้มีตัวปฏิบัติที่มันได้ละ ได้จาง ได้คลาย ปฏิบัติถูกเรื่องถูกราวจริงๆ จนมันขัดเกลาไป จนมันเข้ารอบ เข้าถึงขีดถึงเขตที่ตั้งมั่น ไม่เปลี่ยน แปลง เที่ยงแท้ที่จะไหลเวียนไปสู่นิพพานได้ คือแม้จะไหลเวียน เราก็ไม่ปล่อยให้มันไหลเองหรอก เราก็พยายามที่จะพัฒนา ขมีขมัน ปฏิบัติประพฤติเพื่อที่จะล้างละไอ้ส่วนที่เหลือนั่นด้วยความเจตนา ด้วยความจงใจ ด้วยความมุ่งหมายให้จริงๆ ให้ดีๆ จะไปรอช้ามันทำไม ความประมาทของเราอย่างนี้นี่ อาตมาไม่รู้จะทำอย่างไร ของแต่ละคนๆ อาตมาก็บอกว่าอาตมาได้ไขความแล้วนะ ให้ฟังว่า สิ่งแวดล้อม มีเสนาสนะ มีบุคคล มีอาหาร มีสิ่งอะไรต่ออะไรต่างๆพวกนี้ มันเป็นสัปปายะ มันช่วยเราอยู่แล้ว แล้วเรา ระวังน่ะ ระวังอย่าประมาท พระพุทธเจ้าท่านไม่สอนเลย ท่านไม่แนะนำเลย แม้แต่โทษภัยอันมีประมาณน้อย โทษภัยอันมีเล็กมีน้อย ท่านก็ไม่ให้ประมาท ไม่ให้ไปผลัด ไปเที่ยวได้ละลาบละล้วงเล่น อะไรต่ออะไรต่างๆนานา มันควรจะแข็งขัน มันควรจะเคร่งครัด มันควรจะกระทำได้ โดยที่ว่าเราเองเราก็มีอินทรีย์พละพอทำได้นะ ก็ต้องทำมันจริงๆ ไม่เช่นนั้นแล้ว ก็ไปเที่ยวได้หาเรื่องหาราว หาเหตุหาผล โน่นๆนี่ๆ แวะๆเวียนๆ อ้างเพื่อนอ้างฝูง อ้างเหตุโน้นเหตุนี้ ที่เราจะตกต่ำ จะอ้างเหตุไหนก็ตามแต่ ถ้าเราไปอ้างเหตุโน้นเหตุนี้มาแล้ว ก็มาปุโลปุเลว่า ที่เราต้องตกร่วง หรือว่าต้องตกต่ำ หรือว่าเราต้องไปละเมิด ผิดศีลผิดธรรม อันโน้นอันนี้ไปนี่ เพราะอันนั้น เพราะอันโน้น เพราะอันนี้ เพราะอันไหนกันก็แล้วแต่ พระพุทธเจ้าไม่เคยให้ไปโทษใครเลย ต้องโทษตัวเอง โทษตัวเองจริงๆ เรื่องกิเลสนี่ โทษใครไม่ได้ เราจะแข็งแรงก็ต้องตัวเรา เราจะเหลาะแหละก็ต้องตัวเรา เพราะเราเหลาะแหละเอง แล้วเราไปโทษคนนั้นโทษคนนี้ เพราะเหตุคนนั้นเทียว ฉันถึงเกิดกิเลส เพราะเหตุคนนี้เทียว ฉันถึงเกิดกิเลส เรามันคนขี้โกง อันธพาล ใครจะเลว ใครจะชั่ว ใครเขาจะเป็นอย่างไร ใครจะเป็นเหตุปัจจัยจัดจ้านอย่างไร มันก็เป็นเรื่องของเขา เรามีหน้าที่รับผิดชอบดูแลกิเลสของเรา ไม่ใช่ดูแลมัน เพื่อที่จะเลี้ยงกิเลสให้มันโตนะ จัดการกับกิเลสของเราต่างหาก เรามีหน้าที่จัดการกับกิเลสของเรา คนไหนที่โง่ๆ เที่ยวได้โทษอันอื่น โทษคนนั้น โทษคนนี้ โทษอย่างโน้น โทษอย่างนี้นี่นะ คนนั้นโง่ไม่เสร็จหรอก คนนั้นช้านานๆ โง่ไม่เสร็จ จะเนิ่นช้า เพราะว่ามันไปโทษคนอื่นเสียแล้ว มันจะไปมุ่งมั่น มันจะไปวินิจฉัยศึกษา พิจารณาเรียนรู้ซอกแซกลึกซึ้งขึ้นไปหากิเลส ตัวที่มันเกี่ยวเนื่องกัน แม้คุณจะมีความเฉลียวฉลาดขนาดไหน มายกอ้าง เอาหลักฐานมายืนยันว่าคนข้างนอก สิ่งข้างนอกเป็นเหตุให้เราต้องกระทบกระเทือน จะอย่างไรก็ตาม จะจริงอย่างไรก็ตาม เราจะไปลงโทษเขาไม่ได้ ในเรื่องของกิเลส ในเรื่องของการปฏิบัติธรรม ไปลงโทษเขาไม่ได้ เราจะต้องเฉลียวฉลาด และเราก็จะต้องเรียนรู้กิเลสของเราเองนั่นแหละ เป็นเหตุ พระพุทธเจ้าท่านไม่เคยบอกว่าอาริยสัจ 4 เหตุก็คือข้างนอก ไม่เคย ท่านบอกเหตุก็คือ กิเลสตัณหาของเรา แล้วตามสายของกิเลสตัณหาให้ได้เลยว่า มันเพราะเหตุอะไร มันมาจากราคะ มันจึงเกิดโทสะ ริษยา เคียดแค้น มันมาจากโทสะ มันจะไปเกิดราคะ หรือไปเกิดโลภะมาก มันจะโยงเหนี่ยวเกี่ยวกันอย่างไร หรือไม่ กับโมหะ นี่ตัวสำคัญ ตัวหลงผิดนี่แหละ ตัวสำคัญ หลงผิด ยังจับข้อจับทางอะไรที่เข้าหาตัวเอง หากิเลสแท้ของตัวเองยังไม่ถูกทาง ไม่ถูกแท้ สมุทัย หรือตัวเหตุร้าย เหตุปัจจัยมันคือกิเลสตัณหา แล้วกิเลสตัณหามันไม่ใช่ของคนอื่นด้วย โดยอาริยสัจนี่ กิเลสตัณหามันของเรา ไม่ใช่ของคนอื่น ของคนอื่นเราไป ทำให้ลดไม่ได้ เราต้องทำของเราเอง เพราะฉะนั้นมันจะเกิดกิเลสที่จะบานปลายไป อย่างโน้นอย่างนี้ เหลาะแหละ จะล้มเหลว จะต้องพลาดต้องพลั้ง ต้องบกต้องพร่องอะไร เราไปโทษคนอื่นไม่ได้เลย ต้องโทษตัวเราเอง เราต้องแก้ไขที่ตัวเราเอง เพราะฉะนั้นคนไหนที่ไปทำเกี่ยงงอน ทำไปลงโทษคนนั้นคนนี้ หาว่าเขาเป็นตัวสำคัญ เป็นตัวร้าย เป็นตัวเลว เป็นตัวก่อให้เราเกิดทุกข์ คนนั้นแหละ บอกแล้วว่า โง่ไม่เสร็จ โง่ยกกำลังด้วย นอกจากโง่ไม่เสร็จแล้ว โง่ยกกำลังด้วย ที่ว่าโง่ยกกำลังเพราะอะไร เพราะเขาฉลาด คนที่ได้ไปหาเหตุหาผลของคนอื่น แล้วก็เอามาอ้างจนกระทั่งตัวเองนี่รอดได้ คนนั้นฉลาดนะ แล้วความฉลาดนั่นแหละมันเป็นความฉลาด มันไปยกกำลังของความโง่ของเรา ความโง่ของเราก็เลยโง่ยกกำลัง คือความฉลาดนั่นแหละ ฉลาดแก้ตัว เฉกตา ตัวฉลาดแกมโกงหรือฉลาดที่จะหาเรื่องเลวให้แก่ตัวเอง ฉลาดที่จะทำให้ตัวเองตกต่ำ ตัวเองเลวลง ความฉลาดอย่างนี้แหละ มันมีในโลก ไม่ใช่ไม่มี แล้วก็แก้ตัวให้แก่ตัวเองอย่างนั้น รอดตัวสำหรับคนที่เขาสู้ความเฉลียวฉลาดไม่ได้ รอดตัว แต่ตัวเองรอดตัว ไม่ได้หมายความว่า ตัวเองเจริญขึ้น ตัวเองยิ่งต่ำลง รอดตัวแล้วตัวเองยิ่งต่ำลง แล้วมันดีตรงไหน โมหะอย่างนี้ ความไม่รู้ ไม่ชัด ความหลงผิดอย่างนี้มีอยู่ในคน เพราะฉะนั้นพวกเราพยายาม พยายามอย่าได้ไปเที่ยวพึงโทษใครมาก ถ้า จะรู้ความจริงว่าเขาผิด ก็เป็นความผิดของเขา ที่เราจะต้องมาวางใจเรา มาแก้กิเลสการโกรธ การแค้นเคือง การพยาบาทอาฆาต หรือแม้แต่การที่เราไปรัก ไปหลง ไปราคะ ไปโลภะ อะไรอยู่ก็ตาม หันเข้ามาหากิเลสรากเหง้าอันนี้ของเรา คนอื่นคนใด ที่เขาจะมีเหตุปัจจัยที่มันเกิดตรงกัน เป็นเหตุเป็นปัจจัยที่เกี่ยวพันกัน อาตมาพูดแต่ต้นแล้วว่า ทุกอย่างมันเกี่ยวพันกันไปหมดล่ะในมหาจักรวาลนี้ มันสัมพันธ์เกี่ยวเป็นเหตุเป็นปัจจัยแก่กันและกันหมดทั้งนั้นแหละ มันจะตัดขาดจากพวกไหนจริงๆ มันยังไม่ได้หรอกจนกว่าเราจะมีอินทรีย์พละของเราเอง นั่นแหละ เมื่ออินทรีย์พละของเราตัดขาด หรืออยู่เหนือ เรียกว่าหลุดพ้น มันหลุดพ้น มันตัดขาดจริงๆ มันหลุดพ้นออกมาแล้ว มันอยู่เหนือ และมันลอยตัวแล้ว อะไรๆ มาทำอะไรมันไม่ได้ เหตุปัจจัยที่เคยทำให้มันเกิดกิเลส ให้มันเกิดความทุกข์ ให้มันเกิดความวุ่นวายเดือดร้อน อะไรนี่ สิ่งเหล่านั้นทำไม่ได้ เพราะว่ามันขาดหลุดแล้ว สิ่งอื่นกระทบไม่ได้ กระเทือนไม่ได้เลย แต่มันมีรู้ รู้เห็นอยู่ ไอ้เหตุปัจจัยที่เคย แต่ก่อนนี้ถ้ามันมาสัมผัส มันมากระทบ กระแทกกระเทือนเรานี่ มันจะเกิดเลย กิเลสเกิดในตัวเรา แต่เมื่อผู้หลุดพ้นนั้น หลุดพ้นจริงแล้วนี่ เหตุปัจจัยนั้นจะอยู่อย่างนั้นแหละ จะกระทบกระแทก กระทุ้งกระเทือนอยู่อย่างไร ก็ไม่ทำให้เราเกิดกิเลส กิเลสมันตายจริงๆ แล้วไม่ทุกข์ไม่ร้อนอะไรจริงๆ เราต้องพิสูจน์พวกนี้ เราต้องทำพวกนี้ให้มันได้จริงๆ เพราะฉะนั้นจะไปมัวโทษนั่น โทษนี่ โทษโน่นอยู่ อย่าไปโทษเป็นอันขาด พยายามศึกษาให้ลึกซึ้งจริงๆ เพราะฉะนั้นคนที่มีปัญญาดี จะไม่ไปเพ่งโทษใคร คนที่ยังเพ่งโทษอยู่ คนนั้นก็ยังมีสายโทสะ หรือสายพยาบาท แล้วเรามาปฏิบัติ ธรรมนี่ เราจะเลี้ยงมันไว้ทำไม สายพยาบาท ไม่ใช่สายพยาบาทสายเดียว สายราคะเราก็ไม่เลี้ยงไว้ ถ้าเราเองลดราคะ ลดโทสะได้จริงๆนี่น่ะ เราไม่ต้องกลัวหรอก ว่าเราจะไม่มีความรัก เราจะไม่มีความพยาบาท เอาเถอะ พยาบาทมันไม่มีแล้ว จะไม่มีพยาบาทนี่ ที่จริงมันเรียกว่า เวรานุเวร เรียกว่าความเกี่ยวพัน พยาบาทนี่เกี่ยวพัน เกี่ยวพันอยากจะทำสหกัน สายโทสะ นี่ มันจะเป็นเวรานุเวร เป็นเวรที่จะต้องต่อเนื่องเกี่ยวพันกันไป เป็นวิบากแล้วมันไปทำลายกัน ไม่ต้องกลัวหรอกว่าเราจะไม่เกี่ยวพัน แต่ถ้าเผื่อว่า เราละล้างพยาบาทนี้ได้อย่างดีหมดแล้วนะ มันจะเกี่ยวพันเป็นสิ่งที่สร้างสรรร่วมกันเสียด้วยซ้ำ แล้วไอ้นี่ไม่ใช่ภาษาพูดแล้ว จะเป็นบุญร่วมกันนี่ ไม่ใช่ว่าจะต้องไปรัก ผูกพันอะไรไว้ จึงจะได้ไปต่อเนื่อง ไม่ล่ะ อย่างอาตมานี่นะ ก็สร้างภูมิที่ให้บริสุทธิ์สะอาดขึ้นไปเรื่อยๆ เสร็จแล้วเราก็มีแต่จมอยู่ เอาง่ายๆ คุณมาผูกพันอาตมาอยู่ด้วยราคะหรือโลภะ แต่คุณไม่ล้างราคะ โลภะ คุณได้แต่ผูกราคะผูกโลภะให้มันมาก จะผูกอาตมาเอาไว้นี่นะ อาตมา ก็ทำให้สะอาดๆๆไปเรื่อยๆ คุณก็หนาขึ้นเรื่อยๆ มันไม่ได้ไปด้วยกันนะ ภาษาดูเหมือนว่าเราจะผูก เรามีราคะมากก็คือ เราไปทิศทางตรงกันข้าม อาตมาราคะน้อยๆๆๆๆ ไปคนละทางนะ อาตมาก็ไปคนละทาง อาตมาไปในทางสะอาด อาตมาจะสูงขึ้นไปทางสะอาด เราก็มีแต่เติมราคะ เติมโลภะเข้ามามากๆ มันก็ไปคนละทาง จ้างให้ก็ไม่เกิดเจอกัน ฟังออกไหม ถ้าไม่ลดราคะ มันจะไม่ไปทางเดียวกัน เพราะฉะนั้นเราจะมามีราคะกับใครก็แล้วแต่ เราก็จะไปด้วยกัน ไม่ไปหรอก ไม่ไปด้วยกันหรอก ถ้าลงนรกด้วยกันคงจะไป ก็ตัวเองหาราคะ หากิเลสใส่ตัวมากๆเข้า มันก็หานรกนั่นเอง อีกคนหนึ่งก็ไปสวรรค์ไปนิพพาน ไปทางวิมุติ แล้วมันจะไปทางเดียวกันได้อย่างไร มันเดินตรงกันข้ามกันเลย คนละทางเลย มันยิ่งห่าง ยิ่งไกลกันใหญ่เลย ยิ่งห่าง พยาบาท โกรธเคือง ก็เหมือนกัน เราก็ไม่ยอมลดพยาบาท ไม่ยอมลดโกรธเคือง ยิ่งพยาบาทมากเข้าๆ ราคะก็เพิ่ม พยาบาทก็เพิ่ม เสร็จแล้วเราก็พยายามที่จะไปกับคนที่ไม่มีราคะ ไม่มีโลภะ มันจะได้ไปที่ไหน มันจะได้พบกันที่ไหน ไม่มีพบ นี่คือความหลง นี่คือโมหะ นี่คือความเข้าใจผิด นี่ต้องฟังดีๆ สัจธรรมพวกนี้เข้าใจดีๆ เพราะฉะนั้นทิศทางเดียวกันจริงๆน่ะ มีทางเดียว คือทางที่นิพพานให้ตรงกัน ลดราคะ ลดโลภะ หรือลดโทสะ โมหะกันให้ตรงทิศทางเดียวกันแล้วจะไปทางเดียวกัน แล้วไปพบกัน แม้ไปลงนรกด้วยกัน หรือว่าไปในทางโลกๆเดียวกันนี่ มันยังมีมากหลากหลายเหลือเกิน ที่มันไม่ไปด้วยกัน แต่ไปนิพพานนี่มีทางเดียวเท่านั้น แต่ราคะ โลภะนี่ ความโกรธ โกรธไม่รู้กี่แขนง พยาบาทไม่รู้กี่อย่าง กี่แบบ หยาบ กลาง ละเอียด หลากหลายมาก เพราะฉะนั้นมันจะแยกกันหรือมันจะแตกกันออกไป ไม่พบกันยังได้เลย แต่มันต้องมาพบกันตรงที่ว่า มีตัวที่มันไม่ยอมปล่อยกันในทางพยาบาท หรือในทางราคะ ในทางรักก็ตาม มันก็จะมาพบกันอยู่นั่นแหละบ้าง ในราคะ ในพยาบาท มาพบกันอีก แล้วไปทุกข์ร่วมกันไปอีก แต่ในทางโลกุตระ ในทางนิพพานแล้ว มันไม่หลากหลาย มันมีทางเดียว ลดโลภะ โทสะ โมหะ ออกไปมากเท่าไหร่ๆ ยิ่งเป็นทางจริงๆ ยิ่งเป็นทางตรง ยิ่งเป็นทางแคบ ยิ่งเป็นนิพพานจริง ยิ่งสะอาดเข้าไปหาทางหนึ่ง ทางเดียว เป็นนิพพานตรง นิพพานแท้ ยิ่งเป็นหนึ่งเดียว ยิ่งไปด้วยกันๆเลย เพราะฉะนั้นเรื่องโพธิสัตว์นี่จะเจอกันไปจริงๆ เพราะเป็นโพธิสัตว์เหมือนกัน เพราะเป็นผู้ที่ละลด เป็นผู้ที่เดินทางที่ถูกสัมมาทิฏฐิ ก็จะไปทางเดียวกันได้ แต่ถ้าเผื่อว่าไม่ทำอย่างนี้ มันยิ่งตรงกันข้าม ยิ่งหลงทาง ยิ่งไปกันคนละทิศเลย สรุปแล้วทางหลงนี่มันมีมาก ทางที่จะไปสู่สัมมาทิฏฐิ ยิ่งมีน้อยลงๆๆ ยิ่งสัมมาทิฏฐิ ยิ่งมากเท่าไหร่ ยิ่งมีทางหนึ่งทางเดียว แต่ทางหลงนี่จะโอ้โฮ ยิ่งกว่าเขาวงกต ยิ่งกว่าอะไรต่ออะไร ยิ่งจะมากเลย ยิ่งจะเลอะจะเทอะเข้าไปอีกมากมาย เสร็จแล้วก็ทำให้เราหลงทาง เพราะทางหลงมันเยอะแล้วมันจะทำให้เราหลงไปนานนับกัปกาล เพราะฉะนั้นในธรรมะของพระพุทธเจ้านี่ เป็นธรรมะที่ลึกซึ้งซับซ้อน เป็นธรรมะที่ละเอียดลออแล้วเราจะเข้าใจได้ ฟังปริยัตินี่ แม้แต่อาตมาพูดวันนี้ ขยายความวันนี้ ก็เป็นนัยที่ลึกซึ้ง นัยที่ละเอียดลออ ที่เราจะต้องฟังดีๆ เข้าใจดีๆ อย่าประมาทๆ อย่าไปทำเป็นเล่น พยายามล้างละให้เข้าหาทางหนึ่งทางเดียว จริงไหมว่า เราจะไปนิพพาน เราจริงไหม ว่าเราจะเอาทางนี้ ขอให้พยายามถามตัวเองให้แน่ๆชัดๆ ถ้าเราจะเอาจริงแล้วละก็อย่าประมาท อย่าเหลาะแหละ เข้มงวดกวด ขันเข้า แล้วเราจะเป็นคนเจริญ ชีวิตเกิดมานี่จะเป็นคนเจริญ จะเป็นคนที่มีคุณค่า มีประโยชน์ แม้เราละล้างกิเลส ราคะ โทสะ โมหะออกไปแล้ว ก็ยังกลัวว่า เราจะไม่มีความสุข เราจะมีความสุขตรงที่เรามีธาตุรู้นี่แหละ เรารู้ เขาสุข เราก็เข้าใจตามสัญญากับเขาได้ เราสุขด้วยสัญญาเท่านั้น แต่ไม่ใช่ว่าเราสุขด้วยการไปอุปาทานสัญญา ตัวธาตุสัญญาบริสุทธิ์นี่ มันกำหนดรู้ สัญญายะ มันกำหนดรู้ตามเท่านั้นแหละ สุขเราก็สุขกับเขาได้ มันเป็นอนุโมทนาจิต มันเป็นจิตที่ เอ้อ! เขาว่าดี เราก็ดีตามไปกับเขาเฉยๆ แต่มันไม่ได้อุปาทาน มันไม่ได้ติดยึด มันไม่ได้ฉวยเอาไว้มาเป็นเรา มาเป็นของเรา เอามาเสพอย่างนี้ มาเพราะอย่างนี้ เออ! ชื่นชม เอร็ดอร่อย สวยงามอะไร อาตมาก็สมมุติกับเขาได้หมดน่ะ สัญญากับเขาได้ มันหยาบ มันคาย มันจัดจ้าน หลายๆอันนี้ เขาว่าเป็นสุข อาตมาทำกับเขาไม่ถึง สุขกับเขาไม่ไหว มันลวงจัดจ้านเกินไป เขาหลงว่าสุข เราก็หลงกับเขาไม่ถึง สมมุติกับเขาไม่ถึง มีเหมือนกัน มันก็ได้ขนาดหนึ่งเท่านั้น แต่ถึงขนาดนั้นก็ แหม มันไม่น้อยหรอกๆ คุณจะบอกว่า โอ๊ย! ไอ้นี่สวยน่ะ เป็นสุข อาตมาก็สุข ก็สวยกับคุณได้ ขนาดไม่น้อย อันนี้เพราะนา เป็นสุข อาตมาก็สุขกับคุณได้ไม่น้อย สัญญาสุข สุขอย่างสัญญากับคุณได้ กำหนดสุขกับคุณได้ แต่เราไม่ได้ติด ไม่ได้นึก เพราะฉะนั้นมันจะไม่แห้งแล้ง มันจะไม่เวิ้งว้างอะไร ทำไมไปเวิ้งว้าง ไม่ไปเวิ้งว้างหรอก แต่เราไม่ติดๆ เราไม่ติดหรอก แต่เรารู้ เป็นไปอย่างนี้ เหมือนกับอย่างนี้ คุณมีสัญญา คุณจำได้ว่าไอ้นี่อร่อย ไอ้นี่อร่อย เขาก็ปรุงของอร่อยนี่มาให้คุณกิน คุณมีสัญญาอยู่นะ แต่คุณละได้แล้ว ไม่ติดได้แล้ว วางได้แล้ว วิมุติได้แล้ว คุณก็ยังจำได้ว่าอร่อย เขากำหนดอย่างนี้แหละอร่อย นี่มันหวาน มัน มันขนาดนี้อร่อย เขาก็ปรุงขนาดหวาน ขนาดมัน ขนาดนั้นมาให้คุณชิม คุณก็ชิม แล้วรสที่ว่าอร่อยนี่คุณก็เข้าใจ คุณก็จำได้ กำหนดก็รู้ ความรู้สึกว่าอร่อยอย่างนี้ คุณก็เข้าใจ อนุโมทนา เอ้อ! ใช่ๆ อย่างนี้อร่อย เราก็อร่อยกับเขา เมื่อคุณชิมปุ๊บ คุณก็อร่อยกับเขาเท่านั้นแหละ แต่คุณก็รู้แล้วว่า เอ้อ! มันก็อย่างนี้ ถ้าขืนไปหลงติด มันก็ทุกข์ต่อไป เราก็ต้องไปแสวงหาอีก เราไม่ได้ติดแล้ว เราไม่ได้แสวงหาอีกแล้ว เราก็ปล่อย ชิมก็รู้กับเขา เสร็จแล้วก็แค่ปัจจุบัน จิตอร่อย แล้วเราก็วาง มันก็เท่านั้นเอง เรื่องอื่นๆ ใดๆ จะเป็นรสอัสสาทะของโลก ที่เรายังมีความสุขตามอย่างที่เรารู้กับเขา เราก็ไม่ได้หนีไปไหน เราก็รู้ อะไรที่คิดว่า ถ้าเราจะรับ รับได้ อนุเคราะห์เขาได้ หรือว่าสุดวิสัย เมื่อสุดวิสัย จำเป็นต้องรับ เราก็รับ บางอย่างมันไม่สุขแล้ว มันทุกข์แล้ว มันลำบากแล้ว อย่างสมมุติว่า ไม่สมมุติละเรื่องจริง อาตมาทุกวันนี้ กินเผ็ดมากๆนี่ ไม่ไหวแล้ว กินไม่ไหวจริงๆ ถ้าอาตมาขืนกินเข้าไป ก็ โอ้! มันแสบ มันร้อน อาตมาก็ไม่กินน่ะ นอกจากจำเป็น เขามาบังคับ หรือสุดวิสัยต้องกิน เออ! ก็ต้องกินน่ะ เผ็ดมันทุกข์น่ะ ก็จำต้องทุกข์น่ะ ไม่ได้สุขหรอก นี่มันสุดวิสัยสุขแล้ว แต่ก่อนนี้มันมีอุปาทาน โอ! ถ้าเผ็ดๆยิ่งเผ็ด แหม! รู้สึกว่า เราทั้งเก่ง ทั้งแซ่บ ทั้งมัน โอ๊ย! กินไปก็ ...ไป โอ้! จะตายเลย มันโง่จริงๆน่ะคนเรา เสร็จแล้วเราก็ว่าเรามัน เราอร่อย แต่ก่อนหลงอย่างนั้นจริงๆ เคยหลงจริงๆ ใครเคยหลงบ้างก็รู้ตัว เป็นอย่างนั้นจริงๆ แต่เดี๋ยวนี้มันไม่ได้บ้าอย่างนั้นแล้ว มันวางแล้วจริงๆ มันเข้าใจ๊ เข้าใจ นี่ยกตัวอย่างง่ายๆ เพราะฉะนั้นการที่เราจะอยู่กับโลกเขา เราหลุดพ้นมาแล้ว กลัวว่าเราจะไม่สุขอีก นั่นน่ะเป็นความกลัวที่ไม่เ

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน