350427 ฟังธรรมสร้างสัมมาทิฐิ โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ณ ปฐมอโศก.docx
เนื้อหาในไฟล์
350427 ฟังธรรมสร้างสัมมาทิฐิ โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ณ ปฐมอโศก
ฟังธรรม สร้าง สัมมาทิฐิ โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ทำวัตรเช้าเมื่อ 27 เมษายน 2535 ณ พุทธสถานปฐมอโศก
เราได้ศึกษากันมาเรื่อยๆ ชีวิตเราก็ดำเนินไป เป็นชีวิตที่ดำเนินไปอย่างนี้แหละประจำ ถ้าผู้ใดวางใจหรือผู้ใดเห็นจริงแล้ว ไม่มีปัญหา ไม่มีวิจิกิจฉาอะไร ก็จะเข้าใจว่า ชีวิตของเราดำเนินไป ดำเนินไป คตะ คโตนี่ ดำเนินไป ทีนี้การดำเนินไปของเรา ถ้ามันสัมมัคคโต สัมมัค หรือสัมมานี่แหละ สัมมา มันก็ดำเนินไปด้วยดี หรือสุคโต ดำเนินไปวันแล้ววันเล่า ตื่นเช้ามา ก็มีอะไร ก็ดำเนินไป ด้วยพฤติกรรมที่เราก็ดำเนินๆไป ด้วยกาย ด้วยวาจา ด้วยใจ ซึ่งเป็นตัวประธาน มันก็มีตัวสำนึกเป็นตัวที่เข้าใจว่าเราจะดำเนินไปอย่างไร จะพัฒนาอย่างไร อะไรจะเกิดในขณะที่ จนกระทั่งเรารู้เท่าทันขณะ ตั้งแต่จิตคิด ตั้งแต่ให้พูดจนกระทั่งให้ออกกายกรรม กระทำออกไป รวมกันแล้วก็ประกอบกับการสัมพันธ์อยู่กับที่ที่เราอยู่นี่แหละ ทั้งสถานที่ ทั้งบุคคล ทั้งสิ่งแวดล้อมที่จะให้เราอาศัย ไม่ว่าจะเป็นอาหารการกิน เครื่องใช้ไม้สอย อะไรต่างๆนานา ที่สัมพันธ์กับชีวิตอยู่ โดยมีปัญญาที่จะรู้ว่าเรามีธัมมะ ความหมายของคำว่าธรรมะนี่ หมายถึงทุกๆสิ่ง ทุกๆอย่าง และมีแนวโน้มหมายไปในทางที่ดี ที่เจริญไปสู่ความเจริญที่วิเศษ ผู้ใดมีธรรมะ ผู้นั้นเรียกว่า ธรรมวิหารี เป็นอยู่ด้วยธรรม เป็นธรรมวิหารี เป็นผู้เป็นอยู่ด้วยธรรม เราก็ได้ก็เป็นมาเรื่อยๆน่ะ ได้ธรรมะนิดหนึ่งเราก็มีธรรมะนิดหนึ่ง นั่นแหละอยู่ด้วยกับเขา หรือเราก็อยู่ด้วยธรรมะอย่างนั้น มีมากขึ้นจริงๆ มันเป็นความจริง กับเราจะมีฤทธิ์มีแรง ธรรมะนั้นจะมีฤทธิ์มากหรือฤทธิ์น้อย มันก็เป็นจริงของแต่ละคน แต่ละคนมีเท่าไร ก็พยายามที่จะใช้ พยายามที่จะให้เป็นค
อ่านต่อ
นมีธรรมะ จะมีฤทธิ์มีแรงมาก มันก็จะช่วยเรา เราได้อาศัย เป็นธรรมะที่เราได้อาศัย แล้วก็เป็นการกระทำ จะเป็นการกระทำต่อไป การกระทำนั้นๆ จะเป็นกุศล ที่เรียกได้ว่ากุศล หรือจะว่าไม่เป็นกุศล ยังเรียกว่าไม่เป็นกุศล มันก็เป็นจริงตามที่เราเป็น เรามี เราได้ และเราพยายามสำนึก มีมาก เราก็สำนึกสังวรมาก แล้วเราก็พยายามมาก เป็นสัมมาวายามะ ตามสัมมาสติ ตามสติที่เรามี ตามสัมมาทิฏฐิ ทิฏฐิคือตัวนำทาง ความเห็นของเรานี่ มันนำทางเราไป แล้วเราก็มีสัมมาสติ มีความระลึกรู้ตัว แล้วเราก็พยายาม พยายามปรับปรุงสังกัปปะ ปรับปรุงวาจา ปรับปรุงกัมมันตะ ปรับปรุงอาชีวะ ปรับปรุงไปตลอดเวลา เท่าที่เราจะมีสำนึก สำนึกมันตกหล่น มันก็เป็นสติโลกๆ สติกัลยาณชน ถ้ายิ่งไม่มีอินทรีย์พละ ไม่มีบารมี สติมันก็ตกไป เป็นสติแบบอันธพาล หรือสติที่เป็นมิจฉาสติ เป็นสติที่ออกนอกลู่นอกทาง ที่เรารู้แล้วว่าเราควรเดินทางมาทางโลกุตระ ควรเดินทางมาทางที่พระพุทธเจ้าพาให้มาเกิดมาเป็น เป็นคนใหม่ เป็นคนชนิดที่ไม่ใช่โลกเขาเป็นกันหรอก ไม่ใช่จริงๆ ไม่ใช่อย่างที่โลกๆ เขาเป็นจริงๆ มาเป็นคนอย่างที่พระพุทธเจ้าพาเป็นนี่ จริงๆน่ะ เราก็จะมีสติที่จะต้องระลึก เมื่อเราได้เรียนรู้ แล้วเราก็ได้ฝึกซ้อม เราได้อบรม ถ้ายิ่งเรารู้ได้จริง รู้ได้มากขึ้น มันก็จะปรับมาเป็นสติสัมโพชฌงค์ได้มากขึ้น อย่างน้อยก็เป็นสติที่เป็นสัมมาสติ กัลยาณัง เป็นสติในระดับกัลยา ถ้ามันดีขึ้น มันก็เป็นสติสัมโพชฌงค์ที่จะเป็นองค์แห่งการตรัสรู้ วิเคราะห์วิจัยการคิด การพูด การงาน การกระทำ หรือแม้แต่อาชีพน่ะ จะเห็นได้ว่า ทุกวันนี้เราเร่งรัดพัฒนาสัมมาอาชีพน่ะ โดยอาตมาจี้กิเลสอัตตามานะมาก จี้เรื่องกิเลสอัตตามานะมาก มากกว่าที่จะได้พูดถึงเรื่องกาม รู้แล้วว่าคนเรามีกิเลส 2 แกนเท่านั้นใหญ่ๆ แกนกามกับแกนมานะ คืออัตตา ซึ่งเป็นแกนที่มันลึก มานะอัตตา มีตั้งแต่ใน กามก็มีมานะอัตตาอยู่ด้วย ลึกเข้าไป แม้หมดกามราคะแล้ว หมดสังโยชน์เบื้องต่ำแล้ว อัตตามานะ มันก็ยังมีอยู่อีก แล้วมันช่วยเหลือกัน อัตตามานะ กับ กาม นี่ ถ้าเผื่อว่าเราไม่ลดไม่ละ มันจะช่วยเหลือกันให้กามก็มากขึ้น อัตตามานะก็โตขึ้น ถ้าเผื่อว่ามันไม่ได้ลดได้ละ มัน จะช่วยเหลือกันอย่างดี ถ้าเผื่อว่าเราลดได้ ลดกามได้ อัตตามานะก็น้อยลง ลด อัตตามานะได้อีก มันก็ไปช่วย ช่วยเกื้อกูล ที่จะไปช่วยลดกามละเอียดลงไปอีก ลดกามละเอียดลงไปได้อีก ก็มาช่วยลดอัตตามานะ เป็นอินทรีย์พละที่จะลดอัตตามานะได้เพิ่มขึ้นไปอีก เมื่อลดอัตตามานะได้เพิ่มขึ้นไปอีก มันก็จะมาเป็นอุปการะช่วยให้ลดกาม หรือว่าราคะ รูปราคะ อรูปราคะ ที่ละเอียดๆขึ้นไปได้อีก เพราะฉะนั้นผู้ใด ถ้าเผื่อว่าไม่ลดอย่างที่ได้กล่าวนี้ ไม่เรียนรู้ทั้ง 2 แกน แกนกามนี่ อย่างพวกฤาษีนี่ เขาลดแกนกามกันเก่งนะ อย่างยิ่งฤาษีไปปฏิบัติหลับหูหลับตาเลยนะ นั่ง แล้วสะกดจิต หลับหู หลับตา ปฏิบัติเป็นหลัก เป็นวิชาหลัก เป็นทฤษฏีหลัก เป็นหลักการหลักๆที่เขาถือว่า การปฏิบัติเพื่อบรรลุธรรมต้องนั่งหลับตาสะกดจิตนี่แหละ เป็นหลักใหญ่เลย ถ้าไม่เช่นนั้น ปฏิบัติจิตไม่ได้ การปฏิบัติจิตของเขาจะต้องเอาที่นั่งหลับตานี่ ถึงจะถือว่าปฏิบัติจิต การพูดจา การคิด การนึก การกระทำการงานอะไร อย่างที่เราเรียนด้วยหลักมรรคองค์ 8 นี่ เขาไม่ถือว่าเป็นการปฏิบัติจิตที่แท้จริง ปฏิบัติจิตที่แท้จริงคือนั่งสมาธิ ศาสนาพุทธเขาเข้าใจอย่างนี้น่ะ เมื่อวานนี้มีพระฮ่องกง เป็นพระจีนนี่ ที่จริงเขาเป็นจีน อยู่ในจีนแผ่นดินใหญ่ ไม่ใช่เป็นจีนที่ฮ่องกง เป็นจีนแผ่นดินใหญ่ บวชมาตั้งแต่อายุ 11 ปี เดี๋ยวนี้ดูเหมือนจะแก่กว่าอาตมามั้ง ดูเหมือนจะ 60 กว่าแล้ว ดูท่าทีไม่ได้ถามหรอก อายุมากแล้ว ก็มากัน 2 รูป กับเพื่อนอีกคนหนึ่ง แล้วก็พระไทย เขามาดูพวกเรา มาดูอะไรต่ออะไร ต่างๆนานา ดูท่าทีเขา ก็รู้สึกว่าไม่ได้ ดูท่าทีเขาคงได้ข่าวได้คราว ไม่ได้สนใจว่าพวกเราเป็นพระเป็นอะไร เขาก็คงมีอัตตามานะของเขานั่นล่ะนะ ไม่ได้คารวะเคารพ หรือว่าไม่อะไรต่ออะไร ยิ่งเป็นผู้ใหญ่ ผู้แก่ๆ องค์แก่ๆนั่น ไม่เลย สนใจที่จะมาดูงานเท่านั้น เหมือนพวกเรานี่ ดูเหมือนจะไม่เป็นพระ เพราะว่ามันไม่ใช่สีเหลือง เขาก็ไปดูอะไรต่ออะไร ไปดูหมู่บ้าน ไปดูพวกเรา ไปดู เขาก็เห็นว่า เป็นสิ่งแวดล้อม เขาก็รู้แล้วว่า เขาก็จะต้องมีชีวิตอยู่ คนเขาทำงาน คนมีชีวิตอยู่ จะเป็นยังไง อะไร ก็ดูเป็นองค์ประกอบ แต่เขาก็ไม่ได้ถือว่าเป็นเรื่องของศาสนาโดยตรง ศาสนาโดยตรงเขาก็ถือว่าการปฏิบัติจิต ปฏิบัติสมาธิ เขาก็เลยถามสุธีรา ชื่อใหม่ฟ้า เป็นผู้ที่นำไป เป็นล่ามน่ะ เพราะพูดภาษาจีนกลางได้ ก็พูดอธิบายอะไรให้เขาฟัง เขาก็ถามว่านั่งสมาธิ แล้วเวลาปฏิบัติละ นั่งสมาธินี่ ปฏิบัติยังไง เอาอะไรเป็นกสิณ นั่นแหละ เขาหมายความอันนั้นล่ะ เอาอะไรเป็นกสิณ เอาอะไรเป็น จะเอา ต้องพุทโธ หรือว่านั่งเพ่งอะไร อะไรอย่างนี้ สุธีราก็ไม่รู้เรื่องว่าจะตอบยังไง ก็บอกว่า พวกเราก็ทำงาน ก็ตอบอย่างมรรคองค์ 8 ล่ะนะ พูดกันไม่รู้เรื่องเลย ต่างคนต่างพูดไม่รู้เรื่อง เอ๊ะ ก็ฉันก็อยากรู้ ว่าคุณไม่นั่งสมาธิ ไม่ปฏิบัติ แล้วก็ว่าเป็นวัดเป็นวา เป็นพุทธ นั่นน่ะ ทางนี้ก็ตอบของตัวเองว่า ตัวเองปฏิบัติ ตอบมรรคองค์ 8 ทางโน้นก็ไม่รู้เรื่อง ก็ถามอยู่นั่นแหละว่าเอา นั่งทำอะไร ตอบไม่ได้เลย สุดท้ายตอบไม่ได้แต่รู้ว่าเขาถามว่าสมาธิ ตอบไม่ ได้เลย อย่างนี้เป็นต้นน่ะ อาตมาก็เลยบอกสุธีราไปเมื่อวานนี้ ถ้าเผื่อว่าจะตอบใคร ทีนี้ก็ตอบว่า เรา ถ้าจะแค่นั้นน่ะ เขารู้ว่าปฏิบัติ อธิบายนะ ทางนี้ ก็อธิบาย สัมมาสมาธินี่นะ แต่ทางโน้นก็ฟังไม่รู้เรื่อง ไม่ได้คำตอบ เขาก็ว่าที่นี่ มันไม่มีสมาธิกัน ไม่ทำสมาธิ มันไม่ได้ปฏิบัติธรรมแล้ว เขาคงเข้าใจว่าที่นี่ ไม่ได้ปฏิบัติธรรม เพราะว่าไม่มีหลักเลย ไม่มีปฏิบัติสมาธิเลย เขาซักไซ้ไล่เลียงแล้ว ก็คงจะได้ความว่า อย่างนั้นล่ะนะ เขาก็เข้าใจอย่างนั้นจริงๆเลยนะ อาตมาก็เลยบอกสุธีราว่า ถ้าเผื่อว่าเขาต้องการจะรู้สมาธิอย่างที่เขาต้องการ อย่างนั้นแล้วละก็ ทีหลังบอกได้เลยว่า เราก็ปฏิบัติ ใช้ลมหายใจเข้าออก ของเรานี่ใช้ อาณาปาณสติ ไม่ได้ต้องพุทโธ ไม่ได้ไปเพ่งเทียน เพ่งลม เพ่งดินอะไรหรอก เราใช้พึ่งลมหายใจนี่เป็นกสิณน่ะ แล้วทางสายที่นั่งหลับตา อย่างนี้แหละ จะมีอัตตามานะมากน่ะ มีอัตตามานะมาก ดูเหมือนกามเขาจะลด เพราะว่ากามนี่เป็นฐานต้น อธิบายได้ง่าย รู้กันง่าย เรื่องว่ามันกิเลสชัดๆ แต่อัตตามานะนี่จะไม่ค่อยรู้ว่าตัวเองมี ขนาดอาตมาเน้นกับพวกเราเรื่องอัตตามานะมามากนี่ ก็ยังยากเลย ที่จะรู้ตัวว่า อ๋อ อย่างนี้ เป็นอัตตาด้วยหรือ อย่างนี้เป็นมานะด้วยหรือ มันยังยากเลย เห็นไหม เพราะฉะนั้นการจะรู้อัตตา รู้มานะนี่ ไม่ใช่ง่ายนะ เพราะฉะนั้นพวกที่ไปปฏิบัติอย่างฤาษี ยิ่งไปออกป่า ออกเขา ออกถ้ำ อย่างพวกชาวอินเดียนี่ นั่งสะกดจิตไป ดูเหมือนเขาไม่ยุ่งเลยกับโลก โลกธรรม หรือกามนี่ ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข แบบโลกๆนี่ เข้าใจง่าย เขาจะเลิกล่ะ ไม่แย่งชิงลาภ ยศ อะไรหรอก ไม่ เรื่องกามนี่ เขาก็จะพยายามสะกดใจ ด้วยวิธีกดข่มแหละ สมถภาวนา กด กดได้เก่ง กดอย่างที่เรียกว่า ไม่โงหูไม่โงหัวขึ้นมาเลย เหมือนมันตาย เหมือนมันดับสนิท แล้วเขาก็เข้าใจว่ามันดับสนิท แล้วเขาก็เข้าใจว่านิพพานเหมือนกัน สายนั่งหลับตาเข้าใจว่านิพพานโดยการนั่งหลับตานี่แหละ ไม่ใช่ว่าไม่มีผล มีผลจริงๆนะ สะกดจิตได้ อย่าว่าแต่แค่อายุร้อยปีตายเลย กว่าร้อยปี สองร้อยปี สามร้อยปี สะกดๆได้ แล้วเขาก็จะต้องนั่งสะกดไปอยู่อย่างนั้นแหละ ไม่เหมือนศาสนาพระพุทธเจ้า ที่มรรคองค์ 8 ได้แล้วได้เลย จบกิจแล้วไม่ต้องปฏิบัติอีก ไม่ต้องพากเพียรกระทำอีก จบแล้วจบเลย ท่านถึงเรียกว่าขีณาสพ ผู้อเสขะ ไม่ต้องศึกษาอีก ไม่ต้องฝึกเพียรอีก ไม่ต้องปฏิบัติอีก ไม่ต้องบำเพ็ญอีก สิ่งที่ถอนอนุสัยอาสวะ จริงแล้วได้แล้วนี่ เกิดด้วยปัญญา ไม่ใช่เกิดด้วยตัวสะกดเท่านั้น แต่การสะกดด้วยจิต หรือกดข่ม หรืออะไรพวกนี้บ้างนี้ สลัดออกหรือทำลืมๆ ชั่วคราว พวกนี้ก็เป็นอุปการะอย่างมาก ที่เราจะต้องใช้ ต้องใช้ประกอบ เพราะฉะนั้นนั่งสะกดจิต นั่งหลับตาอะไรพวกนี้ก็ช่วยด้วย หรือแม้แต่สมถะลืมตาเอากสิณ เอาความหมายของภาษาโวหาร เหตุผลง่ายๆ อะไรก็ไม่เที่ยง อะไรก็ไม่ ใช่ตัวเราของเรา มาใช้ง่ายๆ ทำให้เราคลายใจ แต่ว่ามันก็คลายใจไปเแบบชั่วคราว อย่างที่บอกแล้ว เป็นการบำบัดชั่วคราว ไม่ใช่หยั่งลงไปถึงอาการ ลิงค นิมิต เห็น รูปนาม เห็นตัวอาการสภาพของกิเลส แล้วเราก็ปฏิบัติ อย่างรู้ๆ เห็นๆ กับกิเลสเลย แล้วก็บอกเหตุผลว่า ยิ่งเข้าใจด้วยปัญญาว่า เห็นมันจางคลายลงไปแล้ว รู้สึกเลยว่า โอ้โห เราเบา เราว่าง เรายินดี เราปราโมทย์ ปีติ เห็นปัสสัทธิ เห็นความสงบระงับ เห็นว่ามันสุข วูปสโมสุข เห็นว่าสุข เพราะสงบระงับ เห็นอย่างเกิดญาณ เกิดปัญญาจริงๆว่า โอ๊ กิเลสนี่มันลดลงจริงๆ อย่างนี้แล้วมันก็สบาย เบาอย่างนี้ มันว่างอย่างนี้ แล้วมันก็ปลอดโปร่ง ไม่เป็นภาระ ไม่หนัก แล้วเราก็จะมีกำลังวังชา ในการที่จะเสียสละ ไม่ต้องบำเรอตน ไม่ต้องไปแสวงหาให้ตน หมดตัวหมดตน หมดการบำเรอตนนี่แหละ หมดความสุขแบบบำเรอตน หมดโลกียสุข ยิ่งเห็น เกิดปัญญาญาณ ชัดๆเท่าไหร่ๆ นั่นแหละยิ่งจริง ก็ยิ่งจะเห็นความจริงว่า เรามีประโยชน์ มีคุณค่าแก่โลก แก่ผู้อื่น ถ้าเราอยู่เฉยๆ แบบทางฤาษี ไม่แย่งไม่ชิงใครก็จริงอยู่ แต่ไม่สร้างไม่สรรให้ใคร และยิ่งไม่มีความสามารถ ไม่มีความรู้ ทำอะไรก็ยิ่งไม่เป็นขึ้นทุกทีๆ ได้แต่นั่งเฉยๆ เดินเฉยๆ นอนเฉยๆ ความสามารถ ประสิทธิภาพอะไร ลดหย่อนไปหมด เพราะฉะนั้นคนที่พัฒนาในทิศทางนี้จึงไม่เจริญ สร้างสรรก็ไม่ค่อยจะก้าว หน้า แต่นิ่ง แต่หยุดนะ ไม่รบกวน ไม่รุนแรง ไม่เจี๊ยวจ๊าว ไม่วุ่นวาย แต่ถ่วงแผ่นดิน คือไม่พาเจริญ มีประโยชน์ไหม มี เป็นตัวอย่างในความสงบ สงบอย่างฤาษีนี่ไง ไม่ไปแย่งลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข ไม่ไปแย่งกาม ไม่ไปแย่งนะ ไม่ไปแย่งฐานพวกนี้ แต่ไม่รู้จักอัตตามานะ ที่ยิ่งหนักยิ่งหนา ยิ่งถือดีถือตัว ยิ่งปฏิเสธโลก ปฏิเสธสังคม ยิ่งปฏิเสธไม่เอา ไม่เป็น ไม่มี ใครจะคิดนิด จะคิดหน่อย จะมีลีลาออกไป ก็ยิ่งไม่ชอบใจ คนพวกนี้ ก็เหมือนทำตนให้เป็นก้อนดิน ก้อนหิน ที่ไม่มีประโยชน์ต่อสังคม แต่ก็ต้องกินต้องใช้ แม้จะกินน้อยใช้น้อยก็ตาม เขาก็เข้าใจกินน้อยใช้น้อย เขาก็พยายามกินน้อยใช้น้อยเหมือนกัน ในลัทธิบางลัทธิอย่างลัทธินิครนถ์นาฎบุตร กินน้อย ใช้น้อยกว่าเรามากมายเลย เขาก็พยายามเปลืองน้อยที่สุด แต่ไม่มีประโยชน์ ก็เปลืองนั่นเอง สรุปแล้วเขาก็เป็นคนนั่งเปล่าดายเปลืองๆ เปลืองสมบัติโลก เปลืองวัตถุโลก เปลืองอะไรโลก แต่ว่าไม่สร้างให้แก่โลก ไม่เกื้อกูลให้แก่โลก เพราะฉะนั้นจึงไม่มีประโยชน์เกื้อกูล แล้วก็ไม่อุดมสมบูรณ์ แล้วก็ศาสนาทางอินเดียนี่มีพวกนี้มาก เพราะฉะนั้นเขาถึงมีสมบัติวัตถุ ไม่ทำลายเหมือนกันนะ มันอยู่ได้ เพราะไม่ค่อยทำลายเร็ว เหมือนกะอย่างเมืองไทยนี่ทำลายเร็ว เพราะว่ามันกึ่งหนึ่งไปทางที่เห็นว่า มีบทบาททางการสร้างสรรอยู่บ้าง แต่อินเดียนี่โน้มเน้นไปในทางโน้นมากเลย เพราะฉะนั้นเขาไม่ทำลายมาก แต่ไม่สร้างสรรมาก ทีนี้คนที่กินใช้หรือว่าอย่างโลกีย์มันมีมากอยู่ มันก็ทำลายลงไปมากกว่า กว่าผู้ที่ไม่ทำลาย แต่ก็ไม่สร้างสรร มันจะเป็นอะไรก็ชะลอเท่านั้นเอง ไม่ทำลาย ก็แค่ชะลอ ส่วนผู้ทำลายก็ทำลาย ทีนี้ไทยนี่ มาเข้าใจศาสนาพุทธเป็น 1. ปฏิบัติแล้วจะกลายเป็นผู้ชะลอ หรือ ผลาญน้อย ไม่สร้างสรร แต่ก็ผลาญอยู่ด้วย แล้วก็ชะลอ อย่างไปรักษาป่า ไปรักษาอะไรนะ เป็นพระป่า ที่เป็นฤาษีนี่นะ ชะลอ ผลาญเหมือนกันแต่ชะลอไม่ได้ผลาญฮวบฮาบนั่นพวกหนึ่ง ส่วนพระที่ไม่เข้าใจในทางธรรม ผลาญเลย เหมือนกันกับชาวโลกเสพ ยังมีบำเรอบำรุง สะสมกอบโกย ยังเป็นโลกียะอยู่ ก็ผลาญ แล้วคนก็เข้าใจ 2 ทิศ นี่แหละ 1. ผลาญน้อยกับชะลอ อีกส่วนหนึ่งก็คือผลาญเอา จริงๆจังๆ เพราะฉะนั้นสมบัติวัตถุในโลกนี้ จึงยังเหลืออยู่บ้าง อย่างเมืองไทยเหลืออยู่บ้าง ยังไม่หมด เหมือนกับประเทศที่เขาไม่มีฤาษีเลยน่ะ ส่วนทางด้านมาแบบโลกีย์นี่ ผลาญเลยน่ะ ผลาญเลย อินเดียโน้มเน้นไปในทางผลาญน้อย เขาเข้าใจศาสนา เขามีอยู่ไม่ใช่น้อย อย่างอินเดียนี่ เขาผลาญน้อย คนเขาแม้จะมากตั้ง 800 ล้าน เขาก็ยังผลาญ ยังผลาญไม่เร็วเท่าไทย แหม ถ้าไทย 800 ล้านนะ อาตมาว่าคงเหลือแต่กระดูก นี่ขนาดมี 500 เอ้ย 50 - 60 ล้านนะ ยังขนาดนี้ จะหมดแล้ว ธรรมชาติ วัตถุดิบ ทรัพยากรของโลก ของแผ่นดิน จะหมดแล้วน่ะ ถ้าคนไทยมีสัก 200 - 300 ล้านเท่านั้นล่ะนะ รับรอง ถ้าแบบนี้ นิสัยแบบนี้นะ เป็นแบบนี้ ความเข้าใจแบบนี้นะ ประเทศไทยเหลือแต่ก้างน่ะ เหลือแต่ก้างแล้ว ก็คงเข้าใจนะ หมายถึงอะไรก้าง หมดทรัพยากร หมดเนื้อหาแล้ว เรามาพยายามที่จะปรับปรุง พยายามที่จะไม่ได้ไปกอบโกยเอาของใคร เราเข้ามาอยู่ปฐมอโศกนี่ 2 มือแบ มีแผ่นดินก็อย่างที่เป็น อย่างที่เราเห็น ดินมันก็ค่อนข้างเค็ม หรือดินเปรี้ยว หรือดินเหนียว แล้วเราก็มาปรับปรุงแม้แต่ดิน น้ำก็ไม่ค่อยจะดีอะไรเท่าไหร่หรอก ต้นหมากรากไม้ อะไรต่ออะไรก็ไม่ค่อยมีอยู่แล้ว เราพยายามที่จะบำรุงขึ้น ให้ดินดี ให้น้ำดี อากาศดีน่ะ อากาศหรือลมที่พัดผ่านนี่ ที่นี่เขาไม่มากันแรกๆนี่ เพราะกลิ่นขี้หมู เราก็พยายามจะมาลดสารพิษ ลดทุกอย่างในอากาศ มาลดอะไรในพวกนี้ พยายามที่จะกระทำขึ้นมา แล้วก็ประกอบมาตามทฤษฏีพระพุทธเจ้านี่ มีมรรคองค์ 8 มีการกระทำสัมมาอาชีพอะไรขึ้นมา มาถึงวันนี้จนกระทั่งเกาะกลุ่ม มีกลุ่มมีหมู่ มีอาชีพขึ้นมา อาตมาเร่งพัฒนาให้จี้ในกิเลสอัตตามานะเพิ่ม เพราะว่าพวกเราเรียนรู้กามพอสมควร แล้วเราก็ไม่ได้ทิ้ง ถึงแม้ว่าอาตมาไม่ได้จี้ ไม่ได้พูดมาก ก็ไม่ได้หมายความว่า เราไม่รู้เรื่องกาม แล้วเราก็จะประมาท หรือไม่สังวรระวังในเรื่องกาม ก็ไม่ใช่ เราก็สังวรระวังต่อไป ส่วนเรื่องอัตตามานะนั้น ก็เรียนรู้เพิ่มขึ้น การเรียนรู้นี่นะ ภิกษุผู้เล่าเรียนธรรมะ คือเรียนรู้ด้วยภาษา เรียนรู้ด้วยคำอธิบาย เรียนรู้ด้วยตำรา ด้วยการฟัง ก็เป็นการเรียนรู้ที่เรียนจริงๆนะ ปริยัติ เพราะฉะนั้นผู้ใดไม่ใส่ใจในปริยัตินี่ ประมาท หรือว่าเรารู้แล้ว มันไม่พอหรอก เรารู้เท่าที่เรารู้ แล้วเราเข้าใจ แม้แต่จะเข้าใจหลักที่บอกว่า โอ๊ย ก็รู้ตั้งเยอะแล้ว หลักการ หรือ ความหมาย หรือ เรื่องราว หรือว่าอะไรที่เราจะปฏิบัติให้แก่ตนเอง เรารู้แล้ว ตั้งแยะแล้ว ยังปฏิบัติไม่หมดเลย ก็จริงอยู่ตรงนั้น แต่ว่ามันไม่จริงที่ประมาท ตรงที่ไม่มาฟังธรรมเพิ่มเติม จะเป็นคนโง่ แสดงธรรมก็ตาม สมณะที่ไม่ฉลาดเฉลียว ก็ตาม มันก็จะได้มาฟังปริยัติ ฟังภาษานี่ ปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ อย่าขาดการฟังธรรม ความเสื่อมชนิดหนึ่ง คือมาวัดแต่ไม่ฟังธรรม ฟังความหมายของพระพุทธเจ้าที่ตรัสว่า ความเสื่อมของอุบาสกอุบาสิกา นี่มาวัดนะ ไม่มาวัดน่ะแน่นอน วัดก็ไม่มา ฟังธรรมก็ไม่ฟัง เสื่อมที่สุดแหละ ข้อเสื่อมข้อที่ 1 คือ ไม่มาวัด แม้คุณมาวัดหรืออยู่วัดแล้ว แต่คุณไม่ฟังธรรม นี่ก็เป็นความเสื่อมข้อที่ 2 อย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นเราจะต้องฟังให้เข้าใจธรรมะที่ลึกซึ้ง ละเอียด แล้วอาตมาพูดเติม พูดเสริมนี่ คนนั่งฟังขณะนี้ ก็ฟัง ก็เข้าใจแล้ว คนไม่นั่งฟังจะเข้าใจอะไรล่ะ เขาไม่มาฟังปริยัติแล้ว อยู่วัดแต่ไม่ฟังปริยัติ ไม่ได้ฟังขณะนี้ อย่างนี้เป็นต้น เขาก็ไม่ได้ซับซ้ำลงไป ซาบซึ้งลงไปอีกว่า อ๋อ มีความสำคัญด้วยหรือ ฟังธรรม สำคัญ แม้คุณจะรู้มากแล้วก็ตาม ฟังแล้ว มันจะได้เพิ่ม ละเอียดลออขึ้นไปอีก มีส่วนนั้นส่วนนี้ ส่วนย่อย ส่วนอะไรก็แล้วแต่ บางมุม บางคนซื่อๆ เซ่อๆ นี่แสดงธรรมซื่อๆ เซ่อๆ นี่ล่ะ โอ้โห มีมุมที่ปฏิภาณเปี๊ยบเลย แต่มาฟังซื่อๆ เซ่อๆ นี่ อ้อ เรามันเร็วไป เรามันไวไป เลย แหม เถิดไปเลย เลยไม่รู้ว่า อ๋อ ตัวนี้ ต้องตรงนี้ ดูอย่างคนซื่อๆ เซ่อๆ นี่แหละ คือความพอดี คือความสำคัญ คือจุดที่จะต้องกระทำให้แก่ตนเอง เราจะได้ทั้ง 2 ด้าน ด้านนิ่งๆหยุดๆ ไม่ปราดเปรียว ไม่คม ไม่แหลม ทื่อๆนี่แหละ จะได้ธรรมะอย่างทื่อๆ นี่มาใช้ ลดประเภทที่ว่า แหม แหลมคม เร็วนี่ ลงไปอีก มันถ่วงกัน มันแก้กันอยู่ตลอดเวลาน่ะ เพราะฉะนั้นคนที่ไม่ฟังธรรม ไม่ศึกษาปริยัตินี่จะไม่เจริญ เพราะผู้ที่ได้ฟังธรรมแล้ว พระพุทธเจ้าท่านตรัสธรรมวิหารี คือผู้เป็นอยู่ด้วยธรรม ที่พูดขึ้นมาตอนต้นแล้วว่าผู้ที่ดำเนินอยู่ด้วยธรรมะ ดำเนินชีวิตไปเรียกว่าธรรมวิหารี ผู้เป็นอยู่ด้วยธรรมะ มีธรรมะ ท่านตรัสแบ่งธรรมวิหารีไว้ 4 ประเภท ประเภทที่ 1 เล่าเรียนธรรมะน่ะ คือเล่าเรียนภาษาธรรมะ ปริยัตินี่ และมี สุตะ เคยยะ กรณะ อะไรต่างๆไป จนกระทั่งถึงเวทัลละนี่ แต่ไม่รู้ความหมายน่ะ ไม่รู้ความหมายอันยิ่ง คือไม่รู้ความหมายที่ลึกซึ้งขึ้นไปเรื่อยๆ ไม่รู้ความหมายอันยิ่งแห่งธรรมะนั้นๆด้วยปัญญา ไม่รู้ มาฟังธรรมแล้วก็ไม่มีเจริญด้วยปัญญา ไม่เจริญ เจริญด้วยปฏิภาณเพิ่มเติม มาฟังแล้วก็เท่าเก่า ดีไม่ดีประมาทด้วย รู้แล้วๆแล้วก็ไม่มีตัวเพิ่ม ไม่มีอะไรที่ลึกซึ้งเพิ่มขึ้นไป ไม่มีความหมายอันยิ่งแห่งธรรมด้วยปัญญา ภิกษุอย่างนี้เรียกว่าผู้มากไปด้วยปริยัติ ก็นับว่ายังไม่มีธรรมวิหารี ยังไม่ใช่ธรรมวิหารี เป็นผู้มากด้วยปริยัติเฉยๆ เรียกเป็นภาษาอาตมา เรียกเป็นภาษาไทยว่า นักเรียน เป็นนักเรียนเฉยๆ เป็นผู้ที่มากไปด้วยปริยัติ จำได้นะ บางทีได้แต่ภาษา แต่ไม่มีตัวลึกซึ้ง ฟังให้ดีนะ ตัวลึกซึ้งในปัญญาที่แหลมคม ที่ฟังธรรมะ ภาษาเก่าก็ตาม มีอะไรเกิดความรู้ที่ลึกขึ้นไปอีก อย่างนี้เรียกว่าได้เรียนรู้เพิ่มเติมด้วยปัญญาอันยิ่ง เสริมปัญญาที่เป็นปัญญินทรีย์ขึ้นเรื่อยๆ เพราะนั่งฟังธรรมนี่ จะต้องให้เกิดปัญญินทรีย์ ปัญญาพละขึ้นไป ตามลำดับ ถ้าเรานั่งฟังเท่าเก่าหรือจำภาษาได้มากขึ้นเท่านั้น ท่านนับว่าอันนี้ไม่เจริญ ได้ปริยัติเท่านั้น ยังไม่ใช่ธรรมวิหารี คุณมีเท่าไหร่ก็เท่านั้น คุณจะไปทำเป็นวิหารีเท่าไหร่ล่ะ คุณเป็นผู้อยู่ด้วยธรรมะที่คุณมี คุณก็เท่าเดิม คือเรียกว่าไม่เจริญขึ้น แม้มาเสียเวลาฟังธรรมก็ไม่เจริญขึ้น มากด้วยปริยัติเท่านั้น เป็นนักเรียน 2. ภิกษุแสดงธรรม เป็นภิกษุด้วยนะตอนนี้ หรือเป็นผู้รู้ เป็นฆราวาสก็ตาม อุบาสก อุบาสิกาก็ตาม คุณก็มีเวลาแสดงธรรม ไม่ใช่ผู้ฟัง ตอนนี้เป็นผู้แสดงเอง แสดงธรรมเองเลย ผู้แสดงธรรมตามที่ได้ฟังได้เรียนมา แต่ไม่รู้ความหมาย คือแสดงธรรมของเรานี่ ไม่รู้ความหมาย ก็หมายความว่าไม่รู้ความหมายด้วยปัญญาอันยิ่งนี่แหละ การแสดงธรรมนี่ เราใช้ภาษาแสดงธรรม เราจะเจริญความรู้ด้วย ความหมายที่ลึกซึ้งขึ้นไป แสดงออกไปเท่าที่เราเคยฟัง เคยรู้มา เมื่อเวลาควักออกมาแสดงบ้างนี่ มันจะเปรียบเทียบภาษาด้วย เปรียบเทียบของสภาวะด้วย เปรียบเทียบกับสภาวะด้วย สภาวะที่เรามีนี่ มันจะเปรียบเทียบไปในตัว ตัวธาตุรู้ มุทุภูตธาตุนี่ มันจะแววไว ถ้ายิ่งปฏิบัติธรรมถูกเรื่องว่า เราจะต้องใช้สภาวะเป็นหลัก แสดงธรรมจะมีสภาวะ ควักสภาวะออกมาเป็นหลัก หรือเปรียบเทียบ เป็นเตวิชโช เปรียบเทียบเป็นการตรวจสอบ บุพเพนิวาสานุสติ ให้เกิดญาณ ระลึกถึงความจริง ระลึกความเป็นสภาวะ ระลึกสิ่งจริง จะเป็นกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม หรือรูปนามใดๆก็ตาม ที่เราเป็นเรามี เราจะควักมาตรวจสอบ แม้ขณะผู้แสดงธรรมอยู่ก็ตรวจสอบ คนที่มีปฏิภาณดีๆ แต่ถ้าไม่มีปฏิภาณดีๆ ชำนาญแต่ภาษา จะตรวจสอบแต่ภาษา นี่ตัวเองจดจำไว้ ท่องจำมาได้ เวลาตรวจสอบก็จะเอาภาษาที่แสดงนี่ ไปตรวจสอบกับภาษาที่เราจำไว้ เอ๊ะ ถูกภาษาไหม มันถูกความหมายที่เราร่ำเรียนมาไหม ก็จะตรวจสอบแต่แค่ภาษา ฉะนั้นบรรดาครูภาษานกกระจอก นกขุนทองนี่ ก็จะตรวจแต่ภาษา การจะเจริญทางสภาวะ ทางความจริงด้วยปัญญาอันยิ่ง จะไม่ค่อยเกิด เพราะฉะนั้นการแสดงธรรม อย่าไปนึกถึงแต่ภาษา นึกถึงสภาวะเสมอ ผู้แสดงธรรม แสดงธรรมแล้วตรวจสอบสภาวะของตนไปด้วย ตรวจไปด้วย แล้วถ้าเผื่อว่า เรามีสภาวะนะ โอ ไอ้สิ่งที่เป็นภาษา มันจะมากำกับว่านี่คือยา คือชื่อยาที่ถูกตัว คุณจะรู้จักสภาวะของตัวเอง แล้วจะอ่านออกมา อธิบายออกมา ขยายความออกมา เป็นภาษาได้มากเลย แต่ถ้าผู้ใดระลึกถึงแต่ภาษา ที่ตัวเองเรียนมา ท่องมา พอแสดงธรรม หรือเทศน์ หรือบรรรยายก็นึกแต่ภาษาที่เราได้จำมา พวก นกแก้ว นกขุนทองพวกนี้ ก็เรียนแต่ภาษา แสดงธรรมแต่ภาษา จำได้ ก็ได้ภาษานั้นมาแสดงได้เก่ง มันจะจำไม่ได้หมดหรอก เพราะฉะนั้นจะไปเจริญอะไรขึ้น เจริญแต่แค่ภาษาที่ตนเองได้ท่อง ได้ทวน ได้จำมา จะไม่เจริญไปกว่านี้ ที่ลืมไปบ้าง อย่างเก่งก็ได้ทบทวนสิ่งที่เกือบลืม ออกมา ชักออกมาพูด ชักออกมาแสดง ชักออกมาบรรยาย ก็ดีอยู่บ้าง ได้ทบทวน แสดงธรรมก็ได้ทบทวนภาษาที่เราเรียน แต่ถ้าเผื่อว่าตรวจสอบสภาวะไม่เป็น ดังที่อาตมากำลังบรรยายให้ฟัง ผู้นั้นแสดงธรรมก็จะไม่เจริญกว่านั้น พระพุทธเจ้าก็ยังยืนยันว่า ผู้นี้ก็ยังเป็นผู้มากด้วยบัญญัติ บัญญัติก็คือภาษาที่เราเรียนรู้มาตามสมมุติบัญญัติ ตามที่พระพุทธเจ้าบัญญัติ นี่คือขวด นี่บัญญัติไทย ถ้าบัญญัติจีนเรียกว่าอะไร ขวด ก๊วก อ้อ ไอ้เรามันก็ไม่ใช่จีน ขวดภาษาจีนก็ว่า บัญญัติว่าก๊วก อย่างนี้เป็นต้น เอ้า ภาษาอังกฤษก็ BOTTLE อะไรอย่างนี้เป็นต้น ภาษาไทยเรียกว่าขวด นี่คือบัญญัติ เพราะฉะนั้นพวกนี้มากด้วยบัญญัติเท่านั้น อย่างที่อาตมาพยายามอธิบายแล้ว คือทบทวนแต่ภาษาเพราะเขาจะบัญญัติที่ตัวเองจำได้ ไม่ลืมภาษาที่จะชื่อเรียกอันนั้น พัฒนา หรือว่าทบทวน หรือเจริญได้แต่แค่สลากยา ทบทวนได้แต่สลากยา เนื้อยาไม่รู้เรื่องเลย สภาวะไม่ได้รู้เรื่องเลย ผู้มากด้วยบัญญัติ อาตมาใช้ภาษาไทยว่า นักแต่ง อันแรกน่ะ นักเรียน ได้เล่าเรียน ได้ฟัง ทีนี้คนที่ 2 นี่ แสดงธรรม เป็นคนแสดงธรรมนะ แสดงธรรมที่ได้เรียน ได้ฟังมา แต่ไม่รู้ความหมายด้วยปัญญาอันยิ่ง ผู้นั้นเรียกว่ามากด้วยบัญญัติ 3. ภิกษุทำการสาธยายธรรม ตามที่ได้เรียนมาโดยพิสดาร และสาธยาย ธรรมก็คือ เป็นคนลึกกว่าแสดงธรรม ธรรมดา สาธยายธรรมนี่ทั้งท่อง สาธยาย ธรรมที่จริงก็ท่องทวนเหมือนกัน พวกท่องบ่นน่ะ พวกสวดมนต์น่ะ สาธยายมนต์ พวกสาธยายพวกนี้สวดเหมือนสวดมนต์นั่นแหละ ไม่ใช่แสดงธรรม เพราะฉะนั้นแสดงธรรมนี่ ใช้ปฏิภาณ ใช้ภาษาของตัวเองนะ แต่ก็จะระลึกเอาภาษาเหล่านี้มาขยายความ พวกนี้จะเป็นนักแต่งหรือนักบัญญัติ จะได้ภาษาใหม่เหมือนกันนะ ได้ภาษาใหม่ ได้ความหมายใหม่เหมือนกัน แต่เป็นภาษาสู่ภาษา อันที่ 2 เดี๋ยววนไปสู่อันที่ 2 หน่อย เดี๋ยวมันจะแตก มันจะไม่เหมือน มันๆ มันจะคล้ยกันกับอันที่ 3 เดี๋ยวมันจะไปเข้าใจความหมายปนเปกัน อันที่ 2 นั้นน่ะ เป็นผู้ที่แสดงธรรมด้วยคำที่ได้ยิน ได้เรียนมา คือ เหมือนกับที่เอาหัวข้อธรรมะพระพุทธเจ้านี่มาบรรยายเอง ไม่ใช่สาธยาย ไม่ใช่สวดท่องทวน เอามาสาธยาย แล้วก็พูดเอง บรรยายเอง บรรยายความหมายเอง ซึ่งพวกเราก็เก่งอยู่ในประเภทที่ 2 เป็นนักแต่ง ไม่เลวเหมือนกัน แต่งแล้วก็พยายามบัญญัติใหม่ ภาษาใ
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive